รีวิวเครื่องเสียง : Life Audio รุ่น Reference 1 สายไฟเอซีสำหรับอุปกรณ์เครื่องเสียงและโฮมเธียเตอร์

สำหรับ นักออกแบบเครื่องเสียงที่จะประสบความสำเร็จได้นั้น ผมคิดว่า ต้องเป็นคนที่มีคุณสมบัติอยู่สองสิ่งในตัวเอง นั่นคือ (1) ความรู้เชิงวิชาการ (scientific) + (2) การลองผิดลองถูก (experimental) ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน โดยที่ความรู้เชิงวิชาการจะเป็นตัวตั้ง ในขณะที่การทดลองเป็นตัวตาม ส่วนการวิเคราะห์ผลนั้น ต้องอาศัยทั้งข้อมูลที่ได้จากเครื่องมือวัดที่แม่นยำ และข้อมูลที่ได้จากการทดลองฟังด้วยหูที่มีทักษะถูกต้อง นักออกแบบต้องนำข้อมูลทั้งสองแหล่งนี้มาวิเคราะห์ประกอบกันไปตลอดทุกขั้นตอนการออกแบบ ซึ่งผมเชื่อว่า ด้วยบริบทดังกล่าวนี้ จะทำให้นักออกแบบเครื่องเสียงสามารถพัฒนาปรับปรุงคุณภาพเสียงของผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบให้ดีขึ้นไปได้เรื่อยๆ โดยไม่หลงทาง

ประโยชน์ทางอ้อมที่ได้จากการ ลองผิดลองถูกซึ่งมีคุณค่ายิ่งก็คือความเข้าใจผลของการใช้ความรู้เชิงวิชาการในชีวิตจริง ซึ่งบ่อยครั้งที่การทดลองบอกให้เรารู้ว่า ผลลัพธ์ที่ได้มันไม่ได้มีแค่แง่มุมเดียวอย่างที่ตำราบอกเรา หากแต่มันยังมีผลลัพธ์ข้างเคียงที่ตำราละไว้ฐานเข้าใจอีกเพียบ.!

ซึ่งมีออกบ่อยไปที่ ผลลัพธ์ข้างเคียงที่ว่านั่นแหละคือสิ่งที่เรากำลังค้นหา และบ่อยครั้งที่มันกลายเป็นกุญแจสำคัญไขไปสู่ความสำเร็จในการออกแบบ..

Life Audio คือใคร.?
มีความเป็นมายังไง..

ให้ตายเถอะ.. ถ้าไม่รู้มาก่อนว่า สายไฟเอซีที่ผมกำลังจะลองฟังนี้ออกแบบและผลิตโดยคนไทย ผมจะไม่เชื่อเลย เหตุที่ผมรู้ก็เพราะว่าหนึ่งในทีมออกแบบและผลิตสายไฟเส้นนี้ไปเข้าคอร์สอบรม Ear-Training กับผม และแนะนำตัวให้ผมรู้จักพร้อมกับงัดเอาสายไฟเอซีที่พวกเขาทำมาให้ผมทดลองฟังด้วยตัวเอง

จริงๆ แล้วผมแทบจะไม่รู้จักทั้งทีมคนทำและสายไฟยี่ห้อนี้มมาก่อนเลย มาทราบภายหลังอย่างที่ว่า ผมไม่รู้ว่าทีมนี้มีกันกี่คน แต่คนหนึ่งในทีมที่ผมรู้จักคือคุณ วรวุฒิ วินาสันตุชื่อเล่นว่า หน่อย” ซึ่งดูแลการตลาดด้วย เป็นคนที่เข้ามาแนะนำตัวและแนะนำแบรนด์กับผม ส่วนเรื่องอื่นๆ ยังคงเป็นความลับ ณ ขณะนั้น หลังจากผมนำเอาสายไฟเส้นนี้มาลองฟังดูแล้ว เสียงที่ได้ยินมันทำให้ผมอยากรู้จักกับทีมนี้มากขึ้น

ผมยอมรับว่า เสียงที่ผมได้ยินตลอด 2 อาทิตย์หลังจากได้รับสายไฟเส้นนี้มา มันรบกวนใจผมมาก เพราะมีอยู่บ่อยครั้งที่ผมพบว่า เทคโนโลยี, ภาพลักษณ์ และความขลังของบริษัทที่อยู่เบื้องหลังการผลิตและออกแบบสายไฟเอซีบางตัวมันได้สร้างความคาดหวังอย่างใหญ่หลวงให้กับผม แต่จบลงด้วยความผิดหวังหลังจากได้ลองฟังไปแล้ว แต่กับสายไฟบางตัวนั้น แม้ว่ารูปลักษณ์จะดูธรรมดา ไม่ได้ผ่านการโหมกระหน่ำโฆษณาอย่างบ้าเลือด แต่กลับให้ผลลัพธ์ของเสียงออกมาเกินคาด ซึ่งสายไฟเอซีรุ่น Reference 1 ของ Life Audio ตัวนี้มันเป็นแบบหลัง

ไทย – อีกแล้ว!

ผมยอมรับว่าไม่ใช่คนชาตินิยมมากนัก แต่ก็แอบเชียร์คนไทยทุกคนที่กล้าทำสินค้าเครื่องเสียงออกมาขาย เริ่มต้นนั้นผมชื่นชมในหัวจิตหัวใจของพวกเขา เพราะการทำเครื่องเสียงออกมาขายโดยกล้าที่จะบอกว่าออกแบบและผลิตโดยคนไทย 100% นั้นมันเป็นการเสี่ยงอย่างมาก จริงอยู่ว่า คนไทยก็ไม่ต่างจากคนชาติไหนๆ ในความเป็นคนเหมือนกัน ความเก่งไม่ได้จำกัดอยู่ที่เชื้อชาติหรือภาษา แต่มันฝังอยู่ใน กึ๋นของทุกคนที่มีพรสวรรค์และขยับขับเคลื่อนพรแสวง ทว่า การยอมรับเครื่องเสียงที่ผลิตโดยคนไทยยังคงถูกจำกัดอยู่ในความคิดของคนส่วนใหญ่ บ้างก็ไม่เชื่อมั่นในฝีมือและมันสมอง ไม่เชื่อมั่นในเครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้ในการออกแบบและผลิต นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้นักเล่นเครื่องเสียงส่วนใหญ่ ตีราคาของเครื่องเสียงไทยไว้ค่อนข้างต่ำ

ในอดีตนั้นผมเคยทดลองฟังและมีความชื่นชอบเครื่องเสียงไทยอยู่หลายตัว เคยฟังและชื่นชอบเสียงแอมป์หลอดของคุณวิภาค, เคยฟังและชื่นชอบแอมป์หลอดของคุณโกวิทย์, เคยฟังและชื่นชอบปลั๊กไฟกับอินติเกรตแอมป์ของค่าย Clef Audio, เคยฟังและชื่นชอบแอมป์โซลิดดีไซน์แบบพิเศษของคุณไพรัตน์ และเคยชื่นชอบลำโพงของค่าย XAV ด้วย ซึ่งเครื่องเสียงเหล่านี้ทำให้ผมรู้ว่า แท้จริงแล้ว ศาตร์ที่เป็นพื้นฐานของเครื่องเสียงนั้นไม่ใช่ศาสตร์ลี้ลับที่ใครจะล่วงรู้ไม่ได้ หากแต่ว่า การปรับจูนและปรุงแต่งให้ได้เสียงที่เดินไปถูกแนวทางที่ควรจะเป็นของคำว่า เสียงดีจริงๆ นั้น นั่นแหละคือความลับที่รอการค้นพบ

หลังจากได้ลองฟังเสียงสายไฟเส้นนี้จนมั่นใจในสิ่งที่ได้ยินและตัดสินใจที่จะนำสิ่งที่ได้ยินมารายงานให้คุณอ่านกันแล้ว ผมก็ติดต่อคุณหน่อย ขอรายละเอียดเกี่ยวกับการออกแบบสายไฟเส้นนี้ และต่อไปนี้คือข้อมูลเหล่านั้นที่ผมได้รับมา ..

เห็นข้อมูลนี้แล้วต้องยอมรับว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ผู้ผลิตระบุว่าใช้เส้นตัวนำมากถึง 17 เส้น! เป็นทองแดง OFC กับ Gold Solid (OFC) Single Core ซึ่งหากว่าผมเข้าใจไม่ผิด น่าจะหมายถึงใช้เส้นตัวนำทองแดงเนื้อบริสุทธิ์ไร้อ๊อกซิเจน OFC (Oxygen Free Copper) ที่ไม่ได้ระบุเปอร์เซ็นต์ส่วนหนึ่ง ผสมกับเส้นตัวนำทองแดง OFC แบบแกนเดี่ยวที่เคลือบด้วยทองคำอีกส่วนหนึ่ง หัวปลั๊กตัวผู้ที่เสียบเข้าผนังกับเต้ารับตัวเมียที่ติดอยู่อีกปลายด้านเข้าเครื่องเสียงใช้ของ Wattgate รุ่น 330Evo กับรุ่น 350Evo ส่วนที่ติดตั้งหัวปลั๊กมีระบบป้องกันแน่นหนาเพื่อไม่ให้สายตัวนำหลุดลุ่ย

ใช้ท่อฉนวน Polyurethane (PU) หุ้มป้องกันเส้นตัวนำแต่ละกลุ่มไม่ให้แตะถึงกัน ส่วนฉนวนที่หุ้มโครงสร้างภายนอกป้องกันไฟฟ้าสถิตย์เป็นไนล่อนจำนวน 4 ชั้น

ถ้าดูจากภาพกราฟฟิกในรูปประกอบด้านบน ที่ทำเป็นภาพหน้าตัดของตัวนำจะงงนิดหน่อย ไม่แน่ใจว่าภาพผิดหรือเปล่า.? หรือผมเข้าใจผิด เพราะนับจำนวนหน้าตัดของเส้นตัวนำในภาพนั้นมันมากกว่า 17 เส้นตามที่สเปคฯ ระบุไว้ถัดลงมาด้านล่างของภาพ ผม Line ไปถามคุณหน่อย ได้ความดังนี้ ..

ตอนท้ายของการสนทนาทาง Line คุณหน่อยยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมมาอีกว่า “.. ท่อ PU มีคุณสมบัติไม่ดูดความชื้น กันสารเคมีกัดกล่อน ความร้อนไม่สามรถทำให้เกิดการลุกไหม้ได้ นอกจากเอาไฟไปจุดเผา แต่ถ้าเอาออกจากไฟ มันก็จะดับลงทันทีครับ ไม่ลามไฟต่อ..”

นอกจากนั้น คุณหน่อยยังส่งเอกสารที่ระบุว่า เขาได้นำสายไฟเอซีที่ออกแบบและผลิตขึ้นมาไปทำการทดสอบที่สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิคส์ฯ มาด้วย ทั้งในแง่ของความปลอดภัยในการใช้งานและในแง่ความคงทนของวัสดุเมื่อเจอกับสภาพอุณหภูมิที่ต่างกันมากๆ ทั้งต่ำและสูง ซึ่งตามเอกสารรับรองผลก็ระบุว่าสอบผ่านนะ

ทดลองใช้งาน

ประเด็นความทนทานในการใช้งานอาจจะสำคัญในแง่ของความปลอดภัย โดยเฉพาะกรณีที่นำไปใช้กับอุปกรณ์ที่มีอัตราบริโภคกระแสไฟสูงๆ อย่างเช่นเพาเวอร์แอมป์ตัวใหญ่ๆ แต่ถึงแม้ว่า สายไฟเส้นนี้จะสอบผ่านมาตรฐานเหล่านั้นมาได้ ก็ไม่ได้ถือว่าเป็นการรับประกันในแง่คุณภาพเสียงแต่อย่างใด จะให้รู้ ต้องลองฟังกับชุดเครื่องเสียงจริงๆ เท่านั้น

ในการฟังวิเคราะห์เสียงครั้งนี้ ผมทดลองใช้สายไฟเอซี Reference 1 เส้นนี้ทั้งกับแอมปลิฟาย (Devialet : EXPERT Pro 220, Rega : Brio-R) และแหล่งต้นทางสัญญาณ (roon : nucleus Plus, MyTek : Brooklyn DAC+) โดยสลับฟังเทียบกับสายไฟแถมสีดำเส้นใหญ่

เสียง

ถ้าเป็นแฟนกันจริงๆ และติดตามอ่านงานเขียนรีวิวของผมมาตลอด คุณคงรู้ว่า ผมมีเกณฑ์ส่วนตัวในการวิเคราะห์เลือกอุปกรณ์เครื่องเสียงมาทำการทดสอบ คนที่เพิ่งติดตามอ่านบทความของผมอาจจะไม่รู้ว่าผมใช้เกณฑ์ตัดสินยังไง

ขณะใช้งานกับอินติเกรตแอมป์ Devialet รุ่น EXPERT Pro 220


ผมยินดีรับอุปกรณ์เครื่องเสียงจากทุกผู้ผลิตและผู้นำเข้ามาทำการทดสอบเสมอ แต่จะไม่รับปากตั้งแต่แรกว่าจะเขียนรีวิวให้หรือไม่ ผมจะขอทดลองฟังอุปกรณ์ชิ้นนั้นก่อน เมื่อทดลองฟังแล้วและมีความเห็นว่า อุปกรณ์เครื่องเสียงชิ้นนั้นผ่านเกณฑ์มาตฐานเบื้องต้นของคำว่า เสียงดีซึ่งเป็นสากลแล้ว ผมจึงจะทำการทดสอบและเขียนรายงานรีวิวออกมา

หลักการทดสอบอุปกรณ์เครื่องเสียงของผมจะคล้ายกับหลักการทดสอบเลนส์ถ่ายภาพนั่นแหละ คือก่อนจะทำการวิเคราะห์วิจารณ์บุคลิกของเลนส์ถ่ายภาพสักตัวหนึ่ง ผมต้องทำการปรับเลนส์ตัวนั้นให้ได้โฟกัสที่ตรงเป๊ะซะก่อนถึงจะถ่ายภาพเพื่อเอามาวิเคราะห์บุคลิกและตัดสินคุณภาพของเลนส์ตัวนั้นได้ ถ้าภาพที่ถ่ายมาเกิดจากการปรับโฟกัสไม่ตรง จะส่งผลให้การวิเคราะห์ตัดสินคุณภาพของเลนส์ตัวนั้นก็ไม่เที่ยงตรงตามที่ควรจะเป็นเช่นกัน

ภาพขณะใช้งานในซิสเต็มที่คุณหน่อยส่งมาให้ดู


ในแง่ของเสียงนั้น ถ้าจะให้ฟังแล้วสรุปว่า เสียงดีได้นั้น เสียงนั้นต้องมีคุณสมบัติพื้นฐาน 5 ประการหลักๆ นั่นคือ ไดนามิก, ซาวนด์สเตจ, ฮาร์มอนิก, เนื้อเสียง และ สปีด ที่เครื่องเสียงชิ้นนั้น ต้องทำได้ตามเกณฑ์เฉลี่ยมาตรฐานทั่วไปซะก่อน สมมุติว่า สูงสุดของเกณฑ์มาตรฐานทั่วไปอยู่ที่ 10 เครื่องเสียงที่จะผ่านเข้าสู่การทดสอบได้จะต้องแสดงคุณสมบัติหลักๆ ทั้ง 5 ประการข้างต้นออกมาได้ไม่ต่ำกว่า 5 นั่นเอง

หัวปลั๊กระดับ Audio Grade


โปรดอย่าถามว่า ผมเอาตาชั่งที่ไหนมาวัดว่าเครื่องไหนทำได้ตามเกณฑ์หรือไม่ มันเป็นความชำนาญที่ได้มาจากการทำงานแบบเดิมซ้ำๆ มาเกือบสามสิบปีครับ ถ้าคุณเป็นผม แค่ทดลองฟังสัก 10-20 นาที คุณก็พอจะบอกได้แล้วล่ะว่า เครื่องเสียงชิ้นนั้นผ่านหรือไม่ผ่าน มีแววจะดีหรือจะดับ

ในช่วงครึ่งชั่วโมงแรกที่ได้ลองฟังสายไฟเอซีเส้นนี้เทียบกับสายไฟแถมเส้นสีดำ คุณสมบัติที่สะดุดหูของผมมากที่สุดของสายไฟเอซีเส้นนี้ก็คือ น้ำหนักของเสียง ซึ่งประสบการณ์ในอดีตสอนผมมาหลายครั้งว่า สายไฟเอซีที่ดีนั้นจะทำให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกเหมือนเปลี่ยนเพาเวอร์แอมป์ที่มีกำลังขับมากขึ้นเข้าไปแทนที่แอมป์ตัวเดิมในระบบ ซึ่งสายไฟเอซีที่ดีจริงๆ จะสร้างความรู้สึกแบบนั้นให้เกิดขึ้นทั้งๆ ที่มันไม่ได้เข้าไปเพิ่มกำลังขับของแอมป์แต่อย่างใด สำหรับคำอธิบายที่ฟังดูเข้าท่าที่สุดก็คือ สายไฟเอซีที่ไม่ดีจะเข้าไป ขัดขวางไฟฟ้าที่ไหลจากปลั๊กไฟต้นทางไม่ให้ไปถึงตัวเครื่องได้อย่างสะดวก คือไปถึงตัวเครื่อง ช้าไม่ทันต่อความต้องการใช้งานของวงจรขยาย หรือไปได้ยากและไม่สม่ำเสมอ ทำให้วงจรขยายในตัวเครื่องได้รับปริมาณไฟฟ้าไม่พอกับที่วงจรต้องการจริงๆ เสียงที่ได้ออกมาจึงไม่อิ่มแน่น มีลักษณะที่บอบบาง กระพร่องกระแพร่ง เนื้อมวลไม่เข้มข้น ขาดแรงปะทะ

ที่ผิวด้านนอกของตัวสายจะมีเกล็ดสะท้อนแสงระยิบระยับอยู่ใต้หนังงูสีดำด้วย


ประสบการณ์ของผมสอนผมไว้ว่า สายไฟเอซีที่ดีนั้น เมื่อเสียบเข้าไปในระบบแล้วจะต้องทำให้เรารู้สึกถึง พลังของเสียงที่เพิ่มขึ้น ทั้งในส่วนของพลังจลและพลังกล ซึ่ง พลังที่ได้มานั้นจะเป็นต้นตอของคุณสมบัติอื่นๆ ตามมา..

ในแง่ของการฟังด้วยหู สำหรับคำว่า พลังเสียงสามารถพิสูจน์ทราบได้จากการสังเกตลักษณะการย้ำเน้นของนักดนตรีที่กระทำกับเครื่องดนตรีที่พวกเขากำลังบรรเลงมันอยู่ในเพลงนั้นๆ ซึ่งจะให้แม่นยำจริงๆ ต้องลองฟังจากเพลงที่บันทึกสดจากการบรรเลงของเครื่องดนตรีอะคูสติกโดยไม่ผ่านการมิกซ์หรืออีดิตตกแต่งเสียงบนคอนโซลใดๆ เลย ที่ตรงจุดที่สุดก็คือเพลงคลาสสิกนั่นเอง

และเพลงคลาสสิกประเภทที่ใช้ตรวจวัดความสามารถในการให้ พลังเสียงที่ดีที่สุดก็คือเพลงคลาสสิกที่ใช้การบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีประเภทที่ใช้วิธีการเป่า อย่างเช่น แคริเน็ท, ฟรุ๊ท หรือบาสซูน เพราะมันเป็นเครื่องดนตรีประเภทที่โชว์คุณสมบัติทางด้าน contrast dynamic ที่มีความแตกต่างระหว่างช่วงดังสุดกับเบาสุดไม่กว้างมากเหมือนเสียงของเครื่องดนตรีประเภทที่ใช้วิธีเคาะหรือตี อย่างพวกเปียโนหรือเพอร์คัสชั่น ซึ่งให้คุณสมบัติเด่นไปทางด้าน transient dynamic ซึ่งช่วงดังสุดกับเบาสุดต่างกันมาก ซึ่งเสียงของเครื่องเป่าที่มีช่วงดังเบาที่ไม่สวิงกว้างมากนั้น หากแอมปลิฟายจ่ายกำลังออกมาได้ไม่เต็ม ไม่เร็ว และไม่ต่อเนื่อง เราจะแยกช่วงเบากับช่วงดังของเสียงเครื่องเป่าเหล่านี้ออกมาได้ยาก เมื่อฟังแล้วได้ยินเสียงเครื่องเป่าที่ดังเบาใกล้เคียงกันไปนานๆ ก็จะง่วงเพราะจับต้องตัวโน๊ตไม่ได้ อารมณ์เพลงก็ไม่บังเกิด ซึ่งสายไฟเส้นนี้ทำให้ผมฟังงานประพันธ์ของ Mozart ชุดนี้ผ่านการบรรเลงของวง Wiener Philharmoniker ออกมาได้อย่างมีอรรถรสอย่างยิ่ง สายไฟเอซีเส้นนี้ทำให้ผมสัมผัสกับตัวโน๊ตที่แผ่วเบามากๆ ของเสียงฟรุ๊ทได้อย่างชัดเจนทุกโน๊ต ไม่ถูกทำให้จมหายไปกับความมืดดำของพื้นเวทีเสียง และมันยังทำให้ผมสัมผัสได้ถึงลักษณะการเลี้ยงลมหายใจของเสียงแคริเน็ทที่หวีดพลิ้ว ก่อนที่จะถูกเสียงของกลุ่มเครื่องสายถาโถมเข้าใส่อย่างบ้าคลั่ง (Clarinet Concerto In A major, K. 622: Adagio)

ทางด้านวิช่วลนั้น ไดนามิกเร้นจ์ของภาพก็คือคุณสมบัติทางด้าน contrast ratio ของแสง ซึ่งเปรียบเทียบกับเรื่องของเสียงก็คือคุณสมบัติทางด้านความดัง หรือ dynamic range นั่นเอง ซึ่งการวัดความกว้างแคบของไดนามิกเร้นจ์ ต้องอ้างอิงที่ระดับความดังมาตรฐานที่หูของมนุษย์รับรู้ได้ คือปรับเกณฑ์วอลลุ่มไว้ประมาณ 75-80dB ถ้าเป็นเรื่องของภาพก็คือเกณฑ์ของ brightness ที่ตั้งไว้ระดับ 50IRE ซึ่งใช้เป็นมาตรฐานกลางๆ ถ้าโปรเจคเตอร์ตัวใดให้พลังแสงไม่ถึง พอถึงฉากมืดๆ รายละเอียดในเงาที่เป็นมุมมืดของภาพจะจมหายไป ถ้าเร่ง brightness ขึ้นมาเพื่อดึงรายละเอียดในที่มืดก็จะทำให้โทนกลางๆ และโทนสูงๆ ของภาพมีลักษณะที่สว่างโพลนขึ้นมา เนื้อสีจะออกบาง ในแง่ของเสียงก็เช่นกัน ถ้าไดนามิกเร้นจ์สวิงได้ไม่กว้าง หากปรับเกณฑ์ขยายไว้สูงเพื่อชดเชย ถึงช่วงที่เสียงในย่านกลางและแหลมพีคขึ้นไปดังๆ จะทำให้เกิดอากาสว่างจ้าขึ้นมา เป็นโทนเสียงที่ผิดไปจากที่ควรจะเป็น

น่าทึ่งมากที่ผมพบว่า สายไฟเอซีรุ่น Reference 1 ของ Life Audio เส้นนี้ไม่ทำให้เกิดอาการสว่างวาบของเสียงกลางและแหลมเกิดขึ้นเมื่อถึงจังหวะที่เสียงฟรุ๊ทและแคริเน็ทมีความดังพุ่งขึ้นไปสูง (Flute Concerto No. 1 in G major, K. 313 (K. 285c): Allegro maestoso) มันให้เสียงฟรุ๊ทที่ลอยใส กังวาน พลิ้ว ในขณะที่มีเสียงเครื่องสายย่านเบสต่ำๆ เคลียคลออยู่ในเลเยอร์หลังๆ

ความใสกระจ่างในระดับที่สามารถมองทะลุลงไปถึงเสียงดนตรีที่ฝังตัวอยู่ในเลเยอร์ลึกๆ ได้อย่างชัดเจนก็เป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติที่น่าทึ่งของสายไฟเอซีเส้นนี้.!

ในช่วงกลางๆ เพลง Eleanor Rigby ของเดอะ บีทเทิ้ลที่ Barbara Dickson ร้องคัฟเวอร์ไว้เป็นแทรคที่ 6 ในอัลบั้มชุด Nothing Gonna Change My World นั้นมีเสียงซินธิไซเซอร์คีย์ต่ำๆ ถูกกดแช่คลอเบาๆ อยู่ลึกๆ เข้าไปด้านหลังของเสียงร้องของบาร์บาร่า ซึ่งผมรู้อยู่แล้วว่ามี เพราะเคยได้ยิน แต่ที่ผ่านๆ มามันไม่ชัดแจ๋วแหววขนาดนี้ นั่งฟังเคลิ้มๆ แล้วทำให้เกิดจินตนาการว่าเสียงซินธฯ นั้นคล้ายหมอกจางๆ ที่แผ่คลุมอยู่ภายใต้บรรยากาศที่เอื่อยเฉื่อยของเพลงนี้ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ช่วยโอบอุ้มให้เสียงอื่นๆ ในเพลงนี้ถูกยกลอยขึ้นมาในอากาศ ไม่จมลงไป ซึ่งส่วนที่ทำให้เกิดความรู้สึกแบบนี้เป็นเพราะมีความถี่ต่ำๆ ที่แผ่กระจายตัวออกมาคอยหนุนเนื่องซาวนด์สเตจเอาไว้นั่นเอง

เสียงเบสที่ลงลึก นุ่ม สะอาด และแผ่กว้างก็เป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติที่น่าทึ่งของสายไฟเอซีเส้นนี้ ซึ่งใครที่เคยฟังเพลงของ Dire Straits จากอัลบั้มชุด On Every Street กับเครื่องเสียงชุดเล็กๆ อาจจะนึกไม่ถึงว่าบางเพลงในอัลบั้มชุดนี้ นั่นคือ You And Your Friend แทรคที่ 6 มีเสียงเบสที่ทั้งหนาและนุ่มอยู่ด้วย ซึ่งสายไฟเอซี Reference 1 เส้นนี้มันทำให้เสียงเบสในเพลงนี้โชว์ออฟออกมาได้อย่างชัดเจน และที่พิเศษมากก็คือว่า เสียงเบสที่ทั้งลึก แน่น และแผ่กว้างนั้นหาได้ไปรบกวนและบดบังรัศมีของเสียงกลางและเสียงแหลมเลยแม้แต่น้อย ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างอวดศักดากันไปอย่างเต็มที่โดยไม่มีการแย่งซีนกัน หากแต่สอดคล้องกันไปตามบทบาทที่ถูกกำหนดมาในเพลง

เคยอยู่ในช่วงที่เสียงซิสเต็มลงตัวมากๆ มั้ยครับ.? คือพอซิสเต็มมันลงตัว แจกแจงรายละเอียดออกมาได้เยอะๆ มันทำให้อยากฟังเพลงโน้นเพลงนี้อยู่ตลอด อยู่ๆ ผมก็อยากฟังเสียงแซ็กโซโฟนขึ้นมาซะงั้น เพราะจำความรู้สึกเก่าๆ ได้เลาๆ ว่าเสียงของซิสเต็มตอนนี้มันน่าจะส่งผลอะไรกับเสียงแซ็กโซโฟนที่บันทึกมาชัดๆ แน่ๆ ว่าแล้วก็หยิบ iPad Air2 มาเลือกอัลบั้มชุด Way Out West ของ Sonny Rollin ขึ้นมาแล้วจิ้มไปที่แทรคที่สองเพลง “Solitude เพลงช้าๆ ที่ผมชอบฟังดังๆ เสียงแซ็กฯ ของซอนนี่อยู่ทางซ้าย บอดี้มาเต็มตัว ที่ผมสังเกตก็คือช่วงที่ซอนนี่เป่าแบบอัดพลังลมให้ลอดช่องลิ้นออกมา ซึ่งบางครั้งกับซิสเต็มที่มีลักษณะของเสียงแหลมที่ไม่สะอาด ผมจะรู้สึกได้จากปลายเสียงแซ็กฯ ที่มีอาการแตกปลายซิกๆ ติดมาตอนที่ซอนนี่อัดพลังออกมา ซึ่งตอนนี้ผมได้ยินว่า ตอนซอนนี่อัดพลังออกมานั้น ผมได้ยินปลายเสียงของแซ็กฯ ที่แผดจ้าขึ้นมานิดนึง คือมากกว่าตอนเป่าแบบอมๆ นิดนึง แต่ไม่มีอาการแตกซ่านอย่างที่เคยได้ยินจากบางซิสเต็ม พอเปลี่ยนสายไฟแถมสีดำลงไปฟังกับแทรคนี้ อาการแตกซ่านตรงปลายเสียงก็ปรากฏออกมาให้ได้ยินแล้ว และมีอีกอย่างที่รู้สึกได้จากแทรคนี้ นั่นคือ ความโปร่งใส (transparency) ลดน้อยลงอย่างชัดเจนเมื่อเปลี่ยนมาใช้สายแถมสีดำ พลังเสียงก็แย่ลง รู้สึกว่าซอนนี่ใช้พลังในการเป่าน้อยลง ซึ่งแน่นอนว่า อารมณ์ของเพลงก็ลดด้อยลงไปด้วย ฟังแล้วน่าเบื่อ ไม่ชวนติดตาม

ผมตบท้ายการทดลองฟังเสียงของสายไฟเส้นนี้ด้วยเสียงทุ้ม โดยเลือกแทรคแรกในอัลบั้มชุด Virtuoso Pieces Of Chinese Percussion ของปรมาจารย์กลองจีน Yim Hok-Man เป็นตัวทดสอบ ซึ่งฟังชัดมาก.! ครั้งแรกผมทดลองฟังจากสายไฟแถมสีดำก่อน หลังจากนั้นก็สลับเอา Reference 1 เข้าไปแทน แค่ตูมแรกก็รู้แล้วครับ.! อิมแพ็คของหัวเสียงตอนไม้นวมกระแทกหนังกลองใหญ่นั้นมันออกมาผิดกันเยอะเลย สายไฟ Reference 1 ให้พลังของเสียงอิมแพ็คที่ดีกว่ามากๆ ทั้งคม แน่น และกระชับ แถมยังรับรู้ได้ถึงอาการกระเพื่อมของหนังกลองที่ต่อเนื่องตามอิมแพ็คมาด้วย ความแน่นของฮาร์มอนิกด้านล่างๆ ของเสียงทุ้มที่แผ่ตามกันออกมาอย่างต่อเนื่องก็ทำให้เกิดเป็นฐานของมวลอากาศที่รองรับเสียงกลองทั้งหมดเอาไว้ เกิดเป็นสนามเสียงขนาดใหญ่ ซึ่งสายไฟแถมสีดำให้ตรงนี้ออกมาน้อยกว่า เสียงรวมๆ จะออกหลวมๆ ไม่แน่น และไม่กระชับตึง ซึ่งผมว่า ถ้าจะวัดกันที่ความสามารถของสายไฟเอซี ผมจะดูแค่สองอย่างคือ ความสามารถในการยอมปล่อยให้ไฟฟ้าวิ่งผ่านจากเต้าผนังมาที่เครื่องได้เร็วและมากแค่ไหน พิสูจน์จากพลังของเสียงนี่แหละชัดนัก โดยเฉพาะเสียงทุ้ม อีกจุดที่ผมสังเกตก็คือสัญญาณรบกวน ซึ่งมีอยู่ 2 ประเด็น ประเด็นแรกคือ noise ที่ความถี่ 50Hz ที่มาจากไฟเอซีเอง ซึ่งสังเกตที่รายละเอียดของเสียงย่านต่ำๆ ถ้าออกขุ่นและมัว แยกแยะยาก แสดงว่าสายไฟมันป้องกันได้ไม่ดี มีเรโซแนนซ์ที่ความถี่ 50Hz เกิดขึ้น กับอีกประเด็นคือ noise ที่มากับ RFI และ EMI ซึ่งจะส่งผลกับเสียงแหลมมากเป็นพิเศษ ซึ่งนั่นคือตอนที่ผมทดลองฟังเสียงแซ็กโซโฟนของซอนนี่ โรลลิ่นนั่นเอง

สรุป

มันเป็นความพิเศษในอารมณ์มากๆ ที่ได้ยินรายละเอียดของเสียงกลางแหลมที่พร่างพราย ล่องลอย อยู่ด้านบนโดยมีเสียงทุ้มที่ทั้งหนา นุ่ม สะอาด คอยแผ่หนุนอยู่ด้านล่าง ซึ่งใครที่เคยคิดว่า ถ้าเสียงเบสเยอะแล้วจะทำให้เสียงกลางขุ่น ผมขอบอกเลยว่า มันไม่เกิดอะไรแบบนั้นกับสายไฟเอซีเส้นนี้ครับ.! จากการทดลองฟังงานเพลงมาแล้วมากมายหลายอัลบั้ม ผมกล้าพูดเลยว่า นี่เป็นสายไฟเอซีที่ผมคิดว่า ดีที่สุดที่ผมเคยฟังมา มันเข้าไปทำ (ซึ่งผมไม่รู้จริงๆ ว่ามันเข้าไปทำอะไร?) ให้เพลง ทุกเพลงที่ฟังมันออกมาอย่างที่ควรจะเป็น มันเป็นสายไฟเอซีที่ให้เสียงน่าทึ่งที่สุดที่ผมเคยฟังมา เป็นอะไรที่คนที่มีประสบการณ์กับเสียงที่ดีจริงๆ ตามหามานาน.! /

********************
ออกแบบและผลิตโดย :
Life Audio | Link
โทร.  084-596-6262
********************
ราคา : 200,000 บาท / เส้น (ความยาว 2.0 เมตร)

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า