‘Foundation’ คำนี้หมายถึง “รากฐาน” หรือ “พื้นฐาน” ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกสิ่งอย่างในโลกนี้ เพราะ “พื้นฐาน” ที่ดี มีความมั่นคง จะทำให้ทุกสิ่งอย่างที่ดำเนินไปบนพื้นฐานนั้นมีผลลัพธ์ปลายทางที่ดีตามเจตนารมย์ของสิ่งอย่างเหล่านั้น
เรื่องราวของ Foundation ที่ว่านี้ ก็มีความเกี่ยวข้องกับ “เครื่องเสียง” เช่นเดียวกัน ใครที่สงสัยว่า เหตุผลอะไรที่ทำให้ “ชั้นวางเครื่องเสียง” หรือ audio rack เข้ามาเกี่ยวข้องกับ “เสียง” ของซิสเต็ม.? ทั้งๆ ที่ชั้นวางเครื่องเสียงไม่ได้มีสายสัญญาณเชื่อมต่อไปที่อุปกรณ์ตัวใดตัวหนึ่งในซิสเต็มเลย ทำไม.. เพราะอะไรถึงส่งผลกับเสียงของซิสเต็มได้..??
พอเริ่มเข้าใจถึงปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างหนึ่งที่เรียกว่า vibration หรือ “ความสั่นสะเทือน” ที่เกิดจาก “การสั่นตัว” ไป–มาของวัตถุ ซึ่งเป็นพลังงานชนิดหนึ่งที่ส่งผลกระทบกับเสียง ปัจจุบันได้มีผู้รู้หลายๆ คนที่พยายามอธิบายว่าเพราะอะไร vibration จึงสามารถทำให้เสียงของซิสเต็มเปลี่ยนแปลงไปได้ บางทฤษฎีก็ฟังดูน่าสนใจและมีความเป็นไปได้ในขณะที่บางทฤษฎีก็ฟังดูว่ายังมีความคลุมเครือในแง่ของความเป็นไปได้อยู่บ้าง แต่ในกลุ่มของคนเล่นเครื่องเสียงสายปฏิบัติที่วางทฤษฎีไว้นอกห้องฟัง และใช้กระบวนการทดลองฟัง A/B Test ด้วยหูของตัวเองจะรู้ และยอมรับกันโดยเอกฉันท์ว่า “แรงสั่นสะเทือน” หรือ vibration ที่พูดถึงกันนั้น มันมีผลกับเสียงของซิสเต็มจริง.!!!
isolation = separation = segregation …
เมื่อมีการค้นพบ vibration และรับรู้ถึงผลลัพธ์ในแง่ร้ายของมันที่ส่งผลกับคุณภาพของเสียง เราก็เริ่มเห็นศัพย์ใหม่ๆ เกิดขึ้นมาในวงการ ที่ได้ยินบ่อยมากก็เช่น isolation ซึ่งก็คือ “เทคนิค” ที่ใช้ในความพยายามที่จะ “ขจัด” หรือ “ทุเลา” ปัญหาที่เจ้า vibration ทำให้เกิดกับเสียงนั่นเอง
ในยุคแรกๆ นั้น แทบทุกคนมีความคิดว่า การ “กำจัด” vibration หรือความสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นบนอุปกรณ์แต่ละตัวในซิสเต็มออกไปให้หมด คือคำตอบที่จะทำให้หลุดพ้นจากปัญหานี้ได้อย่างเด็ดขาด นั่นจึงเป็นที่มาของแนวคิดที่เรียกว่า damping คือความพยายาม “ดูดซับ” พลังงานที่เกิดจากแรงสั่นสะเทือนออกไปจากระบบ เมื่อเรารู้ว่า “การสั่นสะเทือน” หรือ vibration มันมีพลังงานที่แผ่ออกไปรบกวนการทำงานของวงจรอิเล็กทรอนิคส์ที่อยู่ในอุปกรณ์เครื่องเสียง โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่มีส่วนประกอบของระบบแมคคานิกที่มีการเคลื่อนไหวในการทำงาน อย่างเช่น ระบบหมุนของเครื่องเล่นแผ่นเสียงและเครื่องเล่นแผ่นซีดี ไปจนถึงรบกวนทำให้เกิดความไม่เสถียรของ “สนามแม่เหล็ก” ทีเกิดขึ้นในทุกจุดที่มีอิเล็กตรอนไหลผ่าน อย่างเช่น ลายทองแดงบนแผ่นวงจร, สายสัญญาณ, สายลำโพง, สายไฟเอซี เมื่อสนามแม่เหล็กถูก “เขย่า” โดยแรงสั่นสะเทือน (vibration) ทั้งจากภายนอกและภายในตัวเครื่องเอง ทำให้สนามแม่เหล็กเหล่านั้นเกิดความปั่นป่วนขึ้น ส่งผลเหนี่ยวนำให้อิเล็กตรอนที่วิ่งอยู่ในสายต่อเชื่อมต่างๆ และวิ่งอยู่ในลายทองแดงบนแผงวงจรเกิดการเคลื่อนที่อย่างไม่เป็นระบบ กระจัดกระจาย ไม่มุ่งไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้การถ่ายทอดอิเล็กตรอนจากต้นทางไปถึงปลายทางมีความไม่สมบูรณ์
วัสดุที่นิยมนำมาใช้ damping เพื่อขจัดความสั่นสะเทือนในยุคแรกๆ ก็คือวัสดุประเภทที่มีคุณสมบัติในการ “ดูดซับ” พลังงานของคลื่นความสั่นสะเทือนเอาไว้ในตัว อย่างพวก ยางดิบ หรือยางสังเคราะห์ที่มีความยืดหยุ่นสูง แต่ต่อมาก็เริ่มมีการค้นพบว่า การดูดซับความสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นบนอุปกรณ์เครื่องเสียงมี “ผลข้างเคียง” เหมือนกัน คือถ้าดูดซับมากเกินไป จะส่งผลให้เสียงของซิสเต็มมีลักษณะที่เรียกว่า dull คือ ซึมๆ ทึบๆ ปลายเสียงแหลมมีอาการหุบ แทนที่จะแตกตัวเป็นละออง ทำให้โทนเสียงโดยรวมขาดความสดใส จากนั้นก็เริ่มมีการใช้วัสดุที่มีสัมประสิทธิ์การซับ/สะท้อนพลังงานความสั่นสะเทือนประเภทต่างๆ เข้ามาผลิตเป็น “อุปกรณ์เสริม” เพื่อแก้ปัญหา vibration ในระดับที่ใช้ know-how ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มมีคำศัพย์ใหม่ๆ เกิดขึ้นตามมา อาทิเช่น Vibration Control และ Vibration Management เป็นต้น ซึ่งเปลี่ยนจากแนวคิดในการ “ขจัดเสียให้สิ้นซาก” มาเป็น “ควบคุม + บริหารจัดการ” แรงสั่นนั้นให้กลายเป็นผลดีต่อเสียง แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจที่มีต่อ vibration ที่ส่งผลกับเสียงของซิสเต็มที่ลึกซึ้งมากขึ้น และมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบในการรับมือกับ vibration ที่ได้ผลลัพธ์ไปในทิศทางที่ดีขึ้น ลดผลข้างเคียงลงไปได้มาก
ชั้นวางเครื่องเสียง = isolation device
ชั้นวางเครื่องเสียง หรือ audio rack คืออุปกรณ์เสริมที่ถูกนำมาใช้งานคู่กับอุปกรณ์หลักมาช้านานแล้ว และเนื่องจากวัตถุประสงค์ของชั้นวางเครื่องเสียงที่เอามาช่วย “แยก” อุปกรณ์เครื่องเสียงแต่ละชิ้นในซิสเต็มออกจากกัน แต่ละชิ้นถูกวางไว้บนชั้นของใครของมัน ไม่ต้องวางเครื่องทั้งหมดซ้อนทับกัน ซึ่งเข้าข่ายของการ ‘isolate’ อยู่แล้วโดยปริยาย ด้วยเหตุนี้ “ชั้นวางเครื่องเสียง” หรือ audio rack จึงถูกนักออกแบบจับมาพัฒนาประสิทธิภาพในการ isolate เครื่องเสียงให้ดีขึ้น ไม่ให้แต่ละชิ้นสามารถส่งผ่านพลังงานแรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นภายในแต่ละเครื่องถึงกันได้ แม้ว่าบนชั้นวางเหล่านั้น จะมีอุปกรณ์เครื่องเสียงวางอยู่ “มากกว่า” หนึ่งตัว แต่ชั้นวางเครื่องเสียงที่ออกแบบทางด้าน isolation มาดีพอ จะมีผลทำให้ทุกเครื่องที่วางอยู่บนชั้นนั้น เสมือนถูกตัดขาดความเชื่อมโยงในการถ่ายทอดแรงสั่นสะเทือนเข้าหากันได้อย่างสิ้นเชิง.!!!
ปัจจุบัน มีผู้ออกแบบและผลิต “ชั้นวางเครื่องเสียง” ออกมามากมายหลายแบรนด์ที่เอาเทคโลโลยีในการ Isolate ที่มีประสิทธิภาพสูงเข้ามาใช้ด้วย ซึ่งผู้ผลิตชั้นวางเครื่องเสียงที่สามารถ “ทำถึง” ระดับนั้นได้ ก็ไม่ได้มีแต่แบรนด์ฝรั่งนะ เดี๋ยวนี้แบรนด์ไทยที่มาแนวนี้ก็มีอยู่หลายแบรนด์เหมือนกัน ซึ่งต้องนับแบรนด์ Tombo Audio ของเฮียฉ่าง ณ บางขุนเทียนเข้าไปรวมอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย..
Tombo Audio ‘Black Diamond Series Audio Rack’
ชั้นวางเครื่องเสียงขนาดมินิ

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ปี 2025 – เฮียฉ่าง เจ้าของแบรนด์ Tombo Audio ได้หอบหิ้วชั้นวางเครื่องเสียงขนาดมินิ รุ่น Black Diamond Series Mini Racks เข้ามาให้ผมทดลองฟังด้วยตัวเอง แถมแกยังให้เกียรติแกะกล่องและประกอบชิ้นส่วนต่างๆ ให้ด้วยตัวเองอีก ต้องขอขอบคุณเฮียฉ่างมา ณ ที่นี้ด้วย

ชั้นวางเครื่องเสียงรุ่น Black Diamond Series Mini Rack (ต่อไปในรีวิวนี้ผมจะเรียกสั้นๆ ว่า ‘Mini Rack‘) ที่ เฮียฉ่าง ยกมาให้ทดลองฟังครั้งนี้มีอยู่ 3 ตัว ขนาดของแผ่นแพลตเท่ากันหมด ที่ต่างกันก็มีแค่ “ความสูง” ของขาตั้งเท่านั้น ชั้นที่เห็นในภาพข้างบนนี้เป็นชั้นที่มีความสูงแค่ 5.5 ซ.ม. เท่านั้น ใช้เป็นชั้นวางเดี่ยวๆ ก็ได้ หรือถ้าต้องการเพิ่มชั้นวางขึ้นมาอีกก็สามารถใช้ชั้นเตี้ยๆ นี้เป็นฐานล่างโดยเอาชั้นที่มีขาสูงกว่านี้มาวางซ้อนลงไปก็ได้ หรือจะวางแยกกันก็ได้..

เป็นชั้นวางเครื่องที่มีโครงสร้างเรียบง่าย แต่ละชั้นมีส่วนประกอบหลักๆ อยู่แค่ 4 ส่วน เท่านั้น ส่วนแรกคือ แผ่นแพลต ที่ใช้รองใต้เครื่องเสียงซึ่งทำด้วยแผ่นอะครีลิกใส หนา 1.5 ซ.ม. ส่วนที่สองคือ ขาตั้ง ทำด้วยโลหะเป็นเสาทรงกระบอก จำนวน 4 ขา ส่วนที่สาม – เดือยแหลม ที่ใช้เชื่อมต่อเข้ากับส่วนปลายของขาตั้งแต่ละขา ทำมาจากโลหะชนิดเดียวกับที่ใช้ทำตัวขาตั้ง และสุดท้าย ส่วนที่สี่ – คือ ตัวรองเดือยแหลม ทำเป็นเหรียญโลหะขนาดใหญ่กว่าเหรียญสิบบาทเล็กน้อย ตรงกลางมีทำเป็นเบ้าหลุมเล็กๆ ที่ใช้รองรับส่วนปลายของเดือยแหลมของขาตั้งในกรณีที่ต้องการ stack ด้วยการวางซ้อนกันขึ้นไปเรื่อยๆ
ชั้นที่เห็นในภาพข้างบนนี้ติดขาตั้งที่มีความสูงระดับกลาง ติดตั้งขาสูง 15 ซ.ม. (เลือกความสูงของขาเป็น 20 ซ.ม. ได้) สามารถใช้วาง stack ซ้อนจากชั้นที่เป็นฐานล่างขึ้นไปได้

เข้าไปดูเหรียญโลหะที่ออกแบบมาให้ใช้รองเดือยแหลมของชั้นที่วางซ้อนขึ้นไป จะเห็นว่า ตรงกลางของเหรียญที่ทำเป็นเบ้าจะมีหลุมเล็กๆ ที่ทำไว้รองรับส่วนปลายของเดือยแหลมอยู่ตรงนั้น กรณีที่คุณต้องการ stack เพิ่มจำนวนชั้นวาง ก็สามารถเอาปลายแหลมของขาตั้งของชั้นที่จะ stack มาวางลงไปที่หลุมนี้ได้เลย ซึ่งขาตั้งทั้งสี่ขาได้ถูกเจาะมาให้อยู่ในตำแหน่งเดียวกันเป๊ะ.!

ภาพข้างบนเป็นชั้นวางที่ติดตั้งขาที่มีความสูง 15 ซ.ม. ซึ่งแต่ละขาจะมีส่วนประกอบแยกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกคือ แป้นเหรียญ ที่ใช้รองใต้เดือยแหลม, ส่วนที่สองคือ ตัวขาตั้ง ที่ทำด้วยโลหะ carbon steel ชุบเคลือบ black diamond plating สีดำแต่เงาวาว ดูดีมาก แต่ละเสามีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเท่ากับ 2.5 ซ.ม. ซึ่งถือว่าใหญ่มากสำหรับชั้นวางที่มีขนาดมินิแค่นี้ (ชั้นเตี้ยสุดรองรับน้ำหนักได้สูงสุด = 60 ก.ก. ส่วนชั้นที่มีขาสูง 15 – 23 ซ.ม. รองรับได้สูงสุด = 40 ก.ก.)

ภาพนี้คือตัวเดือยแหลมที่ติดตั้งเข้ากับส่วนปลายของขาตั้งทั้ง 4 ขา ด้วยวิธีหมุนเกลียวตัวเมียเข้ากับแกนเกลียวตัวผู้ที่อยู่บนตัวขาตั้ง ซึ่งทำให้ผู้ใช้สามารถปรับตั้งระดับของขาตั้งได้ด้วยการปรับหมุนที่ตัวเดือยแหลม ซึ่งแนะนำว่าไม่ควรปรับเยอะ เพราะถ้าหมุนคลายเกลียวของเดือยแหลมออกมาเยอะจะทำให้ตัวชั้นวางขาดความแน่นหนามั่นคง และทำให้เกิดการสั่นขึ้นได้
แนวคิดในการออกแบบ
ผลิตภัณฑ์ตัวนี้ถูกโปรโมทไปในวงกว้างมาแล้ว ถ้าเข้าไปที่เว็บไซต์ aria-audio.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ของผู้ค้าเครื่องเสียงในฮ่องกง คุณจะพบว่ามีชั้นวางกับผลิตภัณฑ์ของ Tombo Audio อีกหลายตัวถูกโฆษณาอยู่ในนั้น แบบนี้ถือว่าผลิตภัณฑ์ของ Tombo Audio ก้าวไกลไปถึงตลาดสากลแล้ว
ในเว็บไซต์นั้นมีข้อมูลที่แสดงถึงแนวคิดในการออกแบบชั้นวางตัวนี้ไว้ด้วย ซึ่งมีประเด็นน่าสนใจหลายอย่าง อาทิเช่น การออกแบบแผ่นแพลตให้มีลักษณะเป็น X-shape ไม่ได้มีลักษณะเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมจัตุรัสเฉยๆ

คือมีการ “ต่อมุม” ทั้งสี่มุมที่ใช้ติดตั้งขาตั้งทั้งสี่ขาให้ยื่นออกไปนอกแนวขอบของแผ่นแพลต ซึ่งถ้าไม่รู้ มองดูเผินๆ อาจจะคิดว่ามันเป็นแค่ “ดีไซน์” เท่ๆ เท่านั้น แต่เปล่าเลย.. พอได้อ่านข้อมูลเบื้องหลังการออกแบบชั้นวางตัวนี้ในเว็บไซต์ aria-audio.com แล้วถึงได้รู้ว่า ชั้นวางตัวนี้มัน “มีของ” เหมือนกันนะ คนออกแบบเขาคิดเยอะ คือในนั้นบอกว่า การที่ยืดขยายส่วนที่เป็นมุมทั้งสี่ของแผ่นแพลตออกไปจนทำให้มองดูเหมือนตัว X นั้น มันมีผลทำให้ “เรโซแนนซ์” (ก็คือ vibration ที่สั่นค้างนี่แหละ.!) ที่เกิดขึ้นบนตัวอุปกรณ์เครื่องเสียงเมื่อถ่ายเทลงไปบนแผ่นแพลตอะครีลิกแล้ว แรงสั่นสะเทือนนั้นจะถูก “ชักนำ” ด้วยโครงสร้างรูปตัว X ให้วิ่งไปที่มุมทั้ง 4 ของแผ่นแพลตอย่างรวดเร็ว จากนั้นแรงสั่นที่ว่าก็จะถูกถ่ายลงไปที่ขาตั้งทั้ง 4 ขา และขาตั้งทั้ง 4 ขานั้นก็จะถ่ายแรงสั่นที่แต่ละขาตั้งได้รับ ให้มีทิศทางลงไปที่พื้นอย่างรวดเร็ว เพราะมันไม่มี “รอยต่อ” อื่นๆ เข้ามาแชร์ให้แรงสั่นเปลี่ยนทิศทางไปอีก นี่คือเหตุผลที่ชั้นวางตัวนี้มีแค่แผ่นแพลตกับขาตั้ง ไม่มีโครงสร้างที่โยงขาตั้งทั้ง 4 เข้าหากันในแนวระนาบ ทำให้แรงสั่นบนแผ่นแพลตที่ถ่ายไปที่ขาตั้งทั้งสี่ไม่มีการถ่ายเทถึงกันไป–มาจนเหลือค้างอยู่บนแผ่นแพลต ถือว่าเป็นดีไซน์ที่มีความลึกซึ้งทางเทคนิคไม่เบาเลย..!!!
ยังมีเทคนิคในการออกแบบชั้นวางตัวนี้อีกอย่างหนึ่งที่อ่านแล้วอึ้งเลย.. เป็นเทคนิคที่ผู้ออกแบบเรียกมันว่า ‘H & H Extension’ ซึ่งตัวอักษร H & H ไม่ได้มาจาก His & Her แต่มาจากคำว่า ‘Height and Harmonics’ ซึ่งในรายละเอียดของเทคนิคนี้ พวกเขาอธิบายไว้ว่า ในการกำหนด “ความสูง” ของ “ขา” ของชั้นวางแต่ละระดับนั้น พวกเขาได้นำเอา “ความสูง” ของขาตั้งของตัวชั้นวางมาคำนวนหา “ระยะความสูง” ที่ทำปฏิกิริยากับแรงสั่นสะเทือนของตัวขาตั้งแล้วเกิดเป็น “คลื่นความถี่” ที่ไปสั่นสอดคล้องไปกับฮาร์มอนิกของเพลงด้วย ว้าวว.. ฟังคอนเซ็ปต์ของเทคนิคนี้แล้วดูดีมาก แต่ไม่มั่นใจว่าจะทำออกมาได้จริงตามที่กล่าวไว้หรือเปล่า.? แต่ถ้าถามผม จากประสบการณ์ที่เคยลองวางเครื่องเสียงชิ้นเดียวกัน บนชั้นวางแบบเดียวกันที่ต่างกันแค่ “ความสูง” ของชั้นวาง ผมยอมรับว่า “ความสูง–ต่ำ” ของชั้นวาง “มีผล” กับเสียงของอุปกรณ์ชิ้นนั้นจริง ด้วยประสบการณ์ที่พบมา สามารถสรุปออกมาเป็นแนวโน้มได้ว่า ชั้นวางที่ “สูงเกินไป” จะให้เสียงที่ “โปร่ง + เนื้อเสียงบาง” ในขณะที่ชั้นวางที่ “เตี้ยเกินไป” จะให้เสียงที่ “หนาเข้ม + ทึบขุ่น” ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่า เรื่องนี้จะเป็นเรื่องเดียวกันกับเทคนิค H & H Extension ของ Tombo Audio หรือเปล่า.?
ได้อ่านเบื้องหลังเทคนิคในการออกแบบชั้นวางมินิของ Tombo Audio แล้ว มันทำให้ต้องหันกลับไปมองมันอีกที และนึกอยากลองฟังขึ้นมาทันที คืออยากจะรู้ว่า มันจะให้เสียงออกมาตามที่ผู้ออกแบบแสดงความตั้งใจไว้หรือเปล่า.?
ทดลองฟังเสียง
เฮียฉ่างเฉลยถึงสาเหตุที่กระตุ้นให้ลงมือทำชั้นวางเหล่านี้ออกมา ว่า “..ยุคนี้มีเครื่องเสียงที่มีตัวถังขนาดเล็ก อย่างพวกสตรีมเมอร์กับอุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกัน รวมถึง DAC ออกมาเยอะ ผมเห็นว่ายังไม่มีใครทำชั้นวางที่เน้นคุณภาพเสียงสำหรับเครื่องเสียงขนาดมินิเหล่านี้ออกมา..”
ทดสอบยกแรกกับ “ชุดหูฟัง“
ด้วยขนาดที่เล็กกระทัดรัดของชั้นวางเซ็ตนี้ เห็นแล้วมันทำให้ผมนึกถึงชุดหูฟังขึ้นมาทันที ซึ่งเฮียฉ่างก็พูดให้ฟังเหมือนกันว่า กลุ่มของคนเล่นหูฟังก็เป็นเป้าหมายอีกตลาดหนึ่งของชั้นวางเหล่านี้ ผมเลยเริ่มต้นทดสอบประสิทธิภาพของชั้นวางของ Tombo Audio ชุดนี้ด้วยชุดหูฟังก่อนเลย โชคดีว่า ผมมีตัว Streamer/DAC/Headphone Amp ของ LAiV Audio รุ่น Crescendo VERSE (REVIEW) เข้ามาทดสอบพอดี ผมเลยจับ Crescendo VERSE เข้ามาทดลองใช้งานร่วมกับชั้นวาง Mini Rack ของ Tombo Audio เพื่อทดสอบไปพร้อมๆ กัน

ผมเริ่มต้นด้วยการทดลองวางตัว Crescendo VERSE กับหูฟังฟูลไซร้รุ่น HD650 ของ Sennheiser ไว้บนโต๊ะไม้ที่ผมนั่งทำงาน ในการทดลองฟังผมใช้โปรแกรม Roon บน MacBook Pro เป็นต้นทางโดยเล่นเพลงที่สตรีมมาจาก TIDAL และ NAS แล้วส่งสัญญาณดิจิตัล เอ๊าต์พุตไปที่ Crescendo VERSE ผ่านเข้าทางช่องอินพุต USB ของตัว Crescendo VERSE ด้วยสาย USB ของ Nordost รุ่น Blue Heaven Leif 3 จากนั้นก็เอาชั้นวาง Mini Rack แบบชั้นเตี้ยสุดมาวางข้างๆ ตัว Crescendo VERSE ตอนทดลองฟังเปรียบเทียบก็ยกตัว Crescendo VERSE ขึ้นๆ ลงๆ บนชั้นวาง Mini Rack นั่นเอง

เพลง : Queen Mary
อัลบั้ม : Queen Mary
ศิลปิน : Francine Thirteen
สังกัด : TIDAL / FLAC-16/44.1 (https://tidal.com/track/240918873/u)
เพลงนี้จะเห็นชัดๆ อยู่ 2 จุด ที่พอวางบนชั้นวาง Mini Rack แล้วทำให้เสียงดีขึ้น จุดแรกคือเสียงทุ้มที่แผ่กระจายจากจุดกำเนิด (หัวโน๊ต = fundamental) ออกไปเป็นรัศมีรอบๆ หัวเสียงได้เสมอกันทุกด้าน ทั้งแนวระนาบซ้าย–ขวา, แนวลึกหน้า–หลัง และแนวตั้งบน–ล่าง จะรู้สึกได้ถึงความเป็น “อิสระ” ในการ “แตกตัว” จากจุดกำเนิดออกไปได้มากขึ้นเมื่อวางตัว Crescendo VERSE บนชั้นวางมินิ แร็ค
คือตอนแรกๆ ที่ฟังเทียบ จะรู้สึกเหมือนกับว่า วางตัว Crescendo VERSE บนพื้นโต๊ะจะให้เสียงทุ้มที่มีมวลหนากว่านิดๆ แต่พอยกขึ้น–ยกลง ฟังเทียบกันหลายๆ ครั้ง พบว่า วางบนชั้นมินิ แร็คจะให้เสียงทุ้มที่ลอยหลุดออกมามากกว่า คือตอนวางบนพื้น จะรู้สึกเหมือนเสียงทุ้มหนากว่าจริง แต่มันกองอยู่กับที่ เหมือนอะไรหนักๆ ตกลงบนพื้นแล้วแหมะอยู่ตรงนั้น น่าจะเป็นเพราะความถี่ต่ำมันลงไปได้ไม่ลึก พอยกขึ้นมาวางบนชั้นวางมินิ แร็ค แรกๆ จะรู้สึกเหมือนเนื้อมวลเสียงทุ้มมันบางลงนิดนึง แต่พอฟังซ้ำไปซ้ำมา จึงรับรู้ได้ว่า เสียงทุ้มมันลอยตัวมากขึ้น หางเสียงทุ้มแผ่กระจายออกไปจากหัวเสียงได้กว้างขึ้น หลับตาฟังเพลง Queen Mary แล้วรู้สึกเหมือนกับว่า ทุกเสียงที่อยู่ในเพลงนั้น มันลอยอยู่ในอวกาศที่ไม่มีขอบเขตจำกัดการกระจายตัวของฮาร์มอนิกของแต่ละเสียง ในขณะเดียวกัน เมื่อวาง Crescendo VERSE บนชั้นวางมินิ แร็ค ผมรู้สึกได้ว่า “มูพเม้นต์” ในการขยับเคลื่อนของแต่ละเสียงมันมีอิสระมากขึ้น ไดนามิก เร้นจ์จากเบาสุด (softest) ไปถึงดังสุด (peak) มันขยายกว้างขึ้น เบาลงไปได้มากขึ้น ดังขึ้นไปได้มากขึ้น ทั้งนี้โดยไม่มีปัญหา compress ของไดนามิกเสียงเกิดขึ้น และพบว่า เมื่อวาง Crescendo VERSE บนชั้นมินิ แร็ค มันทำให้ผมสามารถเร่งวอลลุ่มของบางเพลงที่บันทึกมาเบาให้ดังขึ้นมาในระดับที่ฟังพอดีได้โดยที่เสียงไม่พุ่ง แต่ถ้าวางบนพื้นจะเร่งวอลลุ่มได้จำกัดกว่า เร่งมากไม่ได้
ความแตกต่างที่กล่าวมาข้างต้น ระหว่างวาง Crescendo VERSE บนโต๊ะกับวางบนชั้นมินิ แร็ค จะอยู่ในระดับประมาณ 5 -10%

ขั้นที่สอง – ผมทดลองเพิ่มตัว DDC (Digital-to-Digital Converter) ของ LAiV Audio รุ่น µDDC เข้ามาอีกตัว โดยมีชั้นวางมินิ แร็คตัวเตี้ยสุดรองรับเครื่องเสียงทั้งสองชิ้น ด้วยขนาดสัดส่วนของตัวเครื่องบังคับให้ต้องวางตัว µDDC ไว้ด้านบน ทับอยู่บนตัว Crescendo VERSE วิธีต่อระบบ ต้องย้ายสาย USB จากคอมฯ ไปเข้าที่อินพุต USB ของตัว µDDC แล้วใช้สาย HDMI สั้นๆ โยงระหว่างสัญญาณเอ๊าต์พุตจากช่อง I2S ของ µDDC ไปเข้าที่ช่องอินพุต I2S จากนั้นก็เลือกอินพุตของตัว µDDC ไปที่ USB แล้วเลือกอินพุตของตัว Crescendo VERSE ไปที่ I2S หลังจากต่อเชื่อมระบบเสร็จทดลองฟัง ปรากฏว่า เสียงออกมา “ดีกว่า” ตอนไม่มีตัว µDDC เยอะมาก ซึ่งก็เป็นไปตามที่ผู้ผลิต LAiV Audio แนะนำไว้ว่าเพิ่มตัว µDDC เข้ากับ DAC ของเขาแล้วจะได้เสียงที่ดีขึ้นมาก คือทุกเสียงมันมีความเข้มข้นของมวลและความนิ่งของมูพเม้นต์ที่ดีขึ้นหลายเปอร์เซ็นต์..

หลังจากนั้น ผมก็ยกชั้นวางที่มีความสูงปานกลางคือ 15 ซ.ม. เข้ามาเสริม ด้วยการวางซ้อนลงไปบนชั้นล่างที่เป็นฐานอีกชั้น แล้วยกตัว µDDC ขึ้นไปวางบนชั้นที่เสริมขึ้นมา.. ในขณะที่การเชื่อมต่อทุกอย่างยังเหมือนเดิมหมด

เพลง : The Peppery Man
อัลบั้ม : Leave You Sleep
ศิลปิน : Natalie Merchant
สังกัด : TIDAL / FLAC-16/44.1 (https://tidal.com/track/3663813/u)
เพลงนี้เห็นได้ชัดเลยว่า หลังจากได้ชั้นวางอีกตัวมาแยกตัว µDDC ออกไปวางไว้ต่างหาก มันทำให้การ “แยกแยะ” เสียงต่างๆ ออกจากกันทำได้ดีขึ้นมาก ไม่ว่าจะเป็นเสียงร้อง, เสียงเม้าท์ออร์แกน และเสียงกลอง ช่วงกลางๆ เพลงที่ทุกเสียงดังขึ้นมาพร้อมๆ กัน ตอนที่วางตัว µDDC ซ้อนทับอยู่บนตัว Crescendo VERSE นั้น แต่ละเสียงมันมีลักษณะที่เหลื่อมทับกัน ซ้อนทับกัน บางเสียงกลบทับรายละเอียดของบางเสียงทำให้ไม่ได้ยินถึงการ “มีอยู่” ของเสียงนั้น บางเสียงไปกลบทับฮาร์มอนิกของอีกเสียง ถ้าฟังปนๆ กันไปก็อาจจะไม่รู้สึกผิดปกติอะไร แต่พอแยกตัว µDDC ขึ้นไปวางบนชั้นด้านบน อาการซ้อนทับกันของเสียงก็เริ่มคลี่คลายออกไป แม้ว่าในเสี้ยววินาทีเดียวกันนั้น ทุกเสียงจะยังคงดังขึ้นพร้อมกัน แต่คราวนี้ผมสามารถแยกแต่ละเสียงออกจากกันได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่ว่าเป็นเพราะฟังซ้ำหลายรอบ แต่เป็นเพราะแต่ละเสียงมันถอยห่างออกมาจากการ “อัดแน่น” อยู่ในเวทีเสียงที่เคยบีบตัวแน่นอยู่ตรงกลาง พอเวทีเสียงคลี่คลาย ขยายขอบเขตออกไปรอบตัวได้เป็นอิสระมากขึ้น ทำให้ภายในวงมีช่องว่างของ “มวลอากาศ” แทรกซึมเข้าไปมากขึ้น มวลอากาศที่ห้อมล้อมอยู่โดยรอบแต่ละเสียงมีลักษณะที่ถ่างกว้างมากขึ้น แต่ละเสียงถอยห่างจากกันออกไปมากขึ้น ทำให้มี space พอให้แต่ละเสียง (เครื่องดนตรี และเสียงร้อง) ในการถ่ายทอดฮาร์มอนิกและเรโซแนนซ์ (รวมกันคือ Timbre) ของแต่ละเสียงออกมาได้มากขึ้น เป็น micro detail ของแต่ละเสียงที่ทำให้หูของเราสามารถตรวจจับรายละเอียดและแยกแยะแต่ละเสียงออกจากกันได้ง่ายขึ้น
หลังจากวิเคราะห์จากเสียงที่ได้ยินแล้ว เมื่อทดลองเปลี่ยนไปฟังเพลงอื่นๆ ในอัลบั้มชุด Leave Your Sleep ของ Natalie Merchant ชุดนี้ก็พบว่ามีอาการเดียวกัน เพราะว่าแต่ละเพลงในอัลบั้มนี้มีการมิกซ์เลเยอร์ของดนตรีไว้ค่อนข้างซับซ้อน ทุกเพลงที่ลองฟังเทียบ พบว่า เมื่อแยกตัว µDDC ออกไปวางไว้บนชั้นด้านบน เสียงโดยรวมจะเปิดกว้างออกอย่างชัดเจน เมื่อเวทีเสียงเปิดออก ก็ทำให้รายละเอียดของเสียงดนตรีในวงที่กำลังบรรเลงพร้อมๆ กันถูกแยกออกมาให้ได้ยินชัดขึ้น และด้วยเหตุที่แต่ละเสียงเป็นเสียงของเครื่องดนตรีอะคูสติกที่มีฮาร์มอนิกและเรโซแนนซ์ธรรมชาติ (timbre) ของมันเองที่ไม่เหมือนกันเลย เมื่อเสียงทั้งหมดไม่ถูกทำให้อัดทับกันมากเกินไป เราก็เลยแยกแยะเสียงทั้งหมดออกจากกันได้ ยิ่งฟังจากหูฟังแบบนี้ ก็แทบจะเป็นเสียงเดียวกันกับเสียงที่มิกซ์เอ็นจิเนียร์ได้ยินตอนนั่งมิกซ์ฯ อัลบั้มนี้เลย.. ผมมั่นใจ.! เพราะเสียงมันฟังดีมาก และให้อะไรออกมาครบทุกอย่าง ให้มิติออกมาได้ครบทุกแง่มุม ชัดเจน ไม่มีคลุมเครือ..!!!
สรุปแล้ว ขั้นที่สองนี้ เสียงที่ได้จากการเพิ่มตัว µDDC เข้ามาในระบบก่อนจะเพิ่มชั้นวาง เสียงโดยรวม “ดีขึ้น” ประมาณ 20 – 25% หลังจากเพิ่มชั้นวางเข้าไปอีกตัวเพื่อใช้รองรับตัว µDDC ทำให้เสียงโดยรวม “ท็อปอัพ” ดีขึ้นไปอีก 10 – 15%

หลังจากนั้น ผมก็ทดสอบประสิทธิภาพของชั้นวาง Mini Rack อีกหลายอย่าง อย่างเช่น ลองเปลี่ยนเครื่องอื่นๆ เข้าไปบ้าง อย่างเช่น เอาตัว µDDC ออกไป แล้วเอากล่องกราวนด์ “แมวดำ” Black Cat HiFi รุ่น Harmonious เข้าไปทดลองลด noise ของตัว Crescendo VERSE มันก็ให้เสียงต่างไปอีกแบบ และเมื่อทดลองวางซ้อนและวางแยก ก็ให้ผลลัพธ์คล้ายๆ กันนั่นคือ ได้ความเปิดโล่งมากขึ้น เวทีเสียงกว้างขึ้น การสวิงของเสียงมีอิสระมากขึ้น แต่เปอร์เซ็นต์ความแตกต่างจะน้อยกว่าตอนใช้ตัว µDDC ถ้าจะให้ได้มรรคผลที่สมบูรณ์แบบ คงต้องเพิ่มชั้นวางเข้ามาอีกชั้นเพื่อเอาตัว µDDC กลับเข้ามา
สรุปคือ ชั้นวางแต่ละชั้นมีผลทางเสียงไปในทางเดียวกัน แต่จะทำให้เกิดความแตกต่างกับเสียงโดยรวมไม่เท่ากัน..
ทดสอบยกที่สอง – นำไปใช้กับแหล่งต้นทางของชุดใหญ่ในห้องฟัง

ผมยกชั้นวาง Mini Rack เข้าไปเซ็ตอัพใช้งานในห้องฟัง โดยนำไปใช้กับชุด source ของผม ซึ่งประกอบด้วย Innuos ‘STREAM1’ + ‘LPS1’ (REVIEW) ทำหน้าที่เป็นสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ต ต่อสัญญาณดิจิตัลไปเข้าที่อินพุต USB ของ Wattson Audio ‘Madison’ (REVIEW) โดยมีตัวกรอง noise ของ Black Cat HiFi เสียบอยู่ที่ช่องอินพุต coaxial ของ Madison ด้วย
เดิมทีนั้น ผมวาง Madison ทับอยู่ด้านบนของกล่องกราวนด์ Black Cat HiFi โดยมีก้อนไม้รองด้านล่าง ทั้งสองชิ้นวางลงบนพื้นไม้ของชั้นวาง Rezet ตรงๆ


ผมเอาชั้นวาง Mini Rack เข้าไปใช้ตรงจุดนี้ 2 ตัว ตัวแรกคือชั้นวางตัวเตี้ยสุดที่มีความสูง 5.5 ซ.ม. ตัวนี้ผมใช้วางกล่องกราวนด์ Black Cat ส่วนตัว Madison ผมวางไว้ชั้นบนตามภาพข้างบนนั้น ส่วนชุดแอมป์ + ลำโพงที่ใช้ฟังทดสอบ ผมใช้สัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตของตัว Madison ไปต่อเข้าที่อินพุต XLR ของเพาเวอร์แอมป์โมโน บล็อกของ LINN รุ่น Klimax Solo 500 (REVIEW) ด้วยสายสัญญาณยาว 6 เมตรของ Nordost รุ่น Blue Heaven Leif 3 (REVIEW) ส่วนลำโพงเป็นของ KEF รุ่น Reference 3 Meta (REVIEW) โดยใช้สายลำโพง Nordost รุ่น Tyr 2 ในการเชื่อมต่อระหว่างเพาเวอร์แอมป์กับลำโพง

เพลง : Celestial Echo
อัลบั้ม : Convergence
ศิลปิน : Malia/Boris Blank
สังกัด : TIDAL / FLAC-16/44.1) (https://tidal.com/track/25029966/u)
ทีแรกผมคิดว่า ถ้าใช้ชั้นวางมินิ แร็คกับชุดหูฟัง น่าจะฟังความแตกตางของเสียงออกมาได้ชัดกว่าเอามาใช้กับเครื่องเสียงบ้าน แต่ผมคิดผิดถนัด.! กลายเป็นว่า เอามาใช้กับเครื่องเสียงบ้านกลับได้ยินผลลัพธ์ของมันออกมาชัดกว่าซะอีก โดยเฉพาะเพลงที่มีความซับซ้อนของรายละเอียดในย่านเสียงทุ้มเยอะๆ อย่างเช่นเพลง Celestial Echo เพลงนี้ ซึ่งมีการเรียบเรียงเสียงในย่านทุ้มอยู่ในระดับเทพ (ฝีมือของ Boris Black) รายละเอียดพร่างพราย โดยเฉพาะเสียงทุ้มทอดตัวลงต่ำ บอดี้อวบอิ่ม นุ่มแต่มีพลังดีดตัว เด้งดึ๋ง ซึ่งตอนที่วางตัว Madison ซ้อนอยู่บนกล่องกราวนด์ Black Cat ยังไม่มีชั้นวาง จะรู้สึกเลยว่า ช่วงทุ้มของเพลงนี้มีลักษณะที่อึมครึม บอดี้ของเสียงโน๊ตความถี่ต่ำมันรวมๆ กันอยู่ พอเอาชั้นวาง Mini Rack เข้ามาแยกทั้งสองชิ้นออกจากกัน ฟังออกชัดเลยว่า สนามเสียงโปร่งขึ้น ทำให้สามารถแยกแยะเสียงในย่านทุ้มออกมาได้มากขึ้น หัวโน๊ตแยกกันได้อย่างอิสระ ส่วนของบอดี้ที่อวบอิ่มของแต่ละโน๊ตเบสก็ไม่รวมกัน สามารถแยกออกจากกันได้ดีขึ้น แม้ว่าจะยังคงมีบางส่วนของปลายเสียงทุ้มที่รวมตัวกันอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ทึบขุ่นมากเหมือนตอนวางทั้งสองชิ้นอยูบนชั้นวางเครื่องโดยตรง

เพลง : Chameleon
อัลบั้ม : The Last Resort
ศิลปิน : Trentemoller
สังกัด : TIDAL / FLAC-16/44.1 (https://tidal.com/track/276620534/u)
อีกความรู้สึกหนึ่งที่รับรู้ได้หลังจากเอาชั้นวางมินิ แร็คเข้ามาวางตัวสตรีมเมอร์กับกล่องกราวนด์ก็คือสนามเสียงที่ “เปิดโล่ง” ออกไปรอบด้านมากขึ้น เป็นสนามเสียงที่หลุดพื้นปริมณฑลของห้องฟังไปเลย หลายๆ เพลงที่ให้มิติดีๆ ฟังแล้วเหมือนไม่มีขอบเขตใดๆ มาขวางกั้น เวทีเสียงไร้ซึ่งจุดจบ โดยเฉพาะเพลงที่มีเสียงของความถี่ต่ำที่ลงได้ลึก และแผ่ออกไปได้กว้างมากๆ อย่างเพลง Chameleon ของ Trentemoller เพลงนี้ เป็นเพลงที่ฟังแล้วให้อารมณ์หลุดลอย เวิ้งว้างไปไม่สิ้นสุด เหมือนใส่ชุดอวกาศอยู่บนสถานีอวกาศแล้วกระโดดออกมาลอยตัวอยู่ในอากาศที่ไร้แรงโน้มถ่วง อารมณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากเอาชั้นวาง Mini Rack เข้าไปใช้ ซึ่งก่อนหน้านี้สนามเสียงของเพลงนี้จะออกมาแคบกว่านี้

ชั้นวาง Mini Rack อยู่ในห้องฟังของผมนานเกินเดือน ช่วงนั้นผมมีโอกาสได้ทดลอง “เล่น” กับชั้นวางตัวนี้อยู่หลายอย่าง อาทิเช่นในภาพข้างบนนั้น ผมทดลองเปลี่ยนสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ตจากเดิมรุ่น STREAM1 + LPS1 มาเป็นรุ่น STREAM3 (REVIEW) ของ Innuos แบรนด์เดียวกัน โดยที่ส่วนอื่นๆ ยังคงเหมือนเดิม ผมพบว่า คุณภาพเสียงโดยรวมที่ออกมาก็ยังคงมีบุคลิกของชั้นวางตัวนี้ปนอยู่ด้วย ซึ่งจะแสดงออกมาในแง่ของ “ความนิ่ง” ที่ทำให้เสียงมีโฟกัสและเคลื่อนไหวด้วยความต่อเนื่อง ผสมผสานไปกับคุณภาพเสียงเฉพาะตัวของ STREAM3 ไปได้อย่างลงตัว พอทดลองเอาชั้นวางที่รองตัว Madison กับกล่องกราวนด์ Black Cat ออกไป ความนิ่งกับความต่อเนื่องจะด้อยลง แม้ว่าจะไม่มากนัก แต่ก็รับรู้ได้


นอกจากนั้น ผมได้หยิบเอาชั้นรองที่ติดขาตั้งสูง 23 ซ.ม. เข้าไปทดลองใช้วางตัวกรองไฟบ้าง, รองตัวกรอง noise บ้าง ซึ่งพบว่ามันก็ให้ผลลัพธ์ออกไปทางเดียวกันกับตัวที่ขาสั้นกว่านั่นเอง แต่ก็ไม่มากเท่ากับใช้วางเครื่องเล่นไฟล์เพลงและ DAC
สรุป
ประเด็นข้อสงสัยที่ว่า ชั้นวางเครื่อง “มีผล” หรือ “ไม่มีผล” กับเสียงนั้น ปัจจุบันมันได้ผ่านข้อสรุปไปนานแล้วว่ามีผลต่อเสียงจริงๆ ดังจะเห็นว่ามีแบรนด์ผู้ผลิตชั้นวางเครื่องเสียงออกมาเยอะมากในปัจจุบัน ถึงแม้ว่าผลลัพธ์จากการใช้ชั้นวางเครื่องเสียงจะไม่ได้ส่งผลกับเสียงเยอะมากชนิดที่พลิกหน้ามือเป็นหลังมือ แต่เมื่อใดก็ตามที่คุณสามารถ “รับรู้” ผลลัพธ์ของมันได้จริงๆ แล้ว ถึงเวลานั้น พูดได้เลยว่า จะถอยหลังกลับก็ทำใจลำบากซะแล้ว..!
สำหรับผมนั้น นอกจากผลทางเสียงที่มีต่อหูแล้ว แม้ว่าจะไม่ได้เยอะมาก แต่ผลทางรูปลักษณ์ที่มีต่อสายตานี่ซิ.. ผมยอมรับว่า พอเอาสตรีมเมอร์กับ DAC ไปวางบนชั้นนี้แล้ว มันทำให้ชุดเครื่องเสียงที่เป็นแหล่งต้นทางของผมดูหล่อดูสวยขึ้นมามากทีเดียว ยอมรับว่า ความเงาวาวของขากับความใสของชั้นวาง เห็นแล้วใจละลาย.!!!
********************
ราคา : แตกต่างกันไปตาม “ความสูง” ของขาตั้ง (* วัดจากปลายเดือยแหลมขึ้นไปถึงด้านบนของแผ่นอะครีลิก)
– ความสูง 5.5 ซ.ม. = 9,700 บาท / ตัว
– ความสูง 15 หรือ 20 ซ.ม. = 11,000 บาท / ตัว
– ความสูง 23 ซ.ม. = 12,500 บาท / ตัว
*** สามารถแยกซื้อได้
********************
สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Kstudio ห้อง 3069 ชั้น 3 อาคารฟอร์จูน ทาวน์
โทร. 064-749-6565, 084-241-4496
social: facebook.com/tomboaudio



