รีวิวเครื่องเสียง : Bose รุ่น SoundSport Free หูฟังพกพาแบบไร้สาย เชื่อมต่อด้วยบลูทูธ จากประเทศสหรัฐอเมริกา

ผมไม่แปลกใจเลยที่ได้ยินว่า หูฟังอินเอียร์แบบไร้สายกำลังเป็นผลิตภัณฑ์ที่ร้อนแรงอยู่ในตลาด gadget ทุกวันนี้ สาเหตุที่ไม่แปลกใจก็เพราะฟังท์ชั่น ไร้สายของมันนั่นเอง !

และบอกตรงๆ ว่าผมคงจะรู้สึกแปลกใจซะมากกว่า ถ้าจะมีใครไม่ชอบหูฟังที่ไม่ต้องมีสายต่อ.???

และแล้ว Bose ก็มา ..

เมื่อปี 2009 ตอนที่ Apple ตัดรูเสียบแจ๊คหูฟังมินิ 3.5 mm ออกไปจากคอมพิวเตอร์แมคฯ ของพวกเขา ผู้คนทั้งโลกต่างก็พากันโจษขานกันให้เซ็งแซ่ มากกว่าครึ่งออกไปทางไม่ชอบใจ ส่วนที่เหลือคือความสนเท่ห์ สงสัยว่า แอ๊ปเปิ้ลกำลังคิดจะทำอะไรกันแน่ ..???

หลังจากนั้นไม่นาน ทุกอย่างก็กระจ่าง แอ๊ปเปิ้ลชี้ให้เห็นว่า โลกของการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคในอนาคตจะเปลี่ยนไปเป็นการเชื่อมต่อแบบไร้สายทั้งหมดเมื่อพวกเขาเปิดตัว Apple Airpod หูฟังไร้สายรุ่นแรกออกมาเมื่อปลายปี 2016 ซึ่งจากภาพลักษณ์ของแบรนด์ Apple ที่เป็นผู้นำทางด้านนวัตกรรมมาตั้งแต่แรก จึงไม่แปลกที่พวกเขาจะก้าวออกไปหาอนาคตก่อนคนอื่น

จะน่าประหลาดใจมากถ้าแบรนด์ผู้ผลิตสินค้า audio ชั้นนำของโลกอย่าง Bose จะไม่ก้าวตามกระแสนี้ และแล้ว หูฟังอินเอียร์ไร้สายรุ่น SoundSport Free ก็ออกมาพิสูจน์ความเป็นหนึ่งในวงการออดิโอยุคใหม่ของ Bose ให้ได้ประจักษ์

SoundSport Free
หูฟังอินเอียร์ไร้สายตัวแรกของ Bose

ถ้าพูดถึงเฉพาะคำว่า หูฟังไร้สายก็ต้องบอกว่า SoundSport Free เป็นหูฟังไร้สายตัวที่สองที่ Bose นำออกสู่ตลาด เนื่องจากว่า Bose ทำหูฟังไร้สายออกมาก่อนหน้า SoundSport Free แล้วหนึ่งรุ่น นั่นคือ QC35 หรือชื่อเต็มๆ คือ QuietComfort 35 ทว่า ตัวนั้นเป็นหูฟังแบบ Full Size ที่มีระบบ noise cancellation ดังนั้น ถ้าโฟกัสลงไปในแคตตากอรี่ของหูฟัง In-ear ก็พูดได้ว่า SoundSport Free ตัวนี้เป็นหูฟังอินเอียร์ไร้สายตัวแรกของ Bose ก็ไม่ผิดแต่อย่างใด

มาดูรายละเอียดของหูฟังตัวนี้กันครับ..

อุปกรณ์ทั้งหมดที่มีให้มาในกล่องกระดาษสี่เหลี่ยมขนาดกว้าง 5.8 นิ้ว x สูง 6.8 นิ้ว จากบนลงล่างประกอบด้วยหูฟัง SoundSport Free สองตัว, กล่องใส่/ชาร์จหูฟังหนึ่งกล่อง, จุกยาง 2 ชุด (ติดตั้งอยู่บนตัวหูฟังอีกหนึ่งชุด) และสายชาร์จแบต mini-USB หนึ่งเส้น

ตัวหูฟังทั้งสองข้างถูกบรรจุอยู่ในกล่องพลาสติกทรงกระบอกสีน้ำเงินอมดำ ขนาด กว้าง 2 นิ้ว x ยาว 4 นิ้ว x สูง 1.5 นิ้ว ซึ่งกล่องตัวนี้ทำหน้าที่เป็นทั้งที่เก็บและแท่นชาร์จแบตเตอรี่ให้กับหูฟังด้วย หูฟังรุ่นนี้มีให้เลือกซื้อทั้งหมด 3 สี คือ สีฟ้าน้ำทะเล (Navy blue), สีดำ และสีส้ม ตัวที่ผมได้รับมาทดสอบเป็นสีฟ้าน้ำทะเล ตัวบอดี้ของหูฟังมีลักษณะทรงรีเหมือนหยดน้ำ วัดความกว้างได้ 1 นิ้ว x ยาว 1.25 นิ้ว และลึกเท่ากับ 1.2 นิ้ว น้ำหนักแต่ละตัวอยู่ที่ 0.5 ออนซ์ หรือประมาณ 14 กรัมกว่าๆ ก็ถือว่าไม่หนักมาก

จุกยางซิลิโคนที่แถมมาให้ทั้ง 3 ขนาด S-M-L ตัวที่ติดมากับหูฟังตั้งแต่ในกล่องคือขนาด M สีเทา (ขนาดใหญ่สีดำ, ขนาดเล็กสีขาว) ทั้งสามตัวเป็นจุกยางรุ่น StayHear+Sport tips ที่มีกระโดงปลาฉลามสำหรับล็อคเข้าร่องใบหูติดมาด้วย มันเข้าพอดีกับร่องหูของผม ตัวจุกขนาด M ก็พอดีฟิตกับรูหูของผมพอดีๆ บล็อคเสียงจากภายนอกได้สงัดมาก และใส่ได้นานไม่อึดอัด ล็อคแน่นมาก ไม่ว่าจะขยับเขยื้อนร่างกายเร็วๆ หรือสะบัดตัวแรงๆ ขณะออกกำลังกาย (ถีบจักรยาน, วิ่ง) ก็ไม่มีอาการหลุดหรือเลื่อนหลวมแต่อย่างใด ซึ่งหูฟังตัวนี้เหมาะกับคนที่ชอบออกกำลังกายเป็นพิเศษเพราะมันถูกออกแบบมาสำหรับใช้งานตอนออกกำลังกายโดยเฉพาะ ซึ่งไม่ใช่แค่จุกยางที่ออกแบบมาให้สามารถล็อคหูได้แน่นเป็นพิเศษเท่านั้น แต่หูฟังตัวนี้ยังมีระบบป้องกันน้ำเข้าไปด้านในตัวหูฟังด้วย เป็นไปตามมาตรฐาน IPX4 (แช่น้ำไม่ได้) จึงปลอดภัยกรณีโดนเหงื่อหรือน้ำฝนที่สาดเข้ามาโดนตัวหูฟังขณะสวมใส่อยู่

มีพิมพ์แจ้งไว้ชัดเจนว่ากันน้ำได้ตามมาตรฐาน IPX4

เมื่อถอดเอาจุกยางออก ลองมองย้อนเข้าไปในท่อนำเสียงจะเห็นตะแกรงโปร่งๆ ปิดกั้นป้องกันสิ่งแปลกปลอมหลุดเข้าไปข้างใน


ฟังท์ชั่นใช้งาน

หูฟังไร้สาย SoundSport Free ของ Bose ตัวนี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้ใช้ฟังเพลงอย่างเดียวนะครับ ซึ่งตัวหูข้างขวาถูกกำหนดให้ทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมหลักสำหรับการใช้งาน และคุณสามารถใช้หูฟังข้างขวาแค่ข้างเดียวทำหน้าที่แทนอุปกรณ์ประเภทที่เรียกว่า Bluetooth Headset หรือหูฟังบลูทูธที่ใช้กับโทรศัพท์มือถือได้ด้วย

ฟังท์ชั่นของหูฟังข้างขวา กรณีใช้ฟังเพลง :
A = ปุ่มกดเพิ่มวอลลุ่ม
B = ปุ่ม Multi Function ที่ใช้ควบคุมหลายหน้าที่ เช่น กดหนึ่งที = pause หรือหยุดเล่นเพลงชั่วคราว และเล่นต่อเมื่อกดซ้ำ, กดสองครั้ง = skip forward หรือข้ามไปเล่นแทรคต่อไป, กดสามครั้ง = skip backward หรือถอยกลับไปเล่นแทรคก่อนหน้า
C = ปุ่มลดวอลลุ่ม
D = ไฟแอลอีดี แสดงสถานะการเชื่อมต่อ bluetooth
E = จุกยางพร้อมที่ล็อคใบหู

ฟังท์ชั่นของหูฟังข้างขวา กรณีใช้แทน Bluetooh Headset สำหรับโทรศัพท์:
A = ไมโครโฟน
B = ปุ่มมัลติฟังท์ชั่น ใช้ควบคุมคำสั่ง/ฟังท์ชั่นต่างๆ ตามตารางด้านล่างนี้

พลังงาน

มีอยู่ 2 เรื่องสำหรับหูฟังไร้สายที่ผู้ใช้เพ่งเล็งกันมากที่สุด อย่างแรกคือ ความเสถียรของการเชื่อมต่อกับอย่างที่สองคือ ระยะเวลาของการใช้งานต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง

เรื่องความเสถียรในการเชื่อมต่อของสัญญาณ Bluetooth ทั้งระหว่างตัวหูฟังข้างขวากับสมาร์ทโฟน และระหว่างหูฟังข้างขวากับหูฟังข้างซ้ายนั้น ต้องสรุปสุดท้ายด้วยการทดลองใช้งานจริง แต่ในเบื้องต้นนี้ ผมพบว่า ในเว็บไซต์ของ Bose มี ข้อมูลแจ้งถึงการออกแบบที่ได้ทำการปรับหาตำแหน่งติดตั้งเสาอากาศรับสัญญาณบลูทูธเพื่อให้ตัวหูฟังสามารถเชื่อมต่อกับสัญญาณบลูทูธของอุปกรณ์ภายนอกได้อย่างมีเสถียรภาพมากที่สุด ซึ่งก็คงต้องพิสูจน์จากการทดลองใช้งานจริงในขั้นตอนต่อไป

ช่อง mini-USB ที่ใช้สำหรับเสียบสายชาร์จแบต

ในกล่องมีสายชาร์จ mini USB มาให้หนึ่งเส้น แต่ผมทดลองแล้ว ใช้สาย mini USB ทั่วไปก็ชาร์จได้

เมื่อเสียบสายชาร์จเข้าที่ตัวกล่องที่ด้านหลัง ตรงด้านหน้าของตัวกล่องใต้ที่กดเปิดฝากล่องจะมีไฟแอลอีดีสีขาวอยู่ 5 ดวง ซึ่งติดตั้งไว้เพื่อใช้แสดงสถานะของปริมาณพลังงานที่มีอยู่ในแบตเตอรี่ของตัวกล่อง (ไม่เกี่ยวกับปริมาณแบตเตอรี่ที่อยู่ในตัวหูฟัง) ซึ่งไฟแอลอีดีแต่ละดวงจะแสดงปริมาณพลังงานเท่ากับ 20% ของปริมาณพลังงานที่แบตเตอรี่สามารถเก็บสำรองได้ทั้งหมด ขณะชาร์จ ไฟแอลอีดีจะกระพริบไล่ไปตั้งแต่ดวงแรก เมื่อมีปริมาณพลังงานเข้ามาถึง 20% ไฟแอลอีดีดวงแรกก็จะสว่างค้าง ดวงที่สองก็จะกระพริบ เมื่อพลังงานถูกชาร์จเข้ามาถึง 40% ไฟแอลอีดีดวงที่สองก็จะสว่างค้าง เป็นแบบนี้เรื่อยไป เมื่อไฟดวงที่ห้าสว่างค้าง แสดงว่าแบตเตอรี่ในตัวกล่องเก็บพลังงานไว้เต็ม 100% นั่นเอง


ส่วนเรื่อง ระยะเวลาของการใช้งานต่อการชาร์จหนึ่งครั้งมันเกี่ยวข้องกับความสามารถในการเก็บพลังงานของแบตเตอรี่ที่อยู่ในตัวหูฟัง แต่เนื่องจากแบตเตอรี่บนตัวหูฟังมีความจำกัดในการเก็บพลังงาน เนื่องจากข้อจำกัดในการออกแบบ ซึ่งไม่สามารถใส่แบตเตอรี่ขนาดใหญ่เข้าไปในหูฟังได้ เนื่องจากจะทำให้น้ำหนักของตัวหูฟังมากเกินไป ไม่สะดวกในการสวมใส่นานๆ ทาง Bose ได้แก้ปัญหาตรงนี้ด้วยการออกแบบให้ตัวกล่องใส่หูฟังทำหน้าที่สองอย่างพร้อมกัน คือเป็นที่เก็บหูฟังหลังจากที่คุณใช้งานเสร็จแล้ว และทำหน้าที่เป็นเพาเวอร์แบ็งค์ที่ชาร์จพลังงานให้กับตัวหูฟังในขณะที่หูฟังอยู่ในกล่อง

ตัวกล่องใช้เวลาชาร์จต่อเนื่องจนเต็มอยู่ที่ 2 ชั่วโมง เมื่อมีพลังงานเต็ม 100% จะสามารถชาร์จให้กับตัวหูฟังทั้งสองข้างให้เต็มได้ 2 ครั้ง

หน้าสัมผัสบนตัวหูฟังที่ใช้เชื่อมต่อกับจุดสัมผัสบนตัวกล่องเพื่อถ่ายโอนพลังงานจากตัวกล่องมาที่หูฟัง หูฟังทั้งสองข้างจะมีหน้าสัมผัสแบบนี้เหมือนกัน

เมื่อวางหูฟังลงไปในกล่องที่ทำเป็นบล็อกไว้ให้ ต้องขยับให้หน้าสัมผัสของตัวหูฟังกับตัวกล่องแนบกันสนิทด้วย โดยสังเกตฟังเสียงคลิ๊ก แสดงว่าแม่เหล็กบนตัวกล่องดูดตัวหูฟังลงในบล็อกแล้ว และไฟแอลอีดีสีขาว (L & R) ต้องสว่างกระพริบขึ้นมาด้วยการชาร์จพลังงานจึงจะเริ่มขึ้น เมื่อแบตเตอรี่ในตัวหูฟังข้างใดเต็มแล้ว ไฟแอลอีดีตรงตำแหน่งของหูฟังตัวนั้นก็จะสว่างค้าง (จะดับถ้าคุณปิดฝากล่อง)


ส่วนตัวหูฟังจะสามารถใช้งานต่อเนื่องได้นาน 5 ชั่วโมง และเมื่อใช้งานจนหมด เมื่อเก็บหูฟังลงกล่อง ตัวกล่องจะเริ่มชาร์จพลังงานให้กับตัวหูฟัง ซึ่งจะชาร์จจนเต็มอีกครั้งต้องใช้เวลา 2 ชั่วโมง แต่ในการใช้งานจริงแล้ว ผมไม่เคยใช้หูฟังถึง 5 ชั่วโมงจนแบตเตอรี่หมดเลยสักครั้ง โดยมากจะฟังต่อเนื่องก็ไม่เกินหนึ่งชั่วโมงก็เก็บตัวหูฟังลงกล่อง ตัวกล่องมันก็ชาร์จพลังงานเติมให้ พอนึกอยากจะใช้งานก็หยิบหูฟังออกมาใช้ มันก็ใช้งานได้ทันที ไม่ว่าจะฟังเพลงหรือรับสายโทรศพท์ เมื่อใช้เสร็จก็เก็บลงกล่อง ซึ่งจากการทดลองใช้งานในชีวิตประจำวันแบบที่ว่าข้างต้นมานานนับอาทิตย์ ผมพบว่า ถ้าก่อนออกจากบ้านเราชาร์จพลังงานของแบตเตอรี่ทั้งในตัวหูฟังและในตัวกล่องให้เต็ม 100% แล้ว ผมสามารถใช้งานหูฟังตัวนี้ได้ทั้งวันโดยไม่เคยมีปัญหาแบตเตอรรี่หมดเลย ไม่ต้องพกเพาเวอร์แบ็งค์ให้หนักกระเป๋าด้วย

และทุกครั้งที่หยิบหูฟังออกมาจากกล่องเสียบเข้าที่รูหู จะมีเสียงคอยเตือนให้เรารู้ว่าปริมาณเบตเตอรี่เหลือกี่เปอร์เซ็นต์ และตัวหูฟังอยู่ในสถานะพร้อมเชื่อมต่อ Bluetooth แล้ว ซึ่งลักษณะของการใช้ voice prompt หรือเสียงเตือนแบบนี้ดูเหมือนจะเป็นสากลสำหรับอุปกรณ์ประเภทนี้กระมัง เพราะหูฟังไร้สายของ Sony ที่ผมเคยทดสอบไปแล้วก็มีเสียงเตือนแบบนี้เหมือนกัน

เสียงเตือนของหูฟัง Bose รุ่นนี้จะมีเฉพาะหูข้างขวา และมีหลายภาษาให้เลือกได้ด้วย ขณะที่ผมทดสอบนี้ยังไม่มีภาษาไทยมาให้เลือก ซึ่งคุณสามารถเลือกภาษาและควบคุมสั่งงานหูฟังทั้งสองตัวผ่านทางได้ application ได้ ในบางขณะจะสะดวกกว่าใช้วิธีกดปุ่มบนตัวหูฟังซะด้วยซ้ำไป ตัวแอพลิเคชั่นที่ใช้ควบคุมหูฟังตัวนี้มีชื่อว่า Bose Connect มีทั้งเวอร์ชั่น iOS และ Android และที่น่าสนใจมากก็คือว่าบนแอพฯ มีฟังท์ชั่นพิเศษที่เท่ห์มากๆ ให้ใช้อีกเพียบ ยกตัวอย่างเช่น ฟังท์ชั่น “Find My Buds” ลักษณะเหมือนกับฟังท์ชั่น Find My iPhone ของแอ๊ปเปิ้ล เอาไว้สแกนหาหูฟังในกรณีที่เราวางลืมไว้ ซึ่งมีวิธีใช้แบบนี้

หน้าตาแอพฯ ตัวนี้ดูโล่งสะอาดมาก.!!!

เมื่อเปิดแอพฯ ขึ้นมา จะเห็นหน้าตาแบบนี้ และแนะนำให้ทำการ enable หรือเปิดใช้ฟังท์ชั่น Find My Buds ตั้งแต่ตอนแรกที่ติดตั้งแอพฯ และยังมีหูฟังอยู่กับตัว เพราะแอพฯ จะได้เก็บข้อมูล Location ของหูฟังของเราไว้ก่อน เมื่อเราวางหูฟังลืมไว้ เราจึงจะสามารถใช้ฟังท์ชั่น Find My Buds ค้นหาตำแแหน่งของหูฟังของเราได้ เริ่มต้นด้วยการคลิ๊กที่เมนูด้านบนซ้ายของหน้าแอพฯ นี้ตามศรชี้

คลิ๊กเลือกฟังท์ชั่น Find My Buds

แอพจะเริ่มค้นหาตำแหน่งของหูฟังของเราทันที ซึ่งหากว่าตัวหูฟังอยู่ในระยะที่สัญญาณบลูทูธสามารถสแกนเจอ และไม่มีสิ่งกีดขวางสัญญาณ ตัวแอพฯ จะโชว์ตำแหน่งของหูฟังให้เราเห็นบนจอ

และถ้าตัวหูฟังยังมีแบตเตอรี่เหลือพอ คุณยังสามารถสั่งให้ตัวหูฟังส่งเสียงเรียกออกมาได้ด้วย (ขึ้นอยู่กับกำลังไฟในแบตเตอรี่ของตัวหูฟัง) เมื่อเจอหูฟังแล้ว คุณก็สามารถสั่งให้มันหยุดส่งเสียงเรียกได้จากหน้าแอพฯ เลย


นอกจากฟังท์ชั่น Find My Buds แล้ว แอพฯ Bose Connect ตัวนี้ยังทำให้คุณสามารถตั้งชื่อหูฟังของคุณได้ สามารถตั้วเวลาปิดตัวเองได้กรณีไม่มีสัญญาณเชื่อมต่อ เลือกจะให้มีเสียงเตือนหรือปิดเสียงเตือนก็ได้ เลือกภาษาเตือน และดูข้อมูลการใช้งานได้บนแอพฯ ตัวนี้

เชื่อมต่อ Bluetooth

การเชื่อมต่อมีอยู่ 2 สถานะ สถานะแรกคือ “ระหว่างตัวหูฟังกับอุปกรณ์ภายนอกที่ส่งสัญญาณ Bluetooth มาให้” กับอีกสถานะคือ “การเชื่อมต่อระหว่างหูฟังข้างขวากับหูฟังข้างซ้าย”

หูฟัง SoundSport Free ตัวนี้สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้หลากหลายที่มีระบบเชื่อมด้วยสัญญาณ Bluetooth ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน, แท๊ปเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ แต่เนื่องจากมันสามารถเชื่อมต่อได้แค่ทีละอุปกรณ์เท่านั้น ดังนั้น เมื่อคุณหยิบหูฟังออกมาจากกล่อง มันจะพยายามเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่อยู่ใกล้ตัวคุณมากที่สุดก่อน ถ้าคุณมีอุปกรณ์อยู่ใกล้ๆ ตัวคุณมากกว่าหนึ่งตัวที่เคยเชื่อมต่อกับหูฟังตัวนี้มาก่อน คุณอาจจะต้องเช็คดูว่ามันเข้าไปเชื่อมกับตัวไหน หากต้องการเปลี่ยนไปใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ตัวอื่น คุณต้องทำการ ตัดการเชื่อมต่อ (disconnect)” กับอุปกรณ์ตัวนั้นซะก่อนแล้วจึงไปเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่ต้องการใช้งาน ซึ่งผมทดลองเชื่อมต่อหูฟังตัวนี้เข้ากับ iPhone 7, iPad2, Mac mini และ Macbook Pro เวลาที่อุปกรณ์ทั้งหมดเปิดใช้งานพร้อมๆ กัน ผมก็ต้องคอยปรับการเชื่อมต่อเหมือนกันเมื่อต้องการเปลี่ยนอุปกรณ์ใช้งานร่วมกับหูฟังตัวนี้ อย่างเช่นรับโทรศัพท์จาก iPhone 7 จบแล้วก็เปลี่ยนมาใช้หูฟังฟังเพลงจาก Mac mini อะไรแบบนี้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของคนที่คุ้นเคยกับการใช้งานอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อด้วยสัญญาณบลูทูธรู้กันดีอยู่แล้ว หากไม่นับเรื่องการสลับใช้กับอุปกรณ์หลายตัวที่ต้องคอย disconnect และ connect อุปกรณ์ต่างๆ แล้ว ผมต้องของบอกว่า หูฟัง Bose ตัวนี้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้ง่ายมาก หากอุปกรณ์ใดของคุณเคยเชื่อมต่อกับหูฟังตัวนี้อยู่ก่อนแล้ว เมื่อคุณหยิบหูฟังออกมาจากกล่อง จากนั้น แค่คุณเข้าไปที่ฟังท์ชั่น Bluetooth ที่อุปกรณ์ตัวนั้น แล้วกด connect ให้ตรงกับชื่อของหูฟังตัวนี้ แค่นั้นเอง หูฟังตัวนี้ก็จะเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ตัวนั้นและพร้อมใช้งานทันที

เมื่อหูฟังข้างขวาเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่ต้องการใช้งานเสร็จแล้ว จากนั้นคุณก็แค่หยิบหูฟังข้างซ้ายออกมาจากกล่อง มันก็จะเชื่อมต่อตัวมันเองเข้ากับหูฟังข้างขวาโดยอัตโนมัติทันที

สิ่งที่ผมสงสัยก็คือ การเชื่อมต่อระหว่างหูทั้งสองข้างมีความเสถียรมากแค่ไหน.? เนื่องจากหูฟังตัวนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานขณะออกกำลังกายได้ด้วย ซึ่งกิจกรรมในขณะออกกำลังกายแต่ละชนิดต่างก็ใช้ร่างกายต่างกัน กีฬาบางชนิดร่างกายของเราต้องเคลื่อนไหวด้วยความรวดเร็ว อย่างเช่นขี่จักรยานหรือกระโดดเชือก หรือแม้แต่วิ่งก็ทำให้ศีรษะต้องเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ซึ่งหากหูฟังออกแบบระบบยึดเกาะกับใบหูไม่ดี ตัวหูฟังมักจะหลุดออกมาจากหูได้ง่ายๆ

ผมทดลองใช้งานหูฟังตัวนี้ขณะออกกำลังกายด้วยการถีบจักรยานและได้ลองเร่งความเร็วในการปั่นจนศีรษะสั่นคลอนก็แล้ว ลองสะบัดศีรษะแรงๆ ก็แล้ว อือมม.. หูฟังตัวนี้มันก็ยังคงยึดหนึบอยู่ในรูหูไม่หลุดไปไหน ผมใช้จุกตัว M มันกระชับกำลังดีกับหูของผม ซึ่งต้องไม่ลืมว่า ขนาดของจุกที่ฟิตพอดีมีผลมาก ทั้งกับการยึดตรึงกับใบหูและส่งผลกับคุณภาพเสียงที่ได้ด้วย นอกจากนั้น เสื้อผ้าที่เราสวมขณะออกกำลังกายก็มักจะเน้นความกระชับตรึงกับร่างกาย บางทีก็ไม่มีกระเป๋า จำเป็นเอาโทรศัพท์มือถือวางไว้ห่างจากตัวเรา อย่างกรณีถ้าเราวิ่งออกกำลังกายบนสายพาน ก็มักจะต้องเอาโทรศัพท์วางไว้บนคอนโซลของเครื่องสายพานที่วิ่ง หรือถ้าถีบจักรยาน ก็ต้องยึดโทรศัพท์ไว้บนแฮนด์จักรยาน ซึ่งทำให้โทรศัพท์กับหูฟังอยู่ห่างจากกัน และเนื่องจากการเคลื่อนไหวตัวไปมาอยู่ตลอดอาจทำให้การเชื่อมต่อของหูฟังมีปัญหาหลุดได้ง่ายๆ แต่จากที่ผมทดลองใช้งานในลักษณะต่างๆ ตามที่กล่าวมาข้างต้น ผมพบว่า ถ้าไม่ได้วางโทรศัพท์ให้อยู่ห่างจากตัวเราไปมากเกิน 3 เมตร ผมก็ไม่พบปัญหาการเชื่อมต่อใดๆ เลย ไม่ว่าจะเคลื่อนไหวตัวอย่างไร ไม่ว่าจะเคลื่อนไหวศีรษะไปมาอย่างไร ผมก็ยังคงได้ยินเสียงเพลงที่ฟังได้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ไม่มีอาการหลุด

ถ้าพูดถึงอาการซิ้งค์หลุดระหว่างหูข้างซ้ายกับข้างขวา ตลอดการทดสอบสองอาทิตย์ต่อเนื่องกัน ผมพบปัญหานี้แค่ครั้งเดียว ตอนที่เชื่อมต่อหูฟังเข้ากับคอมพิวเตอร์ Mac mini เพื่อใช้ฟังเพลงจาก TIDAL ที่เล่นบน Mac mini ด้วยแอพฯ เพลเยอร์ของ TIDAL เอง ซึ่งผมค้นพบว่า การใช้งานหูฟังตัวนี้บนคอมพิวเตอร์ที่มีการทำงานโปรแกรมต่างๆ ไปด้วย มีโอกาสทำให้เกิดการรบกวนของคลื่นบลูทูธกับคลื่น Wi-Fi ขึ้นได้ง่ายๆ เพราะคอมพิวเตอร์ที่กำลังทำงานนั้นเชื่อมต่อทั้งบลูทูธจากคีย์บอร์ดและเม้าส์ไร้สาย และยังเชื่อมต่อ Wi-Fi กับโมเด็มเพื่อเข้าอินเตอร์เน็ตไปพร้อมๆ กันด้วย เมื่อเทียบกับการเชื่อมต่อหูฟังตัวนี้กับมือถือตอนออกไปเล่นกีฬากลางแจ้งที่ไม่มีทั้งสัญญาณบลูทูธและสัญญาณ Wi-Fi อื่นๆ ผมพบว่ามันไม่มีปัญหาซิ้งค์หลุดเหมือนตอนใช้งานร่วมกับคอมพิวเตอร์เลย

เสียงของหูฟังตัวนี้

ก่อนจะเริ่มฟังเสียง อย่าลืมเลือกจุกยางที่ฟิตพอดีกับขนาดรูหูของคุณก่อนเป็นอันดับแรก และต้องเข้าใจก่อนว่า ตัวส่งสัญญาณ Bluetooth มาที่หูฟังก็มีส่วนมาก ทั้งกับคุณภาพการเชื่อมต่อและคุณภาพเสียง ถ้าต้องการเน้นคุณภาพของเสียงเพื่อการฟังเพลงจริงๆ แนะนำให้ใช้เครื่องเล่นไฟล์เพลง หรือ DAP ที่ออกแบบมาเฉพาะจะให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่าฟังจากสมาร์ทโฟนค่อนข้างชัดเจน (ผมใช้แค่เครื่องเล่นไฟล์เพลงรุ่นเล็กๆ ของ Astel&Kern คือรุ่น AK Jr. ก็ได้เสียงออกมาดีมากแล้ว ดีกว่าเล่นผ่าน iPhone 7 อย่างชัดเจน ที่เห็นได้ชัดคือ เล่นกับ iPhone 7 ผมต้องเร่งวอลลุ่มเยอะกว่าตอนเล่นกับ AK jr. มากทีเดียว เมื่อฟังเพลงกับ DAP จะได้ยินรายละเอียดของเสียงออกมาเยอะกว่า ความสะอาดของเนื้อเสียงก็ดีกว่า ตลอดจนถึงอัตราสวิงของไดนามิกก็ออกมากว้างกว่า ทำให้ฟังแล้วได้ความสดของเพลงมากกว่า ไม่อึมครึม ไม่มัว และไม่เฉื่อย

เมื่อเทียบกับเสียงของหูฟังไร้สายของ Sony รุ่น WF-1000X ที่ผมมีอยู่ ผมพบว่าหูฟังสองตัวนี้ให้โทนเสียงต่างกันอย่างชัดเจน โทนเสียงของ WF-1000X ออกไปทางสุกสว่าง กลางแหลมจะเปิดกระจ่างมากกว่า ตัวเสียงจะกลมเรียว กระทัดรัด โทนบาลานซ์จะเทน้ำหนักไปทางกลางแหลมมากกว่าทุ้ม ในขณะที่โทนเสียงของ SoundSport Free ตัวนี้จะไปอีกทาง คือออกแนวอิ่มหนา กลางมีมวลเข้ม เบสอิ่มเป็นตัว เพราะโทนบาลานซ์ของ SoundSport Free จะค่อนไปทางกลางลงทุ้มมากกว่าที่จะขึ้นไปทางแหลม ซึ่งผมพูดได้เลยว่า ถ้าคุณคิดที่จะเอาคุณสมบัติของ ลักษณะเสียงเป็นตัวตัดสิน หากได้ลองฟังทั้งสองตัวนี้เทียบกัน คุณจะชอบและถูกใจตัวหนึ่งมากและจะไม่ชอบอีกตัวหนึ่งเลย ขึ้นอยู่กับรสนิยมในการฟังของคุณว่าชอบฟังเพลงแนวไหนมากกว่ากัน

สรุป

ต้องยอมรับว่า แคตากอรี่ของผลิตภัณฑ์ประเภทหูฟังไร้สายแบบนี้เพิ่งจะเปิดตัวออกสู่ตลาดไม่นานมานี้เอง ดังนั้น ถ้ามองในแง่ของ มาตรฐานก็คงต้องค่อยๆ ดูจากสิ่งที่ผลิตภัณฑ์แต่ละตัวนำเสนอออกมา ซึ่งหากมองในมุมนี้ ก็ต้องยอมรับอีกล่ะว่า Bose ได้จัดวาง มาตรฐานระดับสูงเอาไว้ให้กับผลิตภัณฑ์ในแคตากอรี่นี้เรียบร้อยแล้ว และเป็นมาตรฐานที่อาจจะทำให้คู่แข่งในตลาดเดียวกันต้องกลืนน้ำลายขมคออย่างแน่นอนถ้าคิดจะ “ข้าม” ขึ้นมาชนกัน..!! /

**********
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
บ. อัศวโสภณ จำกัด (สำนักงานใหญ่)
โทร. 0-2266-8136-8, 0-2234-6467-8
**********
ราคาชุดละ : 11,000 บาท | Link

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า