Onkyo คือตัวอย่างของแบรนด์ผู้ผลิตอุปกรณ์เครื่องเสียงที่ไม่สามารถปรับตัวไปตามความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีได้ มีผลให้แบรนด์ประสบปัญหาขาดเงินหมุนจนถึงขั้นล้มละลายใน ปี 2021 ก่อนที่ Voxx International (โดยบริษัท Premium Audio Company / PAC) กับ Sharp Corporation จะร่วมทุนกันเข้าไปซื้อหุ้นของแบรนด์ Onkyo กับ Integra มาบริหารต่อตั้งแต่ ปี 2022 เป็นต้นมา (*ปัจจุบัน บริษัท Gentex Corporation เข้ามาซื้อหุ้นของ Onkyo + Integra ที่ PAC กับ Sharp ถืออยู่ในมือทั้งหมด)
โชคดีที่ยังไม่สายจนเกินไป ด้วยพื้นฐานทางด้าน knowhow ที่แข็งแกร่งของแบรนด์ Onkyo เอง ช่วยทำให้แบรนด์นี้ฟื้นตัวขึ้นมาไม่ยากหลังจากได้เงินทุนใหม่เข้ามาเจือจุนสถานการณ์ในเวลาที่ไม่ทิ้งช่วงห่างมากเกินไป นั่นทำให้โปรเจคที่ PAC กับ Sharp ร่วมวางแผนกันไว้สามารถดำเนินต่อไปได้ เป็นที่มาของอินติเกรตแอมป์ ICON A-50 ตัวนี้
MUSE series vs. ICON series
ภาคแอมปลิฟายเน้นพลัง vs. เน้นเสียงเนียน.!
เพราะ Onkyo อยู่ในวงการ Home Audio / Home Theater มานาน พวกเขาจึงรู้ดีว่า ถ้าคำนึงถึงคำว่า “คุณภาพเสียง” สูงสุดแล้วล่ะก้อ.. แอมปลิฟายที่ใช้สำหรับ “การดูหนัง” กับใช้เพื่อ “การฟังเพลง” จะต้องมีคุณสมบัติที่ต่างกัน คือรูปแบบของแอมป์ที่ให้ผลดีกับการดูหนัง จะต่างจากรูปแบบของแอมป์ที่ใช้ฟังเพลง นี่คือเหตุผลที่พวกเขาทำอินติเกรตแอมป์ออกมา 2 ซีรี่ย์ คือ MUSE series กับ ICON series
ถ้าทำแอมป์สำหรับระบบโฮมเธียเตอร์ก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก เน้นพลังมาก่อนเลย แต่พอมาทำแอมป์ฟังเพลง มีอะไรให้ต้องคำนึงถึงเยอะ ซึ่งการฟังเพลงแบบเน้นคุณภาพก็ใช่ว่า “กำลังขับ” จะไม่สำคัญ ถ้าเข้าใจความหมายของคำว่า “เสียงดี” ตามมาตรฐานดิจิตัล ไฮเรซฯ ในปัจจุบันจะรู้ดีว่า “กำลังขับ” ที่มากพอมีความสำคัญมาก เป็นต้นทุนที่นำไปสู่คุณสมบัติอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น “ไดนามิก” ที่สวิงได้กว้าง เต็มสเกล, “โทนัลบาลานซ์” ที่ราบเรียบตั้งแต่ทุ้มขึ้นไปถึงแหลม, “ไทมิ่ง” ที่ถูกต้องแม่นยำ เร็วเป็นเร็ว–ช้าเป็นช้า ฯลฯ
เพราะเสียงดีในยุคดิจิตัล ไฮเรซฯ ให้ความสำคัญกับคุณสมบัติทางด้าน “ไดนามิก” มากเป็นพิเศษ เพราะไดนามิกเป็นคุณสมบัติที่สะท้อน resolution ของเสียง ทั้งทางด้าน “ไดนามิก เร้นจ์” หรือ “อัตราสวิง” ระหว่างช่วงที่ “สัญญาณเบา” (soft) กับช่วงที่ “สัญญาณดัง” (peak) ที่ขยายกว้างกว่ายุคอะนาลอกมาก และทางด้าน “ไดนามิก ทรานเชี้ยนต์” (ความฉับพลันในการเปลี่ยนความดังอย่างรวดเร็ว) กับทางด้าน “ไดนามิก คอนทราสน์” (การเปลี่ยนแปลงความดังแบบค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปอย่างต่อเนื่อง) นั่นทำให้ผู้ออกแบบแอมปลิฟายในยุคปัจจุบันจำเป็นต้องคำนึงถึงคุณสมบัติเหล่านี้ด้วยความละเอียดละออมากขึ้น และต้องพยายาม “เกลี่ย” ให้ได้คุณสมบัติสำคัญๆ ออกมาครบ ภายใต้ “ความจำกัด” ของงบประมาณที่กำหนดไว้ในแต่ละรุ่น
Onkyo ทำแอมปลิฟายออกมา 2 ซีรี่ย์ อย่างที่เกริ่นมาข้างต้น โดยที่อนุกรม MUSE นั้นถูกออกแบบและผลิตขึ้นมาภายใต้กรอบความคิดที่ต้องการตอบสนองความต้องการของนักฟังเพลงยุคใหม่ที่มีความต้องการทางด้านไล้ฟ์สไตล์ เอ็นเตอร์เทนเม้นต์ที่หลากหลาย ผูกพันธ์อยู่กับเกมส์ วิดีโอที่เล่นผ่านทีวี และฟังเพลงผ่านระบบสตรีมมิ่งเป็นหลัก โดยทำให้รุ่น MUSE Y-50 (REVIEW) มีความเหมาะสมกับการนำไปใช้ในห้องรับแขกร่วมกับทีวี เป็นศูนย์กลางความบันเทิงของสมาชิกทุกคนในบ้าน พ่อใช้ฟังเพลงจากแผ่นเสียง (มีภาคขยายหัวเข็ม MM/MC มาให้), แม่ใช้ดูหนังจากทีวี (มีอินพุต Optical มาให้) ส่วนลูกชายก็สามารถใช้ Y-50 ได้ เพราะในตัวมันมีวงจร video passthrough เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อสัญญาณภาพวิดีโอและสัญญาณเสียงจากเกมส์ คอนโซลเข้ามาที่ MUSE Y-50 ได้โดยผ่านช่อง HDMI IN/OUT ที่ให้มา ซึ่งทำให้ได้ประโยชน์ในการซิ้งค์สัญญาณภาพและเสียงให้ตรงกัน เล่นเกมส์ได้สนุกบนทีวีจอใหญ่ ในขณะที่รุ่น A-50 ในซีรี่ย์ ICON ถูกออกแบบมาสำหรับคนที่มีความชอบเจาะจงไปที่ฟังเพลงเน้นคุณภาพมากหน่อย แต่ก็มีอินพุต HDMI มาให้เหมือนกัน โดยไม่มีช่อง HDMI Out เพราะคนละจุดประสงค์กับรุ่น Y-50 คือช่องอินพุต HDMI ใน A-50 มีไว้เพื่อให้เอาเสียงจากทีวีมาขยายออกลำโพง ด้วยจุดประสงค์คือเพิ่มความดังและอัพเกรดคุณภาพเสียง
ICON A-50
อินติเกรตแอมป์สำหรับคนชอบฟังเพลง.!!
ในซีรี่ย์ ICON มีผลิตภัณฑ์อยู่ทั้งหมด 3 รุ่น คือ P-80 ปรีแอมป์, M-80 เพาเวอร์แอมป์ และรุ่น A-50 ซึ่งก็คืออินติเกรตแอมป์ที่กำลังทำรีวิวตัวนี้นี่เอง..


A = ปุ่มกดสลับระหว่าง เปิดใช้งาน / สแตนด์บาย
B = ไฟ LED แสดงสภาวะ เปิดใช้งาน (ติดสว่าง) / สแตนด์บาย (ดับ)
C = ช่องรับคลื่นรีโมทไร้สาย
D = สวิทช์โยกเลือกเปิด/ปิดฟังท์ชั่น Direct
E = ปุ่มหมุนเลือกอินพุต
F = รูเสียบไมโครโฟนสำหรับเซ็ตอัพเสียง
G = ปุ่มกดเลือกอินพุตที่ตั้งตามลำดับความชอบไว้ พร้อมไฟ LED แสดงลำดับ
H = ปุ่มปรับวอลลุ่ม
I = ไฟ LED แสดงการเชื่อมต่อกับเน็ทเวิร์ค
J = ไฟ LED แสดงสถานะการเชื่อมต่อกับคลื่น Bluetooth
K = รูเสียบแจ๊คหูฟังขนาด 6.3 ม.ม.
ตัวถังของรุ่น MUSE Y-50 มีหน้ากว้างอยู่ที่ 13.8 นิ้ว (345 ม.ม.) ซึ่งแคบกว่าเครื่องมาตรฐาน เป็นขนาดที่นิยมสำหรับเครื่องเสียงยุคใหม่ คือมีหน้ากว้างแค่ ¾ ของหน้ากว้างเครื่องมาตรฐาน 17.4 นิ้ว ในขณะที่ ICON A-50 มาในขนาดหน้ากว้าง 17.4 นิ้ว (435 ม.ม.) เต็มตามมาตรฐานเดิม แสดงถึงความตั้งใจในการออกแบบตัว ICON A-50 ให้มีลักษณะที่ยึดโยงอยู่กับแนวทางของไฮไฟฯ แบบเก่า
รูปร่างหน้าตาของ ICON A-50 ดูย้อนยุคกลับไปคล้ายกับแอมปลิฟาย ยุค ’70 – ’80 มาก บนแผงหน้าที่ทำมาจากแผ่นอะลูมิเนียมหนาถึง 5 ม.ม. นั้น ดูเผินๆ เหมือนจะเรียบๆ แต่จริงๆ แล้วมันมีปุ่มปรับใช้งานพร้อมไฟ LED แสดงสภาวะการทำงานของตัวเครื่องติดตั้งอยู่เยอะเหมือนกัน เพียงแต่ว่า พวกเขาพยายามใช้ปุ่มและไฟ LED ดวงเล็กๆ มันจึงดูโล่งสะอาดตา ปุ่มใหญ่ที่สุดก็คือ ปุ่มวอลลุ่ม (H) ที่ติดตั้งอยู่ตรงกลางของแผงหน้าปัดเป๊ะๆ ซึ่งปุ่มนี้สามารถควบคุมด้วยมอเตอร์ที่สั่งงานผ่านปุ่มกดบนรีโมทไร้สายได้ ตัวปุ่มออกแบบได้เก๋มาก มันใช้ไฟสีส้มที่ทำเป็นเส้นบางๆ ความยาวเท่ากับครึ่งหนึ่งของเส้นผ่าศูนย์กลางพาดอยู่บนปุ่มวอลลุ่มเป็นตัวระบุระดับความดังที่ถูกใช้งานอยู่ เวลากดรีโมท ปุ่มก็จะหมุนไปตามทิศทางที่เราปรับ ถ้ากดลดวอลลุ่ม เส้นสีส้มก็จะเคลื่อนวนไปทางซ้าย ถ้ากดเพิ่มวอลลุ่ม เส้นสีส้มก็จะเคลื่อนวนไปทางขวา เก๋มาก.!
ตรง สวิทช์หมุนเลือกอินพุต (E) ก็ออกแบบได้เก๋เหมือนกัน ลักษณะของอินดิเคเตอร์ที่ใช้แสดงผลการปรับตั้งก็ล้อเลียนไปกับการแสดงผลของปุ่มวอลลุ่ม คือใช้แสงสีส้มที่ทำเป็นเส้นบางๆ ชี้ไปตรงตำแหน่งของอินพุตที่พิมพ์อยู่บนหน้าปัดรอบๆ ปุ่มเลือกอินพุต ส่วนรูเสียบขนาดเล็กตรงตำแหน่ง F นั้นให้มาไว้เสียบไมโครโฟนที่ใช้ในการปรับจูนเสียงของแอมป์ด้วยโปรแกรม Room Correction ให้เข้ากับสภาพอะคูสติกของห้อง ในขณะที่รูขนาดใหญ่กว่า (K) ที่อยู่ทางมุมล่างซ้ายของแผงหน้านั้นเป็นรูเสียบแจ๊คหูฟัง ซึ่งตอนใช้งานหูฟัง ที่ขั้วต่อสายลำโพงและที่ขั้วต่อ Pre-Out ที่อยู่บนแผงหลังจะถูกปิด คือไม่มีสัญญาณออก
อินพุต + เอ๊าต์พุต

L = ขั้วต่อสัญญาณอะนาลอกอินพุตของภาคขยายหัวเข็ม
M = ขั้วต่อสัญญาณดิจิตัลอินพุต coaxial
N = ช่องอินพุต HDMI (ARC)
O = ช่องเสียบแฟรชไดร้ USB ที่ใช้เก็บไฟล์เพลง
P = ช่องเสียบแจ๊ค RJ45 สำหรับสายแลน
Q = ช่องเสียบแจ๊ค IEC ของสายไฟเอซี
R = ขั้วต่อสายลำโพง
S = ขั้วต่อสัญญาณปรีเอ๊าต์
T = ขั้วต่อสัญญาณอะนาลอกอินพุต 3 ช่อง
U = ขั้วต่อสัญญาณดิจิตัลอินพุต Optical
V = จุดเชื่อมต่อกราวนด์จากเครื่องเล่นแผ่นเสียง
W = สวิทช์โยกเลือกภาคขยายหัวเข็มแบบ MM หรือ MC
หลังจากทำความเข้าใจข้อมูลที่มากับ ICON A-50 จนทะลุปรุโปร่งแล้ว ทำให้เห็นว่า ทาง Onkyo ตั้งใจทำอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ขึ้นมาเพื่อให้มันมี “ความพร้อม” ทุกด้านสำหรับคนที่ชอบฟังเพลงเน้นคุณภาพจริงๆ หลักฐานสำคัญเริ่มมาตั้งแต่ “ภาคอินพุต” ที่ออกแบบมาให้สามารถรองรับสัญญาณจากแหล่งต้นทางได้ครบถ้วนมาก ทั้งแหล่งต้นทางที่ให้เอ๊าต์พุตออกมาเป็นสัญญาณอะนาลอก และแหล่งต้นทางที่ให้เอ๊าต์พุตออกมาเป็นสัญญาณดิจิตัล
ภาคขยายหัวเข็ม MM/MC
ICON A-50 แสดงให้เห็นชัดว่าตั้งใจออกแบบมาเพื่อคนที่ชอบฟังเพลงเน้นคุณภาพเสียงจริงๆ ด้วยการจัดภาคขยายหัวเข็มมาให้ทั้ง MM ที่รองรับสัญญาณจากหัวเข็มที่มีความแรงได้สูงถึง 70mV และรองรับสัญญาณจากหัวเข็ม MC ได้สูงถึง 7mV ซึ่งดูจากสเปคฯ แล้วก็ต้องบอกว่าทาง Onkyo เขาตั้งใจให้ภาคขยายหัวเข็มที่สามารถ “หวังผล” ในการใช้งานได้จริง ไม่ได้ให้มาเป็นแฟชั่นตามสมัยนิยมเท่านั้น เพราะเมื่อคุณป้อนสัญญาณจากหัวเข็ม MM ที่มี gain เท่ากับ 5mV เข้ามา คุณจะได้ความเข้มข้นของสัญญาณเสียงที่สูงถึง 74dB และถ้าคุณป้อนสัญญาณจากหัวเข็ม MC ที่มี gain เท่ากับ 0.5mV เข้ามา คุณจะได้สัญญาณจากอินพุต MC ที่มีความเข้มข้นสูงถึง 58dB

เพราะภาคขยายหัวเข็มของ ICON A-50 ถูกออกแบบมาให้มีความไวค่อนข้างสูง ทางผู้ผลิตจึงใส่หัวปลั๊ก RCA หลอกๆ (ศรชี้สีขาว) มาให้จากโรงงาน ถ้าคุณไม่ได้ใช้อินพุต Phono แนะนำให้เสียบปลั๊ก RCA หลอกๆ ตัวนี้ไว้ทั้งสองขั้ว ไม่แนะนำให้ถอดออกเพราะแบนด์วิธของภาคขยายในตัว ICON A-50 มันกว้างมากคือตั้งแต่ 10Hz ขึ้นไปจนถึง 100kHz (+1dB, -3dB) จึงเปิดรับ noise ได้ง่ายโดยเฉพาะ noise ที่ความถี่สูง ซึ่งเจ้าหัวปลั๊ก RCA แบบไม่มีสายนี่แหละมันจะช่วยป้องกัน noise จากภายนอกไม่ให้แทรกเข้ามา
อินพุตดิจิตัลแบบใช้สาย
Coaxial, Optical & HDMI

นอกจากจะไม่ทิ้งแหล่งต้นทางที่เก่าแก่ของยุคอะนาลอกอย่างแผ่นเสียงแล้ว Onkyo ก็ยังเปิดรับแหล่งต้นทางยุคดิจิตัลอย่างครบถ้วนอีกด้วย ใครยังเล่นแผ่นซีดีด้วยเครื่องเล่นซีดีอยู่ ICON A-50 ก็มีช่องอินพุตดิจิตัล coaxial และ optical (กรอบสีขาว) มาให้ใช้รองรับสัญญาณดิจิตัล PCM จากเครื่องเล่นซีดีของคุณด้วย ซึ่งทั้งสองช่องอินพุต coaxial และ optical นี้ มีความสามารถรองรับสัญญาณดิจิตัล PCM จากภายนอกที่มีระดับแซมปลิ้งเรตตั้งแต่ 32kHz ขึ้นไปจนถึงระดับสูงสุดที่ 96kHz ด้วยระดับ bit-depth ตั้งแต่ 16, 20 และ 24-bit
แต่กรณีที่นำ ICON A-50 ไปเชื่อมต่อกับทีวี คุณสามารถเชื่อมต่อสัญญาณเสียงของทีวีเข้าไปใช้งานร่วมกับอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ได้ 2 ช่องทาง ทางแรกคือ ใช้สาย HDMI เชื่อมต่อสัญญาณจากช่อง HDMI Output ของทีวีเข้าไปที่อินพุต HDMI (ARC) (กรอบสีเขียว) ของ ICON A-50 และปรับตั้งสัญญาณ Output ที่ส่งออกมาจากทีวีให้เป็นฟอร์แม็ต PCM กับอีกช่องทางหนึ่งคือเชื่อมต่อสัญญาณระหว่างทีวีกับ ICON A-50 ผ่านทางอินพุต Optical ของอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว ผมชอบที่จะใช้การเชื่อมผ่านทางอินพุต Optical มากกว่าทางช่อง HDMI ในกรณีที่ทีวีเป็นรุ่นที่ออกมานานแล้ว (มักจะมีปัญหาเวอร์ชั่นของ HDMI มันไม่เข้ากัน)
อินพุตดิจิตัลแบบไม่ใช้สาย
Bluetooth

ต้องยกนิ้วให้เลยว่า ICON A-50 ตัวนี้ให้อินพุตสำหรับระบบเสียงดิจิตัลมาครบจริงๆ นอกจากอินพุตแบบใช้สายแบบ coaxial กับ optical ตามที่บอกไปข้างต้นนั้นแล้ว ยังมีอินพุตสำหรับรองรับสัญญาณดิจิตัลจากฮาร์ดดิส USB ที่เก็บไฟล์ดิจิตัลได้โดยตรง (ศรชี้สีเขียว) มาให้ นอกจากนั้น พวกเขายังได้เตรียมเสารับคลื่นไร้สาย Bluetooth (ศรชี้สีแดง) มาให้ใช้เป็นอินพุตเพื่อ “รองรับ” สัญญาณเสียงดิจิตัล PCM ที่สตรีมมาจากอุปกรณ์พกพาได้อีกทางหนึ่ง และยังสามารถใช้ช่องทางไร้สาย Bluetooth ของอินติเกรตแอมป์ตัวนี้เป็น “เอ๊าต์พุต” ที่สามารถจัดส่งสัญญาณออกไปให้อุปกรณ์ภายนอกที่รองรับสัญญาณทาง Bluetooth ได้ด้วย สรุปคือ Bluetooth ของ ICON A-50 มีสถานะเป็น bidirectional คือเป็นได้ทั้ง “อินพุต” (รองรับสัญญาณจากเครื่องอื่น) และ “เอ๊าต์พุต” (ส่งสัญญาณไปให้เครื่องอื่น) โดยมีดีโค๊ดเดอร์ที่รองรับสัญญาณเสียงดิจิตัลที่เข้ารหัส AAC, SBC, aptX และ aptX HD อยู่ในตัว
อินพุต Network แบบใช้สาย

นี่คืออินพุตที่เป็นไฮไล้ท์สำหรับอินติเกรตแอมป์ Onkyo รุ่น ICON A-50 ตัวนี้.! ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นสิ่งที่ทำให้ Onkyo ถึงกับวูบลงไปชั่วขณะเพราะปรับตัวตามพัฒนาการของวงการเครื่องเสียงที่หันเข้าสู่ระบบเน็ทเวิร์คไม่ทัน ด้วยเหตุนี้ เมื่อพวกเขากลับมาอีกครั้ง การเชื่อมต่อกับเน็ทเวิร์คเพื่อการสตรีมไฟล์เพลงจึงเป็นจุดขายสำคัญของผลิตภัณฑ์ทั้งสองซีรี่ย์ คือทั้ง MUSE series และ ICON series
โดยเฉพาะในรุ่นใหญ่อย่าง ICON A-50 นี้ ได้ถูกออกแบบมาให้สามารถรองรับสัญญาณที่สตรีมผ่านเข้ามาทางเน็ทเวิร์ค Ethernet ได้หลากหลายรูปแบบของไฟล์เพลง ไล่ตั้งแต่ MP3, WMA, WAV, AIFF, AAC, FLAC, LPCM, APL และ DSD โดยปรับจูนเสียงให้ออกมาดีที่สุดกับเรโซลูชั่นตั้งแต่ 32kHz ขึ้นไปจนถึง 192kHz ที่ระดับบิตข้อมูลตั้งแต่ 16 – 24bit
ดีไซน์ภายใน

ถ้าเปิดฝาเครื่องเข้าไปดูการออกแบบวงจรภายในของอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ จะเห็นว่า ลักษณะการจัดวงจรภายในก็จะค่อนข้างยุ่งเหยิงตามสไตล์แอมป์ญี่ปุ่นที่ใช้วิธีแยกบอร์ดการทำงานของภาคที่สำคัญๆ ออกมาเป็นส่วนๆ แล้วโยงเข้าหากันด้วยสายแพร์
แผงวงจรที่ล้อมกรอบสีแดงในภาพข้างบนนั้นเป็นบอร์ดที่ทำงานในส่วนของสตรีมเมอร์กับอินพุต USB และอินพุต HDMI ซึ่งออกแบบโดยใช้ชิปของ Analog Device จัดการกับสัญญาณที่ป้อนเข้ามาทางอินพุต HDMI ส่วนภาค DAC ที่ใช้จัดการแปลงสัญญาณดิจิตัลที่เข้ามาทางอินพุตดิจิตัลทั้งหมดให้ออกมาเป็นสัญญาณอะนาลอกนั้นเป็นหน้าที่ของชิป DAC เบอร์ AK4452VN ของแบรนด์ AKM ที่สามารถรองรับสัญญาณดิจิตัลได้สูงถึง 32-bit/768kHz และสามารถรองรับสัญญาณฟอร์แม็ต DSD ได้ด้วย แต่วิศวกรของ Onkyo เลือกที่จะออกแบบให้มันทำงานแค่ระดับ 24/192 เท่านั้นสำหรับฟอร์แม็ต PCM ถ้าให้เดา ตรงนี้น่าจะเพื่อให้เอ๊าต์พุตของชิป DAC แม็ทชิ่งกับภาคอะนาลอก เอ๊าต์พุตมากที่สุดนั่นเอง แต่สามารถรองรับสัญญาณ DSD ได้สูงถึง DSD256 แบบเนทีฟซะด้วย.! อ่าา.. ตรงนี้ถือว่าไม่ธรรมดาเลย.!!!
ยังมีอีกจุดที่ Onkyo ซุกซ่อนความเด็ดเอาไว้ นั่นคือในส่วนของภาคเพาเวอร์แอมป์ (กรอบสีเหลือง) ที่ออกแบบโดยใช้วงจรขยาย class-AB และใช้ทรานซิสเตอร์แค่ 2 ตัวในการขยายสัญญาณของแต่ละแชนเนล..

ส่วนความเด็ดที่ว่านั้นมันอยู่ที่ตัวทรานซิสเตอร์ที่พวกเขาใช้ คือเป็นทรานซิสเตอร์ biolar แบบไฮเพาเวอร์ฯ ของแบรนด์ Toshiba เบอร์ 2SA1962/2SC5242 ทำงานในโหมด complementary PNP/NPN ซึ่งในวงการออกแบบแอมปลิฟายต่างก็ให้การยอมรับในคุณภาพเสียงของทรานซิสเตอร์ไบโพล่าร์คู่นี้กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งต้องบอกว่า สมัยนี้จะหาแอมป์ระดับ mid-end ที่ใช้เทคนิคการออกแบบที่นิยมกันใน ยุค ’70 ได้ยากแล้วในปัจจุบัน คือใช้วิธีคัดอุปกรณ์และเน้นดีไซน์ด้วยคอมโพเน้นต์แบบแยกชิ้น (discrete) แบบ ICON A-50 ตัวนี้ เพราะผู้ผลิตแอมป์ระดับ mid-end สมัยนี้เขาเริ่มหันหน้าไปหาการดีไซน์ด้วยวงจรขยาย class-D กันเกือบหมดแล้ว..
ควบคุมสั่งงานได้ 3 ทาง

1. ปุ่มเปิดเครื่อง / สแตนด์บาย
2. ปุ่มกดเลือกอินพุตทั้ง 9 อินพุต
3. ปุ่มกดเลือกอินพุตที่ตั้งล่วงหน้าไว้ทั้ง 4 อินพุต
4. ปุ่มปรับโทนทุ้ม / แหลม
5. ปิด/เปิดไฟ LED บนตัวเครื่อง
6. ปุ่มปรับวอลลุ่มเพิ่ม / ลด
7. ปุ่มกดหยุดเสียงชั่วคราว
8. ปรับเพิ่ม / ลด เสียงแหลม
9. ปรับเพิ่ม / ลด เสียงทุ้ม
10. ปรับบาลานซ์ความดัง ซ้าย / ขวา
ทางแรกคือควบคุมผ่านปุ่มควบคุมสั่งงานที่อยู่บนแผงหน้าปัดเครื่อง ซึ่งมีมาให้ปรับใช้เท่าที่จำเป็น และบางฟังท์ชั่นมีการปรับตั้งที่ค่อนข้างซับซ้อน ทางที่สองอันนี้ง่ายหน่อย คือสั่งงานผ่านทางรีโมทฯ ไร้สายที่แถมมาให้ในกล่อง เป็นรุ่น RC-991S ลักษณะผอมๆ ยาวๆ บอดี้ทำด้วยพลาสติก สีดำทั้งตัว บนนั้นมีปุ่มกดสั่งงานอยู่ทั้งหมด 30 ปุ่ม แบ่งเป็นสองท่อน คือท่อนบนกับท่อนล่าง โดยมีตัวอักษรชื่อยี่ห้อ Onkyo คั่นอยู่ตรงกลาง ฟังท์ชั่นที่มีให้ปรับตั้งส่วนใหญ่ก็เป็นฟังท์ชั่นพื้นๆ ที่ใช้งานบ่อยๆ

ส่วนทางที่สามคือ สั่งงานผ่านทางแอพลิเคชั่น ซึ่งทางผู้ผลิตมีทำแอพฯ ออกมา 2 ตัว ชื่อว่า ‘Onkyo Controller’ กับ ‘Onkyo Room EQ’ ซึ่งเป็นแอพฯ ฟรีที่ Onkyo ออกแบบมาให้นำมาใช้กับผลิตภัณฑ์ของพวกเขา หน้าตาคล้ายๆ กัน (ในกรอบสีเขียว ภาพข้างบน) ทำไมต้องมี 2 ตัว.? ตัว Onkyo Room EQ นั้นเขาทำออกมาให้ใช้สำหรับปรับจูนเสียงของซีรี่ย์ MUSE ให้เข้ากับห้องด้วยโปรแกรม Room Correction ของ Onkyo เอง ส่วนการปรับจูนเสียงของซีรี่ย์ ICON ให้เข้ากับห้องฟังเขาใช้บริการของโปรแกรม Dirac Live ซึ่งฝังอยู่ในแอพฯ Onkyo Controller ดังนั้น สำหรับรุ่น ICON A-50 ใช้แอพฯ Onkyo Controller แค่ตัวเดียวจัดการทุกอย่าง
โดยปกติแล้ว โปรแกรม Room Correction ‘Dirac Live’ จะมีลักษณะการทำงานแยกออกเป็น 3 ระดับ โดยเริ่มจากระดับแรกเรียกว่า “Room Correction” เป็นการปรับจูนเสียงทุ้มตั้งแต่ 20Hz ไปจนถึง 500Hz ที่ออกจากลำโพงให้กลมกลืนไปกับสภาพอะคูสติกของห้อง คือผสมกับลักษณะการตอบสนองความถี่ในย่าน 20Hz – 500Hz ของห้องแล้วได้กราฟออกมาราบเรียบ ส่วนระดับที่สองเรียกว่า “Bass Control” โปรแกรมตัวนี้จะทำการปรับแาการเบสบวม (boomy bass) ซึ่งจะเหมาะกับซิสเต็มที่ใช้ซับวูฟเฟอร์เสริมกับลำโพงหลัก และระดับที่สามเรียกว่า “ART” ซึ่งมีหน้าที่ทำให้การกระจายคลื่นเสียงของลำโพงทั้งระบบมีความผสานกลมกลืนและแผ่คลุมพื้นที่ในห้องจนเกิดเป็นสนามเสียงเดียวกัน คือเข้าไปจัดการในส่วนของไทมิ่งของ resonances กับ decay ของเสียง
Dirac Live ตัวที่ฝังมาให้ใน ICON A-50 เป็นตัวเริ่มต้น ระดับแรก นั่นคือตัว “Room Correction” ซึ่งจะส่งผลกับความถี่ใน่ยานทุ้ม คือตั้งแต่ 20Hz ขึ้นไปถึง 500Hz เท่านั้น ซึ่งในทางปฏิบัติ คุณต้องเซ็ตอัพตำแหน่งของลำโพงซ้าย–ขวาให้ได้จุดที่ได้เสียงกลาง/แหลมที่ลงตัวมากที่สุดก่อน จากนั้นจึงค่อยเปิดใช้งาน Dirac Live เข้ามาช่วยเกลี่ยปัญหาในย่านทุ้ม ซึ่งใครที่ใช้งาน ICON A-50 ในห้องรับแขกทั่วไปควรทดลองใช้ Dirac Live จูนดู (เมนูที่ใช้ปรับจูน Dirac Live อยู่ในแอพ Onkyo Controller) จะเห็นผลมากกว่าในห้องฟังที่มีการปรับจูนสภาพอะคูสติกด้วยวิธีแมนน่วลไปแล้ว และถ้าคุณต้องการใช้ Dirac Live ระดับที่สูงขึ้นคือ ระดับ 2 กับ ระดับ 3 ก็สามารถซื้อไลเซนต์มาเพิ่มได้ (ระดับสอง Bass Control ราคาโปรแกรมอยู่ที่ 299 เหรียญยูเอส, ส่วนระดับสาม ART นั้น ราคาโปรแกรมอยู่ที่ 299 เหรียญยูเอส)
แอพฯ Onkyo Controller
แอพฯ ที่ใช้กับ ICON A-50 ชื่อว่า Onkyo Controller ซึ่งมีให้เลือกใช้ทั้งเวอร์ชั่น iOS และ Android ในภาพต่อไปนี้ผมทดลองใช้แอพฯ ตัวนี้บน iPhone 12
เลือกอินพุต



ภาพบนสุดคือลักษณะของหน้าเปิด หรือหน้า Home ของแอพฯ Onkyo Controller ตัวนี้ ถ้าต้องการเข้าไปใช้งานฟังท์ชั่นหลักๆ ของแอพฯ ก็จิ้มลงไปบนพื้นที่รูปที่ปรากฏขึ้นมานี้เลย หลังจานั้น ภาพบนจอแอพฯ ก็จะเปลี่ยนไปตามแบบภาพที่สองที่อยู่ต่ำลงมา ซึ่งในนั้นจะเห็นว่าฟังท์ชั่นใช้งานของแอพฯ ตัวนี้จะแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ INPUT, VOLUME, SETTINGS และ MENU อื่นๆ (ที่เป็นจุดสามจุดทางขวามือสุด) เรียงจากซ้ายไปขวา ในภาพที่สอง (จากบนลงล่าง) เมื่อกดเข้ามาในหน้า INPUT แล้ว ผมลองกดเลือกอินพุต Optical เพื่อฟังเสียงจากทีวี ที่หน้าล่างสุดของแอพฯ ก็จะโชว์หน้าของอินพุต OPT หรืออ๊อปติคัลขึ้นมาให้เห็นว่ากำลังใช้อินพุตนี้อยู่
ปรับวอลลุ่ม

ฟังท์ชั่นถัดไปบนหน้าแอพ Onkyo Controller ก็คือ “วอลลุ่ม” เมื่อคุณใช้ปลายนิ้วแตะลงไปไอค่อนที่เป็นรูปลำโพงที่อยู่ด้านล่างของหน้าแอพ จะปรากฏภาพสัญลักษณ์รูปปุ่มปรับวอลลุ่มขึ้นมาบนจอ (ดูในภาพข้างบน) ซึ่งคุณสามารถปรับเพิ่มหรือลดความดังได้ด้วยการใช้ปลายนิ้วรูดไปบนภาพปุ่มนั้นได้เลย.. ตรงนี้เจ๋งมาก.!!!
ปรับตั้งค่าของลำโพง

เมนูที่ใช้ในการปรับจูนเสียงสำหรับโปรแกรม Dirac Live จะฝังอยู่ในหัวข้อนี้ (ด้านบนสุด) ถ้าคุณต้องการปรับจูนเสียงของ ICON A-50 ด้วยโปรแกรม Dirac Live คุณต้อง “ปิด” โหมด DIRECT ก่อน..

ด้วยการสับสวิทช์โยกตัวเล็กๆ ที่อยู่ในวงกลมสีเขียวตามภาพข้างบนลงไปที่ตำแหน่ง OFF จากนั้นฟังท์ชั่น Dirac Live จึงเริ่มทำงานได้ ซึ่งจะมีหัวข้อให้ปรับจูนเสียงที่มีประโยชน์อีกมาก ยกตัวอย่างเช่น ปรับจูน Balance เสียงซ้าย–ขวาที่มีมาให้ปรับทั้งแบบหยาบและแบบละเอียด ใครมีปัญหาเสียงเอียง ซ้าย/ขวาดังไม่เท่ากัน และไม่สามารถแก้ไขด้วยการปรับสภาพอะคูสติกได้ คุณสามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้ฟังท์ชั่นปรับ Balance และ Speaker Level ช่วยกันได้
เมนูอื่นๆ

จุดสามจุดบนหน้า Home ของแอพนั้นเป็นที่รวมเมนูอื่นๆ ที่ใช้ในการปรับตั้งค่าการทำงานของ ICON A-50 เมื่อกดลงไปจะปรากฏหน้าต่างที่รวมคำสั่งต่างๆ ขึ้นมา เริ่มด้วย “Sleep Timer” = ใช้ปรับตั้งเวลาปิดเครื่องเข้าสู่โหมดสแตนด์บายอัตโนมัติ ซึ่งมีให้เลือกปรับตั้ง 3 เวลา คือ 30, 60 และ 90 นาที ถัดไปหัวข้อ “Audio / Video Info” = แสดงข้อมูลอินพุตและรูปแบบของสัญญาณเสียงที่กำลังใช้งาน ถัดไปที่หัวข้อ “Device Settings” = รวมหัวข้อการปรับตั้งการทำงานของตัวเครื่องส่วนอื่นๆ อีกมากมาย อาทิเช่น เปลี่ยนชื่อเครื่อง, ปรับตั้งให้เครื่องสแตนด์บายและเล่นอัตโนมัติเมื่อมีสัญญาณจากอินพุตเน็ทเวิร์คเข้ามา, การเชื่อมต่อ Bluetooth, ใส่พาสเวิร์ดเพื่อใช้งาน AirPlay, เลือกโหมดการทำงานของ Bluetooth Transmitter ฯลฯ จบลงด้วย “TV (HDMI CEC)” ซึ่งเป็นการควบคุมสั่งงานร่วมกับทีวี
การเชื่อมต่อ

แม้ว่า ICON A-50 จะไม่มีช่องเอ๊าต์พุตสำหรับต่อกับซับวูฟเฟอร์มาให้เหมือนรุ่น MUSE Y-50 ที่ผมเคยทดสอบไป แต่ถ้าในซิสเต็มของคุณมีลำโพงแอ๊คทีฟ ซับวูฟเฟอร์ใช้อยู่ และคุณต้องการเชื่อมต่อซับวูฟเฟอร์ของคุณเข้ากับ ICON A-50 ตัวนี้ คุณก็สามารถทำได้โดยดึงสัญญาณจากช่อง Pre-Out ของ ICON A-50 ไปใช้แทน ส่วนการปรับตั้งเสียงของซับวูฟเฟอร์ก็ปรับ จุดตัด, เฟส และความดัง จากตัวซับวูฟเฟอร์โดยตรง
ลองเล่น TIDAL Connect

ถ้าจิ้มเข้าไปที่หัวข้อ INPUT บนแอพ คุณจะพบว่ามีโลโก้ TIDAL Connect ให้เลือกเป็นอินพุตอยู่ในนั้น แต่ถ้าจิ้มลงไป หน้าแอพจะขึ้นมาเป็นแบบภาพข้างบนนี้ แต่ไม่มีเพลงให้เล่น เหตุผลก็เพราะว่า วิศวกรของ Onkyo เข้าไม่ได้ฝังเอนจิ้นที่ใช้ควบคุมสั่งงาน TIDAL ไว้ในแอพ Onkyo Controller หน้าที่โผล่ขึ้นมาจึงเป็นแค่ display ของแอพ Onkyo Controller ที่จะโชว์ให้รู้ว่ากำลังรับสัญญาณมาจากเซิร์ฟเวอร์ของ TIDAL Connect นั่นเอง

ดังนั้น วิธีใช้งานอินพุต TIDAL Connect ต้องเริ่มด้วยการออกไปเปิดแอพ TIDAL แล้วเลือกเล่นไฟล์เพลงบนแอพของ TIDAL

จากนั้นก็เลือกเอ๊าต์พุตของแอพ TIDAL มาที่ ICON A-50

จากนั้นค่อยกลับมาเปิดแอพ Onkyo Controller ซึ่งคุณสามารถปรับวอลลุ่มจากที่นี่ได้ แต่ถ้าต้องการสั่งงานตัว ICON A-50 ซึ่งตอนนี้บนหน้าจอแอพก็จะปรากฏเพลงที่เล่นบนแอพ TIDAL ขึ้นมาแบบภาพข้างบน.. แต่ทุกครั้งที่ต้องการเปลี่ยนเพลง หรือควบคุมการเล่นไฟล์เพลง คุณต้องกลับไปสั่งงานบนแอพ TIDAL เท่านั้น
ลองส่งสัญญาณผ่าน Bluetooth

หลังจากเชื่อมต่อระหว่าง ICON A-50 กับ iPhone12 ของผมด้วย Bluetooth เสร็จแล้ว เมื่อเล่นไฟล์เพลงบน TIDAL ผมพบว่า สามารถส่งสัญญาณจาก TIDAL มาที่ ICON A-50 ได้ 2 ทาง ทางแรกคือส่งผ่าน Bluetooth กับอีกทางคือส่งผ่าน TIDAL Connect (ลูกศรชี้ สีแดง) ผมลองฟังเทียบกันแล้ว เล่นผ่านช่องทาง TIDAL Connect เสียงดีกว่ามาก.!

ผมลองเปลี่ยนมาใช้แอพ Onkyo HF Player ที่ผมมีอยู่บน iPhone12 เล่นไฟล์เพลงที่ผมเก็บอยู่ในฮาร์ดดิสของ iPhone12 ผ่านไปที่ ICON A-50 พบว่า เสียงออกมาใกล้เคียงกับเล่นจาก TIDAL ที่ส่งสัญญาณมาที่ ICON A-50 ผ่าน Bluetooth คือเสียงออกมาเบา ต้องเร่งวอลลุ่มเยอะ ส่วนคุณภาพเสียงก็ถือว่าอยู่เกณฑ์มาตรฐานของ Bluetooth คือฟังเพลินๆ ได้
ลองฟังเพลงผ่าน AirPlay


เมื่อผมทดลองเล่นไฟล์เพลงบนแอพ Onkyo HF Player ตัวเดิม แต่เปลี่ยนจากส่งสัญญาณมาที่ ICON A-50 ผ่านทาง Bluetooth มาเป็นส่งผ่านทาง AirPlay (สัญลักษณ์ศรชี้ ล่างสุด) ปรากฏว่าเสียงดีขึ้นมหาศาล.!!! เสียงดังขึ้นมาก จนผมต้องลดวอลลุ่มที่ ICON A-50 ลงไปหลายคลิ๊ก ไดนามิกของเสียงเปิดกว้างและสวิงได้สุดสเกลกว่า รายละเอียดออกมากระจ่างพร่างพรายมากกว่า เด่นชัดจัดจ้านตั้งแต่ทุ้มขึ้นมาถึงแหลม ฟังแล้วสิ้นสงสัยไปเลยว่า AirPlay เหนือกว่า Bluetooth เยอะจริงๆ.!!!
ลองใช้แอพฯ Onkyo Controller
สตรีมไฟล์เพลงจาก Music Server (NAS)

เข้าไปที่หัวข้อ INPUT บนแอพ Onkyo Controller แล้วเลือกไปที่อินพุต NET

จากนั้นก็เลือกไปที่ Music Server

ผมเก็บไฟล์เพลงไว้ใน NAS ที่เชื่อมต่อกับเน็ทเวิร์ค โดยใช้กล่อง NAS ของ QNAP แล้วลงโปรแกรมมีเดีย เซิร์ฟเวอร์ที่ชื่อว่า MinimServer ลงไป ซึ่งโปรแกรม MinimServer เวิร์คมาก สตรีมเมอร์ส่วนใหญ่จะมองเห็น จากที่ทดสอบสตรีมเมอร์มาหลายๆ ตัว ผมพบว่า สตรีมเมอร์ส่วนใหญ่จะมองเห็น NAS ของผมทันทีที่เข้าไปอยู่ในเน็ทเวิร์คเดียวกับ NAS ตัวนี้โดยที่ผมไม่ต้องทำการตั้งค่าอะไรเลย ซึ่งแอพ Onkyo Controller ตัวนี้ก็เจอกับ NAS ของผมทันทีเหมือนกันและพร้อมให้ใช้งานได้โดยที่ผมไม่ต้องปรับตั้งค่าใดๆ เลยด้วย เมื่อเจอก็จิ้มลงไปเลย..

ตามมาตรฐานของ UPnP Server เมื่อสตรีมเมอร์ค้นพบ NAS มันจะมีรูปแบบหลายรูปแบบให้เราเลือกเพื่อนำเอาไฟล์เพลงใน NAS ตัวนั้นออกมาโชว์ ผมจะเลือกให้มันโชว์แบบ “folder view” เพราะผมจัดเก็บไฟล์เพลงแบบแยกตามฟอร์แม็ตเอาไว้ในโฟลเดอร์ต่างๆ

ผมอยากจะเริ่มทดสอบความสามารถในการเล่นไฟล์เพลงฟอร์แม็ต DSD ของภาคสตรีมมิ่งในตัว Onkyo ICON A-50 ตัวนี้ก่อนว่ามันจะสามารถเล่นฟอร์แม็ต DSD ได้สูงถึงระดับ DSD256 จริงรึเปล่า.? ผมจึงจิ้มเลือกไปที่โฟลเดอร์ที่ผมเก็บไฟล์เพลง DSD256 (11.2MHz) เอาไว้..

ผลคือ ICON A-50 สามารถดึงสัญญาณ DSD11.2MHz ออกมาจากไฟล์ DSF256 ได้อย่างลื่นไหล ไม่มีสะดุด ไดนามิกสวิงได้สเกล ไม่มีอาการอั้น สปีดไม่ตก

ลองเลือกไฟล์ที่มีขนาดเล็กลงมาหน่อย อย่างไฟล์ DSF128 ของอัลบั้มชุด Jazz At The Pawnshop ที่ค่าย OPUS 3 ทำออกมาขึ้นมาฟัง ภาคสตรีมมิ่งของแอมป์ตัวนี้ก็เล่นได้สบายๆ เสียงออกมาดีมากๆ
ทดสอบภาคขยายหูฟัง

ภาคขยายเสียงสำหรับหูฟังที่ ICON A-50 ให้มามีกำลังขับอยู่ที่ 75mW + 75mW และสามารถรองรับอิมพีแดนซ์ของหูฟังได้สูงถึง 600 Ω ในการทดสอบผมเลือกหูฟังที่มีอิมพีแดนซ์สูงที่สุดที่ผมมีอยู่คือ 300 Ω เป็นหูฟังของ Sennheiser รุ่น HD650 ซึ่งอยู่เร้นจ์ของอิมพีแดนซ์ที่ภาคขยายหูฟังของแอมป์ตัวนี้รองรับได้ ผลของเสียงที่ออกมาน่าทึ่งมาก เพราะไม่บ่อยเลยที่จะพบว่า ภาคขยายหูฟังที่แถมมากับอินติเกรตแอมป์จะสามารถทำให้เสียงของหูฟัง HD650 ตัวนี้มีลักษณะที่เปิดกระจ่างออกมาได้มากขนาดนี้ ปกติแล้วที่ผ่านๆ มาภาคขยายหูฟังในอินติเกรตแอมป์มักจะขับหูฟังตัวนี้ออกมาได้ไม่ดี บางตัวที่ภาคขยายกำลังไม่ถึง มันจะให้เสียงออกมาทึบๆ ด้าน ปลายแหลมไม่เปิด ซึ่งภาคขยายหูฟังของ ICON A-50 ตัวนี้มันกระทุ้งเสียงออกมาจาก HD650 ได้อย่างเกลี้ยงเกลามาก เสียงโดยรวมเปิดกระจ่าง จะแจ้งแทงตลอดตั้งแต่ทุ้มขึ้นไปถึงแหลม เสียงมันเปิดมาก ซึ่งมีภาคขยายหูฟังไม่มากที่สามารถดึงรายละเอียดของหูฟัง Sennheiser ตัวนี้ออกมาได้อย่างกระจ่างพร่างพรายขนาดนี้.!!
แม็ทชิ่งกับลำโพง

หยิบสเปคฯ ของ ICON A-50 มาตรวจเช็คแม็ทชิ่งกับลำโพงดูหน่อย ซึ่งในสเปคฯ ของแอมป์ตัวนี้มีตัวเลขที่เอามาวิเคราะห์แม็ทชิ่งกับลำโพงได้แค่ 3 – 4 ตัว ตามที่เห็นในภาพข้างบน ซึ่งดูจากตัวเลขกำลังขับที่โหลด 8 โอห์ม มาตรฐานกลางๆ ก็ถือว่าเยอะอยู่ ถ้าเทียบกับอินติเกรตแอมป์ระดับ mid-end ทั่วๆ ไป ได้ตัวเลขมาเกิน 100W ต่อข้างที่ 8 โอห์ม ก็ถือว่าเยี่ยมแล้ว ทีนี้มาลองประเมิน “กำลังสำรอง” ของแอมป์ตัวนี้ดูสักหน่อย ในสเปคฯ แจ้งว่า แอมป์ตัวนี้สามารถทำกำลังขับเพิ่มขึ้นไปได้ถึง 180W ต่อข้างเมื่อโหลดลดลงไปอยู่ที่ 4 โอห์ม เมื่อนำตัวเลข 180W ที่โหลด 4 โอห์ม ไปเทียบบัญญัติไตรยางค์กับตัวเลข 110W ที่โหลด 8 โอห์ม จะได้ออกมาว่า แอมป์ตัวนี้มีกำลังสำรองอยู่ประมาณ 64% เพื่อสู้กับโหลดของลำโพงที่วิ่งขึ้น–ลงอยู่ระหว่าง 8 – 4 โอห์ม ซึ่งจัดมาให้มากกว่า 50% ของโหลดปกติที่ 8 โอห์ม ก็ถือว่าเผื่อไว้ให้เยอะพอสมควร ถ้าโหลดของลำโพงไม่ถลำลงไป ต่ำกว่า 4 โอห์มเยอะๆ ก็ไม่น่ามีปัญหาสำหรับกำลังขับของอินติเกรตแอมป์ตัวนี้
อีกอย่าง ลำโพงที่มี norminal impedance อยู่ที่ 4 โอห์ม ในปัจจุบันไม่ค่อยน่ากลัว คือมันไม่ได้กินวัตต์เยอะเหมือนลำโพง 4 โอห์มในอดีต คือลำโพง 4 โอห์ม ในอดีตมันมีโครงสร้างที่ “แข็งขืน” ในการขยับตัวมาก เลยต้องการกำลังขับ (พร้อมกับ damping factor สูง) จากแอมป์เยอะเพื่อให้ไดอะแฟรมของไดเวอร์สามารถขยับตัวได้อย่างมั่นคง ในขณะที่ลำโพงที่ระบุ norminal impedance อยู่ที่ 4 โอห์ม ยุคใหม่ๆ ก็เพื่อให้ได้ “ความดัง” สูงๆ ถ้าเป็นลำโพงเล็ก การทำให้มันดูดกำลังขับจากแอมป์เยอะก็เพื่อให้ได้เบสที่ดี ลำโพง 4 โอห์ม ยุคใหม่มันเอากำลังขับของแอมป์ไปสร้างความดังจริงๆ ไม่ได้เอาไปเผาทิ้งในระบบแมคคานิคอืดๆ ของไดเวอร์ สรุปแล้ว ความแตกต่างของลำโพง 4 โอห์มในอดีตกับลำโพง 4 โอห์มในยุคปัจจุบัน ก็คือ ลำโพง 4 โอห์มในอดีต ต้องการกำลังขับสูงๆ เพราะมันขับยาก ในขณะที่ลำโพง 4 โอห์มยุคใหม่มันต้องการกำลังขับสูงๆ เพื่อได้เสียงที่ออกมาครบทุ้ม–กลาง–แหลมที่มีความดังมากพอ เพราะลำโพงยุคใหม่ใช้ไดเวอร์ที่มีโครงสร้างแข็งแรงกว่า และขับง่ายกว่าไดเวอร์ยุคเก่ามาก

ยกตัวอย่างลำโพง Totem Acoustics ที่ในอดีตใครๆ ก็บ่นกันว่ามันขับยาก กินวัตต์เยอะ ต้องแอมป์ใหญ่ๆ ถึงจะเอาอยู่ ผมมีรุ่น The One ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นสุดท้ายของโมเดล วันอยู่ คู่นี้ราคาแสนสองหมื่น ทดลองยกมาจับคู่กับ ICON A-50 ตอนเบิร์นฯ แอมป์ผมยกไปเปิดฟังในห้องรับแขก รับสัญญาณเสียงจากทีวีผ่านเข้าทางอินพุต Optical เสียงออกมาดีเลย โดยรวมๆ ถือว่าแอมป์ขับลำโพงออก เพราะมันสามารถทำให้เสียงของลำโพงโทเท็ม “หลุดตู้” ไปกระจายอยู่ในอากาศได้อย่างชัดเจน ดูหนังจาก Netflix ได้บรรยากาศดีมาก เสียงกว้าง กลาง–แหลมเปิด เบสมีน้ำหนัก ใช้วอลลุ่มไม่ถึงเที่ยงก็ได้ความดังออกมาเต็มพื้นที่ ห้องรับแขกของผมเป็นพื้นที่เปิด รวมๆ พื้นที่ประมาณ 30 กว่าตารางเมตร ไม่ว่าจะฟังข่าว, ดูคลิปใน YouTube หรือสตรีมไฟล์เพลงจาก NAS และ TIDAL ผ่านเน็ทเวิร์ค เสียงออกมาเต็มมาก.! รู้สึกได้เลยว่า กำลังขับของแอมป์มันควบคุมลำโพงได้สบาย เพราะเสียงที่ออกมามันไม่มีความรู้สึกเค้น มันลอยออกมาเฉยๆ นิ่งๆ และขยับเคลื่อนไปตามลีลาของเพลงได้ตลอด ด้วยระดับวอลลุ่มเฉลี่ยที่ผมใช้อยู่ระหว่าง 9 – 10 โมง เท่านั้น
take ICON A-50 to the limit..!!!

ต้องมีคำถามแน่ๆ ว่า อินติเกรตแอมป์ Onkyo ตัวนี้มีประสิทธิภาพสูงพอที่จะใช้เป็นแอมป์หลักในชุดที่ฟังแบบเน้นคุณภาพได้มั้ย.? ไม่มีวิธีไหนที่จะตอบได้ชัดเท่ากับการทดลองฟังจริงๆ ว่าแล้วผมก็ยก Onkyo ‘ICON A-50’ กับ Totem Acoustics ‘The One’ เข้าไปเซ็ตอัพในห้องฟังของผม..

ผมวาง ICON A-50 บนชั้นวางเครื่องแบบชั้นเดี่ยวของ Solid Tech ‘Rack of Silence’ แล้วใช้สายลำโพง Kimber Kable รุ่น 12TC เชื่อมต่อระหว่างแอมป์ตัวนี้กับลำโพงโทเท็ม

ในการทดสอบฟังเสียงในห้องฟัง ผมเน้นฟังจากสตรีมมิ่งเป็นหลัก โดยการเชื่อมต่อสาย LAN จาก router เข้าที่อินพุต Ethernet ของ ICON A-50 โดยมีตัวกรอง noise ของ StackAudio รุ่น SmoothLAN Regenerater (ในวงกลมสีเขียว)(REVIEW) เข้ามาคั่นเพื่อขจัด noise ที่มากับสาย LAN ทิ้งไป พร้อมกับสร้างสัญญาณ clock ขึ้นมาใหม่
ในการเล่นไฟล์เพลงนั้น ผมลองเล่นด้วยแอพ Onkyo Controller ดูก่อนโดยใช้วิธีดึงไฟล์เพลงจาก NAS เข้ามาลองฟัง หลังจากนั้น ผมก็ทดลองใช้ Innuos ‘STREAM1 + LPS1’ (REVIEW) ที่ผมใช้อ้างอิงอยู่ทำหน้าที่เป็นทรานสปอร์ตโดยปรับใช้โหมด Roon Core บน STREAM1 + LPS1 เพื่อเล่นไฟล์เพลงทั้งจาก NAS และ TIDAL ได้สะดวกขึ้นและเสียงก็ดีขึ้นพอสมควรด้วย

หลังจากฟัง ICON A-50 ขับลำโพง Totem Acoustics ‘The One’ แล้ว ในตอนท้ายผมก็ยกลำโพง Audio Physic ‘Classic 8’ เข้าไปแทนเดอะ วัน ซึ่งก็พบว่า กำลังขับในตัว ICON A-50 สามารถควบคุมการทำงานของ Classic 8 ได้สบายๆ เสียงเปิด ใหญ่ และให้เวทีเสียงที่แผ่กว้าง ไปได้ดีกับเพลงทุกแนว
เสียงของ ICON A-50
อย่างแรกที่รู้สึกได้ชัดก็คือ “กำลังขับ” ของอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมไม่ได้ฟังเสียงของแอมป์จากประเทศญี่ปุ่นมานานแล้ว เพิ่งจะเริ่มมาได้ฟังก็คือตอนทดสอบอินติเกรตแอมป์ของ Onkyo รุ่น MUSE Y-50 (REVIEW) ไปเมื่อเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมานี้เอง รุ่น ICON A-50 ตัวนี้ถือว่าเป็นตัวที่สอง ซึ่งบอกได้เลยว่า แอมป์ของ Onkyo สองตัวนี้เสียงไม่เหมือนกัน.!

ตัว MUSE Y-50 แจ้งตัวเลขกำลังขับไว้สูงกว่า ICON A-50 แค่ 15 วัตต์ ที่โหลด 8 โอห์ม แต่มีกำลังสำรองสูงกว่าถึง 70W เมื่อวัดด้วยโหลด 4 โอห์ม แต่เสียงที่ออกมาต่างกันเยอะมาก ในแง่ของความสามารถในการผลักดันลำโพงแล้ว ทั้ง MUSE Y-50 และ ICON A-50 ให้เสียงที่ไม่ได้รู้สึกต่างกันมาก เสียงเปิดและหลุดตู้ทั้งคู่ แต่ “โทนเสียง” ที่ออกมาต่างหากที่ต่างกันชัด คือเสียงของ ICON A-50 จะมีลักษณะที่อิ่มเนียน และโปร่งหวานกว่าเสียงของ MUSE Y-50 ที่ออกไปทางกระชับแน่นและสดเร็วกว่า วิเคราะห์ได้ว่าน่าจะเป็นที่รูปแบบของวงจรขยายที่ต่างกัน (class-AB มักจะให้เสียงออกมาเนียนกว่า class-D ในขณะที่ class-D จะได้ความสดเร็ว) กับความถี่ตอบสนองที่กว้าง–แคบต่างกัน (แอมป์ที่ให้แบนด์วิธกว้างกว่า เสียงมักจะออกมาโปร่งและผ่อนกว่า)
สเปคฯ ของความถี่ตอบสนองในย่านสูงของ A-50 ที่ไปได้ไกลมากถึง 100kHz ส่งผลที่น่าตกใจ.! คือนอกจากมันจะทำให้เสียงโดยรวมมีลักษณะที่ “เปิดโล่ง” อย่างมาก สามารถรับรู้ถึง “มวลบรรยากาศ” ที่แผ่คลุมออกมาได้อย่างชัดเจนแล้ว มันยังถ่ายทอด “รายละเอียด” ในย่านเสียงสูงๆ ออกมาได้อย่างหมดจดมากด้วย..


รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่น ปุ่มสั่งปิดไฟ LED กับปุ่มโยก Direct เพื่อบายพาสวงจรต่างๆ ในตัวแอมป์ที่ส่งผลกับเสียง ที่ผู้ผลิตจัดให้มาในอินติเกรตแอมป์ตัวนี้บ่งชี้ถึงความตั้งใจที่จะตอบสนองให้กับคนที่ต้องการความเป็นที่สุดของ “คุณภาพเสียง” จริงๆ เป็นความใส่ใจที่นักเล่นเครื่องเสียง “ยุคเก่า” รู้กัน แต่ในยุคปัจจุบันอาจจะละเลย ซึ่งผมทดลองทำทั้งสองอย่างนั้นแล้วรับรู้ได้ว่าเสียงโดยรวมดีขึ้นเมื่อปิดไฟ LED บนแผงหน้าลงและโยกสวิทช์ Direct ไปที่ตำแหน่ง On ซึ่งเสียงโดยรวมที่ออกมาจะมีลักษณะที่เปิดโล่งมากขึ้น มีความผ่อนคลายมากขึ้น ปลายเสียงทอดยาวมากขึ้น โดยเฉพาะเสียงแหลมจะมีความสะอาด นวล และกังวานไปได้ไกลขึ้น..

อัลบั้ม : Jazz at the Pawnshop (DSD128)
ศิลปิน : Arne Domnerus & Friends
สังกัด : Naxos (2xHD Mastering)
เคยได้ยินมาว่า ชิป DAC ของ AKM เบอร์ AK4452VN ถึงจะไม่ใช่รุ่นใหญ่ของ AKM แต่ก็มีความสามารถในการรองรับสัญญาณ DSD แบบ native ได้ถึงระดับ DSD256 เมื่อมาเห็นว่า ICON A-50 ใช้ชิป AKM เบอร์นี้เหมือนกัน ผมก็เลยตั้งใจเลือกไฟล์เพลง DSD ที่ผมเก็บไว้ใน NAS ออกมาฟังอยู่หลายอัลบั้ม พบว่า ภาค DAC ในตัว ICON A-50 ตัวนี้สามารถเล่นไฟล์ DSD ได้ถึงระดับ DSD256 จริงๆ และที่น่าตื่นเต้นก็คือว่า มันเล่นออกมาได้ดีซะด้วย.!!
โดยมากแล้ว ภาค DAC ที่แถมมาในอินติเกรตแอมป์ทั่วๆ ไปมักจะเล่นไฟล์ DSD ออกมาไม่ค่อยดี สังเกตจากสเปคฯ ทางด้าน frequency response ของแอมป์ตัวนั้นๆ ได้เลย ถ้าตอบสนองความถี่ทางด้านแหลมไปได้ไม่ไกล โดยมากจะใช้วิธีแปลง DSD ให้เป็น PCM ที่ผ่านภาค DAC ออกมาแล้วความถี่สูงไม่เกินความสามารถในการตอบสนองของแอม์ตัวนั้น เพราะถ้าจะทำให้ได้เสียงของสัญญาณ DSD ออกมาดีที่สุดตามที่ฟอร์แม็ตให้ได้ ภาค DAC จะต้องรองรับการแปลงสัญญาณ DSD ในลักษณะที่เป็น native ได้ คือไม่มีขั้นตอนการแปลงเป็น PCM เข้ามายุ่งเลย
ภาค DAC ที่จะทำการแปลงสัญญาณ DSD ออกมาเป็นอะนาลอกได้ตรงตามฟอร์แม็ตจริงๆ ต้องมีองค์ประกอบ 2 อย่าง อยู่ในตัว อย่างแรกคือ ภาค DAC จะต้องมีคุณสมบัติในการแปลงสัญญาณ DSD ได้โดยตรง (จะใช้ชิป DAC หรือดีสครีตก็ได้) และองค์ประกอบอย่างที่สองก็คือ ภาคอนาลอกเอ๊าต์พุตที่รองรับเอ๊าต์พุตของภาค DAC จะต้องมีความสามารถในการตอบสนองความถี่ที่ “สูงกว่า” 70kHz ขึ้นไป ยิ่งเยอะยิ่งดี เพราะโลว์พาสฟิลเตอร์ที่ใช้กรองสัญญาณ DSD ระดับสูงสุดอยู่ที่ 70Hz ซึ่งทั้งสองคุณสมบัติที่ว่านี้มีอยู่ในตัว ICON A-50 ครบถ้วน.! คือภาค DAC ในตัวมันใช้ชิป AKM เบอร์ AK4452VN ซึ่งรองรับการแแปลงสัญญาณ DSD โดยตรง (native) และภาคอะนาลอกเอ๊าต์พุตของแอมป์ตัวนี้ตอบสนองความถี่สูงไปได้ไกลถึง 100kHz ..!!!
นั่นคือสาเหตุที่ทำให้แอมป์ตัวนี้เล่น DSD ทั้งสามระดับที่อยู่ในไฟล์ DSF64, DSD128 และ DSF256 ออกมาได้ดีมาก.! น้ำเสียงเปิดกระจ่าง รายละเอียดกระจ่างพร่างพรายสุดๆ ปลายแหลมออกมาดีมาก พวกเสียงฉาบ เสียงเครื่องเป่าทองเหลือง มันมีอาการ “แตกตัว” ของปลายเสียงออกมาให้ได้ยิน ฟังแล้วจับใจมาก มันทำให้ไฟล์เพลง DSD ที่ผมเก็บสะสมไว้มีคุณค่าขึ้นมาเยอะเลย.!
ถ้ามีใครบอกคุณว่า ฟอร์แม็ต DSD ให้เสียงที่ดีมากๆ คุณเชื่อเขาไปได้เลย เพราะถ้าภาค DAC รองรับ DSD แบบ native และเล่นผ่านแอมป์ที่มีความถี่ตอบสนองกว้างๆ โดยเฉพาะเสียงแหลมไปได้ไกลๆ เกิน 70kHz ขึ้นไป คุณจะได้สัมผัสกับเสียงที่เข้าใกล้ฟอร์แม็ตอะนาลอกชั้นดีนั่นเลย..
เพลง High Life ในอัลบั้มชุด Jazz at the Pawnshop เวอร์ชั่นของ Naxos ที่มีสเปคฯ DSD128 ชุดนี้ออกมาดีมากๆ บรรยากาศของความสดแผ่ซ่านออกมาเต็มไปทั้งห้อง ทุกเสียงมีมวลหนาไม่บาง และเคลื่อนตัวได้อย่างฉับไวเป็นอิสระ ไม่มีอาการเฉื่อย ไม่ซึมและไม่ทึบหม่น ทุกเสียงมีความชัดของตัวตนสูง มีประกายของปลายเสียงที่กังวานแผ่ออกไปรอบด้าน แต่ละเสียงมีไดนามิกที่ให้ความรู้สึกสมจริงมาก เสียงกลองใหญ่ มีเนื้อมวล เสียงฉาบรู้สึกได้ถึงความหนาของใบฉาบที่สั่นกระเพื่อมตอนถูกหวดลงไป แท้แต่เสียงเขย่าแทมโบรีนก็ฟังแปลกหูไปจากทุกครั้ง มันมีความ real มาก เหมือนมีคนมายืนเขย่าอยู่ตรงมุมห้อง.!!

อัลบั้ม : Misty (DSD64)
ศิลปิน : Tsuyoshi Yamamoto Trio
สังกัด : Three Blind Mice
ใครรู้จักอัลบั้มนี้ต้องรู้ว่า เสียงเปียโนในอัลบั้มนี้นับว่าเป็นหนึ่งในตองอู ความชัด อิมแพ็คหรือน้ำหนักของหัวโน๊ตที่ฆ้อนเคาะกระแทกลงไปบนเส้นลวดที่ขึงตึงอยู่ในตัวเปียโนถือว่าเป็นที่สุดแล้ว ซึ่งเวอร์ชั่นที่ทำออกมาเป็นสัญญาณ DSD64 ที่อยู่ในแผ่น SACD ของค่าย Three Blind Mice ทำออกมาได้สุดมากๆ ความคมและหนักของเสียงเคาะเปียโนในอัลบั้มนี้ใช้อ้างอิงถึงความดิบและสดซึ่งเป็นสไตล์ของค่ายเพลงแจ๊สสัญชาติญี่ปุ่นค่ายนี้
เสียงเคาะเปียโนในเพลง Misty สะท้อนถึงความยอดเยี่ยมในการเล่นไฟล์ DSF ของแอมป์ตัวนี้ได้ชัดเจนมาก โดยส่วนตัวผมคิดว่าทาง Onkyo เข้าตั้งใจที่จะทำให้ภาค DAC + ภาคเพาเวอร์แอมป์ของ ICON A-50 ตัวนี้โชว์ศักยภาพในการเล่นฟอร์แม็ต DSD ออกมาได้สุดความสามารถแบบไม่มีกั๊กลักษณะนี้ เพราะมันคือไม้ตายถ้าต้องการจะกลับมาประกาศศักดาในวงการเครื่องเสียงจริงๆ และการเลือกที่จะโชว์ศักยภาพในการเล่นกับฟอร์แม็ต DSD ระดับนี้ก็ถือว่าเป็นการ “เจาะกลุ่ม” เป้าหมายที่ชัดเจน เพราะกลุ่มนักเล่นฯ ที่รู้จักกับฟอร์แม็ต DSD ได้ดีก็มีแต่นักเล่นยุคเก่าฯ ที่เป็นตัวแทนของความเป็นที่สุดของเสียงในทุกๆ ด้าน ซึ่งนี่ก็อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้พวกเขาแยกผลิตภัณฑ์ออกมาเป็นซีรี่ย์ MUSE สำหรับกลุ่มนักฟังเพลงยุคใหม่ กับซีรี่ย์ ICON สำหรับนักฟังเพลงยุคดั้งเดิมที่เน้นคุณภาพเสียงมากเป็นพิเศษ

เพลง : The Shadow Of Your Smile (FLAC-24/96)
อัลบั้ม : A Time For Love
ศิลปิน : Stacey Kent
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/track/465730066/u)
แม้ว่าตัวชิป DAC ของ AKM ในภาคดีทูเอฯ จะมีความสามารถรองรับสัญญาณได้สูงถึง 32-bit/768kHz ผมก็มองว่ามีเหตุผลที่ผู้ผลิตทำให้ภาค DAC ในตัว ICON A-50 รองรับสัญญาณ PCM ได้แค่ 24/192 เพื่อไม่ให้ไปโหลดการทำงานของภาคสตรีมมิ่งมากเกินไป เนื่องจากสัญญาณเสียงฟอร์แม็ต PCM ที่ถือว่าเป็นมาตรฐานสำหรับระบบเสียง Hi-Res Audio ที่ใช้ในบริการสตรีมมิ่งในปัจจุบันก็ไปสุดกันที่ 24/192 ทั้งนั้น ปล่อยให้ภาคสตรีมมิ่งดึงไฟล์เพลงแล้ว render มันออกไปให้ภาค DAC ตามระดับเรโซลูชั่นที่แพ็คมาในไฟล์เพลงนั่นแหละ ปล่อยให้การทำ SRC เป็นหน้าที่ของภาค DAC ไปดีกว่า
ผมกลับมาใช้วิธีสตรีมไฟล์เพลงด้วย TIDAL Connect บน iPhone12 สลับกับ iPad Pro11 Gen.4 และบน MacBook Pro2 พบว่า อุปกรณ์ iOS และ MacBook ของผมสามารถเชื่อมต่อกับ ICON A-50 ได้ทุกชิ้น และสามารถใช้สตรีมไฟล์เพลงจาก TIDAL Connect ส่งไปที่ ICON A-50 ได้ทุกเครื่อง
ผมทดลองฟังเพลงที่ผมทำ playlist ไว้ใน TIDAL หลายๆ เพลย์ลิสต์ จึงพอสรุปรวมยอดได้ว่า ภาคสตรีมมิ่ง + ภาค DAC + ภาคขยาย ของแอมป์ Onkyo ตัวนี้มันให้เสียงที่มีลักษณะเปิดกระจ่าง ให้น้ำหนักเสียงดี ไม่บาง และที่อยากจะตั้งข้อสังเกตคือ หลายๆ ครั้งที่ผมพบว่า มันมีบางอย่างของเสียงที่แอมป์ตัวนี้ถ่ายทอดออกมากับบางเพลงที่บันทึกเสียงมาดีมากๆ เหมือนกับว่าแอมป์ตัวนี้มันพยายามจะถ่ายทอดรายละเอียดส่วนที่เป็น texture ของเสียงเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นออกมาให้รับรู้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น เสียงของเครื่องดนตรีที่ทำด้วยไม้อย่างเช่นฟรุ๊ต ทำด้วยโลหะผสมไม้อย่างกีต้าร์, ไวโอลิน ทำด้วยโลหะล้วนอย่างแซ็กโซโฟน และทำด้วยหนังสัตว์ผสมโลหะอย่างกลอง ซึ่งเสียงเหล่านี้จะมี texture ที่เกิดจากเสียงของโน๊ตผสมกับเรโซแนนซ์ของวัสดุที่ใช้ทำเครื่องดนตรีนั้นๆ ปนกันออกมา คือมันไม่ใช่ noise แต่เป็นเสียงที่ควบกล้ำออกมากับเสียงโน๊ตที่เครื่องดนตรีนั้นสร้างออกมา.. ในมุมของผมถือว่านี่เป็นความสามารถในการถ่ายทอดรายละเอียดที่ลึกซึ้งมาก ไม่ค่อยจะได้เจอจากอินติเกรตแอมป์ทั่วไป ไม่แน่ใจว่าทรานซิสเตอร์ Toshiba ที่ใช้อยู่ในภาคขยายของแอมป์ตัวนี้จะมีบทบาทกับสิ่งที่ได้ยินมากน้อยแค่ไหน..??
สรุป
Onkyo ‘ICON A-50’ แสดงให้เห็นชัดว่า Onkyo ต้องการกลับมาอยู่ในสมรภูมิเครื่องเสียงบ้านที่ใช้ฟังเพลง 2 แชนเนลจริงๆ เพราะการออกแบบให้อินติเกรตแอมป์ที่มีฟังท์ชั่นใช้งานหลากหลายรูปแบบอย่าง ICON A-50 ตัวนี้ให้ทำงานแต่ละหน้าที่ได้โดยไม่มี error เลย แถมยังให้ผลลัพธ์ทางเสียงที่ดีมากๆ แบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ทีมออกแบบจะต้องให้ความใส่ใจในทุกจุดอย่างจริงจัง และต้องทุ่มเททั้งเวลาและความอุตสาหะในการปรับจูนจนได้ความสมบูรณ์แบบออกมาเยี่ยงนี้ เชื่อว่า ถ้าพวกเขาไม่ได้มีเป้าหมายไกลไปกว่า “แค่ทำแอมป์ออกมาขายสักตัว” ก็คงจะไม่ทุ่มเทมากขนาดนี้
ถ้าคุณเป็นนักเล่นเครื่องเสียงที่ต้องการ “คุณภาพเสียง” ที่ดีที่สุดตามมาตรฐานของนักเล่นฯ ยุคเก่า โดยตั้งงบประมาณสำหรับแอมป์ + แหล่งต้นทางสตรีมมิ่งในตัวเอาไว้ ไม่เกิน 70,000 บาท ผมแนะนำให้คุณมอง ICON A-50 ของ Onkyo ตัวนี้เลย มันมีคุณสมบัติที่คุณต้องการอยู่เต็มตัว.!!!

*** HIGHLY RECOMMENDED!!! ***
สำหรับ
อินติเกรตแอมป์ ระดับราคา *** ไม่เกิน 70,000 บาท / ตัว ***
***********************
ราคา : 69,900 บาท / ตัว
***********************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
บ. Sound Republic by Home HiFi
โทร. 02-448-5489
facebook: soundrepublic



