อ้างอิงจากบทความ | Link
คุณ Jeff Berman เขียนรายงานข่าวชิ้นนี้ลงในเว็บไซต์ Hometheater Review เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2018 ที่เพิ่งผ่านมา
กำลังมีสัญญาณที่แสดงว่า กระแส “ลมหวน” ของความนิยมในการเล่นแผ่นเสียงที่กระเตื้องเฟื่องฟูขึ้นมาอย่างล้นหลามช่วงสอง–สามปีที่ผ่านมา ได้เดินทางมาถึงจุดพีคแล้ว และกำลังมีแนวโน้มที่จะตกลงด้วย
คุณ Jeff แกนำเสนอข้อมูลที่รวบรวมมาจากหลายแหล่ง เพื่อแสดงให้เห็นภาพของเหตุการณ์จริงที่มองจากหลายด้าน ในขณะที่มีข่าวนวัตกรรมใหม่ๆ ของเครื่องเล่นแผ่นเสียงถูกนำเสนอออกสู่สาธารณะ อย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น เครื่องเล่นแผ่นเสียงนวัตกรรมใหม่ แบบเอียงตั้งฉากกับพื้นรุ่น VT-E ของ Pro-Ject ที่นำเสนอในงาน CES 2018 ที่ผ่านมาเมื่อต้นปี อาจทำให้หลายคนไม่คิดว่ากระแสของความนิยมแผ่นเสียงจะเริ่มแผ่ว เพราะถ้าแผ่วจริง ทาง Pro-Ject คงจะไม่ทุ่มทุนวิจัยเครื่องเล่นแผ่นเสียงรูปแบบใหม่ๆ แบบนี้ออกมา
ทว่า ในความเป็นจริงอีกด้าน คงต้องไปดูกันที่ยอดการจำหน่ายเครื่องเล่นแผ่นเสียงและ ยอดจำหน่ายแผ่นเสียงมาประกอบกันด้วย ..
ยอดขายแผ่นเสียงในปี 2017
เริ่มที่ยอดจำหน่ายแผ่นเสียงก่อน คุณ Jeff รายงานว่า มีแผ่นเสียงจำนวนมากถึง 14.32 ล้านแผ่น ถูกจำหน่ายถึงมือผู้บริโภคในสหรัฐฯ ไปเมื่อปี 2017 ที่ผ่านมา ซึ่งคิดเป็นยอดการจำหน่ายแผ่นเสียงรวมที่สูงกว่าปี 2016 ถึง 9% แต่กระนั้น เมื่อหันมามองทางฝั่งของแผ่น CD ซึ่งทำยอดการจำหน่ายได้รวมทั้งหมด 99 ล้านแผ่นในปี 2017 แม้ว่าแผ่นซีดีจะเป็นมีเดียฟอร์แม็ตที่อยู่ในสถานการณ์ถดถอย ยอดขายตกลงเรื่อยๆ แต่เมื่อเทียบกับยอดจำหน่ายของแผ่นเสียงที่กลับมาเฟื่องฟูแล้ว จะเห็นว่า ยอดจำหน่ายของแผ่นเสียงก็ทำได้แค่ประมาณ 14% กว่าๆ เท่านั้นเมื่อเทียบกับยอดจำหน่ายแผ่นซีดีทั้งหมดในปีเดียวกัน
มาดูฝั่งฮาร์ดแวร์บ้าง
เครื่องเล่นแผ่นเสียงเริ่มมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นมาตั้งแต่ปี 2015 ถึงปี 2016 ซึ่งสอดคล้องไปกับยอดการจำหน่ายแผ่นเสียงที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ซึ่งคุณเจฟแกโทรศัพท์คุยกับคุณ Ben Arnold เจ้าหน้าที่นักวิเคราะห์การตลาดของบริษัท NPD (www.npd.com) ได้ข้อมูลมาว่า ยอดจำหน่ายเครื่องเล่นแผ่นเสียงเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วงครึ่งหลังของปี 2016 มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2015 และคิดเป็นเพิ่มขึ้น 25% ในแง่ของจำนวนเครื่องเล่น ส่วนยอดจำหน่ายเครื่องเล่นแผ่นเสียงคิดรวมทั้งปี 2016 เพิ่มสูงขึ้นถึง 16.5% ในแง่ของมูลค่า หรือ 25% ในแง่ของจำนวนเครื่อง เมื่อเทียบกับยอดรวมของปี 2015
อย่างไรก็ดี ผ่านมาแค่ปีเดียว สถานการณ์ก็เปลี่ยนไปเป็นหนังคนละม้วน จากข้อมูลที่ NPD บันทึกไว้ ยอดจำหน่ายเครื่องเล่นแผ่นเสียงในสหรัฐอเมริกา ตกลง 4% ในช่วงครึ่งหลังของปี 2017 เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2016 สรุปรวมทั้งปี 2017 เครื่องเล่นแผ่นเสียงทำยอดจำหน่ายโตขึ้นเพียง 0.6% เมื่อเทียบกับปี 2016 โดยมียอดเงินเพิ่มสูงขึ้นเพียงแค่ 1.7% เท่านั้น ภาพที่ปรากฏส่อไปทางบวกสำหรับเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่มีราคาตั้งแต่ 300 เหรียญยูเอสขึ้นไป ทำให้รายได้เพิ่มสูงขึ้น 6.5% ในปี 2017 แม้ว่ายอดจำหน่ายตัวเครื่องจะลดลง 4.7% ก็ตาม
สถานการณ์ของตลาดเครื่องเล่นแผ่นเสียงเริ่มกระเตื้องขึ้นในปี 2017 มาจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงราคาถูกเริ่มเข้าสู่ตลาดในอเมริกา ทำให้ราคาขายเฉลี่ยต่อเครื่องตกลงมาอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 90 เหรียญยูเอส “.. นั่นส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อการเติบโตของรายได้อย่างแน่นอน” คุณอาโนลด์ อธิบายไว้
ส่วนใหญ่ของเครื่องเล่นแผ่นเสียงราคาถูกเป็นผลงานของยี่ห้อ Victrola และ Crosley ซึ่งวางขายอยู่ในร้านค้าปลีกอย่าง Amazon, Target และ Walmart ซึ่งเครื่องเล่นเหล่านั้น “.. ทำได้ดีทีเดียว ในการตอบสนองความต้องการของคนฟังที่ไม่จริงจังเหล่านั้น..” การทำให้หวนคิดถึงอดีต เป็นเหตุจูงใจสำหรับผู้ซื้อบางส่วนในนั้น เนื่องจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงราคาถูกแบบพกพาส่วนใหญ่จะออกแบบให้ดูเหมือนเครื่องย้อนยุค จึงไม่น่าแปลกใจที่เครื่องเล่นแผ่นเสียงของ Victrola ในอเมริกาจะมีส่วนแบ่งตลาดนำหน้าเจ้าอื่น ทั้งในแง่ยอดขายตัวเครื่องและรายได้ ในปี 2016 และ 2017 ต่อจาก Crosley ซึ่งครองอันดับหนึ่งในปี 2015
“.. ผมคิดว่า บางที เราอาจจะเริ่มเห็นด้านที่ถดถอย.. ” ของอัตราเติบโตของแผ่นเสียงก็ได้, อาโนลด์กล่าว “.. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลิตภัณฑ์ที่เป็นผู้นำในตลาด ซึ่งอยูในกลุ่มของเครื่องที่มีราคาต่ำกว่า 100 เหรียญยูเอส” เขาคาดเดาไว้ว่า อัตราเติบโตของตลาดแผ่นเสียงที่โผล่ขึ้นมาจากไหนไม่มีใครรู้เมื่อสองปีที่แล้ว “..น่าจะกำลังมาถึงจุดจบแล้ว
ตลาดไฮเอ็นต์ที่สูงกว่านั้น ..
อาโนลด์กล่าวว่า ในขณะเดียวกันนั้น Audio-Technica ได้ชื่อว่าดีที่สุด ท่ามกลางบริษัทไฮเอ็นด์ที่ผลิตเครื่องเล่นแผ่นเสียง ซึ่งเขาอ้างข้อมูลของ NPD ที่โชว์ว่า Audio-Technica มีรายได้ที่คิดเป็นส่วนแบ่งมากถึง 23 เปอร์เซ็นต์ในตลาดสหรัฐฯ ในช่วงปี 2017 ซึ่งถือว่าอยู่ในอันดับที่สอง รองจาก Victrola ซึ่งมีรายได้อยู่ที่ 41% ในกลุ่มของเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่มีราคาตั้งแต่ 300 เหรียญขึ้นไป Sumiko เป็นเบอร์หนึ่งด้วยส่วนแบ่งรายได้ในตลาดที่มากถึง 45% ตามด้วย Audio-Technica ที่ 10.6%
Greg Pinto รองประธานฝ่ายการตลาดและฝ่ายขายสินค้าคอนซูเมอร์ของ Audio-Technica ยอมรับว่า “.. ถ้าดูจากตัวเลข, อาจแสดงให้เห็นว่ายอดขายตกลงในปี 2017 ” แต่เขาเพิ่มเติมว่า “การเคลื่อนขยับของสินค้ากลุ่มนี้ยังคงปรากฏให้เห็น ” เขาอธิบาย อุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการเล่นแผ่นเสียง ไม่นับรวมเครื่องเล่นซีดี, เครื่องรับวิทยุ รวมถึงอุปกรณ์อื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการเล่นแผ่นเสียง ยังคงมีอัตราเติบโตที่เป็นสองหลักอยู่ ทั้งในแง่ยอดจำหน่ายของตัวเครื่องและรายได้ที่เป็นตัวเงิน ซึ่งส่งผลกดดันให้ราคาขายปลีกถีบตัวสูงขึ้น เขายังให้ข้อมูลอีกว่า เฉพาะในตลาดสหรัฐ “… สาเหตุหนึ่งก็มาจากเทรนด์ที่ชักจูงให้ผู้บริโภคเริ่มต้นเดินเข้าสู่ตลาดแผ่นเสียงด้วยเครื่องราคาถูกมาสอง–สามปี ตอนนี้พวกเขาเหล่านั้นได้เริ่มขยับพฤติกรรมในการฟัง และเริ่มซื้อหาเครื่องเล่นที่มีคุณภาพสูงขึ้น เพื่อเสริมประสบการณ์ของพวกเขา..” ซึ่งเทรนด์นั้นก็ได้ “.. ช่วยสนับสนุนให้เกิดยอดการจำหน่ายที่สูงขึ้นอย่างชัดเจนของหัวเข็มกับปลายเข็ม ” ที่ผู้ซื้อซื้อไปเปลี่ยนแทนของเดิม
Buzz Goddard ไดเร็กเตอร์ของแบรนด์ Pro-Ject ก็มองแบบเดียวกับ Greg Pinto “.. เห็นได้ชัดว่าตลาดเริ่มอิ่มตัว ” แต่แบรนด์ Pro-Ject มองเห็น “อัตราเติบโตของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มที่สูงขึ้น (ตั้งแต่ราคา 500 เหรียญขึ้นไป) ส่วนตลาดมือใหม่ (ระดับ entry-level) ตั้งแต่ราคา 200 – 500 เหรียญยูเอสจะทรงตัว ” อย่างไรก็ดี เขาสรุปเป็นความเห็นว่า “ตลาดล่างๆ ซึ่งเป็นกลุ่มของสินค้าราคาต่ำกว่า 200 เหรียญ กำลังส่ออาการว่าจะล่มสลาย ” ก๊อดดาร์ด อ้างว่า “.. มันเป็นผลพวงมาจากแฟชั่น ” เขาอธิบาย “.. เครื่องเล่นแผ่นเสียงมันดูเท่ห์, แต่แฟชั่นเป็นเรื่องไม่แน่นอน เราจึงไม่ลงไปเล่นในตลาดล่าง (ความเสื่อมถอยของตลาดแผ่นเสียง) จึงไม่ส่งผลใดๆ ต่อ Pro-Ject ”
ทางด้านของแบรนด์ Music Hall ซึ่งข้อมูลของทาง NPD ระบุไว้ว่า มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ในอันดับ 7 สำหรับยอดขายเครื่องเล่นแผ่นเสียงในอเมริกา เฉพาะรุ่นที่มีราคาตั้งแต่ 300 เหรียญยูเอสขึ้นไป มีความเห็นสอดคล้องไปในทางเดียวกันว่า ยอดขายในรุ่นที่สูงๆ นั้นไปได้ดี แต่ Roy Hall ประธานและเจ้าของแบรนด์กล่าวเสริมว่า “.. ผมคิดว่าตลาดสำหรับเครื่องเล่นแผ่นเสียงถึงจุดสูงสุดแล้ว ” แม้ว่าเครื่องเล่นแผ่นเสียงจะมียอดจำหน่ายที่สูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แต่ก็ถูกดันขึ้นไปเพราะผลิตภัณฑ์ระดับล่างที่เริ่มมีออกมาเยอะๆ เมื่อประมาณสองปีที่ผ่านมา
นอกจากนั้น รอย ฮอลล์ยังได้กล่าวแสดงความเห็นเชิงตำหนิ ผู้ผลิตเครื่องเล่นแผ่นเสียงจากอีกฟากฝั่งทะเลที่ถล่มเครื่องเล่นแผ่นเสียงคุณภาพต่ำเข้าไปในตลาดแมสอย่างหนักเพราะมองเห็นว่าเป็นโอกาสทางธุรกิจ เนื่องจากมีคนสนใจเยอะ “.. หลายคนที่ได้ซื้อเครื่องเล่นแผ่นเสียงคุณภาพต่ำๆ เหล่านี้ไป ซึ่งในความเห็นของผม ผมคิดว่านี่ส่งผลร้ายต่ออุตสาหกรรมโดยรวม เมื่อคนเหล่านั้นสัมผัสกับเครื่องเล่นที่ไม่มีคุณภาพ ก็จะทำให้เข็ดเขี้ยว หนีออกไปหมดเพราะได้รับประสบการณ์แย่ๆ จากการเล่นแผ่นเสียงนั่นเอง ..”
พูดถึงประเด็นนี้ ผู้เขียนเอง (คือคุณเจฟ นี่แหละ.!) เล่าให้ฟังว่า เค้าเองก็เคยลองซื้อเครื่องเล่นแผ่นเสียงราคาถูกยี่ห้อ Victrola มาเครื่องหนึ่งจากร้าน Sears ในเมืองฮิควิลล์ อยู่ในนิวยอร์ค ซึ่งตอนนั้นทางร้านกำลังลดราคาก่อนจะปิดร้าน หลังจากเอาลองเล่นแผ่นเสียงลองฟังดูแล้ว คุณเจฟเขาพบว่า เสียงของแผ่นเสียงที่ได้จากเครื่องเล่น Victrola ตัวนั้นออกมาแค่พอฟังได้เท่านั้น สู้เสียงของเครื่องเล่นแผ่นเสียงยี่ห้อ Technics เก่าเก็บนานสิบปีของเขาไม่ได้ซะด้วยซ้ำ!
สรุปแล้ว คุณเจฟเขาก็ไม่ได้ใช้เครื่องเล่นแผ่นเสียง Victrola ตัวนั้นอีกเลย ซึ่งก็น่าจะเหมือนกับผู้บริโภคที่ไปซื้อเครื่องเล่นราคาถูกเหล่านี้ไปนั่นเอง พอเสียงออกมาไม่ดีก็เลิกใช้ไปเลย..
น่าจะยังรอดได้นะ…
อ่านมาถึงตรงนี้ เพื่อนๆ นักเล่นเครื่องเสียงสายไวนิลคงจะรู้สึกใจเสียขึ้นมาหน่อยๆ แล้วซิ มันจะรอดหรือเปล่าหว่า.?? คุณเจฟ คนเขียนบทความนี้เขาก็คงเอาใจช่วยอยู่เหมือนกัน เขาบอกว่า .. แม้ว่าทั้งแผ่นเสียงและเครื่องเล่นแผ่นเสียงจะประสบภาวะตลาดที่ท้าทาย แต่ก็ไม่ได้มีสัญญาณใดบ่งว่ามันจะหายวับไปจากตลาดในช่วงเวลาอันเร็วนี้ และคิดว่าไม่มีทางที่มันจะหายสาปสูญไปจากวงการอย่างแน่นอน ตราบเท่าที่เพลงแนวฮิปฮอปและแนวแรฟยังชอบการสแคชแผ่นกันอยู่
และยังมีความจริงอีกข้อที่ว่า คนส่วนใหญ่ยังชื่นชอบแพ็คเกจที่มากับแผ่นเสียง ซึ่งไม่มีมีเดียฟอร์แม็ตไหนที่จะมีแพ็คเกจที่อร้าอร่ามได้เท่ากับแผ่นเสียงอีกแล้ว บางอัลบั้มนั้นมีการออกแบบปกแผ่นที่สัมพันธ์กับเนื้อหาของเพลงในอัลบั้มที่อยู่ข้างในอีกด้วย ซึ่งนั่นคือองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้แผ่นเสียงอัลบั้มชุด Sgt. Pepper’s Lonely Heart Club Band ฉบับฉลอง 50 ปีของเดอะบีทเทิ้ลมีความดึงดูดใจอย่างมากทั้งๆ ที่งานอัลบั้มชุดนี้ผ่านมาตั้งครึ่งศตวรรตแล้ว ซึ่งเมื่อยุค ’70 มันก็เคยเกิดผลแบบเดียวกันกับแฟนๆ ของ Led Zeppelin และกับแฟนๆ ของวงโปรเกรสซีฟร็อคนามว่า Genesis และวง Yes เช่นกันหลังจากได้สัมผัสกับแผ่นเสียงของวงชั้นนำเหล่านี้ ผมรู้ดี เพราะผมก็คือหนึ่งในคนพวกนั้น
แผ่นเสียงเป็นอะไรที่สัมผัสได้ คุณสามารถจับต้องและลูบคลำมันได้ คุณสามารถเปิดกางมันออกได้ คุณสามารถรู้สึกกับตัวตนของมันได้ คุณสามารถอ่านบันทึกในปกแผ่นได้ รอย ฮอลล์สรุปว่า “.. มันเป็นประสบการณ์ในการฟังเพลงที่แตกต่างโดยสิ้นเชิง เมื่อเทียบกับสิ่งที่ผู้บริโภคในปัจจุบันได้จากการสตรีมมันมาจากอินเตอร์เน็ต “
Corey Lieblein ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Innovative Technology ก็พูดถึงประเด็นที่จับต้องได้ของแผ่นเสียงเช่นกัน และอธิบายเหตุผลที่ผู้คนชอบ “ในสมัยเด็ก เราคุ้นเคยกับการซื้อแผ่นเสียง และเราก็ทำการ ‘หย่อนเข็มลงบนร่อง‘ และปัจจุบัน เด็กๆ ก็ยังคงชอบความรู้สึกที่จับต้องลูบคลำได้ แม้จะเป็นในยุคดิจิตัลแบบนี้ก็เถอะ พวกเขาชอบเวลาที่ผู้คนในโซเชี่ยลแสดงความรู้สึกขณะดูแผ่นเสียงหมุนไป และมองดูอาร์ตเวิร์คบนปกแผ่นไปด้วย เป็นบรรยากาศที่คุ้นเคย เมื่อผมวางแผ่นลงบนเครื่องเล่นแล้วเริ่มเล่นมันไปพร้อมๆ กับพลิกดูรายละเอียดบนปกแผ่นไปด้วย บางอัลบั้มมีเนื้อเพลง มีที่มาที่ไปของอัลบั้ม เป็นประสบการณ์ที่เด็กในยุคโน้นชื่อชอบ..” (ซึ่งเขาคิดว่า เด็กสมัยนี้ก็น่าจะชอบประสบการณ์แบบนั้นด้วย)
ทางฝั่งของฮาร์ดแวร์นั้น มีกลุ่มนักเล่นเครื่องเสียงคอยสนับสนุนตลาดเครื่องเล่นแผ่นเสียงระดับไฮเอ็นด์อยู่แล้ว แม้ว่าจะเป็นการตอบสนองแค่ตลาดกลุ่มเฉพาะ แต่ Ben Arnold คิดว่า กลุ่มนักเล่นฯ นี่แหละที่เข้ามาในตลาดแผ่นเสียงอย่างจริงๆ จังๆ และถือว่าเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่คาดหวังได้มากที่สุด (ในแง่การตลาด)
อีกกลุ่มที่คาดหวังได้คือกลุ่มผู้บริโภคที่ชื่นชอบสินค้าประเภทย้อนยุค (retro) ยกตัวอย่างเช่นการกลับมาของกล้องโพลารอยด์ และเครื่องเล่นวิดีโอเกมส์ฉบับมินิของนินเทนโดะ ซึ่งก็ได้รับความสำเร็จทางยอดการจำหน่ายที่ดี
สุดท้าย คุณเจฟก็ทิ้งท้ายไว้ว่า ในขณะที่ CD กำลังจะล้มหายตายจากไปเหมือนกับเทปคาสเส็ทและเทปแปดแทรคสมัยก่อนโน้น มันก็ยิ่งเป็นมูลเหตุที่ช่วยสนับสนุนให้อนุรักษ์แผ่นเสียงไวนิลเอาไว้ ให้คงอยู่ไปได้เรื่อยๆ แม้ว่ามันอาจจะไม่ประสบความสำเร็จไปได้สูงถึงระดับที่เคยไปถึงเมื่อช่วงปี 2015 ถึงปี 2016 ก็ตาม /



