‘Ummagumma’ – เสพสังวาสดนตรีสโมสร ของ พิงค์ ฟลอยด์ [Part II]

ทิ้งระยะไปยาวนานหลายเดือน หลังจากจบ ตอนแรก ในการกล่าวถึง Ummagummaสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 4 ของคณะดนตรี พิงค์ ฟลอยด์ (Pink Floyd) ตอนที่ 2 ก็เขียนไว้คาราคาซัง สมาธิกระเจิดกระเจิงโฟกัสไปเรื่องอื่นๆ อย่างกระจัดกระจาย เพราะการเขียนหนังสือหากไม่มีสมาธิและใจทุ่มเต็มที่ จะออกมาไม่ดี จึงพักไว้ก่อน เพราะจะเสียศรัทธาจากคนอ่านได้

ตอนนี้ได้ฤกษ์กลับมาแล้ว และจะร่ายถึงอัลบั้มชุดนี้ให้เสร็จสิ้น เพื่อจะได้ไปต่อกันในอัลบั้มต่อๆ ไปในชุดที่ 5 และเรื่อยๆ จนถึงชุดท้ายสุดของ พิงค์ ฟลอยด์ (จะมีคั่นจังหวะกันเลี่ยน ด้วยอัลบั้มสมัยนิยมที่มีความพิเศษเฉพาะตัวมาบอกเล่าให้หาฟังกันบ้างตามความสะดวก)

Ummagummaถือเป็นอัลบั้มที่เป็นการบรรลุถึงในสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในจุดเพ่งความสนใจของตัวเพลงในอัลบั้มให้ขึ้นจุดสูงสุดอย่างไม่เคยคิดมาก่อน

นั่นคือในส่วนแรกที่เป็นภาคแสดงสดของบทเพลงในอัลบั้มแรกๆ ที่นำมาเล่นใหม่อย่างทรงพลังที่แท้จริง เปิดมิติใหม่ของการแสดงสดของทางคณะดนตรีที่ยกระดับไปอีกขั้นหนึ่งอย่างไม่จงใจ

วัตถุดิบหรืองานเป็นส่วนใหญ่ของอัลบั้มแบบสตูดิโอนั้น มีเจตจำนงถึงดนตรีที่แท้ของสมาชิกแต่ละคน โดยเฉพาะมือกลอง นิค เมสัน ที่มีการเรียกร้องให้ทุกคนได้แสดงทักษะฝีมือและความเป็นตัวเองออกมา แต่ตัวเขาและมือเบส ริค ไรต์ ไม่ใช่พวกอยู่ข้างหน้าโดยธรรมชาติ

ข้อจำกัดในสัมผัสพิเศษที่จะลงไปสู่คนฟังให้เข้าถึงจึงมีกรอบที่ตะกุกตะกักในอัตตาของตัวเองที่ไม่สามารถมุ่งไปสู่โสตทัศนะของผู้เสพงานให้เข้าถึงหมดจดได้ โดยเฉพาะการตอบสนองในเชิงพาณิชย์ศิลป์ที่ไม่ใช่งานดนตรีในแนวทดลองเชิงศิลปะ

การประพันธ์ดนตรีที่วกวนเวียนในหลายระดับชั้น เสียงดังสนั่นกึกก้อง สูญเปล่าไร้เป้าหมายในการไปถึง ปรากฏในการประพันธ์ดนตรีของสมาชิกแต่ละคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

Sysyphusวิสัยทัศน์ดนตรีมหากาพย์หลอนสยองขวัญแบบ ริค ไรต์

ความทนทุกข์ทรมานในปรโลกของ ซิซีฟัส (Sisyphus) ในท่วงทำนองลำนำกวีหลอนสยองขวัญกับผลกรรมที่สาสม

ชื่อเพลงของ พิงค์ ฟลอยด์ ในอัลบั้มเขียนว่า ‘Sysyphusแต่ซิซีฟัสตามเทพปกรณัมกรีก เขียนสะกดว่า ‘Sisyphusแต่ก็คือคนเดียวกัน

Sysiphus

ซิซีฟัส (Sisyphus) เป็นพระราชาแห่งโครินธ์ มีพระมเหสี ชื่อ มีโรพี (Merope) มีพระโอรสคือ เจ้าชายกลอคัส ซึ่งต่อมาได้ครองราชสมบัติต่อจากพระบิดา

เจ้าชายกลอคัส มีลูกคือ เบลเลอโรฟอน ผู้ปราบ เพกาซัส และสังหาร นางไคเมร่า ซิซีฟัสเป็นพระราชาที่เจ้าเล่ห์เพทุบาย ไม่กลัวเกรงเหล่าปวงเทพ การดูหมิ่นเทพเจ้าจึงเกิดขึ้น เพราะเมืองโครินธ์ ที่ซิซีฟัสเป็นผู้ปกครอง ประสบกับภัยแล้งขาดแคลนน้ำ ทั้งในราชสำนักและในบ้านของประชาชน ทำให้ซิซีฟัสกังวลมาก

วันหนึ่งขณะที่ซิซีฟัสกำลังอยู่บนหอคอย ได้เห็น เทพซูส ลักพาตัว เอจินา ลูกสาวของ เทพอะโซปัส เทพแห่งแม่น้ำ ซึ่งวันต่อมา ซิซีฟัสได้เจอกับเทพอะโซปัส เทพแห่งแม่น้ำ ที่กำลังตามหาเอจินา ลูกสาวของตนอยู่ ซิซีฟัสจึงได้บอกที่อยู่ของเอจินาให้เทพอะโซปัส โดยมีข้อแลกเปลี่ยนว่าเทพอะโซปัสจะต้องเนรมิตแหล่งน้ำใหม่ให้เมืองโครินธ์ ซึ่งเทพอะโซปัสก็ได้เนรมิตบ่อน้ำใหม่ให้ โดยการหยิบก้อนหินก้อนหนึ่งขึ้นมาจากดินและวางลง ทันใดนั้นน้ำก็พุ่งออกมากลายเป็นแหล่งน้ำใหม่ให้ชาวเมืองโครินธ์ใช้สืบทอดกันต่อมา

หลังจากนั้นเทพอะโซปัสจึงไปตามทางที่ซิซีฟัสบอก เทพอะโซปัสพยายามขอร้องเทพซูสให้คืนลูกสาวของเขามา เพราะไม่ต้องการให้ เทพีเฮรา มเหสีของเทพซูสรู้ ไม่งั้นเอจินาจะต้องถูกทารุณจากเฮราโดยแสนสาหัส เทพซูสจึงใช้สายฟ้าโยนไปที่ อะโซปัส เทพอะโซปัสจึงรีบกระโดดลงน้ำ ซึ่งต่อมาจะพบถ่านหินอยู่ที่แม่น้ำนั้นอันเกิดจากสายฟ้าของซูสนั้นเอง

ซูสสืบเรื่องนี้จนรู้เข้าว่าซิซีฟัสเป็นผู้บอกที่หลบซ่อนของตนกับเอจินา เทพซูสจึงส่ง เทพทานาทอส เทพแห่งความตายไปรับวิญญาณของซิซีฟัสไปลงโทษที่ขุมนรกทาร์ทารัส แต่ซิซีฟัสได้วางแผนเอาไว้อยู่แล้ว ว่าเทพซูสอาจจะส่งเทพทานาทอสมารับวิญญาณของตนไปลงโทษในปรโลก

เมื่อทานาทอสมาถึงวังของซิซีฟัส ซิซีฟัสจึงใช้แหคลุมทานานอส และให้ทหารพาเทพทานาทอสไปขัง เนื่องจากเทพทานาทอสเป็นเทพแห่งปรโลกถูกขัง ทั่วโลกก็ไม่มีความตาย ซึ่งทำให้ เทพแอรีส เทพแห่งสงครามโมโห ที่ไม่มีใครตายในสงคราม จึงไปช่วยเทพทานาทอสออกมา บางตำราอ้างว่าเทพซูสเป็นคนสั่งให้แอรีสไปปลดปล่อยเทพทาทานอสออกมา

เมื่อเทพทานาทอสออกมาได้แล้ว โลกก็กลับมามีความตายอีกครั้ง ทานาทอสจึงพาวิญญาณของซิซีฟัสไปปรโลกเพื่อตัดสินกรรมได้ แต่ซิซีฟัสก็ยังมีแผนสองมาหลอกเทพเจ้าอีก ก่อนตายเทพซิซีฟัสได้สั่งเสียแก่ภรรยาให้ห้ามจัดงานพิธีศพ และห้ามวางเหรียญบนปาก เพื่อข้ามแม่น้ำสติกซ์ในยมโลกด้วย

ชาวกรีกมีความเชื่อว่า แม่น้ำสติกซ์ (Styx) ไหลอยู่รอบยมโลก และมี แครอน ผู้แจวเรือข้ามวิญญาณไปส่งที่อีกฝั่ง โดยทุกคนก่อนตายจะต้องมีเหรียญ 1 เหรียญ เป็นค่าจ้างให้แครอน เพื่อข้ามแม่น้ำสติกซ์ ไปตัดสินความดีความชอบที่อีกฝั่ง

เมื่อซิซีฟัสไม่มีเหรียญเป็นค่าจ้างให้แครอนผู้แจวเรือ ทำให้ต้องทนความหนาวอยู่ริมแม่น้ำสติกซ์ เทพเฮดีสรู้สึกแปลกใจ ว่าเป็นถึงพระราชา ทำไมภรรยาไม่ให้เหรียญเป็นค่าจ้างข้ามแม่น้ำสติกซ์ จึงอนุญาตให้วิญญาณของซิซีฟัสกลับไปเพื่อสั่งเสียแก่ราชินีมีโรพี ซึ่งเป็นภรรยาเสียก่อน เมื่อซิซีฟัสได้ฟื้นอีกครั้ง ก็ไม่ได้ทำตามสัญญาที่จะกลับไปในยมโลก ทำให้เทพทั้ง 2 คือซูส และฮาเดส ต่างโกรธที่ทำให้เทพเจ้าอับอายได้ถึงขนาดนี้ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้

จนวันหนึ่งสามพี่น้อง มอยเร ซึ่งเป็นสามเทพีที่ลิขิตชีวิตมนุษย์ องค์แรกมีหน้าที่ปั่นเส้นด้ายแห่งชีวิต องค์ที่สองมีหน้าที่ทอเส้นด้ายแห่งชีวิต คนที่สามมีหน้าที่ตัดเส้นด้ายแห่งชีวิต ได้ตัดเส้นด้ายชีวิตของซิซีฟัสขาด ทำให้ซิซีฟัสถึงฆาตตายจริงๆ

ซิซีฟัสถูกพาตัวไปยมโลกอีกครั้ง โดยเทพฮาเดสได้ลงโทษซิซีฟัสให้กลิ้งก้อนหินก้อนใหญ่ขึ้นไปบนเขา แล้วกลิ้งลงมาทับเขาอีก และยังถูกบังคับให้กลิ้งหินขึ้นไปอีกเป็นอย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด

ความมานะพยายามของ ริค ไรต์ ในการโชว์เดี่ยวทางดนตรีเมื่อโอกาสเปิดออกมาในอัลบั้มชุดนี้ ถือได้ว่าทุกอย่างได้จุดประกายไฟขึ้นในความหมายของดนตรี โปรเกรสสีฟ ร๊อค ในยุคเริ่มต้นของ พิงค์ ฟลอยด์ ที่ยังไม่มีเอกภาพ กระจัดกระจายทางความคิดและไร้หางเสือเพื่อกำหนดทิศทาง เปิดกว้างในการแสวงหาอัตตาในการเชื่อมโยงสู่คนฟังที่ติดตามกันมา และพยายามขยายขอบเขตใหม่ๆ ภายใต้ขอบข่ายดนตรีที่ยังไม่เสถียรในการสร้างสรรค์ให้ไกลสุดกู่เท่าที่ทำได้ โดยเฉพาะความสมดุลของแนวคิดทางดนตรีและเนื้อหาที่สามารถเชื่อมโยงถ่ายทอดไปสู่ผู้ฟังในวงกว้างหรือกระแสหลักได้

เมื่อมาดูความหมายของชื่อเพลง ‘Sysyphusลงไปให้ลึกซึ้งดำดิ่งในการตีความกระบวนการคิดของ ริค ไรต์ ให้ลงไปถึงรากเหง้าอารยธรรมยุโรป ก็ต้องหยิบเอาเทพปกรณัมกรีกที่บันทึกและเล่าเรื่องกษัตริย์ผู้หนึ่งที่โกงความตาย รวมถึงโกงเทพเจ้ามาได้หลายครั้ง นั่นคือ ซิซีฟัส กษัตรย์แห่งโครินธ์

เทพปกรณัมกรีกได้อธิบายเรื่องราวของ ซิซีฟัส กษัตริย์แห่งโครินธ์ ว่าเป็นผู้ปกครอง มีความโหดเหี้ยมทารุณ ไม่ครองตนอยู่ในทศพิธราชธรรม ทะเยอทะยานมักใหญ่ใฝ่สูงและแสวงหาอำนาจอยู่เสมอ ไม่สยบต่อทวยเทพทั้งปวง กำหนดเส้นทางเดินของชีวิตด้วยตนเอง และที่สำคัญมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดเจ้าเล่ห์เพทุบาย

ความหมายจากเรื่องเล่าของซิซีฟัสที่สืบต่อกันมาและปรากฏอยู่ในหลายตำนานของกรีก มหากาพย์อีเลียด (The Iliad) และโอดิสซี (The Odyssey) ของโฮเมอร์ (Homer) ได้กล่าวถึงเรื่องของซิซีฟัสไว้เช่นกัน แต่ละตำนานที่เกี่ยวข้องกับซิซีฟัสมีรายละเอียดแตกต่างกัน ทั้งยังตีความและเข้าใจความหมายจากเรื่องเล่าของซิซีฟัสแตกต่างกันไปอย่างหลากหลายด้วย อาทิ อธิบายว่าการผลักก้อนหินของซิซีฟัสเป็นที่มาของการขึ้นลงของดวงอาทิตย์ในแต่ละวัน

หรือกลุ่ม เอพิคคิวเรียน (Epicurean) อย่าง ลูเครติอุส (Lucretius) อธิบายว่า ซิซีฟัส เป็นตัวแทนของความทะเยอทะยานและความมักใหญ่ใฝ่สูงของนักการเมืองที่มีต่อการแสวงหาอำนาจอย่างไม่จบสิ้น ทั้งที่แท้จริงแล้ว อำนาจและตำแหน่งเหล่านั้นเป็นเพียงความว่างเปล่า

จากบริบทของเรื่องเล่าเทพปกรณัมกรีก ซิซีฟัส มีความหมายเพียงการอธิบายเรื่องการละเมิดอำนาจของเทพเจ้า ซึ่งมีผลให้เขาถูกลงโทษ โดยต้องผลักก้อนหินไปเรื่อยๆ เพื่อให้สาสมกับที่เขาท้าทายอำนาจของเทพเจ้า การโกงความตายหรือการไม่ยอมรับอำนาจของเทพเจ้าเป็นสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปไม่ควรกระทำและเป็นไปไม่ได้ เหมือนกับการผลักก้อนหินของซิซีฟัส

ในทางตรงข้าม เรื่องของซิซีฟัสกลับมีเนื้อหาในเชิงลบมากกว่า เนื่องจากเขากระทำในสิ่งที่ผิดต่อเทพเจ้า ดังนั้น การผลักก้อนหินจึงเป็นการลงโทษ หรือเป็นภาวะจำยอม

บทเพลง ‘Sysyphus (Parts 1–4)เปิดหัวภายใต้ฝีไม้ลายมือของมือคีย์บอร์ด ริชาร์ด ไรต์ (Richard Wright) เป็นงานที่ใช้คีย์บอร์ดล้วนๆ อย่างสัมฤทธิ์ด้วยตัวดนตรีในรูปแบบเฉพาะของตัวเอง พร้อมกันนั้นก็ยังมีชิ้นดนตรีในประเภทเดียวกันมาร่วมสร้างเสียงที่หลากหลายแตกต่างตามจินตนาการ ไม่ว่าจะเป็น ซินธิไซเซอร์ ออร์แกน และเปียโน

Richard Wright

ซิซีฟัส ในเทพปกรณัมกรีกที่พยายามโกงความตาย ถูกกักขังตัดสินให้ทรมานนิรันดร์ในนรก การลงโทษกับการกลิ้งก้อนหินขึ้นไปบนภูเขาเท่านั้น ย้อนกลับและเริ่มต้นใหม่ไปตลอดกาลชั่วนิจนิรันดร์

บทเพลง Sysyphus, Parts 1-4ความยาว 13 นาทีครึ่ง ของบทเพลงบรรเลง 4 ส่วน หรือ 4 ท่อน เป็นมหากาพย์ที่ยอดเยี่ยมอย่างน่าสังเกตเป็นพิเศษ มีการขับเคลื่อนเชิงดนตรีจากในแบบออร์เคสตราที่น่าพิศวงและฟังไม่เข้าทางเท่าใดในเชิงดนตรีคลาสสิค มาสู่การระเริงลีลาเปียโนที่ผ่านการครุ่นคิดไตร่ตรองและวางไว้เพื่อโน้มนำมุ่งไปสู่เสียงดังอึกทึกของดนตรีที่อิสระอย่างไร้รูปแบบ

ทั้งหมดเป็นการเชื่อมร้อยผูกโยงวิสัยทัศน์ทางดนตรีของมือคีย์บอร์ดที่ถูกมองเมินและมองข้ามความสำคัญในวิสัยทัศน์ทางดนตรีของ ริค ไรต์ ที่เขาต้องการแสดงออกมาให้โลกรับรู้ถึงความสามารถและมุมมองความคิดที่อัดพลังเร่งเร้าอัดแน่นอยู่ภายใน

บทเพลงนี้เปรียบประดุจตัวตนของ ริชาร์ด ไรต์ ที่ถ่ายเทผ่องถ่ายเข้าไปสู่จิตวิญญาณของ ซิซีฟัส ผ่านตัวตนทางดนตรีของเขาเอง

การเดินทางที่ทะลุผ่านการทดลองทางดนตรีในธีมของ ซิสซิฟัส คือองค์รวมสุดยอดในอัลบั้มชุดนี้ก็ว่าได้ สะกดตรึงและถือเป็นการทดสอบรสนิยมของคนฟังในการพาก้าวข้ามขีดคั่นเดิมของข้อจำกัดในความเคยชินของดนตรีไซเคเดลิค ร๊อค และสเปซร๊อค ไปสู่งานงานทดลองถึงความเรียบง่ายที่สามารถผลักดันขีดจำกัดของการเรียบเรียงดนตรีออร์เคสตราให้ฉีกออกจากความเคยชินและขนบเดิมๆ ที่เป็นอยู่ เพื่อตอกย้ำและแสดงให้เห็นและฟังว่า ดนตรีเป็นรูปแบบศิลปะ และเป็นเช่นเดียวกับรูปแบบทางศิลปะอื่นๆ

มันเป็นการตอกย้ำและหยัดยืนอย่างโดดเด่นเพื่อสร้างเสน่ห์ดึงดูดความสนใจ และในระดับการทำงานที่ไต่ขึ้นมาจากปกติถึงขนาดนี้ นับเป็นความเสี่ยงที่จะล้มเหลวในเชิงการตลาดอย่างที่เคยเป็นมาอย่างสูงลิบ แต่นั่นคือจุดประสงค์ที่เป็นไปของอัลบั้มชุดนี้

พาร์ตแรกของบทเพลงเริ่มต้นขยับอย่างแช่มช้า มีบรรยากาศหรือมวลดนตรีวนรอบคล้ายดนตรีประกอบภาพยนตร์สยองขวัญแนวผีดิบหรือแวมไพร์ชั้นเลว สุนทรียรสอันแสนเศร้าถูกห่อหุ้มผนึกแน่น บทเพลง Sysyphusในท่อนแรกมีบรรยากาศขึ้นต้นที่กอปรด้วยเสียงฮอร์นที่เยือกเย็นเปล่าเปลี่ยวมืดมัวโอบอุ้มอยู่อบอวล กระหึ่มก้องด้วยเสียงกลอง เป็นเสียงที่คลุมเครือเลือนราง

จากนั้นก็พาเข้าสู่พาร์ตที่ 2 ซึ่งถือว่าเป็นท่อนดนตรีที่ดีที่สุดจากทั้งหมด 4 ท่อน กับเสียงเอคโคก้องสะท้อนของโน้ตเปียโนเสียงต่ำที่ผสมเสียงมาอย่างดี แสดงให้เห็นคุณภาพของเสียงที่ผ่านกระบวนการและวิธีคิดที่ดีในการสร้างอารมณ์ร่วมกับบรรยากาศ ในท่อนนี้เกือบจะคล้ายดนตรีของคีตกวีชาวอิตาลี โทมาโซ จิโอวานนี อัลบิโนนี (Tomaso Giovanni Albinoni) แสดงออกมาถึงอารมณ์ที่เหนื่อยหนักอ่อนล้าจวนจะแตกสลายกระจุยกระจาย

การที่ ริค ไรต์ เลือกรอยทางดนตรีคลาสสิคของ อัลบิโนนี คีตกวีชาวอิตาลี ซึ่งมีชีวิตในยุคบาโรค อันเป็นสมัยหนึ่งของศิลปะตะวันตก เริ่มประมาณต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี โดยยุคบาโรคจะเน้นความเป็นนาฏกรรม ศิลปะจะแสดงความขัดแย้ง (tension) และความหรูหราโอ่อ่า

อัลบิโนนี ทำงานหลากหลายทั้งโอเปร่า, คอนแชร์โต และอีกหลายรูปแบบของดนตรีคลาสสิค แต่ชื่อเสียงที่โด่งดังเป็นอมตะมาถึงทุกวันนี้ก็คือในฐานะนักประพันธ์โอเปร่า แต่คอนแชร์โตที่พิเศษสุดและเป็นที่จดจำมาถึงทุกวันนี้และยังเล่นกันอย่างสม่ำเสมอคือ Adagio in G minor

นอกจากนี้ เขายังถูกยอมรับในการพัฒนาต่อยอดบทเพลงประเภทซินโฟเนีย โดยได้ประพันธ์ซินโฟเนียใช้สังคีตลักษณ์ลักษณะใหม่ ประกอบไปด้วยตอนนำเสนอ (Exposition) ที่มีทำนอง 1-2 ทำนองในบันไดเสียงโทนิก (Tonic) หลังจากนั้นตามด้วยทำนองในบันไดเสียงโดมินันท์ (Dominant) และจบกระบวนท่อนด้วยทำนองที่ย้อนกลับไปยังบันไดเสียงโทนิกเช่นเดิม

ทำนองในบันไดเสียงทั้งโทนิกและโดมินันท์นี้ไม่ได้แตกต่างแค่ทำนองและเสียงประสานเท่านั้น อัลบิโนนี ยังเลือกใช้เครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงทำนองที่แตกต่างกันออกไป อีกทั้งให้มีการบรรเลงสร้างระดับความดังเบาที่แตกต่างกันออกไปอีกด้วย

แม้ว่าการเลือกใช้บันไดเสียงที่แตกต่างภายในท่อนเดียวกันนี้ จะยังไม่มีความซับซ้อนเท่าซิมโฟนีในสมัยต่อมามากนัก แต่นับว่าเป็นการเริ่มสร้างแบบแผนสังคีตลักษณ์โซนาตา (Sonata Form) ให้กับเพลงประเภทซิมโฟนี และได้ถูกเผยแพร่ไปยังนักประพันธ์เพลงรุ่นหลังอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะ ไฮเดิน คีตกวีรุ่นหลังได้นำหลักสังคีตลักษณ์ดังกล่าวไปปรับปรุงพัฒนาเป็นสังคีตลักษณ์โซนาตาที่เป็นแบบแผนในเพลงซิมโฟนีอย่างสมบูรณ์ในเวลาต่อมา

ผลงานซินโฟเนียของอัลบิโนนีมีจำนวนไม่มากนัก โดยแต่ละเพลงผู้ประพันธ์ได้กำหนดให้ใช้วงบรรเลงขนาดเล็ก ส่วนมากเป็นวงเครื่องสายโดยกำหนดให้แนวเสียงแต่ละแนวใช้นักดนตรีบรรเลงเพียง 1 คนเท่านั้น คล้ายการบรรเลงวงเชมเบอร์ขนาดเล็กในสมัยคลาสสิค

ซินโฟเนียทุกบทของอัลบิโนนีกำหนดใช้ผู้บรรเลงไวโอลินจำนวน 2 คน (ไวโอลินแนวที่หนึ่ง 1 คน และไวโอลินแนวที่สอง 1 คน) วิโอลา 1 คน และแนวเบสต่อเนื่อง (Basso Continuo) มักใช้ผู้บรรเลงเชลโล เครื่องเป่าลมไม้ เช่น บาสซูนและฮาร์ปซิคอร์ดอย่างละ 1 คนเป็นส่วนใหญ่

ซินโฟเนียบางบทได้เพิ่มเครื่องเป่า เช่น ฟลูต โอโบหรือทรัมเปตเพื่อเพิ่มสีสัน แนวคิดในการใช้นักดนตรีเครื่องสายบรรเลงแนวเสียงละ 1 คนนี้ ไฮเดินได้นำไปใช้เป็นหลักในการประพันธ์ซิมโฟนีในช่วงต้น มีความคล้ายคลึงกับเพลงประเภทคอนแชร์โตกรอสโซ (Concerto Grosso) และภายหลังวงเครื่องสายลักษณะนี้จึงพัฒนาเป็นวงเครื่องสายสี่ชิ้นที่เรียกว่า วงสตริงควอร์เท็ต (String Quartet)

ทำไมต้องพูดถึงคีตกวีอัลบิโนนี ตรงนี้แหละที่ทำให้เห็นวิธีคิดที่ไม่ธรรมดาของ ริค ไรต์ มือคีย์บอร์ดของพิงค์ ฟลอยด์ ในยุคที่ไฟดนตรีและแรงบันดาลใจในการค้นหาอัตลักษณ์ทางดนตรีแนวอวองต์การ์ด ของตัวเองยังแผดกล้าร้อนแรง

การเลือกซาวด์ออร์เคสเตรชันหรือดนตรีคลาสสิคในรอยทางของอัลบิโนนี จะเห็นได้ว่าดนตรีของอัลบิโนนีในส่วนที่เป็นซินโฟเนียนั้น เหมาะสมกับโลกยุคใหม่ และถือเป็นการปฏิรูปทางดนตรีคลาสสิคส่งทอดผ่องถ่ายมาถึงคีตกวีรุ่นหลังได้พัฒนาต่อยอดถึงปัจจุบัน อันหมายถึงความอิสระในการสร้างสรรค์จากของเก่าที่ดีขึ้นหิ้งพัฒนาให้ร่วมยุคสมัยต่อยอดอย่างเข้มข้นด้วยการทดลองทางดนตรีที่ไม่เคยเป็นหรือมีมาก่อนจากรากฐานเดิม

จุดที่ต้องตั้งคำถามกับบทเพลงพาร์ตที่ 3 กับเสียงเพรียกชำแรกกรีดของสัตว์เดาว่าเป็นนก ที่สร้างเสียงความน่ารำคาญแบบเต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง หรือเป็นการจัดวางเชิงศิลปะดนตรีหัวก้าวหน้าแบบอวองต์การ์ด อันเป็นความปกติสามัญที่คนฟังต้องปรับโสตเพิ่อดูดกลืนความรู้สึกให้เป็นหนึ่งเดียวกันกับดนตรีทดลองนี้

เมื่อมาปิดท้ายด้วยพาร์ตที่ 4 ท่อนสุดท้ายที่ยาวที่สุดถึง 7 นาทีเต็ม โดยมีทิศทางของการประพันธ์เพลงในแนวทางของ เบอร์นาร์ด เฮอร์มานน์ (Bernard Herrmann) เสียงสูงต่ำของไวบราโฟนหรือระนาดโลหะฝรั่งมีความอ่อนโยนอย่างน่าสนใจ คลอเคล้ากับเสียงร้องของนก และเสียงของกลุ่มเครื่องสายที่บรรเลงโอบอุ้มบรรยากาศให้ลอยอวลออกมารอบๆ มวลเสียงทั้งหมด เป็นเสียงที่สงบแต่ลึกลับอย่างน่าขนลุกเมื่อดำดิ่งทิ้งตัวปล่อยไปกับดนตรี ดูเสมือนว่าเป็นดนตรีแนวหลอนสยองขวัญมากกว่าในท่อนจบนี้

Bernard Herrman

จุดนี้ในท่อนที่ 4 ก็ต้องขยายความว่า ริค ไรต์ ชื่นชอบและชื่นชม เบอร์นาร์ด เฮอร์มานน์ อย่างมาก จึงนำแนวทางและเสียงอันเป็นเอลักษณ์ของประพันธกรที่มีชื่อเสียงคนนี้จากโลกภาพยนตร์ โดยเฉพาะดนตรีประกอบภาพยนตร์ของผู้กำกับการแสดงที่ยิ่งใหญ่ของฮอลลีวู้ด ออร์สัน เวลส์ (Orson Welles) จากภาพยนตร์ที่โลกจดจำคือ ‘Citizen Kaneกับ ‘The Magnificent Ambersons

แต่เสียงหรือซาวด์สกอร์ที่เป็นแรงบันดาลใจอย่างแท้จริงก็คือ งานดนตรีประกอบภาพยนตร์ที่ เบอร์นาร์ด เฮอร์มานน์ ประพันธ์ให้กับภาพยนตร์ของผู้กำกับการแสดงสุดยิ่งใหญ่คนหนึ่งของโลกคือ อัลเฟร็ด ฮิตช์ค็อก (Alfred Hitchcock) ราชาหนังระทึกขวัญหรือสยองขวัญชั้นดีมากมายหลายต่อหลายเรื่อง เรียกว่าเป็นประพันธกรคู่ใจ โดยเฉพาะภาพยนตร์สุดคลาสสิค ‘Psychoรวมทั้งประพันธ์ภาพยนตร์ของ ฟรองซัว ทรุฟโฟต์ ‘Fahrenheit 451และ มาร์ติน สกอร์เซซี ‘Taxi Driver

Bernard Herrmann + Alfred Hitchcock

เบอร์นาร์ด เฮอร์มานน์ ได้รับรางวัลออสการ์ ของอเมริกา จากภาพยนตร์เรื่อง ‘The Devil and Daniel Websterในปี 1941 (..2484) และรางวัลบาฟตา ของอังกฤษ จากเรื่อง Taxi Driver ในปี 1976 (..2519)

หากจะสรุปปิดท้ายจากเสียงที่หลอนระทึกสยองขวัญอันน่าสะพรึงของชิ้นดนตรีที่กระจัดกระจายประดุจการร่วงหล่นและขึ้นไปอย่างไม่มีจุดสิ้นสุด ตีความหมายของบทเพลงนี้ในบริบทแนวคิดแบบ แอบเซิร์ด (Absurd) ของ อัลแบรต์ กามูส์ (Albert Camus) ในหนังสือ ‘The Myth Of Sisyphus And Other Essays

ชีวิตไร้สาระไร้แก่นสาร ชุดของความคิดที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดของไร้สาระและไร้ประโยชน์ของชีวิต ด้านการกำหนดชะตากรรมของซิซีฟัสและลักษณะของคน หมายถึงความไร้สาระอันเป็นความหวังว่าจะมีวันพรุ่งนี้ราวกับว่าไม่มีความมั่นใจในความตาย

โลกที่เต็มไปด้วยความโรแมนติกเป็นดินแดนที่แปลกและไร้มนุษยธรรม ความรู้ที่แท้จริงเป็นไปไม่ได้และไม่มีเหตุผล หรือวิทยาศาสตร์ไม่สามารถเปิดเผยความเป็นจริงของจักรวาล ความพยายามของมันอยู่ในรูปของนามธรรมที่ไร้ความหมาย เรื่องไร้สาระเป็นเรื่องที่น่าสังเวชมากที่สุด

กามูส์อธิบายเรื่องเล่าของซิซิฟัส ว่าเป็นเรื่องของผู้ที่ไม่ยอมจำนนต่ออำนาจที่เหนือกว่า โดยพยายามต่อสู้เพื่อเอาชนะอำนาจต่างๆ แล้วกำหนดคุณค่าและความหมายของชีวิตด้วยตนเอง แม้จะถูกลงโทษให้ทำงานที่ไร้จุดหมายและไร้ประโยชน์ (การผลักก้อนหิน) เขาก็ยังสามารถค้นพบความสุขจากการเป็นผู้กำหนดชีวิตของตัวเองได้

กามูส์ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องเล่าของซิซีฟัสในรูปแบบดั้งเดิม แต่นำเสนอเรื่องเล่าของซิซีฟัสโดยการเพิ่มเติมเนื้อเรื่องใหม่เข้าไปเพื่อนำเสนอแนวคิดแบบแอบเซิร์ด (Absurd) ไร้สาระ เป็นภาวะที่มนุษย์ไม่มีทางจะค้นพบคุณค่า ความหมาย เหตุผลใดๆ ได้เลย โดยถือว่าซิซีฟัสเป็นวีรบุรุษตามแนวคิดแบบแอบเซิร์ด (Absurd Hero)

Albert Camus

กามูส์ อธิบายว่า การกล่าวถึงเรื่องเล่าของซิซีฟัสนั้น มีที่มาจากการตอบปัญหาปฏิทรรศน์เรื่องการฆ่าตัวตายที่เกิดขึ้นจากแนวคิดแบบแอบเซิร์ด (The Paradoxes of Camus’s Absurdist Philosophy) เพราะมีการตั้งคำถามตามแนวคิดนี้ว่า หากมีความเห็นว่าชีวิตของมนุษย์และการดำรงอยู่เป็นสิ่งที่ไร้ความหมายหรือไร้แก่นสารแล้ว การฆ่าตัวตายจะเป็นทางเลือกที่ถูกต้องตามแนวคิดนี้หรือไม่?

กามูส์ มีความเห็นว่าการฆ่าตัวตายเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง เพราะมนุษย์ควรสร้างคุณค่าในการดำรงอยู่ให้กับตนเอง โดยแยกออกจากคุณค่าของโลก หรืออำนาจอื่นใดทั้งหมดมากกว่า ดังที่เขากล่าวถึงประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการนำเสนอเรื่องเล่าของซิซีฟัสไว้ในบทนำของหนังสือว่า

“..หลักการสำคัญของเรื่อง The Myth of Sisyphus คือ การตั้งข้อสงสัยว่าชีวิตมีความหมายอย่างไรนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องและจำเป็น ดังนั้น การเผชิญหน้ากับประเด็นปัญหาเรื่องการฆ่าตัวตายจึงเป็นสิ่งที่พึงกระทำ..”

คำตอบที่เป็นรากฐานและปรากฏผ่านปฏิทรรศน์ที่นำมากล่าวนั้นคือ “ถึงแม้บุคคลจะไม่เชื่อในพระเจ้า การฆ่าตัวตายก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง

ซิซีฟัส จึงเป็นตัวอย่างของการปฏิเสธอำนาจที่เหนือกว่าของเทพเจ้า ดังที่เขาพยายามเอาชนะความตายถึงสองครั้ง จนกระทั่งถูกลงโทษให้ต้องผลักก้อนหิน แต่ในที่สุด ซิซิฟัสก็เอาชนะชะตากรรมและสามารถค้นพบความสุขในการดำรงอยู่จากการกำหนดคุณค่าต่างๆ ให้กับตนเองได้

สิ่งที่มนุษย์ต่อสู้ไม่ใช่โชคชะตาที่โหดร้าย แต่เป็นความคิด ความเชื่อ ความรู้สึกภายในของตัวเองที่มนุษย์ไม่สามารถเอาชนะหรือสลัดทิ้งได้ ความคิดแสดงออกผ่านสัญลักษณ์ (Symbolic) และองค์ประกอบต่างๆ มีนัยยะสำคัญคือ มนุษย์สามารถกำหนดเส้นทางเดินชีวิตด้วยตนเองได้ ไม่ยอมให้ใครหรือผู้ใดมามีอำนาจเหนือกว่า แต่ต่อให้มนุษย์มีความรู้ความสามารถกำหนดเส้นทางเดินของตัวเองได้มากแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องพ่ายแพ้แก่สัจธรรมคือ ความตาย ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของชีวิต ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงได้

การตีความในชุดความคิดของ อัลแบรต์ กามูส์ มาสู่ประตูทางดนตรีแนวทดลองของ ริค ไรต์ ก็คือ คุณค่าและความหมายของชีวิต ไม่เชื่อว่ามนุษย์มีความยิ่งใหญ่อีกแล้ว เปี่ยมไปด้วยความเจ็บปวดและไม่สนุก

พอล เฮง
.…………………………………….

Ummagumma‘ – เสพสังวาสดนตรีสโมสร ของ พิงค์ ฟลอยด์ [Part I]

* ตอนหน้าจะมาวิเคราะห์บทเพลงอีก 3 เพลงของ สมาชิกพิงค์ ฟลอยด์ อีก 3 คน

mm

About พอล เฮง

นักวิพากษ์-นักวิจารณ์ที่ชอบขุดคุ้ยสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในเพลงออกมาตีแผ่

View all posts by พอล เฮง