รีวิว Linn รุ่น Selekt DSM: Edition Hub มิวสิค สตรีมเมอร์ที่อัพเกรดได้ด้วยระบบโมดูล

Selekt DSM ของ Linn ตัวนี้น่าจะเป็นมิวสิค สตรีมเมอร์รุ่นเดียวในโลกที่คุณสามารถเลือกอ๊อปชั่นการทำงานของมันให้สอดคล้องกับระบบนิเวศในชุดเครื่องเสียงของคุณได้อย่างลงตัวมากที่สุด.!

สำหรับมิวสิค สตรีมเมอร์รุ่น Selekt DSM ของ Linn ตัวนี้ เขาเปิดโอกาสให้คุณเลือกได้ตั้งแต่ตัวถังภายนอกกันเลย โดยมีตัวเครื่องที่เรียกว่า ฮับ” (Hub) เป็นพื้นฐาน ซึ่งมีให้เลือก 2 เวอร์ชั่น คือ

1. Classic Hub (285,000 บาท)
2. Edition Hub (497,500 บาท)

ณ จุดเริ่มต้น คุณต้องเลือก ฮับรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งข้างต้นก่อน จากนั้นค่อยเลือกซึ่งอ๊อปชั่น ความแตกต่างระหว่างตัวฮับทั้งสองเวอร์ชั่นนี้มีทั้งทางด้านความสวยงามภายนอก และทางด้านสมรรถนะภายใน คือตัวถังของเวอร์ชั่น Classic Hub นั้นทำด้วยแผ่นอะลูมิเนียมที่พ่นเคลือบผิวแล้วพับขึ้นรูป วางทับลงไปบนแผ่นฐานล่างที่เป็นอะลูมิเนียมกลึงที่มีความหนา 8 .. เวอร์ชั่นนี้มีให้เลือกสองสีคือดำกับเงิน ในขณะที่เวอร์ชั่น Edition Hub จะดูหรูหรามากกว่า ตัวถังเป็นอะลูมิเนียมที่ขึ้นรูปด้วยเครื่องจักรทั้งตัว ไร้รอยต่อ จึงมีความแกร่งสูงกว่า แผงหน้าเป็นกระจก spy glass ทั้งแผ่น ภายในมีการแยกพื้นที่ออกเป็นสัดเป็นส่วน ลดการรบกวนระหว่างวงจรการทำงานภายใน นอกจากนั้น ภายนอกยังดีไซน์ด้วยเส้นสายที่เดินเป็นลวดลาย ซึ่งนอกจากจะแลดูสวยหรูแล้ว ช่องที่เป็นลายเส้นเหล่านี้ยังช่วยระบายความร้อนไปด้วยในตัว

เนื่องจากรูปพรรณสัณฐานของตัวเครื่องภายนอกระหว่างเวอร์ชั่น Classic Hub กับเวอร์ชั่น Edition Hub จะดูคล้ายกันมาก ส่วนสัดเท่ากันเป๊ะ ที่พอจะใช้เป็นจุดสังเกตได้ก็คือ ช่องระบายความร้อน” (องค์ประกอบสำคัญของระบบ heat management) ที่เจาะเป็นรูอยู่บนหลังตัวเครื่อง ซึ่งจะมีลวดลายที่ต่างกัน ตามภาพข้างบน

ส่วนสัดภายนอกของตัว Edition Hub

ตัวที่ผมได้รับมาทดสอบครั้งนี้เป็น Selekt DSM เวอร์ชั่น Edition Hub จากที่ผมเคยรีวิวสตรีมเมอร์ของ Linn รุ่น Klimax DSM ไปเมื่อวันที่ 2 มีนาคม ที่ผ่านมา (REVIEW) ซึ่งเป็นสตรีมเมอร์รุ่นท็อปใหญ่สุดของ Linn พบว่ารูปร่างและสัดส่วนภายนอกของรุ่น Selekt DSM ตัวนี้มันใกล้เคียงกันมากกับรุ่น Klimax DSM ที่เคยรีวิวไป ความกว้างกับความลึกเท่ากันเป๊ะ แค่ว่ารุ่น Klimax DSM มีความสูงมากกว่านิดเดียวเท่านั้น

เนื้องานออกแบบตัวถังของสตรีมเมอร์ Selekt DSM: Edition Hub ตัวนี้อยู่ในระดับ premium จริงๆ ถ้าได้มีโอกาสสัมผัสตัวจริง คุณจะรับรู้ได้ถึงความเรียบหรูที่เป็นเหมือนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งมากกว่าเครื่องเสียงทั่วไป ความลงตัวในการออกแบบฟังท์ชั่นใช้งาน ที่ล้อไปกับการกำหนดตำแหน่งติดตั้งของปุ่มปรับบังคับต่างๆ ที่ลงตัว และที่ช่วยขับให้สตรีมเมอร์ตัวนี้ดูมีเสน่ห์ขึ้นมามากก็คือปุ่มหมุนใสๆ (control dial) ที่อยู่บนแผ่นหลังของตัวเครื่องนั่นแหละ เป็นแป้นหมุนที่ทำด้วยอะครีลิคใสและมี LED สีขาวทำเป็นขีดจำนวนมากห้อมล้อมเป็นวงกลม ซึ่งการติดสว่างของ LED เหล่านี้จะใช้ระบุให้รู้ถึงระดับวอลลุ่มขณะที่คุณหมุนเพิ่ม (ตามเข็ม) หรือลด (ทวนเข็ม) ระดับความดังของเสียง เป็นปุ่มวอลลุ่มที่ดีไซน์ได้เท่ที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา.!!!

CompleteModular Design’ ..!!
ดีไซน์ด้วยระบบ โมดูล” เต็มรูปแบบ

วิศวกรของ Linn ตั้งใจที่จะออกแบบผลิตภัณฑ์ในซีรี่ย์ Selekt DSM ของพวกเขาให้สามารถปรับเลือกคุณสมบัติในการใช้งานที่ตรงกับระบบ eco system ที่ผู้ใช้มีอยู่ให้มากที่สุด ซึ่งพวกเขาพบว่า กลยุทธในการออกแบบเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ออกมาตรงตามประสงค์ที่ผู้ใช้ตั้งใจไว้มากที่สุดก็คือการออกแบบด้วยระบบ modular นี่เอง

modular design คืออะไร.? เป็นระบบการออกแบบที่ แยกภาคการทำงานหลักๆ ของระบบเครื่องเสียงออกมามาเป็นส่วนๆ โดยมีตัวเครื่องเมนหลักที่เรียกว่า Hub ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลาง และมีช่องว่างสำหรับการนำเอา โมดูลของการทำงานในภาคที่ต้องการเสริมเข้ามา plug inเข้ากับ Hub ได้ตามต้องการ

ภาพบนเป็นส่วนประกอบหลักๆ ที่ Selekt DSM แยกออกเป็น 3 ส่วน โดยมีส่วนที่เรียกว่า Hub (ในภาพคือ Edition Hub ชิ้นใหญ่สุดทางขวา) ซึ่งก็คือตัวถังหลักของเครื่อง มีให้เลือก 2 เวอร์ชั่น คือ Classic Hub กับ Edition Hub อย่างที่เกริ่นมาแล้ว ในตัวถังของ Hub จะประกอบด้วยบอร์ดสัญญาณ digital inputs (กรอบสีฟ้า) ที่มีขั้วต่ออินพุตสำหรับสัญญาณดิจิตัลทุกรูปแบบ ยกเว้น AES/EBU นอกนั้นก็มีบอร์ด analog inputs (กรอบสีเขียว) ซึ่งมีทั้งขั้วต่อ RCA อินพุตสำหรับสัญญาณอะนาลอก และขั้วต่อ RCA อินพุตสำหรับรองรับสัญญาณจากหัวเข็ม MM และหัวเข็ม MC แยกกัน พร้อมให้ขั้วต่อสายกราวนด์ของเครื่องเล่นแผ่นเสียงมาให้ครบถ้วน สุดท้ายคือภาคจ่ายไฟของภาคการทำงานที่ติดตั้งมาในตัวเครื่องที่เป็น Hub ครบทั้งหมด

พื้นที่ในกรอบสีม่วงของกล่อง Hub จากภาพข้างบนนั้นเป็นช่อง slot ที่แบ่งไว้เป็น 3 ช่อง มีไว้ให้ติดตั้ง Cartridge ที่ติดตั้งภาค DAC กับภาค Analog output ซึ่งมีให้เลือกหลายรูปแบบตามความต้องการของผู้ใช้

อ๊อปชั่นของ Cartridge และ Module ที่มีให้เลือก

ที่เห็นข้างบนนั้นคือ เวอร์ชั่นทั้งหมดที่คุณสามารถสั่งประกอบตัว Selekt DSM ขึ้นมาได้ แต่กระนั้น แม้ว่าจะไม่ได้เพิ่มเติม Cartridge แบบใดๆ มีเฉพาะตัว Hub อย่างเดียว คุณก็สามารถใช้งานมันได้แล้ว (อ๊อปชั่นหมายเลข 1) แม้ว่าจะไม่ครอบคลุมทุกการใช้งาน แต่ถ้าคุณมีลำโพงแอ๊คทีฟที่มีแอมป์ในตัว คุณก็สามารถดึงเอาสัญญาณ digital output จากตัว Selekt Hub ออกไปใช้งานร่วมกับลำโพงแอ๊คทีฟได้ หรือถ้าคุณต้องการฟังผ่านหูฟังก็แค่เสียบแจ็คหูฟังเข้าที่ช่องหูฟังที่อยู่ด้านข้างซ้ายของตัวเครื่อง และต่อสัญญาณอินพุตเข้าที่อินพุตดิจิตัลหรืออินพุตอะนาลอกช่องใดช่องหนึ่งก็ฟังเพลงได้แล้ว หรือถ้าต้องการเอาตัว Selekt Hub ไปใช้กับทีวีก็ใช้ได้เลย โดยโยงสาย HDMI จากช่อง HDMI (ARC) ของทีวีไปเข้าที่ช่อง HDMI (ARC) ที่แผงด้านหลังของตัว Selekt Hub เท่านั้นก็ใช้งานได้เลย

แต่กรณีถ้าคุณต้องการใช้งาน Selekt Hub เป็น ปรีแอมป์เพื่อส่งสัญญาณอะนาลอกไปขยายผ่านเพาเวอร์แอมป์ขับลำโพงพาสซีฟทั่วไปเหมือนภาพข้างบน คุณก็เพิ่ม Cartridge ที่เป็น ‘ Stereo Line-level analog outputs ’ (ศรชี้) บวกกับเลือกโมดูลภาค DAC ตัวใดตัวหนึ่งก็ได้ติดตั้งลงไปที่ Cartridge ที่คุณเลือก ระหว่าง

1. Stereo Classic DAC (11,000 บาท) = (อ๊อปชั่นหมายเลข 2)
2. Stereo Katalyst DAC (75,000 บาท) = (อ๊อปชั่นหมายเลข 4)
3. Stereo Organik DAC (162,500 บาท) = (อ๊อปชั่นหมายเลข 6)

แต่ถ้าคุณต้องการให้ Selekt DSM ของคุณมีคุณสมบัติเป็น All-in-One ที่ตัวเดียวจบครบถ้วนสมบูรณ์ คือมีทั้งภาค Stereo DAC + ภาค Stereo Analogue Pre Amplifier ไว้ทำหน้าที่เลือกอินพุตและปรับวอลลุ่ม และมีภาค Stereo Power Amplifier ที่พร้อมขับลำโพงได้เลย (เหมือนภาพข้างบน) คุณก็สั่งเพิ่ม Cartridge ที่เป็น power amplifier เข้าไป (อ๊อปชั่นหมายเลย 3 หรืออ๊อปชั่นหมายเลข 5 หรืออ๊อปชั่นหมายเลข 7 ขึ้นอยู่กับโมดูลภาค DAC ที่คุณเลือก) จากนั้นก็ไปหาลำโพงพาสซีฟดีๆ สักคู่มาจับกับ Selekt DSM ที่คุณสร้างสรรขึ้นมา แคนี้ก็ฟังเพลงเพราะๆ ได้แล้ว

นอกจากนั้น สำหรับนักเล่นเครื่องเสียงระดับซุปเปอร์ไฮเอ็นด์ที่ต้องการ Streamer + DAC ที่ดีที่สุดในซีรี่ย์ Selekt DSM พวกเขาก็ยังมีอีกอ๊อปชั่นไว้ แต่งซิ่งให้คุณ นั่นคืออ๊อปชั่นที่ 8Mono Line Level analogue cartridgeคือจะคล้ายๆ กับอ๊อปชั่นที่ 6 แต่เปลี่ยนจาก Cartridge ที่ติดตั้งโมดูล ORGANIK แบบ Stereo DAC แค่ชุดเดียว มาเป็น Mono Line Level analogue cartridge ที่ติดตั้งโมดูล ORGANIK Mono DAC จำนวน 2 cartridge นั่นเอง (*ราคา คู่ละ 275,000 บาท)

ทางผู้นำเข้าได้จัดส่งทั้ง Cartridge และโมดูล DAC กับโมดูลเพาเวอร์แอมป์มาให้ผมลองทั้งหมด แต่ที่ผมเลือกมาเขียนสรุปผลทางเสียงครั้งนี้เป็น Selekt DSM เวอร์ชั่น Edition Hub ที่ติดตั้ง Mono Line Level analogue cartridge + ORGANIK Mono DAC cartridge หนึ่งคู่ ซึ่งเป็น Selekt DSM ที่เป็นมิวสิค สตรีมเมอร์เวอร์ชั่นที่ให้คุณภาพเสียงสูงสุดในปัจจุบัน ซึ่งหลังจากใส่ Cartridge ทั้งสองอันเข้าไปแล้ว ภาพแผงหลังของตัวที่ผมทดสอบก็เป็นอย่างที่เห็นข้างบนนั้น (Cartridge ทั้ง 2 อัน อยู่ในกรอบสีแดง)

DAC คือหัวใจ.!!!

หัวใจของระบบเสียง Digital Audio อยู่ที่ภาค DAC (Digital-to-Analog converter) ซึ่งอยู่ในขั้นตอนท้ายสุดของกระบวนการ Digital Playback ไม่ว่าคุณจะเล่นไฟล์เพลงจาก NAS จากสตรีมมิ่ง หรือจากแผ่น CD/SACD ทั้งหมดนั้นล้วนต้องการภาค DAC เข้ามาทำหน้าที่แปลงสัญญาณเสียงที่อยู่ในรูปของสัญญาณดิจิตัลให้ออกมาเป็นสัญญาณเสียงที่อยู่ในรูปของสัญญาณอะนาลอกทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้จึงไม่ผิดที่จะกล่าวสรุปว่า ภาค DAC คือหัวใจสำคัญของระบบดิจิตัล เพลย์แบ็คทั้งมวล..!!!

การออกแบบภาค DAC ในโลกนี้มีอยู่ 2 ลักษณะ ลักษณะแรกเรียกว่า chip-based DAC คือใช้ชิป DAC สำเร็จรูปของค่ายต่างๆ มาเป็นศูนย์กลางในการออกแบบ ส่วนอีกลักษณะเรียกว่า Discrete DAC หรือ R-2R DAC คือการออกแบบที่ใช้คอมโพเน้นต์แยกชิ้น อย่างเช่น Resistor จำนวนมากมาจัดเรียงเป็น Ladder circuit ทำหน้าที่ในการแปลงสัญญาณแทนที่ชิปสำเร็จรูป ซึ่งในวงการ DAC ในปัจจุบันต่างก็ยอมรับกันว่า ภาค DAC ที่ออกแบบลักษณะที่เป็น Discrete DAC หรือ R-2R DAC ให้ผลลัพธ์ทางเสียงที่ เหนือกว่าภาค DAC ที่ออกแบบโดยใช้ชิปสำเร็จรูปเป็นพื้นฐาน

คือไม่ได้หมายความว่า ภาค DAC ที่ออกแบบโดยใช้ชิปสำเร็จเป็นพื้นฐานจะให้เสียงไม่ดี แต่ถ้าประกบกันด้วยระดับราคาที่สูงมากๆ ส่วนใหญ่จะเป็นดีไซน์แบบ Discrete DAC หรือ R-2R DAC มากกว่า อย่างของ Linn ก็เช่นเดียวกัน เขามีภาค DAC ใช้อยู่ทั้ง 2 แบบ ถ้าเป็นภาค DAC แบบที่ใช้ชิปสำเร็จเป็นพื้นฐาน เขาจะมีอยู่ 2 รุ่น คือ STANDARD DAC กับรุ่น KATALYST DAC ส่วนภาค DAC ที่ออกแบบด้วยวิธี Discrete คือใช้รีซีสเตอร์หลายๆ ตัวมาเรียงเป็นขั้นบันได พวกเขาตั้งชื่อเรียกไว้ว่า ORGANIK DAC ซึ่งเวอร์ชั่นที่เป็น ORGANIK DAC จะมีราคาสูงกว่า KATALYST DAC

ORGANIK DAC
เนื้อแท้ของเสียง.!!!

ภาค DAC ของ Linn ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 3 รูปแบบ คือ

1. CLASSIC หรือ STANDARD DAC
—–
ใช้ชิปของ AKM เบอร์ AK4493 เป็นศูนย์กลางในการออกแบบ โดยใช้ทรัพยากรพื้นฐาน อาทิเช่น วงจรดิจิตัล ฟิลเตอร์, ระบบ clock ในการแปลงสัญญาณ D-to-A ที่มากับชิปเซ็ตตัวนี้ทั้งหมด ร่วมกับภาค analog output ระดับมาตรฐานของ Linn

2. KATALYST DAC
—–
ใช้ชิปของ AKM เบอร์ AK4497 ทำหน้าที่ในการแปลงสัญญาณ D-to-Aอย่างเดียวส่วนทรัพยากรพื้นฐานส่วนที่เหลือที่ใช้ ควบคุมการแปลงสัญญาณ D-to-A อยางเช่น ระบบ clock, ภาคเพาเวอร์ซัพพลาย รวมถึงภาคอะนาลอก เอ๊าต์พุตนั้น ทาง Linn ออกแบบขึ้นมาเอง

3. ORGANIK DAC
—–
ออกแบบโดย “ไม่ใช้” ชิปสำเร็จรูป แต่ใช้เทคนิค R-2R Ladder ซึ่งสร้างขึ้นโดยใช้ตัวรีซีสเตอร์ที่เป็น discrete component ทั้งหมดในการแปลงสัญญาณ D-to-A โดยมีโปรเซสเซอร์ชิป FPGA ที่บรรจุภาคการทำงานอื่นๆ ที่ช่วยในการแปลงสัญญาณ D-to-A อาทิ วงจรดิจิตัล ฟิลเตอร์, ภาค clock, รวมถึงการจัดการกับข้อมูล (สัญญาณ) ซึ่งเป็นรูปแบบการทำงานของภาค DAC ที่ยอมรับกันในวงการว่าคือที่สุดทางด้าน คุณภาพเสียง

เพราะคำว่า ‘ Organik ’ หมายถึง “เนื้อแท้” ของสิ่งนั้นๆ พวกเขาที่ Linn เอาคำนี้มาใช้เรียก DAC รุ่นท็อปของพวกเขาเหมือนจะเกริ่นเป็นนัยๆ ถึง “ความเที่ยงตรง” ในการแปลงสัญญาณดิจิตัลเป็นอะนาลอกของภาค DAC ตัวนี้ โดยทางผู้ผลิตได้ลงรายละเอียดทางด้านวิศวกรรมในการออกแบบ ORGANIK DAC เอาไว้ในเว็บไซต์ของพวกเขาคร่าวๆ โดยแยกขั้นตอนการทำงานออกเป็น 3 ขั้นตอน เริ่มจาก ‘ Modulation methodซึ่งเป็นขั้นตอน การจัดการกับข้อมูลสัญญาณที่รับเข้ามาทางอินพุตเพื่อเตรียมเข้าสู่กระบวนการแปลงสัญญาณ D-to-A พวกเขาใช้วิธีจัดการกับสัญญาณด้วยอัลกอริธึ่ม Pulse Width Modulation (PWM) Delta-Sigma จากนั้นก็ส่งเข้าสู่กระบวนการแปลงสัญญาณ ‘ Conversion stageด้วยอัลกอริธึ่ม Discrete Analog Finite Impulse Response (AFIR) ซึ่งทาง Linn เคลมว่า การจัดการกับข้อมูลสัญญาณทั้งสองขั้นตอนนั้น มีส่วนอย่างมากในการช่วยลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นในขั้นตอนที่สัญญาณดิจิตัลไปผ่าน resistor ladder ที่เป็นอุปกรณ์ดีสครีตซึ่งความผิดพลาดของสัญญาณแม้เพียงเล็กน้อยจะถูกขยายขึ้นมาเป็นความเพี้ยนที่มากขึ้น แต่การที่จะทำให้ขั้นตอน Modulation และขั้นตอน Conversion ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ คือเกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด สภาพแวดล้อมที่อยู่โดยรอบกระบวนการทำงานทั้งสองขั้นตอนนั้นจะต้องได้รับการจัดการที่ดีด้วย ไม่ว่าจะเป็นภาคเพาเวอร์ซัพพลาย, ภาค clock ไปจนถึงการออกแบบเลย์เอ๊าต์ของสัญญาณบนแผงวงจรด้วย

ORGANIK DAC ใช้ภาคจ่ายไฟแบบ switch-mode power supply ที่ชื่อว่า UTOPIK ที่พวกเขาออกแบบขึ้นมาเอง ซึ่งใช้แผงวงจรที่ซ้อนกันมากถึง 8 เลเยอร์ เพื่อแยกการส่งไฟเลี้ยงและสัญญาณ clock ให้ไปถึงแต่ละภาคการทำงานใน DAC ให้ได้ความแม่นยำสูงสุด ไฟเลี้ยงที่ส่งไปให้วงจรที่ทำงานในขั้นตอน conversion มาจากเรกูเลเตอร์แบบแยกชิ้นที่ส่งกำลังไฟแยกไปหลายทาง ส่วนภาค clock ที่ใช้เป็นภาค clock ที่พวกเขาออกแบบขึ้นมาเองโดยใช้ออสซิเลเตอร์ Femto ในการกำหนดหน่วยของเวลา เป็นระบบ clock ที่มีความแม่นยำสูงมากถึงระดับ หนึ่งในล้านล้านส่วนของวินาทีมีผลให้กระบวนการทำานในภาค DAC ปราศจากปัญหาจิตเตอร์โดยสิ้นเชิง

ประสิทธิภาพของ Selekt DSM: Edition Hub
พร้อม ORGANIK Mono Line-Level analogue cartridge

ลำพังตัว Selekt DSM:Edition Hub เองก็มีฟังท์ชั่นให้ใช้งานมากมายอยู่แล้ว เมื่อติดตั้ง ORGANIK Mono Line-Level analogue cartridge เข้าไปที่สล๊อตอ๊อปชั่นของตัว Selekt Hub มีผลให้ตัว Selekt DSM: Edition Hub กลายร่างเป็น ‘ Streamer/DAC/Preที่มีภาค DAC ระดับสูงสุดของ Linn บรรจุอยู่ด้านใน แถมด้วยภาคปรีเอ๊าต์ชั้นเยี่ยมที่แยกสัญญาณ Stereo analogue output แชนเนลซ้ายกับแชนเนลขวาออกจากกัน ขจัดปัญหา crosstalk ได้อย่างเด็ดขาด ให้การแยกสัญญาณสเตริโอที่ชัดเจน

A : เต้ารับสายไฟเอซี
B : ฮาร์ดสวิทช์ สำหรับเปิด/ปิดไฟเข้าเครื่อง
C : ช่องเสียบสาย LAN (Ethernet)
D : ช่องอินพุต HDMI (ARC)
E : ช่องอินพุต USB
F : ช่องอินพุต Optical 1 & 2
G : ช่องเอ๊าต์พุต Sub Out 1 & 2
H : เอ๊าต์พุต EXAKT LINK 1 & 2
I : ช่องอินพุต Coaxial 1 & 2
J : ช่องอะนาลอก อินพุต L & R
K : ช่องอินพุต Phono MM & MC พร้อมจุดเชื่อมต่อสายกราวนด์
L : เอ๊าต์พุตของ ORGANIK mono Line-Level cartridge ข้างขวา
M : เอ๊าต์พุตของ ORGANIK mono Line-Level cartridge ข้างซ้าย

ภาค ORGANIK DAC มีอินพุตสำหรับสัญญาณดิจิตัลมาให้เกือบครบสมบูรณ์ คือให้ Optical, Coaxial, USB และ Ethernet แถมด้วย HDMI (ARC) ไว้ต่อกับทีวีด้วย แต่ที่ขาดไปก็คือช่องต่อ AES/EBU เท่านั้น

ช่องอินพุต Optical Toslink และ Coaxial ทั้งหมด รองรับสัญญาณ PCM ที่มีแซมปลิ้งเรตตั้งแต่ 32kHz ขึ้นไปจนถึงระดับสูงสุดที่ 192kHz ใครใช้เครื่องเล่น CD Transport ก็สามารถใช้อินพุต Coaxial รองรับสัญญาณดิจิตัลจากซีดี ทรานสปอร์ตของคุณได้เลย ผมทดลองเล่นแผ่นซีดีกับซีดี ทรานสปอร์ตของ LEAK รุ่น CDT (REVIEW) แล้วต่อเชื่อมสัญญาณดิจิตัลผ่านสายโคแอ็กฯ ของ Nordost รุ่น Blue Heaven Leif3 ไปที่อินพุต Coaxial 1 ของ Selekt DSM: Edition Hub + mono Organik Line-Level cartridge พบว่าเสียงออกมาน่าฟังมาก แม้ว่าโฟกัสจะไม่เป๊ะลงไปถึงระดับนิวเคลียส ตัวเสียงออกไปทางบวมนิดๆ แต่ก็กลายเป็นจุดเด่นเพราะได้เนื้อมวลเข้มๆ หนาๆ ฟังแล้วให้ความรู้สึกอิ่มเอม ให้โทนเสียงที่คุ้นหู เนื้อเสียงสะอาด ไทมิ่งไปทาง laid back คือติดช้านิดๆ ฟังสบาย

ในขณะที่ช่องอินพุต USB รองรับสัญญาณ PCM ได้ตั้งแต่ 44.1kHz ขึ้นไปจนถึงระดับสูงสุดที่ 192kHz จุดประสงค์ให้ไว้เพื่อรองรับสัญญาณดิจิตัลจากการเล่นไฟล์เพลงด้วยคอมพิวเตอร์ หรือสตรีมเมอร์ที่จูนเอ๊าต์พุตออกมาเป็นฟอร์แม็ต USB อย่างเช่นสตรีมเมอร์ของแบรนด์ Innuos ซึ่งแน่นอนว่าผมไม่ยอมพลาดที่จะทดสอบอินพุต USB ของ Selekt DSM ตัวนี้ โดยใช้สตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ตของ Innuos รุ่น STREAM1 + LPS1 (REVIEW) ที่ผมใช้อ้างอิงอยู่เป็นตัวเล่นไฟล์เพลงทั้งจาก NAS และจาก TIDAL แล้วส่งสัญญาณดิจิตัล PCM ไปเข้าที่อินพุต USB ของ Selekt DSM ตัวนี้ผ่านทางสาย USB ของ Nordost รุ่น Blue Heaven Leif3 (REVIEW) ผลลัพธ์ออกมาน่าพอใจมาก รายละเอียดพรั่งพรูออกมาเป็นสายน้ำ พร่างพราย ตั้งแต่ทุ้มขึ้นไปถึงสุดปลายเสียงแหลม แต่ละเสียงเต็มไปด้วยแรงปะทะที่ทำให้รับรู้ได้ถึง น้ำหนักของเสียงอย่างชัดเจน ไทมิ่งดีมาก ตอบสนองไดนามิกได้ดีทั้งคอนทราสฯ และทรานเชี้ยนต์ฯ ทำให้ได้โทนเสียงที่ไปในทางสมจริง มีชีวิตชีวา หลังจากจัดการควบคุมเสียงทั้งหมดลงตัวแล้ว ผมยอมรับเลยว่า เสียงที่ได้จากอินพุต USB ของ Selekt DSM: Edition Hub + Mono Organik Line-Level cartridge ครั้งนี้มันลากผมให้จมลึกลงไปในเพลงได้มากกว่าปกติ แต่ละเพลงให้อารมณ์เหมือนฟังสดมากกว่าฟังจากไฟล์แห้งๆ.!!!

ส่วนอินพุต Ethernet เอาไว้รองรับสัญญาณจากผู้ให้บริการสตรีมมิ่งอย่าง TIDAL, Qobuz, Spotify Connect และไฟล์เพลงจากอินเตอร์เน็ต เรดิโอ และดึงไฟล์เพลงจาก NAS มาฟังได้ ซึ่งทางผู้ผลิตมีทำแอพลิเคชั่นที่ชื่อว่า Linn เอาไว้ให้ใช้ในการดึงไฟล์เพลงมาฟังกับสตรีมเมอร์ของแบรนด์ Linn โดยเฉพาะ โดยมีให้เลือกทั้งเวอร์ชั่น iOS และ Android ส่วนการปรับตั้งค่าการทำงานของตัว Selekt DSM ถูกแยกไปอยู่บนเซิร์ฟเวอร์ของ Linn เอง โดยทำทางเข้าเป็นลิ้งค์ชื่อว่า ‘ Advanced Configurationซ่อนไว้ที่จุดสามจุดบนตัวแอพฯ (ศรชี้)

เมื่อจิ้มลงไปที่หัวข้อ ‘ Advanced Configurationบนแอพฯ ลิ้งค์ที่ซ่อนอยู่จะพาคุณออกไปที่เซิร์ฟเวอร์ของ Linn ซึ่งคุณต้องลงทะเบียนเข้าใช้ด้วยกรอกอีเมลและสร้างพาสซีฟของคุณเองลงไป จากนั้นจึงสามารถเข้าไปที่หน้า configuration ของตัว Selekt DSM ได้รวมถึงผลิตภัณฑ์ของ Linn ตัวอื่นๆ ของคุณถ้ามี เหตุผลที่เขาต้องเอาส่วนของการปรับตั้งการทำงานของตัว Selekt DSM แยกออกมาไว้บนเซิร์ฟเวอร์ของ Linn ก็เพราะว่าบนนี้มีซอฟท์แวร์ที่เอาไว้ให้คุณปรับตั้งใช้งานอยู่หลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น ซอฟท์แวร์ที่ชื่อว่า SPACE OPTIMISATION เป็นต้น (ศรชี้ภาพข้างบน) ซึ่งเป็นซอฟท์แวร์ DSP ที่เอาไว้ปรับแก้สภาพอะคูสติกในห้องฟังของคุณ ซึ่งทำให้ได้เสียงที่ดีขึ้นโดยไม่ต้องปรับแก้สภาพอะคูสติกเดิม เนื่องจากเป็นซอฟท์แวร์ที่ต้องมีการประมวลผลเยอะมาก ไม่เหมาะกับการติดตั้งมาในแอพฯ นอกจากนั้น ยังมีซอฟท์แวร์อื่นๆ อีกเยอะที่อยู่บนเซิร์ฟเวอร์ของ Linn

กลับมาที่แอพฯ Linn ซึ่งบนนั้นมีข้อมูลแยกไว้ทั้งหมด 5 หมวด เริ่มจาก..

1. Rooms
—–
ใช้เลือกโซนที่มีผลิตภัณฑ์ของ Linn ติดตั้งอยู่ในเน็ทเวิร์คเดียวกัน และแสดง Inputs ทั้งหมดของ Selekt DSM ที่มีให้เลือกใช้งาน

2. Explore
—–
แสดงแหล่งสัญญาณต้นทางที่เปิดโอกาสให้คุณสตรีมมาฟังได้ ซึ่งมีทั้งผู้ให้บริการรายเดือนอย่าง TIDAL, Qobuz, Spotify ฯลฯ และอินเตอร์เน็ต เรดิโอ รวมถึง Local Servers หรือไฟล์เพลงใน NAS และฮาร์ดดิสของคอมฯ ด้วย จากตัวอย่างรูปที่ 1 ผมจะทดลองเลือกเพลงจาก NAS ของผมที่ชื่อ MinimServer [MusicServer] (ศรชี้) มาฟัง เมื่อจิ้มลงไปที่ชื่อเซิร์ฟเวอร์บน NAS แอพฯ จะพาคุณไปที่หน้า 2 แสดงเพลงทั้งหมดที่คุณมีอยู่ใน NAS ออกมาโดยแยกอ๊อปชั่นในการแสดงผลเอาไว้ทั้งหมด 10 รูปแบบ ผมเลือกให้มันแสดง ทุกอัลบั้มในจำนวนทั้งหมด 7250 อัลบั้ม ออกมา ด้วยการจิ้มลงไปที่หัวข้อ ‘ 7250 Albumsหน้าแอพฯ จะเปลี่ยนไปตามรูปที่ 3 ซึ่งทุกอัลบั้มใน NAS จะถูกดึงปก + ชื่ออัลบั้ม + ชื่อศิลปิน ออกมาเรียงไว้รอให้เราไถดูเพื่อเลือกฟัง ผมลองจิ้มเลือกอัลบั้มชุด “FaustBallet Music / “CarmenSuite (CAPC 2449 SA) มาลองฟัง (ศรชี้รูปที่ 3) หน้าจอแอพฯ ก็จะดึงข้อมูลเพลงและภาพปกของอัลบั้มนี้ขึ้นมาโชว์ สามารถไถรายชื่อเพลงขึ้นลงดูได้ ถ้าต้องการเล่นเพลงไหนก็จิ้มเลือกไปที่เพลงนั้นได้เลย หรือถ้าอยากฟังเต็มๆ อัลบั้มแบบต่อเนื่อง ก็ให้จิ้มลงไปตรงปุ่ม PLAY (ศรชี้รูปที่ 4) เพลงจะเริ่มเล่นตั้งแต่แทรคแรกต่อเนื่องไปจนจบอัลบั้มถ้าคุณไม่แทรกระหว่างการเล่น ในรูปที่ 5 หลังจากกดปุ่ม PLAY แล้ว เพลงจะเริ่มเล่น โดยมีหน้าจอเล็กๆ ขึ้นมาที่ด้านล่างของแอพฯ (ศรชี้รูปที่ 5) ถ้าอยากให้โชว์เพลงที่กำลังเล่นก็จิ้มลงไปที่หน้าจอเล็กๆ ที่มีศรชี้ได้เลย ภาพหน้าจอของแอพฯ ก็จะเปลี่ยนไปเป็นรูปที่ 6 กรณีถ้าต้องการปรับระดับความดังผ่านแอพฯ ที่หน้านี้ สังเกตตรงมุมขวาล่างจะมีวงกลมสีฟ้าที่มีตัวเลขอยู่ในนั้น (ศรชี้รูปที่ 6) ให้จิ้มลงไปที่วงกลมสีฟ้านั้น เมนูปรับระดับความดังก็จะขยายขึ้นมาตามรูปที่ 7 ซึ่งคุณสามารถกดเพิ่มความดังที่เครื่องหมายบวก หรือปรับลดความดังที่เครื่องหมายลบได้โดยตรง ทุกครั้งที่กดปรับความดัง ตัวเลขที่อยู่ตรงกลางก็จะเปลี่ยนไปตามที่เราปรับ หลังจากปรับเสร็จจะคาวอลลุ่มไว้แบบนั้น หรือจะปิดย่อลงไปอยู่ที่มุมล่างขวาเหมือนเดิมก็จิ้มลงไปที่คำว่า ‘ Close ’ (ศรชี้รูปที่ 7)

ส่วนอีก 3 กลุ่ม ที่เหลือคือ ‘ MyLinnกับ ‘ Queueสองอันนี้ใช้กับเพลงที่ฟัง ส่วนการอัพเดตแอพฯ และอัพเดตเฟิร์มแวร์ของตัว Selekt DSM จะถูกเก็บไว้ในกลุ่ม ‘ More

เซ็ตอัพเพื่อการทดสอบ

ช่วงที่ทำการทดสอบสตรีมเมอร์ LinnSelekt DSM: Edition Hub + Mono Organik Line-level cartridgeตัวนี้ ผมมีโอกาสแม็ทชิ่ง แอมป์ + ลำโพงที่เข้ากันได้ดีกับสตรีมเมอร์ตัวนี้ขึ้นมาได้ 2 ชุด ชุดแรกประกอบด้วยลำโพงตั้งพื้นรุ่น GIYA G4 Cu ของแบรนด์ Vivid Audio (REVIEW) โดยจับกับเพาเวอร์แอมป์โมโนบล็อกของ Boulder รุ่น 1151 (REVIEW)

ชุดที่สองประกอบด้วยลำโพงตั้งพื้นรุ่น MG2.7i ของแบรนด์ Magnepan (REVIEW) ซึ่งเป็นลำโพงแผ่นฟิล์มพลาน่าร์ ขับด้วยเพาเวอร์แอมป์โซลิดสเตทรุ่น OA-600H ของแบรนด์ Orisun โดยที่ผมใช้งานตัว Selekt DSM: Edition Hub + Mono ORGANIK Line-level cartridge ให้ทำงานต่างกัน 2 ช่วง ช่วงแรกนั้น ผมให้มันทำหน้าที่เป็นทั้งสตรีมเมอร์ที่มี ‘ORGANIKmono DAC ในตัว โดยใช้แอพ Linn ควบคุมการเล่นไฟล์เพลงและสตรีมไฟล์เพลงจาก NAS กับจาก TIDAL มาฟัง และใช้ปรีแอมป์ในตัว Selekt DSM ควบคุมวอลลุ่ม

ส่วนช่วงที่สอง ผมตั้งใจทดสอบภาค ‘ORGANIKmono DAC ในตัว Selekt DSM โดยใช้ Innuos รุ่น STREAM1 + LPS1 ทำหน้าที่เป็นสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ต แล้วส่งสัญญาณดิจิตัลผ่านเข้าไปที่ภาค DAC ‘ORGANIK Monoในตัว Selekt DSM ทางอินพุต USB โดยที่ยังคงใช้ภาคปรีแอมป์ในตัว Selekt DSM ควบคุมวอลลุ่มเหมือนเดิม

เสียงของ LinnSelekt DSM’ + Mono ORGANIK Line-level cartridge ในรีวิวต่อไปนี้จะเรียกสั้นๆ ว่า ‘ Selekt DSM

หลังจากทดลองใช้งาน Streamer / DAC / Pre ของ Linn ตัวนี้อย่างต่อเนื่องมาเดือนเศษๆ สิ่งแรกที่ผมประทับใจมากก็คือ ภาคปรีแอมป์ของมัน คือตอนแรกก็แปลกใจที่ต้องเร่งวอลลุ่มเยอะ ส่วนมากจะเกินบ่ายสองโมงขึ้นไป คือใช้สเกลวอลลุ่มอยู่ระหว่าง 60 – 65 ถึงจะได้ความดังและพลังเสียงที่เพียงพอสำหรับผมซึ่งฟังค่อนข้างดัง และเน้นอัตราสวิงของไดนามิกกว้างๆ คือเบาเป็นเบาโหมเป็นโหม เพลงของบางค่ายอย่าง Sheffield Labs ที่ผมริปจากแผ่นซีดีมาลงไว้ใน NAS โดยมากจะใช้สเกลวอลลุ่มสูงกว่าสังกัดอื่นๆ อย่างชัดเจน บางอัลบั้มต้องเร่งไปเฉียดๆ 70 จึงจะได้ทั้งความดังและไดนามิกเร้นจ์ที่คลี่คลายออกมาเต็มเหนี่ยว แรกๆ ก็กลัวว่าวอลลุ่มมันจะเยอะไปมั้ย แต่พอผมทดลองเอาปรีแอมป์ VTLTL-2.5มาคั่นกลับพบว่า เสียงโดยรวมมีลักษณะที่นุ่มและยวบลงไป บางคนอาจจะชอบความนุ่มแบบนั้น แต่ผมว่าโทนเสียงมันไม่สด ไดนามิกไม่ดีดเด้งเหมือนใช้วอลลุ่มในตัว Selekt DSM เมื่อรู้ซึ้งถึงคุณภาพของภาคปรีฯ ในตัว Selekt DSM แล้ว สุดท้ายก็กลับมาใช้ภาคปรีฯ ในตัว Selekt DSM ฟังต่อเนื่องมาตลอด

ผมเคยทดสอบสตรีมเมอร์ตัวท๊อปของ Linn รุ่น Klimax DSM ไปแล้ว (REVIEW) ซึ่งเสียงดีมากๆ ถ้าเอาเพอร์ฟอมานซ์ของรุ่น Klimax DSM เป็นตัวเทียบ ผมประเมินจากการฟังได้ว่า คุณภาพเสียงของ Selekt DSM ที่ใช้ภาค DAC เวอร์ชั่น ORGANIK DAC แบบโมโนแยกซ้ายขวา สามารถทำได้ถึง 70 – 80% ของรุ่น Klimax DSM คือในแง่ของมิติเวทีเสียง กับไดนามิกโดยเฉลี่ย ทำได้ใกล้เคียงกัน ที่ต่างกันมากที่สุดอยู่ที่ ความนวลกับ ความฟูเต็มของมวลเสียง กับ ไมโครดีเทลระดับหยุมหยิมที่ตัว Klimax DSM เหนือกว่า แต่ถ้าไม่เอา Klimax DSM มาเทียบ สิ่งที่ Selekt DSM ชุดนี้ให้ออกมาก็ถือว่าดีจนน้ำหูน้ำตาไหลแล้ว.!!!

กรณีที่ซิสเต็ม (แอมป์ + ลำโพง) ของคุณก้าวเข้ามาถึงระดับหลักแสนหรือหลักล้านบาทต่อชิ้นแล้ว ถ้าเอา Selekt DSM ชุดนี้เข้าไปแม็ทฯ ในชุดของคุณ เชื่อว่าคุณจะได้เสียงที่นักเล่นฯ ส่วนใหญ่กำลังค้นหาอย่างแน่นอน.!

อัลบั้ม : A Beautiful Friendship (FLAC-16/44.1)
ศิลปิน : Alexis Cole & Bucky Pizzarelli
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/track/282351657/u)

ผมเริ่มต้นด้วยเสียงร้องของนักร้องหญิง Alexis Cole ที่ร้องคลอไปกับเสียงกีต้าร์แค่สองเสียง ภาคดนตรีไม่ซับซ้อน แต่อารมณ์ของเพลงดี คุณภาพการบันทึกเสียงอยู่ในเกณฑ์ที่ดี กับเพลง Stardust ที่ผมชอบฟังบ่อยๆ พบว่า Selekt DSM คลี่คลายเสียงร้องของ Alexis Cole ออกมาได้ดีมาก เสียงร้องเปิด ลอย ใส โทนเสียงแม่นยำ คอนทราสน์ไดนามิกยอดเยี่ยมมาก ความพิเศษที่สตรีมเมอร์ของ Linn ตัวนี้แสดงออกมาให้ได้สัมผัสก็คือ อารมณ์ของนักร้องที่ถ่ายทอดผ่านน้ำเสียงที่เธอค่อยๆ ปลดปล่อยออกมาทีละคำอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง แค่ไม่กี่คำร้องของเพลงที่ลอยออกมาจากลำโพงก็สามารถตรึงอารมณ์ของผมได้แล้ว และฉุดลากอารมณ์ของผมไปได้ตลอดจนจบ

ความต่อเนื่องของ อารมณ์ที่เชื่อมต่อเป็นเนื้อเดียวกันไปจนจบเพลงแบบนี้ เป็นคุณสมบัติที่ยากมากสำหรับสตรีมเมอร์ที่จะสร้างให้เกิดขึ้น ซึ่งเป็นจุดอ่อนของทุกระบบดิจิตัลเพลย์แบ็คเมื่อเทียบกับระบบอะนาลอกเพลย์แบ็ค ต้องเป็นระบบสตรีมมิ่ง + ภาค DAC ที่ผ่านการออกแบบมาอย่างดีจริงๆ เท่านั้นจึงจะสามารถ สอบผ่านในประเด็นนี้ได้ ซึ่งนี่คือคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมมากสำหรับ LinnSelekt DSMตัวนี้ ซึ่งเชื่อว่าเป็นมรรถผลที่ได้รับมาจากภาค DAC แบบ discrete R-2R นั่นเอง.!!!

อัลบั้ม : I’m Alright (FLAC-24/96)
ศิลปิน : Woongsan
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/track/96461945/u)

เพลง I Can’t Stand The Rain ของ Woongsan ในอัลบั้มชุดนี้มีคุณสมบัติหลายอย่างที่ใช้วัดสมรรถนะของซิสเต็มได้ดี โดยเฉพาะคุณสมบัติทางด้าน ไดนามิกที่สวิงได้เร็วและเต็มไปด้วยแรงปะทะสูงๆ ซึ่งจากประสบการณ์ที่ใช้ทดสอบความสามารถของภาค DAC กับภาคปรีแอมป์ ที่อยู่ในสตรีมเมอร์ระดับกลางๆ ลงไป ผมพบว่า ตัวไหนที่พยายามจูนเสียงให้มีไดนามิกแรงๆ มักจะมีผลข้างเคียงคือทำให้ เนื้อเสียงมีอาการหยาบตามมา ปลายเสียงแหลมมักจะมีอาการ overshoot คือคุมไม่อยู่ บางตัวนั้นมีอาการแตกปลายเปรี๊ยะๆ ทำให้เสียงโดยรวมไม่สะอาด ระคายหู ซึ่งนั่นไม่มีออกมาให้ได้ยินเลยเมื่อเล่นเพลง I Can’t Stand The Rain ผ่าน Selekt DSM ตัวนี้ ด้วยระดับวอลลุ่มที่ดังเต็มห้อง มิหนำซ้ำ มันยังให้ฟิลลิ่งเหมือนฟังการแสดงสดอีกด้วย ซึ่งโดยพื้นฐานแล้ว เพลงนี้บันทึกมาได้คุณภาพระดับนั้นจริงๆ ตอนฟังกับ Klimax DSM ก็ได้อารมณ์เพลงแบบเดียวกันนี้

ฟังเพลงนี้แล้วผมมีข้อสังเกตอย่างนึง คือตอนฟังรู้สึกได้ว่า เนื้อเสียงของเพลง I Can’t Stand The Rain มันออกมาเนียนๆ แน่นๆ กว่าเพลงแรกนิดนึง หวนกลับไปดูสเปคฯ ไฟล์ถึงได้รู้ว่าเป็น FLAC-24/96 แสดงว่าภาค DAC กับซอฟท์แวร์ที่ใช้ควบคุมสัญญาณกับภาค clock ก่อนส่งเข้าไปที่ภาค DAC (ซึ่งฝังอยู่ในชิป FPGA) ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก โดยเฉพาะในแง่ของ ไทมิ่งของเพลงที่มี resolution ต่างกัน ไม่ให้มีผลกับเสียงมากนัก แสดงถึงคุณภาพของการทำโอเว่อร์แซมปลิ้งที่ลงตัว คือถ้าต้นฉบับที่รับมาจากอินพุตบันทึกและทำมาสเตอร์มาดีจริงๆ ระหว่างไฟล์ FLAC-16/44.1 กับไฟล์ระดับไฮเรซฯ เสียงที่ได้ออกมาก็แทบจะไม่แตกต่างกันมาก

Playlist : Ambient
TIDAL : (https://tidal.com/playlist/077ecc97-cb93-42d2-8e58-feda71dc9661)

ช่วงแรกของการทดสอบประสิทธิภาพของ LinnSelekt DSM + Mono ORGANIK Line-level cartridgeผมจะเน้นเล่นไฟล์ที่สตรีมมาจาก TIDAL เพื่อทดสอบประสิทธิภาพในการสตรีมไฟล์เพลงของ Selekt DSM เป็นหลัก โดยใช้แอพลิเคชั่น Linn ในการสตรีมไฟล์เพลง ซึ่งตลอดเวลาเกือบเดือนที่ผมทดลองใช้งานสตรีมเมอร์ Linn ตัวนี้มา ผมจะเปิดเครื่องทิ้งไว้ตลอดแม้ในขณะที่ไม่ได้ฟัง ส่วนใหญ่คือตอนนอน ผมจะปิดแต่แอมป์แต่เปิด Selekt DSM ทิ้งไว้ ซึ่งที่ผ่านมามีอยู่ 2 ครั้งที่ผมเปิดแอมป์ขึ้นมาเพื่อลองฟังพบว่าแอพฯ Linn มันหา TIDAL ไม่เจอ ผมต้องกดสวิทช์หลังเครื่องปิด Selekt DSM ลงแล้วเปิดใหม่ อาการก็หายไป ไม่แน่ใจว่าจะเป็นที่ระบบเน็ทเวิร์คของผมซึ่งตั้งตัว router ให้แจก IP แบบออโต้ฯ รึเปล่า คือไม่ได้ตั้ง fixed IP.?

หลังจากทดลองฟังงานเพลงที่สตรีมจาก TIDAL ไปแล้วหลายชุดช่วงที่เปิดเบิร์นฯ ไปเรื่อยๆ มาระยะหนึ่ง เมื่อถึงช่วงฟังสรุปผล ผมก็เริ่มด้วยสองอัลบั้มข้างต้น แล้วต่อด้วย playlist ชื่อว่า “Ambientที่ผมทำไว้ใช้เปิดทดสอบประสิทธิภาพของตัวสตรีมเมอร์ + DAC ในการถ่ายทอดคุณสมบัติส่วนที่ยากที่สุดของเพลงออกมา นั่นคือ ส่วนที่เป็นมวลของ แอมเบี้ยนต์ซึ่งผมมีรวบรวมเพลงที่มีแอมเบี้ยนต์เด่นๆ เอาไว้จำนวน 6 เพลง (ตามลิ้งค์ด้านบน)

ทำไม แอมเบี้ยนต์จึงเป็นส่วนของเพลงที่ยากต่อการที่สตรีมเมอร์ + DAC จะสามารถ reproduce ขึ้นมาได้อย่างถูกต้อง.? เพราะแอมเบี้ยนต์คือส่วนประกอบในเสียงที่เกิดขึ้นหลังสุดของกระบวนการที่เสียงหนึ่งเกิดขึ้นมาในธรรมชาติ ถ้าพูดให้จำเพาะเจาะจงลงไป แอมเบี้ยนต์ก็คือส่วนผสมระหว่าง หางเสียง” + “ความก้องสะท้อนของเสียงนั้น ซึ่งในธรรมชาตินั้น ทุกเสียงที่เกิดขึ้นจะมีส่วนที่เรียกว่า หางเสียง” (หรือ release ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สี่ของกระบวนการ ADSR) ที่เกิดจากส่วนผสมระหว่าง ฮาร์มอนิกของโน๊ต + “เรโซแนนซ์ตามธรรมชาติ” (natural frequency) ของวัสดุที่ใช้ทำเครื่องดนตรีที่เป็นต้นกำเนิดเสียงนั้นเกิดขึ้นเสมอ และเมื่อ หางเสียงของโน๊ตแผ่ไปสะท้อนผนังของสถานที่ที่เครื่องดนตรีหรือเสียงร้องนั้นเกิดขึ้น การสะท้อนกลับ (reflection) ของเสียงก้องสะท้อนนั้นก็จะย้อนกลับมา ผสม” (modulate) เข้ากับหางเสียงของโน๊ตที่แผ่ออกมาจากเครื่องดนตรีหรือปากของนักร้อง ทำให้เกิดเป็น พลังงานบวก ของเรโซแนนซ์ก่อรูปขึ้นเป็น โครงสร้างทางฮาร์มอนิก” (harmonic structure) หรือ แอมเบี้ยนต์ที่ว่านี้

เพลงที่มี แอมเบี้ยนต์ดี คือเพลงที่ซาวนด์เอ็นจิเนียร์ยอมให้มีส่วนของแอมเบี้ยนต์เข้าไปผสมกับเสียงดนตรีหรือเสียงร้องหลักโดย ไม่ไปทำลายความคมชัดของเสียงดนตรีหรือเสียงร้องหลัก คือถ้าปล่อยแอมเบี้ยนต์เข้าไปมากเกินไป เสียงโดยรวมของโน๊ตหลักหรือเสียงร้องหลักจะขุ่น มัว หรือถึงขั้นทึบ ซาวนด์เอ็นจิเนียร์ที่จัดการปล่อยแอมเบี้ยนต์เข้าไปผสมกับเสียงหลักได้อย่างถูกต้อง ทั้งในแง่ ความถี่, ความดัง และเฟส จะมีผลทางด้านเสริมสร้างให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกเหมือนได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ที่เพลงนั้นกำลังบรรเลงอยู่ ในเพลงคอมเมอร์เชี่ยลทั่วไปถือว่าเป็นความเสี่ยงที่จะบันทึกแอมเบี้ยนต์เข้าไปในเพลง ยกเว้นเป็นการบันทึกงานแสดงสด อย่างเช่นเพลง A Case of You ของ Diana Krall และเพลง Fading Sun ของ Terje Isunset & Lena Nymark กับอีก 2 เพลงที่ผมตัดมาจากอัลบั้มชุด Cantate Domino ของค่าย Proprius คือเพลง Frojda dig, du Kristi brud กับเพลง II est ne, le divin Enfant ซึ่งถือว่าซาวนด์เอ็นจิเนียร์จัดการกับแอมเบี้ยนต์ได้ดีมาก จัดสัดส่วนความเข้มข้นระหว่างเสียงหลักกับเสียงแอมเบี้ยนต์ได้ลงตัวดี ฟังแล้วรู้สึกได้ว่า แอมเบี้ยนต์เข้ามาช่วยเสริมเสียงหลัก ไมไ่ด้เข้ามาทำลาย มีผลให้ฟังแล้วเกิดความรู้สึกเหมือนเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ที่เพลงเหล่านั้นถูกบันทึกมา

ด้วยเทคโนโลยี DSP (digital sound processing) ที่ก้าวหน้าขึ้นมามากหลังยุค ’80 ทำให้มีหลายๆ เพลงที่สร้าง แอมเบี้ยนต์เทียมขึ้นมาแล้วมิกซ์เสริมเข้าไปในเพลง เจตนาก็เพื่อสร้างบรรยากาศที่ห้อมล้อมผู้ฟัง ทำให้เกิดความรู้สึก immersive ไปกับ เรื่องราวของเพลงนั้น ซึ่งก็ไม่ได้นับว่าผิด ถือว่าเป็นการสร้าง sound design รูปแบบหนึ่ง เพลงในแนว new age ชอบนำมาใช้ ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ทำแอมเบี้ยนต์เทียม บวกกับฝีมือของซาวนด์เอ็นจิเนียร์ด้วยว่า จะใส่แอมเบี้ยนต์เทียมผสมเข้าไปในเพลงแล้วมันออกมา กลมกลืนไปกับบรรยากาศของเพลงหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น เพลง You And Your Friend ของ Dire Straits กับเพลง Liberty ของ Anette Askvik ซึ่งทำออกมาได้ดี ถ้าไม่มีแอมเบี้ยนต์เข้ามาเสริม เพลงจะจืดชืดลงไปมาก

Selekt DSM: Edition Hub + Mono ORGANIK Line-level cartridge จัดการกับแอมเบี้ยนต์ของเพลงเหล่านี้ได้ดีมาก มันจัดสัดส่วนออกมาได้ดี ระหว่าง ความเข้มของตัวเสียงหลักกับมวลของแอมเบี้ยนต์ที่แผ่ออกจากตัวเสียงหลัก มีการเชื่อมโยงของไทมิ่งระหว่างตัวเสียงหลักกับแอมเบี้ยนต์ที่ราบลื่น เชื่อมต่อกันได้อย่างกลมกลืน แม้ว่าจะเป็นกรณีที่มีการเสริมแอมเบี้ยนต์เทียมเข้าไปอย่างเพลง You And Your Friend ของ Dire Straits กับเพลง Liberty ของ Anette Askvik ซึ่งฟังแล้วไม่ได้ทำให้รู้สึกสะดุดหู แต่ช่วยเสริมความกว้างขวางและเปิดโล่งของเวทีเสียงให้แผ่ออกไปจนเต็มห้อง ช่วยให้มีความรู้สึกเวิ้งว้าง อ้อยสร้อย ผสมมากับเพลงอย่างชัดเจน มวลแอมเบี้ยนต์ที่เกิดขึ้นมีความเข้มข้นสูง เกาะกุมไปกับเสียงหลักอย่างกลมกลืนไปในทิศทางเดียวกัน แสดงถึงเฟสที่ตรงกัน ไม่ใช่ความถี่ต่ำที่ฟุ้งๆ เบอะๆ เบลอๆ แบบไร้ทิศทาง

Selekt DSM: Edition Hub + Mono ORGANIK Line-level cartridge กับการเล่น DSD ด้วยไฟล์ฟอร์แม็ต DSF กับฟอร์แม็ต DFF ..!!!

ภาค DAC ระดับไฮเอ็นด์ฯ มักจะมีความสามารถในการเล่นฟอร์แม็ต DSD ได้ดีกว่า DAC ระดับล่างๆ ลงมา ซึ่งนักเล่นฯ ระดับซุปเปอร์ไฮเอ็นด์ส่วนหนึ่งจะให้การยอมรับกับเสียงของฟอร์แม็ต DSD มากกว่าฟอร์แม็ต PCM แต่การที่จะสามารถแปลงสัญญาณดิจิตัล DSD ให้ออกมาเป็นสัญญาณ analog ต้องใช้ภาค DAC ที่มีสมรรถนะสูงมากๆ เนื่องจากสัญญาณ DSD ใช้ sampling frequency ที่สูงกว่าสัญญาณ PCM หลายเท่า

ภาค DACORGANIKที่ใช้อยู่ในสตรีมเมอร์ Selekt DSM ใช้วงจรแปลง D-to-A แบบดีสครีต R-2R DAC โดยใช้ภาคการจัดการกับสัญญาณอินพุตก่อนส่งเข้าภาค DAC ที่เขียนไว้ใน FPGA ให้ทำการแปลงสัญญาณ D-to-A ด้วยวิธี PWM (Pulse Width Modulation) ที่ต้องใช้ทั้งความเร็วและความแม่นยำสูงในการแปลงสัญญาณในแต่ละเสี้ยววินาที นั่นคือเหตุผลที่ต้องใช้ Femto clock ที่ความแม่นยำสูงกว่า OCXO เข้ามาจัดการ อ่านมาถึงตรงนี้แล้วเชื่อว่า หลายๆ คนที่มีความเข้าใจการทำงานของภาค DAC มาบ้างคงจะเริ่มรู้สึกอยากที่จะลองฟังเสียงของไฟล์ DSD ที่เล่นผ่านภาค DACORGANIKของ Linn กันแล้ว

LinnSelekt DSMมีเงื่อนไขอยู่เล็กน้อยกับการรองรับกับฟอร์แม็ต DSD ซึ่งขึ้นอยู่กับ ประเภทของ cartridgeกับ ตำแหน่งของ slotที่ใช้ติดตั้ง cartridge คือเงื่อนไขที่คุณจะสามารถเล่นสัญญาณ DSD บนไฟล์ฟอร์แม็ต DSF และฟอร์แม็ต DIFF (หรือ DFF) ได้นั้น มีอยู่ 2 กรณี กรณีแรกก็คือติดตั้ง cartridge ที่มาพร้อมภาค Stereo DAC (เวอร์ชั่นไหนก็ได้ระหว่าง Standard DAC, KATALYST และ ORGANIK) ไว้ที่สล็อต หมายเลข 1 ส่วนกรณีที่สองคือติดตั้ง cartridge ที่มาพร้อม ORGANIK DAC แบบ Dual Mono ไว้ที่สล็อต หมายเลข 1 กับสล็อต หมายเลข 2 เท่านั้น

Selekt DSM ตัวที่ผมทดสอบนี้ติดตั้ง cartridge ที่มี Mono DAC รุ่น ORGANIK แยกมาสองสล็อต ตามเงื่อนไขคือสามารถเล่น DSD ได้ และสามารถรองรับได้ตั้งแต่ DSD64, DSD128 ไปจนถึง DSD256 ด้วย เมื่อผมลองเล่นไฟล์ DSF64 ที่ผมริปจากแผ่น SACD เก็บไว้ใน NAS ด้วยระบบสตรีมมิ่ง Linn ในตัว Selekt DSM ปรากฏว่าเล่นได้สบาย และเมื่อผมลองเล่นไฟล์ DSF และไฟล์ DFF (DIFF) ที่ผมโหลดซื้อมาจากเว็บไซต์ต่างๆ ที่มีตั้งแต่ DSD64 ไปจนถึง DSD256 มาลองเล่น ปรากฏว่าเล่นได้หมดตามที่สเปคฯ ว่าไว้จริงๆ.!

หน้าจอแอพ Linn ตอนเล่นไฟล์ DSF64 (2.8MHz) จากไฟล์ที่ผมริปมาจากแผ่น SACD (ในกรอบ ศรชี้)

หน้าจอแอพ Linn ตอนเล่นไฟล์ DSF128 (5.6MHz) จากไฟล์ที่ผมดาวน์โหลดซื้อมาจากเว็บไซต์ nativeDSD (ในกรอบ ศรชี้)

Selekt DSM กับภาค DAC ‘Mono ORGANIKบน Line-level cartridge ของ Linn เล่นไฟล์ DSF64 และ DSF128 ออกมาได้ดีมากๆ โทนเสียงออกมาสด กระจ่าง เปิดเผย ไดนามิกสวิงเต็มโดยไม่มีอาการอั้น และก็ไม่ได้พีคซะจนล้น สนามเสียงแผ่ออกมาเต็ม โอบใหญ่ เนิ้อเสียงของแต่ละตัวเสียงก็มีมวลที่เข้มและหนา ฟังแล้วลืมคำว่า บางไปได้เลย ไทมิ่งก็ตอบสนองออกมาได้แม่นยำ ไม่รู้สึกว่าการดำเนินไปของเพลงมีอาการหน่วงหรือมีอาการเร่ง แต่ละเสียงมันฟังดูลงตัวพอดีๆ

เป็นอีกครั้งในจำนวน 3 – 4 ครั้งที่ผมฟังไฟล์ DSF128 (5.6MHz) ของอัลบั้มชุด Jazz At The Pawnshop ที่ค่าย Naxos ทำออกมาด้วยเทคนิค 2HD Mastering ลงบนเทปโอเพ่นรีล แล้วถ่ายผ่าน A-to-D ออกมาเป็นไฟล์ตัวนี้ ด้วยความหฤหรรษ์อย่างยิ่ง อีก 2 -3 ครั้งที่ผ่านมาเคยฟังไฟล์ตัวนี้กับ dCSLina + Clock’ (REVIEW), EsotericN-05 XD’ (REVIEWและ LinnKlimax DSM’ (REVIEWซึ่งจากความทรงจำ ผมรู้สึกว่าทั้งสามครั้งที่ผ่านมาจะได้เสียงที่ดีกว่าฟังผ่าน Selekt DSM ตัวนี้เล็กน้อย (ซิสเต็มต่างกันด้วย) แต่เท่าที่ได้ยินจาก Selekt DSM เล่นผ่านซิสเต็มดีๆ อย่างเพาเวอร์แอมป์ Boulder1151’ + ลำโพง Vivid AudioGIYA G4 Cu’ แค่นี้ก็ฟินจุกอกแล้ว.!!!

หน้าจอแอพ Linn ตอนเล่นไฟล์ DSF256 (11.2MHz) จากไฟล์ที่ผมดาวน์โหลดซื้อมาจากเว็บไซต์ nativeDSD (ในกรอบ ศรชี้)

ผมลองเลือกไฟล์ DSF256 มาลองฟังกับ Selekt DSM แบบไม่คาดหวังอะไรมาก เพราะที่ผ่านๆ มาผมพบว่าภาค DAC ส่วนใหญ่พอเจอกับไฟล์ DSD256 มักจะออกมาอับๆ ทึบๆ ไม่เปิดกระจ่างเหมือนตอนเล่นไฟล์ที่สเปคฯ ต่ำลงมาอย่างเช่น DSD64 กับ DSD128 แต่พอเสียงพุ่งออกมาจากลำโพงผมงี้แทบหงายท้องตกเก้าอี้.!!!

เสียงของไฟล์ DSF256 ชุด Hi-Res Reference ของค่าย Stereo Sound ข้างบนนั้นมันออกมาดีกว่าที่เคยฟังมาเยอะเลย อย่างแรกคือเสียงเปิดโล่ง ไม่อับทึบอย่างที่เคยเจอมา รายละเอียดเสียงตลอดดทั้งย่านความถี่ถูกเปิดเผยออกมาให้ได้ยินครบถ้วน และด้วยอัตราสวิง ไดนามิกที่ทั้งหนักและกว้าง เนื้อเสียงเข้มข้นมาก เปิดดังๆ ฟังมันส์มาก ไม่มีอาการเฟี๊ยวฟ๊าวให้รำคาญหูเลย น้ำหนักเสียงก็ดี เสียงเพอร์คัสชั่นในเพลง Percussion Solo-A ลอยออกมาเป็นเม็ดๆ ทั้งเสียงเครื่องเคาะที่อยู่ในย่านแหลม ย่านกลาง และย่านทุ้ม แต่ละเสียงกลมมนเป็นตัวมีมิติของ ความหนาของบอดี้ให้รับรู้ได้ชัด เป็นเพอร์คัสชั่นที่ฟังดีมาก ไม่มีอาการโฉ่งฉ่างอันเนื่องมาจากตัวสัญญาณต้นฉบับถูก boost ด้วยภาคขยายมากจนพุ่งปลิ้นออกมา แต่ละตัวเสียงสงบนิ่งอยู่ในตำแหน่งของตัวเองอย่างมั่นคง ลักษณะเหมือนเอาฟิล์มถ่ายภาพขนาดใหญ่ไปอัดภาพ ทำให้โทนของภาพออกมาไม่เพี้ยนเหมือนเอาฟิล์มขนาดเล็กไปอัดออกมาเป็นภาพที่มีขนาดเท่ากัน ซึ่งจะด้อยลงไปทั้งในแง่ของ เกรนหรือ ความละเอียดและสีสัน

ไฟล์ DSF256 มีความละเอียดสูงกว่า DSD128 สองเท่าและละเอียดกว่าไฟล์ DSD64 ถึง 4 เท่า แน่นอนว่าเสียงที่ออกมาย่อมมีความเนียนและเข้มข้นที่ต่างกัน ทว่า ตัวไฟล์ก็เรื่องหนึ่ง ส่วนความสามารถของภาค DAC ที่จะแปลงไฟล์เหล่านั้นให้ออกมาเป็นสัญญาณอะนาลอกที่มีความใกล้เคียงกับสัญญาณอะนาลอกต้นฉบับตอนที่สตูดิโอนำไปผ่าน A-to-D ออกมาเป็นไฟล์ DSF256 เป๊ะๆ นั้น ต้องใช้ภาค DAC ที่มีประสิทธิภาพสูงมากๆ เท่านั้นถึงจะสามารถทำได้..

ฟังไฟล์ DSF256 ของค่าย Stereo Sound อัลบั้มนี้แล้วต้องขอแสดงความคารวะให้กับภาค DAC ‘ORGANIKแบบ mono DAC ของ Linn สักสองจอก..! เสียงสุดมากๆ ..!!!

ผมมีไฟล์ฟอร์แม็ต DFF256 ของค่าย Yarlung Records อยู่ 2 – 3 อัลบั้ม ลองเลือกงานเพลงคลาสสิกของวง The Colburn Orchestra ที่บรรเลงบทประพันธ์ของ Mahler ชุด Symphony No.5 มาลองทดสอบดูว่าภาค DAC ‘ORGANIKในตัว Selekt DSM จะรับมือได้มั้ย.? ผมคือเสียงออกมาดีพอๆ กับไฟล์ฟอร์แม็ต DSF ที่ลองฟังมาก่อนหน้านี้ เสียงโดยรวมเปิดกระจ่าง ลอยออกมาเต็มๆ วง ไดนามิกก็สวิงได้เต็มสเกล เปิดดังๆ ไม่มีอาการเจี๊ยวจ๊าว สรุปว่า Selekt DSM + mono ORGANIK Line-level cartridge ของ Linn เอาอยู่สบายๆ สามารถแปลงสัญญาณ DFF256 ออกมาได้เต็มประสิทธิภาพของไฟล์จริงๆ

Ethernet input vs. USB input

Linn เป็นผู้นำทางด้านมิวสิค สตรีมมิ่งมาตั้งแต่แรก จนถึงทุกวันนี้ พวกเขาก็ยังคงให้ความสำคัญกับอินพุตสตรีมมิ่งผ่านทางอินเตอร์เฟซ Ethernet อยู่

ตอนทดสอบอินพุต USB ของ Selekt DSM ตัวนี้ ผมลองใช้ InnuosSTREAM1 + LPS1ทำหน้าที่เป็น Streaming Transport โดยเลือกใช้ไฟล์ DSF64 ที่ผมริปมาจากแผ่น SACD เก็บไว้ใน NAS ออกมาเล่น ปรากฏว่า ช่องอินพุต USB ของ Selekt DSM ไม่สามารถรองรับสัญญาณ DSD ได้โดยตรง ไม่ว่าจะตั้งเอ๊าต์พุตของ STREAM1 ไว้ที่ DoP หรือ Native เสียงก็ไม่ออก ต้องตั้งไว้ที่ ‘ No DSD Supportซึ่ง STREAM1 จะทำการแปลงสัญญาณ DSD ให้ออกมาเป็นสัญญาณ PCM ที่ระดับ 24-bit / 352.8kHz ก่อนส่งไปให้ Selekt DSM ซึ่งเสียงที่ออกมาก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดีพอสมควร แต่โดยรวมก็สู้เล่นด้วยสตรีมเมอร์ในตัว Selekt DSM ไม่ได้

เล่นไฟล์ฟอร์แม็ต DXD 24/352.8 ได้.!!!

Selekt DSM: Edition Hub + mono ORGANIK Line-level cartridge เป็นอ๊อปชั่นที่ ดีที่สุดในอนุกรม “ Selekt Seriesสำหรับเวอร์ชั่นที่จัดให้ทำงานเป็น soure-only device โดยมีหน้าที่เป็นทั้ง Streamer / DAC / Pre อยู่ในตัว มันดีที่สุดใน Selekt Series ทั้งในแง่ของคุณภาพเสียงและฟังท์ชั่นใช้งานที่พร้อมสรรพ มีความสามารถในการรองรับการสตรีมไฟล์เพลงได้ครบทุกระดับ จากการทดลองสตรีมไฟล์เพลงระดับ DXD ด้วยสเปคฯ 24/352.8 ที่ผมซื้อมาจากเว็บไซต์ nativeDSD พบว่าเสียงออกมาดีมาก.! โดยรวมเปิดกระจ่างชัด ไดนามิกโดดเด่นมากๆ เป็นคุณภาพเสียงที่เข้าใกล้ “ของจริง” เข้าไปอีกขั้น.!!! 

สรุป

ไม่เสียชื่อจริงๆ ..!!! สมกับที่เป็นผู้บุกเบิกเจ้าแรกๆ ของวงการ music streaming ของโลก จากการใช้งานสตรีมมิ่งผ่านทาง Ethernet มาตลอดเดือนเศษๆ ผมพบว่า Selekt DSM ทำงานได้อย่างลื่นไหลน่าพอใจ ภาคสตรีมมิ่งรองรับไฟล์เพลงได้หลากหลายและครบถ้วน ทั้ง PCM ตั้งแต่ 16/44.1 ขึ้นไปจนถึง 24/352.8 และ DSD ตั้งแต่ DSD64 ไปจนถึง DSD256 นอกจากนั้น ในแง่คุณภาพเสียงก็ต้องยกนิ้วโป้งให้เลย เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับ Streamer / DAC / Pre ที่มีราคา ไม่ถึงหนึ่งล้านบาทสำหรับวันนี้..!!!

*******************************
ราคา : รวมทั้งเซ็ต = 847,500 บาท
*******************************
ในเซ็ตประกอบด้วย :
1. Selekt DSM: Edition Hub = 497,500 บาท
2. Mono Line Out Cartridge = 75,000 บาท / คู่
3. Mono ORGANIK DAC = 275,000 บาท / คู่
———-
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Linn Thailand
โทร. 094-194-1464

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า