คุณรู้มั้ยว่า เพราะอะไร เพาเวอร์แอมป์ที่มีตัวเลขกำลังขับในสเปคฯ ที่แจ้งไว้ “เท่ากัน” แต่ตอนเอามาใช้งานจริงกลับพบว่า ความรู้สึกของ “กำลังขับ” ของแอมป์ทั้งสองตัวนี้ทำไมถึง “ไม่เท่ากัน”.? และความรู้สึกถึง “พลังขับ” ของแอมป์ที่ต่างกันนี้ มันไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับ “ขนาดของตัวถัง” ซะด้วย..!!!
นั่นแสดงว่า เพาเวอร์แอมป์แต่ละตัวมี “ประสิทธิภาพ” ต่างกัน ซึ่งในปัจจุบัน วิศวกรที่ออกแบบเพาเวอร์แอมป์เริ่มหันมาใช้วิธีวัด “ประสิทธิภาพ” ของเพาเวอร์แอมป์ด้วย “ความเร็ว” หรือ timing ในการจ่ายกำลังที่ “เร็วทัน” กับ timing ของสัญญาณเสียงจากปรีแอมป์ที่ป้อนเข้ามาทางอินพุตของเพาเวอร์แอมป์ตัวนั้น นั่นคือใช้สปีดของสัญญาณอินพุตเป็นตัวอ้างอิง ซึ่งในทางเทคนิคแล้ว “สปีด” ในการจ่ายกำลังขับของเพาเวอร์แอมป์จะขึ้นอยู่กับการปรับตั้ง “ไบอัส” (bias) ด้วย
‘Adaptive Bias Control’
เทคโนโลยีล้ำๆ ของ LINN ในตัว Klimax Solo 500

ในการออกแบบเพาเวอร์แอมป์ “ทุกตัว” จะต้องมีการ “ปรับตั้งไบอัส” ของวงจรที่ใช้ขยายสัญญาณด้วยเสมอ.!
“ไบอัส” คืออะไร.? อธิบายสั้นๆ ได้ว่า “ไบอัส” ก็คือการกำหนด “ปริมาณการจ่ายกระแส” ของวงจรขยายของเพาเวอร์แอมป์ที่ทำให้เพาเวอร์แอมป์สามารถจ่าย “กำลังขับ” ออกมาได้ “สูงสุด” โดยไม่มีความเพี้ยนเกิดขึ้น ซึ่งวงจรขยายแต่ละชุดจะมี “ไบอัส” แค่ค่าเดียวที่ทำให้ได้กำลังขับสูงสุดเท่าที่ภาคเพาเวอร์ซัพพลายของเพาเวอร์แอมป์ตัวนั้นจะสามารถให้ออกมาได้โดยที่เป็นกำลังขับที่มี “ความเพี้ยนต่ำสุด” ตามสเปคฯ ที่แจ้งไว้
ใครที่เล่น หรือเคยเล่นแอมป์หลอดยุคเก่ามาก่อน น่าจะมีความคุ้นเคยกับการปรับไบอัสมาบ้าง เพราะแอมป์หลอดยุคเก่าๆ ผู้ออกแบบจะกำหนดอัตราไบอัสที่ทำให้แอมป์ตัวนั้นจ่ายกำลังขับในระดับสูงสุดออกมาโดยที่มีความเพี้ยนต่ำ (ในเกณฑ์ที่ผู้ผลิตแอมป์ตั้งใจไว้) แต่ก็ทำฟังท์ชั่นให้ผู้ใช้สามารถปรับตั้งอัตราไบอัสได้เอง โดยกำหนดเร้นจ์ในการปรับเอาไว้เพื่อไม่ให้แอมป์เสียหายจากการปรับไบอัสสูงเกินไป นั่นทำให้ผู้ใช้สามารถปรับจูนกระแสไบอัสของแอมป์ตัวนั้นให้แม็ทชิ่งกับโหลดของลำโพงและได้โทนเสียงออกมาตามที่ตัวเองชอบได้ คือถ้าปรับไบอัส “สูงกว่า” ค่าที่ผู้ผลิตกำหนดมาจากโรงงาน จะมีผลทำให้ “กำลังขับ” สูงขึ้น แต่ความเพี้ยนของแอมป์ก็จะเพิ่มสูงขึ้น โทนเสียงของแอมป์มักจะเปลี่ยนไปในลักษณะที่สดกระจ่าง (สว่าง) มากขึ้น ในทางกลับกัน ถ้าอยากให้ได้โทนเสียงรวมๆ ของซิสเต็มออกไปในแนวที่อบอุ่น นุ่มนวล ปลายมน ไม่สว่างจ้า ก็ลดอัตราไบอัสให้ต่ำลงมากว่าค่าที่โรงงานกำหนดไว้สักเล็กน้อย หรือมากเท่าที่ต้องการ (*แต่ต้องพึงระลึกไว้ด้วยว่า การปรับไปอัสกระแสเลี้ยงหลอดสูงๆ จะมีผลทำให้อายุหลอดสั้นลงด้วยนะ)
ในกรณีของแอมป์โซลิดสเตทส่วนใหญ่ที่ใช้วงจรขยาย class AB ค่าไบอัสจะถูกกำหนดมาจากผู้ผลิตเป็นค่าคงที่มาจากโรงงานตอนที่ผลิตภัณฑ์นั้นผลิตเสร็จใหม่ๆ และเป็นค่าไบอัสที่ถูกใช้กับแอมป์รุ่นเดียวกันตัวอื่นๆ ในสายการผลิตด้วย แต่มีอยู่หลายปัจจัยที่ทำให้ค่าไบอัสที่กำหนดไว้ “ไม่ใช่ค่าที่ดีที่สุด” สำหรับแอมป์บางตัว แม้ว่าจะเป็นรุ่นเดียวกันก็ตาม ปัจจัยที่ว่าก็อย่างเช่น ความไม่เหมือนกันของทรานซิสเตอร์ที่ใช้ในภาคขยายของแอมป์แต่ละตัว แม้ว่าจะเป็นทรานซิสเตอร์ยี่ห้อและเบอร์เดียวกันก็ตาม หรือเมื่อแอมป์ตัวนั้นถูกใช้งานไปสักระยะ อาจจะทำให้พารามิเตอร์บางตัวของแอมป์เบี่ยงเบนไป ไม่เหมือนกับตัวต้นแบบที่ผู้ผลิตออกแบบไว้ และเนื่องจากผู้ผลิตไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ปรับจูนไบอัสได้เอง จึงทำให้ภาคขยายของแอมป์ตัวนั้นทำงานได้ไม่เต็มที่เพราะค่าไบอัสไม่ตรงกับความสามารถที่แท้จริงของภาคขยายของแอมป์ตัวนั้นนั่นเอง
วิศวกรของ LINN มองเห็นปัญหานั้น และผลลัพธ์ที่พวกเขาตัดสินใจทำเพื่อแก้ปัญหานี้ก็คือเทคโนโลยีที่ชื่อว่า Adaptive Bias Control นี่เอง..
Adaptive Bias Control
ทำงานอย่างไร.?
ในโลกความจริงนั้น ถ้ารู้ว่า แอมป์ทุกตัวแม้จะเป็นดีไซน์เดียวกัน รุ่นเดียวกัน เมื่อเข้าสู่ไลน์การผลิตและถูกนำไปใช้งานจริง มีโอกาสที่ประสิทธิภาพของวงจรขยายและส่วนประกอบอื่นๆ อย่างเช่นภาคจ่ายไฟ ฯลฯ จะมีความเบี่ยงเบนเกิดขึ้น ค่าต่างๆ จะไม่เหมือนตอนคำนวนในพิมพ์เขียว ซึ่งในทางปฏิบัติที่ถูกต้องถ้าจะทำให้ภาคขยายของแอมป์ตัวนั้นทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่จริงๆ ต้องมีการคำนวนกระแส “ไบอัส” ใหม่
เพื่อให้วงจรขยายของแอมป์มีประสิทธิภาพอยู่ในระดับสูงสุด “ตลอดเวลา” วิศวกรของ LINN ไม่ได้คิดแค่ปรับอัตราไบอัสให้ตรงกับพารามิเตอร์ของภาคขยายของแอมป์แต่ละตัวเท่านั้น แต่พวกเขาคิดไกลไปถึงการปรับไบอัสให้อยู่ในระดับที่วงจรขยายทำงาน “เต็มที่” มากที่สุดทุกขณะการทำงาน ในลักษณะที่เป็น “เรียลไทม์” ด้วย คือปรับเปลี่ยนระดับไบอัสไปตามปริมาณของสัญญาณอินพุตอย่างต่อเนื่องอีกด้วย.!!!
การทำงานของวงจร Adaptive Bias Control จะเริ่มด้วยการวัด “ปริมาณกระแส” ที่จ่ายให้กับเอ๊าต์พุตทรานซิสเตอร์ออกมาแล้วแปลงค่าให้อยู่ในรูปของ digital value ก่อนส่งเข้าไปที่โปรแกรมคอนโทรลซึ่งฝังอยู่ในชิป FPGA เพื่อให้คำนวนออกมาเป็นระดับไบอัสที่เหมาะสมกับปริมาณกระแสที่วัดออกมาได้นั้น จากนั้นจึงนำเอาค่าไบอัสที่คำนวนได้ไปใช้ควบคุมทรานซิสเตอร์ “ทุกตัว” ที่ใช้อยู่ในเพาเวอร์แอมป์ตัวนั้นให้ทำงานด้วยอัตราขยายที่เท่าๆ กัน ปรับเปลี่ยนไปตามสัญญาณอินพุตตลอดเวลา
เทคโนโลยีแน่น.. แม้ตัวถังจะไม่ได้ใหญ่โต.!
Klimax Solo 500 เป็นเพาเวอร์แอมป์ที่มีความเป็น “ยุคใหม่” ทั้งดีไซน์การทำงานภายใน และดีไซน์รูปร่างหน้าตาภายนอก เริ่มจาก “ความแบนบาง” ของรูปร่างหน้าตาที่เป็นพิมพ์นิยมยุคใหม่ของแอมป์รุ่นนี้ ตอนเห็นครั้งแรกถ้าไม่ดูสเปคฯ ก็คงจะไม่มีใครเชื่อว่ามันให้กำลังขับสูงถึง 250W ที่ 8 โอห์ม และสามารถเบิ้ลได้ถึงสองเท่า คือ 500W ที่ 4 โอห์ม.!!!

น้ำหนัก 10.6 กิโลกรัม กับแผงหน้าที่ “แคบ” กว่าเครื่องมาตรฐานอยู่ 6.5 นิ้ว x สูงแค่ 8.85 ซ.ม. หรือประมาณเกือบๆ 4 นิ้ว (วัดรวมขาตั้ง) และความลึกของตัวถังประมาณสิบสี่นิ้วนิดๆ รวมๆ แล้ว ถือว่าเป็นขนาดของตัวถังที่อยู่ในเกณฑ์ “เล็ก” และ “เบา” กว่าเพาเวอร์แอมป์ยุคเก่าที่มีกำลังขับ 250W ที่ 8 โอห์มโดยเฉลี่ยทั่วไป..
ดีไซน์บนตัวถัง
เห็นรูปร่างหน้าตาของ Klimax Solo 500 คู่นี้แล้ว มีอยู่ 2 จุด ที่อยากจะพูดถึง..

จุดแรกคือหน้าปัดที่ออกแบบได้เก๋ไก๋มาก บนพื้นที่แคบๆ นั้น พวกเขาออกแบบให้มีแค่ “จอ” เล็กๆ ที่พวกเขาเรียกว่า ‘Linn Roundel’ มีลักษณะเป็นรูปวงกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางใกล้ๆ กับเหรียบสิบบาท ด้านในมีโลโก้ของ LINN ซึ่งจะเรืองแสงสว่างขึ้นเป็นสีขาวเมื่อคุณกดสวิทช์เปิดเครื่องขึ้นมา หลังจากความสว่างบนหน้าจอนี้แสดงลักษณะวูบวาบอยู่ 3 – 4 ครั้ง ขณะที่ระบบภายในกำลังเซ็ตตัว หลังจากทุกระบบภายในพร้อมใช้งาน จอวงกลมที่ว่านี้จะสว่างนิ่งๆ อยู่ในระดับเดิม (สามารถปรับตั้งความสว่างได้)
ความเก๋อย่างหนึ่งของแอมป์รุ่นนี้ก็คือ “ปุ่ม power” ที่ซ่อนตัวอยู่ด้านล่างของจอวงกลม ซึ่งถ้าไม่เคยใช้แอมป์ตัวนี้มาก่อนอาจจะไม่รู้เลย เกือบทุกคนจะคิดว่าเปิด/ปิดด้วยการจิ้มลงไปที่จอกลมๆ นั่น


อีกดีไซน์บนตัวถังของ Klimax Solo 500 ที่ดึงดูดสายตามากเป็นพิเศษอยู่บนแผงหลังของตัวถัง ซึ่งถูกบากเป็นช่องๆ มากถึง 13 ช่อง เรียงตัวอยู่บริเวณตรงกลางของแผงหลัง ในแนวขนานเรียงเป็นแถวลงไปตามความลึกของตัวถัง นัยว่าช่องเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีที่พวกเขาเรียกว่า Hybrid Cooling Matrix ซึ่งเป็นระบบ Thermal Managment System ที่มีไว้สำหรับระบายความร้อนที่เกิดจากวงจรภายในขณะทำงาน ซึ่งข้างในมีพัดลมขนาดเล็ก 2 ตัว ทำหน้าที่ดูดความร้อนที่อยู่ภายในตัวถังให้แผ่ระบายออกไปทางช่องเหล่านั้น
สปีดของพัดลมถูกควบคุมด้วยวงจรเซอร์โวที่ฝังตัวอยู่ในชิป FPGA ซึ่งจะปรับเปลี่ยนสปีดของพัดลมแบบเรียลไทม์โดยอ้างอิงกับปริมาณความร้อนที่เกิดขึ้นในตัวเครื่องกับปริมาณของสัญญาณที่เข้ามาทางอินพุต ถ้ามีความร้อนเกิดขึ้นน้อยๆ พัดลมจะพัดช้า ด้วยเหตุนี้ ผู้ใช้จึงแทบจะไม่สามารถจับเสียงของพัดลมได้เลย เพราะมันจะถูกเสียงเพลงจากลำโพงกลบไว้จนมิด ยิ่งถ้าในห้องฟังมีการเปิดแอร์คอนดิชั่นไว้ด้วย ก็จะยิ่งช่วยทำให้ความร้อนในตัวเครื่องลดน้อยลงไปอีก พัดลมก็แทบจะไม่ได้ทำงานซะด้วยซ้ำไป
ขั้วต่อต่างๆ บนแผงหลัง

A = เต้ารับปลั๊กไฟเอซีแบบ 3 ขาแยกกราวนด์
B = จุดต่อกราวนด์ สำหรับประเทศที่ระบบไฟไม่มีกราวนด์มากับสายเมน
C = ขั้วต่อสายลำโพงขนาด 4 ม.ม. สำหรับสัญญาณซีกบวก
D = ขั้วต่อสายลำโพงขนาด 4 ม.ม. สำหรับสัญญาณซีกลบ
E = ขั้วต่อสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์ แบบบาลานซ์ สำหรับเอ๊าต์พุต
F = ขั้วต่อสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์ แบบบาลานซ์ สำหรับอินพุต
G = ขั้วต่อสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์ แบบซิงเกิ้ล เอ็นด์ สำหรับเอ๊าต์พุต
H = ขั้วต่อสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์ แบบซิงเกิ้ล เอ็นด์ สำหรับอินพุต
I = ช่อง LAN สำหรับเซอร์วิส
J = สวิทช์โยกสำหรับปรับความสว่างของไฟหน้าจอ และความสว่างของฟังท์ชั่น Auto-Standby
K = ช่อง อินพุต/เอ๊าต์พุต ของสัญญาณกระตุ้น trigger 12V
L = ปุ่มกดเพื่อเลือกอินพุตระหว่าง XLR / RCA
Klimax Solo 500 มีสถานะเป็นเพาเวอร์แอมป์โมโนแบบ native ไม่ใช่แอมป์โมโนที่เอาวงจรขยายแบบ stereo มาบริดจ์ฯ ให้ทำงานในโหมดโมโน Klimax Solo 500 จึงต้องใช้พร้อมกัน 2 ตัว แยกสำหรับแชนเนลซ้ายกับแชนเนลขวาข้างละตัว

ที่แผงหลังของ Klimax Solo 500 แต่ละตัวจึงมีอินพุตแค่ช่องเดียว แต่แยกสำหรับสัญญาณบาลานซ์ผ่านขั้วต่อ XLR กับสัญญาณซิงเกิ้ลเอ็นด์ผ่านขั้วต่อ RCA อย่างละขั้ว ซึ่งตอนใช้งานจริงๆ คุณต้องกดสวิทช์สีดำๆ ที่อยู่ถัดไปทางขวาในภาพข้างบน ให้ตรงกับช่องสัญญาณอินพุตที่ใช้ด้วย คือถ้าใช้อินพุตช่อง XLR ก็ไม่ต้องกด ปล่อยให้มันตั้งสูงอยู่แบบนั้น แต่ถ้าใช้อินพุตช่อง RCA ต้องกดให้ปุ่มลดต่ำลงไป ส่วนขั้วต่อสัญญาณ เอ๊าต์พุตที่ให้มาด้วยนั้น คุณสามารถใช้ต่อพ่วงสัญญาณไปให้เพาเวอร์แอมป์อีกตัวในกรณีที่เซ็ตอัพระบบเป็นแบบไบ–แอมป์

ช่องเสียบสาย LAN ที่เห็นนั้นไม่ใช่สำหรับการสตรีมไฟล์เพลง แต่เนื่องจากการควบคุมการทำงานบางส่วนในตัว Klimax Solo 500 อยู่ในรูปของโปรแกรมซิกเนล โปรเซสเซอร์ที่ฝังตัวอยู่ในชิป FPGA เวลาซอฟท์แวร์มีปัญหา จะเข้าไปจัดการ config เพื่อแก้ปัญหาหรือปรับเปลี่ยนคำสั่ง ต้องผ่านช่องทาง service (ศรชี้) นี้ด้วยสายแลนเท่านั้น

ขั้วต่อสายลำโพงที่ใช้เป็นของ Furutech ดูจากรูปร่างภายนอกที่ใช้คาร์บอนไฟเบอร์ตรงบลอกก็น่าจะเป็นรุ่นสูงๆ ของฟูรูเทคนั่นเอง
ภาคจ่ายไฟ Utopik
เหลืออีกส่วนประกอบหนึ่งของ Klimax Solo 500 ที่จะยกเว้นไม่พูดถึงไม่ได้ นั่นคือ “ภาคจ่ายไฟ” หรือภาคเพาเวอร์ซัพพลายที่ใช้อยู่ในเพาเวอร์แอมป์โมโนฯ คู่นี้นั่นเอง

ภาคขยายสัญญาณอินพุตของ Klimax Solo 500 ทำงานใน class-AB ที่มีฟังท์ชั่นพิเศษคือ Adaptive Bias Control คอยช่วย ส่วนภาคเพาเวอร์ซัพพลายที่คอยสนับสนุนทางด้าน “พละกำลัง” เพื่อนำพาสัญญาณที่ถูกขยายจากภาคขยายให้พุ่งออกไปสู้กับ “โหลด” ของเอ๊าต์พุตที่ถูกต้านโดยโหลดของลำโพงเป็นภาคเพาเวอร์ซัพพลายแบบ switch mode power supply ที่มีกำลังสูงสุดถึง 2000W เป็นเวอร์ชั่นที่วิศวกรของ LINN พัฒนาขึ้นมาล่าสุด โดยการออกแบบภาคเรคกูเลเตอร์ที่จ่ายกำลังไฟให้กับแต่ละส่วนของวงจรให้มีความแม่นยำมากขึ้น สามารถจ่ายกำลังขับได้เต็มที่ตามความต้องการของแต่ละส่วน โดยพยายามรักษาคุณสมบัติทางด้าน “สปีด” ในการจ่ายกำลังที่รวดเร็วทันกับความต้องการของสัญญาณในแต่ละเสี้ยววินาทีเอาไว้ตลอดเวลา ไม่ว่าโหลดทางเอ๊าต์พุตจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเพียงใด ซึ่งทำให้ความสามารถในการจ่ายกำลังทางด้านเอ๊าต์พุตมี “ความนิ่ง” อยู่ในสถานะที่มีความเสถียรสูงสุด ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้นแม้ว่าทางด้านอินพุตจะแปรเปลี่ยนไปตามสัญญาณตลอดเวลาก็ตาม
ภาคจ่ายไฟ Utopik เวอร์ชั่นล่าสุดที่ใช้อยู่ใน Klimax Solo 500 ถูกปรับปรุงให้มี noise จากระบบสวิทชิ่งออกมาในระดับที่ต่ำมากๆ และปรับปรุงให้มีสมรรถนะสูงขึ้น ด้วยการเสริมด้วยเทคนิคพิเศษที่เรียกว่า soft-switching ที่ทำให้ภาคจ่ายไฟ Utopik ให้เสียงที่สะอาด ปราศจาก noise รบกวนเหมือนภาคจ่ายไฟสวิทชิ่งแบบทั่วไป จนมีคนขนานนามให้ว่าเป็น ‘The Power Of Silence’ นอกจากนั้น พวกเขายังได้ใช้เทคนิคพิเศษอีกอย่างที่เรียกว่า Class-V control ในการควบคุมความเปลี่ยนแปลงของแรงดันไฟที่สวิงอยู่ในภาคจ่ายไฟให้สัมพันธ์ไปกับอุณหภูมิของตัว Klimax Solo 500 ด้วย ซึ่งมีผลทำให้ภาคจ่ายไฟไม่ต้องจ่ายไฟมากเกินความต้องการของวงจรขยาย ต่อเนื่องไปถึงปริมาณของกระแสส่วนเกินที่จะกลายเป็นความร้อนก็น้อยลงไปด้วย ทำให้ตัวเครื่องและวงจรภายในไม่ร้อนจนเกินจำเป็น และไม่ทำให้คุณภาพเสียงด้อยลงแม้ว่าจะฟังที่ระดับความดังต่ำๆ เมื่อผนวกกับพฤติกรรมของภาคจ่ายไฟ Utopik จึงทำให้พวกเขาสามารถออกแบบเพาเวอร์แอมป์ที่มีกำลังขับที่เยอะมากๆ ให้มีขนาดตัวถังที่เล็กกระทัดรัดแบบนี้ได้โดยที่ยังคงรักษาประสิทธิภาพการทำงานของภาคขยายที่ให้พลังออกมาได้อย่างเต็มที่ตรงตามสเปคฯ เอาไว้ได้ตลอดเวลา
เซ็ตอัพเพื่อทดลองฟังเสียงของ Klimax Solo 500
จะว่าไปแล้ว ด้วยตัวเลขกำลังขับที่สูงถึง 250W ที่ 8 โอห์ม และเบิ้ลได้ถึง 500W ที่ 4 โอห์ม เพาเวอร์แอมป์ของ LINN คู่นี้ก็น่าจะขับลำโพงได้เกือบจะทุกคู่ ต่อให้เป็นลำโพงระดับไฮเอ็นด์ก็น่าจะขับได้ไหวหมด ซึ่งจากประสบการณ์ที่ได้ทดสอบเพาเวอร์แอมป์ Klimax Solo 500 จับคู่กับลำโพงระดับไฮเอ็นด์ฯ ถึง 3 คู่ ทำให้พอมองเห็นตัวตนของเพาเวอร์แอมป์ LINN Klimax Solo 500 ได้ค่อนข้างชัดเจน

ตอนที่เพาเวอร์แอมป์คู่นี้มาถึงห้องฟังของผม ผมมีลำโพงใหญ่สุดในห้องตอนนั้นก็คือ Magnepan รุ่น MG1.7i (REVIEW) ที่ผมใช้อยู่ ผมเลยจับ Klimax Solo 500 + MG1.7i เป็นคู่แรกของการทดสอบครั้งนี้ โดยจัดให้ Klimax Solo 500 ทำงานร่วมกับภาคปรีเอ๊าต์ของอินติเกรตแอมป์ QUAD รุ่น Platina และจัด Innuos ‘STREAM1’ + Ayre Acoustics ‘QB-9 Twenty’ ทำหน้าที่เป็นแหล่งต้นทางสัญญาณ ส่วนสายสัญญาณเป็น Nordost ‘Blue Heaven Leif3 + สายลำโพง Nordost ‘Tyr 2’
ตอนที่คุณทอมมี่ LINN Thailand ส่งเพาเวอร์แอมป์ Klimax Solo 500 มาให้ทดสอบนั้น เขาได้ติดตัว Streamer/DAC/Pre ของ LINN รุ่น Klimax DSM (REVIEW) มาให้ทดสอบด้วย ในตอนท้ายของการทดสอบช่วงแรกนี้ ผมจึงได้ทดลองยก Klimax DSM เข้าไปแทนที่ชุด Source (STREAM1 + QB-9 Twenty) กับ Pre (จาก Platina) โดยใช้ภาควอลลุ่มในตัว Klimax DSM ต่อตรงเข้าไปที่ Klimax Solo 500 ในการควบคุมความดัง

ต่อมาผมก็ได้ลำโพงของ KEF รุ่น Reference 3 Meta เข้ามาทดสอบ (REVIEW) เลยมีโอกาสจับคู่กันสำหรับการทดสอบ Klimax Solo 500 รอบที่สอง ซึ่งครั้งนี้ ผมจัดให้ Klimax Solo 500 ทำงานร่วมกับภาคปรีเอ๊าต์ของสตรีมเมอร์ Wattson Audio รุ่น ‘Madison’ (REVIEW) และอาศัยภาค Streamer/DAC ในตัว Madison ทำหน้าที่เป็นแหล่งต้นทางไปด้วย โดยมีสายสัญญาณบาลานซ์ XLR ของ Nordost รุ่น Blue Heaven Leif3 ยาว 2 เมตร ทำหน้าที่เชื่อมต่อ ในขณะที่สายลำโพงก็ยังคงเป็น Nordost ‘Tyr 2’ เส้นเดิม

ก่อนปิดจ๊อบรีวิว Klimax Solo 500 คุณยะ จากสำนัก Save Audio/Video ได้ส่งลำโพง Magnepan MG2.7i เข้ามาทดสอบ หลังจากเปิดเบิร์นฯ ติดต่อกัน 4 วัน ได้มาเกือบร้อยชั่วโมง เสียงออกมาครบแล้ว ผมก็จับ Klimax Solo 500 + MG2.7i เข้าทำการทดสอบเป็นรอบที่สาม

ซึ่งครั้งนี้ผมจัดให้ Klimax Solo 500 จับคู่กับปรีแอมป์หลอดของ VTL รุ่น TL 2.5 โดยมีสายสัญญาณ RCA ยาว 6 เมตร ของ Nordost ‘Blue Heaven Leif3’ ทำหน้าที่เชื่อมต่อสัญญาณ ส่วนแหล่งต้นทางสัญญาณผมใช้ Innuos ‘STREAM1’ + Ayre Acoustics ‘QB-9 Twenty’ โดยใช้สายสัญญาณ RCA ยาว 1 เมตร ของ Nordost ‘Blue Heaven Leif3’ ในการเชื่อมต่อ
วิเคราะห์แม็ทชิ่ง

Klimax Solo 500 ให้กำลังขับอยู่ที่ 250W ที่ 8 โอห์ม และเบิ้ลได้ถึง 500W ที่ 4 โอห์ม เมื่อนำไปเทียบเพื่อแม็ทชิ่งกับตัวเลข “กำลังขับสูงสุด” ที่ลำโพงทั้งสามคู่แนะนำไว้ ซึ่ง KEF ‘Reference 3 Meta’ กำหนดกำลังขับสูงสุดไว้ที่ 300W ที่ 4 โอห์ม ด้วยความไวที่ 86dB เมื่อเอาความสามารถในการจ่ายกำลังขับสูงสุดของ Klimax Solo 500 เข้ามาเทียบจะเห็นว่า กำลังขับ 500W ที่ 4 โอห์ม ของ Klimax Solo 500 อยู่ในระดับเหลือๆ สำหรับใช้ควบคุมลำโพง Reference 3 Meta
ในขณะที่ Magnepan เป็นลำโพงแผ่นฟิล์มพลาน่าร์ฯ ซึ่งโดยพฤติกรรมแล้ว ลำโพงประเภทนี้จะ “กลัว” แอมป์ที่มีความสามารถในการ “จ่ายกระแส” ต่ำๆ มากกว่าแอมป์ที่มี “ตัวเลขวัตต์” สูงๆ.! ไม่เชื่อลองเข้าไปดูตัวเลขกำลังขับที่ลำโพงยี่ห้อนี้แนะนำก็ได้ อย่างในคู่มือของรุ่น MG1.7i ระบุแนะนำไว้ว่า แอมป์ที่ขับ MG1.7i ให้ได้เสียงออกมา “ถูกต้อง” ควรจะให้กำลังขับ “มากกว่า 60W ขึ้นไป” (วัดที่ 4 โอห์ม) ซึ่งนั่นหมายถึง “กำลังขับต่ำสุด” โดยไม่ได้ระบุตัวเลขของ “กำลังขับสูงสุด” เอาไว้

ทีนี้ลองมาดูคำแนะนำเกี่ยวกับแอมป์ที่ใช้ขับรุ่น MG2.7i ดูบ้าง เวิร์ดดิ้งเขาว่าไว้อย่างนี้ “A powerful and/or high-current amplifier (s) is best – curtain exceptions apply but generally an amp ought to be able to produce at least 160 watts per channel (RMS) into 4 ohms in order to properly drive the MG2.7i. Within reason more power and/or higher current is better; there isn’t really an upper limit.”
แปลความแบบงูๆ ปลาๆ ได้ว่า “แอมป์ที่มีกำลังสูง และ/หรือ แอมป์ที่ให้กระแสสูง ถือว่าดีที่สุด (สำหรับขับลำโพง MG2.7i) – อาจจะมีข้อยกเว้นบ้าง แต่โดยทั่วไปแล้ว แอมป์ควรจะสามารถผลิตกำลังขับได้ “อย่างน้อย 160 วัตต์ต่อข้าง (RMS) ที่ 4 โอห์ม” จึงจะสามารถขับลำโพง MG2.7i ได้อย่างเหมาะสม แต่ยิ่งเป็นแอมป์ที่ให้กำลังขับสูงกว่านี้ และ/หรือจ่ายกระแสได้สูงกว่านี้ ก็จะยิ่งดี (พูดง่ายๆ ก็คือ จริงๆ แล้วมัน) ไม่ได้มีขีดจำกัดสูงสุดที่ตายตัว
ถ้าลองเทียบสัดส่วนง่ายๆ Magnepan รุ่น MG1.7i ระบุตัวเลขคร่าวๆ ของ “กำลังขับต่ำสุด” ที่พวกเขาแนะนำไว้ก็คือ “มากกว่า (ก็คือ “อย่างน้อย“) 60W ขึ้นไป” (ที่ 4 โอห์ม) ในขณะที่รุ่น MG2.7i ระบุว่าควรเป็นแอมป์ที่ผลิตกำลังขับได้ “ไม่น้อยกว่า” (ซึ่งก็คือ “ต่ำสุด” นั่นเอง) 160W ต่อข้าง (ที่ 4 โอห์ม) สรุปคือ รุ่น MG2.7i แนะนำกำลังขับ “ต่ำสุด” ของแอมป์ที่ใช้ขับเอาไว้ “สูงกว่า” ระดับต่ำสุดที่รุ่น MG1.7i แนะนำไว้ถึงประมาณ 2.7 เท่า (160 หารด้วย 60)..!!! โดยที่ทั้งสองรุ่นไม่ได้มีการระบุกำลังขับสูงสุดไว้เลย นั่นก็หมายความว่า ถ้าคุณเคยใช้แอมป์ที่มีกำลังขับข้างละ 150W ที่ 4 โอห์ม ขับ MG1.7i แล้วได้เสียงออกมาดีน่าพอใจ ถ้าขยับขึ้นมาเป็นรุ่น MG2.7i คุณก็ควรจะต้องใช้แอมป์ที่มีกำลังขับประมาณ 150 x 2.7 = 405W ถึงจะได้คุณภาพเสียงออกมาในระดับที่ “น่าพอใจ” เหมือนกัน ซึ่งกลับไปดูที่กำลังขับของ Klimax Solo 500 ที่โหลด 4 โอห์ม แล้ว พบว่า มันสามารถผลิตกำลังขับออกมาได้มากถึง 500W ต่อข้าง นั่นก็เท่ากับว่า Klimax Solo 500 สามารถขับ MG2.7i ออกมาได้อย่างเต็มที่แน่นอน.!!!
เสียงของ Klimax Solo 500
การค้นหา “ตัวตน” ของเพาเวอร์แอมป์ยากกว่าการค้นหาตัวตนของอุปกรณ์เครื่องเสียงอื่นๆ เพราะถ้าจะวิเคราะห์กันจริงๆ แล้ว “แหล่งต้นทาง” หรือ source จะเป็นตัวกำหนดลักษณะและคุณภาพของเสียง รองลงมาก็คือ “ลำโพง” ที่จะมีอิทธิพลกับลักษณะและคุณภาพเสียงโดยรวมของซิสเต็มต่อจากแหล่งต้นทาง ส่วน “แอมป์” นั้น จะว่าไม่มีอิทธิพลกับเสียงของซิสเต็มก็ไม่ใช่ แต่ไม่มากเท่ากับแหล่งต้นทางและลำโพง
วิธีการที่จะ “ชำแหละ” เอาบุคลิกเสียงของแอมป์ตัวไหนออกมาให้เห็นภาพชัดๆ ก็ต้องหาลำโพงมาทดลองจับคู่กับแอมป์ตัวนั้นให้มากกว่าหนึ่งคู่ ยิ่งมีโอกาสทดลองจับคู่กับลำโพงจำนวนหลายคู่ ก็จะมองเห็น “พฤติกรรม” ที่แอมป์ตัวนั้นแสดง reaction กับลำโพง ซึ่งเป็น “ตัวตน” ของแอมป์ชัดขึ้นเรื่อยๆ เพราะแม้ว่าโทนเสียงโดยรวมจะเปลี่ยนไปทุกครั้งที่เปลี่ยนลำโพง แต่ถ้าสังเกตและได้ฟังเปรียบเทียบในห้องฟังเดียวกัน และควบคุมส่วนอื่นๆ ไว้ให้เหมือนกัน คุณจะพบส่วนที่เป็น “ตัวตน” ของแอมป์ปรากฏอยู่ในทุกๆ ครั้งที่เปลี่ยนลำโพงไป
โดยหลักๆ แล้ว เกณฑ์วัด “ประสิทธิภาพ” ของแอมป์ โดยเฉพาะเพาเวอร์แอมป์ ผมจะดูที่ “ความสามารถ” ในการ “ควบคุม” ลำโพงมาเป็นอันดับแรก ในทางปฏิบัติก็คือ หาลำโพงมาทดลองแม็ทชิ่งแล้วฟังผลลัพธ์ของมัน ซึ่งเพาเวอร์แอมป์ที่ดีนั้น จะต้องมีความสามารถในการควบคุมลำโพงได้อยู่หมัดจริงๆ
คำว่า “อยู่หมัด” เป็นนามธรรมที่โน้มน้าวให้เข้าใจถึง “สมรรถนะ” ในการควบคุม ซึ่งในแง่ “รูปธรรม” ของคำว่าอยู่หมัดก็คือ เพาเวอร์แอมป์ตัวนั้นจะต้อง “ควบคุม” ให้เสียงที่ออกมาจากลำโพงมีลักษณะเหล่านี้ คือ
1. เวทีเสียงเปิดโล่ง ไร้ปริมณฑล : นี่เป็นคุณสมบัติแรกที่บ่งบอกว่าเพาเวอร์แอมป์ตัวนั้นสามารถควบคุมลำโพงคู่นั้นได้ “อยู่หมัด” จริงๆ คือเสียงที่เพาเวอร์แอมป์ตัวนั้นให้ออกมาจะต้องมี “เวทีเสียง” ที่เปิดโล่งและแผ่กว้างออกไปทั้งสามมิติคือ กว้าง x ลึก x สูง โดยไม่มีขอบเขตจำกัดใดๆ มาตีกรอบ ถ้าหลับตาฟังจะต้องรู้สึกเหมือนลำโพงและปริมณฑลของห้องฟังหายไป.!
2. ไดนามิกเปิดกว้าง : เสียงที่เพาเวอร์แอมป์ตัวนั้น “ผลักดัน” ให้ผ่านออกมาทางลำโพงจะต้องถ่ายทอด “อัตราดัง/เบา” (dynamic range) ของเสียงออกมาได้แบบนิ่งๆ สวิงได้เต็มสเกลขึ้น/ลงของไดนามิกอย่างต่อเนื่อง ไปได้สุดโดยไม่มีอาการวูบวาบ และช่วงพีคของเสียงก็ต้องไม่รู้สึกอั้นหรือตื้อ ต้องสามารถถ่ายทอดสัมผัสของเสียงที่แผ่วเบา อย่างเช่น บรรยากาศที่ห้อมล้อมออกมาได้ชัด และสามารถแสดงอาการแตกตัวเป็นละอองฝอยของปลายเสียงช่วงพีคออกมาให้รับรู้ได้โดยไม่จมหายไปกับเบ็คกราวนด์ที่เป็นพื้นเสียง ซึ่งคุณสมบัติข้อนี้จะบ่งบอกให้รู้ว่า เพาเวอร์แอมป์ตัวนั้นมีพลังมากพอในการขับดันความถี่เสียงที่ “ครอบคลุม” ความสามารถในการถ่ายทอดความถี่ของลำโพงออกมาได้ “ทั้งหมด” จริงๆ ตั้งแต่ทุ้มขึ้นไปจนถึงแหลม
3. แยกแยะได้ดี : สามารถคลี่คลายเสียงหลายๆ เสียงที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน ซ้อนๆ กันออกมาให้ได้ยินครบ สามารถยึดตรึงตำแหน่งของแต่ละเสียงเอาไว้ได้อย่างมั่นคง ตลอดเวลา สามารถแยกเลเยอร์ที่แสดงความตื้น/ลึกของชั้นดนตรีออกมาให้รับรู้ได้อย่างชัดเจน ครบถ้วน ซึ่งแน่นอนว่า คุณสมบัติข้อนี้จะต้องอาศัยความสามารถของลำโพงเข้ามาร่วมด้วย แต่ “พลัง” (ความถี่ตอบสนอง + กำลังขับ + แด้มปิ้ง แฟ็คเตอร์) ของแอมป์ถือว่ามีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน
อย่างไรก็ดี คุณสมบัติของเพาเวอร์แอมป์ตามที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ “จำนวนวัตต์” หรือ “ราคา” ของตัวเครื่องเท่านั้น เพาเวอร์แอมป์ที่มีกำลังขับไม่สูงมาก รวมถึงแอมป์ที่มีราคาไม่สูงมาก ถ้าถูกออกแบบมาดี และจับคู่กับลำโพงที่มันขับไหว แอมป์ตัวนั้นก็จะสามารถถ่ายทอดคุณสมบัติของเสียงทั้ง 3 ข้อ ข้างต้นออกมาให้ได้ยินได้เหมือนกัน แต่ทว่า เพาเวอร์แอมป์ที่มี “กำลังขับ” สูงๆ และมี “ราคา” สูงๆ ส่วนใหญ่มีแนวโน้มว่าจะสามารถถ่ายทอดคุณสมบัติของเสียงทั้ง 3 ข้อ นั้นออกมาได้ในระดับที่ “ดีกว่า” เพาเวอร์แอมป์ที่มีกำลังขับและราคาที่ต่ำกว่า อันนี้เป็นสัจจธรรม
ผลจากการทดลองจับคู่กับลำโพงทั้ง 3 คู่ ข้างต้น ผมพบว่า “พลัง” ที่เพาเวอร์แอมป์โมโน บล็อก ของ LINN ‘Klimax Solo 500’ คู่นี้แอบซ่อนไว้ภายใต้ตัวถังที่ดูแบนบางนั้น มันมีอยู่ “มากมาย มหาศาล” กว่าที่คิดมาก.! หลังจากได้ยินเสียงตอนมันขับลำโพง Magnepan ‘MG2.7i’ แล้ว ต้องยอมรับในพละกำลังของมัน ต้องยอมรับว่า ตัวเลข 500W ต่อข้างที่ 4 โอห์ม ไม่ใช่ของเล่น.!! เพราะเสียงที่ได้ยินจาก MG2.7i มันมี “ความปลดปล่อย” ที่เป็นอิสระเต็มที่ปรากฏออกมาอย่างชัดเจน ทุกเสียงที่ได้ยินมีลักษณะที่ “หลุดลอย” และ “ก่อตัว” ขึ้นมาในอากาศ เสมือนว่าไม่มีลำโพงอยู่ตรงนั้น.! เป็นลักษณะของเสียง “หลุดตู้” ตามอุดมคติทุกประการ..!!!
ลำโพง Magnepan รุ่น MG1.7i ที่ผมใช้อยู่เป็นลำโพง 4 โอห์ม แยกตัวขับ 2 ทาง ตอบสนองความถี่ตั้งแต่ 40Hz ขึ้นไปจนถึง 24,000kHz ที่ความไวต่ำแค่ 86dB ซึ่งเป็นสเปคฯ ที่ค่อนข้าง “ยาก” สำหรับเพาเวอร์แอมป์ในการขับดันให้ได้เสียงที่ “หลุดตู้” ร้อยเปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ลำโพงแม็กนีแพน รุ่น MG2.7i เป็นลำโพง 4 โอห์ม เหมือนกัน แต่แยกตัวขับออกเป็น 3 ทาง มีแผงพลาน่าร์แยกสำหรับกลางกับทุ้ม และเสริมด้วยแผงริบบ้อนสำหรับความถี่สูงระดับซุปเปอร์ทวีตเตอร์เข้ามาด้วย จึงสามารถตอบสนองความถี่ได้กว้างกว่า MG1.7i คือไล่ตั้งแต่ 40Hz ขึ้นไปจนถึง 30,000Hz (+/-3dB) ที่ความไวต่ำแค่ 86dB เหมือนกัน ซึ่งจากการทดลองใช้อินติเกรตแอมป์ QUAD ‘Platina’ ที่มีกำลังขับ 300W ที่ 4 โอห์ม ทดลองขับลำโพงทั้งสองคู่นี้ดูแล้ว ผลคือ Platina ฟ้องว่า MG2.7i ขับยากกว่า MG1.7i เยอะ.! จากเสียงท่ีออกมาฟังดีตอน Platina ขับ MG1.7i พอยกเอา MG2.7i เข้าไปแทนที่ ทุกอย่างเหมือนเดิมหมด เสียงที่ฟังดีมีลักษณะที่ “เหี่ยว” ลงไปเยอะ เมื่อเจอเพลงที่มีความซับซ้อนมากๆ ไดนามิกสวิงกว้างๆ จะรู้สึกถึงความอั้นเล็กๆ เกิดขึ้นในน้ำเสียง แต่พอยกเอาเพาเวอร์แอมป์ Klimax Solo 500 เข้าไปเสริม โดยปรับให้ Platina ทำหน้าที่เป็นปรีแอมป์ เสียงดีขึ้นเยอะ.. รู้สึกได้และเข้าใจถึงลักษณะของเสียงที่ “แอมป์ขับลำโพงออก” ว่าเป็นลักษณะเสียงอย่างไร คือมีความเป็นอิสระที่ปลดปล่อยปรากฏออกมากับน้ำเสียงอย่างชัดเจน และเมื่อเปลี่ยนเอา Platina ออก แล้วแทนที่ด้วยปรีแอมป์หลอด VTL ‘TL 2.5’ โดยใช้ STREAM1 + QB-9 Twenty เป็นแหล่งต้นทางเหมือนเดิม พบว่าเสียงที่ออกมาก็ดีขึ้นไปอีกระดับ ที่ชัดเจนคือในแง่ของ “รายละเอียด” ของแต่ละเสียงที่ refined มากขึ้น แสดงว่า เพาเวอร์แอมป์ Klimax Solo 500 มันไปกับพัฒนาการของซิสเต็มได้ไกลมาก (น่าเสียดายที่ตัว Streamer/DAC/Pre ของ LINN Klimax DSM ไม่อยู่..!!!

เพลง : A Case Of You
อัลบั้ม : Live in Paris
ศิลปิน : Diana Krall
เวอร์ชั่น : TIDAL / FLAC-24/41 (https://tidal.com/track/572131/u)

เพลง : Liberty
อัลบั้ม : Liberty
ศิลปิน : Anette Askvik
เวอร์ชั่น : TIDAL / FLAC-24/48 (https://tidal.com/track/5761228/u)

เพลง : Fading Sun
อัลบั้ม : Winter Songs (Icemusic)
ศิลปิน : Terje Isungset
เวอร์ชั่น : TIDAL / FLAC-16/44.1 (https://tidal.com/track/3343903/u)

เพลง : You And Your Friend
อัลบั้ม : On Every Street
ศิลปิน : Dire Straits
เวอร์ชั่น : TIDAL / FLAC-16/44.1 (https://tidal.com/track/2570512/u)
ทั้ง 4 เพลงข้างบนนั้น พิสูจน์ให้เห็นถึง “ประสิทธิภาพ” ในการถ่ายทอด “ส่วนที่ยากที่สุด” ในเพลงเหล่านี้ออกมาให้ได้รับรู้ สิ่งที่ว่านั้นก็คือ “แอมเบี้ยนต์” ที่หุ้มห่ออยู่โดยรอบ ซึ่งถ้าฟังเพลง A Case Of You เพียงเผินๆ กับแอมป์ที่ไม่มีศักยภาพมากพอในการผลักดันรายละเอียดออกมาจากลำโพงได้อย่างหมดจดจริงๆ คุณจะได้ยินแค่เสียงร้องกับเสียงเปียโนที่ลอยเท้งเต้งอยู่ในอากาศ ซึ่งนั่นก็แค่ “รายละเอียด” ในระดับที่ “หูได้ยิน” แต่ Klimax Solo 500 คู่นี้ทำให้ผมสัมผัสได้ถึง “มวลบรรยากาศ” ที่แผ่คลุมและอบอวลอยู่ในห้อง ซึ่งเป็นแอมเบี้ยนต์ที่เกิดจาก harmonic structure ซึ่งเป็น “ผลรวม” ของฮาร์มอนิกที่เกิดจากหางเสียงของโน๊ตเปียโนแต่ละตัวที่แผ่เข้ามารวมกันแล้วกลายเป็นคลื่นพลังงานที่แผ่กระจายออกมาทั่วห้อง ซึ่งนั่นเป็น “รายละเอียด” ในระดับที่ร่างกายและจิตใจรับรู้
Klimax Solo 500 ชี้ให้เห็นว่า ลักษณะของ “แอมเบี้ยนต์” หรือบรรยากาศที่มีอยู่ใน 4 เพลงนี้ เป็นบรรยากาศที่มีลักษณะต่างกัน ในเพลง Liberty ของ Anette Askvik กับเพลง You And Your Friend ของ Dire Straits เป็นแอมเบี้ยนต์ที่เกิดจากการสร้างขึ้นมาโดยซาวนด์เอ็นจิเนียร์ ซึ่งเป็นแอมเบี้ยนต์ที่สามารถควบคุมได้ สามารถยืดขยายเวลาให้ทอดยาวไปได้ตามที่ต้องการ ซึ่งจะทำให้เกิด “ความรู้สึก” ที่อยู่เหนือกาลเวลา เหมือนล่องลอยอยู่ในอวกาศ และแอมเบี้ยนต์ที่เกิดขึ้นในย่านความถี่ต่ำมากๆ จะทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย สงบและขยายกว้าง ในขณะที่แอมเบี้ยนต์ที่เกิดจากการรวมตัวของฮาร์มอนิกที่เกิดจากเครื่องดนตรีหลายๆ ชิ้นผสมรวมกัน ผนวกรวมกับเสียงก้องสะท้อนภายในสถานที่ที่ใช้บรรเลง มันจะให้ความรู้สึกเหมือนตัวเราถูกดึงเข้าไปอยู่ในสถานที่เดียวกับสถานที่ที่ศิลปินผู้นั้นกำลังบรรเลงเพลงนั้น ตั้งแต่ทดสอบแอมป์มาหลายตัว เพิ่งมี Klimax Solo 500 คู่นี้แหละที่สามารถแจกแจงรายละเอียดของแอมเบี้ยนต์ของแต่ละเพลงออกมาให้ “รู้สึก” ถึงความแตกต่างได้ชัดเจนแบบนี้.. ฟังแล้วขนลุก.!!!
แอมเบี้ยนต์ของเพลง Fading Sun มี texture ที่หนาแน่น ซึ่ง Klimax Solo 500 ทำให้รับรู้ได้ถึง “เนื้อมวล” ของแอมป์เบี้ยนต์ในเพลงนี้ที่มีความอิ่ม ความแน่น ความหนัก และความกระชับเป็นลูก ซึ่งแผ่ออกมากระแทกกับผิวหนังอย่างชัดเจน และเป็นพลังงานที่แผ่ออกมาจากลำโพงแบบสบายๆ ด้วย ไม่ได้มีความรู้สึกว่าถูกรีดเค้น หรือดุนดันออกมา นี่แสดงถึง “พลังอำนาจ” ในการควบคุมลำโพงที่มีอยู่อย่างเหลือเฟือของ Klimax Solo 500 (ในการขับลำโพง Magnepan ‘MG2.7i’)

เพลง : Bubbles
อัลบั้ม : Wandering
ศิลปิน : Yori Horikawa
เวอร์ชั่น : TIDAL / FLAC-16/44.1 (https://tidal.com/track/15666682/u)

เพลง : Chocolate Chip Trip
อัลบั้ม : Fear Inoculum
ศิลปิน : TOOL
เวอร์ชั่น : TIDAL / FLAC-24/96 (https://tidal.com/track/116415078/u)
กับเพลงที่มีโครงสร้างการเรียบเรียงดนตรีที่สลับซับซ้อน อย่างสองเพลงข้างบนนี้ ซึ่งแต่ละชิ้นดนตรีได้ถูกเรียงตัวให้ลดหลั่นกันไปเป็นชั้นๆ แยกเป็นเลเยอร์ซ้อนๆ กัน จากด้านหน้าของระนาบลำโพง ไปถึงด้านหลังระนาบลำโพง โดยที่แต่ละเลเยอร์ต่างก็มีไดนามิกที่สวิงกันอย่างเต็มเหนี่ยว ไทมิ่งใครไทมิ่งมัน ใส่กันไม่ยั้ง เพลงแบบนี้ บอกเลยว่า ถ้าแอมป์ไม่ถึงจริงๆ เอาลำโพงไม่อยู่ เสียงมันจะออกมาเละเป็นโจ๊กแน่ๆ.! ซึ่งอาการนั้นไม่มีให้เห็นสำหรับ Klimax Solo 500 ไม่ว่าจะขับ MG1.7i, Reference 3 Meta หรือแม้แต่ MG2.7i ต่างก็ถูกควบคุมจนสงบเสงี่ยมเหมือนกันหมดเมื่อจับคู่กับ Klimax Solo 500
โดยเฉพาะเพลง Bubbles นั้นโหดมาก.! ในแง่ของเลเยอร์ดนตรีที่ซับซ้อน แต่ถ้าเซ็ตอัพลำโพงลงตัวแล้ว และแอมป์เอาอยู่จริงๆ เพลงอิเล็กทรอนิคแนวๆ นี้จะฟังจับโครงสร้างได้ง่ายมาก โดยปกติแล้ว โครงสร้างของเพลงแนวนี้จะประกอบด้วยทำนองที่เดินซ้ำๆ เป็นแพลทเทิ้นสอง–สามแพลทเทิ้นซ้อนๆ กัน ซึ่งเพลง Bubbles ก็มาแนวที่ว่านี้ แต่ที่แตกต่างไปจากเพลงอื่นๆ คือ เขาจะใช้เสียงแพลทเทิ้นซ้ำๆ เดินเป็นพื้นอยู่ด้านหลังลึกๆ เข้าไปอยู่หลังระนาบลำโพง ความดังพอประมาณ ในขณเดียวกัน ก็ใช้เสียงที่เหมือนคนโรยเม็ดกรวดหลายๆ ขนาดลงบนพื้นที่เด้งได้ มาวางไว้ด้านหน้าของเสียงแบ็คกราวนด์ที่เดินเป็นแพลทเทิ้นนั้น ด้วยระดับความดังที่มากกว่าแบ็คกราวนด์ และเสียงที่เหมือนก้อนเม็ดกรวดหล่นลงบนพื้นนั้นมีความดังมากกว่า และมีบางส่วนที่ลอยหลุดเลยระนาบลำโพงออกมาด้วย แสดงถึงความสามารถในการถ่ายทอดคุณสมบัติทางด้าน “เฟส” ของสัยญาณที่แม่นยำ
แต่พอถึงช่วงกลางๆ เพลง ผมพบว่า การแยกแยะเสียงบับเบิ้ลในย่านความถี่ต่ำๆ ของเพลงนี้กลับแย่ลง คือซ้อนกันเป็นก้อน ไม่สามารถแกะออกมาเป็นเม็ดๆ ได้เหมือนเสียงบับเบิ้ลที่อยู่ในย่านสูงๆ เมื่อลองเปลี่ยนไปฟังเพลง Chocolate Chip Trip ของวง TOOL พบว่า ในย่านความถี่ต่ำๆ ให้การแยกแยะรายละเอียดได้ดีกว่าเพลง Bubbles แสดงว่าปัญหาอยู่ที่เพลง Bubbles เอง ซึ่ง Klimax Solo 500 ฟ้องออกมาให้รู้ แต่ไม่ได้เยียวยาปัญหานั้นให้หายไป

เพลง : Thai, Act II, Meditation
อัลบั้ม : Heartbreak – Romantic Encores For Violin
ศิลปิน : Elissa Lee Koljonen; violin & Robert Koeing; piano
เวอร์ชั่น : TIDAL / FLAC-16/44.1 (https://tidal.com/track/282705340/u)

เพลง : St. James Infirmary
อัลบั้ม : Glimmer of Gold
ศิลปิน : Baba Blues
เวอร์ชั่น : TIDAL / FLAC-16/44.1 (https://tidal.com/track/110723674/u)

เพลง : Jacob’s Dream
อัลบั้ม : A Hundred Miles Or More: A Collection
ศิลปิน : Alison Krauss
เวอร์ชั่น : TIDAL / FLAC-16/44.1 (https://tidal.com/track/39119864/u)
ทั้งสามเพลงข้างบนนี้ผมใช้ทดสอบคุณสมบัติทางด้าน dynamic contrast ที่เป็นตัวกำหนด “ความต่อเนื่อง ลื่นไหล” ของเสียง ไล่ตั้งแต่ความถี่ในย่านกลางต่ำ–กลาง (เพลง St. James Infirmary) ขึ้นไปถึงย่านกลาง–กลางสูง (เพลง Jacob’s Dream) และย่านกลางสูง–แหลม (เพลง Thai, Act II, Meditation) ซึ่งเป็นแนวละมุนละมัย เน้นหนักไปทางอารมณ์ของเพลงที่อาศัยคุณสมบัติทางด้าน dynamic contrast ของเสียงเป็นตัวชูโรง
จากเสียงร้องและเสียงไวโอลินที่ได้ยินจากการทำงานของเพาเวอร์แอมป์ Klimax Solo 500 คู่นี้ แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการสลับอารมณ์จากแนวดุเดือดมาสู่แนวละมุนละม่อมได้แนบเนียนมาก เป็นการยืนยันให้เห็นถึงลักษณะ “การตอบสนองต่อสัญญาณต้นทาง” ที่ตรงไปตรงมาอย่างยิ่ง คือถ้าเพลงที่เข้ามาออกแนวดุดัน เพาเวอร์แอมป์คู่นี้ก็จะถ่ายทอดความดุดันออกไป แต่ถ้าเพลงที่เข้ามาออกแนวละมุนละมัย เพาเวอร์แอมป์ของ LINN คู่นี้ก็ปรับท่าทีไปอีกแนวทางได้อย่างไม่ขัดเขิน..
แสดงว่ามันไม่มี “บุคลิกเสียง” ของมันเอง.? หลังจากได้ทดลองจับคู่กับลำโพงถึง 3 คู่ ผมอยากจะพูดว่า เพาเวอร์แอมป์คู่นี้มี “บุคลิกเสียง” ของมันเอง ซึ่งเป็นบุคลิกที่มีความผสมผสานที่แปลกใหม่ คือมันมีทั้งความกระฉับกระเฉง เด็ดขาด ตามแบบฉบับของแอมป์ class-B ปรากฏออกมากับบางเพลง (เพลง Chocolate Chip Trip) แต่ก็มีบุคลิกของความฉ่ำหวานคล้ายแอมป์ class-A กับแอมป์หลอดซิงเกิ้ลเอ็นด์โผล่ออกมาให้ได้ยินกับเพลงบางแนว (เพลง Thai, Act II, Meditation) ซึ่งตลอดเวลาที่ทดลองฟังเสียงของเพาเวอร์แอมป์คู่นี้ กับลำโพงสามคู่ ผ่านเพลงจำนวนนับสิบที่ฟังผ่านมันไป ผมจับได้ว่า บุคลิกเสียงของ Klimax Solo 500 มันออกไปทางนุ่มละมุน ต่อเนื่อง ติดหวานนิดๆ ในย่านกลางขึ้นไปสูง เทียบกับความกระชับ เร็ว และสด คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 60:40 (ละมุน:กระชับสด) แต่สิ่งที่ไม่เคยจางหายไปเลย ไม่ว่าจะจับคู่กับลำโพงคู่ไหน และไม่ว่าจะเล่นเพลงแนวไหน นั่นคือ “ความเป็นดนตรี” ที่เยี่ยมยอดสุดๆ อารมณ์เพลงหลั่งไหลเป็นสายน้ำ ยิ่งเป็นเพลงที่บันทึกมาดี เมื่อนำมาเล่นผ่านเพาเวอร์แอมป์คู่นี้ ก็จะยิ่งสัมผัสถึงอารมณ์ของเพลงเหล่านั้นได้อย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น เป็นลักษณะเสียงที่มีความสวย มีความละเมียดละมัยอยู่ในที ความสะอาดเนียนของมวลเสียงที่เพาเวอร์แอมป์คู่นี้ถ่ายทอดออกมาถือว่าอยู่ในระดับเวิร์ลคลาสเลยจริงๆ ..!!!
สรุป
หลังจากลองฟัง Klimax Solo 500 ขับลำโพงทั้ง 3 คู่ ข้างต้นผ่านไปแล้ว ผมจับข้อสังเกตได้อย่างหนึ่ง คือจากประสบการณ์ที่เคยฟังเสียงของเพาเวอร์แอมป์ที่มีวัตต์สูงๆ ในอดีต ผมพบว่า เมื่อลองใช้เพาเวอร์แอมป์เหล่านั้นขับลำโพงที่แนะนำ “กำลังขับสูงสุด” ไว้ “ต่ำกว่า” กำลังขับของเพาเวอร์แอมป์ตัวนั้นมากๆ อย่างเช่น ลำโพงแนะนำกำลังขับสูงสุดไว้เท่ากับ 100W ต่อข้างที่ 8 โอห์ม ส่วนกำลังขับของเพาเวอร์แอมป์อยู่ที่ 250W ต่อข้างที่ 8 โอห์ม เสียงที่ออกมามักจะมีอาการตื้อ ฟังแล้วจะรู้สึกอึดอัด ไม่เปิดโล่ง นักเล่นฯ ที่มีประสการณ์จะรู้กันว่ามันเป็นอาการที่เรียกว่า แอมป์ “ขี่” ลำโพง
ถ้าย้อนกลับไปดูตัวเลข “กำลังขับสูงสุด” ที่ลำโพง KEF ‘Reference 3 Meta’ แนะนำไว้ในคู่มือจะเห็นว่าอยู่ที่ 300W ต่อข้างที่ 4 โอห์ม ซึ่งถ้าเทียบกับกำลังขับของ Klimax Solo 500 ที่สามารถทำได้สูงสุดที่โหลดอิมพีแดนซ์ 4 โอห์ม อยู่ที่ 500W จะเห็นว่า กำลังขับของ Klimax Solo 500 “สูงกว่า” กำลังขับสูงสุดที่ Reference 3 Meta แนะนำไว้ เกือบ 2 เท่า.! ซึ่งแบบนี้ถ้าเป็นแอมป์ยุคเก่า เสียงที่ออกมาน่าจะมีอาการตื้อให้ได้ยินแล้ว แต่จากการทดลองฟังคู่กันมานานเกือบเดือน ด้วยเพลงหลากหลายแนวนับร้อยเพลง ผมยอมรับว่า ไม่ได้ยินอาการตื้อเกิดขึ้นกับเสียของ Reference 3 Meta เลย.. ฟังจากน้ำเสียงโดยรวมก็แค่รู้สึกว่า กำลังขับของ Klimax Solo 500 มัน “มากพอ” ในการควบคุม Reference 3 Meta ให้อยู่ในร่องในรอยได้ตลอดเวลาเท่านั้นเอง
ผลย่อมมาจากเหตุ นี่คงจะเป็นผลมาจากการทำงานของเทคโนโลยี Adaptive Bias Control บวกกับภาคจ่ายไฟแบบ Switch Mode Power Supply ที่อยู่ในตัว Klimax Solo 500 นั่นเอง ที่ทำให้ “กำลังขับ” ของเพาเวอร์แอมป์ Klimax Solo 500 ถูกจัดการให้เหมาะสมกับความต้องการกำลังของลำโพงได้หลากหลาย เป็นคุณสมบัติพิเศษที่สามารถใช้เป็นเพาเวอร์แอมป์ที่สร้างปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘Perfect Matching!’ ให้เกิดขึ้นกับลำโพงได้ทุกคู่นั่นเอง..!
นี่คือเพาเวอร์แอมป์ที่ “ดีที่สุด” คู่หนึ่งที่ผมมีโอกาสได้สัมผัสมาในชีวิตนี้..!!!
*** HIGHLY RECOMMENDED!!! ***
สำหรับ
Power Amplifier ระดับราคา “ไม่เกิน 3,000,000 บาท“
**************************
ราคา : 2,300,000 บาท / คู่
**************************
สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
LINN Thailand
สยามพารากอน
โทร. 094-194-1464



