คุณเคยสงสัยมั้ยว่า คุณสมบัติข้อไหนของเสียงที่ลำโพงให้ออกมาแล้วส่งผลกระทบต่อ “คุณภาพเสียง” มากที่สุด..? คำตอบก็คือ “เฟส” (phase) ถ้าคุณเป็นคนที่คุ้นเคยกับการเซ็ตอัพตำแหน่งวางลำโพง คุณจะรู้ว่า ความแม่นยำในการตอบสนองต่อ “เฟส” ของสัญญาณตลอดย่านความถี่ตอบสนองของลำโพงคือ “ตัวแปร” สำคัญที่จะกำหนดคุณภาพของ “โฟกัส” ของเสียงที่ลำโพงแต่ละคู่ให้ออกมา ซึ่ง “โฟกัส” ของเสียงนี่แหละที่เป็นคุณสมบัติอันดับแรกๆ ที่มีความสำคัญมากที่สุดต่อ “คุณภาพเสียง” โดยรวมของลำโพงคู่นั้นๆ
ถ้าลำโพงคู่ไหนตอบสนอง “เฟส” ของสัญญาณไม่ตรงกันทั้งสองข้าง ก็จะส่งผลให้ทุกเสียงที่ประกอบอยู่ในเพลงขาดความคมชัด โฟกัสไม่คม ตำแหน่งเสียงจะมีลักษณะเบลอ ตัวเสียงจะมีลักษณะนัว คือฟังแล้วไม่สามารถชี้ตำแหน่งเสียงได้ชัด ตัวเสียงก็ไม่ขึ้นรูป แม้ว่าจะทำการขยับตำแหน่งซ้าย–ขวาให้ละเอียดยังไงก็ไม่ทำให้ “เฟส” ที่ลำโพงซ้าย–ขวาให้ออกมามันเคลื่อนมาซ้อนทับกันได้สนิทจริงๆ จะมีผลทำให้เสียงมัวเบลอ เหมือนเลนส์ถ่ายภาพที่ผู้ผลิตทำการ align ชิ้นกระจกเลนส์ที่เรียงกันอยู่ในกระบอกเลนส์ไว้ไม่ดี จะหมุนปรับระยะชิ้นเลนส์ยังไงก็ไม่ได้โฟกัส ภาพที่ถ่ายออกมาก็จะขาดความคมชัด ซึ่งกรณีนี้มักจะเกิดขึ้นเพราะ “การออกแบบ” ซะเป็นส่วนใหญ่
สำหรับการออกแบบลำโพงที่มีไดเวอร์ มากกว่า 1 ตัว ยกตัวอย่างเช่นใช้ไดเวอร์ 2 ตัวช่วยกันสร้างความถี่เสียงตลอดย่านตอบสนองของลำโพงคู่นั้น ซึ่งในทางเทคนิคการออกแบบแล้ว ผู้ออกแบบจะต้องใช้วงจรพาสซีฟ ครอสโอเวอร์ เน็ทเวิร์ค เข้ามาช่วยในการ “ตัดแบ่งความถี่เสียง” ที่รับมาจากเพาเวอร์แอมป์ให้กับไดเวอร์ทั้งสองตัวนั้น ซึ่งในกรณีนี้ ถ้าปรับจูนวงจรตัดแบ่งความถี่ไม่ดี จะเกิดปัญหาเฟสไม่กลืนกันถึง 2 แนว รวม 4 ระนาบ แนวแรกก็คือ “เฟสในแนวนอน” เป็นเฟสระหว่างไดเวอร์ตำแหน่งเดียวกันที่อยู่บนลำโพงข้างซ้ายกับข้างขวา นั่นคือระหว่าง “ทวีตเตอร์ข้างซ้าย vs. ทวีตเตอร์ข้างขวา” นับเป็นหนึ่งระนาบ และระหว่าง “มิด/วูฟเฟอร์ข้างซ้าย vs. มิด/วูฟเฟอร์ข้างขวา” เป็นระนาบที่สอง ส่วนแนวที่สองคือ “เฟสในแนวตั้ง” คือระหว่าง “ทวีตเตอร์ข้างซ้าย vs. มิด/วูฟเฟอร์ข้างซ้าย” เป็นระนาบที่สาม และสุดท้ายคือระหว่าง “ทวีตเตอร์ข้างขวา vs. มิด/วูฟเฟอร์ข้างขวา” เป็นระนาบที่สี่ ถ้าลำโพงทั้งสองข้างอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ลงตัวกันจริงๆ ลองคิดเล่นๆ ก็คงจะนึกภาพออกว่า เฟสของสัญญาณจากลำโพงทั้งสองข้างมันจะอิรุงตุงนังกันขนาดไหน
ซึ่งการแก้ปัญหา “เฟสในแนวนอน” นั้น เป็นหน้าที่ของคนเล่นฯ ที่เป็นเจ้าของลำโพงจะต้องเซ็ตอัพตำแหน่งลำโพงซ้าย–ขวาให้อยู่ในพิกัดของ “ระยะห่าง” ที่ทำให้เฟสที่แผ่มาจากลำโพงทั้งสองข้างเคลื่อนเข้ามาซ้อนทับกันพอดีๆ แต่การแก้ปัญหา “เฟสในแนวตั้ง” คือความสัมพันธ์ของเฟสระหว่างไดเวอร์แต่ละตัวบนลำโพงนั้น เป็นหน้าที่ของผู้ผลิตลำโพงที่จะต้องทำการปรับจูนลักษณะการติดตั้งไดเวอร์บนตัวตู้เพื่อชดเชยองศาเฟสของความถี่ที่แผ่ออกมาจากไดเวอร์ทั้งหมดบนตัวตู้ข้างเดียวกัน ให้ความถี่ “ตรงรอยต่อ” ระหว่างไดเวอร์ทั้งหมดบนตัวตู้นั้นมีลักษณะที่ซ้อนทับกันสนิทจริงๆ (อาจจะมีการชดเชยบนวงจรครอสโอเวอร์เข้ามาช่วยอีกทางหนึ่ง)

จากภาพข้างบนนั้น แสดงลักษณะวงจรครอสโอเวอร์ เน็ทเวิร์ค ของลำโพงสองทางโดยทั่วไป ซึ่งจะตัดความถี่ออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ส่งไปให้ไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์คือส่วน Low-Pass ในภาพ อีกส่วนที่ส่งไปให้ไดเวอร์เสียงแหลม (ทวีตเตอร์) คือ High-Pass ทีนี้ถ้าดูที่ภาพกราฟความถี่ (Frequency) จะเห็นว่า ช่วงของความถี่ด้านบนๆ ของ Low-Pass ที่ไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์ทำงานจะมีลักษณะที่ลาดลงไป “ซ้อนทับ” กับความถี่ตอนต้นๆ ของ High-Pass ที่ทวีตเตอร์เริ่มทำงาน นั่นคือ ตรงพื้นที่สีชมพู (A) นั้นเป็นย่านความถี่ที่ออกมาจากไดเวอร์ทั้งสองตัว ซึ่งผู้ออกแบบลำโพงจะต้องหาวิธีทำให้ความถี่ตรงพื้นที่ A ที่ออกมาจากไดเวอร์ทั้งสองตัวนั้นมีลักษณะที่ “ซ้อนทับกัน” พอดีๆ ด้วยการจัดการในส่วนที่เรียกว่า Time Alignment เพื่อให้ “เฟส” ของสัญญาณที่มาจากไดเวอร์ทั้งสองซ้อนกลืนกันจนสนิท เป็นเสียงเดียวกัน หรือเสมือนว่าออกมาจากไดเวอร์ “ตัวเดียวกัน” ให้ได้
Time Alignment บนตัวลำโพง ทำได้ 3 วิธี

วิธีแรก คือ “หน่วงเวลา” เพื่อชดเชยทางเฟส เนื่องจากความถี่ที่เดินทางจากทวีตเตอร์และมิด/วูฟเฟอร์มีความเร็วไม่เท่ากัน ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาโดยอาศัยวงจรอิเล็กทรอนิคส์ (พาสซีฟ ครอสโอเวอร์ เน็ทเวิร์ค) เข้ามาช่วยทำการ “หน่วงเวลา” ของความถี่ที่ออกมาจากทวีตเตอร์ให้เดินทาง “ช้า” กว่าความถี่ที่เดินทางออกมาจากตัวมิด/วูฟเฟอร์ วิธีนี้ถือว่าเป็นภาคบังคับ ในกรณีของลำโพงที่ติดตั้งทวีตเตอร์กับมิด/วูฟเฟอร์อยู่บนแผงหน้าของตู้ลำโพงที่ตั้งฉากกับพื้น ซึ่งการออกแบบวงจรเน็ทเวิร์คให้ชดเชยเวลาในการเดินทางของความถี่ที่ออกมาจากทวีตเตอร์ให้ช้ากว่าความถี่ที่เดินทางออกมาจากตัวมิด/วูฟเฟอร์จะมีผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ตามมา นั่นคือ ถ้าออกแบบไม่ดี ก็จะมีโอกาสที่จะทำให้เกิดปัญหา phase shift คือ ความถี่ที่ “ซ้อนทับกัน” ซึ่งออกมาจากไดเวอร์ทั้งสองไม่ซ้อนกันสนิทจนเป็นเนื้อเดียวกัน ซึ่งจะส่งผลเสียต่อคุณภาพเสียงโดยตรง

ส่วน วิธีที่ 2 เป็นการแก้ปัญหาทางด้าน physical ของตัวตู้ คือทำที่ตัวตู้ลำโพง ส่วนที่ติดตั้งทวีตเตอร์ให้มีลักษณะที่ถอยลงไปอยู่หลังตัวมิด/วูฟเฟอร์ ส่วนใหญ่จะนิยมออกแบบส่วนบนของตัวตู้ที่ใช้ติดตั้งทวีตเตอร์ ให้มีลักษณะที่เอียงเฉียงลึกลงไปทางด้านหลัง หรือติดตั้งทวีตเตอร์กับมิด/วูฟเฟอร์แยกตู้อิสระจากกัน แล้วปรับให้ตู้ของทวีตเตอร์อยู่ลึกเข้าไปทางด้านหลังของตู้มิด/วูฟเฟอร์ ซึ่งจะทำให้ความถี่สูงจากทวีตเตอร์เดินทางด้วยระยะทางที่มากกว่าความถี่กลางและต่ำที่ออกมาจากตัวมิด/วูฟเฟอร์ วิธีนี้จะช่วยลดปริมาณการชดเชยบนวงจรเน็ทเวิร์คลงไปได้พอสมควร มีผลดีต่อ Time Alignment และช่วยลดปัญหา phase shift ที่เกิดจากการชดเชยด้วยวงจรเน็ทเวิร์คลงไปได้มาก

วิธีที่ 3 คือ เป็นการแก้ที่โครงสร้างของไดเวอร์โดยตรง คือต้องออกแบบไดเวอร์ขึ้นมาโดยจัดให้ตัวทวีตเตอร์ที่ใช้สร้างเสียงแหลม เข้าไปฝังอยู่ตรงกลางของตัวมิด/วูฟเฟอร์ที่สร้างเสียงกลางและทุ้ม เพื่อให้ความถี่ที่เกิดจากไดเวอร์ทั้งสองมี “จุดกำเนิด” ออกมาจากตำแหน่งเดียวกัน ซึ่งวิธีนี้ทำได้ยากกว่าสองวิธีแรก เพราะต้องถึงขั้นออกแบบไดเวอร์ขึ้นมาเป็นพิเศษ แต่ก็ให้ผลลัพธ์ทางด้าน Time Alignment ที่ดีที่สุด และแทบจะไม่มีผลข้างเคียงในแง่ phase shift เลย เพราะไม่ต้องหน่วงเวลาด้วยอิเล็กทรอนิคส์บนวงจรเน็ทเวิร์ค ปัจจุบันมีผู้ผลิตลำโพงอยู่หลายแบรนด์ที่ใช้ไดเวอร์ลักษณะนี้ เจ้าดังๆ ที่คุ้นหน้าคุ้นตาก็มีอยู่ 3 – 4 แบรนด์ เริ่มด้วย Tannoy ของสก็อตแลนด์ เป็นแบรนด์เก่าแก่มากแล้ว เจ้านี้เขาตั้งชื่อเรียกไดเวอร์ของพวกเขาว่า ‘ Dual Concentric Driver ’ ส่วนอีกแบรนด์คือ Fyne Audio ได้ยินว่าแยกออกมาจากแทนนอย แบรนด์ที่สามคือ KEF ของอังกฤษ เจ้านี้ก็ระดับตำนาน ซึ่งตั้งชื่อเรียกไดเวอร์ที่ดีไซน์ลักษณะโคแอ็กเชี่ยลของพวกเขาว่า ‘ UniQ ’ และตบท้ายล่าสุดคือลำโพงรุ่น Denton 1S ของแบรนด์ Wharfedale ที่เพิ่งออกมาล่าสุดนี่เอง
‘re-image’
ภายใต้รูปทรงเดิม..

ปี 1974 นับมาถึงตอนนี้คือ ปี 2026 ก็เป็นเวลานานถึง 52 ปี แล้ว ถ้าเป็นสิ่งของก็ถือว่าโบราณมากแล้ว แต่ลำโพงรุ่น Denton 1 ที่ถือกำเนิดขึ้นมาใน ปี 1974 นั้นคือไอเดียที่ “โมเดิร์น” มากๆ สำหรับยุคนั้นเลย เพราะมันคือลำโพงรุ่นแรกของ Wharfedale ที่ใช้พลาสติกฉีดขึ้นรูปมาทำเป็นตัวตู้ ขอบตู้ก็ทำให้มีลักษณะที่มนทู่ ในขณะที่รุ่นอื่นๆ ใช้ไม้ MDF และมีรูปทรงกล่องขึ้นขอบคมเหมือนตู้ไม้ในยุคเดียวกัน
ใน ปี 2026 Wharfedale รุ่น Denton 1 ได้ถูกนำมาปรับโฉมใหม่ (re-image) ออกมาในชื่อรุ่น Denton 1S ที่มีรูปร่างหน้าตาละม้ายเวอร์ชั่นดั้งเดิมมาก ทว่า มีบางอย่างที่ต่างออกไป..

ถ้ามองภายนอก Denton 1S อาจจะดูคล้ายกับ Denton 1 เวอร์ชั่นแรก แต่เวอร์ชั่นใหม่ Denton 1S นี้เปลี่ยนจากตู้พลาสติกมาเป็นตู้ไม้แล้ว โดยที่โครงหลักทำด้วยไม้ มีการดามโครงข้างในด้วยแผงไฟเบอร์ที่มีความหนาแตกต่างกัน จุดประสงค์เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและปรับลดเรโซแนนซ์ภายในตัวตู้ลงไปด้วยในตัว ผิวนอกลงสีด้าน มี 3 สี ให้เลือก คือ ฟ้าเข้ม (matte blue), ดำ (matte black) และ ขาว (matte white)
2-way standmount
สองทางวางขาตั้ง


A = จุกยางปิดรูเกลียวสำหรับยึดน็อตติดผนัง
B = ท่อระบายอากาศ
C = ขั้วต่อสายลำโพง
D = สวิทช์ปรับใช้งานฟังท์ชั่น Brilliance Control
โดยสัณฐานภายนอกที่ปรากฏต่อสายตา พูดได้ว่า Denton 1S เป็นลำโพงสองทางขนาดเล็ก ที่ออกแบบตัวตู้ให้มีลักษณะดูแตกต่างไปจากลำโพงขนาดเท่ากันที่เห็นอยู่ทั่วไป คือทำให้ขอบตู้มีลักษณะที่โค้งมน ไม่มีเหลี่ยม ซึ่งเป็นไอเดียที่เกิดขึ้นกับรุ่น Denton 1 มาตั้งแต่ ปี 1974 โน่นเลย ตอนเอามาทำใหม่เป็น Denton 1S พวกเขาที่ Wharfedale ก็ไม่ได้ปรับเปลี่ยนอะไรสำหรับรูปลักษณ์ภายนอกไปมากนัก
บนแผงหน้าที่ติดตั้งไดเวอร์มีตะแกรงที่กรุด้วยวัสดุสานที่มีรูพรุน ซึ่งหน้ากากสานตัวนี้ไม่ได้มีไว้ช่วยปกป้องไดเวอร์อย่างเดียวนะ แต่มันทำหน้าที่จัดระเบียบของคลื่นเสียงที่กระจายออกไปจากแผงหน้าด้วย เนื่องจากแผงหน้ามีลักษณะจมลงไปในตัวตู้ โดยมีขอบหนา 1 ซ.ม. โผล่ขึ้นมาล้อมอยู่โดยรอบ ความสูงของขอบประมาณ 1 ซ.ม. ผมลองฟังโดยถอดหน้ากากออก ปรากฏว่า เวทีเสียงแคบลง สมดุลเสียงเปลี่ยนไป ฟังดูหลวมๆ พอสวมหน้ากากเข้าไป ทุกอย่างดีขึ้นหมด สมดุลเสียงดีขึ้น เวทีเสียงแผ่ขยายออกไปมากขึ้น สรุปแล้ว ตอนฟังลำโพงคู่นี้แนะนำให้สวมหน้ากากตอนฟังนะ

ที่ด้านล่างของแผงหลังจะมีปุ่มกดสำหรับเปิด/ปิดการใช้งานฟังท์ชั่นพิเศษที่ชื่อว่า Brilliance Control โดยมีอ๊อปชั่นให้เลือกปรับตั้งอยู่ 2 อย่าง คือ NORM (กดไปทางขวา) กับ MAX (กดไปทางซ้าย) ซึ่งผู้ออกแบบระบุไว้ว่า ที่ตำแหน่ง NORM นั้นแนะนำให้ใช้ในกรณีที่คุณใช้งานลำโพงคู่นี้ไปตามรูปแบบของลำโพงเล็กทั่วไป เช่นวางบนขาตั้งหรือวางบนโต๊ะที่มีระยะห่างระหว่างลำโพงกับผนังห้องเยอะ ส่วนตำแหน่ง MAX นั้น จะช่วยปรับความถี่เสียงให้มีความสมดุล ซึ่งแนะนำให้ใช้ในกรณีที่คุณติดตั้ง Denton 1S ไว้บนผนังห้อง ซึ่งพอลำโพงขึ้นไปติดอยู่บนผนังห้อง จะทำให้เสียงทุ้มออกมาเยอะ ส่งผลให้เสียงโดยรวมมีลักษณะที่อับทึบ เพราะท่อระบายมันอัดอยู่บนผนัง เสียงทุ้มจึงถูกบู๊สต์ขึ้นมาโดยปริยาย เมื่อปรับฟังท์ชั่น Brilliance Control ไปที่ตำแหน่ง MAX เข้าใจว่าน่าจะเป็นสั่งปรับเปลี่ยนการทำงานของวงจรเน็ทเวิร์คให้ลดเสียงทุ้มลงและเพิ่มเสียงแหลมขึ้นมาชดเชย ส่วนคนที่ใช้งาน Denton 1S บนขาตั้งแบบลำโพงเล็กทั่วไป ถ้าอยากจะลองใช้ฟังท์ชั่นนี้เพื่อปรับจูนโทนเสียงก็สามารถทำได้
ไดเวอร์ coaxial.!

ว่ากันตามจริงแล้ว ลำโพงคู่นี้ก็แทบจะไม่มีอะไรให้พูดถึง จากสนนราคา คู่ละ 29,000 บาท ซึ่งมันไม่ได้แพงมาก ผู้ผลิตคงจะไม่มีกำไรมากพอที่จะลงทุนใส่เทคโนโลยีใหม่ๆ มาให้ แถมเป็นรุ่นที่ทำ copycat ออกมาใหม่ตามรูปแบบของรุ่นเก่าที่ออกมานานหลายสิบปีแล้วด้วย สำรวจรอบตัวแล้วก็มีแต่ไดเวอร์นี่แหละที่พอมีอะไรให้พูดถึงได้บ้าง
Denton 1S ใช้ไดเวอร์รูปแบบที่เรียกว่า coaxial อือมม.. เหลียวซ้ายแลขวาไปรอบตัว ลำโพงที่ใช้ไดเวอร์ลักษณะ coaxial แบบนี้ที่มีราคาต่ำสุดก่อนหน้านี้ก็น่าจะเป็น KEF นะ รุ่นที่เป็นพาสซีฟ 3 ทาง ใช้ไดเวอร์ Uni-Q คือรุ่น Q-Concerto Meta (REVIEW) ปัจจุบันขายอยู่คู่ละห้าหมื่นทอนหนึ่งร้อย ซึ่งน่าจะราคาถูกที่สุดแล้วสำหรับลำโพงที่ใช้ไดเวอร์ coaxial ลักษณะนี้ นั่นคือ ถ้ามองในแง่ “ราคาขาย” Wharfedale ตัวนี้ก็ดูจะมีความน่าสนใจขึ้นมาเลยทีเดียว เพราะมันจะกลายเป็นลำโพงที่ใช้ไดเวอร์ coaxial ที่มีราคา “ถูกที่สุด” ในท้องตลาดทุกวันนี้.!!!
ว่าแต่.. ไดเวอร์ coaxial มีอะไรดี.?? ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้แบบไม่ตั้งใจ แนะนำให้ย้อนกลับขึ้นไปอ่านเนื้อหาข้างบนตั้งแต่เริ่มต้นอีกที..!!!
coaxial driver
รูปแบบของ Wharfedale

วิศวกรของ Wharfedale ต้องถึงกับออกแบบและสร้างไดเวอร์ coaxial ตัวนี้ขึ้นมาใช้กับลำโพง Denton ‘1S’ โดยเฉพาะ โดยจับไดเวอร์ซอฟท์โดม (โดมผ้า) ทวีตเตอร์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว (25 ม.ม.) ไปยัดไว้ตรงแกนกลางของไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 165 ม.ม. (ประมาณ 6.6 นิ้ว) ซึ่งเนื้อกรวยทำมาจากวัสดุ Polypropylene ที่ผ่านกระบวนการ enhanced โดยผสมผงแร่เข้าไปในเนื้อโพลีโพรไพลีนเพื่อเพิ่มความแกร่ง
โครงสร้างที่ไม่ซับซ้อน
+ วงจรครอสโอเวอร์ เน็ทเวิร์คที่ออกแบบพิเศษ


ด้วยโครงสร้างภายในตัวตู้ที่ไม่ซับซ้อน ช่วยลดความสูญเสียความบริสุทธิ์ของสัญญาณเสียงออกไปได้ระดับหนึ่ง และแม้ว่าจะเป็นลำโพง 2 ทาง แต่ด้วยเหตุที่ใช้ไดเวอร์แบบ coaxial ทำให้ช่วยลดความซับซ้อนของวงจรตัดแบ่งความถี่ลงไปได้พอสมควร เมื่อใช้อุปกรณ์น้อยชิ้น จึงสามารถเลือกใช้ของดีๆ ภายใต้งบประมาณในการผลิตที่กำหนดไว้ได้
วิเคราะห์แม็ทชิ่งจากสเปคฯ

ในสเปคฯ ของ Denton 1S ระบุตัวเลขกำลังขับที่แนะนำไว้อยู่ระหว่าง 30 – 100W ที่โหลดปกติ 8 โอห์ม ซึ่งก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่ไม่ได้โหดอะไรเลย แอมป์ที่น่าจะไปกับ Denton 1S ได้ดีก็น่าจะเป็นแอมป์ที่มีกำลังขับอยู่ระหว่าง 75 – 100W ต่อข้าง เป็นเรตกำลังขับโดยเฉลี่ยของอินติเกรตแอมป์ระดับกลางๆ ส่วนใหญ่ที่มีอยู่ในตลาดทุกวันนี้ และเมื่อดูที่ตัวเลข “ความไว” ของลำโพงคู่นี้ระบุไว้ที่ 88dB ก็ถือว่าอยู่ในระดับปานกลาง ส่อว่าไม่ได้กระหายกำลังสำรองของแอมป์มาก เมื่อประเมินผนวกไปกับตัวเลขอิมพีแดนซ์ต่ำสุดของลำโพงคู่นี้ระบุไว้ที่ 4.5 โอห์ม ไม่ได้ลงไปถึงครึ่งหนึ่งของอิมพีแดนซ์ปกติ แสดงว่าช่วยพีคของลำโพงคู่นี้ก็ไม่ได้ต้องการกำลังขับที่พุ่งขึ้นไปถึงสองเท่า แค่เฉียดๆ สองเท่า ตีว่าประมาณ 80% ของกำลังขับปกติที่ 8 โอห์ม ก็น่าจะพอ ยกตัวอย่างถ้าคุณใช้แอมป์ที่มีกำลังขับ 70W ที่ 8 โอห์ม กับลำโพงคู่นี้ ก็ขอแค่ให้สามารถปั๊มกำลังขับขึ้นไปได้สัก 70 + 56 W (70 x 80%) = 126W ที่โหลด 4 โอห์ม ก็น่าจะออกมาดีมากแล้ว

ในห้องฟังของผมขณะกำลังทดสอบ Denton 1S มีอินติเกรตแอมป์อยู่ 4 ตัว (สเปคฯ ตามที่เห็นในกรอบข้างบน) ที่ผมยกมาทดลองขับลำโพง Wharfedale คู่นี้ ซึ่งสองตัวในนั้น มีกำลังขับ “สูงกว่า” กำลังขับสูงสุดที่ลำโพงแนะนำไว้ นั่นคือ ออล–อิน–วัน class-D ของ Onkyo รุ่น MUSE Y50 (REVIEW) กับอินติเรตแอมป์ class-AB ของ Onkyo รุ่น ICON A-50 ส่วน Dared รุ่น Saturn Signature (REVIEW) เป็นแอมป์หลอดที่มีกำลังขับ “ต่ำกว่า” ระดับ “ต่ำสุด” ที่ลำโพงแนะนำไว้ นั่นคือ 25W ต่อข้างที่โหลด 8 และ 4 โอห์ม ส่วนตัวที่สี่เป็นอินติเกรตแอมป์ class-AB ยี่ห้อ LEAK รุ่น Stereo 230 นั้น มีกำลังขับข้างละ 75W ที่โหลด 8 โอห์ม และปั๊มออกมาได้ 115W ที่โหลด 4 โอห์ม ซึ่ง LEAK ‘Stereo 230’ ดูจะมีสเปคฯ ที่ไปกันได้พอดีๆ กับลำโพง Denton 1S คู่นี้มากที่สุด
เซ็ตอัพฟังในห้องรับแขก

ผมใช้พื้นที่ในห้องรับแขกเป็นที่เบิร์นฯ และทดลองฟังเสียงของ Denton 1S ในช่วงแรกของการทดสอบโดยจับคู่กับอินติเกรตแอมป์ all-in-one ของ Onkyo ‘MUSE Y-50’ ที่ไปกันได้ลงตัวมากทุกๆ ด้าน ทั้งรองรับสัญญาณเสียงจากทีวี (ดูข่าว, ดูเกมส์โชว์, ดูหนัง และดูคอนเสิร์ต) และรองรับการฟังเพลงจากสตรีมมิ่งทั้งแบบไร้สายและใช้สาย หลังจากทดลองใช้งานไปเรื่อยๆ จนครบ 100 ชั่วโมง จนเสียงเริ่มนิ่งแล้วผมจึงทดลองเซ็ตอัพ Denton 1S โดยวางตามสภาพของการใช้งานในห้องรับแขกส่วนใหญ่ที่ให้ความสำคัญกับมุมมองที่เป็นระเบียบเรียบร้อยมากกว่าคุณภาพเสียง ซึ่งผมพบว่า ถ้าจำเป็นต้องวางลำโพงชิดผนังหลังมาก โดยห่างจากผนังออกมาแค่ 60 ซ.ม. หรือน้อยกว่านั้น (วัดจากผนังหลังมาถึงแผงหน้าของตัวลำโพง) ซึ่งเท่ากับว่า ท่อระบายอากาศอยู่ห่างจากผนังหลังแค่ 37 ซ.ม. หรือน้อยกว่านั้น ซึ่งจากการทดลองฟังของผมพบว่า ถ้าวางลำโพงห่างผนังหลังออกมาในระดับ 60 ซ.ม. เสียงโดยรวมจะเริ่มออกไปทาง dark คือปริมาณเสียงทุ้มจะเยอะจนขึ้นมาท่วมเสียงกลาง–แหลม ทำให้โทนเสียงทั้งหมดมีลักษณะขุ่นทึบ ณ จุดนี้ ฟังท์ชั่น Brilliance ของ Denton 1S เข้ามาช่วยทุเลาปัญหาได้ ช่วยลดอาการของเสียงเบสกระทุ้งๆ ลงไปได้มาก
เมื่อได้ลองฟังแบบจริงจัง พบว่าขนาดไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์ที่ใหญ่ถึง 6.5 นิ้ว ของ Denton 1S สามารถแผ่สนามเสียงออกมาครอบคลุมห้องรับแขกของผมได้อย่างเต็มพื้นที่ เป็นสนามเสียงที่มีขนาดใหญ่ ทำให้เสียงโดยรวมมีลักษณะที่เปิดกว้างและผ่อนคลายอยู่ในตัว ผมนั่งฟังบนโซฟาห่างจากระนาบลำโพงออกมาประมาณ 2.8 เมตร เป็นระยะนั่งฟังที่ได้สมดุลเสียงที่ดี รับรู้ได้ถึงรายละเอียดของเสียงที่แผ่มาถึงตัวครบตั้งแต่ทุ้มขึ้นมาจนถึงกลางและต่อเนื่องไปถึงแหลม ถ้าเฉลี่ยดุลเสียงจากการใช้งานแหล่งต้นทางทุกอย่างบนตัว Y-50 ผ่านมาถึง Denton 1S ผมพบว่า ปริมาณของความถี่เสียงที่ได้ยินจะเอนเอียงไปทางกลาง–แหลมมากกว่าทุ้มนิดๆ สัดส่วนน่าจะอยู่ราวๆ 60 (กลางขึ้นไปแหลม) : 40 (กลางลงไปทุ้ม) ซึ่งผมพบว่าคู่ของ Y-50 + Denton 1S มันให้โทนเสียงที่เหมาะมากกับการใช้งานในห้องรับแขกสำหรับแหล่งต้นทางที่หลากหลาย คือเน้นรายละเอียดกลาง–แหลมมากกว่าทุ้มหน่อยๆ ช่วยให้การดูหนังได้อรรถรสขึ้นมาก เพราะผมพบว่า ในพื้นที่ห้องรับแขกที่ไม่ได้กว้างใหญ่มาก ไม่ได้ต้องการเสียงทุ้มที่มีปริมาณเยอะ เพราะจะทำให้รู้สึกอึดอัด ซึ่งรายละเอียดกลาง–แหลมที่เด่นๆ จะมีประโยชน์มากกว่า สรุปว่า กรณีถ้าใช้งานในห้องรับแขกที่มีสภาพเปิดโล่ง ภายใต้ขนาดพื้นที่ไม่กว้างมาก ถ้าใช้ลำโพง Denton 1S เป็นตัวยืน ในจำนวนอินติเกรตแอมป์ทั้ง 4 ตัว ผมพบว่า Denton 1S จับคู่กับ Onkyo ‘MUSE Y-50’ ให้ผลลัพธ์ทางเสียงที่น่าพอใจมากที่สุด
ทดลองเซ็ตอัพในห้องฟัง

ผมรู้สึกถึงความวิเศษของลำโพง Wharfedale คู่นี้ตั้งแต่ตอนไฟน์จูนตำแหน่งของมัน คือรู้สึกเลยว่า ตอนปรับจูน “โฟกัส” ของชิ้นดนตรีที่ลำโพงคู่นี้ถ่ายทอดออกมา มันฟ้องให้รู้ถึงความแตกต่างที่เกิดขึ้นกับเสียงขณะที่ผมขยับลำโพงชิดเข้าและถ่างออกได้ชัดมาก แม้ว่าจะเป็นการขยับแค่ หลักมิลลิเมตร ก็ยังรับรู้ถึงความต่างของเสียงที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ทำให้ผมสามารถไฟน์จูนเสียงของมันได้อย่างละเอียด บอกเลยว่า ลำโพงคู่นี้มีความแม่นยำทางเฟสสูงมาก มากจนท้าทายความละเอียดในการปรับจูนตำแหน่งของคุณเอง ถ้าอยากรู้ว่าตัวเองมีฝีมือในการปรับจูนลำโพงมากแค่ไหน.? จูนได้เป๊ะแค่ไหน.? แนะนำให้ลองหาลำโพง Denton 1S คู่นี้ไปทดลองเซ็ตอัพและปรับจูนดู (กระซิบให้ว่า คุณสมบัติในการตอบสนองเชิงเฟสที่แม่นยำมากๆ แบบนี้มีเฉพาะในลำโพงระดับไฮเอ็นด์ราคาหลักแสนเท่านั้นนะ.!!!)
Denton 1S ตอบสนองความถี่ตั้งแต่ 50Hz – 20kHz เมื่อวัดที่หน้าดอก ในขณะที่ท่อระบายอากาศด้านหลังถูกจูนมาให้สามารถขยายความถี่ต่ำภายในตู้ออกมาทางปากท่อลงไปได้ถึง 45Hz แบบแผ่วๆ (ความดัง -6dB) หลังจากเซ็ตอัพลงตัวแล้ว ผมพบว่า เสียงในย่านอัพเปอร์เบสที่ครอบคลุมความถี่ช่วงตั้งแต่ 150Hz ขึ้นมาถึง 250Hz ที่ลำโพงคู่นี้ให้ออกมามันมีความเข้มข้นสูง ส่งผลให้เสียงอะคูสติกเบสและเบสไฟฟ้าให้หัวโน๊ตที่พุ่งออกมาแบบมีพลังดีดตัว และทอดปลายเสียงลงไปได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ขนาดของท่อระบายอากาศ รวมถึงรูปแบบ + ความลึกของตัวท่อถูกคำนวนออกแบบมาเป็นอย่างดี ส่งผลให้มวลอากาศภายในตู้ไหลเวียนเข้า–ออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเสริมพลังอัดฉีดให้กับการเคลื่อนตัวของไดอะแฟรมของตัวไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์ได้เป็นอย่างดี ในขณะที่กำลังถ่ายทอดความถี่ต่ำๆ ออกมา ผมลองเข้าไปยืนฟังใกล้ๆ ท่อระบายอากาศที่อยู่ด้านหลัง พบว่ามันไม่มีเสียงลมที่เสียดสีกับขอบท่อระบายอากาศออกมาให้ได้ยินเลย
Denton 1S ให้เสียงที่ลงตัวมากบนขาตั้งของ Atacama รุ่น MOSECO XL600 (REVIEW) โดยมีก้อนดินน้ำมันปั้นเป็นก้อนเล็กๆ ของ M&G รุ่น Gum Tack ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมให้ลำโพงยึดติดกับเพลทของขาตั้งได้อย่างสนิทมาก ช่วยลดเรโซแนนซ์ไปด้วยในตัว มีส่วนทำให้โฟกัสของเสียงดีขึ้น
ผลการแม็ทชิ่งด้วยการทดลองฟัง

แม้ว่า กำลังขับของ Dared ‘Saturn Signature’ จะระบุไว้แค่ 25W แต่มันก็สามารถขับ Denton 1S ออกมาได้ดีกว่าที่คิด เมื่อใช้ระดับวอลลุ่มที่ฟังปกติแบบไม่อัดจนดังเกินไป กับเพลงที่ใช้เครื่องดนตรีน้อยชิ้นก็ถือว่าพอรับได้ ฟังเอาเพลินพอไหว แต่ถ้าคิดว่าจะเอาแอมป์หลอดมาขับ Denton 1S คู่นี้เพื่อให้ได้น้ำเสียงที่หวานใสตามสไตล์เสียงของหลอดก็คงจะต้องเตรียมใจไว้พบกับความผิดหวัง เพราะผมพบว่า เสียงที่ได้จากการจับคู่ระหว่าง Dared ‘Saturn Signature’ + Denton 1S มันให้เสียงที่พุ่งเปิดมากกว่าที่จะเป็นสไตล์หวานกลมกล่อม และการกำหนดอัตราของกำลังขับ “ต่ำสุด” ที่ Denton 1S แนะนำไว้คือ 30W ที่ 8 โอห์มนั้นก็มีเหตุผลอยู่ในตัว คือถ้าต่ำกว่านั้นก็หวังคุณภาพที่ดีได้ยากสำหรับคนที่ชอบฟังเพลงแนวโชว์พลังของไดนามิกที่หนักหน่วง..

นี่เป็นคู่ “แอมป์ + ลำโพง” ที่ให้คุณสมบัติของเสียงโดยรวมออกมาน่าพอใจมากที่สุดในจำนวนอินติเกรตแอมป์ทั้ง 4 ตัว ที่นำมาทดลองจับคู่กับลำโพง Denton 1S ครั้งนี้.! จุดเด่นของคู่นี้คือมันให้ “วรรณะ” ของเสียงออกไปทางกลางๆ มีโทนออกไปทาง neutral มากที่สุด ไม่ warm (คือเอนไปทางกลางลงต่ำ) มาก ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้เอนไปทาง cold (คือให้น้ำหนักไปทางกลางขึ้นสูง) มาก เสียงกลางที่ LEAK ‘Stereo 230’ + Wharfedale ‘Denton 1S’ คู่นี้ให้ออกมามีความโดดเด่นมาก เมื่อลองฟังจากเสียงร้องผมพบว่ามันให้เสียงร้องที่ควบคุม pitch & tone ของเสียงร้องของทั้งนักร้องชายและหญิงได้นิ่งมาก ช่วงพีคของเสียงร้องในหลายๆ เพลงไม่หลุดโทน ไม่มีอาการ overshoot ปลายเสียงไม่แตกซ่าน (ถ้าไม่มีมาในเพลง) แนะนำ “แอมป์ + ลำโพง” คู่นี้สำหรับคนที่ชอบฟังเพลงร้องกับเพลงที่ใช้เครื่องดนตรีน้อยชิ้นมากเป็นพิเศษ


จริงๆ แล้ว “กำลังขับ” ของอินติเกรตแอมป์ Onkyo ทั้งสองตัวนี้มีอยู่มากเกินความต้องการของลำโพง Denton 1S ไปพอสมควร คือสูงกว่าตัวเลข “กำลังขับสูงสุด” ที่ลำโพงแนะนำไว้เล็กน้อย ใครที่ต้องการ “ความชัวร์” ว่าแอมป์ขับลำโพงได้เต็มที่จริงๆ ก็สามารถเลือกตัวใดตัวหนึ่งไปจับคู่กับ Denton 1S ได้เลย อินติเกรตแอมป์ Onkyo ทั้งสองตัวนี้สามารถผลักดันเสียงออกมาจาก Denton 1S ได้เต็มที่ทั้งคู่ แนวเสียงของแอมป์ Onkyo ทั้งสองตัวเมื่อจับคู่กับ Denton 1S จะออกไปทางสด กระจ่าง รายละเอียดพร่างพราย ถ้าพูดถึง mood & tone ของเสียงที่ได้จากแอมป์ Onkyo ทั้งสองตัวบวกกับลำโพงคู่นี้จะออกมาทางเดียวกันคือค่อนไปทางเปิดสว่าง คือเลยจุดของความเป็นกลาง (neutral) ขึ้นไปเล็กน้อย แต่เป็นโทนเสียงเปิดสว่างที่ต่างจากในอดีต คือกลาง–แหลมจะเปิดสว่างก็จริง แต่ไม่บางและไม่เสียดหู มันก็ยังคงให้อารมณ์ของเพลงช้าๆ ที่มีลีลาเศร้าๆ ออกมาได้ดี คือโทนเสียงเปิดสว่างแต่ให้เฟสที่แม่นยำ (ผลจากลำโพงมีเปอร์เซ็นต์มากกว่าแอมป์) เลยทำให้รายละเอียดในย่านกลางขึ้นไปสูงมีความคมชัด ไม่แตกซ่าน (ไม่มีปัญหา phase distortion) คนที่ชอบฟังเพลงหลากหลายแนว โดยเฉพาะเพลงยุคใหม่ๆ ที่เน้นเสียงเปิดๆ รายละเอียดเยอะๆ เบสมีน้ำหนักและกระชับเร็ว แนะนำ Onkyo (Y-50 ถ้าใช้ในห้องรับแขกโดยเน้นเสียงจากทีวีมากหน่อย, A-50 ถ้าใช้ในห้องฟังหรือในห้องรับแขกแต่เน้นคุณภาพเสียงจากการฟังเพลงมากหน่อย) + Denton 1S จะตอบโจทย์ได้ลงตัว
สรุปเสียงของ Denton 1S
ผมยอมรับโดยดุษฎีเลยว่า ลำโพง Denton 1S คู่นี้ เป็นม้านอกสายตามาตั้งแต่ตอนแรกที่เห็นรูปร่างหน้าตาของมันซึ่งดูธรรมดามาก และยิ่งได้อ่านข้อมูลที่ทำให้ทราบมาว่า ลำโพงรุ่นนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อระลึกถึงช่วงเวลาหนึ่งในอดีต ซึ่งทีแรกก็คิดว่าทำออกมาเพื่อขายความหลังแค่นั้น แต่พอได้สัมผัสกับเสียงของมันจริงๆ แล้วผมแทบจะไม่เชื่อหูตัวเองเลยว่า ลำโพงสองทางที่มีราคาแค่สามหมื่นนิดๆ (ขายจริงน่าจะอยู่ที่ 29,000 บาทต่อคู่) จะสามารถถ่ายทอดคุณภาพเสียงออกมาได้สูงขนาดนี้.!!!

เพลง : ฟ้ายามแลง (FLAC-24/96)
ศิลปิน : มีนตรา อินทิรา
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/track/455035801/u)
ไม่เลย.. ลำโพงคู่นี้ไม่ได้ให้เสียงทุ้มที่ลงลึกจนพื้นสะเทือน เพราะมันเป็นลำโพงสองทางวางขาตั้งที่มีเร้นจ์ตอบสนองความถี่ด้านล่างลงไปได้ต่ำสุดแค่ 50Hz (วัดที่ท่อระบายอากาศจะได้ความถี่ต่ำที่ทอดลงไปถึง 45Hz แบบเบาๆ) แต่ทว่า จุดแข็งโป๊กของมันก็คือ “เสียงกลาง” ที่ยอดเยี่ยมสุดๆ ไดอะแฟรมของตัวไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์ขนาด 6.5 นิ้ว ที่ทำด้วยโพลีฯ กับโดมผ้าขนาด 1 นิ้ว ของตัวทวีตเตอร์ร่วมมือกันสร้างสรรเสียงกลางออกมาได้ในระดับที่ดีเลิศ ลองฟังจากเสียงร้องของนักร้องสาว ‘มีนตรา อินทิรา‘ ในเพลง ‘ฟ้ายามแลง‘ แล้วน้ำตาจิไหล ลูกเอื้อน ลูกหยอด ลูกลากพลิ้วๆ ของเธอถูกคลี่คลายออกมาให้ได้ยินครบทุกเม็ด แสดงถึงความสามารถในการถ่ายทอดคุณสมบัติทางด้าน “ไทมิ่ง” ของเพลงออกมาได้อย่างแม่นยำ สามารถสกัดเสียงออกมาได้ครบและเชื่อมโยงทุกเสี้ยววินาทีที่ข้อมูลของไฟล์เพลงวิ่งผ่านภาค DAC ออกไปเป็นเนื้อเดียวกัน ความต่อเนื่องลื่นไหล ถือว่าเป็นจุดขายหลักล้านสำหรับลำโพงคู่นี้.!

MIDRANGE Magic! – FEMALE singer & chorus

MIDRANGE Magic! – MALE singer & chorus
หลังจากทดลองฟังเสียงร้องของนักร้องหญิงกับนักร้องชายที่ผมทำเพลย์ลิสไว้ใน TIDAL สำหรับใช้ทดสอบอุปกรณ์เครื่องเสียง (ลิ้งค์เพลย์ลิสใน TIDAL อยู่ใต้รูปข้างบน) จำนวนนับสิบเพลงผ่านลำโพงคู่นี้ ก็ยิ่งตอกย้ำถึงความโดดเด่นของลำโพงคู่นี้ในการถ่ายทอด “เสียงกลาง” ที่เยี่ยมยอดมากๆ ของมัน ซึ่งทำให้เสียงของศิลปินในแต่ละเพลงจากลิสต์ทั้งสองนี้ฟังแล้วเหมือนมีชีวิต รายละเอียดและอารมณ์ออกมาเหมือน “คนจริงๆ” กำลังร้อง.. พูดแล้วขนลุก.!!!

เพลง : Golden Peonies Garden (FLAC-24/48)
ศิลปิน : Zhang Hao, Zhao Junrui
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/track/299245335/u)
พอเสียงกลางมันออกมาดี และเนื่องจากเป็นลำโพงสองทาง มิด/วูฟเฟอร์ 6.5 นิ้ว แค่ตัวเดียว เลยไม่แน่ใจว่าในย่านทุ้มจะออกมาได้แค่ไหน.? จึงตั้งใจฟังเสียงทุ้มในเพลงนี้ พบว่ามันก็ไม่แย่นะถ้าเทียบกับขนาดของตัวตู้และราคา แม้ว่าลูกเบสลึกๆ จะยังไม่ถึงกับแผ่ลอยกว้างเต็มห้อง แต่เท่าที่มันให้ออกมาก็ถือว่าสมดุลกำลังดีเมื่อเทียบกับเสียงกลาง–แหลมที่ให้ออกมา
ตั้งใจเลือกเพลงนี้มาฟังเพราะต้องการทดสอบเสียงย่านต่ำ แต่ก็ต้องสตั๊นกับเสียงกลาง–แหลมที่ลำโพงคู่นี้ให้ออกมาจนได้ แต่ที่สะดุดหูมากๆ ซึ่งได้ยินจากเพลงนี้เมื่อเล่นผ่าน Denton 1S นั่นคือ “มิติ–เวทีเสียง” ที่ฉีกแผ่ออกไปได้ห่างจากตัวตู้ลำโพงไปไกล เป็นปรากฏการณ์ “หลุดตู้” ที่น่าตื่นตาตื่นใจอีกครั้ง ทุกเสียงตั้งแต่แหลมลงไปถึงทุ้ม หลุดออกไปลอยล่องอยู่ในอากาศและวาดลวดลายกันอย่างสนุกสนาน

เพลง : Vivaldi – Four Season: Summer (FLAC-16/44.1)
ศิลปิน : Brooklyn Duo
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/track/160469377/u)

เพลง : Beethoven – Symphony No.5 in C Minor, Op. 67: I. Allegro con brio (FLAC-24/96)
ศิลปิน : Carlos Kleiber, conduct Wiener Philharmoniker
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/track/17626400/u)
พอใช้ฟังเพลงคลาสสิกได้มั้ย.? เป็นคำถามที่มักจะได้ยินเสมอเมื่อพูดถึงลำโพงขนาดเล็ก เพราะเพลงคลาสสิกเป็นแนวเพลงที่ต้องการซิสเต็มเครื่องเสียงที่มีสมรรถนะสูงมากในการที่จะสามารถถ่ายทอดรายละเอียดของเสียงที่วงออเคสตร้าสร้างขึ้นออกมาได้อย่างครบถ้วนเสมือนจริง ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ถ้าเป็นนักฟังอาชีพที่ชอบฟังเพลงคลาสสิกเป็นชีวิตจิตใจก็คงยากที่จะหาลำโพงสองวางขนาดเล็กมาตอบสนองความต้องการได้ เพราะลำโพงขนาดเล็กมันมีข้อจำกัดหลายอย่างที่ไม่สามารถตอบสนองกับการนำมาฟังเพลงคลาสสิก “แบบเอาจริง” ..!!
แต่ถ้าเป็นคนที่ฟังเพลงได้ทุกชนิด สามารถ scale down ความพึงพอใจที่มีต่อเพลงแต่ละแนวลงไปตามสัดส่วนที่ลำโพงแต่ละขนาดให้ออกมาได้โดยไม่รู้สึกขาด สามารถเอนจอยกับอรรถรสของเพลงได้เท่าที่ลำโพงให้มา และที่สำคัญอีกอย่างก็คือ ประเภทของเพลงคลาสสิกที่ฟัง คือถ้าเป็นประเภทแชมเบอร์ที่เป็นแนว solo, duo, trio, quartet หรือ quintet ที่ใช้เครื่องดนตรีน้อยชิ้นในการบรรเลง ก็ต้องบอกว่า ลำโพง Denton 1S สามารถตอบสนองกับการฟังเพลงคลาสสิกแนวแชมเบอร์ได้อย่างสบาย ผมลองฟังเพลง Four Season ของ Vivaldi ท่อน Summer ที่บรรเลงโดยวง Brooklyn Duo ซึ่งซาวนด์เอ็นจิเเนียร์ของเพลงนี้บันทึกเก็บเสียงเปียโนที่เล่นโดย Marnie Laird ออกมาได้ดีมาก ทุกโน๊ตมีความคมของหัวโน๊ตที่ชัดเจน มีพลังที่สะท้อนถึงน้ำหนักนิ้วที่เธอพรมลงไปบนคีย์เปียโนแต่ละโน๊ตแยกกันออกมาได้อย่างชัดเจน จะแจ้ง ได้อรรถรสถึงใจ
ถ้าถามถึงเพลงคลาสสิกวงใหญ่ที่มีลีลาโอ่อ่า ทรงพลัง ก็ต้องนึกถึงเพลงที่มีท่วงทำนองคุ้นหูอย่าง Symphony No.5 ของ Beethoven ซึ่งผู้เชี่ยวชาญทางด้านเพลงคลาสสิกอย่าง The Classic Choice ก็จะแนะนำ Symphony No.5 เวอร์ชั่นที่บรรเลงโดยวง Wiener Philharmonikor ควบคุมวงโดย Carlos Kleiber ที่บันทึกเสียงไว้ตั้งแต่ ปี 1975 โดยค่าย Deutsche Grammophone ว่าเป็นเวอร์ชั่นที่แสดงพลังของงานเพลงนี้ออกมาได้อย่างที่ผู้ประพันธ์คือบีโธเฟ่นจินตนาการไว้ เวอร์ชั่นของ Carlos Kleiber ได้รับการยอมรับว่าตีความงานชิ้นนี้ออกมาได้โออ่า ทรงพลังและงดงามด้วยท่วงทำนองช่วงที่เพลงผ่อนตัวลง ทว่า เมื่อสตรีมไฟล์เพลงนี้จาก TIDAL บนสตรีมเมอร์, ผ่าน DAC มาจนถึงลำโพง Denton 1S พบว่า ปริมาณของพลังที่ควรจะถาโถมอย่างหนาแน่นของท่อนแรกมันถูกลดสเกลลงไปเยอะ เมื่อพยายามจะดันพลังเหล่านั้นออกมาด้วยการเร่งวอลลุ่มของแอมป์ขึ้นมาเยอะหน่อย เสียงทั้งหมดก็เริ่มเสียการทรงตัว ต้องปรับลดวอลลุ่มลงมาอยู่ในระดับที่ทำให้รูปวงของเพลงมีทรงกลับมา ต้องยอมลดสเกลของไดนามิกเร้นจ์ลงก็จะทำให้พอฟังเพลงนี้ได้ แม้ว่าจะไม่เต็มอารมณ์แต่ก็พอฟังเพลินๆ ให้หายคิดถึงได้
สรุป
ผมไม่ได้ตำหนิในส่วนที่ Denton 1S ทำไม่ได้ หรือทำได้ไม่เต็มที่ ตรงกันข้าม เมื่อพิจารณาทางด้านสรีระและราคาค่าตัวของมัน ผมกลับรู้สึกชื่นชมมันด้วยซ้ำ สิ่งที่ลำโพงคู่นี้ให้ออกมามันเกินตัวไปแล้ว และพูดได้เลยว่า พวกเขาที่ IAG ควรจะเอาเสียงของ Wharfedale ‘Denton 1S’ ตัวนี้ไปเป็นตัวอย่างในการปรับจูนลำโพงรุ่นอื่นๆ โดยเฉพาะความสามารถในการตอบสนองความถี่ในย่านกลางที่มีความเป็นกลาง (neutral) อย่างสูงของมัน.!!!
Wharfedale ‘Denton 1S’ เป็นลำโพงเล็กนอกสายตาที่คุณควรจะหาโอกาสไปสัมผัสเสียงกลางที่สุดแสนวิเศษของมันสักครั้ง อย่าลืมพกเพลงร้องที่คุณคุ้นเคยไปลองฟัง แล้วคุณจะรู้ว่า เสียงกลางที่มีความเป็นกลางจริงๆ นั้น ควรจะมีลักษณะเช่นไร.? (* อย่าลืมขอให้ทางร้านยกอินติเกรตแอมป์ LEAK ‘Stereo 230’ มาจับคู่กับมันด้วยล่ะ)

*** HIGHLY RECOMMENDED!!! ***
สำหรับ
ลำโพง 2 ทางวางขาตั้ง ระดับราคา *** ไม่เกิน 30,000 บาท / คู่ ***
*******************
ราคา : 29,000 บาท
*******************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
บ. ไฮไฟ ทาวเวอร์ จำกัด
โทร. 02-881-7273-7
facebook: hifiTowerShop



