รีวิว Nordost รุ่น Blue Heaven Leif 3 USB

ในจำนวนที่หลากหลายของช่องต่อสัญญาณ digtal input / output ที่มีใช้กันอยู่ในวงการเครื่องเสียง สำหรับการรับ/ส่งสัญญาณดิจิตัล ผมชอบใช้งานอินพุต/เอ๊าต์พุต USB มากที่สุด เหตุผลข้อแรกคือ มันเป็นระบบการเชื่อมต่อที่ง่ายต่อการใช้งาน มีความแพร่หลาย เพราะเป็นอินเตอร์เฟซที่ถูกใช้เป็นมาตรฐานในการรับ/ส่งสัญญาณดิจิตัล ออดิโอในวงการเครื่องเสียงมาตั้งแต่ยุคแรก ส่วนเหตุผลอีกข้อก็คือว่า USB เป็นอินเตอร์เฟซในการเชื่อมต่อสัญญาณดิจิตัลที่มีความสามารถรองรับสเปคฯ ของสัญญาณได้กว้างขวางมากที่สุดในปัจจุบัน ไม่ว่าสัญญาณที่คุณใช้งานอยู่จะมีสเปคฯ ต่ำหรือสูงแค่ไหน ไล่ตั้งแต่ระดับ Lossy, CD Quality, Hi-Res Audio ไปจนถึงระดับ Extreme Audio อย่างฟอร์แม็ต DXD ถ้าคุณใช้อินเตอร์เฟซ USB ในการรับ/ส่งระหว่างอุปกรณ์เครื่องเสียงในระบบสำหรับการเล่นกับสัญญาณเหล่านี้ ทุกอย่างจะลื่นไหล ไม่มีปัญหา ถ้าเทียบกับความสามารถในการรับ/ส่งสัญญาณดิจิตัลของอินเตอร์เฟซประเภทอื่น ไม่ว่าจะเป็น Coaxial หรือ Optical ยกเว้นอินเตอร์เฟซ Network กับอินเตอร์เฟซ I2S ที่มีประสิทธิภาพในการรับ/ส่งสัญญาณได้ใกล้เคียงกับอินเตอร์เฟซ USB แต่มีความแพร่หลายน้อยกว่า

มีเรื่องน่าแปลกอยู่อย่าง คือแม้ว่าหลายๆ รูปแบบของระบบเชื่อมต่อ จะสามารถรองรับการรับ/ส่งสัญญาณดิจิตัล PCM ระดับ CD Quality คือ 16-bit/44.1kHz ได้ก็ตามที แต่เสียงที่ได้ออกมาจากการเล่นสัญญาณ PCM 16/44.1 ผ่านขั้วต่ออิพุต/เอ๊าต์พุตแต่ละรูปแบบกลับออกมาต่างกัน ทั้งๆ ที่เป็นสัญญาณเดียวกันแท้ๆ และเล่นผ่าน DAC ตัวเดียวกันด้วย..

เมื่อเสียงออกมาต่างกัน ก็ต้องเลือกกันไปตามรสนิยม ซึ่งส่วนตัวของผมแล้ว ผมจะชอบเสียงที่ได้จากอินเตอร์เฟซ USB มากกว่าอินพุตอื่น แม้ว่าเสียงจากอินเตอร์เฟซ Network และ I2S จะให้ลักษณะเสียงที่ให้ค่าเฉลี่ยทางด้านคุณภาพเสียงที่สูสีกันก็ตาม ถ้าถามว่า เสียงที่ได้จากอินเตอร์เฟซที่มีความสามารถรองรับสัญญาณได้สูงพอกันอย่าง USB, Network และ I2S ทั้งสามแบบนี้ แบบไหนให้คุณภาพเสียงดีที่สุด.? คำตอบสำหรับผม จากประสบการณ์ที่เคยเจอมา คิดว่ามันขึ้นอยู่กับคนออกแบบอุปกรณ์เครื่องเสียงที่ใช้อินเตอร์เฟซเหล่านั้นมากกว่า ว่าเขาจะให้ความสำคัญกับการปรับจูนอินเตอร์เฟซแบบไหนมากที่สุด เพราะอุปกรณ์บางประเภทที่ให้ขั้วต่อมาเยอะๆ อย่างเช่น DAC ถ้าผู้ออกแบบจะต้องปรับจูนเสียงของ ทุกช่องของดิจิตัล อินพุตให้ถ่ายทอด คุณภาพเสียงออกมาในระดับที่ดีที่สุดเท่าที่มาตรฐานของอินเตอร์เฟซเหล่านั้นจะทำได้ มันจะส่งผลให้ต้นทุนของ DAC ตัวนั้นพุ่งสูงขึ้นไปอย่างมากโดยไม่จำเป็น (เพราะมีโอกาสน้อยมากที่จะมีคนใช้ ทุกอินพุตของ DAC ตัวนั้น)

ยกตัวอย่างเช่น external DAC ของ Ayre Acoustics รุ่น QB-9 Twenty ซึ่งเป็น ext.DAC ที่คนออกแบบคือ Charlie Hansen ตั้งใจที่จะใช้อินเตอร์เฟซ USB แค่อย่างเดียวสำหรับ DAC ตัวนี้ เขาก็จูนมันออกมาจนนักวิจารณ์หลายๆ สำนักพูดเหมือนกันว่า QB-9 Twenty เป็น USB-DAC ที่ให้เสียงออกมาดีที่สุดในระดับราคาของมัน และเป็น ext.DAC ที่ให้เสียงของอินเตอร์เฟซ USB ออกมาได้ดีที่สุดตัวหนึ่งในวงการ.!

อีกตัวอย่างก็คือ Innuos ผู้ผลิตสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ตระดับไฮเอ็นด์ฯ ก็เป็นอีกเจ้าหนึ่งที่เชื่อมั่นประสิทธิภาพในการรับ/ส่งสัญญาณดิจิตัลของอินเตอร์เฟซ USB มากกว่าอินเตอร์เฟซอื่นๆ พวกเขาจึงเลือกให้ USB เป็นอินเตอร์เฟซหลักที่ใช้ในการส่งสัญญาณจาก เอ๊าต์พุตของสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ตของพวกเขาเองไปที่ อินพุตของ DAC ภายนอก

สาย USB อีกหนึ่งห่วงโซ่ที่สำคัญ.!

ใครใช้อินเตอร์เฟซ USB เป็นหลักในการรับส่งสัญญาณดิจิตัลระหว่างอุปกรณ์ทรานสปอร์ตกับ DAC อยู่ อยากจะบอกว่า คุณไม่ควรละเลยกับ คุณภาพของสาย USB ที่ใช้เชื่อมต่อระหว่าง เอ๊าต์พุตของตัวทรานสปอร์ตกับ อินพุตของ DAC เพราะสัญญาณดิจิตัลไม่ได้มีแค่ 0 กับ 1 เท่านั้น ต่อให้อุปกรณ์ทั้งฝั่ง เอ๊าต์พุตและฝั่ง อินพุตจะถูกออกแบบและปรับจูนมาดีมากแค่ไหนก็ตาม แต่ถ้าสาย USB ที่ใช้เชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ต้นทางและปลายทางทั้งสองฝั่งนั้น มีคุณภาพที่ไม่ดีพอ มันจะกลายเป็น คอขวดที่ไปบีบลดคุณภาพเสียงของอุปกรณ์ต้นทาง+ปลายทางลงไปอย่างน่าเสียดาย

สาย USB Nordost รุ่น Blue Heaven Leif 3

ผมใช้ชีวิตร่วมกับสาย USB รุ่น Blue Heaven มาตั้งแต่มันเริ่มเปิดตัวออกมาในตลาดเมื่อ ปี 2010 ซึ่งช่วงนั้นวงการคอมพิวเตอร์ ออดิโอไฟล์ กำลังเริ่มฟักเป็นตัว หลังจากได้มันมา ผมมีโอกาสทดลองฟังเทียบกับสาย USB อีกหลายเส้นที่มีราคาใกล้เคียงกัน ผมพบว่า เสียงของสาย USB ของ Nordost ตัวนี้มันมีบุคลิกที่โดดเด่นกว่าอีกหลายๆ เส้นที่ได้ทดลองฟังเทียบกัน คือในตอนนั้น มีกระแสว่า การเชื่อมต่อสัญญาณดิจิตัลผ่านทาง USB มันทำให้โทนเสียงของเพลงออกไปทาง สว่าง” ไม่นุ่มนวลหูเมื่อเทียบกับการฟังผ่านเครื่องเล่นซีดี หลายๆ แบรนด์จึงเลี่ยงไปปรับจูนให้เสียงของสาย USB ของตนมีบุคลิกที่นุ่มนวลลง ด้วยการ “ฟิลเตอร์” คือตัดความถี่ย่านสูงออกไปบางส่วน หรือทำให้มันช้าลง

แต่หลังจากใช้ชีวิตอยู่กับสาย USB รุ่น Blue Heaven ของ Nordost มาระยะหนึ่ง ผมก็พบว่า สิ่งที่สาย USB ของ Nordost เส้นนี้ให้ออกมามันคือ รายละเอียด” ของเสียงที่มากกว่าการเชื่อมต่อด้วยอินเตอร์เฟซแบบอื่นๆ โดยเฉพาะรายละเอียดในย่าน ความถี่สูงที่ทะลุเลยสิ่งที่เราเคยฟังจากมาตรฐานซีดีขึ้นไปอีกระดับ คือจริงๆ แล้ว สาย USB ตัวนี้มันไม่ได้เข้าไป สร้างรายละเอียดเหล่านั้นขึ้นมา เพียงแต่ว่ามันเข้าไปทำตัวเป็น หน้าต่างของสเปคฯ frequency response ของซิสเต็มที่ “เปิดกว้าง” มากที่สุด จึงสามารถ “ปลดปล่อย” ให้ รายละเอียดของเสียง “ทั้งหมด” ทั้งที่อยู่ในย่านสูงมากๆ และในย่านต่ำลึกๆ ที่มีอยู่ในไฟล์เพลงได้มีโอกาสเผยตัวออกมาให้เราได้ยิน

ขัดเกลา น้อยซ์เพื่อโชว์รายละเอียด..

noise เป็นตัวร้ายที่ป้ายสีให้กับการเชื่อมต่อผ่าน USB มาตั้งแต่เริ่มต้น หลายๆ คนสรุปว่าการเชื่อมต่อผ่านอินเตอร์เฟซ USB ให้เสียงที่แข็ง หยาบ สากหู ไม่น่าฟัง แต่เมื่อมีการค้นพบตัวการสำคัญที่แอบซ่อนอยู่เบื้องหลัง และมีการระดมความคิดในการ ขจัดตัวการของความแข็ง หยาบ และสากหู ซึ่งก็คือ noise ออกไปจากระบบการเชื่อมต่อด้วยอินเตอร์เฟซ USB ได้สำเร็จ เราจึงได้มีโอกาสสัมผัสกับลักษณะเสียงที่เข้าใกล้กับความเป็น ต้นฉบับของสัญญาณที่ซุกตัวอยู่ในไฟล์ฟอร์แม็ตต่างๆ ได้มากขึ้น และเป็นลักษณะเสียงที่ทำให้ความหมายของคำว่า Hi-Res Audio ได้เป็นที่ประจักษ์และมีความขลังมากขึ้น

การอัพเกรดครั้งล่าสุดมาเป็น ‘Blue Heaven 3

ตั้งแต่เริ่มปล่อยเวอร์ชั่นแรกออกมาเมื่อ ปี 2010 ผมก็ไม่เห็นว่าทาง Nordost ได้มีการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงสาย USB รุ่น Blue Heaven ตัวนี้เลย หรืออาจจะมี minor change เกิดขึ้นโดยที่ผมไม่รู้บ้างรึเปล่าก็ไม่ทราบ แต่การปรับเปลี่ยนที่มีการประกาศอย่างเป็นทางการที่ชัดเจนก็เห็นจะเป็นการปรับปรุงมาเป็นเวอร์ชั่น Leif 3 เมื่อ ปี 2025 ที่ผ่านมานี่เอง

จากเวอร์ชั่นแรกที่ผมใช้งานอยู่ กับเวอร์ชั่น Leif 3 ใหม่ล่าสุดนี้ ถ้าดูเผินๆ ก็อาจจะดูว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเยอะ ที่ปรากฏชัดเจนต่อสายตามากที่สุดก็เห็นจะเป็น กระเปาะสีดำๆ ที่เกาะติดอยู่บนตัวสายที่เพิ่งมีมาในเวอร์ชั่น Leif 3 แต่ไม่มีในเวอร์ชั่นแรก ทางผู้ผลิตก็ไม่ได้แจ้งไว้ว่าวัตถุนี้คืออะไร เข้าใจว่าน่าจะเป็น ferrite bead (เฟอร์ไร้ บีท) ที่เอาไว้ดักกรองสัญญาณรบกวนที่มากับสนามแม่เหล็กจากภายนอกไม่ให้แทรกเข้าไปถึงตัวนำที่อยู่ด้านในตัวสาย ซึ่งนอกจากจะใช้ประโยชน์ในการดักกรอง noise แล้ว ผู้ผลิตยังได้พิมพ์ลูกศรแสดงทิศทางเดินของสัญญาณไว้บนกระเปาะนี้ด้วย

ที่ขั้วต่อของเวอร์ชั่นใหม่ก็มีการปรับปรุงขึ้นมานิดหน่อย จากเวอร์ชั่นเก่าที่ใช้วิธี ล็อคการเชื่อมต่อระหว่างขั้วต่อกับเส้นตัวนำด้วยท่อหด ในเวอร์ชั่นใหม่นี้เขาเปลี่ยนมาใช้วิธีหล่อขึ้นรูปมาเลย ซึ่งล็อคตรงจุดเชื่อมต่อไว้ได้แน่นหนากว่าแบบเดิมมาก เส้นเดิมที่ผมใช้อยู่ตัวท่อหดมีการหลุดหลวมแล้ว แบบใหม่นี้ดูแน่นหนาแข็งแรงกว่าเยอะ..

ตัวนำ + โครงสร้าง

ผมลองดูข้อมูลใน Specification ของสาย USB รุ่นใหม่ Blue Heaven 3 ในเว็บไซต์ของผู้ผลิตเทียบกับของรุ่นเดิม พบว่ามันเหมือนกันทุกประการ เริ่มตั้งแต่เส้นตัวนำที่ใช้ ซึ่งทำมาจากทองแดง OFC แบบฝอย ความบริสุทธิ์ 6N ขนาด 0.75 mm2 เทียบเท่ากับมาตรฐานอเมริกันเบอร์ 20 AWG ซึ่งใช้อยู่ทั้งหมด 4 เส้น

ถ้าดูจากตัวสายภายนอก ขนาดก็ใกล้เคียงกันมาก เปลือกฉนวนที่หุ้มอยู่ด้านนอกก็เป็นสีฟ้าเหมือนกัน เพียงแต่ว่าตัวเก่าจะผ่านแดดผ่านลมมาเยอะกว่า สีเลยออกเข้มๆ กว่านิดนึง ไม่ฟ้าสดใสแบบตัวใหม่ ซึ่งเข้าใจว่าวัสดุที่ใช้ทำเปลือกนอกก็น่าจะเป็น FEP (Fluorinated Ethylene Propylene) ชนิดเดียวกัน

เส้นตัวนำที่หุ้มด้วยท่อฉนวนทั้ง 4 เส้น จะถูกตีเกลียวไขว้กันมาเป็น 2 คู่ และด้วยขนาดของท่อฉนวนที่หุ้มเส้นโลหะตัวนำจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางที่ ใหญ่กว่าขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นโลหะตัวนำ ทำให้ผิวนอกของเส้นโลหะตัวนำที่เป็นทองแดงเคลือบเงินที่อยู่ภายในเส้นตัวนำที่หุ้มด้วยท่อฉนวนนั้น ไม่แตะ” และ “ไม่ติดอยู่กับผิวด้านในของท่อฉนวน ซึ่งเป็นจุดประสงค์ของวิศวกรผู้ออกแบบของ Nordost ที่ต้องการให้ อากาศที่อยู่ในท่อฉนวนทำหน้าที่เป็น ฉนวนที่มีประสิทธิภาพสูงสุดตามอุดมคติที่ห่อหุ้มเส้นโลหะตัวนำเอาไว้ และเพื่อให้เส้นโลหะตัวนำคงตัวอยู่ตรงแกนกลางของท่อฉนวนตลอดทั้งเส้น และห่างจากผิวด้านในของท่อฉนวนเท่าๆ กันตลอดทั้งเส้น พวกเขาจึงเอาเส้นฉนวนขนาดเล็กมากๆ ที่เรียกว่า micro filament จำนวน 1 เส้น มาพันรอบเส้นโลหะตัวนำเอาไว้ ทิ้งระยะเป็นเกลียวห่างๆ ที่เท่ากันทั้งเส้น เพื่อให้ตัว micro filament นี้ช่วยค้ำยันไม่ให้เส้นโลหะตัวนำกับผิวด้านในของท่อฉนวนแตะกัน

mono micro-filament นี้เป็นเทคโนโลยีที่วิศวกรของ Nordost คิดค้นขึ้นมาและจดสิทธิบัตรเอาไว้ และถูกนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์ทุกรุ่นที่ต้องการเน้นคุณภาพเสียง ถือว่าเป็นนวัตกรรมที่ทำให้สายเชื่อมสัญญาณของแบรนด์นี้มีบุคลิกและคุณภาพเสียงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

อีกจุดที่เป็นเอกลักษณ์ของสายสัญญาณและสายลำโพงของ Nordost คือพวกเขาจะมีเทคนิคหนึ่งที่เรียกว่า mechanically tuned lay คือพวกเขาจะทำการวัดหาระยะ ความยาวของสายแต่ละรุ่นที่ทำให้คุณสมบัติทางด้านอิมพีแดนซ์ของสายออกมาตรงตามสเปคฯ ที่ออกแบบไว้เป๊ะๆ นั่นทำให้สายแต่ละรุ่น ซึ่งเป็นสายที่ต่อสำเร็จมาจากโรงงาน มี ความยาวไม่ตรงกับที่ระบุไว้บนกล่อง ยกตัวอย่างเช่น สาย Blue Heaven USB 3 เส้นที่ผมได้รับมาทดสอบนี้ ระบุความยาวบนกล่องไว้ที่ 2.0 เมตร แต่พอเอาตลับเมตรลองวัดความยาวของสาย จากส่วนปลายของขั้วต่อ USB-A ซึ่งเป็นฝั่งอินพุต ไปจนถึงส่วนปลายของขั้วต่อ USB-B ซึ่งเป็นฝั่งเอ๊าต์พุต พบว่า มันมีความยาวเท่ากับ 2.03 เมตร (2 เมตร กับอีก 3 ..) นี่เป็นความละเอียดอีกระดับของผู้ผลิตสายแบรนด์นี้

ดีไซน์

ผู้ผลิตสายออดิโอ เคเบิ้ลแต่ละยี่ห้อจะมีวิธีแสดง ตัวตนออกมาต่างกัน แยกเป็น 3 แนวทาง แนวทางแรกเป็นแบรนด์ที่แสดงตัวตนออกไปทาง นามธรรมคือไม่เน้นอธิบายหลักการทางเทคนิคที่เขานำมาใช้ในการออกแบบชัดๆ แต่จะใช้ โวหาร” ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่ทำให้ผู้ใช้อ่านแล้วต้องใช้จินตนาการในการตีความเอาเอง ซึ่งโดยมากก็จะเป็นภาพลักษณ์ในจินตนาการที่ดูเลิศหรู นักเล่นฯ สายศิลป์มักจะชอบแนวทางนี้ ส่วนแนวทางที่สองนั้นจะอิงไปทางด้านอิทธิปาฏิหารย์ พลังอำนาจเหนือธรรมชาติ ซึ่งนักเล่นฯ สายมูมักจะชอบ มันน่าตื่นเต้นดี ในขณะที่บางแบรนด์ก็มาแนวเอ็นจิเนียร์จ๋าซึ่งเป็นแนวที่สาม สิ่งที่ผู้ผลิตกลุ่มนี้นำมาเผยแพร่ให้ผู้ใช้ทราบมักจะเป็น เทคนิคที่พวกเขานำมาใช้ในการออกแบบและผลิต ซึ่งบางแบรนด์นั้นลงลึกกันเลย นักเล่นฯ สายวิทย์จะชอบแนวทางนี้

หัวข้อเมนู > Download > https://www.nordost.com/downloads.php > Digital Audio Cables: How Can They Make a Difference?

ในเว็บไซต์ของ Nordost มีข้อมูลที่นักเล่นฯ สายวิทย์ชอบอยู่หลายบทความ ที่เกี่ยวข้องกับสาย USB โดยตรงก็คือบทความที่เห็นอยู่ข้างบนนั้น ซึ่งในนั้นมีการอธิบายลึกลงไปถึงต้นตอของปัญหาที่ทำให้ระบบเสียง digital ถูกทำให้ด้อยคุณภาพลง โดยถอยลึกลงไปถึงลักษณะพื้นฐานทางเทคนิคของสัญญาณ analog vs. สัญญาณ digital กันเลย..

แล้วไล่ขึ้นมาถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหา jitter ในระบบเสียงดิจิตัล พวกเขายังได้พูดถึงต้นเหตุที่สายเชื่อมต่อสัญญาณดิจิตัลเข้าไปส่งผลกับคุณภาพของสัญญาณเสียงดิจิตัล ซึ่งผมมีความเชื่อว่า ผู้ผลิตที่แสดงให้เห็นว่ามีความรู้ลึกซึ้งถึงปัญหาที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่จริงๆ จะทำให้พวกเขาสามารถหาวิธีการออกแบบที่ป้องกันปัญหาเหล่านั้นได้ ไม่ใช่ออกแบบไปตามจินตนาการล้วนๆ เหมือนบางยี่ห้อที่ไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าคนออกแบบมีความเข้าใจลึกลงไปถึงต้นตอของปัญหาหรือเปล่า

สิ่งที่วิศวกรของ Nordost สรุปออกมาเป็นโจทย์ที่ต้องให้ความสนใจในการออกแบบและปรับจูนผลิตภัณฑ์ของพวกเขาก็มีเรื่องของ Impedance ของสายแต่ละประเภท, ในเรื่องคุณสมบัติทางด้าน capacitance ของตัวนำ, ระบบชีลด์ของตัวสาย และสุดท้ายคือ speed หรือความเร็วในการตอบสนองการส่งผ่านสัญญาณจากอินพุตของสายไปถึงเอ๊าต์พุตของสาย ซึ่ง Nordost เป็นแบรนด์ที่แสดงออกชัดเจนถึงความใส่ใจในแง่ของ speed ของการตอบสนองสัญญาณที่ว่านี้มาโดยตลอด เพราะว่าพวกเขามีความเชื่อว่า speed ในการรับ/ส่งสัญญาณที่เร็วจะช่วยลด latency ซึ่งเป็นที่มาของปัญหา jitter ได้ (*ในยุคแรก พวกเขาเอาการพัฒนาสปีดในการรับ/ส่งสัญญาณของแต่ละรุ่นไปเทียบกับความเร็วของแสง หรือ speed of light โดยคำนวนเทียบกันออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ ซึ่งหลายๆ รุ่นของเขาทำความเร็วได้เกือบ 100% คือใกล้เคียงกับความเร็วแสงนั่นเอง)

เซ็ตอัพเพื่อทดสอบ

ต้องแจ้งให้ทราบก่อนว่า ปัจจุบันนี้ผมก็ใช้สาย USB ของ Nordost อ้างอิงอยู่ในชุดทดสอบมาโดยตลอด ซึ่งจากประสบการณ์เมื่อหลายปีก่อน ตอนที่ผมทดลองฟังเสียงของสาย USB หลายเส้นช่วงที่กำลังค้นหาสาย USB ที่จะเอามาไว้ใช้อ้างอิงในการทดสอบอุปกรณ์ประเภท USB-DAC ซึ่งสุดท้ายผมพบว่า ผมชอบเสียงของสาย USB ที่ถ่ายทอดรายละเอียดเสียงที่มีอยู่ในเพลงออกมาแบบไม่อั้นและไม่ตัดทอนใดๆ ซึ่งสาย USB เหล่านี้จะออกแบบให้มี bandwidth ที่เปิดกว้างมากๆ เพื่อให้สามารถถ่ายทอดรายละเอียดของสัญญาณเสียงระดับ Hi-Res Audio ออกมาได้ทั้งหมดโดยไม่ตัดทอน ซึ่งสาย USB ที่มี bandwidth กว้างๆ จะมีข้อดีในการถ่ายทอดรายละเอียดที่ออกมาได้ครบ แต่ในขณะเดียวกัน ความกว้างของแบนด์วิธในการตอบสนองของมันก็เป็นดาบสองคม ซึ่งมีจุดที่ต้องระมัดระวังในการออกแบบมากกว่าสายที่ให้แบนด์วิธแคบๆ นั่นคือ พอมีความสามารถในการส่งผ่านความถี่ได้สูงๆ ถ้าจัดการชีลด์ไม่ดี จะทำให้ noise ที่ระดับความถี่สูงแทรกผ่านเข้าไปปะปนกับสัญญาณเสียงได้ง่าย

ผมชอบสาย USB ที่ปล่อยรายละเอียดออกมาครบๆ ไม่ชอบสายที่ฟิลเตอร์ความถี่ในย่านสูงออกไปมากๆ สาย USB บางเส้นให้เสียงที่ฟังดูสะอาด แต่มันได้ตัดรายละเอียดในย่านความถี่สูงทิ้งไปเพื่อกันไม่ให้ noise เดินทางไปถึงปลายทาง ซึ่งผู้ใช้จะได้เสียงที่สะอาด แต่รายละเอียดย่านสูงหายไปบางส่วนพร้อมกับ noise ซึ่งจริงๆ แล้ว ปัญหาของ noise ที่จะมากับระบบเพลย์แบ็คดิจิตัลนั้นผมไม่ค่อยห่วง เพราะมีหนทางจัดการกับ noise เหล่านั้นอยู่แล้ว โดยหา network switch กับอุปกรณ์เสริมที่ช่วยขจัด noise ในระบบเสียงดิจิตัลเข้ามาจัดการ เพราะรู้ดีอยู่แล้วว่าสาย USB ไม่ได้มีความสามารถในการขจัด noise มันแค่ป้องกันไม่ให้ noise เพ่นพ่านเข้ามาในตัวสายเท่านั้น ดังนั้น ถ้า noise ในระบบเพลย์แบ็คที่มาจากต้นทางถูกขจัดออกไปแล้วด้วยอุปกรณ์เสริมต่างๆ สาย USB ซึ่งทำหน้าที่ในการรับ/ส่งสัญญาณก็ไม่จำเป็นต้อง ตัดสัญญาณบางส่วนทิ้งไป แต่ควรจะเปิดประตู (bandwidth) ของตัวเองให้กว้างออกไปให้มากที่สุด เพื่อให้ รายละเอียดของสัญญาณจากต้นทางสามารถไหลผ่านตัวสายออกมาให้ได้มากที่สุด ให้สมกับความเป็น Hi-Res Audio จริงๆ และนั่นคือเหตุผลที่ผมเลือกใช้สาย USB ของ Nordost มาโดยตลอด เพราะมันปล่อยเสียงออกมาได้อย่างหมดจดจริงๆ .!!!

เมื่อสาย USB ของ Nordost มีการอัพเกรดออกมาเป็นเวอร์ชั่นใหม่คือ Leif 3 ผมก็เลยอยากจะลองทดสอบเทียบกับเวอร์ชั่นแรกที่ผมใช้งานอยู่ว่ามันมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง..

เดิมทีนั้น ผมใข้สาย USB ของ Nordost ‘Blue Heaven‘ เวอร์ชั่นเก่าของผมเชื่อมต่อระหว่างเอ๊าต์พุต USB ของตัวสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ต Innuos รุ่น STREAM1 (REVIEWไปเข้าที่อินพุต USB ของ Ayre Acoustics รุ่น QB-9 Twenty ตามที่เห็นในภาพข้างบนนั้น และผมได้เอาตัวกรอง noise ที่อยู่ในระบบเชื่อมต่อ USB เข้ามาคั่นระหว่าง STREAM1 กับ QB-9 Twenty ด้วย เป็นกล่องกรอง noise ของยี่ห้อ Intona รุ่น USB 3.0 SuperSpeed Isolator

กล่องไอโซเลเตอร์ของ Intona ที่ใช้กรอง noise จากการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ด้วยอินเตอร์เฟซ USB ตัวนี้มีขนาดเล็กๆ แค่ฝ่ามือ กินไฟจากสาย USB ต้นทาง ซึ่งต้องใช้สาย USB ในการเชื่อมต่อจำนวน 2 เส้น คือเส้นหนึ่งเชื่อมต่อจากเอ๊าต์พุตของ STREAM1 มาเข้าที่อินพุตของ Intona ส่วนอีกเส้นเชื่อมต่อจากเอ๊าต์พุตของ Intona ไปเข้าที่อินพุตของ QB-9 Twenty เมื่อได้สาย USB เส้นใหม่มา ผมก็นำไปแทนที่สาย USB เวอร์ชั่นเก่าที่ผมเชื่อมต่ออยู่ที่ช่วงท้าย คือจากเอ๊าต์พุตของกล่อง Intona ไปเข้าที่อินพุตของ QB-9 Twenty ตอนฟังทดสอบก็แค่สลับสาย USB ระหว่างรุ่นเก่ากับรุ่นใหม่ตรงตำแหน่งเดียวกันเท่านั้นเอง

เสียงของสาย USB รุ่น Blue Heaven 3

จริงๆ แล้ว การทดลองฟังเทียบกันไม่ได้ใช้เวลานาน แต่ที่นานก็คือตอนเบิร์นฯ เพราะสายรุ่นใหม่ Leif 3 นั้นแกะกล่องมาเลย ซึ่งตอนที่ทดลองฟังเสียงนี้ สายตัวใหม่ใช้เวลาเบิร์นฯ มามากกว่า 300 ชั่วโมงแล้ว..

เพลง : Queen Mary
อัลบั้ม : Queen Mary
ศิลปิน : Francine Thirteen
สังกัด : TIDAL / FLAC-16/44.1 (https://tidal.com/track/240918873/u)

อย่างแรกที่รับรู้ได้ทันทีหลังจากถอดสลับฟังแค่เพลงแแรก ก็คือ บุคลิกเสียงที่ออกมาทางเดียวกันเป๊ะ.. นั่นคือลักษณะเสียงที่ เปิดเผย“, “แผ่กว้างและ ปลดปล่อยอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นการปลดปล่อยที่ออกมาเท่าเทียมกัน เสมอกันตั้งแต่ความถี่สูงลงมาถึงความถี่ต่ำ สังเกตได้จากเสียงเอ็ฟเฟ็กต์ (ความถี่สูง) ที่วนอยู่รอบๆ เสียงร้อง (ความถี่กลาง) และเสียงทุ้ม (ความถี่ต่ำ) ที่กระแทกออกมาเป็นลูกๆ ซึ่งทั้งสามเสียงนี้มีความเด่นชัดที่ใกล้เคียงกัน ไม่มีเสียงไหนเด่นล้ำหน้าเสียงอื่น การรับรู้ของการมีอยู่ของทั้งสามเสียงนั้นก็อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน ในฐานะที่ผมใช้เพลง Queen Mary ในการทดสอบอุปกรณ์เครื่องเสียงอยู่บ่อยๆ จนชินกับเพลงนี้ดี พูดได้ว่า อุปกรณ์เครื่องเสียงจะต้องให้ปริมาณในการตอบสนองย่านความถี่หลักๆ คือทุ้มกลางแหลมที่สมดุลเท่านั้นจึงจะให้ รายละเอียดในเพลง Queen Mary ออกมาได้ ชัดเจนเสมอกันแบบนี้

อีกบุคลิกที่สาย USBBlue Heavenทั้งสองเวอร์ชั่นถ่ายอดออกมาทางเดียวกัน สิ่งนั้นคือ ความเปิดโล่งของสนามเสียง ซึ่งเป็นประจักษ์พยานที่ช่วยยืนยันได้ว่า สาย USB ของ Nordost รุ่น Blue Heaven ทั้งสองเวอร์ชั่นสามารถถ่ายทอด ความถี่สูงออกมาได้แบบไม่จำกัด นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ส่วนประกอบสำคัญที่เรียกว่า แอมเบี้ยนต์หรือบรรยากาศที่ห่อหุ้มอยู่รอบๆ สนามเสียงที่เครื่องดนตรีและเสียงร้องทั้งหมดนั้นเกาะกลุ่มกันอยู่นั้น มันถูกปลดปล่อยออกมาได้อย่างครบถ้วน ซึ่งเจ้าความถี่สูงระดับที่ไปถึงบรรยากาศนี่เองที่ทำให้ฟังแล้วรู้สึกถึง ความเปิดโล่งที่ห่อหุ้มทุกเสียงเอาไว้

ไม่มีอะไรต่างกันเลยเหรอ.??

เพลง : St. James Infirmary
อัลบั้ม : Glimmer of Gold
ศิลปิน : Baba Blues
สังกัด : TIDAL / FLAC-16/44.1 (https://tidal.com/track/110723674/u)

ฟังเผินๆ มาก็เหมือนจะไม่มีอะไรต่างกันมาก จนมาถึงเสียงโซโล่แซ็กโซโฟนตอนกลางๆ เพลงนี้นี่แหละผมถึงเริ่มมี เอ๊ะ..สะดุดหูนิดหน่อย หลังจากทดลองสลับสาย USB ทั้งสองเวอร์ชั่นฟัง A/B Test เทียบกันอยู่ 3 – 4 รอบ ผมก็จับได้ว่า ตอนที่เสียงแซ็กฯ แผดขึ้นมาสูงที่สุดของท่อนโซโล่นั้น สาย USB เส้นใหม่ Blue Heaven 3 มันให้ปลายเสียงแผดของแซ็กโซโฟนออกมาเนียนสะอาดกว่าสายตัวเก่าของผมนิดนึง คืออาการของเสียงที่ถูกเน้นด้วยแรงอัดของลมออกมานั้นยังคงให้ความรู้สึกไปทางเดียวกัน แต่สาย USBBlue Heaven 3ตัวใหม่มันให้ความรู้สึก โล่งหูมากกว่า ซึ่งผมจะแฮ้ปปี้กับตรงนี้มาก เพราะผมเป็นคนที่ฟังดัง เพราะถ้าปลายเสียงไม่สะอาดเนียน จะทำให้เปิดดังไม่ได้เต็มที่เพราะจะทำให้เกิดอาการล้าหูจากความไม่เนียนสะอาดของปลายเสียงช่วงพีคของเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่าทองเหลืองแบบนี้ พอได้สายที่ช่วยลด ความกร้าว กระด้างที่เกาะติดมากับปลายเสียงเครื่องเป่าออกไป ก็ทำให้สามารถเร่งวอลลุ่มขึ้นไปเท่าที่ต้องการได้โดยที่ฟังแล้วไม่รู้สึกเสียดหู

อัลบั้ม : String Quartets – Haydn, Solberg, Grieg
ศิลปิน : Engegardw Vartetten
สังกัด : TIDAL / FLAC-16/44.1 MQA (https://tidal.com/track/2397798/u)

พอได้ลองฟังเสียงเครื่องสายในอัลบั้มข้างบนนี้แล้ว ก็สามารถสรุปได้ว่า ความแตกต่างของสาย USBBlue Heavenทั้งสองเวอร์ชั่นนี้ไปอยู่ที่ คุณภาพของเสียงในย่านกลางขึ้นไปทางแหลมนี่เอง ซึ่งอัลบั้มนี้ชี้ชัดเลยว่า สาย USBBlue Heaven 3ที่เป็นเวอร์ชั่นใหม่ให้เสียงแหลมที่เนียนสะอาดกว่าเวอร์ชั่นเก่า แม้ว่าจะไม่มากนัก แต่พอหูมันรับรู้ว่าต่างกันตรงไหนแล้วก็จะรู้ว่ามันมีอยู่ตลอด ขึ้นอยู่กับว่าเพลงที่ฟังมีรายละเอียดในย่านความถี่สูงมากแค่ไหน

จริงๆ แล้ว ตอนที่ลองฟังเพลง St. James Infirmation นั้น ผมก็รู้สึกนิดๆ แล้วว่า แม้แต่เสียงกลางซึ่งเป็นเสียงร้อง กับเสียงกีต้าร์โปร่งสายบนที่เป็นเสียงครางหึ่งต่ำๆ ผมก็รู้สึกว่าสายตัวใหม่มันให้ความสะอาดมากกว่านิดนึง.. พอกลับมาลองฟังซ้ำอีกที ก็ยอมรับว่าจริง ไม่มากแต่ก็มีความต่างกันแน่นอน ซึ่งสาย USB ตัว ‘Blue Heaven 3ให้ความสะอาดของเสียงในย่านนั้นได้ดีกว่าเวอร์ชั่นเก่าเล็กน้อย

ตอนฟังเพลง Queen Mary ก็รู้สึกว่าเสียงทุ้มที่ได้ยินจากสาย USB ตัวใหม่มันออกมาดีกว่า คือมีความกระชับเป็นตัวมากกว่านิดนึง พอกลับมาลองฟังซ้ำแบบเน้นๆ อีกรอบ ก็พบว่าเป็นไปตามนั้นจริงๆ เสียงทุ้มที่สาย USBBlue Heaven 3ตัวใหม่ให้ออกมามันมีความเป็นตัวเป็นตนสูงกว่าเล็กน้อย

สรุป

ก่อนปิดจบทดสอบนี้ ผมทดลองเอาสาย USBBlue Heaven 3ไปใช้กับชุดหูฟังด้วย ซึ่งเป็นชุดที่ประกอบด้วย LAiV Audio รุ่น Crescendo VERSE (REVIEWทำหน้าที่เป็น DAC/Pre/Headphone Amp โดยมีตัว LAiV Audio รุ่น µDDC ทำหน้าที่แปลงสัญญาณดิจิตัลจากอินพุต USB ให้ไปออกที่เอ๊าต์พุต I2S ก่อนจะส่งไปเข้าที่อินพุต I2S ของตัว Crescendo VERSE ด้วยสาย HDMI และใช้หูฟัง full-size ของ Sennheiser รุ่น HD650 เป็นปลายทางแทนลำโพง

ผมทดลองฟังสาย USB ของ Nordost เส้นนี้ เทียบกับสาย USB แถมมากับเครื่องเส้นสีดำๆ เพื่อเช็คทั้งทางด้าน “คุณภาพเสียง” และ “บุคลิกเสียง” ของสาย USBBlue Heaven 3‘ เส้นนี้ ผลคือ ฟังแค่ไม่ถึงเพลงรู้เรื่อง เสียงที่ได้จากสาย USB ของ Nordost ตัวนี้ทำให้เสียงดีขึ้นกว่าสายแถมทุกด้าน ทั้งเปิดกว่า, กระจ่างใสกว่า, ไดนามิกกว้างกว่า รวมๆ แล้วทำให้รู้ว่า สาย USBBlue Heaven 3ตัวนี้ให้ “คุณภาพเสียง” โดยรวมที่ดีกว่าสายแถมเยอะมากๆ ส่วนทางด้าน “บุคลิกเสียง” ของสาย USB ตัวนี้พบว่าให้ โทนเสียงออกไปทางสด สมจริง ถ่ายทอดรายละเอียดออกมาแบบไม่อั้น เปิดเผยในทุกย่านความถี่เสมอกัน และผมพบว่า เมื่อฟังสาย USBBlue Heaven 3ตัวนี้กับชุดหูฟัง มันยิ่งแสดงรายละเอียดออกมาให้ได้ยินชัดกว่าชุดเครื่องเสียงบ้านซะอีก เสียงใส กระจ่างชัด ทุกเสียงได้ยินรายละเอียดลึกๆ (inner detail) ของแต่ละเสียงที่ชัดมาก.! ใครมาทางสาย ชัด สมจริง” แนะนำว่าต้องหาโอกาสลองฟังสาย USB เส้นนี้ให้ได้..!!!

*** HIGHLY RECOMMENDED!!! ***
สำหรับ
USB 2.0 Audio Cable ระดับราคา *ไม่เกิน 15,000 บาท/เมตร*

********************
ราคา : (ต่างกันไปตามความยาว)
1 เมตร = 13,000 บาท
2 เมตร = 19,000 บาท
3 เมตร = 24,000 บาท
5 เมตร = 35,000 บาท
7 เมตร = 46,000 บาท
********************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
DECO2000
โทร. 089-870-8987
facebook: DECO2000Thailand

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า