รีวิว Wattson Audio รุ่น Madison Amplifier เพาเวอร์แอมป์โซลิดสเตท

ก่อนอื่น อยากจะขอประกาศดังๆ ตรงนี้ว่า Wattson Audio กำลังเป็นแบรนด์ที่ผมชื่นชอบมากที่สุดในขณะนี้.!!” ซึ่งนี่เป็นประโยคที่แสดงถึงระดับไบแอสสูงมาก จริงๆ แล้ว ประโยคแบบนี้ไม่ควรจะมาปรากฏอยู่ในรีวิวที่ต้องการความเที่ยงตรงในแง่ที่ใช้ ความคิดเห็นที่ อิงกับความรู้สึก” (subjective) ของผู้ทำรีวิวในการตัดสินคุณภาพของอุปกรณ์เครื่องเสียงที่นำมาทำรีวิว เพราะรีวิวที่แสดงความคิดเห็นที่มีไบแอสกับความรู้สึกมากๆ จะทำให้ขาดความเชื่อถือในผลการรีวิว เพราะใจของผู้ทำรีวิวมีความฝักใฝ่กับผลิตภัณฑ์ที่นำมาทำรีวิวมากเกินไปนั่นเอง..

แต่ในโลกความเป็นจริงแล้ว ถ้าคนทำรีวิวมีโอกาสทดลองเล่นทดลองฟังผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงตัวนั้นมาอย่างโชกโชน และได้รับประสบการณ์ที่น่าพึงพอใจอย่างมากจากผลิตภัณฑ์ตัวนั้น ถามว่า.. เวลาที่นักรีวิวคนนั้นนำเอาผลลัพธ์ที่ได้จากการทดลองเล่นทดลองฟังผลิตภัณฑ์ตัวนั้นมาเขียนสรุปเป็นรีวิว เขาจะไม่หยิบเอาความประทับใจที่เกิดจากการทดลองเล่นทดลองฟังผลิตภัณฑ์ชิ้นนั้นมาแสดงออกในบทรีวิวของผลิตภัณฑ์ตัวนั้นเลยหรือ.?? เป็นไปได้หรือ.. ที่เขาจะเขียนรีวิวโดยตัดเอาความรู้สึกประทับใจที่มีต่อผลิตภัณฑ์ตัวนั้นทิ้งไปได้ทั้งหมด..?? ถ้าไม่เอา ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการทดสอบมาใส่ไว้ในรีวิว แบบนั้นมันก็ไม่ใช่ Subjective Review น่ะซิ.. จริงมะ.??

ใครที่ติดตามงานรีวิวของผมมานานพอ จะรู้ว่า แนวทางการทำรีวิวของผมเป็นแบบไหน..

ทำไมผมจึงชื่นชอบแบรนด์ Wattson Audio มากเป็นพิเศษ.!!

มีอยู่หลายเหตุผลที่ทำให้ผมชอบแบรนด์นี้ ประสบการณ์แรกที่ทำให้ผมรู้สึกประทับใจแบรนด์ Wattson Audio เกิดขึ้นตอนที่ผมทดสอบตัว Emerson Digital (REVIEW) เมื่อเดือน มีนาคม ปี 2025 ซึ่งตัวนั้นเป็นผลิตภัณฑ์ประเภท network bridge ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณ network ให้ออกมาเป็นสัญญาณ digital ที่อยู่ในรูปของฟอร์แม็ต PCM ตามมาตรฐาน S/PDIF ทำให้ผมสามารถเอาไฟล์เพลงที่ผมสตรีมผ่านเน็ทเวิร์คไปใช้กับ DAC ที่ไม่มีอินพุต LAN ได้ (ผ่านทางอินพุต coaxial, optic หรือ AES/EBU) ซึ่งจริงๆ แล้ว ในตลาดตอนนั้นก็พอจะมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า network bridge ประเภทนี้อยู่บ้าง แต่ตัว Emerson Digital ของ Wattson Audio ตัวนั้นมันให้ผลลัพธ์ทางเสียงที่ ดีที่สุดเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ประเภทเดียวกันตัวอื่นๆ ที่ผมเคยทดลองใช้งานมา (*อีกตัวที่ผมเคยทดลองฟังในชั่วเวลาสั้นๆ คือ network bridge ของแบรนด์ Nagra ที่ให้เสียงดีไม่แพ้ของ Wattson Audio ตัว Emerson Digital แต่ของ Nagra เขาเลิกผลิตไปแล้ว)

ต่อมาในเดือน กุมภาพันธ์ ปี 2026 ผมก็ได้มีโอกาสทดสอบผลิตภัณฑ์ของ Wattson Audio อีกชิ้น นั่นคือรุ่น Madison Streamer (REVIEW) ซึ่งตัวนี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผมเริ่มให้ความสนใจแบรนด์ Wattson Audio อย่างจริงจังมากขึ้น เพราะประสบการณ์ที่ได้รับจากสตรีมเมอร์ของ Wattson Audio ตัวนั้นมันเกินเลยความคาดหวังของผมไปมาก อาจจะด้วยขนาดตัวถังที่เล็กกระทัดรัด แถมนอกจากจะเป็นสตรีมเมอร์แล้ว ตัวนี้ยังทำหน้าที่เป็น external DAC ที่มีภาควอลลุ่มในตัวซึ่งใช้แทนปรีแอมป์ได้ด้วย ตอนแรกผมก็ไม่ได้คาดหวังว่าผลิตภัณฑ์ที่ทำหน้าที่หลายอย่างในตัวแบบนี้จะให้เสียงออกมาดีมาก แต่พอได้ทดสอบฟังเสียงของสตรีมเมอร์ของ Wattson Audio ตัวนี้แล้ว มันน็อคผมไปเลย.! เสียงมันดีมาก.. คุณสมบัติบางข้อของมันดีกว่า Ayre Acoustics รุ่น QB-9 Twenty ที่ผมใช้อ้างอิงอยู่แบบไม่ต้องเทียบกันนาน แถมระบบวอลลุ่มของมันก็ทำงานได้ดีมาก จับกับเพาเวอร์แอมป์หลายๆ ตัวแล้วพบว่ามันทำหน้าที่ร่วมกับเพาเวอร์แอมป์เหล่านั้นได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นที่น่าพอใจ.. ผิดจากที่ผมคิดไว้มาก..!!!

Wattson AudioMadison Amplifier
เพาเวอร์แอมป์ที่ผม รอด้วยใจที่จดจ่อ..

นี่คือตะลุมพุกอันใหญ่ที่ตอกลิ่ม ความชอบที่มีต่อแบรนด์ Wattson Audio ให้จมลึกลงไปในใจของผมมากขึ้นอีก.! ก่อนที่จะยกเหตุผลมาอธิบายให้คุณรู้ว่า เพราะอะไรผมจึงชอบเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้มากเป็นพิเศษ ขออนุญาตพาคุณไปพิจารณารูปร่างหน้าตา และฟังท์ชั่นใช้งานของเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้กันก่อน

เล็กแต่ไม่จิ๋ว..!!

ตัวถังของ Madison Amplifier มาในส่วนสัดที่เรียกว่า half-size คือมีขนาดของหน้ากว้างอยู่ที่ 8 นิ้วนิดๆ ซึ่งอยู่ในพิกัดประมาณครึ่งหนึ่งของเครื่องเข้าแร๊คมาตรฐานที่มีหน้ากว้างอยู่ที่ 17 นิ้ว ส่วนความลึกอยู่ที่ 12 นิ้ว หรือหนึ่งฟุต ใกล้เคียงกับเครื่องมาตรฐานทั่วไป

ถึงแม้ว่าตัวถังของ Madison Amplifier จะมีขนาดเล็กกว่าเครื่องมาตรฐานทั่วไป แต่คุณตัดความกังวลในแง่ของความแข็งแรงออกไปได้เลย เพราะตัวถังของเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้ทำด้วย ก้อนอะลูมิเนียมทั้งชิ้น นำมาขุดกว้านเนื้ออะลูฯ ออกไปให้เป็นโพรงสำหรับฝังวงจรด้วยเครื่องขุดที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ (Computer Numerical Control, CNC) ก่อนจะนำมาขัดเกลา ขูดแต่งลายเส้นและทำโลโก้ที่ผิวด้านบน จากนั้นก็นำไปชุบเคลือบสี ซึ่งมีให้เลือก 2 สีคือ เทาอ่อน กับ เทาเข้ม

การเลือกใช้ตัวถังเครื่องที่ทำมาจากก้อนอะลูมิเนียมขุดด้วย CNC ทั้งตัวนั้นมีต้นทุนที่สูงกว่าเอาแผ่นโลหะมาตัดเป็นชิ้นแล้วขันน็อตยึดมาก แต่ตัวถังที่เป็นก้อนอะลูมิเนียมขุดด้วย CNC แบบนี้มีข้อดีกว่าตัวถังแบบเก่าหลายอย่าง นอกจากจะได้ความแข็งแรงมากกว่าแล้ว ตัวถังลักษณะนี้ยังมีข้อดีในแง่ของการชีลด์ป้องกันไม่ให้วงจรภายในถูกรบกวนจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Interference, EMI) ได้เด็ดขาดกว่า ลดปัญหาเรโซแนนซ์ได้แทบจะหมดจด และโครงสร้างหลักของตัวถังที่เป็นอะลูมิเนียมชิ้นเดียวยังช่วยกระจายความร้อนได้ดี ซึ่งทำให้อุณหภูมิภายในตัวเครื่องมีความนิ่ง ไม่ร้อนมากเกินไป เป็นผลดีกับการทำงานของวงจรภายในตัวเครื่องด้วย

น้อย.. แต่มาก.!

เพื่อไม่ให้ดูแข็งต่อสายตามากไป พวกเขายังแอบดีไซน์ให้ผนังด้านข้างขวาของตัวเครื่อง (เมื่อมองย้อนเข้าไปที่ตัวเครื่อง) มีลักษณะที่เอียงลาดเล็กน้อยจากด้านบนเฉียงลงมาด้านล่าง เป็นการเปลี่ยนมุมมองจาก แข็งกลายเป็น เท่และบนแผงหน้าของตัวเครื่องก็มีแค่ปุ่มกดเปิด/ปิดเครื่อง (A) กับไฟ LED เล็กๆ อีก 4 ดวง (B) ที่ใช้แสดงสถานะการทำงานของตัวเครื่อง นั่นคือ กรณีที่ปิดเครื่องอยู่ในสถานะ standby ไฟดวงขวาสุด (หันหน้าเข้าหาเครื่อง) จะสว่าง, เมื่อกดปุ่มเปิดเครื่องไฟดวงซ้ายสุดจะสว่าง ซึ่งบอกให้รู้ว่าวงจรภายในจะดึงสัญญาณจากอินพุตที่้แนเข้ามาทางขั้วต่อ RCA ที่อยู่ด้านหลัง แต่ถ้าคุณใช้การเชื่อมต่อสัญญาณจากปรีแอมป์มาที่เพาเวอร์แอมป์ตัวนี้เข้าทางขั้วต่อ XLR ก็ให้กดไปที่ปุ่มเปิด/ปิดเครื่องสั้นๆ หนึ่งครั้ง ไฟแอลอีดีดวงซ้ายสุดจะเปลี่ยนมาที่อินพุต XLR ที่อยู่ติดกันมาทางขวา ส่วนอีกดวงที่เหลือจะสว่างขึ้นตอนคุณไปที่ปุ่มเปิด/ปิดสั้นๆ อีกครั้ง ซึ่งแสดงสภาวะหยุดเสียงชั่วคราว (mute) ถ้าต้องการปิดการทำงานของวงจรภายในตัวเครื่อง ให้กดที่ปุ่มเปิด/ปิดค้างไว้รอจนได้ยินเสียงคลิ๊กเบาๆ ไฟ LED จะเลื่อนมาสว่างอยู่ที่ดวงแรกทางขวามือสุด ซึ่งแสดงสภาวะ standby นั่นเอง

แผงหลังก็ไม่รก..

C = เชื่อมต่อเน็ทเวิร์คเพื่อเข้าสู่อินเตอร์เน็ต
D = สวิทช์โยกเลือกอิมพีแดนซ์ เอ๊าต์พุต
E = สวิทช์โยกเลือกโหมดการทำงานของภาคขยาย
F = สวิทช์โยกเลือกระดับของอัตราขยาย (เกน)
G = ช่องอินพุตสำหรับแชนเนลขวา (XLR กับ RCA)
H = ขั้วต่อสายลำโพงของแชนเนลขวา
I = ช่องอินพุตสำหรับแชนเนลซ้าย (XLR กับ RCA)
J = ขั้วต่อสายลำโพงของแชนเนลซ้าย
K = ช่องเสียบสายไฟดีซีจากภาคจ่ายไฟภายนอก

แม้ว่าจะมีพื้นที่บนแผงหลังแค่ครึ่งเดียวของเครื่องมาตรฐาน แต่ผู้ออกแบบเขาจัดเลย์เอ๊าต์มาดี ทำให้การเชื่อมต่อสายต่อเชื่อมต่างๆ ทำได้อย่างสะดวก ดูลงตัวไม่ระเกะระกะ..

ภาคจ่ายไฟ switch-mode power supply

นี่คือสิ่งแรกที่กระตุ้นให้ผมเกิดความรู้สึกชอบแบรนด์นี้ ผมชอบในความเป็น นักออกแบบที่คิดนอกกรอบและทำอะไรใหม่ๆ ออกมา ไม่ใช่แค่ทำตามสิ่งที่คนอื่นๆ เคยทำมาเท่านั้น มาดูอย่างเรื่อง ภาคจ่ายไฟที่คนออกแบบเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้เลือกใช้ก่อน แทนที่จะเลือกภาคจ่ายไฟแบบลิเนียร์ที่นักออกแบบยุคก่อนเขายกย่องกันว่าให้ประสิทธิภาพสูง เสียงดี แต่คน (ที่ Wattson Audio + CH Precision) ที่ออกแบบเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้เขากลับเลือกใช้ภาคจ่ายไฟแบบสวิชชิ่ง ที่ใครๆ ก็ยี้..!!!

ภาคเพาเวอร์ซัพพลายของเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้ถูกแยกออกมาอยู่ภายนอกตัวเครื่องหลัก บรรจุมาในกล่องดำๆ ขนาดใหญ่ ซึ่งเชื่อมต่อและจ่ายไฟให้กับตัวเครื่องหลักผ่านสาย DC ที่ใช้ขั้วต่อ DIN 6 pins (K) พร้อมหัวล็อคแน่นหนา

ผู้ผลิตให้ข้อมูลไว้ในเว็บไซต์ของพวกเขา ความว่า ภาคจ่ายไฟแบบสวิชชิ่งที่ใช้ในเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้ได้ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อให้ทำงานร่วมกับภาคขยายของเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้ได้อย่างกลมกลืน ซึ่งพวกเขาถือว่าภาคจ่ายไฟนี้คือ ส่วนประกอบหนึ่งในระบบ ได้ออกแบบให้มีคุณสมบัติในการจ่ายกระแสได้สูงมาก (high current) สามารถจ่ายไฟ DC ได้ถึง 36V ในขณะที่ตัวแอมป์รองรับได้ตั้งแต่ 36 – 48V

บางคนเห็นช่องเสียบสายแลน (C) บนแผงหลังของเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้แล้วอาจจะงง คิดว่ามันมีสตรีมเมอร์ในตัวด้วยเหรอ.? ไม่ใช่นะ.. ผู้ผลิตเขาทำมาไว้ให้เป็นช่องทางสำหรับการ อัพเฟิร์มแวร์ ของตัวเครื่อง ซึ่งต้องลิ้งค์กับคอมพิวเตอร์ทาง web page ผ่านทางเน็ทเวิร์ค และการเชื่อมต่อสายแลนนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการทำงานของแอมป์เลย ตอนใช้งานไม่ต้องต่อและไม่แนะนำให้ต่อสายแลนทิ้งไว้เพื่อป้องกัน noise แทรกซึมเข้ามา (เฟิร์มแวร์ปัจจุบันเป็นเวอร์ชั่น 1.3)

ปรับตั้งการทำงานได้หลากหลาย..

บนแผงหลัง คุณจะพบสวิทช์โยกอันเล็กๆ อยู่ 3 อัน ผู้ผลิตเขาทำมาไว้ให้คุณปรับตั้งการทำงานของเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้ ไล่จากสวิทช์ตัวแรก (จากซ้ายไปขวา เมื่อยืนมองเข้าไปที่แผงหลังของตัวแอมป์)

สวิทช์ปรับ อิมพีแดนซ์ของแอมป์ (D)

เป็นการปรับตั้งอิมพีแดนซ์ของแอม์ตัวนี้ให้ทำงานร่วมกับลำโพงได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้มีอ๊อปชั่นให้เลือกปรับตั้งอยู่ 3 ระดับ คือ , และ ซึ่งถ้าไม่อ่านคู่มือให้ละเอียด เรามักจะใช้ภาพจำที่ว่า เลือกอิมพีแดนซ์ของแอมป์ให้ ตรงกับอิมพีแดนซ์เฉลี่ย (nominal Impedance) ของลำโพงจะให้ผลลัพธ์ดีที่สุด แต่ถ้าอ่านคำแนะนำของผู้ผลิตแอมป์ตัวนี้ เพื่อให้ได้เสียงที่ดีที่สุด เขาให้ปรับตั้งอิมพีแดนซ์ของแอมป์ตัวนี้ไว้ที่ค่า minimum impedance ของลำโพง แทนที่จะตั้งไว้ nominal impedance เหมือนที่ทั่วไปแนะนำกัน นี่ไง.. บอกแล้วว่าแบรนด์นี้ไม่ธรรมดา.!

สมมุติว่า ลำโพงระบุอิมพีแดนซ์ nominal ไว้ที่ 8 โอห์ม และอิมพีแดนซ์ minimum อยู่ที่ 4 โอห์ม ก็ให้ปรับตั้งอิมพีแดนซ์ของเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้ไว้ที่ 4 โอห์ม ถ้ากรณีที่ลำโพงบอกแต่ nominal impedance อย่างเดียว โดยไม่บอก minimum impedance ยกตัวอย่างเช่น nominal impedance อยู่ที่ 4 โอห์ม กรณีนี้ให้ปรับตั้งอิมพีแดนซ์ของเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้ไว้ที่ 2 โอห์ม แต่จากการทดลองของผมพบว่า การปรับตั้งอิมพีแดนซ์นี้จะส่งผลกับเสียง ไม่ส่งผลเสียต่อระบบการทำงาน แม้ว่าการปรับตั้งอิมพีแดนซ์จะไม่ได้เป็นไปตามที่ผู้ผลิตแนะนำ ก็ไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหายใดๆ กับตัวเครื่อง ดังนั้น แนะนำให้ทดลองเลือกค่าอิมพีแดนซ์แล้วฟังดู ไม่ว่าลำโพงของคุณจะระบุอิมพีแดนซ์ไว้เท่าไรก็ตาม ยกตัวอย่างที่ผมทดลองปรับอิมพีแดนซ์ของแอมป์ตัวนี้ใช้งานร่วมกับลำโพง Audio Physic รุ่น Classic 8 ของผม ซึ่งระบุอิมพีแดนซ์ไว้ที่ 4 โอห์มโดยไม่ได้ระบุ minimum impedance เอาไว้ ผมได้ทดลองเลือกตั้งที่แอมป์ไว้ที่ 2 โอห์ม แล้วเปลี่ยนมาตั้งไว้ที่ 4 โอห์ม ฟังสลับกัน ผมพบว่า ตอนตั้งไว้ที่ 2 โอห์ม เสียงโดยรวมจะรู้สึกถึง การควบคุมมากกว่าปรับตั้งไว้ที่ 4 โอห์ม ในกรณีนี้ ส่วนตัวผมชอบเสียงตอนปรับตั้งไว้ที่ 4 โอห์ม มากกว่า ซึ่งอาจจะมีเงื่อนไขของแม็ทชิ่งในซิสเต็มเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ถ้าคุณซื้อเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้ไปใช้แนะนำให้เลือกปรับตั้งอิมพีแดนซ์ด้วยการทดลองฟังโดยเลือกลักษณะเสียงที่คุณชอบมากที่สุด

สวิทช์ปรับ เอ๊าต์พุตโหมดของภาคขยาย (E)

คุณสามารถปรับเลือกการทำงานของภาคขยายในตัว Madison Amplifier ได้ 3 รูปแบบ คือ

1. Stereo Mode : ใช้งานในโหมดสเตริโอปกติ ภาคขยายทำงานพร้อมกันทั้ง 2 แชนเนล แยกสัญญาณซ้าย/ขวา

2. Bi-Amp Mode : สำหรับระบบเสียงสเตริโอต้องใช้ Madison Amplifier สองตัวทำงานพร้อมกันร่วมกับลำโพงที่แยกขั้วต่อสายลำโพงเป็น 2 ชุด (หรือ 3 ชุดโดยมีจั๊มเปอร์พ่วงระหว่างมิดเร้นจ์กับทวีตเตอร์) โดยใช้เพาเวอร์แอมป์แยกขับลำโพงข้างละตัว จัดการเชื่อมต่อในลักษณะ vertical bi-amping

3. Monophonic Mode : เป็นโหมดการทำงานที่เหมาะกับลำโพงที่ออกแบบโหลดซับซ้อนและต้องการกำลังจากแอมป์สูงๆ ซึ่งบางคนพอเห็นปรับโมโนได้ก็อาจจะคิดว่าเป็นการทำบริดจ์โมโนแบบ Bridge-tied Load (BTL) เหมือนเพาเวอร์แอมป์ทั่วไป แต่สำหรับ Madison Amplifier ตัวนี้ โหมด Monophonic ของเขาไม่ใช่แบบ Bridge-tied Mode นะ แต่เป็นการ ปิดการทำงานภาคขยายของแชนเนลขวา (right channel) ลง แล้วทำการ ย้ายภาคเพาเวอร์ซัพพลายของภาคขยายแชนเนลขวาไปเสริมช่วยภาคเพาเวอร์ซัพพลายของแชนเนลซ้าย ซึ่งเมื่อคุณเลือกใช้งานโหมดนี้ ที่อินพุต+เอ๊าต์พุตของแชนเนลขวาจะไม่ทำงาน เหลือแค่อินพุต+เอ๊าต์พุตของแชนเนลซ้ายทำงานแค่แชนเนลเดียว ดังนั้น การทำงานของโหมด Monophonic นี้ต้องใช้เพาเวอร์แอมป์ Madison Anplifier สองตัวเป็นอย่างต่ำ (ขึ้นอยู่กับจำนวนขั้วต่อลำโพงบนตัวลำโพง)

ภาพแสดงการเชื่อมต่อสายสัญญาณและสายลำโพงเพื่อทดสอบใช้งานโหมด Monophonic ของเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้ (ใช้ 2 ตัว ในภาพเป็นของแชนเนลขวา)

สวิทช์ปรับตั้ง เกนของภาคขยาย (F)

สามารถปรับตั้งได้ 2 ระดับ คือ 26dB กับ 20dB เพื่อให้แม็ทชิ่งกับความแรงเอ๊าต์พุตของปรีแอมป์ที่ป้อนเข้ามา ถ้าเกนสัญญาณของปรีฯ เข้ามาแรง สังเกตจากใช้วอลลุ่มน้อยแต่เสียงดังมาก ก็ให้ลองปรับไปที่ 20dB และในทางตรงข้าม ถ้าต้องเร่งวอลลุ่มที่ปรีฯ เยอะถึงจะได้เสียงที่ดังพอ แต่ขาดความสด ไดนามิกไม่เด้ง ให้ลองปรับไปที่ 26dB (ก่อนปรับเกน แนะนำให้ปรับวอลลุ่มที่ปรีฯ ลงจนสุดก่อน) เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ในการใช้งานจริง แนะนำให้ทดลองฟังเทียบกัน โดยพิจารณาคุณสมบัติของเสียงทางด้าน ไดนามิกทั้งทรานเชี้ยนต์ไดนามิก โดยดูที่ลักษณะ การย้ำเน้นและ การลงน้ำหนักของหัวเสียง (อิมแพ็ค) และคอนทราสน์ไดนามิก คือ ความต่อเนื่องลื่นไหลระหว่างช่วง ดัง>เบา และช่วง เบา>ดัง ของเสียง ลองฟังลักษณะ ปลดปล่อย vs อั้นตื้อเปรียบเทียบกันแล้วเลือกปรับตั้งไว้ตรงค่า gain ที่ฟังแล้วชอบมากที่สุด

ดีไซน์

Madison Amplifier เป็นเพาเวอร์แอมป์โซลิดสเตทที่ออกแบบวงจรขยายด้วย Class-A/B โดยแยกวงจรขยายสำหรับแชนเนลซ้ายและแชนเนลขวาออกจากกันอย่างชัดเจนตามรูปแบบที่เรียกว่า dual-mono สมบูรณ์แบบ ภาคเอ๊าต์พุตให้กำลังขับข้างละ 50W ที่ 8 โอห์ม ซึ่งเป็นผลิตผลจากทรานซิสเตอร์ bipolar (ตัวเดียวกับที่ใช้ในเพาเวอร์แอมป์รุ่น M10 Reference ของแบรนด์ CH Precision) แยกแชนเนลละตัว การทำงานของทุกภาคถูกออกแบบโดยใช้ดีสครีต คอมโพเน้นต์ทั้งหมดเพื่อให้ได้กระแสที่อิ่มเต็มกว่าการใช้ไอซี ส่วนภาคจ่ายไฟถูกแยกออกไปอยู่ภายนอก ซึ่งนอกจากจะทำให้ได้ประสิทธิภาพเต็มที่แล้ว ยังช่วยลดโอกาสที่จะเกิดการรบกวนลงไปได้ด้วย

วิเคราะห์สเปคฯ

ในสเปคฯ ของเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้มีตัวเลขน่าสนใจอยู่ 2-3 ตัว เริ่มจาก Bandwidth หรือย่านความถี่ตอบสนองที่ฉีกกว้างมาก เริ่มตั้งแต่ย่านต่ำสุดที่ลงไปได้ 1Hz แทบจะต่ำติดดิน ส่วนความถี่สูงก็ทะยานไปได้ไกลถึง 400Hz หรือสี่แสนเฮิร์ต.! ด้วยอัตราลาดชันที่ระดับ -3dB คนที่อ่านสเปคฯ ของแอมป์เป็น มาเห็นตัวเลข Bandwidth ตัวนี้แล้วคงต้องร้องว่า นี่มันกระจกเงาชัดๆ..!!!คือต้นทางมายังไงมันสะท้อนกลับออกไปเท่านั้น แทบจะไม่มีความถี่ของเพลงจากต้นฉบับถูกกักอยู่ในแอมป์ตัวนี้เลย..!!

สเปคอีกตัวคือ Signal-to-noise ratio หรือ S/N ratio ของแอมป์ตัวนี้ที่ระบุไว้ว่า >120dB ซึ่งถือว่าสูงมาก หมายความว่า เมื่อนำเอาความดังของสัญญาณเสียง ไปเทียบกับความดังของสัญญาณรบกวนที่เกิดขึ้นจากการทำงานของวงจรขยายในแอมป์ตัวนี้ซึ่งปูอยู่เป็นพื้นหลัง จะได้ความแตกต่างของความดังของสัญญาณที่ดังกว่าสัญญาณรบกวน มากกว่า 120dBซึ่งจะว่าไปแล้ว S/N ratio แค่ระดับ 80 – 90dB เราก็แทบจะไม่ได้ยิน noise แล้ว แต่ถ้าสามารถกด noise ในวงจรขยายเอาไว้ในระดับที่ต่ำลงไปมากๆ จะมีผลให้ เนื้อเสียงของเสียงดนตรีและเสียงร้องมีความเนียนสะอาดมากขึ้น

สเปคฯ ตัวที่สามที่เห็นแล้วต้องหันไปมองซ้ำ.! คือ Output Power เหตุผลที่ต้องมองซ้ำเพราะคิดว่าเขาพิมพ์ผิด ปกติแล้ว เพาเวอร์แอมป์ stereo ที่สามารถปรับเปลี่ยนให้ทำงานในโหมด mono ได้ เวลาปรับเป็นโหมด mono แล้ว กำลังขับมันจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 – 4 เท่า (ที่โหลดเดิม) แต่เพาเวอร์แอมป์ตัวนี้ไม่เป็นแบบนั้น คือตอนปรับใช้งานในโหมด stereo หรือ bi-amp ที่โหลด 8 โอห์ม วัดกำลังขับได้ 50W ต่อแชนเนล แต่พอปรับไปใช้โหมด mono วัดที่โหลด 8 โอห์ม เท่ากัน ก็ยังได้กำลังขับอยู่ที่ 50W เหมือนเดิม.? เอ๊ะ.. ยังไง.?? ทำไมวัตต์ไม่เพิ่มขึ้น แบบนี้แล้วจะได้ประโยชน์อะไรกับการปรับเป็น mono เพราะถ้าจะใช้งานในโหมด mono นี้ ต้องควักเงินซื้อเพาเวอร์แอมป์รุ่นเดียวกันนี้มาอีกตัว

ผู้ผลิตคือวิศวกรของ Wattson Audio + CH Precision ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานในโหมด mono ของเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้เอาไว้ว่า ตอนปรับเป็นโหมด mono วงจรขยายของแชนเนลขวา (right channel) จะปิดการทำงานลง แล้วย้ายภาคเพาเวอร์ซัพพลายของแชนเนลขวาไปเสริมให้กับแชนเนลซ้าย กลายเป็น กำลังสำรองที่สามารถต่อกรกับโหลดที่ซับซ้อนได้ดีขึ้น

ทดลองแม็ทชิ่ง

ครั้งแรกที่ผมมีโอกาสได้ลองฟังเสียงของพาเวอร์แอมป์ Wattson AudioMadison Amplifierตัวนี้คือวันที่ 15 ตุลาคม ปี 2568 เกือบปีที่ผ่านมา ซึ่งตอนนั้น คุณกฤตย์ ผู้เชี่ยวชาญผลิตภัณฑ์ของบริษัท DECO2000 ได้พาคุณ Kevin Wolff ซึ่งเป็น International Sales Director ของแบรนด์ CH Precision ยกเพาเวอร์แอมป์ของ Wattson Audio ตัวนี้มาให้ทดลองฟัง โดยขับลำโพงรุ่น Sabrina V ของ Wilson Audio (ขณะนั้นผมทดสอบลำโพงคู่นี้อยู่) ซึ่งเสียงที่ออกมาน่าประทับใจมาก ผมยอมรับว่าน่าทึ่งสำหรับแอมป์ที่มีตัวเลขกำลังขับแค่ 50W แต่สามารถขับลำโพงวิลสันคู่นั้นออกมาได้ดีเกินคาด แต่ขณะนั้นยังไม่มีโอกาสทดสอบแอมป์ตัวนี้ เพราะของล็อตใหญ่ยังไม่เข้ามา ในขณะที่ตัวผมเองก็อยากจะได้ตัวอย่างมาทดสอบพร้อมกัน 2 ตัว เพราะอ่านจากข้อมูลแล้วมีความสงสัยการทำงานโหมด mono ของแอมป์ตัวนี้เหมือนกัน นั่นคือเหตุผลที่รีวิวของผมสำหรับเพาเวอร์แอมป์ Wattson Audio รุ่นนี้จึงล่าช้ามาถึงวันนี้..

ทดสอบในโหมด Stereo / Bi-amp และ Monophonic

ช่วงที่ทดสอบเพาเวอร์แอมป์ของ Wattson AudioMadison Amplifierคู่นี้ผมมีลำโพงทั้งที่ประจำอยู่ในห้องฟัง รวมกับลำโพงที่ผ่านเข้ามาให้ทดสอบรวมกันทั้งหมด 4 คู่ ที่มีโอกาสจับคู่ทดสอบกับเพาเวอร์แอมป์คู่นี้ ส่วนแหล่งต้นทางผมเตรียมไว้ 2 ชุด คือช่วงแรกผมจะใช้ชุดแรกก่อน ซึ่งประกอบด้วย Wattson Audio รุ่น Madison Streamer ทำหน้าที่เป็นทั้งสตรีมเมอร์ ที่มี DAC ในตัว และเป็นปรีแอมป์ในตัว ก่อนจะเปลี่ยนมาใช้อีกชุดที่ผมเตรียม InnuosSTREAM1 + PSU1ไว้ให้ทำหน้าที่เป็นสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ต โดยมี Ayre AcousticsQB-9 Twentyทำหน้าที่เป็น external DAC และมี QUAD รุ่น QUAD 3 ทำหน้าที่เป็นปรีแอมป์ ส่วนสายสัญญาณผมใช้ของ Nordost รุ่น Blue Heaven Leif3 (REVIEW) (สายสัญญาณติดขั้วต่อ XLR) ตลอด ร่วมกับสายลำโพงของ Kimber Kable รุ่น 12TC (REVIEWรอบแรก ก่อจะสลับเป็นสายลำโพงของ Nordost รุ่น Tyr 2 ในรอบที่สอง

ลำโพงคู่แรกที่ผมใช้ทดลองฟังกับเพาเวอร์แอมป์ Wattson Audio ตัวนี้เป็นลำโพงสองทางวางบนขาตั้งของแบรนด์ Totem Acoustics รุ่น The One ที่มีความไวอยู่ที่ 87.5dB โดยอ้างอิงกับอิมพีแดนซ์ที่ 4 โอห์ม และแนะนำกำลังขับ ต่ำสุดอยู่ที่ 50W ต่อข้าง ซึ่งดูจากสเปคฯ ของลำโพงแล้วผมใจแป้วเลย.. คิดว่าแอมป์คู่นี้คงเอาลำโพงไม่อยู่แน่ๆ แต่พอนึกถึงเสียงตอนที่แอมป์ตัวนี้ขับลำโพง Sabrina ของ Wilson Audio แล้วผมก็รู้สึกใจชื้นขึ้นมาเยอะ ในการลองฟังตอนแรก ผมทดลองใช้ Madison Amplifier แค่ตัวเดียว ปรับตั้งให้ทำงานในโหมด stereo

ผลที่ออกมาดีกว่าที่คาดพอสมควร ถามว่า ขับออกมั้ย.?ก็ต้องบออกว่าขับออก แต่อาจจะไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับที่เคยฟัง The One ทำได้ ที่บอกว่าขับออกก็เพราะว่าผมพบว่า เพาเวอร์แอมป์ของ Wattson Audio ตัวนี้สามารถ สลัดเสียงให้หลุดลอยออกไปจากตัวตู้ของ The One ได้ และเสียงที่ลอยออกไปจากตู้ลำโพงมันไปก่อรูปเป็นสนามเสียงที่ให้โฟกัสที่คมชัด ตำแหน่งเป๊ะ สิ่งที่ฟังดูว่ายังอ่อนไปนิดก็คือ ไดนามิกที่ยังสวิงได้ไม่สุดสเกล กับอาการย้ำเน้นที่ยังไม่เข้มมาก แต่พอเริ่มชินกับเสียงของแอมป์ตัวนี้ ผมพบว่า นอกจากอาการที่ยังไม่เต็มร้อยข้างต้นนั้นแล้ว สิ่งที่แอมป์ของ Wattson Audio ‘Madison Amplifier‘ + TotemThe Oneร่วมกันสร้างสรรออกมามันน่าสนใจอยู่ 2 – 3 อย่าง อย่างแรกคือ เวทีเสียงที่วางตำแหน่งของตัวเสียงออกมาได้เป็นสัดเป็นส่วนดีมาก มีหน้ามีหลัง, ซ้ายขวาครบ พื้นเสียงสะอาดมาก ทำให้รับรู้ถึง เลเยอร์ของเสียงที่ไล่เรียงกันลงไปด้านหลังระนาบลำโพงที่ชัดเจนมาก รายละเอียดทางด้าน แอมเบี้ยนต์จากหลายๆ เพลงที่แผ่ลงไปด้านหลังของเวทีเสียงปรากฏออกมาให้ได้ยินชัด

จุดเด่นอีกอย่างคือ เนื้อเสียงรู้สึกได้เลยถึงความสะอาด เนียน รวมถึง ไดนามิกโดยเฉพาะทางด้านไดนามิก คอนทราสน์ที่ให้ความต่อเนื่อง ลื่นไหลที่ดีมาก.. รวมๆ แล้ว ถ้าฟังเพลงที่ไม่ได้โชว์พลังของไดนามิกทรานเชี้ยนต์โหดๆ และนั่งฟังไม่ไกลจากระนาบลำโพงมาก (ห้องไม่ใหญ่มาก) ก็ถือว่าเพาเวอร์แอมป์ของ Wattson Audio ตัวนี้ไปกับ TotemThe Oneได้ดีเลย

หลังจากนั้น ผมก็เปลี่ยนโหมดของ Wattson AudioMadison Amplifierให้ทำงานในโหมด bi-amp กับโหมด monophonic พบว่า อาการที่เสียงยังไม่เต็มร้อยตอนใช้แอมป์ตัวเดียวหายไปหมดเลย โดยเฉพาะตอนปรับเป็นโหมด monophonic มันขับ The One ได้หมดจดมาก และเสียงที่ออกมามันเป็นเสียงที่ให้รายละเอียดที่ดีกว่าที่เคยฟังลำโพงคู่นี้มาโดยเฉพาะในแง่ของรายละเอียดในระดับ micro dynamic ที่แอบซ่อนอยู่กับสัญญาณที่มีความดังต่ำๆ อย่างเช่น เสียงแส้โลหะที่ไล้เบาๆ ไปบนใบฉาบ หรือเสียงประสานที่ร้องคลอไปเบาๆ พร้อมกับนักร้อง ไปจนถึงเสียงที่ก้องสะท้อนกลับมาจากผนังด้านหลังของห้องบันทึกเสียง ซึ่งก่อนหน้านี้รายละเอียดเหล่านี้มันก็มีของมันอยู่แล้ว แต่ไม่เคยปรากฏออกมาให้รับรู้ได้ชัดๆ เท่ากับครั้งนี้

ตอนปรับแอมป์ทั้งสองตัวให้ทำงานในโหมด bi-amp ผมพบว่า มันทำให้ โทนเสียงโดยรวมของลำโพง The One มี ความละมุนมากขึ้น รับรู้ได้ชัดเลยว่าอาการ สว่างโพลนที่เคยเกิดกับเสียงในย่านกลางสูงขึ้นไปถึงย่านสูง อย่างเช่นเสียงนักร้องผู้หญิง, เสียงไวโอลิน, เสียงฟรุ๊ต และเสียงกีต้าร์โปร่ง ลดน้อยลงไปมาก ทำให้โทนเสียงของเครื่องดนตรีและเสียงคนร้องมีความเป็นกลาง (neutral) มากขึ้น มีผลให้สามารถเร่งวอลลุ่มให้สูงขึ้นเพื่อให้ได้เสียงที่มีไดนามิกและความเข้มของมวลสูงขึ้นโดยที่อาการแผดจ้าเข้ามากวนหูลดน้อยลงไปจนเกือบหมด

รอบสองผมยก Audio PhysicClassic 8’ (REVIEW) เข้าไปจับกับเพาเวอร์แอมป์ Madison Amplifier แทนที่ TotemThe Oneโดยเริ่มด้วยเพาเวอร์แอมป์แค่ตัวเดียวก่อน ซึ่งตัว Classic 8 มีความไวอยู่ที่ 89dB ที่โหลด 4 โอห์ม สูงกว่า The One ประมาณ 1.5dB

ความไวของ Classic 8 ที่สูงกว่า The One แค่ 1.5dB ได้แสดงผลให้รับรู้ได้อย่างชัดเจนในแง่ของ ความดังของเสียงโดยรวมที่เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกันด้วยระดับวอลลุ่มที่เท่ากัน มีความรู้สึกว่า เพาเวอร์แอมป์ของ Wattson Audio ตัวนี้มันขับ Classic 8 ออกมาได้สบายตัวกว่าตอนขับ The One นิดนึง ลักษณะเสียงที่ออกมามีอิสระ ปลดปล่อย รายละเอียดเปิดเผยออกมาแบบง่ายๆ ยิ่งช่วงหลังที่เปลี่ยนมาใช้เพาเวอร์แอมป์ Madison Amplifier ควบสองตัวโดยปรับโหมดเป็น monophonic (ไม่ได้ลองโหมด bi-amp เพราะลำโพง Classic 8 มีขั้วต่อสายลำโพงแค่ชุดเดียว) เสียงที่ออกมาก็ดีขึ้นไปมาก เนื้อเสียงเนียน มวลเสียงเข้ม ไดนามิกสวิงได้กว้างขึ้น และให้การควบคุมที่ดีขึ้น สังเกตได้จาก ไทมิ่งของเพลงที่แม่นยำมากขึ้น ทำให้รายละเอียดของเสียงที่เกิดขึ้นในแต่ละเสี้ยววินาทีของเพลงถูกคลี่คลายออกมาให้ได้ยินชัดขึ้น ครบถ้วนมากขึ้น เป็นเซ็ตที่ให้เสียงโดยรวมออกมาน่าฟังมาก (Audio PhysicClassic 8’ + Wattson AudioMadison Streamer’ + Wattson AudioMadison Amplifier’ x2) และเป็นครั้งที่ลำโพง Audio PhysicClass 8ให้เสียงออกมาดีมาก..

ลำโพงคู่ที่สาม เป็นด่านที่โหดหินที่สุดสำหรับ Madison Amplifier เพราะเป็นลำโพงแผ่นฟิล์มพลาสน่าร์ของ Magnepan รุ่น MG1.7i (REVIEWซึ่งมีความไวอยู่ที่ 86dB ที่โหลด 4 โอห์ม ผมเริ่มทดสอบด้วยการใช้แหล่งต้นทางชุดแรก คือ Madison Streamer ทำหน้าที่เป็นทั้งสตรีมเมอร์/DAC และปรีแอมป์ ส่งสัญญาณอะนาลอกตรงเข้าไปที่อินพุต XLR ของ Madison Amplifier แค่ตัวเดียวโดยปรับให้ทำงานในโหมด stereo ปรากฏว่าเสียงที่ออกมาขาดความอิ่มเต็ม ต้องใช้วอลลุ่มสูงมากถึงจะได้ความดังที่เพียงพอ สุดท้ายต้องเพิ่มเพาเวอร์แอมป์ Madison Amplifier เข้ามาอีกตัว แล้วปรับให้ทำงานในโหมด monophonic ทั้งสองตัว (ไม่ได้ลองโหมด bi-amp เพราะ MG1.7i มีขั้วต่อสายลำโพงแค่ชุดเดียว)

หลังจากใช้ Madison Amplifier ทำงานพร้อมกันสองตัวขับ MG1.7i เสียงที่ออกมาดีขึ้นพอสมควร รายละเอียดเปิดเผยออกมามากขึ้น น้ำหนักเสียงดีขึ้น ความเข้มของมวลเสียงดีขึ้น เวทีเสียงก็ขยายตัวแผ่กว้างออกไปมากขึ้น แต่ก็รู้สึกได้ว่า MG1.7i ยังไปได้อีก จากนั้นผมก็ทดลองเปลี่ยนแหล่งต้นทางจาก Madison Streamer มาเป็นชุดที่สองคือ InnuosSTREAM1 + LPS1จับคู่กับ QB-9 Twenty โดยมีปรีแอมป์ QUADQUAD 3เป็นตัวเชื่อมและใช้ปรับวอลลุ่ม ผลปรากฏว่า เสียงออกมา เต็มมากขึ้น เบสตึงตัวมากขึ้นและหลุดออกมาจากตัวลำโพงมากขึ้น เวทีเสียงแผ่กว้างมากขึ้นไปอีก มวลเสียงหนาขึ้นด้วย ที่เด่นมากๆ คือ ไทมิ่งของจังหวะเพลงที่ถูกต้องแม่นยำมากขึ้น และไดนามิกของเพลงเริ่มมีระดับ mf (เบา) กับ ff (ดังมาก) ออกมาให้ได้ยินมากขึ้นจากก่อนหน้าที่หนักไปทางเบากับ f (ค่อนข้างดัง) ไปเลย มีผลให้เพลงฟังดีขึ้นไปกว่าเดิมมาก การบรรเลงของเครื่องดนตรีมีหนักเบาออกมามากขึ้น แสดงว่า gain ของแหล่งต้นทางมีผลกับ ประสิทธิภาพของเพาเวอร์แอมป์ Madison Amplifier ด้วย นี่เองคือเหตุผลที่พวกเขา (ที่ Wattson Audio + CH Precision) ออกแบบให้เพาเวอร์แอมป์ตัวนี้สามารถปรับ gain ตรงอินพุตได้ระหว่าง 20dB (Low) ไว้รองรับเกนเอ๊าต์พุตจาก DAC ที่แรงๆ กับ 26dB (High) ไว้รองรับเกนเอ๊าต์พุตจาก DAC ที่ปรับเกนมาต่ำๆ แต่สวิงไดนามิกได้กว้างๆ

นี่คือไฮไล้ท์ที่เกิดขึ้นในการทดสอบเพาเวอร์แอมป์ Madison Amplifier ครั้งนี้.!!! เพราะตอนแรก ผมคิดว่าเพาเวอร์แอมป์ Wattson Audio ทั้งสองตัวนี้ไม่น่าจะขับลำโพง Canton รุ่น Reference 5 GS Edition คู่นี้ออกมาได้ดี เพราะราคาลำโพงรุ่นนี้มันอยู่ที่คู่ละ 5 แสนบาท สูงกว่าราคาของเพาเวอร์แอมป์ 2 ตัว รวมกัน ส่วนความไวอยู่ที่ 88dB โหลดอิมพีแดนซ์ 4 โอห์ม

เนื่องจาก CantonReference 5 GS Editionให้ขั้วต่อสายลำโพงมา 2 ชุด โดยมีแผ่นจั๊มเปอร์โลหะชุบทองเชื่อมโยงขั้วต่อทั้งสองชุดเอาไว้ ตอนทดลองขับด้วยเพาเวอร์แอมป์ Madison Amplifier แค่ตัวเดียวด้วยโหมด stereo นั้น ผมใช้วิธีเชื่อมต่อสายลำโพง NordostTyr 2ซึ่งเป็นสายลำโพงแบบซิงเกิ้ลเข้าที่ขั้วต่อสายลำโพงชุดล่าง (ขับทุ้ม) โดยมีจั๊มเปอร์ที่มากับตัวลำโพงเชื่อมโยงขั้วต่อสายลำโพงทั้งสองชุดอยู่ (ฟังเทียบดูแล้ว ต่อชุดล่างให้เสียงดีกว่าชุดบน) พบว่าเสียงที่ออกมาให้รายละเอียดดี แต่มวลยังไม่อิ่ม และวงเวทีเสียงก็ยังแผ่ออกมาได้ไม่เต็มที่ แต่โดยรวมมีแววดี พอผมเบิ้ล Madison Amplifier เข้าไปอีกตัว แล้วปรับให้ทำงานในโหมด monophonic พบว่าเสียงดีขึ้นมาก เสียงกลางออกมาโดดเด่น คอนทราสน์ไดนามิกดีมาก เสียงร้องของนักร้องชายหญิงออกมาดีเลย รายละเอียดครบ ฟังแล้วให้ความรู้สึกเหมือนฟังคนจริงๆ กำลังร้อง ทั้งพลิ้ว ต่อเนื่อง และลื่นไหล อารมณ์เพลงถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างน่าหลงไหล ไทมิ่งดีมาก ระดับของ ความเป็นดนตรีเต็มเปี่ยม ฟังเพลงช้าและเพลงเร็วได้ท่วงจังหวะของเพลงที่ลงตัว ได้อารมณ์เพลงที่ลึกซึ้งไปตามเพลง

เนื่องจากลำโพง Canton คู่นี้ให้ขั้วต่อสายลำโพงมา 2 ชุด ผมจึงถอดจั๊มเปอร์ออก แล้วทดลองปรับโหมดของเพาเวอร์แอมป์ทั้งสองตัวให้ไปอยู่ในโหมด bi-amp แล้วจัดแยก Madison Amplifier ให้ขับลำโพงข้างละตัว (รูปแบบ vertical bi-amp) แล้วเพิ่มสายลำโพงแบบซิงเกิ้ลไวร์เข้ามาอีกชุด ซึ่งน่าเสียดายที่สายลำโพงที่เหมือนกันทั้ง 4 เส้น ที่ผมมีอยู่เป็นสายลำโพงราคาถูก เมตรละ 3 – 4 ร้อยบาท ไม่คู่ควรกับแอมป์และลำโพง ผมจึงเอาสายลำโพง Kimber Kable12TCมาใช้ร่วมกับสายลำโพง NordostTyr 2ซึ่งก็พอไปกันได้ บุคลิกเสียงไม่ฉีกกันไปมาก ผลปรากฏว่า เสียงโดยรวมออกมาดี การแยกแยะรายละเอียดอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก ตัวเสียงมีความคมชัด ไม่เบลอหรือบวม ช่องไฟระหว่างชิ้นดนตรีแยกห่างจากกัน มีหางเสียงที่แผ่กังวานอยู่ในช่องว่างเหล่านั้น ขนาดของตัวเสียงก็มีสัดส่วนที่ลดหลั่นกันไป โดยที่เสียงแหลมมีขนาดเล็กกว่าเสียงกลาง และเสียงกลางก็มีขนาดเล็กกว่าเสียงทุ้ม แสดงถึงฮาร์มอนิกที่ถูกต้อง ไม่มีส่วนเกินที่ทำให้ ขนาดของตัวเสียงเพี้ยนไปจากที่ควรจะเป็น ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ฟังดีกว่าตอนที่เพาเวอร์แอมป์ทั้งสองตัวทำงานในโหมด monophonic เล็กน้อย แต่สิ่งที่โหมด monophonic ทำได้ดีกว่าโหมด bi-amp ก็คือ น้ำหนักและ ความเข้มของมวลเสียง รวมถึง ความกระชับของความถี่ในย่านต่ำ ถ้าฟังโดยรวมกับเพลงทุกๆ แนวเอามาเฉลี่ยกันแล้ว ผมชอบเสียงตอนที่ปรับเป็นโหมด monophonic มากกว่า กรณีที่ใช้เพาเวอร์แอมป์ Madison Amplifier สองตัวขับลำโพง CantonReference 5 GS Editionคู่นี้ (ใช้แหล่งต้นทางชุดที่สองคือ InnuosSTREAM1 + LPS1ร่วมกับ QB-9 Twenty และปรีแอมป์ QUADQUAD 3’) โดยใช้สายลำโพง NordostTyr 2เชื่อมต่อจากเอ๊าต์พุตของเพาเวอร์แอมป์ไปที่ขั้วต่อสายลำโพง ชุดล่าง” (ขับทุ้ม) ของลำโพง CantonReference 5 GS Edition)(*** ไม่แน่ว่า ถ้าผมมีสายลำโพง NordostTyr 2ที่เหมือนกับที่มีอยู่ตอนนี้อีกคู่มาใช้กับแอมป์ Madison Amplifier สองตัวโดยปรับเป็นโหมด bi-amp ขับลำโพง Canton คู่นี้ เสียงที่ได้อาจจะเหนือกว่าปรับแอมป์เป็นโหมด monophonic ก็เป็นได้ ยิ่งถ้าได้แหล่งต้นทางในส่วนของ DAC ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า QB-9 Twenty ขึ้นไปอีกก็น่าจะได้เห็นสวรรค์รำไรแน่ๆ.!!)

พูดถึงสวิทช์ปรับ gain ของภาคขยายในตัวเพาเวอร์แอมป์ Madison Amplifier ตัวนี้ ผมทดลองปรับแล้วฟังดูระหว่าง 20dB กับ 26dB พบว่า ในทุกสถานการณ์ที่ผมทดสอบร่วมกับลำโพงทั้ง 4 คู่ ข้างต้น รวมถึงทุกโหมดของการทำงานของตัวแอมป์ เมื่อปรับใช้เกนของแอมป์ที่ 26dB จะให้เสียงออกมาดีกว่าที่ 20dB ทุกกรณี (*ยังไม่มีโอกาสใช้แหล่งต้นทางที่มีเกนเอ๊าต์พุตสูงๆ ที่แม็ทชิ่งกับเกนอินพุตที่ 20dB ของแอมป์ Madison ตัวนี้เลย) ส่วนการปรับ อิมพีแดนซ์ ผมพบว่า ผมชอบเสียงที่ได้จากการปรับตั้งอิมพีแดนซ์ของแอมป์ให้ ตรงกับ nominal impedance ของลำโพงมากที่สุด มากกว่าวิธีปรับตั้งให้ ต่ำกว่าnominal impedance แบบที่ลำโพงแนะนำไว้ อย่างเช่น ถ้าลำโพงระบุ nominal impedance อยู่ที่ 4 โอห์ม ผมก็ตั้งอิมพีแดนซ์ที่แอมป์ไว้ที่ 4 โอห์ม เท่ากัน (*** มีลำโพงบางส่วน เยอะเหมือนกันที่ไม่ได้ระบุ minimum impedance เอาไว้ หรือถ้าระบุก็มักจะไม่ใช่ตัวเลขกลมๆ อย่างเช่น ลำโพง KEF รุ่น Reference 3 Meta ที่ระบุ nominal impedance อยู่ที่ 4 โอห์ม ในขณะที่ minimum impedance อยู่ที่ 3.2 โอห์ม หรืออย่างลำโพง Wharfedale รุ่น Super Linton ระบุ nominal impedance ไว้ที่ 6 โอห์ม ส่วน minimum impedance อยู่ที่ 3.9 โอห์ม)

สรุป

จากการทดสอบหลากหลายมุม พบความเป็นความจริงที่ว่า (1) “ความไวของลำโพงมีผลต่อ บุคลิกเสียง + คุณภาพเสียงของแอมป์ตัวนั้น ในขณะเดียวกัน (2) “ความแรงของเกนสัญญาณที่รับเข้ามาจากแหล่งต้นทาง ก็มีผลต่อ บุคลิกเสียง + คุณภาพเสียงของแอมป์ตัวนั้นเช่นกัน.!

การที่วิศวกรของ Wattson Audio กับ CH Precision ตัดสินใจที่จะทำให้ Madison Amplifier มีกำลังขับแค่ 50W ต่อข้าง แสดงว่าพวกเขาคิดมาแล้วที่จะยอมแลก ตัวเลขของกำลังขับกับอะไรบางอย่าง เพราะถ้าคุณต้องการแอมป์ที่มีกำลังขับเยอะๆ พวกเขาก็มีเพาเวอร์แอมป์ของ CH Precision ที่มีคุณสมบัติพร้อม ทั้งเสียงดีและกำลังขับเยอะรอให้บริการอยู่แล้วตั้งหลายรุ่น เมื่อมองจากมุมนี้ จะเห็นว่า ถ้า CH Precision จะลงมาช่วย Wattson Audio ทำเพาเวอร์แอมป์ที่มีราคาต่ำลงมาจากบรรทัดฐานของแบรนด์ CH Precision พวกเขาจะยอมแลกอะไร ระหว่าง ตัวเลขกำลังขับกับ คุณภาพเสียง” ..?

จากการทดสอบทำให้ผมพบคำตอบว่า วิศวกรของ Wattson Audio + CH Precision เลือกที่จะรักษา บุคลิกเสียง + คุณภาพเสียงของ Madison Amplifier เอาไว้ให้อยู่ในระดับสูงสุดเท่าที่ตัวเลข 50W ต่อข้างสามารถทำได้ แล้วทิ้งให้ผู้ใช้ไปทำการ แม็ทชิ่งลำโพง + แหล่งต้นทางเอาเอง

ผลจากการทดลองแม็ทชิ่งทั้งลำโพงและแหล่งต้นทางเข้ากับเพาเวอร์แอมป์ Madison Amplifier ตัวนี้ผมพบว่า ทุกครั้งที่เพาเวอร์แอมป์ตัวนี้อยู่ในสถานะของการแม็ทชิ่งกับซิสเต็มที่ลงตัว มันจะแสดงความวิเศษของเสียงออกมาให้ได้ยินและรู้สึกได้ทุกครั้ง ผมชอบ เสียงกลางที่ได้ยินจากเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้มากเป็นพิเศษ มันให้ คอนทราสน์ ไดนามิก ของเสียงร้องออกมาได้เยี่ยมยอดมากๆ ไม่ว่าจะเป็นเสียงของนักร้องหญิงหรือนักร้องชาย ไม่ว่าจะร้องเพลงช้าหรือเพลงเร็ว มัน (เพาเวอร์แอมป์ Madison Amplifier ตัวนี้) ทำให้ผม รู้สึกเหมือนกำลังฟังคนจริงๆ ร้องมากกว่าที่จะเป็นเสียงสังเคราะห์มาจากไฟล์เพลงแห้งๆ ที่ฝังอยู่ในฮาร์ดดิส เสียงของเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้มัน คืนชีวิตชีวาให้กับทุกเสียง ทั้งเสียงคนและเสียงของเครื่องดนตรีที่อยู่ในเพลงให้ออกมาเริงร่าได้อย่างอิสระ ท่วงจังหวะของเพลงที่มี ไทมิ่งถูกต้องก็เป็นอีกคุณสมบัติหนึ่งที่เพาเวอร์แอมป์ Wattson Audio คู่นี้ทำออกมาได้ดีมาก ฟังแล้วชวนให้เคลื่อนขยับอารมณ์ไปตามเพลงโดยไม่รู้ตัว

หลังจากทดสอบอย่างละเอียดผ่านไปแล้ว ผมยืนยันได้เลยว่า ตัวเลข 50W ของเพาเวอร์แอมป์ Wattson Audio ตัวนี้มันทำให้เกิด สนามเสียงที่แผ่ใหญ่เต็มห้องได้อย่างแน่นอน และเป็นความแผ่ใหญ่ที่เต็มไปด้วย ความเป็นดนตรีซะด้วย เพราะทุกเสียงที่ลอยอยู่ในสนามเสียงนั้นมันมาพร้อม micro และ macro dynamic ที่ครบเครื่อง.!!!

ถ้าอยากสัมผัสกับความมหัศจรรย์ของกำลังขับ 50W จากเพาเวอร์แอมป์ Wattson Audio ตัวนี้ แนะนำให้เลือกจับคู่กับลำโพงที่มี ความไวตั้งแต่ 88dB ขึ้นไป ไม่ว่าจะอ้างอิงที่โหลด 8 หรือ 4 โอห์ม ได้หมด และแนะนำให้เลือกใช้แหล่งต้นทาง (DAC หรือ Phono Stage) ที่มีเกนเอ๊าต์พุตที่แรงหน่อย คือตั้งแต่ 2V ขึ้นไป.. (อ้อ.. สายไฟเอซีกับสายลำโพงดีๆ ก็มีผลนะ แต่ไม่มากเท่ากับลำโพงและแหล่งต้นทางที่ต้องมาก่อน)

*** HIGHLY RECOMMENDED!!! ***
สำหรับ
เพาเวอร์แอมป์ ระดับราคา *** ไม่เกิน 250,000 บาท / ตัว ***

*************************
ราคา : 240,000 บาท / ตัว
*************************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
บริษัท DECO2000
โทร. 089-870-8987
facebook: DECO2000Thailand

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า