รีวิว > Dali > รุ่น Opticon 2 > ลำโพงสองทางวางหิ้งหรือวางบนขาตั้ง จากประเทศเดนมาร์ก

Dali เป็นแบรนด์ผู้ผลิตอุปกรณ์เครื่องเสียงจากประเทศเดนมาร์ก สินค้าหลักของแบรนด์นี้คือลำโพง ซึ่งมีทั้งลำโพง passive และลำโพง active นับรวมๆ กับสิบกว่าซีรี่ย์ ถ้าเข้าไปดูการเรียงลำดับสินค้าของแบรนด์นี้จะทำความเข้าใจยากนิดนึง เพราะลำโพงของแบรนด์นี้มีหลายประเภท ครอบคลุมการใช้งานได้กว้างมาก ทั้งเครื่องเสียงบ้าน, โฮมเธียเตอร์, เครื่องเสียงพกพา, แอ๊คทีฟสปีคเกอร์ ฯลฯ

Lars Worre CEO ของ Dali

ซีรี่ย์ “Opticonอยู่ในระดับกลางๆ ของกลุ่มโฮม ออดิโอและโฮมเธียเตอร์ ซึ่งในซีรี่ย์นี้มีอยู่ทั้งหมด 7 รุ่น ไล่จากรุ่นใหญ่สุดลงไปคือ Opticon 8, Opticon 6, Opticon 5, Opticon 2, Opticon 1, Opticon Vokal และ Option LCR ซึ่ง 5 รุ่นแรกคือเบอร์ 8 ลงมาถึงเบอร์ 1 สามารถจับคู่กันเบอร์ละสองตัวเพื่อใช้ฟังเพลงด้วยระบบเสียง stereo 2 ch ได้ หรือจะผสมกัน 2-3 เบอร์ร่วมกับ Opticon Vokal กับ Optical LCR เพื่อจัดทีมเป็นระบบเสียง multichannel audio ที่ใช้สำหรับฟังเพลง, ดูคอนเสิร์ต และชมภาพยนตร์ ในชุดโฮมเธียเตอร์ก็ได้

Opticon 2
ลำโพงวางหิ้งก็ได้
หรือวางบนขาตั้งก็ดี

สำหรับคนที่ไม่ได้เล่นเครื่องเสียง คงมองว่า Opticon 2 ก็เหมือนกับลำโพงสองทางทั่วไป อาจจะต่างกันหน่อยก็แค่รูปลักษณ์ของดีไซน์รูปร่างภายนอกเท่านั้น แต่ผมเชื่อว่าสายตาของนักเล่นเครื่องเสียงที่ช่ำชองจะมองเห็น ความพิเศษของลำโพงคู่นี้ได้ไม่ยาก จุดไหน.? คุณคิดเหมือนผมมั้ย.. ไดอะแฟรมวูฟเฟอร์ของลำโพงคู่นี้มันเตะตามาก กระตุ้นความสนใจใคร่รู้สุดๆ

ทำไดเวอร์เองทั้งหมด..

คุณสมบัติที่ดีในอุดมคติของไดอะแฟรมที่ใช้ทำกรวยของลำโพงไดนามิก ต้อง “as stiff as steel” (แกร่งดั่งโลหะ), “light as a feather” (เบาดุจขนนก) และ “start and stop on a dime” (ขยับและหยุดแค่เศษของเสี้ยววินาที) ซึ่งไม่ง่ายในการสร้างไดอะแฟรมที่มีลักษณะตรงตามอุดมคติร้อยเปอร์เซ็นต์ ตัวแปรมันอยู่ตรง วัสดุที่นำมาทำไดอะแฟรมนั่นเอง ซึ่งวัสดุที่นิยมนำมาใช้ทำไดอะแฟรมของไดเวอร์เสียงกลาง (midrange) และไดเวอร์เสียงทุ้ม (woofer) ของลำโพงในปัจจุบันเท่าที่พบเห็นกันอย่างแพร่หลายก็มี กระดาษ, พลาสติก, เคฟล่า, โลหะ และเซรามิก

เรื่องวัสดุไหนดีอย่างไร วัสดุแต่ละประเภทมีจุดเด่นจุดด้อยตรงไหนบ้าง เรื่องนี้ได้มีการถกกันตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งโดยมากแล้ว กระดาษจะถูกยอมรับว่าเป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่ตรงกับอุดมคติหลายข้อเมื่อเทียบกับวัสดุประเภทอื่น คุณสมบัติของกระดาษที่เป็นรองวัสดุแบบอื่น อย่างเช่น พลาสติกประเภทโพลีฯ,โลหะ และเซรามิกก็คือ ความแกร่งเมื่อเปิดดังมากๆ เท่านั้น ทว่า ในแง่อื่นๆ กระดาษจะเหนือกว่าหมด

อย่างไรก็ดี ถ้าไม่นับเรื่องความแกร่งเมื่อเปิดดังมากๆ ยังมีอีกคุณสมบัตหนึ่งของกระดาษที่ถือว่ามีคุณประโยชน์มากต่อ คุณภาพเสียงเมื่อนำมาทำไดอะแฟรมของไดเวอร์ลำโพง คุณสมบัติข้อนั้นก็คือ seft damping ที่ดีในย่านกลางและกลางสูง และมี resonance ต่ำ ทำให้เกิดสีสันปนเข้าไปในสัญญาณเสียงในปริมาณที่ต่ำ (coloration ต่ำ)

มิดเร้นจ์ไดเวอร์ขนาด นิ้ว
+ ทวีตเตอร์ขนาด 28 มิลลิเมตร

Opticon 2 เป็นลำโพงสองทางที่ใช้ไดเวอร์สองตัวช่วยกันขยับสร้างความถี่เสียงตั้งแต่ 59Hz ขึ้นไปจนถึง 27kHz โดยที่ความถี่ตั้งแต่ 2kHz ลงมาจนถึง 59Hz เป็นหน้าที่ของมิดเร้นจ์/วูฟเฟอร์ขนาด นิ้ว ส่วนความถี่ที่สูงกว่า 2kHz ขึ้นไปจนถึง 27kHz เป็นหน้าที่รับผิดชอบของซอฟท์โดมทวีตเตอร์ขนาด 28 มิลลิเมตร

ไดอะแฟรมของตัวมิดเร้นจ์/วูฟเฟอร์ที่ใช้ในรุ่น Opticon 2 ทำมาจากผงกระดาษที่ผสมกับเยื่อไม้ซึ่งเป็นวัสดุที่มีมวลต่ำ (Low Mass) โดยมีขอบยาง surround ครึ่งวงกลมที่ให้ตัวได้ดีเป็นตัวเชื่อมโยงกรวยไดอะแฟรมเข้ากับโครงอะลูมิเนียมของตัวไดเวอร์ ทำให้แผ่นกรวยไดอะแฟรมสามารถขยับเคลื่อนที่เดินหน้าถอยหลังได้อย่างเป็นอิสระมากที่สุด จึงให้ผลเป็นไปตามปรัชญาในการออกแบบลำโพงของ Dali ที่กำหนดเป้าเอาไว้ตั้งแต่แรก คือ ต้องมีความสูญเสียต่ำ” (Low Loss), “ต้องมีความเพี้ยนต่ำ” (Low Distortion) และ ต้องมีสีสันต่ำ” (Low Colouration)

ความพิเศษอีกจุดหนึ่งของตัวมิดเร้นจ์/วูฟเฟอร์ที่ใช้ในรุ่น Opticon 2 ตัวนี้อยู่ที่ระบบแม่เหล็กที่ใช้ผลักดันกระบอกวอยซ์คอยนั่นเอง ซึ่งตัวแม่เหล็กที่ใช้เป็นแม่เหล็กเฟอร์ไร้ท์ขนาดใหญ่ ทรงกลมแบน วางล้อมขั้วแม่เหล็กที่ทำมาจากวัสดุพิเศษที่ Dali ตั้งชื่อเรียกว่า SMC (Soft Magnetic Compound) ซึ่งเป็นวัสดุที่ไม่มีคุณสมบัตินำไฟฟ้าและถูกเหนี่ยวนำให้เป็นแม่เหล็กได้ยากแต่สลายความเป็นแม่เหล็กได้เร็ว ส่งผลให้ไม่เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Hysterisis เหมือนที่เกิดขึ้นกับระบบแม่เหล็กที่ใช้เหล็กเป็นขั้วแม่เหล็ก ส่งผลให้สามารถลดปัญหาความเพี้ยนที่เกิดจากความสูญเสียอันเนื่องมาจากการเคลื่อนที่ของกระบอกวอยซ์คอยที่ไม่เต็มสมรรถนะลงไปได้

ส่วนไดอะแฟรมทรงโดมครึ่งวงกลมขนาด 28 มิลลิเมตรของตัวทวีตเตอร์ทำมาจากผ้าไหมที่มีลักษณะโปร่งบาง เคลือบทับด้วยน้ำยาพิเศษเพิ่มความแกร่งและสามารถคงรูปอยู่ได้อย่างมั่นคง แม้ในขณะที่ต้องขยับตัวเดินหน้าถอยหลังอย่างรวดเร็วและรุนแรง ใช้แม่เหล็กเหลว (magnetic fluid) ที่มีปริมาณฟลักซ์แม่เหล็กที่เข้มข้นเป็นตัวหล่อระบายความร้อนของกระบอกวอยซ์คอย ทำให้โดมทวีตเตอร์มีความสามารถรองรับกำลังขับได้สูง เปิดได้ดัง ความเพี้ยนต่ำ

เคล็ดลับ
ในการออกแบบ

การมีไดเวอร์ที่ดี ไม่ได้หมายความว่า คุณจะทำลำโพงออกมาได้ดีเสมอ ซึ่งคงจะเป็นไปไม่ได้เลยถ้าปราศจากการออกแบบส่วนประกอบอื่นๆ ที่ดีด้วย นั่นคือ ตัวตู้ และวงจรเน็ทเวิร์คที่เหมาะสมและช่วยสนับสนุนการทำงานของตัวไดเวอร์ทั้งสองให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

อย่างที่ผมเคยพูดมาแล้วหลายๆ ครั้งว่า ความคิดตั้งต้นมีความสำคัญสูงสุดสำหรับการทำอะไรก็ตามให้ได้ผลสำเร็จ Dali ตั้งเป้าหมายในการออกแบบลำโพงของพวกเขาให้ถ่ายทอดเสียงที่มีลักษณะเป็น “3D Audioความหมายคือ ผู้ฟังต้องได้ยินเสียงที่หลุดพ้นออกไปจากตัวตู้ ไปลอยอยู่ในอากาศอย่างสมบูรณ์แบบ ก่อเกิดเป็นสนามเสียงที่มีมิติครบทั้งสามมิติ คือ 3 dimension audio นั่นเอง

ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจนแบบนั้น นำมาซึ่งคอนเซ็ปต์ในการออกแบบที่พวกเขาเรียกว่า “Low Lossคือพยายามลดการสูญเสียของสัญญาณเสียงในทุกๆ ขั้นตอนและทุกจุดลงให้มากที่สุด ซึ่งทำให้ต้องใช้เทคนิคการออกแบบหลายด้านเข้ามาผสมผสานกัน นั่นคือ

Low Resonance Cabinet

ตัวตู้ลำโพงของ Dali ประกอบขึ้นด้วยการคำนวนรูปทรงและเลือกใช้วัสดุที่ทำให้มีเรโซแนนซ์ต่ำ เพื่อลดพลังงานคลื่นเสียงที่สะท้อนภายในตู้และอาการสั่นค้างของผนังตู้ลง ไม่ให้มี colouration ที่เกิดจากเรโซแนนซ์ของตัวตู้เข้าไปปะปนกับความถี่เสียงเพลงที่เกิดจากการทำงานของไดเวอร์

Time Coherence

เนื่องจากเสียงโน๊ตดนตรีแต่ละเสียงประกอบด้วย ความถี่หลายกลุ่มผสมกัน คือมีทั้ง fundamental (หัวโน๊ต) และ harmonic (หางเสียงความกังวาน) ซึ่งทั้งหัวโน๊ตและหางเสียงของเครื่องดนตรีบางเสียงนั้นครอบคลุมการทำงานของไดเวอร์ทุกตัวพร้อมกัน ดังนั้น ต้องจัดการให้ความถี่ที่เกิดจากไดเวอร์ทุกตัวเดินทางไปถึงหูผู้ฟังในเวลาที่สอดคล้องกัน จึงจะทำให้เสียงนั้น ประกอบร่างขึ้นมาเป็นเสียงเดียวกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Wide Dispersion

ด้วยความสามารถของไดเวอร์ที่ให้เสียงได้ดังมากขึ้นโดยยังคงรักษาคุณสมบัติของเสียงเอาไว้ได้ด้วยระดับความเพี้ยนที่ต่ำ ทำให้ Dali สามารถออกแบบลำโพงให้มีมุมกระจายเสียงที่แผ่กว้างออกไปได้มากขึ้น สามารถแผ่ขยายความถี่เสียงตลอดย่าน frequency response ของลำโพงคู่นั้นออกไปด้วยระดับ SPL (Sound Pressure Level) ที่มากพอที่จะสามารถครอบคลุมพื้นที่อากาศโดยรอบตำแหน่งจัดวางลำโพงออกไปได้ไกลที่สุดโดยไม่มีความผิดเพี้ยน

ดีไซน์ตัวตู้

แม้ว่า Opticon 2 จะใช้มิดเร้นจ์/วูฟเฟอร์ที่มีขนาด ใหญ่กว่ามาตรฐานของลำโพงสองทางวางหิ้งทั่วไป คืออยู่ที่ 6 นิ้วครึ่ง ในขณะที่ลำโพงสองทางวางหิ้งส่วนใหญ่จะใช้ไดเวอร์มิดเร้นจ์/วูฟเฟอร์ขนาด 4.5 – 5 นิ้วเท่านั้น แต่เมื่อมองตัวตู้ผ่านๆ ก็ไม่ได้รู้สึกว่า ลำโพงคู่นี้มีตัวตู้ที่ใหญ่กว่าลำโพงสองทางวางหิ้งทั่วไปมากนัก สัดส่วนของตัวตู้อยู่ที่ 351 (H) x 195 (W) x 297 (D) มิลลิเมตร น้ำหนัก 7.8 กิโลกรัม / ข้าง

ไดเวอร์ทั้งสองตัวถูกติดตั้งอยู่บนแผงหน้าโดยจัดตัวมิดเร้นจ์/วูฟเฟอร์ไว้ด้านล่าง ทวีตเตอร์อยู่ด้านบน ข้อมูลในเว็บไซต์ระบุว่า Opticon 2 มีสีของตัวตู้ให้เลือก 3 สีคือ ไม้แอชสีดำ, ไม้วอลนัทสีน้ำตาล และ ผ้าซาตินสีขาว คู่ที่ผมได้รับมาทดสอบเป็นตู้ลายไม้วอลนัท โทนสีน้ำตาลเข้ม ซึ่งเป็นสีที่คุ้นชินตา ให้ความรู้สึกถึงความเป็นอะไรที่เดิมๆ แต่แอบเพิ่มเติมความเก๋ไก๋ไว้บนแผงหน้าที่แยกตัวออกมาจากผนังตู้ด้านอื่นๆ และถูกขัดเงาเคลือบสีดำมันวาว พร้อมทั้งมีการลบเหลี่ยมนิดๆ ทำให้ดูเท่ห์ออกแนวโมเดิร์นมากขึ้น นอกจากนั้น ยังได้ความแวววับของขอบวงแหวนโลหะที่อยู่รอบๆ ตัวมิดเร้นจ์/วูฟเฟอร์และแผ่นโลหะที่ประกบอยู่รอบๆ ตัวทวีตเตอร์ช่วยกันฉายประกายเพิ่มความสดใสให้กับ Opticon 2 มากขึ้น เป็นดีไซน์ที่ผสมสผานความรู้สึกเดิมๆ ของลำโพงยุคเก่าเข้ากับลุคที่ดูโมเดิร์นได่อย่างลงตัว

Opticon 2 ให้ขั้วต่อสายลำโพงมาเป็นแบบ single แค่คู่เดียว ติดตั้งอยู่บนแผงด้านหลังของตัวตู้ อยู่ในเบ้าพลาสติกที่หงายตัวขั้วต่อให้ชี้เป็นมุมเฉียงเงยขึ้นมา และขั้วต่อทั้งสองข้างถูกแยกห่างจากกัน ทำให้ง่ายต่อการเชื่อมต่อสายลำโพงเข้ากับตัวขั้วต่อมาก ตัวขั้วต่อเองก็ออกแบบมาอย่างดี มีขนาดใหญ่แข็งแรง ให้การจับยึดขั้วต่อของสายลำโพงได้อย่างมั่นคงทุกรูปแบบ

ข้อดีของลำโพงที่ติดตั้งขั้วต่อมาแค่ชุดเดียวแบบนี้ก็คือทำให้สามารถลงทุนกับสายลำโพงดีๆ ได้ ใช้งบลงทุนไม่สูงเหมือนขั้วต่อสายลำโพงแบบแยกสองชุด และไม่ต้องเสี่ยงกับลักษณะของเสียงที่เบี่ยงเบนไปจากแนวเสียงที่ผู้ผลิตลำโพงตั้งใจออกแบบไว้ด้วย เพราะแม้ว่าการเชื่อมต่อด้วยวิธีเบิ้ลสายลำโพงแบบ Bi-Wired หรือแม้แต่การขยับขยายซิสเต็มไปเล่นแบบ Bi-Amp กับลำโพงที่แยกขั้วต่อสายลำโพงสองชุดจะมีส่วนช่วยอัพเกรดคุณภาพเสียงของลำโพงให้ไปได้อีกเยอะ แต่วิธีการเหล่านั้นก็อาจจะทำให้เกิดผลข้างเคียงกับเสียงได้เหมือนกัน ถ้าไม่ควบคุมตัวแปรในระบบไว้ดีพอ

เหนือตำแหน่งติดตั้งขั้วต่อสายลำโพงขึ้นไปมีท่อระบายอากาศขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.5 นิ้วอยู่หนึ่งท่อ ทำหน้าที่ปรับสมดุลของมวลอากาศภายในตัวตู้ ซึ่งตัวท่อที่หล่อด้วยพลาสติกสีดำมีลักษณะที่ปาดโค้งตรงปากท่อเพื่อลดปัญหาเสียงลมที่ทะลักออกมาจากท่อเสียดสีกับขอบท่อ ความยาวกับความกว้างของท่อและตำแหน่งติดตั้งได้ถูกคำนวนมาอย่างละเอียดเพื่อให้ลงตัวกับความถี่ตั้งแต่ 46.5Hz ลงไป รองรับช่วงต่อจากความถี่ 59Hz ที่ออกมาจากดอกมิดเร้นจ์/วูฟเฟอร์พอดีๆ ช่วยเพิ่มขยายฐานของเสียงทุ้มด้านล่างลงไปอีกทอด

แม็ทชิ่ง + เซ็ตอัพ + ปรับจูน

แม้ว่าลำโพงคู่นี้จะใช้มิดเร้นจ์/วูฟเฟอร์ที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับลำโพงสองทางวางหิ้งทั่วไป แต่น่าสนใจมากเมื่อพบว่า ทีมออกแบบกำหนดให้ Opticon 2 ทำงานในย่านความถี่เสียงตั้งแต่ 59Hz ขึ้นไปจนถึง 27kHz ในขณะที่ลำโพงสองทางวางหิ้งตัวอื่นๆ โดยเฉพาะตัวที่ใช้มิดเร้นจ์/วูฟเฟอร์ขนาดใหญ่ประมาณเดียวกันนี้ มักจะจัดวงจรเน็ทเวิร์คให้ไดเวอร์ทำงานในเร้นจ์เสียงที่กว้างกว่านี้ โดยเฉพาะในย่านทุ้มที่มักจะลงไปได้ลึกกว่านี้ เพราะอะไร ทีมออกแบบของ Dali จึงจัด frequency response ของ Opticon 2 เอาไว้ในช่วงความถี่นี้..??

ถ้าประเมินจากประสบการณ์ ผมก็ขอเดาว่า พวกเขาออกแบบ Opticon 2 ไปตามความสามารถของไดเวอร์นั่นเอง และเมื่อมองถึงการเลือกรูปแบบรวมถึงคุณสมบัติของไดเวอร์ทั้งสองตัว ก็พอจะเดาทางของทีมออกแบบได้ว่า พวกเขาต้องให้ความสำคัญกับความถี่ในย่านกลางมาก่อนความถี่อื่นๆ ซึ่งเป็นความสามารถของไดอะแฟรมของไดเวอร์ทั้งสองตัวโดยตรง ไดอะแฟรมที่ทำด้วยกระดาษมีคุณสมบัติที่เหมาะสมที่สุดเมื่อเทียบกับวัสดุประเภทอื่นในการถ่ายทอดคลื่นเสียงในย่านกลางที่มีคุณภาพ

พิจารณาจากภาพด้านบนจะเห็นว่า เร้นจ์ความถี่ตอบสนองของตัวมิดเร้นจ์/วูฟเฟอร์มันครอบคลุมความถี่เสียงในย่านกลาง ที่เป็น fundamental ของตัวโน๊ตเครื่องดนตรีอะคูสติกส่วนใหญ่เอาไว้แทบทั้งหมด บางเสียงนั้นครอบคลุมได้ทั้ง 100% อาทิเช่น เสียงร้อง (vocal), เสียงกีต้าร์, กลองทิมปานี, ไวบราโฟน, บาสซูน, บาริโทนเทอร์เนอ และ อัลโต้ แซ็ก, แคลริเน็ต, โอโบ, เฟร้นช์ฮอร์น, ทรอมโบน, ทรัมเป็ต และเชลโล ที่เหลือนอกนั้น Opticon 2 สามารถครอบคลุมหัวโน๊ตทั้งหมดของเครื่องดนตรีเหล่านั้นได้ มากกว่า 80%นี่คือเหตุผลที่ทีมออกแบบของ Dali เลือกใช้ไดเวอร์มิดเร้นจ์/วูฟเฟอร์ที่มีขนาดใหญ่ถึง 6 นิ้วครึ่งในการรองรับกับความถี่เหล่านี้

เมื่อความถี่ของเครื่องดนตรีส่วนใหญ่ถูกถ่ายทอดผ่านไดเวอร์มิดเร้นจ์/วูฟเฟอร์แค่ตัวเดียว นั่นมีผลให้ความผิดเพี้ยนใดๆ ที่มักจะเกิดจากการเหลื่อมล้ำของการทำงานของไดเวอร์จำนวนหลายตัวถูกขจัดทิ้งไป เสียงของโน๊ตดนตรีของเครื่องดนตรีส่วนใหญ่จึงมีความเป็นตัวตนที่คมชัดมาก

คุณต้องทำอย่างไรเพื่อให้ได้คุณสมบัติที่โดดเด่นแบบนั้นจากลำโพง Opticon 2 คู่นี้.? ไม่ยากเลย แค่ แม็ทชิ่ง + เซ็ตอัพ + ปรับจูน ไปตามขั้นตอนมาตรฐานที่ผมเคยบอกไว้เท่านั้นเอง เริ่มด้วยการแม็ทชิ่งแอมป์ที่เหมาะสมกับมันก่อน โดยพิจารณาจากสเปคฯ ความไว + กำลังขับที่แนะนำ ในคู่มือของลำโพง Opticon 2 ที่ให้มา

ตัวเลขแรกที่ได้มาคือ “ความไว” หรือ Sensitivity = 87.0dB (2.83V/1m) ซึ่งจัดอยู่ในระดับปานกลาง ไม่ถึงกับไวมากแต่ก็ไม่ได้เป็นลำโพงที่ ดื้อกับแอมป์มากนัก ตัวเลขต่อมาคือ ความต้านทานหรือ Impedance ที่ระบุไว้ที่ 4 โอห์ม แสดงถึงความต้องการกำลังขับที่ค่อนไปทางสูงหน่อยถ้าต้องการคุณภาพเสียงเต็มที่จากมัน ตัวเลขต่อมาที่นำมาใช้คำนวนกำลังขับที่จะแม็ทชิ่งกับ Opticon 2 นั่นคือตัวเลข กำลังขับของแอมป์ที่ (ผู้ผลิตลำโพง) แนะนำซึ่งในสเปคฯ ของ Opticon 2 ระบุไว้ระหว่าง 30 – 150W ต่อแชนเนล เมื่อใช้สูตร “75% x กำลังขับสูงสุดที่แนะนำไว้คำนวนออกมา ผลลัพธ์ที่ได้คือ (75 x 150 หารด้วย 100 = 112.5 W ต่อแชนเนล) นี่คือกำลังขับของแอมป์ อย่างน้อยที่หวังผลได้ว่าจะทำให้ลำโพงเริ่มแสดงศักยภาพที่น่าพอใจออกมาได้

ในการทดสอบครั้งนี้ ผมทดลองจับคู่ Opticon 2 กับอินติเกรตแอมป์ของ NAD รุ่น C 388 ที่มีกำลังขับข้างละ 150W ต่อข้างทั้งโหลด 8 และ 4 โอห์ม ซึ่งเป็นอินติเกรตแอมป์ที่มีกำลังขับเท่ากับกำลังขับสูงสุดที่ลำโพงแนะนำไว้พอดี ปรากฏว่า NAD C 388 สามารถควบคุม Opticon 2 ได้อย่างลงตัวมาก ผมรับรู้ได้ว่า Opticon 2 สามารถปรับเปลี่ยนอัตราสวิงของไดนามิกเร้นจ์ของเสียงให้เปิดกว้างขึ้นไปตามระดับวอลลุ่มของ C 388 ที่ดันขึ้นไปได้เรื่อยๆ โดยที่เวทีเสียงไม่หุบ โทนเสียงไม่เปลี่ยน แหลมไม่จัด เบสไม่บวม แต่ทุกอย่างดังขึ้น สวิงไดนามิกได้กว้างขึ้น เวทีเสียงขยายใหญ่ขึ้น ไม่มีอาการอั้นหรือตื้อใดๆ ปรากฏออกมาให้ได้ยิน ซึ่งพิสูจน์ได้อย่างว่า ลำโพงคู่นี้ไม่ได้ถึงกับต้องการซุปเปอร์แอมป์ในการที่จะถ่ายทอดศักยภาพของมันออกมาให้สัมผัส

ข้อมูลที่ผู้ผลิต Opticon 2 แจ้งไว้ในแนวทางการออกแบบที่ว่า พวกเขาตั้งใจออกแบบลำโพงของพวกเขาให้มีมุมกระจายเสียงที่กว้าง (Wide Dispersion) เพื่อกระจายคลื่นเสียงออกไปครอบคลุมพื้นที่อากาศในห้องให้ได้มากที่สุด ซึ่งคุณสมบัติข้อนี้เป็นผลดีต่อการเซ็ตอัพในห้องที่ไม่ได้ปรับแต่งอะคูสติกไว้อย่างสมมาตร คือถ้าคลื่นเสียงที่ออกมาจากลำโพงมีปริมาณ SPL สูงมากพอ มันจะไปมีอิทธิพลเหนือคลื่นเสียงที่สะท้อนกลับมาจากห้อง ทำให้เสียงสะท้อนจากห้องไม่สามารถแทรกเข้ามารบกวนเสียงหลักจากลำโพงได้ ผมทดลองเซ็ตอัพลำโพงคู่นี้บนชั้นไม้ที่มีความจากพื้นอยู่ระหว่าง 24 – 45 นิ้ว หลังจากลองขยับหาระยะห่างระหว่างลำโพงซ้ายขวากับระยะห่างผนังด้านหลังดูพักนึง ผมก็มาได้จุดลงตัวของระยะห่างระหว่างข้างซ้ายกับข้างขวาอยู่ที่ 167 .. โดยมีระยะห่างผนังด้านหลังอยู่ที่ 110 ..

ขณะทำการเซ็ตอัพตำแหน่ง ผมพบว่า ลำโพงคู่นี้ไม่ต้องการให้เอียงแผงหน้าลำโพงเข้าหาตำแหน่งนั่งฟัง เมื่อพยายามทำอย่างนั้น มันจะส่งผลกระทบกับเสียงแหลมอย่างชัดเจน และกระทบถึงลักษณะของรูปวงซาวนด์สเตจด้วย ผมแนะนำว่า ให้ทำการเลื่อนขยับระยะห่างซ้ายขวาและระยะห่างผนังด้านหลังไปเรื่อยๆ โดยตั้งลำโพงหน้าตรงเอาไว้จนกว่าจะพบระยะลงตัว ทุกอย่างจะปรากฏออกมาเอง ทั้งซาวนด์สเตจ ไดนามิก และความต่อเนื่อง หลังจากนั้นจึงค่อยทำการปรับจูนในจุดต่างๆ

เสียงของ Opticon 2

เสียงของลำโพงคู่นี้มีความเป็นอะไรที่เฉพาะตัวมาก ถ้าคุณไม่ใช่นักเล่นเครื่องเสียงรุ่นเก่าที่มีประสบการณ์ในการเล่นมานานต่อเนื่องกันเกินสิบปี คุณอาจจะต้องนั่งฟังเสียงของมันสักพักนึงจึงจะจับทางของมันได้ และรับรู้ถึงบุคลิกเฉพาะของมัน แต่ถ้าเป็นนักเล่นเครื่องเสียงที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานาน โดยเฉพาะคนที่คุ้นกับลำโพงที่ใช้ทวีตเตอร์ซอฟท์โดม ได้ยินเสียงของลำโพงคู่นี้แล้วจะรู้สึกถึงความพิเศษของมันได้เร็ว

เพราะอะไร.? เนื่องจากบุคลิกเสียงของลำโพงคู่นี้จะให้ความโดดเด่นในย่านเสียงกลางเป็นพิเศษ ซึ่งคำว่า โดดเด่นที่ผมพูดถึงนี้ไม่ได้หมายถึงถูกดันให้ดังขึ้นมามากกว่าความถี่อื่น แต่เป็นเสียงกลางที่ ครบ และ เคลียร์มาก ถ้าเป็นคนที่มี music appreciation อยู่ในตัว คุณจะสัมผัสความพิเศษของลำโพงคู่นี้ได้ง่าย เพราะความชัดเคลียร์และครบถ้วนของเสียงกลางที่ลำโพงคู่นี้ให้ออกมามันคือสาระของเพลงล้วนๆ

ที่ผมใช้คำว่า ครบก็เพราะว่า เสียงกลางที่ Opticon 2 ถ่ายทอดออกมามันแสดงรายละเอียดให้คุณได้ยินครบทุกขั้นตอน ตั้งแต่เริ่มต้นเกิดเสียงของหัวโน๊ต (fundamental) ปรากฏขึ้นมาในอากาศ ต่อเนื่องมาถึงการขยายตัวของหัวโน๊ตที่แผ่ออกมาเป็นเนื้อมวลของบอดี้ และเคลื่อนไปจนถึงขั้นตอนสุดท้าย คือขณะที่หางเสียงของโน๊ตนั้นค่อยๆ ปลดปล่อยพลังงานจางหายไปในอากาศธาตุ ด้วยรายละเอียดที่ครบถ้วนเช่นนี้ จึงไม่ยากที่ประสาทหูของเราจะจับรู้ได้ว่า ในเพลงที่กำลังฟังมีเสียงของเครื่องดนตรีอะไรอยู่ในนั้นบ้าง แต่ละชิ้นดนตรีกำลังเคลื่อนไหวไปในลักษณะใด ชิ้นไหนเล่นช้าชิ้นไหนเล่นเร็ว ชิ้นไหนกำลังส่งชิ้นไหนกำลังรับ ผมสามารถติดตามอากัปกิริยาการเคลื่อนไปของบทเพลงได้อย่างต่อเนื่อง ชัดเจน โดยมีเสียงของเครื่องดนตรีต่างๆ ในเพลงนั้นคอยสลับกันเล่าเรื่อง

album : Live! Out On The Road
artist :The Firstations

Live! Out On The Roadของคณะประสานเสียงชาวแคนาดา The Firstations เป็นอัลบั้มที่ผมมักจะหยิบมาลองฟังเพื่อทดสอบความสามารถในการแยกแยะรายละเอียดของเสียงในย่านกลางอยู่บ่อยๆ ซึ่งลำโพงคู่นี้ก็แยกแยะเสียงร้องของกลุ่มประสานเสียงชายเทียมคณะนี้ออกมาได้ชัดเจนดี เสียงของนักร้องแต่ละคนมีอัตลักษณ์ที่เด่นชัดปรากฏออกมาให้ได้ยินโดยไม่มีอาการกลบทับกัน ต้องยอมรับว่า Opticon 2 คู่นี้ทำให้ฟังเพลงในอัลบั้มนี้แล้วรู้สึกเข้าถึงอารมณ์เพลงได้ง่ายและซาบซึ้งไปกับอารมณ์ของเพลงได้อย่างแนบแน่นตลอดการฟัง ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมาผมพบว่า การฟังเพลงที่มีความถี่ในย่านใกล้เคียงกันซ้อนๆ กันอยู่หลายชิ้นแบบนี้ ถ้าลำโพงแยกแยะโอเว่อร์โทนของแต่ละเสียงออกมาได้ไม่เด็ดขาด ฟังไปนานๆ แล้วจะมีอาการเบลอถอยห่างออกมาจากเพลงที่กำลังฟังเอาได้ง่ายๆ คือถ้าลำโพงแยกแยะออกมาไม่ดี สมองจะต้องทำงานหนักในการพยายามแยกแยะรายละเอียดเหล่านั้นเอง เมื่อฟังไปนานๆ สมองทำงานหนักจนล้า อารมณ์เพลงก็จะหดหายไป ความเพลิดเพลินในการฟังก็จะหมดไปด้วย

ด้วยเหตุที่ Opticon 2 ไม่ได้พยายามที่จะ boost เสียงเบสและเสียงแหลมให้พุ่งเด่นขึ้นมามากจนเกินไป แต่ได้จัดการให้ทั้งเสียงทุ้มและเสียงแหลมคอยต่อเชื่อมกับเสียงกลางไปโดยตลอด ทำให้เสียงกลางมีความสมบูรณ์มากที่สุด แต่กระนั้นก็ไม่ได้หมายความ เสียงแหลมและเสียงทุ้มของลำโพงคู่นี้จะไม่มีตัวตน เมื่อถึงจังหวะที่ต้องแสดงตัวเป็นพระเอกในเพลงนั้นๆ มันก็สามารถแสดงความโดดเด่นออกมาให้เห็นได้เหมือนกัน แต่เสียงแหลมและเสียงทุ้มของลำโพงคู่นี้ไม่ได้ออกมาทาง show-off หรือเสนอหน้า เบ่งกล้ามออกมามาก แค่ตั้งหน้าตั้งตานำเสนอบทบาทไปตามที่ถูกกำหนดมาในเพลงนั้นๆ เท่านั้น

album : The Well
artist : Jennifer Warnes

ทวีตเตอร์ของ Opticon 2 ทอดตัวไปได้ไกลถึง 27,000Hz นั่นคือสาเหตุที่คุณไม่ควรมองข้ามความสามารถในการปลดปล่อยรายละเอียดในย่านสูงของมัน ขอให้เพลงที่คุณฟังมีช่วงเวลาที่โปรดิวเซอร์หรือศิลปินเปิดโอกาสให้เสียงแหลมเป็นพระเอกเท่านั้นเอง ผมตะหนักรู้ถึงความสามารถของมันในข้อนี้ก็ตอนที่ทดลองฟังงานอัลบั้มชุด The Well ของ Jennifer Warnes ไปถึงแทรคที่ 7 เพลง The Pantherซึ่ง Opticon 2 ได้นำส่งเสียงโมบายและเสียงเครื่องเขย่าตอนขึ้นอินโทรของแทรคนี้ให้ล่องลอยออกมาแกว่งไกวอยู่ในอากาศได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ๋วมาก แต่ละชิ้นเสียงมีบอดี้ของตัวเอง มีความหนาและความกังวานอยู่ในเกณฑ์ที่ได้ยินแล้วนึกถึงแท่งโมบายของจริงที่มีขนาดต่างๆ กันกำลังสั่นไกวไปมาและแผ่ขยายหางเสียงให้ค่อยๆ แผ่วหายไปในพื้นแบ็คกราวนด์ด้านหลัง

album : Opus 3 – Test Record 4
artist : Various Artists

ทีมออกแบบของ Dali ให้เหตุผลที่ต้องใช้โดมทวีตเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ถึง 28 มิลลิเมตรไว้ว่า ต้องการให้มุมกระจายเสียงของเสียงแหลมกลมกลืนไปกับมุมกระจายเสียงของความถี่ในย่านกลางและทุ้มที่แผ่ออกมาจากตัวมิดเร้นจ์/วูฟเฟอร์ และเพื่อให้สามารถรองรับกำลังขับได้มากพอที่จะกระจายตัวแผ่ออกไปคลุมพื้นที่อากาศได้กว้างๆ ด้วย ซึ่งผมพบว่า แม้จะเปิดฟังค่อนข้างดัง แต่เสียงแหลมของ Opticon 2 ก็ไม่ได้แสดงอาการเครียดออกมาให้ได้ยิน ตัวโน๊ตเสียงแหลมยังคงลอยใสอยู่ในอากาศได้อย่างมั่นคง ไม่มีอาการแผดจ้า ไม่มีอาการวูบวาบ ไม่มีอาการเดินหน้า (forward) ล้ำแถวออกมาเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเพลงที่บันทึกเสียงสดๆ ของการบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีอะคูสติกภายใต้สภาพอะคูสติกที่เหมาะสมเป็นธรรมชาติ อย่างเช่นในโบสถ์ ลำโพงคู่นี้ถ่ายทอดบรรยากาศออกมาได้น่าฟังมาก มันให้ลักษณะของเสียงที่มีความใสโปร่งแต่ไม่สว่างโพลน เป็นบุคลิกเสียงที่แปลกหูไปจากลำโพงหลายๆ คู่ที่ผมเคยฟัง มันมีเสน่ห์เฉพาะตัวบางอย่าง ลักษณะเสียงที่แผงด้วยความสุขุม พยายามนำเสนอเฉพาะดนตรีจริงๆ ที่ได้รับเข้าไป ไม่พยายามทำให้เสียงออกมาฉูดฉาด เร้าใจ ไม่เติมพลังเข้าไปจนเกินเลย เป็นเสียงที่ฟังดูเผินๆ เหมือนไม่มีอะไร แต่ฟังไปนานแล้วกลับรู้สึกว่ามันน่าสนใจ อยู่กันได้นานๆ ไม่ว่าจะหยิบงานเพลงอัลบั้มไหนขึ้นมาฟัง ลำโพงคู่นี้ก็มักจะทำให้ผมเกิดความรู้สึกแปลกใหม่กับเพลงที่เคยฟังมานานจนคิดว่าชินหูไปแล้ว

album : Spirits Having Flown
artist : Bee Gees

album : Cosmo’s Factory
artist : Creedence Clearwater Revival

คุณสมบัติข้อหนึ่งของลำโพง Dali คู่นี้ คือมันเป็นลำโพงที่ฟังเพลงคอมเมอร์เชี่ยลธรรมดาๆ ได้อรรถรสมาก ซึ่งผิดกับลำโพงไฮเอ็นด์ฯ บางคู่ที่จะฟังดีมากกับแผ่นเสียงที่บันทึกเสียงมาดีเป็นพิเศษ พวกอัลบั้มเพลงของสังกัดไฮเอ็นด์ทั้งหลาย แต่พอฟังเพลงธรรมดาๆ แล้วมักจะไม่ค่อยได้อรรถรส คือแทนที่จะฟังสนุก กลับกลายเป็นลำโพงเหล่านั้นไปฟ้องขุดคุ้ยข้อตำหนิในการบันทึกเสียงของอัลบั้มคอมเมอร์เชี่ยลเหล่านั้นออกมาให้เราได้ยิน จนทำให้อรรถรสของความเป็นดนตรีเหือดหายไปหมด ฟังแล้วไม่สนุก ไม่ได้อารมณ์ แต่ Opticon 2 คู่นี้แตกต่างไปจากลำโพงไฮเอ็นด์เหล่านั้นโดยสิ้นเชิง ผมลองหยิบอัลบั้มที่เคยชื่นชอบสมัยเรียนมหาวิทยาลัยมาลองฟังสองชุดคือ “Spirits Having Flown” ของวง Bee Gees กับ “Cosmo’s Factory” ของวง CCR ผมพบว่า Opticon 2 คู่นี้ช่วยเรียกความรู้สึกเมื่อเกือบสี่สิบปีที่แล้วของผมที่มีต่อเพลงเหล่านี้กลับมาได้อีกครั้ง เป็นความทรงจำเก่าๆ ที่น่าประทับใจ นอกจากนั้น สิ่งที่ลำโพงคู่นี้นำมาให้ผม ไม่ใช่แค่ความรู้สึกที่ย้อนกลับไปสมัยก่อนเท่านั้น แต่มันยังทำให้ผมได้ยินเพลงเดิมๆ ที่เคยฟังสมัยโน้นที่มีบางอย่างไม่เหมือนเดิม อย่างเพลง “Stop (Think Again)แทรคที่ 7 ในอัลบั้มชุด Spirits Having Flown ซึ่งเป็นช้าๆ เสียงร้องของ Robin Gibbs ซึ่งครั้งแรกที่ฟังเพลงนี้เมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้วผมแค่รู้สึกว่าเพลงนี้มันแปลกแยกออกไปจากเพลงอื่นๆ ในอัลบั้มชุดนี้ บรรยากาศมันต่างไปจากเพลงอื่นๆ ของวงนี้พอสมควร เมื่อได้กลับมาฟังเพลงนี้อีกครั้งกับชุดเครื่องเสียงที่มีคุณภาพดี ด้วยไฟล์เพลงที่ริปออกมาจากแผ่นซีดี และด้วยลำโพง Opticon 2 คู่นี้ มันทำให้ผมรับรู้ได้ว่า อารมณ์ของเพลงนี้มันช่างลึกซึ้งมากกว่าที่เคยรับรู้มาสมัยก่อนหลายเท่า เป็นเพลงที่โรบิน กิ๊บส์แสดงอารมณ์ออกมาได้ดีมาก กับอีกเพลงคือ “Long As I Can See The Lightแทรคที่ 11 ซึ่งเป็นเพลงช้าๆ อารมณ์อ้อยสร้อยของ CCR ในอัลบั้มชุด Cosms’s Factory ซึ่งเมื่อฟังผ่านลำโพงของ Dali คู่นี้ผมก็ได้สัมผัสกับอารมณ์ที่ซึมลึกมากกว่าสมัยก่อนมาก

แน่นอนว่าที่เอามาเล่าต่อนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของเพลงที่ผมทดลองฟังกับลำโพงคู่นี้ ซึ่งบอกได้เลยว่า Opticon 2 เป็นลำโพงที่ให้ ความเป็นดนตรีออกมาได้ดีมาก ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบฟังเพลงอยู่แล้ว รับรองว่าคุณจะต้องเพลิดเพลินกับลำโพงคู่นี้ไปได้นานเลยทีเดียว และเมื่อได้ลองฟังแล้ว ผมก็ไม่สงสัยเลยว่า เพราะอะไรสื่อเครื่องเสียงเมืองนอกของค่ายทางฝั่งอังกฤษถึงได้ชื่นชอบลำโพงคู่นี้มากเป็นพิเศษ เพราะสื่อของอังกฤษส่วนใหญ่จะฟังเพลงคอมเมอร์เชี่ยลทั่วไป ไม่ได้เน้นเพลงของสังกัดไฮเอ็นด์มาก พวกเขาฟังและชื่นชอบ ความเป็นดนตรีที่ลำโพงคู่นี้ให้ออกมานั่นเอง

สรุป

ถ้าคุณไปค้นดูการออกแบบลำโพงสองทางวางหิ้งในโลกนี้ คุณจะพบว่า มันมีหลักคิดและแนวทางการออกแบบที่แตกต่างกันมากมาย การที่จะตัดสินว่า แนวคิด+วิธีการออกแบบ ของใครถูกหรือผิด ต้องใช้วิธีวัดผลด้วยการฟัง โดยอาศัยทักษะและประสบการณ์ทางด้าน music appreciation ของคนฟังมาใช้วิเคราะห์ตัดสิน ถ้าคุณมั่นใจในความเป็น music lover ที่มี music appreciation ฝังอยู่ในสายเลือด ผมอยากจะแนะนำให้คุณพกเอาความสามารถเหล่านั้นไปทดลองฟังเสียงของลำโพงคู่นี้ดูสักหน่อย ซึ่งผมเชื่อว่า คุณจะสามารถตัดสินได้ด้วยตัวของคุณเองว่า การที่ Opticon 2 ตัวนี้ได้รับคำชมจากสื่อต่างประเทศมากมายนั้น พวกเขายกย่องลำโพงคู่นี้จากพื้นฐานส่วนไหนของมัน.?

สำหรับผม, หลังจากคลุกคลีอยู่กับลำโพงคู่นี้มานานเดือนเศษๆ ผมขอสรุปสั้นๆ ว่า DaliOpticon 2 เป็นลำโพงที่ ต้องลองฟังเสียงของมันเท่านั้น คุณถึงจะเข้าใจลึกซึ้งกับสิ่งที่มันมีอยู่ในตัว! /

*****************************
ราคา : 38,500 บาท / คู่
*****************************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย :
Elpa Shaw Co., Ltd.
โทร. 0-2256-9683
facebook : Elpa Shaw

*****************************

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า