รีวิว Magnepan รุ่น MG2.7i

หลังจากทดสอบรุ่น LRS+ (REVIEW) กับรุ่น MG1.7i (REVIEW) ไปแล้ว มันทำให้ผมรับรู้ถึง พฤติกรรมที่เป็นนิสัยเฉพาะตัวของลำโพงที่ออกแบบด้วยแผ่นพลาน่าร์ยี่ห้อนี้อยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือว่า มันเป็นลำโพงที่ให้เสียงดีขึ้นไปเรื่อยๆ ตามลำดับของรุ่นที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งก็เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับลำโพงแบรนด์อื่นๆ คือรุ่นใหญ่เสียงจะดีกว่ารุ่นเล็ก เพียงแต่ว่า ลำโพงบางยี่ห้อ บางซีรี่ย์มีโอกาสที่รุ่นใหญ่ขึ้นไปอาจจะ ดีกว่ารุ่นที่เล็กลงไป แค่บางประเด็นอย่างเช่น ได้เบสดีกว่ารุ่นเล็กในขณะที่บางประเด็นกลับสู้รุ่นเล็กไม่ได้ อย่างเช่น กลางแหลมสู้รุ่นที่เล็กกว่าไม่ได้ก็มี ในขณะที่แบรนด์ Magnepan นั้น รุ่นที่ ใหญ่กว่าจะให้ผลทางเสียงออกมา ดีกว่า” รุ่นที่เล็กกว่า “ทุกด้าน.!!

เมื่อเป็นเช่นนั้น ถ้าเงินไม่ใช่ปัญหา หากว่าต้องการเสียงจากลำโพง Magnepan ที่ดีที่สุด เราก็ควรจะเล่นรุ่นใหญ่สุดไปเลยใช่มั้ย.? ใช่.. ถ้า ขนาดห้องกับ กำลังขับของแอมป์ที่คุณใช้อยู่สามารถรับมือกับมันได้..!!!

ขนาดห้อง vs. ขนาดลำโพง

ขนาดห้อง” vs “ขนาดลำโพงนี่คือเงื่อนไขแรกของกระบวนการ แม็ทชิ่งที่จะทำให้ได้เสียงออกมา ดีที่สุดในห้องใดๆ ซึ่งลำโพงที่ ใหญ่เกินขนาดของห้องจะรองรับได้ กับลำโพงที่ เล็กกว่าขนาดของห้องฟังเยอะๆ ต่างก็ให้เสียงที่ ไม่สมบูรณ์แบบคือมีลักษณะใดลักษณะหนึ่งที่เกินหรือน้อยกว่าความพอดีออกมาเสมอ โดยทางปฏิบัติแล้ว ลำโพงที่ให้เสียงออกมาดีที่สุดในห้องหนึ่งๆ มักจะเป็นลำโพงที่มีขนาด ใหญ่ที่สุด” เท่าที่ ขนาดของห้องฟังนั้นสามารถรับมือได้

ปัจจัยหลักที่ทำให้ ลำโพงกับ ห้องทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัวถึงระดับที่เรียกว่า perfect matching อยู่ที่ ปริมาณของเสียงทุ้มที่ลำโพงคู่นั้นสร้างออกมาในห้องนั้น ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับ ขนาดภายนอกของตัวลำโพงเอง เพราะลำโพงที่มีขนาดตัวตู้ใหญ่กว่าอาจจะผลิตความถี่ต่ำออกมาในปริมาณที่น้อยกว่าลำโพงที่มีขนาดตัวตู้เล็กกว่าก็มี ด้วยเหตุนี้ จึงยากที่จะคาดคะเนความลงตัวพอดีระหว่าง ขนาดลำโพง vs. ขนาดห้องจนกว่าจะได้นำลำโพงคู่นั้นไปทดลองเซ็ตอัพและปรับจูนในห้องจริงๆ เท่านั้น

ลักษณะของ เสียงทุ้มที่ลงตัวในห้องหนึ่งๆ หมายถึงเสียงทุ้มที่มีทั้ง ความถี่ต่ำที่ลงได้ลึก และมี ความกระชับตึงตัว เก็บตัวดี หางเสียงไม่รุ่มร่าม สามารถคลี่คลายพลังงานได้อย่างเป็นลำดับ ไม่ทำให้เกิดความถี่ต่ำสั่นค้าง (resonant) จนมีอาการอื้ออึง และเป็นเสียงทุมที่มี ปริมาณที่สมดุลกับ ปริมาณของความถี่ในย่านกลางแหลมด้วย (ให้โทนัลบาลานซ์ที่ดี)

Magnepan MG2.7i
ใหญ่ไปมั้ย.? กับขนาดห้อง 3.6 x 6.6 ตรม.

ถ้ามองด้วยสายตา เชื่อว่า ร้อยทั้งร้อยคงจะต้อง รู้สึกว่า MG2.7i คู่นี้ ใหญ่เกินไปเมื่อเทียบกับขนาดห้องของผม.!

เชื่อเลยว่า สาเหตุที่ชวนให้ทุกคน รู้สึกแบบนั้นน่าจะเป็นเพราะขนาด ความกว้างและ ความสูงของลำโพงคู่นี้นั่นเอง เพราะโดยปกติแล้ว ลำโพงแบบตู้ที่ใช้ไดเวอร์กรวยไดนามิกและมีแผงหน้ากว้างมากถึง 55 .. นั้น สามารถติดตั้งวูฟเฟอร์ขนาดใหญ่ได้ถึง เกือบๆ 20 นิ้ว เลยทีเดียว (ยกตัวอย่างเช่น ลำโพงรุ่น Alexx V ของแบรนด์ Wilson Audio นั้น ใช้วูฟเฟอร์ขนาด 12.5 นิ้ว ทั้งๆ ที่มีแผงหน้าแคบกว่า MG2.7i คือแค่ 40 .. เท่านั้น.!!) แต่หลังจากทำการแม็ทชิ่งและเซ็ตอัพลงไปในห้องฟังของผมแล้ว พบว่า ห้องฟังขนาด 3.6 x 6.6 ตรม. ของผมสามารถรับมือกับ MG2.7i ได้สบายๆ

ไดเวอร์พลาน่าร์ของ Magnepan ทำงานยังไง.?

ผมได้เขียนอธิบายส่วนประกอบและการทำงานของไดเวอร์ Planar ของ Magnepan ไว้อย่างละเอียดแล้วในรีวิว Magnepan รุ่น LRS+ (REVIEW) รบกวนให้ไปอ่านจากที่นั่นนะ

ความแตกต่างระหว่างรุ่น LRS+, MG1.7i และ MG2.7i

อย่างแรกคือ ขนาดของตัวลำโพงทั้งสามรุ่นคือ LRS+, MG1.7i และ MG2.7i ซึ่งจะขยายใหญ่ขึ้นมาตามลำดับรุ่น ทั้งทางด้าน ความกว้างและ ความสูงเมื่อยกเข้ามาในห้องจึงรู้สึกได้ชัดมากถึงความแตกต่างของขนาดของทั้งสามรุ่น ส่วน ความหนากลับไม่ต่างกันมาก ทางด้าน น้ำหนักรุ่น LRS+ (7.92kg / ข้าง) จะต่างจากอีกสองรุ่นอยู่พอสมควร ในขณะที่ MG1.7i (17.2kg / ข้าง) กับ MG2.7i (23.6kg / ข้าง) จะมีสัดส่วนความแตกต่างลดลง

มองด้านข้างจะเห็นความบางได้ชัด.!

แผงพลาน่าร์ที่ใช้สร้างความถี่เสียงของ Magnepan ทั้งสามรุ่น มีลักษณะที่แบนและบางเหมือนบานประตู โดยมีผ้าโปร่งบางๆ (ที่มีให้เลือกสีได้) คลุมแผงพลาน่าร์ไว้หมดทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ในรุ่น MG1.7i ตรงขอบด้านข้างซ้าย/ขวาของแผงพลาน่าร์จะมีแผ่นอะลูมิเนียมโค้งๆ (มีหลายสีให้เลือก) ตีประกบเป็นกรอบไว้ที่ด้านข้างซ้ายและขวา ในขณะที่รุ่น MG2.7i จะมีแผ่นไม้ตีประกบเป็นกรอบไว้ที่ด้านข้างซ้าย/ขวา ยื่นออกมาเป็นปีก ซึ่งรุ่นที่สูงขึ้นไปกว่า MG2.7i จะมีกรอบไม้แบบนี้ประกบอยู่ทุกรุ่น แสดงเป็นสัญลักษณ์ว่าเป็นรุ่นใหญ่

MG2.7i ที่ผมได้รับมาทดสอบนี้ ใช้กรอบไม้ที่ทำเป็นสีทอง กว้าง 6.5 .. (ประมาณ 2.5 นิ้ว) ประกบอยู่ทั้งสองข้าง ตลอดความสูงของตัวลำโพง ซึ่งทำให้ MG2.7i แลดูหรูหรากว่ารุ่น MG1.7i และ LRS+ ขึ้นมาอีกระดับ

ขาตั้ง

เรียบง่ายมากๆ สำหรับขาตั้งของ MG2.7i เหมือนกับขาตั้งของรุ่น MG1.7i เป๊ะ คือทำด้วยเหล็ก 2 ชิ้น พ่นสีดำ เอามาเชื่อมให้ตั้งฉากกัน ซึ่งผู้ผลิตเรียกมันว่า T-foot หรือขาตั้งตัวที โดยเส้นที่ยาวกว่าเป็นส่วนที่วางทาบอยู่บนพื้นเพื่อรับน้ำหนักของตัวลำโพง ส่วนชิ้นที่สั้นกว่ามีน็อตเกลียวปล่อยตัวใหญ่ยึดส่วนฐานของแผงลำโพงเอาไว้ ดูง่ายๆ เหมือนไม่มีอะไร แต่พอติดตั้งเข้าไปแล้วมันก็ให้ความรู้สึกที่มั่นคงแน่นหนา ใช้งานได้ดี

ริบบ้อนทวีตเตอร์แท้ๆ (True Ribbon Tweeter)

แม็กนีแพนเริ่มเปิดตัวริบบ้อนทวีตเตอร์ออกมาเมื่อ ปี 1983 โดยนำไปใช้ในรุ่น MG-III กับรุ่น T-IV หลังจากนั้น ไดเวอร์ริบบ้อนทวีตเตอร์ก็จะถูกนำไปใช้กับลำโพง Magnepan รุ่นท็อปๆ มาโดยตลอด รวมทั้งรุ่น MG2.7i คู่นี้ด้วย ซึ่งพวกเขาจะมีแผ่น protection ลักษณะเป็นแผ่นโลหะบางๆ ที่ใช้ปิดทับตรงตำแหน่งที่เป็นแผ่นริบบ้อนเอาไว้ (ดูดติดกับโครงสร้างของริบบ้อนด้วยแรงแม่เหล็ก) เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดกับแผ่นริบบ้อน ก่อนใช้งานต้องดึงแผ่นโลหะนี้ออกด้วย

แผงริบบ้อนทวีตเตอร์สูง 94 .. (วัดเฉพาะแผงริบบ้อน) มองจากด้านหลังของตัว MG2.7i

เข้าไปส่องใกล้ๆ จะเห็นว่าเป็นริบบ้อนทวีตเตอร์ที่ Magnepan ออกแบบและสร้างขึ้นมาเอง มีจดสิทธิบัตรไว้ด้วย ไม่ได้ไปใช้ริบบ้อนทวีตเตอร์ของแบรนด์อื่น

ซึ่ง MG2.7i เป็นลำโพงรุ่น เล็กสุดในกลุ่มของลำโพง Magnepan ที่ใช้ทวีตเตอร์ริบบ้อนในการสร้างความถี่สูง ส่วนรุ่นที่สูงกว่า MG2.7i ขึ้นไป นั่นคือรุ่น MG3.7i, รุ่น MG20.7 และรุ่น MG30.7 ต่างก็มีริบบ้อนทวีตเตอร์เข้ามาช่วยสร้างความถี่สูงทั้งสิ้น ซึ่งผลจากการใช้ริบบ้อนทวีตเตอร์นี่เอง ทำให้การตอบสนองความถี่ของ MG2.7i ขยับสูงขึ้นไปถึง 30kHz มากกว่ารุ่น MG1.7i ที่ไปได้แค่ 24kHz ในขณะที่ความถี่ต่ำทำได้เท่ากันคือ 40Hz

ขั้วต่อสายลำโพง

MG2.7i ถูกกำหนดให้เป็นลำโพง 3 ทาง ที่ใช้ไดเวอร์พลาน่าร์ทำการสร้างความถี่ในย่านกลางและทุ้ม ส่วนความถี่สูงเป็นหน้าที่ของริบบ้อนทวีตเตอร์

ขั้วต่อสายลำโพงของ MG2.7i จะติดตั้งอยู่ที่แผงด้านหลัง ช่วงล่างๆ ใกล้พื้นห้อง ซึ่งคุณจะพบช่องต่อสำหรับสายลำโพงที่มีตัวอักษรกำกับไว้ว่า AMPLIFIER แค่ชุดเดียว ส่วนที่ถัดลงมาอีก 2 ช่องต่อ นั้นจะมีจั๊มเปอร์ที่เป็นแท่งโลหะเสียบอยู่ โดยที่ช่องแรกที่ถัดลงมาจะมีตัวอักษรคำว่า MIDRANGE/ATTENUATOR เขียนกำกับไว้ ส่วนช่องที่สามที่ถัดลงมาอีกก็มีแท่งโลหะจั๊มเปอร์เสียบคาอยู่ โดยมีตัวอักษรคำว่า TWEETER/ATTENUATOR กำกับไว้

ความหมายคือ ลำโพงคู่นี้ใช้วงจรเน็ทเวิร์คที่แยกความถี่ตั้งแต่ 40Hz ขึ้นไปจนถึง 30kHz ออกเป็น 3 ส่วน แต่ไม่ได้ระบุจุดตัดความถี่ของแต่ละช่วงเอาไว้ พวกเขากำหนดจุดขาเข้าของสัญญาณจากเพาเวอร์แอมป์ไว้ที่ขั้วต่อบนสุดที่กำกับไว้ว่า AMPLIFIER แค่ ชุดเดียวสรุปว่าการเชื่อมต่อสายลำโพงกับ MG2.7i เป็นแบบ Single-Wire ไม่ใช่แบบ Tri-Wire เพราะขั้วต่ออีกสองชุดที่อยู่ถัดลงมานั้น เขาไม่ได้เอาไว้ให้เสียบสายลำโพง แต่เอาไว้ให้เสียบ ตัวต้านทาน” (Resistor) เพื่อลดความดังของเสียงในย่านกลางกับย่านแหลมนั่นเอง

การจูนความดังของ Tweeter กับ Midrange

ในกล่องที่บรรจุลำโพง MG2.7i จะมีตัวต้านทานมาให้ 4 ตัว เป็นตัวต้านทานแบบเซรามิกแท่งขาวๆ ที่มีค่าความต้านทาน 1 โอห์ม / 10 วัตต์ ซึ่งผู้ผลิตให้ข้อมูลพร้อมคำแนะนำเอาไว้ว่า ถ้าคุณพบว่า เสียงแหลมของ MG2.7i มีปริมาณมากเกินไป และต้องการ ปรับลดปริมาณเสียงแหลมลง ก็ให้เอาตัวต้านทานที่ผู้ผลิตให้มาไปเสียบเข้าที่ช่องเสียบชุดล่างสุด โดยขันน็อต Set Screw ให้คลายลงแล้วดึงแท่งจั๊มเปอร์ออกมา จากนั้นก็ดัดขาตัวต้านทานแล้วสอดเข้าไปแทนที่แท่งจั๊มเปอร์ (ตามรูป B) ขันน็อตกลับเข้าไปให้แน่น เสียงแหลมก็จะเบาลงไป

ส่วนเสียงกลางก็สามารถปรับลดความดังได้เหมือนกัน แต่ทางผู้ผลิตพูดทำนองว่า คุณไม่น่าจะรู้สึกว่าเสียงกลางมากเกินไป (ประมาณว่าเขามั่นใจว่าได้ทำการปรับจูนเสียงกลางมาดีแล้ว เบากว่านี้ไม่น่าจะดี.!) แต่ถ้าคุณยืนยันว่าเสียงกลางมันโด่งมากเกินไป ไม่ชอบ ไม่ถูกใจ ก็สามารถใช้ตัวต้านทาน /10W ที่ให้มาเสียบเข้าไปแทนที่จั๊มเปอร์ในช่องต่อ MIDRANGE/ATTENUATOR ถ้าใช้ตัวต้านทาน มันลดเสียงกลางมากเกินไป คุณก็สามารถสั่งซื้อตัวต้านทานที่มีค่า ½Ω (0Ω5) มาใช้ลดความดังของเสียงกลางได้ ทางผู้ผลิตเขามีขาย

ถ้าคุณติดตั้งตัวต้านทานเข้าไปที่มิดเร้นจ์และทวีตเตอร์ทั้งสองตัว ก็เท่ากับว่า คุณได้เพิ่มความต้านทานเข้าไปในระบบเน็ทเวิร์คเพื่อปรับลดความดังของเสียงกลางไปถึงเสียงสูง รวมกันเท่ากับ ซึ่งทางผู้ผลิตได้แนะนำไว้ว่า ไม่แนะนำให้ปรับลดความดังโดยรวมลงไป มากกว่า เพราะจะมีผลทำให้เสียงแหลมเบาเกินไป ในการปรับจูนปริมาณกลางแหลม (ก็คือจูน โทนัลบาลานซ์นั่นแหละ.!) อีกทางหนึ่งคือการจูนผ่านทางสายลำโพง ถ้าคุณสามารถวัดค่าความต้านทานของสายลำโพงได้ โดยแนะนำไม่ให้ความต้านทานของสายสูงเกิน เพราะถ้า เกิน 2 โอห์มขึ้นไป จะทำให้เสียงแหลมของ MG2.7i มีลักษณะที่อับทึบเกินไป

*** ต้องขอย้ำเตือนอีกทีว่า ช่องเสียบทั้งสองที่อยู่ใต้ช่องเสียบสายลำโพงที่พิมพ์กำกับไว้ว่า AMPLIFIER นั้น ไม่ได้มีไว้ให้ใช้ต่อสายลำโพงแบบไบไวร์ฯ นะ ซึ่งผู้ผลิตได้เขียนเตือนไว้ชัดเจนว่า ถ้าผู้ใช้พยายามใช้งานด้วยการเชื่อมต่อสายลำโพงแบบไบไวร์ฯ หากเกิดความเสียหายขึ้น ทางเจ้าผลิตภัณฑ์จะไม่ขอรับผิดชอบใดๆ ***

ฟิวส์

ลำโพงแผ่นฟิล์มประเภทนี้มีแนวโน้มเหมือนๆ กันอยู่อย่างหนึ่ง คือชอบแอมป์ที่สามารถ จ่ายกระแส ได้สูงๆ ซึ่งสื่อหลายๆ สำนักที่มีโอกาสได้ทดสอบลำโพง Magnepan รุ่น MG2.7i คู่นี้ต่างก็แนะนำให้ใช้แอมป์ที่มีกำลังขับ อย่างต่ำ150 – 160W ต่อข้างที่โหลด 4 โอห์ม ก็จะได้เสียงที่ฟังดี แต่ถ้าต้องการให้ได้ คุณภาพเสียงสูงสุดพวกเขาแนะนำให้ใช้กำลังขับสูงๆ คือตั้งแต่ 200W ที่โหลด 4 โอห์ม ขึ้นไป

ถ้าเปลี่ยนมุมมองมาทางผู้ผลิต จะพบว่า ไม่มีการระบุตัวเลข กำลังขับต่ำสุด กำลังขับสูงสุดเอาไว้ในสเปคฯ ของ MG2.7i แต่ในทางปฏิบัตินั้น พวกเขาได้ใช้ ฟิวส์แบบ 3AG เข้ามาป้องกันไม่ให้กำลังขับที่ มากเกินไปผ่านเข้าไปทำอันตรายกับไดเวอร์มิดเร้นจ์ และไดเวอร์ริบบ้อนทวีตเตอร์ ซึ่งฟิวส์ทั้งสองตัวนั้นมีค่าต่างกัน ตัวที่ใช้ป้องกันความเสียหายของไดเวอร์มิดเร้นจ์มีความสามารถในการทนกระแสอยู่ที่ 4 แอมป์ ในขณะที่ฟิวส์ตัวที่ใช้ป้องกันความเสียหายของตัวริบบ้อนทวีตเตอร์ทนกระแสสูงสุดได้น้อยกว่า คือได้แค่ 2.5 แอมป์ เท่านั้น ในคู่มือ ผู้ผลิตมีคำแนะนำเกี่ยวกับฟิวส์เหล่านี้ไว้ว่าห้ามต่อตรงโดยเด็ดขาด หรือถ้าคุณจะซนอยากลองเปลี่ยนฟิวส์เพื่อเล่นกับเสียงก็สามารถทำได้ เขาไม่ได้ห้าม เพียงแต่ว่า ไม่แนะนำให้ใช้ฟิวส์ที่มีสเปคฯ ในการทนกระแสที่ สูงกว่าค่าที่เขาติดตั้งมากับตัวลำโพง คือตัวที่ใช้กับไดเวอร์มิดเร้นจ์ต้องไม่เกิน 4 แอมป์ ส่วนตัวที่ใช้กับริบบ้อนทวีตเตอร์ต้องไม่เกิน 2.5 แอมป์ ถ้าใช้ฟิวส์ที่มีสเปคฯ สูงกว่ามาตรฐานที่พวกเขาใช้แล้วเกิดความเสียหายกับไดเวอร์ฯ ผู้ผลิตจะถือว่าการประกันสิ้นสุดลงทันที (*ในการฟังทดสอบครั้งนี้ ผมใช้ฟิวส์ที่มากับลำโพงทั้ง 2 ตัว ตลอดการทดสอบ)

แม็ทชิ่ง

ลำโพงแผ่นฟิล์มไร้ตู้แบบ Magnepan ลักษณะนี้ ต้องการแอมป์ที่มี กำลังขับสูงๆ อย่างที่หลายๆ คนว่าไว้จริงๆ ต้นเหตุอยู่ที่ ความไว” (sensitivity) ที่ถูกออกแบบมาให้อยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ จุดประสงค์คือต้องการดึงกำลังขับจากเพาเวอร์แอมป์มาเยอะๆ เพื่อทำให้ไดอะแฟรมของลำโพงแผ่นฟิล์มมีพลังมากพอในการผลักดันมวลอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่จำเป็นต้องทำอย่างนี้ก็เพราะลำโพงแผ่นแบบนี้ไม่มีแรงอัดของมวลอากาศในตัวตู้คอยช่วยหนุนไดอะแฟรมในการผลักดันอากาศเหมือนลำโพงตู้ที่ใช้ไดเวอร์กรวยไดนามิกนั่นเอง

จากข้อมูลใน Specifications ของ MG2.7i ข้างบนนั้นจะเห็นว่า พวกเขาไม่ได้บอกตรงๆ ว่าต้องการ กำลังขับต่ำสุดกับ กำลังขับสูงสุดเท่าไหร่ บอกแค่พฤติกรรมของลำโพงให้รู้ว่า ความไวอยู่ที่ 86dB ซึ่งจัดอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนไปทางต่ำ เมื่อเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดให้ความไว 88-90dB เป็นระดับปานกลาง ผสมกับความต้านทานเฉลี่ยของระบบลำโพงคู่นี้ที่ 4 โอห์ม ซึ่งก็เป็นความต้านทานที่ค่อนข้างต่ำอีก ก็ดูสอดคล้องกับความเห็นของสื่อเมืองนอกหลายสำนักที่บอกว่าลำโพง Magnepan รุ่น MG2.7i คู่นี้ต้องการแอมป์ที่มีกำลังขับสูงๆ บางสำนักอย่าง Future Audiophile ถึงกับระบุออกมาเป็นตัวเลขให้เห็นชัดๆ ว่า แอมป์ที่ขับ MG2.7i ให้ได้เสียงอยู่ในระดับที่ น่าพอใจควรจะมีกำลังขับ ไม่ต่ำกว่า 160W ที่ 4 โอห์ม ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่ได้โหดอะไรมากมายสำหรับยุคปัจจุบัน เพราะแอมป์ที่มีกำลังขับ 80W ต่อข้างที่ 8 โอห์ม และมีสำรองเต็ม 3dB คือสามารถจ่ายกำลังขับได้สองเท่าเป็น 160W ต่อข้างที่ 4 โอห์ม นั้นมีให้เลือกเยอะมาก และราคาก็ไม่ได้แรงด้วย

ผมทดลองใช้อินติเกรตแอมป์ตัวเล็กๆ ที่มีอยู่ในห้องฟัง 2 ตัว คือ Dared รุ่น Saturn Signature (REVIEW) ซึ่งเป็นแอมป์หลอด class-A ที่ให้กำลังขับสูงสุดอยู่ที่ 25W กับอีกตัวเป็นอินติเกรตแอมป์โซลิดสเตท รุ่น Stereo 230 ของ LEAK (REVIEW) ซึ่งใช้ภาคขยาย class-AB ที่ให้กำลังขับข้างละ 75W ที่ 8 โอห์ม และเพิ่มเป็น 115W ที่ 4 โอห์ม ซึ่งเสียงที่ได้จากการขับ MG2.7i อยู่ในระดับที่พอฟังเพลินๆ ได้ แต่ยังไม่ถึงระดับที่นักเล่นฯ พึงพอใจ

แต่เมื่อทดลองฟังเทียบกับตอนขับ MG2.7i ด้วยอินติเกรตแอมป์รุ่น Platina ของ QUAD ที่มีกำลังขับ 200W ที่ 8 โอห์ม และเพิ่มได้เป็น 300W ที่ 4 โอห์ม (Review Coming Soon!) พบว่า เสียงที่ได้ยินจากการขับด้วย Platina ทำให้พอเห็น เงาของ MG2.7i ปรากฏออกมาชัดเจนมากกว่าขับด้วยแอมป์สองตัวแรก หลายๆ ด้านของเสียงออกมาดีกว่ามาก ทำให้ฟังแล้วรู้สึกอิ่มเอิมไปกับอรรถรสของเพลงได้มากกว่าเยอะ

ทว่า สุดท้ายแล้ว พอเจอกับแอมป์ชุดใหญ่ที่มีพลังล้นเหลืออย่าง LINNKlimax Solo 500’ (REVIEW) กับ Boulder1151ที่มีกำลังขับมากกว่า 200W ที่ 4 โอห์ม ขึ้นไป เสียงของ MG2.7i เหมือนโดนปลดล็อค.! เปิดเผยให้เห็น ตัวตนที่แท้จริงของ MG2.7i ออกมาอย่างหมดเปลือก เต็มๆ ตัว เสียงที่ออกมาจาก MG2.7i เหมือนมนต์วิเศษที่ทำให้แต่ละเพลงมีความสวยงามของลีลาที่น่าหลงไหล.!!!

เซ็ตอัพ

ถ้าคุณเข้าไปเปิดดูวิธีการเซ็ตอัพลำโพงของผู้ผลิตแบรนด์ Magnepan จะพบว่า ทุกรุ่นของยี่ห้อนี้จะแนะนำวิธีเซ็ตอัพไว้แบบเดียวกันหมด ตามภาพที่เห็นข้างบนนั้น ซึ่งผมทดลองเซ็ตอัพตามนั้นดูแล้ว ปรากฏว่าผมไม่ชอบลักษณะเสียงที่ได้ออกมา เซ็ตอัพแบบนี้มันขาดอิสระ การสวิงของไดนามิกทรานเชี้ยนต์ไม่สุด ส่วนไดนามิก คอนทราสน์ก็ไม่ต่อเนื่อง ไม่ผ่อนคลาย โดยรวมๆ มีความตึงตัวมากไป สุดท้ายคือ การเซ็ตอัพแบบที่เขาแนะนำมามันให้รูปวงเวทีเสียงที่มีรูปแบบคงที่ ไม่ปรับไปตามเพลง

สุดท้ายผมก็กลับมาใช้วิธีเซ็ตอัพแบบที่ผมใช้กับลำโพงทุกคู่รวมทั้ง Magnepan ทั้งสองรุ่นที่ผมทดสอบไปแล้ว นั่นคือ LRS+ กับรุ่น MG1.7i ซึ่งเป็นการเซ็ตอัพแบบเน้นระยะห่างซ้ายขวา มากกว่าการโทอิน จนมาพบจุดลงตัวของระยะห่างซ้ายขวาที่ให้ โฟกัสของเสียงดีที่สุด ทุกความถี่เฟสของลำโพงซ้ายขวาเคลื่อนเข้ามาซ้อนกันสนิทจริงๆ อยู่ที่ 184 .. ห่างกว่าตอนเซ็ตอัพรุ่น MG1.7i มากถึง 17 .. (รุ่น MG1.7i ระยะที่ซ้ายขวาลงตัวอยู่ที่ 167 ..) โดยที่หันด้านที่ติดตั้งริบบ้อนทวีตเตอร์เข้าด้านใน หลังจากได้ระยะโฟกัสแล้ว ผมก็ค่อยๆ ขยับลำโพง MG2.7i ทั้งสองข้างเข้าไปชิดผนังด้านหลังทีละนิด แล้วทดลองฟัง มาได้จุดที่โทนัลบาลานซ์สมดุลมากที่สุด และได้เสียงที่ตรึงแน่นมากที่สุดที่ระยะลำโพงห่างผนังหลังเท่ากับ 178 .. ซึ่งนอกจากโทนัลบาลานซ์สมดุลกับความตรึงแน่นแล้ว จุดนี้ยังให้เวทีเสียงที่มีความลึกกับความกว้างที่สมดุลมากที่สุดอีกด้วย

ผมเริ่มต้นทดลองฟังเสียงของ MG2.7i เพื่อปิดจบการทดสอบด้วยเซ็ตอัพตามนี้..

เสียงของ MagnepanMG2.7i

ก่อนจะไปพูดถึงลักษณะเสียงและคุณภาพเสียงของ MG2.7i ผมอยากจะคุยเรื่องเบิร์นฯ ลำโพงคู่นี้สักหน่อย คือ MG2.7i คู่ที่ผมได้รับมาทดสอบนี้คุณยะ ส่งมาแบบใหม่แกะกล่องกันเลย ซึ่งอยากจะเตือนไว้นิดนึงว่า แผงพลาน่าร์ที่ขับกลาง/ทุ้ม กับแผงริบบ้อนที่ขับแหลม มันใช้เวลาเบิร์นฯ ไม่เท่ากันนะ และช่วง 5 – 10 ชั่วโมงแรก ที่เปิดเบิร์นฯ ไม่ว่าจะเบิร์นฯ ด้วยเพลง หรือเบิร์นฯ ด้วยสัญญาณพิ้งค์น้อยซ์ แนะนำให้ เปิดวอลลุ่มแค่ปานกลาง ค่อนมาทางเบาหน่อย อย่าเพิ่งอัดหนักๆ หลังจากชั่วโมงที่สิบไปแล้ว ค่อยเร่งวอลลุ่มเพิ่มขึ้นจะช่วยถนอมตัวริบบ้อนได้ทางหนึ่ง

ก่อนที่ MG2.7i จะเข้ามาส่ง ผมเซ็ตอัพตัว MG1.7i ลองฟังล่วงหน้าอยู่ 2 – 3 วัน พอ MG2.7i มาถึงก็ยกแทนที่กันแล้วเปิดฟังทันที หลังจากขยับตำแหน่งคร่าวๆ พอได้โฟกัสประมาณหนึ่ง ผมก็พบว่า เสียงโดยรวมของ MG2.7i มันฉีกต่างออกไปจากรุ่น MG1.7i อย่างชัดเจน ทั้งที่ตอนผมอ่านสเปคฯ ของตัว MG2.7i ผมเดาว่า เสียงไม่น่าต่างจากรุ่น MG1.7i มาก เพราะตัวเลข Frequency Response ของ MG2.7i มันต่างกับรุ่น MG1.7i แค่นิดเดียว คือทางด้านความถี่ต่ำลงไปได้แค่ 40Hz เท่ากัน ส่วนความถี่สูงนั้น MG2.7i ไปได้ไกลกว่านิดหน่อยคือ 30kHz ในขณะที่ MG1.7i ไปได้แค่ 24kHz

แต่พอเปิดเพลงฟัง กลับกลายเป็นว่าเสียงมันต่างกันเยอะกว่าที่คิดมาก.! และไม่ใช่แค่เสียงแหลมไปได้ไกลกว่าเท่านั้น แม้แต่เสียงกลางและเสียงทุ้มของ MG2.7i ก็ยังอิ่มหนาและอวบใหญ่กว่ารุ่น MG1.7i ซึ่งน่าแปลก เพราะในสเปคฯ ระบุว่าความถี่ต่ำลงไปได้เท่ากันคือ 40Hz แต่พอมานั่งพิจารณาเหตุและผลอย่างถี่ถ้วน ผมก็ถึงบางอ้อ เพราะตัวเลข 40Hz นั้นเป็นตัวเลขความถี่ต่ำสุดที่ผู้ผลิตวัดมาจากการทำงานของลำโพง ซึ่งไดเวอร์ของ MG2.7i ที่รับความถี่ในย่านทุ้มไปทำงานนั้นมี ขนาดของแผงพลาน่าร์ที่ใหญ่กว่าของ MG1.7i มันจึงมีพื้นที่ในการผลักอากาศมากกว่า นั่นทำให้เห็นชัดเลยว่า แม้จะเป็นเสียงโน๊ตดนตรีที่อยู่ในย่านความถี่เดียวกัน ตัว MG2.7i ก็ให้บอดี้ของโน๊ตตัวนั้นออกมาหนากว่า แน่นกว่า และอิ่มกว่า อย่างชัดเจน.!

เพลง : I Can’t Stand The Rain (FLAC-24/96)
อัลบั้ม : I’m Alright
ศิลปิน : Woong San
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/track/96461945/u)

เพลงนี้มีหลายอย่างที่บ่งชี้ ตัวตนของ MG2.7i ออกมาให้เห็นได้อย่างชัดเจนมาก เมื่อจับคู่กับเพาเวอร์แอมป์ที่มีสมรรถนะมากพออย่าง Klimax Solo 500 และ Boulder1151ลำโพงแบนๆ คู่นี้ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า เสียงทุ้มของมันมีความยอดเยี่ยมแค่ไหน ไม่ว่าคุณจะจินตนาการเกี่ยวกับเสียงทุ้มของ MG2.7i ไว้แบบไหน ถ้ามีโอกาสได้ยินเสียงทุ้มในเพลงนี้เชื่อว่าคุณต้องปรับเปลี่ยนความคิดทั้งหมดที่มีต่อลำโพงแผ่นทรงแบนบางแบบนี้ไปเลย.!!

ความจำเป็นอย่างเดียวที่ MG2.7i ต้องการเพื่อให้มันสามารถแสดงตัวตนที่แท้จริงออกมาได้ก็คือ สมรรถนะของแอมป์ที่ใช้ขับมันเท่านั้น ซึ่งต้องมีกำลังขับมากพอที่จะสามารถ ควบคุมให้ไดอะแฟรม (แผ่นพลาร์น่า) ของมันขยับตัวผลักอากาศได้อย่างเต็มที่ และสามารถหยุดตัวลงได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเมื่อได้จับคู่กับ Klimax Solo 500 และ 1151 เสียงทุ้มที่น่าอัศจรรย์ใจของ MG2.7i คู่นี้ก็ปรากฏออกมาให้สัมผัส

ด้วยแผงพลาร์น่าที่ใช้ขับความถี่ในย่านกลางและทุ้มที่มีขนาดใหญ่ ทำให้มันสามารถ ปั๊มเอาความถี่ต่ำที่มีทั้งความอิ่ม ใหญ่ และแน่นหนัก ออกมาให้ได้ยินอย่างชัดเจน และด้วยความเบาของแผงพลาร์น่าที่ทำหน้าที่เป็นไดอะแฟรม บวกกับความที่ไม่มีอากาศภายในตู้เข้ามาถ่วงการหยุดตัวของไดอะแฟรม ทำให้เสียงทุ้มที่มันขับออกมาจึงมีทั้งความกระชับ และความฉับไวของหัวเสียง และมีความสะอาดของหางเสียงออกมาพร้อมๆ กัน ซึ่งเป็นเสียงทุ้มที่มีคุณภาพ ดีกว่าเสียงทุ้มของลำโพงมีตู้หลายๆ คู่ที่มีราคาใกล้ๆ กันซะอีก

เพราะแผงพลาร์น่ามันเก็บตัวเร็วและก็ไวต่อการขยับตัว แถมยังหยุดตัวได้เร็วอีก เลยทำให้มันสามารถ สลัดรายละเอียดในแต่ละย่านเสียงให้หลุดกระจายออกมาในอากาศได้อย่างรวดเร็ว ทันกับสัญญาณอินพุตจากเพาเวอร์แอมป์ที่ป้อนเข้าไป ส่งผลให้รายละเอียดเสียงที่อยู่ในย่านกลางขึ้นไปสูงมี timing ที่แม่นยำ ไม่หน่วงช้า ต่อเนื่องไปถึงบุคลิกของเสียงที่สด กระจ่าง สมจริง เพราะความฉับไวของสัญญาณทรานเชี้ยนต์ที่ไดเวอร์แผ่นฟิล์มตอบสนองออกมา

ได้ยินเสียงร้องของ Woong San จากเพลงนี้แล้ว ผมค่อนข้างมั่นใจว่า เสียงกลางกับเสียงแหลมของ MG2.7i คู่นี้อยู่ในระดับยืนหนึ่ง เมื่อเทียบกับลำโพงที่มีราคาคู่ละไม่เกิน 3 แสนบาท.! นอกจากความเปิดเผยและชัดใสแบบไม่มีกั๊กแล้ว การสวิงไดนามิกได้อย่างเป็นอิสระก็เป็นอีกคุณสมบัติหนึ่งที่ทำให้เสียงกลางของ MG2.7i มีความโดดเด่นเหนือกว่าลำโพงตั้งพื้นหลายๆ ตัวที่มีอยู่ในท้องตลาดทุกวันนี้

Magnepan เป็นตัวอย่างของ เสียงหลุดตู้ที่สมบูรณ์แบบที่สุด เพราะมันไม่มีตู้เข้ามาขัดขวางการก่อตัวคงอยู่และสลายไปของเสียงเลย บุคลิกเสียงกลางแหลมของ MG2.7i จึงมีความผ่อนคลาย เปิดโล่งเป็นอิสระ และลื่นไหลที่สุด เมื่อเริ่มคุ้นชินกับเสียงของ MG2.7i แล้วกลับไปฟังลำโพงที่มีตู้อีกครั้ง จะรู้สึกได้ถึงความแตกต่าง

เพลง : Bubbles (FLAC-16/44.1)
อัลบั้ม : Wandering
ศิลปิน : Yusi Horikawa
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/track/15666682/u)

อาจจะเป็นเพราะลักษณะการกระจายคลื่นเสียงของลำโพงแผ่นฟิล์มไร้ตู้แบบนี้ ซึ่งแผ่คลื่นเสียงออกมาในแนวตั้ง (vertical dispersion) หรือ Line Source คือกระจายไปทั้งด้านหน้าและด้านหลังที่มีความสูงตั้งแต่พื้นขึ้นไปถึงส่วนบนสุดตามความสูงของลำโพง ซึ่งเป็นการกระจายคลื่นเสียงไปตามลักษณะของไดอะแฟรมของไดเวอร์นั่นเอง และเนื่องจากแผงไดอะแฟรมของ MG2.7i ถูกขึงยาวตั้งแต่พื้นขึ้นไปจนถึงความสูงของตัวลำโพง มีผลให้การรับรู้ ลักษณะของรูปวงของเวทีเสียงที่ต่างจากลำโพงประเภทอื่นที่กระจายเสียงออกมาทางด้านหน้ามากกว่าด้านหลังในลักษณะ Point source ซึ่งเป็นการกระจายคลื่นเสียงจากจุดเล็กๆ ให้ขยายออกไปโดยรอบเหมือนไฟฉาย

คนที่เคยฟัง หรือคุ้นชินกับเสียงของลำโพงแผ่นที่กระจายเสียงแบบ Line Source มาก่อน จะชื่นชมความสามารถในการถ่ายทอด มิติด้านสูงที่เยี่ยมยอดของลำโพงประเภทนี้ ซึ่งเสียงเอ็ฟเฟ็กต์ในเพลง Bubbles ที่เหมือนเสียงโยนลูกปิงปองและลูกหินลูกแก้วให้เด้งกระดอนลงไปบนพื้นนั้น ตอนฟังกับลำโพงมีตู้ที่ใช้ไดเวอร์กรวยไดนามิก จะรู้สึกเลยว่า เสียงลูกปิงปองและลูกแก้วลูกหินเหล่านั้นมันตกสูงกว่าที่ได้ยินจากลำโพง MG2.7i คู่นี้ ซึ่งให้เสียงที่หล่นตกลงบนพื้นห้องจริงๆ นับว่าเป็นคุณสมบัติที่น่าทึ่งมาก.!

เพลง : แค่นั้น.. (Live) (FLAC-24/96)
อัลบั้ม : บันทึกคอนเสิร์ต ปูอยากร้อง เพื่อนฟ้องอยากฟัง 2
ศิลปิน : พงษ์สิทธิ์ คำภีร์
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/track/255470111/u)

และเนื่องจากไดเวอร์แผ่นฟิล์มที่ใช้ขับทั้งเสียงแหลม, เสียงกลาง และเสียงทุ้ม ถูกติดตั้งอยู่ใน ระนาบเดียวกันทั้งหมด มีจุดเริ่มต้นเดียวกัน นั่นทำให้มันสามารถรักษาคุณสมบัติทางด้าน phase ของความถี่เสียงทั้งสามย่านหลักเอาไว้ได้อย่างแม่นยำ ทั้งส่วนที่เป็น “อิมแพ็ค(หัวเสียง) > “ทิมเบลอ” (บอดี้) > ฮา์มอนิก+เรโซแนนซ์ (หางเสียง) ที่มีจุดกำเนิดอยู่ในระนาบเดียวกัน ห่างจากจุดนั่งฟังเท่ากัน ทั่งหมดนั้นก่อให้เกิด มิติด้านลึกที่ทำให้รับรู้ได้ชัดว่า สนามเสียงถอยร่นลงไปอยู่ด้านหลังระนาบของลำโพงอย่างชัดเจน และถอยลงไปทั้งแผง ถอยไปทั้งตัว ตั้งแต่บนลงล่าง ส่วนที่เป็น อิมแพ็คหรือสัมผัสแรกของโน๊ตก็ไม่พุ่งล้ำออกมาข้างหน้าเหมือนกับเสียงของไดเวอร์ทรงกรวยที่ฝังอยู่ในตู้ เสียงเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นที่ได้ยินจาก MG2.7i จึงไม่ถูกแยกหัวเสียงออกมาจากบอดี้และหางเสียง แต่ยึดตรึงตำแหน่งอยู่ในจุดเดียวกัน นั่นทำให้มิติเสียงของ MG2.7i มีความคมชัดและตรึงอยู่ในตำแหน่งได้อย่างชัดเจน โดยไม่มีอาการพุ่งล้ำ (forward) ออกมาข้างหน้า..

ฟังเพลงนี้ของ ปู พงษ์สิทธิ์ ผ่าน MG2.7i แล้วบอกตรงๆ ว่าแอบ ขนลุกตอนที่คนดูร้องแทนปู เสียงร้องของคนดูแผ่ลงไปหลังระนาบลำโพงลึกมาก.! และลึกลงไปเป็นแผง ไม่ใช่ลึกแบบลู่ลงไปเป็นจุดเหมือนความลึกของลำโพงตู้ที่ใช้ไดเวอร์กรวยไดนามิก อะเมธซิ่งมาก.!!!

เพลง : La Fille Mal Gardee – Act 1. No.1 & 2: Dance of the Cock and Hens (FLAC-16/44.1)
อัลบั้ม : Herold: La Fille Mal Gardee
ศิลปิน : John Lanchbery & Orchestra of the Royal Opera House, Covent
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/track/351127041/u)

ความแม่นยำทางเฟสของสัญญาณตลอดทั้งย่านทุ้มกลางแหลมของ MG2.7i อย่างที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ เป็นคุณสมบัติที่ส่งผลดีอย่างยิ่งยวดต่อการฟังเพลงแนวคลาสสิก เพราะความสามารถในการชี้ชัดตำแหน่งของเสียงที่แม่นยำนี่เอง ทำให้ผม มองเห็นรูปวงของ The Royal Opera House ได้อย่างชัดเจน ได้เห็นตำแหน่งของเครื่องดนตรีในวงแต่ละชิ้นที่มีพิกัดเด่นชัดเป็นจุดๆ และความลึกของฮอลล์ที่ปรากฏออกมา ทำให้ห้องฟังของผมกลายสภาพไปเป็นคอนเสิร์ตฮอลล์ย่อมๆ ในพริบตาที่เสียงแรกของเพลงนี้ดังออกมาจากลำโพงทั้งสองข้าง

เป็นครั้งแรกที่ผมสามารถเร่งวอลลุ่มให้ได้เสียงของวงออเคสตร้าที่กระหึ่มเต็มห้องโดยที่ไม่รู้สึกอึดอัด (เพราะเสียงมันไม่พุ่งออกมาใส่ตัว.!) เพราะสนามเสียงทั้งหมดมันถอยร่นลงไปอยู่หลังระนาบลำโพง ลึกถดเข้าไปเป็นชั้นๆ แบ่งเป็นเลเยอร์ที่ชัดเจน แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่า ตัวผมซึ่งนั่งฟังอยู่ห่างจากระนาบลำโพงออกมาประมาณสามเมตรกว่าๆ จะถูก ตัดขาดออกไปจากบรรยากาศของการบรรเลงนั้น เพราะ ณ ตำแหน่งที่ผมนั่ง ผมยังรู้สึกได้ถึงมวลแอมเบี้ยนต์ที่แผ่ออกมาห่อหุ้มรอบๆ ตัว ซึ่งเป็นพลังงานบางๆ ที่มองไม่เห็นแต่สัมผัสได้ด้วยผิวหนัง เกิดเป็นความรู้สึกคล้ายตอนเข้าไปฟังการบรรเลงของวงออเคสตร้าในฮอลล์ใหญ่ของศูนย์วัฒนธรรม ตรงใกล้กับตำแหน่งที่ดีที่สุดภายในฮอลล์นั้น แน่นอนว่าเสียงในฮอลล์จริงมันโอ่อ่าและยิ่งใหญ่กว่ามาก ทว่า เสียงที่ MG2.7i แผ่กระจายออกมาภายในห้องฟังขนาด 3.6 x 6.6 x 3 ลบม. ของผมก็จำลองมาในสัดส่วนที่ไม่ผิดเพี้ยนนัก หลับตาฟังก็พอจะได้อารมณ์และบรรยากาศที่ใกล้เคียงกัน

เพลง : Carmen Suite (FLAC-24/176.4)
อัลบั้ม : Gounod: Faust Ballet Music, Bizet: Carmen Suite
ศิลปิน : Alexander Gibson & Orchestra of the Royal Opera House, Covent
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/track/119069086/u)

ช่วงเวลา 30 วินาทีแรก ของแทรคนี้ใช้ตรวจวัด ไทมิ่งในการตอบสนองที่ถูกต้องได้ชัดเจนมาก เพราะเป็นช่วงที่เครื่องดนตรี ทุกชิ้นในวงคลาสสิกที่ให้เสียงโน๊ตในย่านทุ้มกลางแหลม ถูกเล่นออกมาโดย พร้อมเพรียงกันซึ่งลำโพงส่วนใหญ่ที่ให้ไทมิ่งไม่ดี มักจะถ่ายทอดความถี่ต่ำออกมา ช้ากว่าความถี่ในย่านกลางและสูง ทำให้ สปีดของเพลงในช่วงที่ว่านี้มีลักษณะหน่วงๆ อืดๆ เพราะเสียงเครื่องดนตรีในย่านความถี่ต่ำเดินทางออกมาช้า ตามหลังเสียงเครื่องดนตรีที่ให้ความถี่ในย่านกลางและสูงที่ออกมาจากไดเวอร์มิดเร้นจ์และทวีตเตอร์ จึงมีผลทำให้ “จังหวะ+ลีลา” ของเพลงเสียหายไป

MG2.7i แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่น่าขนลุกในการตอบสนองต่อ สปีดของสัญญาณที่เร็วเท่ากันตลอดทั้งย่านความถี่ตอบสนอง มีผลให้ ไทมิ่งของเพลงนี้มีความแม่นยำเป็นพิเศษ ฟังแล้วได้อารมณ์ตรงตามที่เพลงนั้นต้องการสื่อ ใครเคยฟังเพลงนี้มาก่อนกับลำโพงตู้ที่ใช้ไดเวอร์กรวยไดนามิก เชื่อว่าถ้าได้มาฟังเพลงนี้ผ่านลำโพง MagnepanMG2.7iคู่นี้จะต้องอ้าปากค้าง.!

หลังจากนั้น ผมเลือกเพลงคลาสสิกมาลองฟังกับ MG2.7i อีกหลายเพลง พบว่า เป็นจริงตามที่หลายๆ คนที่มีประสบการณ์กับลำโพงแบรนด์นี้เอ่ยปากเอาไว้เหมือนๆ กันว่า Magnepan เป็นลำโพงที่ฟังเพลงคลาสสิกได้ดีมาก ซึ่งต้นเหตุเป็นเพราะลักษณะการกระจายเสียงแบบ Line Source (vertical dispersion) ซึ่งส่งผ่านคลื่นเสียงจากตัวลำโพงมาถึงตำแหน่งนั่งฟัง เป็นกำแพงเสียงที่เสมอกันตั้งแต่พื้นขึ้นมาจนถึงสุดความสูงของตัวลำโพง ทำให้ phase ของสัญญาณตลอดทั้งย่านเสียงทุ้มกลางแหลมเดินทางออกมาจากหน้าลำโพงด้วยเฟสที่ตรงกันเป๊ะ ส่งผลให้มิติเวทีเสียงที่ปรากฏกับหูมันออกมาตรงกับต้นสัญญาณมากที่สุด ซึ่งเพลงคลาสสิกเป็นแนวเพลงที่บันทึกเสียงสด ถ้ายึดตำแหน่งไมโครโฟนเป็นตำแหน่งนั่งฟัง วงคลาสสิกทั้งวงจะ ต้องถอยไปอยู่ หลังระนาบลำโพงทั้งหมด ซึ่งลำโพง Magnepan ทำให้เกิดปรากฏการณ์แบบนั้นได้ชัดเจนมากที่สุด ให้ความรู้สึกเหมือนนั่งฟังวงคลาสสิกกำลังบรรเลงอยู่ในฮอลล์จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นช่วงแผ่วบาง (pianississimo, ppp) ที่มีเสียงของเครื่องดนตรีบางชิ้นกำลังเล่นอยู่เบาๆ หรือช่วงโหมกระหน่ำอย่างหนักหน่วง (fortississimo, fff ) ตำแหน่งของวงก็ไม่ได้เคลื่อนย้าย ไม่พุ่งออกมาข้างหน้า นอกจากนั้น ด้วยความสามารถในการตอบสนองความถี่สูงของตัวริบบ้อนทวีตเตอร์ที่ทะยานไปได้ถึง 30kHz บวกกับการกระจายเสียงแบบไดโพลที่แผ่ไปทางด้านหลังแบบเต็มๆ วอลลุ่มเข้ามาเสริม ทำให้มีแอมเบี้ยนต์ที่แผ่คลุมวงออเคสตร้าติดตามเข้าไปห่อคลุมทั้งวงลึกลงไปด้านหลังระนาบลำโพงด้วย ฟังแล้วเหมือนอยู่ในฮอลล์จริงๆ (แอมป์ต้องกำลังถึงด้วย) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่หาได้ยากจากลำโพงมีตู้ส่วนใหญ่

ไม่มีข้อด้อยเลยเหรอ?

มีซิครับ.. เป็นไปตามสัจจธรรมของโลก ไม่มีลำโพงคู่ไหนที่ดีสมบูรณ์แบบไปทั้งหมด ซึ่งข้อด้อยของ MG2.7i คู่นี้ ต้องเอาไปเทียบกับลำโพงตู้ที่ใช้ไดเวอร์กรวยไดนามิกที่มีราคาใกล้เคียงกันและออกแบบมาได้อย่างลงตัว จุดอ่อนด้อยของ MG2.7i คู่นี้เป็นคุณสมบัติที่ติดมากับลักษณะการออกแบบที่ไม่มีตู้กักอากาศเข้ามาช่วยออกแรง “ปั๊ม” คลื่นเสียง ทำให้มวลเสียงของลำโพงแผ่นฟิล์ม (รวม MG2.7i ด้วย) มีลักษณะของความ “อัดแน่น“ น้อยกว่าเมื่อเทียบกับเสียงทุ้มของลำโพงตู้ที่ใช้ไดเวอร์กรวยไดนามิก

แต่ถ้าคิดว่า มวลเสียงทุ้มของ MG2.7i จะอ่อนยวบยาบล่ะก้อ.. ต้องบอกว่าไม่มีอะไรแบบนั้นแน่นอน ”ถ้า“ แอมป์ที่ใช้ขับมีกำลังมากพอ (และมาพร้อมแด้มปิ้ง แฟ็คเตอร์ที่สูงพอด้วย) และเป็นเหตุผลที่ทางผู้ผลิตกำหนดให้ MG2.7i ตอบสนองเสียงในย่านต่ำลงไปได้แค่ 40Hz เท่านั้น เพื่อให้แอมป์หยุดการเคลื่อนขยับของแผงพลาน่าร์ได้ง่ายขึ้น

ถ้าคุณชอบเสียงทุ้มต่ำๆ ที่กระแทกและกระทุ้งหนักๆ อย่างเช่น เสียงเบสไฟฟ้าหรือเบสอิเล็กทรอนิคส์ คุณอาจจะมองว่าเบสที่ MG2.7i ให้ออกมามันติดนุ่มไปหน่อย แต่ถ้าคุณชอบเสียงเบสสะอาดๆ ที่มีความนุ่มนวล ผ่อนปรน เป็นเสียงเบสที่มาจากเครื่องดนตรีอะคูสติกโดยตรง คุณจะพบว่า เสียงเบสที่ MG2.7i คู่นี้ถ่ายทอดออกมา มันคือเสียงสวรรค์..!!!

สรุป

MG2.7i ให้เสียงโดยรวมออกมา ดีกว่าMG1.7i มากกว่า 20% มันแผ่สนามเสียงออกมาได้กว้างมาก คะเนดูแล้ว ห้องที่มีขนาดระหว่าง 4 x 6 ตรม. ไปจนถึง 5 x 7 ตรม. จะเหมาะสมลงตัวมากกับสนามเสียงที่โอ่อ่าของลำโพง Magnepan MG2.7i คู่นี้ แต่อย่าลืมว่า กำลังขับของเพาเวอร์แอมป์มีความสำคัญมากในการที่จะตีแผ่คุณภาพเสียงของ MG2.7i ออกมาได้อย่างหมดเปลือกจริงๆ (*กำลังขับในที่นี้สำคัญมากอยู่ที่ปริมาณ กระแสหรือกำลังสำรองที่ต้องสูงมากพอด้วย)

หลังจากได้ทดสอบ MG2.7i ไปแล้ว ผมพบว่ามันได้ทำลายความเชื่อที่ว่า ลำโพงแบนๆ ไม่น่าจะให้เบสได้ดีลงไปได้อย่างราบคาบ ขอแค่ได้แอมป์ที่มีสมรรถนะทางด้านกำลังที่มากพอเท่านั้น (* ถ้างบไปไม่ถึง LINNKlimax Solo 500กับ Boulder1151แนะนำให้ลองมองหาแอมป์ที่มีกำลังขับข้างละ 200W ที่ 8 โอห์ม และเบิ้ลได้ถึง 400W ที่ 4 โอห์ม ที่มีราคาอยู่ในงบที่จ่ายไหวก็ได้แล้ว)

*** HIGHLY RECOMMENDED!!! ***
สำหรับ
ลำโพงตั้งพื้น ระดับราคา *** ไม่เกิน 300,000 บาท / คู่ ***

************************
ราคา : 253,000 บาท / คู่
************************
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่
Save Audio&Video
โทร. 081-823-6045
facebook: saveaudiovideo

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า