ต้องยอมรับว่า ลำโพงซีรี่ย์ Diamond เป็นเหมือน “เครื่องหมายการค้า” ที่ค้ำชูแบรนด์ Wharfedale มาตั้งแต่ยุคแรกๆ จนถึงปัจจุบันนี้ เป็นซีรี่ย์ที่แบรนด์ Wharfedale นำมา “ปรับปรุง” อัพเกรดประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ ปี 1982 ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของ Diamond gen.1 มาจนถึง Diamond gen.12 ใน ปี 2020 และถูกนำมาปรับปรุงในรายละเอียดปลีกย่อยอีกครั้งก่อนจะผลิตและนำมาเปิดตัวในตลาดลำโพงเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2025 ที่ผ่านมาในนามของ Diamond Series 12.3i

หน้าตาของลำโพง Diamond เวอร์ชั่นแรกที่ออกมาเมื่อ ปี 1982 ซึ่งในยุคนั้นในอังกฤษขายกันอยู่ที่คู่ละ 65 ปอนด์ เข้ามาถึงเมืองไทยยุคนั้นขายกันอยู่ที่คู่ละสามพันกว่าบาท ถือว่าเป็นลำโพงเล็กราคาถูกที่ได้รับความนิยมสูงมากในยุคนั้น ตีคู่มากับลำโพงรุ่น Monitor 1 ของแบรนด์ Monitor Audio
จาก ‘Diamond 12’ เป็น ‘Diamond 12i’
มีอะไรต่างกันบ้าง.?
ตัวอักษร ‘i’ ที่ต่อท้ายชื่อรุ่น 12.3i นั้นย่อมาจากคำว่า ‘Incremental’ แปลว่า “เพิ่มขึ้นทีละน้อย” นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ยากต่อการ “มองหา” ความแตกต่างจากภายนอกระหว่าง Diamond 12.3 กับ Diamond 12.3i ซึ่งจุดใหญ่ๆ ที่มองเห็นได้ชัดเจนมากที่สุดมีอยู่ 2 จุด จุดแรกคือแผงหน้าของตัวตู้ที่ใช้ติดตั้งไดเวอร์ทั้ง 3 ตัว ที่เป็นแผ่นไม้สีดำ ซึ่งเวอร์ชั่น 12.3 จะเคลือบผิวเป็นเงาวาว ในขณะที่เวอร์ชั่น 12.3i จะทำเป็นผิวดำกึ่งด้าน (Semi-Matte Black)

ส่วนจุดที่สองดูที่ขั้วต่อสายลำโพง ซึ่งในเวอร์ชั่น 12.3 ให้มาเป็นขั้วต่อแบบไบ–ไวร์ฯ ในขณะที่เวอร์ชั่น 12.3i ให้มาเป็นแบบซิงเกิ้ลไวร์

มองหาความแตกต่างภายนอกเสร็จแล้ว ลองเข้าไปค้นข้อมูลใน specification ว่าทั้งสองเวอร์ชั่นนี้มีคุณสมบัติทางเทคนิคข้อไหนต่างกันบ้าง.. ผลคืออึ้งครับ..! เพราะตัวเลขสเปคฯ ทางเทคนิคของลำโพง Diamond 12.3 กับ Diamond 12.3i มันเหมือนกันหมดทุกพารามิเตอร์ ไม่มีสเปคฯ ตัวไหนต่างกันเลยแม้แต่น้อย..!!!
ประเด็นนี้กระตุ้นความสงสัยของผมมาก.! เพราะก่อนที่จะออกปากขอยืมลำโพงรุ่น Diamond 12.3i คู่นี้มาทดสอบ ผมได้มีโอกาสทดลองฟังเปรียบเทียบระหว่างเวอร์ชั่น Diamond 12.3 กับ Diamond 12.3i มาแล้วในงานเวิร์คช็อปที่ HiFi Tower พร้อมๆ กับผู้เข้าร่วมเวิร์คช็อปจำนวนเกือบสิบคน ซึ่งทุกคนได้ยินเหมือนกันว่าลำโพง Diamond 12.3 และ 12.3i ให้เสียงออกมา “ต่างกัน” ในระดับที่มากพอให้ฟังออกได้ไม่ยาก ตีเป็นเปอร์เซ็นต์ต้องมี อย่างต่ำ 20% แต่น่าแปลกที่พบว่า ตัวเลขสเปคฯ แต่ละข้อที่ผู้ผลิตทำการ “วัดค่า” ออกมานั้น ทำไมมันถึง “เหมือนกัน” เป๊ะขนาดนั้น ในเมื่อเสียงไม่เหมือนกัน ค่าทางเทคนิคที่วัดออกมาก็ควรจะต่างกันด้วย มิใช่หรือ.? ถึงไม่ต่างกันทั้งหมด แต่ก็ควรจะมีต่างกันสักข้อหรือสองข้อ แต่ตามที่เห็นในตารางข้างบนนั้น มันเหมือนกันเป๊ะ “ทุกข้อ” เป็นไปได้ยังไง.??
จากข้อมูลหลายๆ แหล่งที่ค้นหามาได้ ดูเหมือนว่า ความแตกต่างระหว่างเวอร์ชั่น Diamond 12.3 กับ Diamond 12.3i จะไปปรากฏอยู่ในตัวตู้ คือในเวอร์ชั่น Diamond 12.3i ได้มีการแด้มป์ด้านในของท่อระบายเบสนิดหน่อย โดยทำให้มี “ความหนึบ” มากขึ้น เป็นการลดเรโซแนนซ์ของท่อเบสลงไปได้ระดับหนึ่ง สรุปแล้ว จาก Diamond 12.3 มาเป็น Diamond 12.3i มีการเปลี่ยนแปลงแค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ส่วนสัดของ Diamond 12.3i

ลำโพง Wharfedale ‘Diamond 12.3i’ เป็นลำโพงที่มีส่วนสัดน่าสนใจ ด้วยลักษณะของตัวตู้ที่สูงจรดพื้น ทำให้มันถูกจัดเข้ากลุ่มลำโพง “ตั้งพื้น” (Floorstanding Loudspeaker) เต็มตัว แต่ด้วยพิกัด “ความสูง” ที่วัดจากปลายเดือยแหลมที่จิกลงบนพื้นห้องขึ้นไปจนถึงแผงตู้ด้านบนสุดแค่ 97.5 ซ.ม. เท่านั้น ผนวกกับแผงหน้าที่กว้างแค่ 18 ซ.ม. x ลึกเพียง 32 ซ.ม. ทำให้ Diamond 12.3i มีลักษณะเหมือนลำโพงวางขาตั้งขนาดเล็กที่ถูก “ต่อตู้” ลงไปด้านล่างจนถึงพื้น บวกกับ “น้ำหนัก” ตัวข้างละ 19.5 ก.ก. มันจึงเป็นลำโพงตั้งพื้นที่มีขนาดเล็กกระทัดรัด ยกง่าย ขยับง่าย เซ็ตอัพสบาย.!
ดีไซน์ + ไดเวอร์ฯ
ในแง่ของตัวตู้ Diamond 12.3i ถูกกำหนดให้ทำงานในโหมด “ตู้เปิด” ที่มีช่องระบายเบสขนาดใหญ่อยู่ที่ด้านบนของแผงหลัง ประสานกับการกระจายเสียงในย่านแหลมลงมาถึงทุ้มผ่านทางไดเวอร์จำนวน 3 ตัว ที่ติดตั้งอยู่บนแผงด้านหน้า เรียงกันจากบนลงล่างในแนวตั้งแบบ T-M-W (Tweeter – Midrange – Woofer)


ทวีตเตอร์ที่ใช้ในลำโพงซีรี่ย์ Diamond 12i “ทุกรุ่น” เป็นตัวเดียวกันทั้งหมดรวมถึงทวีตเตอร์ที่ใช้อยู่ใน Diamond 12.3i คู่นี้ด้วย ซึ่งไดอะแฟรมของตัวโดมทำมาจากผ้าใยสังเคราะห์โพลีเอสเตอร์อาบเคลือบด้วยน้ำยาเพิ่มความแกร่งเพื่อให้การตอบสนองความถี่สูงที่ราบเรียบนุ่มนวล มีการออกแบบโครงสร้างโดยรอบส่วนของโดมให้มีลักษณะผายออกเป็นปากแตร (waveguide) ตื้นๆ เพื่อช่วยเพิ่มความเข้มข้นของมวลเสียงแหลม นอกจากนั้น ระบบ waveguide ของตัวทวีตเตอร์นี้ยังช่วยทำให้ความถี่สูง (เสียงแหลม) ที่แผ่กระจายออกไปนอกแกนตั้งฉากกับโดม (แนว off-axis) ที่มีความแม่นยำและราบลื่นด้วย ซึ่งแน่นอนว่า เสียงแหลมที่กระจายตัวออกไปนอกแกน (off-axis) นี้จะช่วยทำให้ได้แอมเบี้ยนต์ของเวทีเสียงที่แผ่กว้างอีกด้วย



ความถี่ตอบสนองของ Diamond 12.3i อยู่ที่ 45Hz – 20kHz โดยใช้วงจรเน็ทเวิร์คที่ใช้ตัดแบ่งความถี่ในตัว Diamond 12.3i เป็นแบบ 2.5-way หรือสองทางครึ่ง โดยกำหนดจุดตัดความถี่ไว้ที่ 2.2kHz นั่นก็คือ ความถี่ตั้งแต่ 2200Hz ขึ้นไปจนถึง 20000Hz ถูกส่งไปให้ทวีตเตอร์รับหน้าที่แปลงออกมาเป็นคลื่นเสียงในย่านสูง ส่วนความถี่ตั้งแต่ 2200Hz ลงไปจนถึง 45Hz ถูกส่งไปที่ไดเอร์มิด/วูฟเฟอร์ (ตัวบน) รับหน้าที่ในการแปลงออกมาเป็นความถี่เสียงในย่านกลางลงมาต่ำ และพ่วงความถี่ต่ำลงไปที่วูฟเฟอร์ (ตัวล่าง) เพื่อให้ช่วยสร้างความถี่ในย่านต่ำที่ขยายลงไปถึง 40Hz (วัดจากความถี่ต่ำที่ระบายออกไปทางช่องระบายเบสที่อยู่บนแผงหลัง และทีมออกแบบของ Peter Comeau ยังได้ปรับจูนช่องระบายเบสให้มีความแน่นหนามากกว่าเวอร์ชั่น Diamond 12.3 ขึ้นมาอีกระดับ ส่งผลให้ความถี่ต่ำที่ไหลผ่านช่องระบายเบสนี้มีความสะอาดมากขึ้น

ความพิเศษของไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์ และวูฟเฟอร์ ทั้งสองตัวที่ใช้อยู่บนแผงหน้าของ Diamond 12.3i ก็มีประเด็นน่าสนใจ คือยังคงเป็นไดเวอร์เวอร์ชั่นเดียวกับที่ใช้ในรุ่น Diamond 12.3 ก่อนหน้า ซึ่งไดอะแฟรมทำมาจากวัสดุโพลีโพรไพลีนที่ผสมผงไมก้าช่วยเพิ่มความแกร่ง และลดความเพี้ยน เมื่อผสมผสานกับคุณสมบัติทางด้าน “น้ำหนัก” ที่เบา บวกกับเซอร์ราวนด์ที่ให้แด้มปิ้งดี ควบคุมการขยับเคลื่อนของวอยซ์คอยด้วยแรงแม่เหล็กขนาดใหญ่ ทั้งหมดนั้นส่งผลให้เสียงกลางลงไปถึงทุ้มของไดเวอร์ตัวนี้สามารถตอบสนองสัญญาณฉับพลัน (transient dynamic) ได้เร็ว และสามารถตอบสนองกับอัตราสวิงของไดนามิกได้กว้าง
ขั้วต่อสายลำโพง + ขาตั้ง

ถึงแม้ว่าลำโพงในซีรี่ย์ Diamond ของ Wharfedale จะถือว่าอยู่ในระดับ “เริ่มต้น” (entry level) ด้วยสนนราคาแค่คู่ละ 21,900 บาท เท่านั้น แต่ต้องยอมรับว่า แต่ละจุดเขาทำมาเกินราคาไปมาก.! อย่างขั้วต่อสายลำโพงที่ให้มาก็ดูดี แข็งแรง และใช้งานได้สะดวก เชื่อมต่อสายลำโพงได้หลายแบบ แถมโลหะตัวนำที่เชื่อมต่อกับสายลำโพงหรือขั้วต่อของสายลำโพงก็ชุบทองอย่างดี


ที่ผมชอบมากคือขาตั้งที่แยกมาจากตัวตู้ เป็นขาตั้งที่ทำด้วยโลหะ แยกเป็นสองชิ้น ด้านหน้าและด้านหลัง ขันยึดติดกับฐานล่างของตัวตู้ด้วยน็อต 2 ตัว ลักษณะเป็นแท่งโลหะแท่งยาวๆ ที่เลยความกว้างของตัวตู้ออกมาข้างละ 3 ซ.ม. ตรงส่วนปลายของแท่งโลหะจะมีเดือยแหลมติดตั้งอยู่ ซึ่งจะช่วยยกตัวตู้ให้ลอยขึ้นมาจากพื้น และตรงส่วนปลายที่จิกลงบนพื้นถูกกลึงมาเป็นปลายแหลมเพื่อลดปริมาณของคลื่นความสั่นสะเทือนจากพื้นไม่ให้เล็ดลอดขึ้นไปรบกวนการทำงานของไดเวอร์

จริงๆ แล้ว ทางผู้ผลิตได้แถมจานรองเดือยแหลมมาให้ด้วย เป็นเดือยแหลมแบบมาตรฐานทั่วไป ทรงเหรียญกลมแบน ทำด้วยโลหะ ไม่มีระบบซับแรงสั่นสะเทือนใดๆ ซึ่งก็ใช้ได้ผลดีระดับหนึ่ง ในการทดสอบครั้งนี้ ผมได้ทดลองเปลี่ยนไปใช้จานรองของแบรนด์ Audio Bastion รุ่น X-PAD Plus II (REVIEW) ซึ่งมีระบบซับพลังงานคลื่นสั่นสะเทือนในตัว พบว่ามันช่วยให้เสียงของ Diamond 12.3i ดีขึ้นมากพอสมควร แนะนำสำหรับคนที่ต้องการอัพเกรดคุณภาพเสียงของ Diamond 12.3i ด้วยงบที่ไม่สูงมาก
แม็ทชิ่ง

ได้เห็นรูปร่างหน้าตาภายนอกกับเนื้องานแล้ว ผมให้ดาวไปแล้วหนึ่งดวง พอเจาะเข้าไปดูในรายละเอียดของงานออกแบบตัวตู้, ไดเวอร์ที่ใช้ ไปจนถึงขั้วต่อสายลำโพงและขาตั้งเสร็จ ผมก็เทใจให้ดาวไปอีกหนึ่งดวง พอรู้ราคาขาย ผมก็เทดาวไปให้อีกดวง เป็นสามดวงแล้ว พอเปิดสเปคฯ ดูคุณสมบัติทางไฟฟ้า ผมก็เทดาวไปให้อีกหนึ่งดวง.!
เพราะอะไร.? เพราะถ้าลำโพงคู่นี้ขับยาก ไปได้ดีเฉพาะกับแอมป์แพงๆ สเปคฯ เทพๆ เท่านั้น นั่นก็จะทำให้ “คุณค่า” ของดาวที่ให้ไว้ทั้ง 3 ดวงก่อนหน้านี้ไร้ความหมายทันที.! เพราะการทำลำโพงราคาไม่สูงให้ได้เสียงออกมาดีโดยใช้แอมป์ขั้นเทพมาช่วยไม่ถือว่าเป็นการออกแบบที่ดี ตรงข้ามกัน การทำลำโพงให้ได้เสียงออกมาดีโดยไม่ต้องใช้แอมป์ขั้นเทพมาขับนี่ซิถึงจะเรียกว่าเป็นความสามารถขั้นสูงของผู้ออกแบบ ผู้ใดทำได้ก็สมควรจะยกย่องให้ดาวกันไป
แสดงว่า Diamond 12.3i คู่นี้ขับง่าย.? ใช่เลยครับ.. ผมเห็นแค่ตัวเลข “ความไว” ของลำโพงคู่นี้แล้วก็ยิ้มออกเลย เขาระบุไว้ที่ 89dB (แถบสีแดง) ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง (มาตรฐานความไวปานกลางอยู่ระหว่าง 88 – 90dB) ค่อนมาทางขับง่าย ส่วนตัวเลขกำลังขับที่ผู้ผลิตแนะนำสำหรับขับลำโพงคู่นี้ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดอยู่ระหว่าง 30 – 150W ต่อข้าง (แถบเขียว) ด้วยโหลดความต้านทานอ้างอิงที่ 8 โอห์ม ตลอดลงไปถึง 5 โอห์ม ต่ำสุด (แถบฟ้า) ซึ่งในยุคนี้ จะหาแอมป์ที่มีกำลังขับ 150W ต่อข้างที่ 8 โอห์ม หรือหย่อนลงมาสัก 100 – 120W ต่อข้างที่ 8 โอห์ม ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เผลอๆ ถ้ากล้ายกระดับขึ้นไปเล่นแอมป์ยุคใหม่ๆ ที่ดีไซน์ภาคจ่ายไฟที่มี “สปีด” ในการจ่ายกำลังขับที่เร็วมากๆ อย่างพวกแอมป์ class-AB ที่ใช้ภาคจ่ายไฟแบบสวิทชิ่ง คุณอาจจะใช้แค่แอมป์ 50W ต่อข้างที่ 8 โอห์ม ก็ขับได้สบายแล้ว แถมเสียงดีด้วย.!
Diamond 12.3i + Dared ‘Saturn Signature’

ผมเริ่มต้นพิสูจน์ “ความง่าย” ในการขับดันของลำโพงคู่นี้ด้วยการจับกับแอมป์หลอดแท้ๆ ของแบรนด์ Dared รุ่น Saturn Signature (REVIEW) ซึ่งเป็นอินติเกรตแอมป์แบรนด์จีนที่ผมชอบในน้ำเสียงเลยเก็บเป็นเรเฟอเร้นซ์ไว้ วันนี้ยกมาจับคู่กับ Wharfedale ‘Diamond 12.3i’ เพื่อเซ็ตอัพในห้องฟังของผม

ส่วนทางด้านสัญญาณต้นทางสำหรับซิสเต็มนี้ ผมจัดสตรีมเมอร์ของ Bluesound รุ่น New NODE ให้ทำหน้าที่เป็นสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ต เล่นไฟล์เพลงจาก NAS และ TIDAL ส่งไปให้ตัว DDC (Digital-to-Digital Converter) ของ LAiV Audio รุ่น Harmony µDDC เพื่อแปลงสัญญาณ USB ที่รับมาจาก New NODE ให้ออกมาเป็นฟอร์แม็ต I2S เพื่อป้อนให้อินพุต I2S ของ LAiV Audio ‘Crescendo VERVE’ (REVIEW) ก่อนจะแปลงเป็นสัญญาณอะนาลอกแล้วส่งออกไปเข้าที่อินพุต analog ของอินติเกรตแอมป์ Saturn Signature (ตั้งเอ๊าต์พุตที่ Crescendo VERVE เป็น fixed แล้วใช้วอลลุ่มของ Saturn Signature ในการปรับระดับความดัง)
ผลการลองฟังในเบื้องต้นพบว่ากำลังขับแค่ 25W ที่ปั่นออกมาจากหลอดเพาเวอร์เบอร์ KT-150 ของ Dared ตัวนี้สามารถผลักดันเสียงให้หลุดลอยออกมาจากลำโพงคู่นี้ได้อย่างไม่น่าเชื่อ.! กลายเป็น “สนามเสียง” มหัศจรรย์ ที่ผุดลอยและแผ่คลุมพื้นที่อากาศภายในห้องได้อย่างน่าทึ่ง ซึ่งเรื่อง “เวทีเสียง” นี้ถือว่าทำได้ดีเกินคาดสำหรับลำโพงในระดับราคานี้ อีกอย่างที่ออกมาดีเกินคาดเช่นกันก็คือ “เนื้อเสียง” ซึ่งมีความนวลเนียนอยู่ในระดับที่น่าพอใจมาก และน่าจะจัดอยู่ในระดับต้นๆ สำหรับลำโพงที่มีราคาไม่เกิน 3 หมื่นบาทต่อคู่ มีแค่สิ่งเดียวที่ยังไม่จุใจของผมสำหรับ Diamond 12.3i + Saturn Signature คู่นี้ก็คือ “ไดนามิก ทรานเชี้ยนต์” ที่ให้หัวเสียงของอิมแพ็คออกมายังไม่คมมาก รวมถึงพลังอัดฉีดยังไม่หนำใจนัก ถ้าฟังเพลงช้าๆ เน้นฉ่ำติดหวาน กับแนวเศร้าๆ จะได้อารมณ์มากเป็นพิเศษ แต่กับเพลงแนวโจ๊ะๆ จะรู้สึกนุ่มไปนิด ความสดยังไม่ถึงใจ.. (*ถ้าห้องเล็กๆ ประมาณ 3 x 5 ตรม. ไดนามิกน่าจะออกมาดีกว่านี้)
Diamond 12.3i + QUAD ‘Artera Stereo’

นี่คือเซ็ตอัพที่ทำให้ผมเห็น “ตัวตน” ที่แท้จริงของ Diamond 12.3i ได้ชัดเจนมากที่สุด.! แทบจะทุกคุณสมบัติของเสียงที่ได้ยินจากลำโพงคู่นี้ตอนขับด้วยแอมป์หลอด Dared ‘Saturn Signature’ ถูกเปลี่ยนไปทั้งหมด เมื่อเจอกับแอมป์โซลิดสเตทที่มีกำลังขับสูงถึง 140W ต่อข้างที่ 8 โอห์ม ของ QUAD ‘Artera Stereo’ ตัวนี้เข้าไป เสียงที่ออกมาเหมือนฟังลำโพงคนละคู่กันเลย..!!! (*ผลการทดลองฟังของเซ็ตอัพนี้อยู่ในหัวข้อ ‘เสียงของ Wharfedale ‘Diamond 12.3i’)

นอกจากเปลี่ยนจากอินติเกรตแอมป์หลอด 25W ต่อข้าง มาเป็นเพาเวอร์แอมป์โซลิดสเตท 140W ต่อข้างแล้ว ผมยังได้ทำการปรับปรุงประสิทธิภาพของแหล่งต้นทางขึ้นมาด้วย โดยที่ยังคงใช้ LAiV Audio ‘Crescendo VERVE’ ทำหน้าที่เป็น DAC และปรีแอมป์ (ด้วยการปรับตั้งวอลลุ่มของ Crescendo VERVE ไว้ที่ตำแหน่ง Variable) แต่เปลี่ยนเอา Innuos ‘STREAM1 + LPS1’ (REVIEW) มาทำหน้าที่เป็นสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ตแทนที่ Bluesound ‘New NODE’ เพื่อเล่นไฟล์เพลงจาก NAS และ TIDAL ก่อนจะส่งสัญญาณดิจิตัลไปให้ Crescendo VERVE ทางอินพุต USB โดยตรง
เซ็ตอัพตำแหน่งวางในห้องฟัง


ปกติแล้ว ถ้าเป็นลำโพงระดับ entry level ผมมักจะใช้ห้องรับแขกเป็นสถานที่ในการทดสอบ เพราะมันเป็นพื้นที่ที่คนส่วนใหญ่ที่ใช้ลำโพงระดับราคาไม่เกินคู่ละ 3 – 4 หมื่นบาท เขาจะนำไปใช้งานกันในชีวิตจริง โดยใช้งานทั้งดูหนังฟังข่าวจากทีวีและดูหนังฟังเพลงจาก Youtube กับจากสตรีมมิ่งเป็นหลัก แต่ครั้งนี้มีพิเศษหน่อยสำหรับ Wharfedale รุ่นนี้ เพราะมันเข้ามาในจังหวะที่ห้องฟังของผมกำลังว่างเพราะกำลังรอชุดใหญ่เข้ามาทดสอบ ผมเลยจับ Diamond 12.3i เข้ามาเซ็ตอัพในห้องฟังแบบซีเรียสก่อนจะย้ายไปฟังในห้องรับแขกแบบลำลอง
อีกเหตุผลที่ผมอยากทดลองเซ็ตอัพ Diamond 12.3i ในห้องฟัง เพราะอย่างที่เกริ่นมาตอนต้นที่ว่า ก่อนหน้านี้ผมได้มีโอกาสลองฟังเสียงของ Diamond 12.3i ที่ห้องฟังของ HiFi Tower มาแล้ว และพบว่ามันให้เสียงที่เกินตัวจนน่าตกใจ ซึ่งตอนลองฟังที่นั่นเราได้ทดลองเซ็ตอัพแบบเอาจริงเอาจังเหมือนกัน พอมาถึงห้องฟังของผม ผมก็เลยอยากจะทดลองเซ็ตอัพลำโพงคู่นี้อย่างละเอียดเหมือนลำโพงแพงๆ ทั่วไป เพราะอยากรู้ว่าถ้า “เอาจริง” กับลำโพงคู่นี้ มันจะให้เสียงไปได้ไกลแค่ไหน.?
จากการทดลองขยับตำแหน่งเพื่อไฟน์จูนเสียงของ Diamond 12.3i ผมพบว่า มันมีความอ่อนไหวกับตำแหน่งวางไม่น้อยไปกว่าลำโพงดีๆ อย่าง Audio Physic ‘Classic 8’ ที่ผมใช้อยู่ คือลักษณะเสียงที่ได้จากตำแหน่งเริ่มต้นที่ระยะซ้าย–ขวา = 180 ซ.ม. บนเส้น “1/3 x ความลึกของห้อง” เมื่อเทียบกับเสียงที่ได้จากตำแหน่งวางที่ขยับจนได้ “โฟกัส” ของเสียงที่คมชัดที่สุดแล้ว มันต่างกันมาก.!
ระยะห่างของลำโพงซ้าย–ขวา ณ จุดลงตัวอยู่ที่ระยะ 164 ซ.ม. คือ ดึงลำโพงทั้งสองข้างชิดเข้าหากันข้างละ 8 ซ.ม. วัดจาดจุดเริ่มต้นที่ 180 ซ.ม. และดันลำโพงทั้งสองข้างถอยลงไปชิดผนังหลังแค่ข้างละ 1.5 ซ.ม. ก็ได้โทนัลบาลานซ์ของเสียงที่ลงตัวแล้ว
เสียงของ Wharfedale ‘Diamond 12.3i’
คุณรู้มั้ยว่า.. การได้ยิน “เสียงที่ดี” ออกมาจากลำโพงที่มีราคาไม่แพง มันน่าตื่นเต้นมากกว่าฟังลำโพงราคาแพงๆ ซะอีก.! ยิ่งถ้าคุณเป็นคนที่ชอบเซ็ตอัพลำโพงเพื่อ “รีด” คุณภาพเสียงแบบผม คุณจะยิ่งตื่นเต้นมากเป็นพิเศษเมื่อได้ยินเสียงที่ดีออกมาจากลำโพงราคาไม่แพง คือมันเหมือนการค้นพบช้างเผือกที่ซ่อนตัวอยู่ในป่า เพราะลำโพงราคาถูกๆ มักจะถูกมองข้าม คนทั่วไปไม่คิดว่าราคาแค่นั้นจะให้เสียงที่ดีได้ ซึ่งผมต้องขอบอกเลยว่า ถ้าคุณ “ฟังเป็น” และ “เซ็ตอัพเป็น” ถ้าได้เอาลำโพงคู่นี้ไปทดลองเซ็ตอัพกับซิสเต็มที่คู่ควร เสียงที่มันให้ออกมาจะทำให้คุณอ้าปากค้างอย่างแน่นอน.!!!

อัลบั้ม : Dreaming (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Amanda McBroom
สังกัด : 1986 Gecko Records
ยุคหนึ่งสมัยที่ผมเป็น บก. นิตยสาร audiophile ผมมักจะใช้อัลบั้มนี้วัดผลความเป็นดนตรีของอุปกรณ์เครื่องเสียงที่ทำการทดสอบอยู่บ่อยๆ อย่างเช่นตอนทดสอบลำโพง คือถ้าลำโพงคู่ไหนฟังเพลงในอัลบั้มนี้แล้วมันทำให้รู้สึก “อิน” ไปกับอารมณ์เพลงแต่ละเพลงได้จนจบทั้งอัลบั้ม ก็ถือว่าลำโพงคู่นั้นสอบผ่านในแง่ของการถ่ายทอด “อารมณ์เพลง” แล้ว ซึ่งคราวนี้ผมก็ลองย้อนศรทำแบบที่เคยทำ คือลองเอาอัลบั้มชุด Dreaming ชุดนี้มาลองฟังกับลำโพง Wharfedale ‘Diamond 12.3i’ คู่นี้ พบว่า ลำโพงคู่นี้สอบผ่านคุณสมบัติในการถ่ายทอด “อารมณ์เพลง” ออกมาได้ดีมาก.! และมีบางประเด็นที่ผมพบว่า ลำโพงที่มีราคาไม่ถึง 30,000 บาทต่อคู่ในอดีตแทบจะไม่มีคู่ไหนเลยที่สามารถทำได้อย่างที่ Diamond 12.3i คู่นี้ให้ออกมา.!!!
ประเด็นที่ว่าคือความสามารถในการตอบสนองกับ “ไทมิ่ง” ของเพลงที่ถูกต้อง คือมัน (Diamond 12.3i) สามารถแสดงความแตกต่างของ “สปีด” ของ “จังหวะเพลง” ที่ต่างกันระหว่าง “เพลงช้า” กับ “เพลงเร็วปานกลาง” และ “เพลงเร็วมาก” ออกมาให้รับรู้ได้ชัดเจน อย่างเพลง Quiet Man กับเพลง The Rose ทั้งสองเพลงนี้มีสปีดของจังหวะเพลงต่างกันมาก ซึ่งลำโพงคู่นี้ก็สามารถแสดงความแตกต่างของสปีดของจังหวะเพลงสองเพลงนี้ออกมาให้รับรู้ได้อย่างชัดเจน อารมณ์ในการฟังสองเพลงนี้จะถูกโน้นน้าวให้ต่างกันไปตามอารมณ์ของเพลง เพลงหนึ่งเศร้าในขณะที่อีกเพลงสนุก ซึ่งคุณสมบัติแบบนี้จะพบได้เฉพาะในลำโพงที่จูนมาดีมากๆ เท่านั้น คือลำโพงที่ไม่ดี จะทำให้ความแตกต่างของสปีดของจังหวะเพลงมันหดแคบลงกว่าความเป็นจริง คือหลังจากลองฟังเพลงหลายๆ เพลงผ่านไป ถ้าคุณรู้สึกเหมือนกับว่า เพลงเหล่านั้นมีจังหวะที่เร็วพอกัน หรือเร็ว–ช้าไม่ต่างกันมาก แสดงว่า ลำโพงคู่นั้นถ่ายทออด “สปีดของจังหวะเพลง” ที่ผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับ ซึ่งประเด็นนี้ Diamond 12.3i สอบผ่านด้วยคะแนนรวมที่สูงมาก ซึ่งจากประสบการณ์ผมเชื่อว่ายากที่จะหาลำโพงในระดับราคานี้ที่สามารถตอบสนองสปีดของจังหวะเพลงได้ถูกต้องแม่นยำมากเท่านี้.!!!
ส่วนตัวผมชอบจังหวะจะโคนของเพลง Quiet Man มากเป็นพิเศษ.. มันให้อารมณ์ที่ฟังแล้วรู้สึกสนุกแบบผู้ใหญ่ ไม่เอะอะมะเทิ่ง ไม่โฉ่งฉ่าง แต่มีลีลา ซึ่งลำโพง Diamond 12.3i คู่นี้สามารถแยกแยะสปีดในการบรรเลงของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นในเพลงนี้ออกมาได้ยินอย่างชัดเจน ใครเล่นช้าเล่นเร็ว รับรู้ได้ชัดหมด แทบจะนับจำนวนโน๊ตที่อยู่ในห้องได้เลย.. เยี่ยมมาก.!

อัลบั้ม : Nameless (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Dominique Fils-Aime
สังกัด : Ensoul Records
เพลง Birds ในอัลบั้มนี้ก็ถูกผมใช้อ้างอิงในการทดสอบลำโพงอยู่บ่อยๆ ซึ่งผมพบว่า ระหว่างลำโพงที่จูนคุณสมบัติทางด้าน “โทนัลบาลานซ์” มาดีกับจูนมาไม่ดีมันจะให้ลักษณะเสียงทุ้มของแทรคนี้ออกมาต่างกันเยอะมาก ลำโพงที่จูนทุ้มมาไม่ดี บู๊สต์ทุ้มมาเยอะๆ จะให้เสียงทุ้มในเพลงนี้ออกมาในลักษณะที่ล้นและตื้อ ฟังแล้วจะรู้สึกอึดอัด เพราะทุ้มไม่ผ่อน สาเหตุมักจะเป็นเพราะตัวลำโพงไม่สามารถตอบสนองความถี่ต่ำที่ลงได้ลึกพอ ซึ่งอาจจะมาจากตัวตู้ที่ไปขวางกั้นการทอดตัวของความถี่ย่านต่ำ คำนวนปริมาตรอากาศภายในตัวตู้ผิด ทำให้ความถี่ต่ำไม่สามารถทอดตัวลงไปในระดับต่ำกว่าได้อย่างราบเรียบ หางเสียงทุ้มจึงเกิดความอื้ออึง ปูดบวมขึ้นมาเบียดกับเสียงกลางต่ำ ฟังแล้วจะรู้สึกอึดอัด ซึ่งข้อนี้ผมพบว่า Diamond 12.3i สอบผ่านไปได้หวุดหวิด คือต้นเบสของเพลงนี้จะมีอาการอื้อนิดๆ แต่พอเคลื่อนมาถึงส่วนของบอดี้และหางเสียงเบสก็ไหลลื่นไปได้อย่างนิ่มนวล ไม่ห้วนและไม่น้อยจนเกินไป มิหนำซ้ำ ถ้าพิจารณาจากขนาดตู้และขนาดวูฟเฟอร์แล้ว ต้องชมมันซะด้วยซ้ำไป.. เพราะเบสที่ลำโพงคู่นี้ให้ออกมามันเป็นขนาดที่แผ่ใหญ่เกินตัวไปมาก และไม่ใช่ใหญ่แบบเบอะบะนะ เป็นเสียงทุ้มที่มีความกระชับเก็บตัวดีซะด้วย..
ผลจากการที่ทีมออกแบบจัดโทนัลบาลานซ์ของลำโพงคู่นี้ด้วยการปรับปรุงท่อระบายเบสให้สามารถควบคุมการไหลเข้า–ออกของความถี่ต่ำจากตัวตู้ได้ดีขึ้น ลดเสียงรบกวนจากลมที่เสียดสีกับท่อเบสลง ทำให้เสียงทุ้มทอดตัวลงไปได้ต่ำมากขึ้น ราบลื่นมากขึ้น มีผลให้เสียงทุ้มของลำโพงคู่นี้ “ไม่โด่ง” ขึ้นมาเหมือนลำโพงราคาถูกๆ ทั่วไป จึงไม่ไปรบกวนเสียงในย่านกลางและแหลม เมื่อฟังเพลง Birds ในอัลบั้มนี้ ผมจึงยังคงได้ยินรายละเอียดในเสียงร้องของ Dominique Fils-Aime ที่ลอยเด่นชัด มีอิทธิพลเหนือเสียงเบสขึ้นมาอย่างชัดเจน แม้ว่าเบสจะกระชับ หนักแน่น แต่ก็ไม่สามารถกลบรัศมีของเสียงร้องได้

อัลบั้ม : เพลงดังตลอดกาล (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : สุรพล สมบัติเจริญ
สังกัด : เมโทร
เสียงร้องของสุรพล สมบัติเจริญจากเพลง “16 ปีแห่งความหลัง” ในอัลบั้มชุดนี้ยืนยันให้เห็นถึงความสามารถในการถ่ายทอดเสียงกลางที่มีความเที่ยงตรงสูง คือมันสามารถถ่ายทอดลักษณะที่เป็น “บุคลิกเฉพาะ” ของเสียงร้องของสุรพล สมบัติเจริญออกมาให้รับรู้ได้ตั้งแต่เสียงแรกที่ได้ยิน ถึงแม้ว่าเสียงของสุรพล สมบัติเจริญจะมีลักษณะเฉพาะที่โดดเด่นไม่เหมือนใครก็จริง แต่ถ้าคุณเคยลองฟังเสียงร้องของสุรพลจากเพลง “16 ปีแห่งความหลัง” ในอัลบั้มนี้กับลำโพงหลายๆ คู่ คุณจะพบว่า ลำโพงแต่ละคู่ให้เสียงของสุรพลออกมา “คล้ายกัน” แต่ “ไม่เหมือนกัน” และถ้าได้ฟังเทียบกันจริงๆ คุณจะรู้ได้ด้วยตัวเองว่า ลำโพงคู่ไหนให้เสียงของสุรพลออกมาใกล้เคียงกับ “ตัวจริง” ได้มากกว่ากัน..

อัลบั้ม : Rachmaninoff: Sysmphonic Dances, etudes-tableaux & Vocalise (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Eiji Oue & Minnesota Orchestra
สังกัด : Reference Recordings
ก่อนจบการทดสอบ ผมก็อยากลองดูว่าลำโพงราคาถูกๆ คู่นี้จะสามารถเล่นเพลงคลาสสิกออกมาได้ดีแค่ไหน.? โดยเลือกเอาชิ้นงานโหดๆ มาทดลองฟัง เป็นงานเพลงชุด Symphonic Dances จากผลงานประพันธ์ของคีตะกวีชาวรัสเซีย Sergei Rachmaninoff บรรเลงโดยวงซิมโฟนี ออเคสตร้า Minnesota Orchestra ควบคุมวงโดยคอนดักเตอร์ชาวญี่ปุ่น Eiji Oue ซึ่งเป็นงานเพลงที่มีทั้งช่วงที่เบามากๆ และช่วงที่ดังมากๆ สลับไปตลอดทั้ง 3 มูพเม้นต์ ถือว่าเป็นลักษณะเฉพาะของเพลงคลาสสิกแนวนี้ ซึ่งลำโพงที่จะรับมือกับลักษณะเฉพาะของเพลงแบบนี้ได้ดี ต้องเป็นลำโพงที่สามารถตอบสนองกับไดนามิกเร้นจ์ที่กว้างมากพอที่จะสามารถ “ขุด” รายละเอียดของช่วงเบาออกมาให้ได้ยิน ในขณะที่ยังสามารถ “รักษาทรง” ของช่วงพีคเอาไว้ไม่ให้มีอาการแตกปลายด้วย
ด้วยสเปคฯ Peak SPL ของ Diamond 12.3i ที่ทยานไปได้สูงถึง 102dB ทำให้ลำโพงคู่นี้สามารถถ่ายทอดเสียงช่วงโหมในมูพเม้นต์แรกของเพลง Symphonic Dances คือท่อน No. 1, Non allegro-Lento-Tempo ซึ่งมีท่วงทำนองคุ้นหู ออกมาได้อย่างมีพลัง มีความพลิ้วของกลุ่มเครื่องสายออกมาให้ได้ยิน รับรู้ได้ถึงแอมเบี้ยนต์ของฮอลล์ที่ใช้บันทึกเสียงออกมาให้สัมผัสได้เลาๆ ซึ่งส่วนที่ยังทำได้ไม่ดีมากก็คือการถ่ายทอดรายละเอียดช่วงที่เบามากๆ ที่มีอาการจมหายไปบ้างแต่โดยรวมแล้ว ถ้ามองในเชิงอรรถรสในการฟังเพลงคลาสสิกก็ต้องนับว่าเกินคาดแล้วสำหรับลำโพงระดับนี้ เพราะตอนผมลองฟังเพลงคลาสสิกที่เป็นแนวแชมเบอร์ วงเล็กที่บรรเลงด้วยเครื่องสาย 3 – 6 ชิ้น ก็ได้อรรถรสที่ดีน่าพอใจ
Diamond 12.3i ในห้องรับแขก


ช่วงท้ายของการทดสอบ ผมยก Diamond 12.3i เข้าไปเซ็ตอัพใช้งานในห้องรับแขก ร่วมกับทีวี OLED ของ Sony รุ่น A8F ส่วนแอมป์นั้น ผมทดลองขับ Diamond 12.3i ด้วยแอมป์สองชุด ชุดแรกเป็นอินติเกรตแอมป์ all-in-one ของ LEAK รุ่น Stereo 230 (REVIEW) ส่วนชุดที่สองเป็น DAC/Pre ของ LAiV Audio รุ่น Crescendo VERVE บวกกับเพาเวอร์แอมป์ของแบรนด์เดียวกันรุ่น Crescendo CHORUS ซึ่งวิธีเชื่อมต่อสัญญาณนั้น ผมใช้สายไฟเบอร์ TosLink เชื่อมต่อสัญญาณจากเอ๊าต์พุตช่อง Optical ของทีวีไปเข้าที่อินพุต Optical ของ LEAK ‘Stereo 230’ กับช่องอินพุต Optical ของตัว Crescendo VERVE
หลังติดตั้งเสร็จ Diamond 12.3i ช่วยทำให้ห้องรับแขกของผมดูดีมีสีสันขึ้นมาทันที ทีวีของผมขนาด 65 นิ้ว พอเอาลำโพงคู่นี้มาวางขนาบข้างๆ พบว่าขนาดของลำโพงมันกำลังพอดี ดูลงตัวกับพื้นที่ห้องรับแขกที่มีสัดส่วนประมาณ 4 x 5 หรือ 4 x 6 ตรม. ไม่ใหญ่เกินไป ส่วนเสียงนั้นดีขึ้นมาก เสียงเปิดกระจ่างตลอดทั้งย่าน รายละเอียดปรากฏชัดเจนออกมามากขึ้น ไดนามิกก็ดีขึ้น ตอนดูหนังจาก Netflix จะรับรู้ได้ชัดมากถึงสนามเสียงที่แผ่กว้าง ในหนังบางเรื่องให้เสียงที่ลอยออกไปไกลกว่าตำแหน่งลำโพงอย่างชัดเจน ทั้งๆ ที่ตั้งเอ๊าต์พุตที่ทีวีเป็นระบบ PCM สเตริโอ แต่บางครั้งจะรู้สึกเหมือนกำลังฟังระบบเสียงเซอร์ราวนด์.!

ที่ผมชอบเป็นพิเศษคือคุณภาพเสียงโดยรวมที่ดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับเสียงจากลำโพงของทีวี โดยเฉพาะตอนใช้ฟังเพลงจากช่อง YouTube ซึ่ง Diamond 12.3i ทำให้เสียงเพลงที่บรรเลงด้วยวงออเคสตร้าฟังดูแพงขึ้น มิติ–เวทีเสียงโอ่อ่ามากขึ้น และด้วยความที่มันเป็นลำโพงตั้งพื้น เมื่อจับกับแอมป์ที่มีคุณภาพสูงอย่าง LAiV Audio รุ่น Crescendo CHORUS มันไปด้วยกันเป็นปี่เป็นขลุ่ยเลย กำลังขับ 50W ต่อข้างของ Crescendo CHORUS ดันรายละเอียดจาก Diamond 12.3i ออกมาได้อย่างหมดจด แถมยังได้ความนวลเนียนของเนื้อเสียงที่ดีน่าพอใจอีกด้วย..
สรุป
ถ้าคุณชอบฟังเพลงคลาสสิกและอยากฟังเพลงดีๆ ให้มีคุณภาพกับลำโพงคู่นี้ แนะนำให้ใช้แหล่งต้นทางที่มีคุณภาพสูงๆ หน่อย ใช้งบประมาณให้สูงกว่าราคาลำโพงขึ้นไปสัก 2 – 3 เท่า ได้เลย ส่วนแอมป์ก็เช่นเดียวกัน ให้ใช้แอมป์ที่มีราคาสูงกว่าลำโพงสองเท่าขึ้นไป จะทำให้ได้ประสิทธิภาพจากลำโพงออกมาเต็มที่มากขึ้น
จริงๆ แล้ว ตอนแรกผมไม่ได้คาดหวังอะไรจากลำโพงคู่นี้มาก จะว่าไปแล้ว รีวิวนี้มันเริ่มต้นด้วยความสงสัยมากกว่าว่า ลำโพงตั้งพื้นยุคปัจจุบันที่มีราคาไม่ถึงสามหมื่นบาทต่อคู่ จะให้เสียงออกมาเป็นแบบไหน.? มันจะใช้ฟังเพลงแล้วสามารถทำให้ผมเข้าถึงอรรถรสของเพลงได้หรือเปล่า.? กับราคาสองหมื่นกว่าบาทต่อคู่มันถูกไปมั้ย.? ราคาแค่นี้มันพอที่จะทำให้ผมคาดหวังคุณภาพเสียงจากมันได้สักกี่มากน้อย..?? แต่หลังจากได้ทดสอบมันแล้ว ผมพูดได้คำเดียวสั้นๆ ว่า.. อึ้งครับ.!!! ถ้าไม่เชื่อผม คุณควรจะหาโอกาสไปทดลองฟังด้วยหูตัวเองสักครั้ง.. แนะนำว่าก่อนฟัง อย่าตั้งความหวังไว้เยอะนะ เพราะลำโพงคู่นี้ราคาแค่ 21,900 บาท เท่านั้นเอง..

*** HIGHLY RECOMMENDED!!! ***
สำหรับ
ลำโพงตั้งพื้น ระดับราคา *** ไม่เกิน 25,000 บาท / คู่ ***
**********************
ราคา : 21,900 บาท / คู่
**********************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
บ. ไฮไฟ ทาวเวอร์ จำกัด
โทร. 02-881-7273-7
facebook: hifiTowerShop



