รีวิว Orisun Acoustics รุ่น OA-600H เพาเวอร์แอมป์ สเตริโอ

สิ่งแรกที่ ลำโพงต้องการจาก แอมป์ก็คือ กำลังขับที่มากพอต่อความต้องการของลำโพง ซึ่งลำโพงแต่ละคู่จะมีตัวเลข ‘ Power Recommendedปรากฏอยู่ในสเปคฯ ซึ่งเราสามารถใช้ข้อมูลนี้เป็นไกด์ไลน์ในการเลือกแอมป์ที่มี กำลังขับที่ตรงกับความต้องการของลำโพงคู่นั้นๆ ได้

แต่.. ลำโพงที่ให้คุณภาพเสียงดีมากๆ โดยเฉพาะในย่านความถี่ต่ำ มักจะชอบแอมป์ที่มีกำลังขับสูงๆ ลำโพงบางคู่นั้นให้เสียงออกมาดีมากขึ้นไปอีกเมื่อขับกับแอมป์ที่มีกำลังขับ สูงกว่าตัวเลขที่ระบุไว้ในสเปคฯ ของลำโพงเอง ในขณะเดียวกัน ตัวเลขกำลังขับที่แอมป์แต่ละตัวระบุไว้ในสเปคฯ ก็มีประเด็นที่ต้องพิจารณาเหมือนกัน ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของ กำลังขับที่โหลดสูงๆคือตั้งแต่ 8 โอห์ม (ซึ่งถือว่าเป็นโหลดมาตรฐาน) ขึ้นไป กับกำลังขับที่โหลดต่ำๆ อย่างเช่นวัดที่โหลด 4 โอห์ม ซึ่งโหดกว่า ขับยากกว่า

เพราะสัญญาณเสียงของเพลงมีลักษณะที่สวิงตลอดเวลา ทำให้ความต้องการกำลังขับจากแอมป์มีการสวิงตามไปด้วย ช่วงที่เพลงเบา (โอห์มสูง) ลำโพงต้องการกำลังจากแอมป์น้อย แต่พอเพลงโหมดังขึ้น (โอห์มลดต่ำลง) ลำโพงจะดึงกำลังจากแอมป์สูงขึ้นอย่างมาก และอย่างรวดเร็วถ้าเป็นการโหมขึ้นอย่างฉับพลัน จะเห็นว่า เพาเวอร์แอมป์ที่ดีนั้น นอกจากจะต้องมีกำลังขับช่วงปกติที่ลำโพงมีโอห์มสูงๆ แล้ว เพาเวอร์แอมป์ตัวนั้นจะต้องมี กำลังสำรองที่มากพอ เผื่อไว้จ่ายให้กับลำโพงช่วงโหมด้วย แต่คุณสมบัติของเพาเวอร์แอมป์ยุคใหม่ๆ ที่พูดได้ว่าเป็นเพาเวอร์แอมป์ที่ดีจริงๆ จะต้องมีความสามารถในการจ่ายกำลังขับได้ เร็วพอกับความต้องการของลำโพงขณะที่ต้องตอบสนองกับสัญญาณโหมของดนตรีที่พุ่งเข้ามาแบบฉับพลันได้ทันการมากที่สุดด้วย

เมื่อพูดถึง คุณภาพความดีงามของเพาเวอร์แอมป์ เราจะดูเฉพาะตัวเลขในสเปคฯ อย่างเดียวไม่ได้ อย่างเช่นตัวเลขกำลังขับของเพาเวอร์แอมป์ที่ระบุอยู่ในสเปคฯ พอจะบอกอะไรให้เรารู้อยู่บ้างในบางอย่าง แต่ก็มีอะไรอีกหลายอย่างที่ตัวเลขในสเปคฯ ของเพาเวอร์แอมป์ไม่สามารถบอกเราได้ ยกตัวอย่างเช่น ปฏิสัมพันธ์ในการทำงานร่วมกับอุปกรณ์อื่นๆ ในซิสเต็มที่เรียกว่า “แม็ทชิ่ง” นั่นเอง ซึ่งวิธีตรวจสอบ ประสิทธิภาพของเพาเวอร์แอมป์ทางด้านแม็ทชิ่งที่ดีที่สุดก็คือ ทดลองฟังกับลำโพงที่มีโหลดหลากหลายเท่านั้น.!!

Orisun Acoustics ‘ OA-600H 

ในยุคที่ตัวเลข กำลังขับผูกพันธ์อย่างแน่นแฟ้นอยู่กับ ราคาของแอมป์ ถ้าถามถึงเพาเวอร์แอมป์ สเตริโอที่มีกำลังขับอยู่ที่ 350 วัตต์ ต่อข้าง ที่ โหลด 8 โอห์ม และปั๊มออกมาได้ถึง 600 วัตต์ ที่ โหลด 4 โอห์ม แถมบริดจ์โมโนได้ 1000 วัตต์ ที่ 8 โอห์ม สเปคฯ แบบนี้ คุณต้องจ่ายเงินมากแค่ไหน.? เชื่อว่าบางคนแค่คิดก็ขนลุกซู่แล้ว..!!! เพราะราคาเครื่องเสียงไฮเอ็นด์ฯ ในปัจจุบันมันพุ่งโด่งขึ้นไปมาก ยิ่งเป็นเพาเวอร์แอมป์สเปคฯ เทพๆ แบบนี้ ต้องมีหกหลักปลายๆ อย่างแน่นอน แต่ถ้าจะมีใครสักคนมาบอกคุณว่า มีเพาเวอร์แอมป์สเปคฯ เทพแบบนั้นขายอยู่ที่ราคาไม่ถึงสองแสนบาท.. คุณจะเชื่อมั้ย.?

เชื่อไม่เชื่อ.. มันก็มาแล้ว เพาเวอร์แอมป์ตัวนั้นชื่อยี่ห้อว่า Orisun Acoustics ส่วนชื่อรุ่นก็คือ OA-600H

Orisun Acoustics คือใคร.?

ผมได้รับเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้มาทดสอบจาก คุณยะ เจ้าสำนัก Save Audio & Video ซึ่งสาเหตุที่คุณยะนำเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้เข้ามาจำหน่ายในเมืองไทยก็ด้วยเหตุผลที่ผมเกริ่นไปข้างต้นนั่นแหละ

“..ปัจจุบันเพาเวอร์แอมป์ที่มีกำลังขับสูงๆ คือ 200 – 300 วัตต์ขึ้นไป ที่มีราคาอยู่ในระดับที่นักเล่นเครื่องเสียงส่วนใหญ่ พอรับไหว คือไม่เกินตัวละสองแสนบาทหาไม่ได้เลย ผมไปเจอเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้ เห็นว่าหน่วยก้านดี หน้าตาสวย กำลังเยอะ เลยเอาเข้ามาลองขับกับลำโพง Magnepan พบว่ามันออกมาดีมาก แรงดี ขับได้ไปถึงรุ่นใหญ่ๆ เลย..” คุณยะพูดถึงที่มาของเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้ ว่าแต่ว่า ชื่อแบรนด์ Orisun Acoustics มันใหม่มาก.. ผมเองก็ไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน..

จริงๆ แล้ว แบรนด์นี้มีเว็บไซต์ของตัวเอง ซึ่งข้อมูลในนั้นระบุว่า พวกเขาทำธุรกิจอยู่ในวงการเครื่องเสียงมานานมากแล้ว ก่อตั้งบริษัทมาตั้งแต่ ปี 1988 ในรัฐ Ohio นับถึงปัจจุบันก็เกือบสี่สิบปีแล้ว แต่ทำไมเราถึงไม่เคยเห็นชื่อแบรนด์นี้มาก่อน.? เข้าไปดูข้อมูลลึกๆ ถึงได้รู้ว่า จริงๆ แล้วงานหลักๆ ของพวกเขาก็คือให้บริการทำ OEM (Original Equipment Manufacturing) ให้กับแบรนด์อื่นนั่นเอง ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็มีทำแบรนด์ของตัวเองควบคู่ไปด้วย ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ทำออกมาก็มีอยู่หลายชนิด มีทั้งแอมป์และลำโพง ทั้งที่ใช้ในการฟังเพลง และใช้ในชุดโฮมเธียเตอร์ ซึ่งพวกเขามีทำลำโพงซับวูฟเฟอร์ขนาดใหญ่มากๆ ด้วย คุณยะก็เอาเข้ามาจำหน่าย สนใจสอบถามทาง Save Audio & Video ที่เบอร์ 02-102-2211 ได้เลย

รูปร่างหน้าตาทันสมัย, ดูดี และแข็งแรง

OA-600H มีขนาดตัวถังที่ใหญ่โตพอๆ กับเพาเวอร์แอมป์รุ่นใหญ่ๆ ของแบรนด์ดังๆ ทั่วไป หากแต่ดีไซน์รูปลักษณ์ภายนอกกลับดูสะอาดนวลตา ไม่ได้ออกไปทางบึกบึน แม้ว่าตัวใหญ่แต่ไม่ได้ดูรกตา เพราะเขาเก็บฮีทซิ้งค์ระบายความร้อนไว้ด้านในของตัวถัง ไม่ได้เอามาโชว์ไว้ด้านนอกเหมือนเพาเวอร์แอมป์ถึกๆ ในอดีต ส่วนงานตัวถังก็ไม่ได้แค่เนียนตาเท่านั้น แต่ยังเนียนมือด้วย ผมลองเอามือลูบๆ ลงไปบนตัวถังแต่ละด้าน พบว่างานขัดเกลาผิวทำได้เรียบเนียนดีมาก ไม่มีอาการสากมือเหมือนตัวถังของแอมป์ (ทำใน) จีนยุคแรกๆ เลยแม้แต่น้อย ลองเข้าไปพิจารณาดูใกล้ๆ ตรงรอยต่อเชื่อมแต่ละจุดก็เข้าเหลี่ยมเข้ามุมไว้เป็นอย่างดี ดูรวมๆ ถือว่าไม่ด้อยไปกว่ามาตรฐานของแอมป์จากฝั่งอเมริกาหรือแถบยุโรปเลย

บนแผงหน้าปัดของ OA-600H ไม่ได้มีปุ่มปรับอะไรมาก ทั้งหมดมีอยู่แค่ 3 ปุ่ม เล็กๆ แต่ที่ดูสะดุดตามากเป็นพิเศษก็คือ หน้าจอขนาดใหญ่ ที่ติดตั้งอยู่บนแผงหน้านั่นเอง พระเจ้า.. มันใหญ่มาก.!!! วัดตามแนวทะแยงได้ถึง 11.25 นิ้ว เกิดมาในชีวิตไม่เคยเห็นเพาเวอร์แอมป์ตัวไหนติดจอใหญ่ขนาดนี้มาก่อน หลังจากลองจิ้มๆ เล่นดูถึงได้รู้ว่าเขามีไว้แสดงภาพกราฟฟิกที่ใช้รายงานสภาพการจ่ายกำลังขับนั่นเอง มีให้เลือกการแสดงผลได้ถึง 10 รูปแบบ (ตัวอย่างบางส่วน ตามภาพข้างบน) แบ่งเป็น 2 ลักษณะ หลักๆ อย่างแรกเป็นการแสดงปริมาณกำลังขับด้วยเส้นแถบสีที่วิ่งไปบนสเปคฯ ตรัมของความถี่ กับการแสดงเป็นปริมาณของกำลังขับด้วยการกระดิกของเข็ม ใครชอบแบบไหนก็เลือกตั้งให้แสดงผลแบบนั้นได้ด้วยการกดปุ่ม C จากนั้นก็ปรับตั้งความสว่างของจอได้ด้วยปุ่ม D (DIM) ถ้าต้องการปิดจอก็สามารถทำได้โดยกดปุ่ม D ปุ่มล่างไปเรื่อยๆ จนจอดับ ผมชอบหน้าจอที่เป็นเข็มกระดิกสีส้มๆ ดูคลาสสิกดี ผมทดลองเปิดกับปิดจอแล้วฟังเทียบกัน พบว่า เปิดใช้งานหน้าจอมีผลกระทบกับเสียงเล็กน้อย คือแห้งลงเล็กน้อย.. เล็กน้อยมากๆ ไม่ถึงกับทำให้เสียงแย่ลงจนรับไม่ได้ ใครชอบนั่งดูเข็มกระดิกสวยๆ ตอนแอมป์ทำงานก็เปิดไปเหอะ.!

แผงหลัง

ฟังท์ชั่นใช้งานบนแผงหลังถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ แยกกลุ่มชัดเจนตามประเภทของงาน มีช่องไฟของแต่ละส่วนที่ทิ้งระยะห่างจากกันได้อย่างเด็ดขาด ทำให้ง่ายต่อการเชื่อมต่อ

ที่ตำแหน่ง E บนแผงหลัง แสดงให้เห็นเต้ารับปลั๊กไฟเอซีของเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้ซึ่งใช้เป็นมาตรฐาน 20Amp และใช้เบรคเกอร์ 25Amp ทำหน้าที่เป็นเมนสวิทช์ของระบบเปิด/ปิดรับไฟเอซีเข้ามาในเครื่อง โดยมีสวิทช์โยกสำหรับปรับแรงดันของภาครับด้านในให้ตรงกับแรงดันไฟขาเข้า ซึ่งมีให้เลือก 2 อ๊อปชั่น คือ 115V กับ 230V ตามมาตรฐานไฟฟ้าที่ใช้ในประเทศนั้นๆ ซึ่งในบ้านเราใช้ไฟ 220V ก็ต้องเลือกไว้ที่ 230V ตรงนี้ทางผู้ผลิตตั้งมาให้แล้ว ไม่แนะนำให้ไปยุ่งเหยิงกับตรงนี้

ส่วนตำแหน่ง F บนแผงหลังนั้นคือขั้วต่อสำหรับสัญญาณอินพุตที่มาจากปรีแอมป์ ซึ่งผู้ผลิตเขาแยกสำหรับแชนเนลซ้ายกับแชนเนลขวาเอาไว้ชัดเจน และในแต่ละแชนเนลยังได้มีทั้งขั้วต่อ RCA (UNBAL) กับ XLR (BAL) ไว้ให้เลือก ซึ่งวิธีการเลือกก็แค่สับสวิทช์โยกตัวเล็กๆ ที่แทรกอยู่ระหว่างขั้วต่อทั้งสองเท่านั้น ที่ขั้วต่อ XLR เขาทำการต่อเชื่อมสัญญาณโดยเอา pin 2 เชื่อมต่อกับสัญญาณซีกบวก โดยมี pin 3 เชื่อมต่อกับสัญญาณซีกลบ ตรงกับมาตรฐานอเมริกัน ถ้านำไปใช้กับเครื่องเสียงของ Accuphase อย่าลืมสลับเฟสด้วย

นอกจากจะทำงานในโหมด Stereo แล้ว เพาเวอร์แอมป์ตัวนี้ยังสามารถทำงานในโหมด Mono ได้ด้วย ผ่านการบริดจ์ฯ แบบ BTL (Bridge-Tied Load) โดยมีสวิทช์โยกให้เลือกปรับอยู่ที่แผงหลัง

ขั้วต่อสายลำโพงที่ให้มาดูดีมากๆ ตัวชิ้นส่วนที่ใช้ขันยึดมีขนาดใหญ่ แข็งแรง หมุนได้ถนัดมือ ให้การจับยึดขั้วต่อแบบก้ามปูได้แน่นหนาดี และยังมีรูให้เสียบแท่งขั้วต่อแบบบานาน่าด้วย ใครถนัดแบบปอกสายเปลือยแล้วแยงรูขันยึดเขาก็รองรับได้ด้วย ครบเครื่องจริงๆ

ดีไซน์ + สเปคฯ เด่นๆ

วงจรขยายในตัว OA-600H ออกแบบให้ทำงานใน class-AB ร่วมกับภาคเอ๊าต์พุตที่รองรับการจ่ายกระแสได้สูงเป็นพิเศษ (High Current) ซึ่งโดยโครงสร้างหลัก ภายในตัว OA-600H มีภาคขยายอยู่ 2 ชุด แยกสำหรับขยายสัญญาณแชนเนลซ้ายกับสัญญาณแชนเนลขวาในกรณีที่ใช้งานในโหมด Stereo ซึ่งให้กำลังขับอยู่ที่ 350W RMS ที่ 8 โอห์ม และขยับขึ้นไปเป็น 600W RMS ที่ 4 โอห์ม แต่ถ้าคุณต้องการกำลังขับที่สูงกว่านั้นขึ้นไปอีก เพาเวอร์แอมป์ตัวนี้เขาก็ให้โหมด BTL (Bridge-Tied Load) มา ซึ่งจะนำเอาภาคขยายทั้งสองชุดมาพ่วงกันเพื่อขับออกมาเป็นระบบเสียงโมโนให้เลือกใช้งานด้วย ซึ่งจะได้กำลังขับเพิ่มขึ้นเป็น 1000W RMS ที่โหลด 8 โอห์ม บันเทิงเริงใจกันไปเลย..!!!

นอกจากตัวเลข กำลังขับที่ชวนขนพองสยองเกล้าแล้ว ยังมีตัวเลข damping factor ที่ระดับ >400 มายืนยันความอึดถึกของภาคขยายของแอมป์ตัวนี้อีกด้วย ส่วนคุณสมบัติทางด้านแบนด์วิธ หรือความถี่ตอบสนองก็ใช่ย่อย คือไม่ได้ดีไซน์แบบโกงๆ คือหุบแบนด์วิธให้แคบเพื่อหลอกว่ามีกำลังขับเยอะ แต่บอกเลยว่า สเปคฯ ของ OA-600H ตัวนี้เขามาหรูเลิศ คือถ้าจะเน้นความราบเรียบของกราฟตอบสนองความถี่ เพาเวอร์แอมป์ตัวนี้สามารถบีบความเบี่ยงเบนของความถี่ตอบสนองลงมาอยู่แค่ +/-0.5dB เท่านั้นเมื่อวัดตลอดย่านตั้งแต่ 10Hz – 20kHz แต่ถ้าเอาเกณฑ์มาตรฐานของค่าเเบี่ยงเบนที่ใครๆ เขานิยมใช้กันคือความแม่นยำแค่ระดับ +/-3dB ความถี่ตอบสนองของแอมป์ตัวนี้ก็จะให้ความแม่นยำอยู่ในระดับนี้ไปได้ตลอดตั้งแต่ 5Hz – 30kHz นั่นเลย.. โหดมาก.!!!

แม็ทชิ่งกับลำโพง

สำหรับตัวเลขกำลังขับของเพาเวอร์แอมป์ที่ถือว่าเป็น golden power rate ที่นักเล่นระดับไฮเอ็นด์ในปัจจุบันส่วนใหญ่ที่ต้องการ เป็นอย่างต่ำจะอยู่ที่ 200W ต่อข้าง ที่ โหลด 8 โอห์ม และไปได้ถึง 400W ที่ โหลด 4 โอห์ม ซึ่ง OA-600H ของแบรนด์ Orisun Acoustics ตัวนี้ไปไกลกว่านั้นอีก คือให้ได้ถึง 350W ต่อข้างที่ โหลด 8 โอห์ม และจ่ายได้มากขึ้นไปถึง 600W ต่อข้างที่ โหลด 4 โอห์ม ด้วยสเปคฯ นี้ สามารถพูดได้ว่า น่าจะขับลำโพงคู่ไหนก็ได้แล้ว.!!

เนื่องจากเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้อยู่กับผมนาน มันจึงมีโอกาสได้ทดลองจับคู่กับลำโพงถึง 5 คู่ ซึ่งในนั้นมีลำโพงเล็ก สองทางวางบนขาตั้งหนึ่งคู่คือ Totem AcousticsThe Oneส่วนอีก 4 คู่ ที่เหลือเป็นลำโพงตั้งพื้นขนาดเล็กขึ้นไปจนถึงขนาดกลาง แยกเป็นลำโพงตู้ที่ใช้ไดเวอร์กรวยไดนามิก 2 คู่ คือ Vivid AudioGIYA G4 Cu’ (REVIEW) กับ CantonReference 5 GS Editionส่วนอีก 2 คู่ ที่เหลือเป็นลำโพงแผ่นฟิล์มพลาน่าร์ แม็กเนติกของ Magnepan รุ่น MG1.7i (REVIEW) กับรุ่น MG2.7i (REVIEW)

แหล่งต้นทาง

เนื่องจากตัวทดสอบ คือเพาเวอร์แอมป์ OA-600H เป็นตัวยืน อุปกรณ์ต้นทางที่ต้องจัดมาแม็ทชิ่งกับ OA-600H จึงต้องเป็น ปรีแอมป์กับ เพลเยอร์ซึ่งในส่วนนี้ผมมีจัดไว้ 2 ชุด สลับกันใช้งานเป็นต้นทาง ชุดแรกเป็นต้นทางประเภทจบในตัวเดียว คือ Streamer/DAC/Pre ของ Linn รุ่น Selekt DSM (REVIEW) ทำหน้าที่เป็นทั้ง 3 อย่าง ในตัวเดียว คือเป็นสตรีมมิ่ง, เป็น DAC และเป็นปรีแอมป์ ส่วนชุดที่สอง ผมใช้ปรีแอมป์ pure analog รุ่น QUAD 3 ของ QUAD ทำหน้าที่เป็นปรีแอมป์ โดยมี InnuosSTREAM 1 + LPS1’ (REVIEW) ทำหน้าที่เป็นสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ต และมี QB-9 Twenty กับ Wattson AudioMadison Streamerสลับกันทำหน้าที่เป็น DAC ส่งสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตไปให้กับปรีแอมป์ QUAD 3 ขยายหนึ่งสเตจ ก่อนส่งไปให้กับเพาเวอร์แอมป์ OA-600H ขยายต่อเพื่อขับดันลำโพง

ในขั้นตอนแม็ทชิ่งขั้นตอนสุดท้ายก่อนฟังเสียงเพื่อสรุปผล ผมมีใช้อุปกรณ์เสริม ทุกชิ้นที่ได้ลองใส่เข้าไปในซิสเต็มแล้วได้เสียงที่ดีตามมาตรฐานของผม ที่หยิบมาใช้งานในการทดสอบครั้งนี้ก็มี ตัวกรองไฟ micro 0.6hr ของ Pulito REVIEW(), ตัวกรองไฟ Noise Trap ของค่าย RN Marsh Design (REVIEW), เน็ทเวิร์ค สวิทช์ของ Clef Audio รุ่น StreamBRIDGE-X (REVIEW), ชั้นวางเครื่องแบบชั้นเดียวรุ่น Rack of Silence ของ Solid Tech REVIEW(), ชุดกรอง noise จากเน็ทเวิร์คของ StackAudio รุ่น SmoothLAN Regenerator (REVIEWและตัวกรอง noise ของ USB สุดท้ายคือ Linear Power Supply ของ Clef Audio ที่ใช้กับกล่อง media converter ในชุด OFN ของ TP-Link

OA-600H + Totem Acoustics ‘ The One

ผมเริ่มต้นด้วยการยก TotemThe Oneมาจับคู่กับ OA-600H เป็นตัวแรก ซึ่งผลที่ออกมาก็เป็นไปตามพฤตินิสัยของลำโพงแบรนด์นี้ นั่นคือ ชอบแอมป์กล้ามโต เพราะทันทีที่เชื่อมต่อระบบเสร็จ เปิดเครื่องทุกชิ้นในซิสเต็มขึ้นมาแล้วลองเล่นเพลงผ่าน LinnSelekt DSMซึ่งทำหน้าที่เป็นต้นทางของระบบ พบว่า OA-600H มันดันสนามเสียงผ่าน The One ออกมาทั้งกระบิ เสียงเครื่องดนตรีและเสียงร้องหลุดกระจาย ถอยห่างออกมาจากตัวตู้ของ The One ไปทั้งยวง.! เหมือนเป่าลมใส่ลูกโป่งจนเต็ม เวทีเสียงโดดเด้งมาก ฉีกออกไปรอบด้านทั้งกว้าง, ลึก และสูงมาครบมิติ ที่เจ๋งมากคือ ช่องไฟของแต่ละเสียงในซิสเต็มมันถ่างออกจากกันมากเป็นพิเศษ ทำให้มีพื้นที่สำหรับฮาร์มอนิกได้เบ่งบานออกมาจากตัวเสียง เห็นชัดตั้งแต่หัวเสียงบอดี้หางเสียงที่แผ่ออกมาครบ ทำให้ได้ความรู้สึกผ่อนคลาย ไม่เร่งรีบ มูพเม้นต์ของแต่ละเสียงมีจังหวะ ลีลา ดำเนินไปภายใต้ไทมิ่งที่มั่นคงและแม่นยำ เนื้อเสียงควบแน่นตลอดทั้งย่าน เป็นท่าทีที่แสดงให้เห็นว่า OA-600H สามารถ ควบคุมTotemThe Oneได้อย่างราบคาบ หมดจด The One สามารถเปล่งสมรรถนะของมันออกมาได้เต็มที่โดยมี OA-600H คอยหนุนไปทุกๆ อากัปกิริยา เสียงโดยรวมจึงมีทั้งความนิ่งและเปิดกว้าง สรุปคือสอบผ่าน.!!!

OA-600H + Magnepan MG1.6i & MG2.7i

หลังจบจาก The One ลำโพงคู่ต่อไปที่ผมยกมาประกบกับ OA-600H ก็คือ MagnepanMG1.7iซึ่งเป็นด่านที่โหดกว่า The One ไปอีกขั้น (ยังคงใช้ LinnSelekt DSMเป็นต้นทาง) เพราะแม้ว่าจะเป็นลำโพง 4 โอห์ม เหมือนกัน แต่ MG1.7i กับ MG2.7i มีความไว ต่ำกว่าเดอะ วัน อยู่หนึ่งดีบี และโดยธรรมชาติของลำโพงไร้ตู้ที่ใช้แผ่นฟิล์มพลาร์น่าขนาดใหญ่มาขึงเป็นไดอะแฟรม เวลาทำงานมันจึงต้านอากาศแบบเต็มๆ ในทางพฤตินิสัยของลำโพงแบบนี้จึงมีแรงต้านเยอะ แอมป์ที่จะสามารถผลักดันเสียงออกมาจากลำโพงแผ่นแบบนี้ให้ หลุดกระจายออกมานอกตู้ได้อย่างหมดจดจริงๆ ต้องใช้ พลังสำรองจากแอมป์มากเป็นพิเศษ ซึ่งจากการทดลองฟังเพลงหลากหลายแนวกับ MG1.7i โดยมี OA-600H คอยสนับสนุน ผมพบว่า ถ้า OA-600H มันพูดได้ มันคงอยากจะพูดว่า ‘ piece of cake! 

หลังจบจากการทดลองฟัง MG1.7i + OA-600H แล้ว ผมก็ยก MG2.7i เข้าไปแทนที่ MG1.7i ซึ่ง MG2.7i พิสูจน์ให้เห็นว่า สเปคฯ เป็นแค่ ตัวเลขที่ไม่ได้บอกอะไรเราทั้งหมดของลำโพงแต่ละคู่ ยกตัวอย่างตัวเลขในสเปคฯ ของ MG1.7i กับรุ่น MG2.7i แทบจะ เท่ากันในทุกประเด็น โดยเฉพาะในประเด็นสำคัญๆ อย่างเช่น อิมพีแดนซ์ 4 โอห์ม เท่ากัน, ความไวอยู่ที่ 86dB เท่ากัน, ความถี่ต่ำที่ตอบสนองก็อยู่ที่ 40Hz เท่ากัน แค่ว่า MG2.7i ตอบสนองเสียงแหลมขึ้นไปได้สูงกว่า (MG1.7i = 24kHz, MG2.7i = 30kHz) เพราะมีริบบ้อนทวีตเตอร์คอยช่วยสนับสนุน ถ้าดูจากสเปคฯ ลำโพงสองคู่นี้โดยรวมๆ แล้ว มันทั้งคู่ก็น่าจะต้องการกำลังขับของแอมป์ไม่ต่างกัน แต่จากการทดลองฟังจริงพบว่า ถ้าเป็นดนตรีน้อยชิ้นกับช่วงไดนามิกทรานเชี้ยนต์ที่ไม่ได้กระชากแรงๆ จะรู้สึกว่าแอมป์ทำงานไม่ต่างกัน แต่พอถึงเพลงแนวคลาสสิก กับดนตรีที่มีช่วงสวิงไดนามิกกว้างๆ และซดกำลังหนักๆ อย่างพวกแนวเพอร์คัสชั่นโชว์พลังทั้งหลาย เมื่อเปิดความดังให้แผ่เต็มห้อง จะรู้สึกได้เลยว่า MG2.7i ดูดกำลังจาก OA-600H มากกว่า MG1.7i แต่เสียงโดยรวมที่ออกมาก็ให้โทนัลบาลานซ์ที่สมดุลกว่า แต่ถ้าจะให้สรุปแบบไม่ไบอัส ก็ต้องยอมรับว่า OA-600H ขับ MG2.7i ได้ดีพอสมควร มันมีอาการตื้อๆ ปรากฏออกมาให้เห็นบ้างตอนเจอกับทรานเชี้ยนต์แรงๆ ที่ความถี่ต่ำๆ ซึ่งเกิดขึ้นกับ MG2.7i มากกว่า MG1.7i สรุปคือ OA-600H ขับ MG1.7i ออกมาได้เต็มที่มากกว่า MG2.7i ถ้าตีเป็นเปอร์เซ็นต์ก็น่าจะราวๆ 85% (ตอนขับ MG1.7i) และ 70% (ตอนขับ MG2.7i) ใครใช้ลำโพงแผ่นพวกนี้อยู่ ถ้าไม่มีงบกับแอมป์มาก แนะนำให้ลองแวะมาดู OA-600H ตัวนี้หน่อย อาจจะประหยัดเงินไปได้เยอะในการดึงประสิทธิภาพของลำโพงแผ่นฟิล์มทั้งสองรุ่นนี้ออกมาให้ได้คุณภาพเสียงในระดับที่น่าพอใจ

OA-600H + Vivid AudioGIYA G4 Cu

แม้ว่า GIYA G4 Cu จะมีราคาสูงที่สุดในกลุ่มของลำโพงที่เอามาทดสอบร่วมกับ OA-600H คือสูงกว่าราคาของแอมป์ไปประมาณสิบเท่า แต่ทางด้านสเปคฯ ก็ไม่ได้โหดที่สุด ถึงตัวเลขความไวจะติดอยู่ในกลุ่ม ค่อนไปทางต่ำคือ 86dB เท่ากับ Magnepan ทั้งสองคู่ข้างบนนั้น แต่วัดที่อิมพีแดนซ์ปกติ 6 โอห์ม ทำให้ภาวะดูดกระแสจะสาหัสเท่าพี่น้องแม็กกี้สองรุ่นนั้น ซึ่งผลที่ปรากฏออกมากับเสียงที่ได้ยินก็ยืนยันได้ชัดเจนว่า OA-600H สามารถผลักดันความวิเศษของ GIYA G4 Cu ออกมาได้อย่างหมดจดมาก กลางและแหลมเปิดโปร่ง โล่งกระจ่างอย่างที่สุด รายละเอียดกลางแหลมซึ่งเป็นคุณสมบัติเด่นของลำโพงคู่นี้ถูกรีดออกมาได้อย่างหมดจด โทนเสียงกังวาน ละเอียด คอนทราสน์ต่อเนื่องเป็นเนื้อเดียวกันตั้งแต่เบาสุดขึ้นไปจนถึงดังสุด ร้อยเรียงกันไปเป็นผืนแบบไม่มีรอยต่อ เนื้อเสียงเปล่งปลั่ง ละเมียดละมัยสุดๆ

ถ้าถามว่า OA-600H ขับ GIYA G4 Cu ออกมั้ย.? ตอบสวนทันทีว่า ออก.! ถามต่อว่า ออกหมดมั้ย.? อันนี้ซิไม่รู้เลยว่า GIYA G4 Cu มันจะทะยานไปได้อีกไกลแค่ไหนเมื่อเจอกับซุปเปอร์แอมป์ที่เหนือกว่า OA-600H ขึ้นไป แต่จะว่าก็ว่าเถอะ เท่าที่ได้ฟังเสียงของ GIYA G4 Cu ขับโดย OrisonOA-600Hตัวนี้ก็แฮ้ปปี้สุดๆ แล้วนะ (ใช้ LinnSelekt DSMเป็นต้นทางทำทุกอย่าง Stremer / DAC / Pre)

OA-600H + CantonReference 5 GS Edition

ลำโพง Canton รุ่นนี้เข้าในจังหวะท้ายๆ ของการทดสอบเพาเวอร์แอมป์ OA-600H พอดีๆ หลังจากเปิดเบิร์นฯ อยู่ 2 วัน (คุณคริส เจ้าสำนัก iAV ผู้นำเข้าลำโพง Canton แจ้งมาว่า ลำโพงผ่านการเบิร์นฯ มาแล้ว) ผมก็ยก OA-600H ขึ้นไปประกบ ส่วนต้นทางสัญญาณใช้ InnuosSTREAM 1 + LPS1) ทำหน้าที่เป็นสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ต จับกับ QB-9 Twenty ทำหน้าที่เป็น DAC สลับกับ Wattson AudioMadison Streamer’ (REVIEWโดยมีปรีแอมป์เพียวอะนาลอกของ QUAD3ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างแหล่งต้นทางสัญญาณกับ OA-600H

ราคาของลำโพง Canton รุ่นนี้อยู่ที่เฉียดๆ 500K ถ้าเทียบกับค่าตัวของ OA-600H ก็ต้องมองว่าแอมป์แบกลำโพงเยอะ แต่พอเข้าไปดูตัวเลขในสเปคฯ ของลำโพงแล้ว ก็ไม่ได้น่ากลัวเลยสำหรับเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้ เพราะกำลังขับที่ CantonReference 5 GS Editionคู่นี้ระบุไว้ในสเปคฯ คือ รองรับได้สูงสุดที่ 200W อ้างอิงอิมพีแดนซ์ 4 โอห์ม และทนรับกับพีคของสัญญาณเพลงได้สูงถึง 370W (ทรานเชี้ยนต์สั้นๆ) นั่นคือสุดๆ แล้วของลำโพง Canton คู่นี้ ซึ่งจะว่าไป ตัวเลข 350W ที่ 8 โอห์ม และ 600W ที่ 4 โอห์ม ของ OA-600H มันเยอะกว่าความสามารถในการรองรับสัญญาณทรานเชี้ยนต์ช่วงพีคของเพลงที่ลำโพง Canton คู่นี้ไปมาก ไม่น่าจะมีปัญหาในการขับ ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาหลังจากทดลองฟังเพลงหลากหลายแนว พบว่า เสียงที่ออกมามันฟ้องว่า กำลังของแอมป์อยู่ในสถานะเหลือเฟือในการควบคุมเสียงของลำโพงทั้งช่วงเบา, ช่วงกลางๆ และช่วงพีค ให้ถ่ายทอดออกมาได้ครบทุกสภาวะโดยไม่มีออาการอั้น ตื้อ หรือส่อว่าแรงจะไม่พอเลย น้ำเสียงที่ออกมาก็มีคุณภาพอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจมาก มีครบทั้งความเข้มข้น ความกระชับตรึง ความแผ่กว้าง และความฉับพลัน ให้อรรถรสของเพลงที่ลึกและดึงดูดอย่างมาก สรุปคือ การประเมินประสิทธิภาพของ OA-600H ด้วยการลองฟังจากการแม็ทชิ่งระหว่างลำโพง CantonReference 5 GS Edition‘ + เพาเวอร์แอมป์ OrisunOA-600Hผลคือ OA-600H สอบผ่านสบายๆ เมื่อยึดเอาความพึงพอใจในการฟังเพลงเป็นตัวกำหนด..

ผมไม่ได้ทดสอบประสิทธิภาพในการ Bridge Mono เพราะคิดว่าไม่จำเป็นเมื่อเทียบกับลำโพงที่ผมมีอยู่ทั้งหมด ซึ่งแค่กำลังขับในโหมด Stereo ของเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้ก็เหลือเฟือแล้ว..

บทสรุป : “ราคาเป็นสิ่งสมมุติ
สมรรถนะนี่ซิ.. ของจริง.!!!

ราคา“ ของเครื่องเสียงแต่ละชิ้น ถูกกำหนดโดยเจ้าของผลิตภัณฑ์นั้นๆ ซึ่งหามาตรฐานอะไรมากำกับไม่ได้เลย แม้ว่าในกระบวนการ “ออกแบบ+ผลิต” อุปกรณ์เครื่องเสียงแต่ละชิ้นจะมีรายละเอียดที่พอจะสืบสาวไปถึงต้นทุนได้บ้าง แต่เมื่อถูกนำมาประกอบเป็นเครื่องเสียงสำเร็จรูปพร้อมใช้งานแล้ว “ราคา” ของเครื่องเสียงแต่ละชิ้นนั้นไม่ได้มีแค่ต้นทุนที่จับต้องได้มารวมกันเท่านั้น ผู้ผลิตทุกเจ้าจะรวมเอา “ต้นทุนแฝง” อื่นๆ เข้ามารวมไว้ในราคาขายด้วย ซึ่งก็เป็นเรื่องของเจ้าของผลิตภัณฑ์ในการทำเช่นนั้น เพราะมันคือพื้นฐานของธุรกิจ มันเป็นสิทธิ์ของเขา

เราจะประเมิน “คุณภาพ” ของอุปกรณ์เครื่องเสียงแต่ละชิ้นโดยเอา “ราคาขาย” เป็นตัวตั้งได้มั้ย?

ได้.. แค่ความน่าจะเป็นที่อิงสัจจะธรรมที่ว่า แพงกว่า น่าจะดีกว่าแต่ในโลกของความเป็นจริงแล้ว ราคาไม่ได้สะท้อนสมรรถนะของอุปกรณ์ตัวนั้นออกมาในทิศทางเดียวกันเสมอไป.. เพราะอุปกรณ์เครื่องเสียงแต่ละชิ้นเป็นแค่ “ตัวแปร” ตัวหนึ่งในสมการของคำว่า “คุณภาพเสียง” ที่ประกอบขึ้นจากตัวแปร “อย่างต่ำ” มากกว่า 3 ตัวขึ้นไป (แหล่งต้นทาง + แอมป์ + ลำโพง) ดังนั้น เมื่อเราคงที่อุปกรณ์ชิ้นใดชิ้นหนึ่งไว้ในซิสเต็มแล้วทะยอยเปลี่ยนอุปกรณ์ตัวอื่นๆ เข้ามาในซิสเต็ม เราจะพบว่า ทุกครั้งที่เราเปลี่ยนอุปกรณ์อื่นเข้าไปในซิสเต็ม เสียงของซิสเต็มจะเปลี่ยนไปเสมอ ซึ่งมีผลให้การจำแนกแยกแยะเสียงของอุปกรณ์ที่เราคงที่ไว้ทำได้ยาก เพราะ “ผลโดยรวมของเสียงของซิสเต็ม” หลังจากทำการเปลี่ยนอุปกรณ์ใดๆ เข้าไป มันคือ ผลลัพธ์ของปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ”แม็ทชิ่ง“ ที่มีผลของอุปกรณ์ทุกชิ้นในซิสเต็มผสมผสานกันออกมานั่นเอง..!!

เมื่อใดที่เรามีอุปกรณ์ที่หลากหลายและมีจำนวนมากพอในการที่จะนำมาใช้ทดลองเปลี่ยนเข้าไปในซิสเต็มที่มีอุปกรณ์ที่เราต้องการทดสอบคงที่อยู่ในซิสเต็มนั้นตลอดเวลา สุดท้ายแล้ว เราก็จะสามารถรับรู้ได้ถึง “บุคลิก” ที่เป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวของอุปกรณ์ที่เราคงที่อยู่ในซิสเต็มได้ด้วยการค่อยๆ “ถอดรหัส” ออกมาจากเสียงโดยรวมที่เกิดจากกระบวนการแม็ทชิ่งทุกๆ ครั้งที่เราทำไปแล้ว..

สรุปคือ ”ราคา“ บอกได้แค่ “แนวโน้ม” แต่ไม่สามารถระบุได้ว่า อุปกรณ์เครื่องเสียงชิ้นนั้นๆ จะให้ “สมรรถนะ” ของเสียงออกมาได้มากแค่ไหน.? เราบอกไม่ได้เลยว่า อุปกรณ์ชิ้นนั้นจะเข้าไปช่วย “ยกระดับ” คุณภาพเสียงของซิสเต็ม หรือเข้าไปทำให้คุณภาพเสียงของซิสเต็มเดิมมีลักษณะที่ “แย่ลง” ต้องนำไปทดลองแม็ทชิ่งกับซิสเต็มจริงๆ เท่านั้น..!!!

แต่โชคดีที่ว่า เพาเวอร์แอมป์มีความใกล้ชิดกับ ลำโพงมากกว่าอุปกรณ์ตัวอื่นๆ ในระบบ เพราะไดเวอร์ของลำโพงเป็นอุปกรณ์พาสซีฟที่ทำงานด้วยระบบกลไกทางฟิสิกส์บวกกับระบบแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งต้องรับพลังมาจากเพาเวอร์แอมป์โดยตรง ดังนั้น ประสิทธิภาพของเพาเวอร์แอมป์จึงมีผลต่อประสิทธิภาพของลำโพง โดยตรงต่อให้ลำโพงดี แต่ถ้าเพาเวอร์แอมป์แย่ เสียงก็ออกมาแย่ แต่ไม่ว่าลำโพงจะดีหรือแย่ แรงสนับสนุนสำคัญที่ลำโพงทุกคู่ต้องการจากเพาเวอร์แอมป์ก็คือ กำลังขับที่มากพอมาเป็นอันดับแรก ก่อนจะไปถึงคุณสมบัติทางด้านโทนเสียง ซึ่ง กำลังขับที่มากพอนี่แหละคือ ไม้ตายของเพาเวอร์แอมป์ OrisunOA-600Hตัวนี้.!!!

ปัจฉิมลิขิต

หลังจากได้ทดลองใช้งานเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้แล้ว ใจผมอยากจะเขียนเชียร์มันมากกว่านี้ เพราะผมมองว่า ประสิทธิภาพ + คุณภาพที่มันให้ออกมานั้น จัดว่าอยู่ในระดับคุ้มค่าอย่างมาก เมื่อเทียบกับ ราคาขายแต่ไม่อยากหักหาญความเชื่อในแง่ของแบรนด์กับแหล่งผลิตมาก แนะนำให้คุณไปหาโอกาสทดลองฟังด้วยหูตัวเองดีกว่า..

************************
ราคา : 148,000 บาท / ตัว
(* ราคาพิเศษ! วาระเปิดตัวใหม่ จากราคาเต็ม 165,000 บาท)
************************
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่
Save Audio&Video
โทร. 081-823-6045
facebook: saveaudiovideo

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า