ตลอดเวลาตั้งแต่เริ่มตั้งแบรนด์มาเมื่อ ปี 1973 จนถึงปัจจุบัน LINN จากประเทศสก็อตแลนด์ได้แสดงให้เห็นถึง “แก่นแท้” ในความเป็น “มิวสิค เลิฟเวอร์” ที่ฝังอยู่ในใจของพวกเขาออกมาอย่างชัดเจน ความเป็น “ตัวตน” ที่ชัดเจนและมั่นคงได้ถูกถ่ายทอดออกมากับ “ผลิตภัณฑ์” ที่พวกเขารังสรรออกมาโดยตลอด
แม้ว่าในอดีต พวกเขาคือเบอร์ต้นๆ ของโลกเครื่องเสียงที่นำเสนอ เครื่องเล่นแผ่นเสียง ออกมาสู่ตลาดช่วงที่ระบบเสียงอะนาลอกคือหนึ่งเดียวของมาตรฐานที่คนเล่นเครื่องเสียงทั่วโลกให้การยอมรับเป็นเสาหลักของวงการ แต่เมื่อโลกของเครื่องเสียงที่ใช้ฟังเพลงเริ่มเบนเข็มเข้าสู่ระบบเสียงดิจิตัล LINN ก็กระโจนเข้าสู่มาตรฐานดิจิตัลทันที โดยให้ความสำคัญกับการออกแบบที่เข้มงวดไม่แพ้เครื่องเล่นแผ่นเสียง พวกเขาไม่ได้มองว่า “อะนาลอก” เป็นเอก “ดิจิตัล” เป็นรอง แต่พวกเขามองว่า จะ “อะนาลอก” หรือ “ดิจิตัล” เมื่อจัดการออกแบบและผลิตออกมาด้วยมาตรฐานที่สูงพอกัน ทั้งสองแพลทฟอร์มคือ “อะนาลอก” และ “ดิจิตัล” ที่มีมาตรฐานสูง ต่างก็นำเสนอความงดงามของ “ดนตรี” ออกมาให้เสพได้อย่างมีคุณภาพไม่ต่างกัน
พูดได้ว่า นักเล่นฯ อาจจะเลือกข้างระหว่าง “อะนาลอก” กับ “ดิจิตัล” ทว่า.. LINN ไม่เคยเลือกข้าง พวกเขาเลือกที่จะนำเสนอ “ดนตรี” ที่มีคุณภาพออกมาทั้งสองแพลทฟอร์ม ไม่ว่าแหล่งต้นทางที่มาของเพลงนั้นจะอยู่ในรูปของ “แผ่นเสียงอะนาลอก” หรือ “ไฟล์เพลงดิจิตัล” ก็ตามที
LINN ‘Klimax DSM’
เครื่องเล่นไฟล์เพลงผ่านระบบสตรีมมิ่งระดับซุปเปอร์ไฮเอ็นด์..!!!

LINN เรียกผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องเล่นไฟล์เพลง หรือสตรีมเมอร์ของพวกเขาว่า Network Music Player ซึ่งขณะนี้มีอยู่ทั้งหมด 3 รุ่น คือ Klimax DSM รุ่นท็อป, Selekt DSM รุ่นกลาง และ Majik DSM รุ่นเล็ก โดยที่ข้อมูลของทั้งสามรุ่นนั้นได้ถูกรวมไว้ในเว็บไซต์ที่หัวข้อ ‘Network Music Players’


LINN เป็นแบรนด์ที่กำเนิดมาจาก passion ของ Ivor Tiefenbrun ผู้ซึ่งมีความคิดฝังใจว่า ‘source’ หรือ “แหล่งต้นทางสัญญาณ” คือหัวใจสำคัญของชุดเครื่องเสียงเมื่อมุ่งเน้นไปที่ “คุณภาพเสียง” นั่นคือเป้าหมายในการออกแบบมิวสิค สตรีมเมอร์รุ่นท๊อปของแบรนด์คือ Klimax DSM ตัวนี้ออกมาเพื่อให้ทำหน้าที่เป็นเครื่องเล่นไฟล์เพลงที่สามารถ “รีด” คุณภาพเสียงของไฟล์เพลงออกมาให้ได้มากที่สุด
ความตั้งใจของ LINN แสดงออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนตั้งแต่รูปร่างหน้าตาภายนอกที่สวยสะดุดตาด้วยดีไซน์เรียบหรูที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่เรียบง่ายแต่รับรู้ได้ถึงความปราณีตระดับขีดสุด ตัวถังทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มีความหนาเกือบยี่สิบเซ็นติเมตร ถูกกัดกลึงขึ้นมาจากแท่งอะลูมิเนียมตันๆ ผ่านการขัดเกลาจนราบเรียบ อะโนไดซ์ผิวนอกเป็นสีเงินหรือสีดำให้เลือก แผงหน้าปิดทับด้วยกระจกเกือบเต็มพื้นที่ ทับอยู่บนจอภาพขนาดใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ด้านล่าง..

แต่จุดดึงดูดสายตาจริงๆ ก็คือ “วงล้อ” ที่มีลักษณะคล้ายปุ่มขนาดใหญ่ มีความใสและวาวที่ติดตั้งอยู่บนแผ่นหลังของตัวเครื่อง เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สวยงามซึ่งน้อยนักจะพบเจออยู่บนอุปกรณ์เครื่องเสียง แต่นอกจากจะสวยแล้ว ปุ่มนี้ยังถูกกำหนดให้ทำหน้าที่ได้อีกหลายอย่าง ทั้งปรับวอลลุ่มและใช้ในการเลือกหัวข้อเมนูด้วย ถัดลงมาอีกนิด ใกล้ๆ กันก็คือปุ่มทรงเรียวยาว (ทางผู้ผลิตเรียกว่า Pin buttons) จำนวน 6 ปุ่ม ที่ฝังตัวซ่อนอยู่ตรงขอบของหน้าปัดที่ถูกเฉือนปาด มีไว้ให้ทำ “ทางลัด” (shortcut) สำหรับไปยังคอนเท็นต์ที่เราตั้งไว้
ส่วนสัดกำลังสวย..

ตัวถังของ Klimax DSM ทำด้วยอะลูมิเนียมแท่งที่ขุดด้วย CNC โดยมีส่วนสัดทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างและลึกเท่ากันคือ 35 ซ.ม. ส่วนความสูงอยู่ที่ 12.6 ซ.ม. ด้านล่างมีขาตั้งขนาดใหญ่ติดตั้งอยู่ 3 จุด หน้าหนึ่ง–หลังสอง ตัวที่ผมได้รับมาทดสอบผิวตัวถังทำอะโนไดซ์สีเงิน สวยงามมาก หน้าจอขนาดใหญ่พาดยาวไปตามความกว้างของแผงหน้า แม้ว่าหน้าตาจะเรียบง่าย แต่ได้แอบซ่อนกลไกที่ใช้ควบคุมการทำงานไว้ได้อย่างแนบเนียน..

1. PIN BUTTONS = ปุ่มกด shortcut เข้าไปสู่แหล่งเพลงที่ตั้งไว้
2. CONTROL DIAL = ปุ่มหมุนควบคุมการสั่งงานหลายหน้าที่
3. Volume level & Mute indicators = สัญลักษณ์แสดงระดับวอลลุ่ม / แสดงสภาวะหยุดเสียงชั่วคราว
4. Media information = ข้อมูลของเพลงที่กำลังฟัง
5. Transport information = โชว์สถานะของไฟล์เพลงกำลังเล่น, หยุด หรือหยุดชั่วคราว
6. Main power button = สวิทช์เปิด/ปิดเครื่อง
หน้าจอของ Klimax DSM เป็นดีสเพลย์ TFT ที่มีความละเอียดอยู่ที่ 1600×480 pixel จะแสดงรายละเอียดต่างๆ ขึ้นมาให้ดูแค่ช่วงเวลาสั้นๆ แล้วก็ปิดลง นัยว่าน่าจะเกี่ยวกับเรื่องคุณภาพเสียงนั่นเอง ฮาร์ดสวิทช์ที่ใช้เปิด/ปิดเครื่องถูกซ่อนไว้ใต้ตัวถังใกล้ๆ กับแผงหน้า ต้องใช้ปลายนิ้วล้วงเข้าไปกดเปิด/ปิดเครื่อง
การเชื่อมต่อทั้งหมดอยู่ที่แผงหลัง.!

1. MAIN INPUT : เต้ารับสำหรับสายไฟเอซีแบบสามขาแยกกราวนด์
2. ETHERNET : ช่องเสียบสายแลนเชื่อมต่อกับเน็ทเวิร์ค (100Base-T/1000Base-T)
3. USB-A : ใช้สำหรับตรวจเช็คระบบเท่านั้น
4. FIBRE ETHERNET : ช่องรับโมดูล SFP เพื่อเชื่อมต่อกับไฟเบอร์ เน็ทเวิร์ค
5. USB-B : เป็นช่อง USB class 2.0 ใช้เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ PC/MAC สำหรับเล่นไฟล์เพลง
6. FALLBACK : ปุ่ม Fallback Mode (ใช้เมื่อต้องการตั้งโปรแกรมใหม่)
7. OPTICAL DIGITAL INPUT (Toslink) : รองรับอุปกรณ์ที่ใช้เอ๊าต์พุต Toslink
8. DIGITAL INOUT/OUTPUT (Coaxial) : รองรับอุปกรณ์ที่ใช้เอ๊าต์พุต SPDIF (BNC)
9. DIGITAL INPUT (SPDIF) : ใช้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่ใช้เอ๊าต์พุต SPDIF
10. EXAKT LINK : ใช้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่รองรับระบบเชื่อมต่อนี้
11. ANALOGUE INPUTS (RCA)x2 : ใช้เชื่อมต่อกับแหล่งต้นทางที่ใช้เอ๊าต์พุต RCA
12. BALANCED INPUTS (XLR)x1 : ใช้เชื่อมต่อกับแหล่งต้นทางที่ใช้เอ๊าต์พุต XLR
13. PHONO GROUND : เชื่อมต่อกับกราวนด์ของเครื่องเล่นแผ่นเสียง
14. ANALOGUE OUTPUT (RCA L/R)x1 : อะนาลอก เอ๊าต์พุตแบบอันบาลานซ์
15. ANALOGUE OUTPUT (XLR L/R)x1 : อะนาลอก เอ๊าต์พุตแบบบาลานซ์
16. HDMI INPUTS & HDMI OUTPUT (ARC/eARC) : ช่องอินพุต/เอ๊าต์พุต HDMI
Klimax DSM มีอยู่ 3 เวอร์ชั่น ภาษาของ LINN เขาใช้คำว่า 3 Variant คือ
– AV variant = มีอินพุต/เอ๊าต์พุต HDMI
– Music variant = ไม่มีอินพุต/เอ๊าต์พุต HDMI
– Hub variant = มีอินพุต/เอ๊าต์พุต HDMI แต่ไม่มีเอ๊าต์พุต Analog
ตัวที่ผมได้รับมาทดสอบเป็นเวอร์ชั่น AV variant ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นที่ติดตั้งทุกอย่างมาให้แบบฟูลอ็อปชั่น บนแผงหลังจึงเต็มไปด้วยข้อต่อสัญญาณอินพุต/เอ๊าต์พุตแน่นพรืดตามที่เห็นข้างต้น คุณจึงสามารถใช้งาน Klimax DSM ตัวนี้ได้ทั้งในชุดฟังเพลง 2 แชนเนลอย่างเดียว หรือจะใช้ในซิสเต็มที่เซ็ตอัพเป็นระบบเสียงมัลติแชนเนลร่วมกับการดูหนังก็ได้

ข้อมูลในคู่มือแสดงชาร์ตการเชื่อมต่อ Klimax DSM ด้วยระบบเสียงมัลติแชนเนลว่าสามารถทำได้ 2 แนวทาง ตามภาพข้างบนนั้น เป็นการใช้งานร่วมกับชุดลำโพง active ของ LINN เอง โดยอาศัยสัญญาณเอ๊าต์พุตของ Klimax DSM จากช่อง EXAKT LINK ที่ส่งผ่านด้วยสาย LAN

หรืออีกแนวทางคือใช้งานร่วมกับเพาเวอร์แอมป์ + ลำโพงพาสซีฟก็ได้ ตามภาพข้างบน..
เทคโนโลยีเด่นของ Klimax DSM
Klimax DSM มีเทคโนโลยีเด่นๆ อยู่ 4 ตัว ได้แก่
– Organik DAC
– Utopik Power
– SPACE Optimisation
– EXAKT
Organik DAC
“.. we don’t do anything unless we can do it better than what’s available elsewhere.”
อันนี้ถือว่าเป็นไฮไล้ท์ของสตรีมเมอร์ Klimax DSM ตัวนี้ เพราะภาค DAC คือหัวใจสำคัญที่ส่งผลกับคุณภาพเสียงในขั้นตอนสุดท้าย แทนที่จะอาศัยชิป DAC สำเร็จรูปของค่ายต่างๆ อย่าง AKM หรือ ESS Technologies มาเป็นแกนหลักแบบที่หลายๆ แบรนด์ทำ ซึ่งแน่นอนว่า จะต้องมีข้อจำกัดบางอย่างเกิดขึ้นในขณะที่ผู้ออกแบบทำการไฟน์จูน ซึ่งในขั้นตอนสุดท้ายก็หนีไม่พ้นต้องทำการ “ไกล่เกลี่ย” ไปตามข้อจำกัดของชิป DAC ยี่ห้อนั้นๆ เพื่อให้หลุดพ้นจากข้อจำกัดนี้ ทางวิศวกรของ LINN ตัดสินใจเลือกวิธีการออกแบบภาค DAC ขึ้นมาใช้เองซะเลย.!

ไหนๆ ก็ทำเองแล้ว เพื่อให้คุณภาพเสียงที่ทยานไปได้สุดจริงๆ สามารถแสดง “ตัวตน” ของแบรนด์ออกมาได้ตรงใจพวกเขามากที่สุด พวกเขาจึงเลือกใช้วิธีออกแบบภาค DAC ที่ถือว่า custom มากที่สุด นั่นคือใช้วงจรดีสครีต R-2R ให้ทำหน้าที่ในการแปลงสัญญาณ digital ออกมาเป็น analog ในขั้นตอนสุดท้าย โดยมีซอฟท์แวร์ โปรเซสซิ่งที่พวกเขาเขียนขึ้นมาจัดการกับสัญญาณดิจิตัล อินพุต อย่างเช่น กระบวนการทำ oversampling, การทำ digital filter และจัดการกับดิจิตัล วอลลุ่ม ก่อนส่งเข้าภาค DAC โดยบันทึกซอฟท์แวร์เหล่านั้นลงบนชิป FPGA
เป็นรูปแบบของภาค DAC ที่มีความยืดหยุ่นสูง เพราะกระบวนการ oversampling, digital filter และ digital volume ที่เขียนไว้บน FPGA นั้นสามารถปรับแต่งได้ง่ายๆ ด้วยการอัพเฟิร์มแวร์ จะไฟน์จูนคุณภาพเสียงให้ “สุด” ยังไงก็ได้ และยังสามารถกำหนดโทนเสียงที่แสดง “ตัวตน” ของแบรนด์ได้เต็มที่เลยด้วย
Utopik Power

เมื่อก่อน.. ใครได้ยินคำว่าภาคจ่ายไฟแบบ “สวิทชิ่ง” ต้องร้องยี้กันทุกคน เป็นอย่างนั้นติดต่อกันมานานจนกลายเป็นภาพจำของคนในยุคต่อๆ มาว่า “สวิทชิ่ง” คือภาคจ่ายไฟที่ไม่ดี ตรงข้ามกับภาคจ่ายไฟแบบ “ลิเนียร์” ที่ทุกคนเชื่อมั่นว่าให้คุณภาพเสียงสูงกว่า ทว่า ในปัจจุบันสถานการณ์ของภาคจ่ายไฟแบบ “สวิทชิ่ง” เริ่มจะตีตื้นขึ้นมาได้บ้างแล้ว โดยเฉพาะกับอุปกรณ์ประเภทสตรีมเมอร์ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะใช้ภาคจ่ายไฟแบบสวิชชิ่งแทบทั้งนั้น
แต่.. เพาเวอร์ซัพพลายแบบ “สวิทชิ่ง” มีหลายระดับ ไม่ได้เหมือนกันทั้งหมดหรอกนะ ตัว Klimax DSM นี้ก็ใช้ภาคจ่ายไฟสวิชชิ่ง แต่เป็นสวิทชิ่งที่ผ่านการออกแบบขึ้นมาเป็นพิเศษ มีการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ ขึ้นมาใช้เพื่อให้เป็นภาคจ่ายไฟสวิทชิ่งที่มีคุณสมบัติช่วยสนับสนุนการทำงานในแต่ละส่วนของตัว Klimax DSM ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด อาทิเช่น เทคโนโลยีที่ชื่อว่า ‘Intelligent Valley Switching’ กับเทคโนโลยีที่ชื่อว่า ‘Power Factor Correction’ บวกกับเทคนิคพิเศษที่ชื่อว่า ‘Precision-regurated power rail’ ที่ช่วยควบคุมให้ปริมาณไฟเลี้ยงที่ส่งจากภาคเพาเวอร์ซัพพลายไปยังวงจรต่างๆ มีความถูกต้องแม่นยำ ตรงตามความต้องการของวงจรนั้นๆ พอดี ไม่ขาดและไม่เกิน แถมยังเป็นไฟเลี้ยงที่มีความสะอาดหมดจดอีกด้วย
SPACE Optimisation

วิศวกรของ LINN มองว่า ลำโพงแม้ว่าจะออกแบบมาดีขนาดไหน แต่ถ้าเข้าไปอยู่ในห้องที่มีสัดส่วนไม่ดี หรือมีสภาพอะคูสติกที่ไม่ดี ตัวแปรของห้องเหล่านั้นจะเข้ามาทำให้เสียงของลำโพงผิดเพี้ยนไปจากตัวตนที่แท้จริงของมันได้ จะดีมั้ย.? ถ้ามีโปรแกรมที่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหานี้ คือทำให้คุณได้ยินเสียงของลำโพงของคุณ “อย่างที่มันควรจะเป็น” จริงๆ ไม่ว่าคุณจะนำลำโพงคู่นั้นไปติดตั้งไว้ในห้องฟังแบบไหน โปรแกรมวิเศษนี้จะทำให้เสียงของลำโพงของคุณไม่ถูกสภาพอะสูติกของห้องเข้ามารบกวน

โดยพื้นฐานแล้วโปรแกรม SPACE Optimisation ของ LINN ตัวนี้เป็นซอฟท์แวร์ acoustic modelling ที่ทีมวิศวกรของ LINN เขียนขึ้นมาเพื่อช่วยแก้ปัญหาอันเนื่องจาก “คลื่นเสียง” ของ “ห้องฟัง” หรือคลื่นเสียงที่เกิดจากสภาพแวดล้อมที่ติดตั้งลำโพง (roommode) เข้าไป “หักล้าง/เสริม” จนทำให้ “คลื่นเสียง” ที่ “ลำโพง” สร้างขึ้นมา (speaker characteristics) มีความผิดเพี้ยนไป เสียงที่ออกมาไม่ตรงกับบุคลิกของลำโพงที่ผู้ผลิตลำโพงคู่นั้นปรับจูนไว้
วิธีการทำงานของโปรแกรม SPACE Optimisation ตัวนี้เริ่มจากแนวคิดที่ว่า ลำโพงแต่ละรุ่นจะมีลักษณะการกระจายคลื่นเสียงที่แตกต่างกัน อันเนื่องมาจากลักษณะการติดตั้งไดเวอร์ทุ้ม-กลาง-แหลมที่อยู่ในตำแหน่งบนตัวตู้ที่ไม่เหมือนกัน มีผลให้คลื่นเสียงทุ้ม-กลาง-แหลมจากลำโพงแต่ละรุ่นที่ไปตกกระทบบนผนังห้องแล้วสะท้อนกลับมาก็จะมีความแตกต่างกันไป แต่ถ้าเราล่วงรู้ตัวแปร 2 ตัว คือ รู้รูปแบบการกระจายเสียงของลำโพงรุ่นนั้น และรู้รายละเอียดของห้องฟัง อาทิเช่น สัดส่วน, วัสดุที่ใช้ทำผนัง–พื้น–เพดาน ฯลฯ เราก็สามารถเขียนโปรแกรมที่ใช้ในการประมวลผลเพื่อชดเชยความผิดเพี้ยนที่เกิดขึ้นกับเสียงของลำโพงรุ่นนั้นที่เกิดจาก “เสียงของห้องฟัง” ให้กลับมาเป็นเสียงของลำโพงรุ่นนั้นจริงๆ ได้
วิศวกรของ LINN ได้ทำการบันทึกรูปแบบการกระจายเสียงของลำโพงแต่ละรุ่นเอาไว้เยอะมาก ยี่ห้อดังๆ มีครบหมด ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นจะถูกนำมาใช้เป็น “ตัวอ้างอิง” ให้กับโปรแกรม SPACE Optimisation ในการที่จะปรับเอา “เสียงของห้อง” ที่เข้ารบกวน “เสียงของลำโพง” รุ่นนั้นออกไป ยกตัวอย่างเช่น ผมใช้ลำโพงของ KEF รุ่น Reference 3 Meta กับ Klimax DSM ตัวนี้ ก่อนจะปรับใช้โปรแกรม SPACE Optimisation ผมก็เข้าไปเลือกโปรไฟล์รูปแบบการกระจายเสียงของลำโพง KEF รุ่น Reference 3 Meta ในคลังข้อมูลของ LINN (https://www.linn.co.uk/technology/space-optimisation) พบว่ามีรุ่น Reference 3 เวอร์ชั่นก่อนที่จะเป็น Meta ผมก็ลองเลือกโปรไฟล์ของรุ่น Reference 3 มาใช้เพื่อทดลองการทำงานของโปรแกรม SPACE Optimisation ตัวนี้
การใช้งานโปรแกรม SPACE Optimisation ตัวนี้ค่อนข้างซับซ้อนอยู่พอสมควร ใครซื้อ Klimax DSM ตัวนี้ไปและต้องการใช้งานโปรแกรม SPACE Optimisation ตัวนี้ แนะนำให้ปรึกษาทางตัวแทนจำหน่ายให้เขาเข้ามาช่วยจะดีกว่า เพราะหลังจากเลือกโปรไฟล์ลำโพงให้ตรงกับยี่ห้อ/รุ่นที่ใช้อยู่แล้ว คุณต้องเข้าไปกำหนดสเปคฯ ของห้องฟังที่หัวข้อเมนูที่ชื่อว่า ‘Room Designs’ (วงรีสีแดง ในรูปข้างบน) ซึ่งอยู่ในเมนู Manage System โดยกระทำผ่าน LINN account ซึ่งคุณต้องเข้าไปตั้งบนเว็บไซต์ของ LINN บนอินเตอร์เน็ต จากนั้นก็เข้าไปที่หัวข้อ ‘SPACE’ (วงรีสีเขียว) แล้วจิ้มลงไปที่เครื่องหมายบวก (ศรชี้สีส้ม) เพื่อให้โปรแกรมทำการสร้างค่า optimise ขึ้นมาให้ เมื่อโปรแกรมคำนวนค่า optimise ตามข้อมูลที่เรากรอกลงไปในโปรแกรมที่หัวข้อ Room Designs หลังจากโปรแกรมคำนวนเสร็จแล้ว จะปรากฏโปรไฟล์ที่เราทำไว้ขึ้นมาในกรอบสีม่วง (ภาพข้างบน) แค่นี้ก็เสร็จแล้ว ถ้าต้องการฟังเสียงของซิสเต็มแบบที่มีโปรไฟล์ Optimise ที่โปรแกรม SPACE Optimisation คำนวนมาให้ ก็คลิ๊กที่วงกลมหน้าโปรไฟล์ที่เราสร้างไว้ (ของที่ผมทดลองทำไว้ในภาพก็คือ “22:12 19th February 2026”) เราจะได้เสียงออกมาแบบหนึ่งที่ต่างจากเสียงที่ไม่ได้ใช้ฟังท์ชั่น SPACE Optimisation (ตรงหัวข้อ No Space Optimisation) ชอบแบบไหนก็เลือกฟังแบบนั้น
ขออนุญาตสรุปผลการทดลองใช้งานและทดลองฟังเสียงที่ได้จากโปรแกรม SPACE Optimisation สักหน่อย เนื่องจากโปรแกรมนี้ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหากรณีที่คุณไม่สามารถจัดวางลำโพงไว้ในจุดที่ส่งผลดีที่สุดต่อเสียงภายในห้องฟังหรือภายในสถานที่ที่ติดตั้งลำโพงได้ ซึ่งทาง LINN มองว่า ความถี่ที่มักจะสร้างปัญหาให้กับเสียงโดยรวมกรณีที่ลำโพงวางอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม หรือในสภาพอะคูสติกที่ไม่ดีก็คือ “ความถี่ต่ำ” คือถ้าลำโพงวางอยู่ในตำแหน่งที่ความถี่ต่ำมีปัญหา มักจะทำให้เสียงโดยรวมมีลักษณะขุ่นมัวและอับทึบ ไม่เปิดกระจ่าง กลาง–แหลมไม่สดใส ซึ่งโปรแกรม SPACE Optimisation ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหานี้
แต่ถ้าคุณสามารถเซ็ตอัพตำแหน่งลำโพง ณ จุดที่ดีที่สุดได้ สามารถจัดวางลำโพงทั้งสองข้างลงในตำแหน่งที่ห่างจากการรบกวนของเสียงสะท้อนจากผนังห้องแต่ละด้านได้ และเปิดโอกาสให้คุณสามารถปรับจูนตำแหน่งลำโพงและสามารถปรับสภาพอะคูสติกด้วยวิธีแมนน่วลได้อย่างละเอียด การใช้โปรแกรม SPACE Optimisation ก็ไม่จำเป็น ผู้ผลิตจึงให้อ๊อปชั่นที่สามารถเปิด/ปิดการทำงานของโปรแกรมนี้ได้ หรือเมื่อเซ็ตอัพด้วยวิธีแมนน่วลเสร็จแล้ว ถ้าคุณอยากจะทำลองปรับใช้โปรแกรมนี้ก็สามารถทำได้ ซึ่งอาจจะพอใจกับผลลัพธ์ที่โปรแกรมนี้ช่วยจัดการให้มากกว่าการปรับเซ็ตด้วยตัวเองก็ได้.. ถ้ามีโอกาสแนะนำให้ลองดูครับ.!
ส่วนตัวผมเอง ผมไม่ได้ใช้โปรแกรม SPCAE Optimisation ในขั้นตอนฟังสรุปผล..
EXAKT

LINN เป็นแบรนด์ผู้ผลิตอุปกรณ์เครื่องเสียงที่มีความ “ครบวงจร” อยู่ในตัวมากที่สุดแบรนด์หนึ่ง พวกเขาออกแบบและผลิตอุปกรณ์เครื่องเสียงที่เป็นองค์ประกอบหลักของชุดเครื่องเสียงออกมาครบทุกส่วน ตั้งแต่ source > amp > speaker นั่นทำให้พวกเขารู้ซึ้งถึง “ปัญหา” ที่เป็นต้นตอของเสียงที่ไม่ดีอย่างถ่องแท้และคิดค้นวิธีแก้ปัญหาที่ว่านั้นออกมาด้วย..

ปัญหานั้นก็คือสิ่งที่ LINN เรียกว่า ‘Timing Error’ ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากความถี่ในย่านแหลม–กลาง–ทุ้มของลำโพงส่วนใหญ่จะมีจุดกำเนิดออกมาจากไดเวอร์คนละตัวซึ่งติดตั้งอยู่บนตัวตู้คนละตำแหน่ง และด้วยเหตุที่ความถี่แต่ละย่านถูกส่งออกมาจากวงจรเน็ทเวิร์คที่ทำหน้าที่ตัดแบ่งความถี่แต่ละย่านให้กับไดเวอร์แต่ละตัว นั่นเป็นการ “เพิ่ม” โอกาสที่ทำให้เกิดปัญหา Timing Error มากขึ้น
ก็ไม่ใช่ว่าผู้ผลิตลำโพงแต่ละเจ้าจะไม่รู้ถึงปัญหา Timing Error ที่ว่านี้ พวกเขารู้กันหมดแหละ เหลือแต่ว่าจะแก้ปัญหาได้ดีแค่ไหนเท่านั้น.. ซึ่งแต่ละเจ้าต่างก็มีเทคนิคในการแก้ปัญหานี้ที่ต่างกันออกไป บ้างก็ใช้วิธีวางตำแหน่งไดเวอร์ทุ้ม–กลาง–แหลมให้มีลักษณะเหลื่อมกันในแนวตั้ง เพื่อชดเชยความเร็ว–ช้าในการเดินทางของความถี่แต่ละย่านจากตัวลำโพงมาถึงจุดนั่งฟัง บ้างก็ใช้วิธีเอียงตัวตู้ให้เอนไปทางด้านหลังเพื่อชดเชยไทมิ่งในการเดินทางของความถี่ย่านกลางกับแหลมให้ช้ากว่าทุ้ม เพื่อให้เดินทางไปถึงจุดนั่งฟังพร้อมกัน และมีอยู่มากที่ใช้วิธี “หน่วงเวลา” ในการเริ่มต้นเดินทางของความถี่ในย่านแหลมและกลางเอาไว้แล้วปล่อยทุ้มออกมาก่อน เป็นการชดเชยผ่านวงจรเน็ทเวิร์ค.. ทั้งหมดนั้นเป็นการแก้ปัญหาโดยการชดเชยด้วยวิธีพาสซีฟ (อะคูสติก / วงจรอิเล็กทรอนิคส์แบบไม่ใช้ไฟเลี้ยง) ในขณะที่ LINN เลือกใช้วิธีแก้ปัญหานี้ด้วยวิธีแอ๊คทีฟ โดยใช้เทคโนโลยีที่พวกเขาคิดค้นขึ้นมาเองและตั้งชื่อเรียกมันว่า EXAKT
หลักการทำงานของ EXAKT คือเขาจะตรวจเช็คเฟสของสัญญาณเพื่อจับ Timing ของแต่ละความถี่เอาไว้อ้างอิงตั้งแต่อินพุตของ source (อินพุตของสตรีมเมอร์) จากนั้นก็จะไปทำงานร่วมกับวงจร EXAKT ที่อยู่ฝั่งปลายทาง ซึ่งในระบบของ LINN เขาจัดวงจร EXAKT ช่วงปลายทางไว้ 2 แบบ แบบแรกฝังอยู่ในลำโพงแอ๊คทีฟของ LINN เอง คือถ้าใช้สตรีมเมอร์ของ LINN + ลำโพงแอ๊คทีฟของ LINN รุ่นที่รองรับ EXAKT คุณก็จะได้ประโยชน์อรรถประโยชน์จากเทคโนโลยี EXAKT ในการควบคุมเฟสของสัญญาณได้อย่างเต็มที่ ส่วนแบบที่สอง เทคโนโลยี EXAKT จะถูกฝังอยู่ในกล่องอิเล็กทรอนิคที่พวกเขาเรียกมันว่า ‘Exaktbox’ อันนี้จะตอบโจทย์ในกรณีที่คุณต้องการได้มรรคผลจากเทคโนโลยี EXAKT แต่ลำโพงที่คุณใช้ไม่ใช่ลำโพงแอ๊คทีฟของ LINN

วิธีใช้งานกล่อง Exaktbox ก็คือนำไปคั่นระหว่างสตรีมเมอร์ของ LINN กับเพาเวอร์แอมป์ โดยเชื่อมต่อระหว่างเอ๊าต์พุตของสตรีมเมอร์กับกล่อง Exaktbox ด้วยสาย LAN ผ่านระบบ EXAKT Link ส่วนฝั่งเพาเวอร์แอมป์ใช้สายสัญญาณ XLR หรือ RCA ในการเชื่อมต่อกับช่องอะนาลอก เอ๊าต์พุตของกล่อง Exaktbox ซึ่งตัวกล่อง Exaktbox จะทำหน้าที่เป็น active crossover network โดยเข้าไปทำหน้าที่ตัดแบ่งความถี่ให้กับไดเวอร์แต่ละตัวแทนที่วงจรพาสซีฟ crossover network ที่อยู่ในตัวลำโพงเดิม นั่นเท่ากับว่า คุณต้องทำการโมดิฟายลำโพงของคุณให้ bypass วงจรพาสซีฟเน็ทเวิร์คในตัวลำโพงด้วย แต่ก่อนที่จะเริ่มต้นอะไรกับอ๊อปชั่นอัพเกรดแบบนี้ คุณต้องไปตรวจเช็คก่อนว่า มีชื่อยี่ห้อ/รุ่นของลำโพงที่คุณใช้ปรากฏอยู่ในลิสต์ของลำโพงที่รองรับการทำงานร่วมกับกล่อง Exaktbox ของ LINN หรือไม่ ถ้าชื่อยี่ห้อ/รุ่นลำโพงของคุณไม่อยู่ในนั้นก็ใช้ไม่ได้ (* เข้าไปเช็ครายชื่อได้จากลิ้งค์นี้ https://www.linn.co.uk/technology/exakt)
แอพลิเคชั่นที่ใช้ปรับตั้งค่าของตัว Klimax DSM
ทางผู้ผลิตคือ LINN แยกแอพลิเคชั่นที่ใช้ในการ “ปรับตั้งค่า” การทำงานของฟังท์ชั่นต่างๆ ของตัวเครื่อง กับแอพลิเคชั่นที่ใช้ควบคุมการ “เล่นไฟล์เพลง” ออกจากกัน

สำหรับการปรับตั้งค่าฟังท์ชั่นต่างๆ ของตัวเครื่อง พวกเขาใช้ Web based แอพลิเคชั่นที่พุ่งเข้าไปที่เซิร์ฟเวอร์ของ linn.co.uk โดยตรง ซึ่งเจ้าของเครื่องสตรีมเมอร์ของ LINN จะต้องเข้าไปลงทะเบียนก่อนจึงจะสามารถเจาะเข้าไปปรับตั้งค่าการทำงานฟังท์ชั่นต่างๆ ของตัวเครื่องได้ (ต้องมี user name / password เพื่อเข้าไปปรับตั้ง)
จากภาพด้านบนจะเห็นว่า หน้าจอของแอพฯ จะถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ซีกซ้ายที่ใช้พื้นสีเทานั้นจะเป็นที่รวมหัวข้อเมนูที่จะให้ปรับตั้งค่าในขณะที่บางหัวข้อก็เป็นการแสดงข้อมูล ซึ่งรวมกันมีมากถึง 13 หัวข้อ ส่วนซีกขวาที่เป็นพื้นขาวจะเป็นพื้นที่แสดงรายละเอียดหัวข้อเมนูย่อยที่อยู่ในเมนูหลักทางซ้าย ซึ่งในหัวข้อเมนูหลัก อย่างเช่นหัวข้อ GENERAL นั้น จะเห็นว่ายังมีเมนูที่ชื่อว่า DEVICE SETUP ซ่อนอยู่อีก ถ้าจิ้มเข้าไปก็จะทะลุลงไปถึงการปรับตั้งการทำงานของ Klimax DSM ในระดับที่ลึกลงไปอีกชั้น

หัวข้อเมนูที่ควรจะให้ความสนใจเพราะมีโอกาสใช้งานจริงมีอยู่ไม่กี่เมนู อันแรกที่ผมใช้บ่อยคือเมนู VOLUME ซึ่งประโยชน์ของเมนูนี้ก็คือ ถ้าคุณต้องการใช้วอลลุ่มของ Klimax DSM ในการควบคุมความดังในกรณีที่ต่อตรงเข้าเพาเวอร์แอมป์ หรือต้องการอาศัยระบบวอลลุ่มของ Klimax DSM ในการทำ level matching ระหว่างภาคปรีฯ กับภาคเพาเวอร์ฯ คุณก็ต้องเข้ามาในเมนู VOLUME แล้วคลิ๊กเลือกตรงหัวข้อ Volume Control ตัวบนสุดทางขวามือให้ enable ตามภาพข้างบน แต่ถ้าคุณต่อเชื่อมเอ๊าต์พุตของ Klimax DSM เข้าไที่ปรีแอมป์ หรืออินติเกรตแอมป์ที่มีวอลลุ่มคอนโทรลอยู่แล้ว กรณีนี้คือคุณไม่ต้องการใช้ระบบวอลลุ่มของ Klimax DSM ดังนั้น เพื่อป้องกันปัญหาวอลลุ่ม–ซ้อน–วอลลุ่ม คุณก็ต้องเข้าไปที่เมนู VOLUME ของ Klimax DSM แล้วคลิ๊กตรงหัวข้อเมนู Volume Control ให้อยู่ในสถานะปิดใช้งาน (Off) กรณีที่คุณเปิดใช้ระบบวอลลุ่มในตัว Klimax DSM คุณจะเห็นว่ามันมีอ๊อปชั่นในการปรับตั้ง Startup Volume มาให้ใช้ พร้อมการปรับตั้งบาลานซ์ซ้าย–ขวาก็โผล่ขึ้นมาให้ใช้ได้ (*ถ้าคุณปิดระบบวอลลุ่มของ Klimax DSM อ๊อปชั่นทั้งสองก็จะหายไปด้วย

อีกเมนูที่คุณอาจจะได้ใช้งานถ้าลำโพงของคุณรองรับฟังท์ชั่น SPACE OPTIMISATION นั่นคือเมนู SPACE ซึ่งมีขั้นตอนที่ซับซ้อนอยู่นิดหน่อย แนะนำให้ปรึกษาตัวแทนจำหน่ายถ้าคุณต้องการใช้เมนูนี้
แอพลิเคชั่น LINN

หลังจาก LINN ปล่อยแอพฯ Kazoo ให้เป็นฟรีแวร์ที่ผู้ผลิตเน็ทเวิร์ค สตรีมเมอร์แบรนด์อื่นสามารถนำไปอะแด็ปใช้กับผลิตภัณฑ์ของตัวเองได้ พวกเขาก็หันมาพัฒนาแอพฯ ตัวใหม่ที่ชื่อว่า LINN apps เพื่อให้ใช้ทำหน้าที่เล่นไฟล์เพลงให้กับสตรีมเมอร์ DSM ของพวกเขา

ภาพข้างบนเป็นหน้าตาของแอพฯ LINN ที่พวกเขาออกแบบมาไว้ให้ใช้เล่นไฟล์เพลง โดยแยกการทำงานทั้งหมดออกเป็น 5 หัวข้อหลัก (กรอบสีแดง) ได้แก่ Rooms, Explore, My Linn, Queue และ More โดยที่หน้าแรกของแอพฯ ก็คือหน้า Rooms ตามภาพข้างบน
Rooms = มีหัวข้อย่อยอยู่ 3 หัวข้อ คือ ‘Room Selection’ : จะแสดงจำนวนสตรีมเมอร์ของ LINN ที่ติดตั้งอยู่ในวงเน็ทเวิร์คเดียวกัน, ‘Listening Room Pins’ : แสดงคอนเท็นต์ที่ตั้งเป็น presets เอาไว้, ‘Listening Room Source’ : แสดงช่องอินพุตที่เปิดใช้งานเอาไว้

Explore = เป็นหน้าเมนูที่รวบรวมแหล่งต้นทางที่เก็บไฟล์เพลง (server) เพื่อให้ Klimax DSM ดึงมาเล่น ทั้งที่เป็นของฟรีอย่าง Internet Radio (กรอบสีแดง) ที่สามารถดึงมาฟังได้จากอินเตอร์เน็ต, Music Streaming (กรอบสีเขียว) ผู้ใช้บริการสตรีมไฟล์เพลงแบบสมัครใช้งาน และ Local Servers (กรอบสีฟ้า) ซึ่งเป็นไฟล์เพลงที่เราเก็บไว้ในฮาร์ดดิสของเราเอง

หน้าเมนู ‘My Linn’ กับ ‘Queue’ จะเป็นระบบจัดการกับไฟล์เพลง ส่วนหน้าเมนู ‘More’ จะเป็นช่องทางให้คุณปรับตั้งค่าเกี่ยวกับตัวแอพฯ และเป็นช่องทางให้คุณลงทะเบียนเพื่อ Log in เข้าไปที่เซิร์ฟเวอร์ของ LINN เองเพื่อปรับตั้งใช้งานฟังท์ชั่นต่างๆ อีกจำนวนมาก เยอะแยะมากมาย แต่ใครที่คิดจะซื้อสตรีมเมอร์ตัวนี้ไปใช้ก็ไม่ต้องกังวลใจใดๆ เพราะทางตัวแทนจำหน่าย LINN ในประเทศไทยเขามีเซอร์วิสช่วยแนะนำการใช้งานทั้งระบบให้อยู่แล้ว

นอกนั้น ทางผู้ผลิตยังได้แถมรีโมทไร้สายสำหรับการควบคุมระยะไกลมาให้ด้วย ซึ่งมีฟังท์ชั่นใช้งานที่จำเป็นและใช้บ่อยๆ อยู่ครบ ทั้งควบคุมความดัง, เลือกอินพุต, หยุดเสียงชั่วคราว, เลือก presets ของเพลงที่ตั้งไว้, เลือกหัวข้อเมนูย่อย และควบคุมสั่งงานการเล่นไฟล์เพลง และเปิด/ปิดโหมดสแตนด์บาย
เซ็ตอัพ Klimax DSM
สำหรับชุดทดสอบ
คุณสามารถกำหนดการทำงานของ Klimax DSM ได้ 2 แบบหลักๆ แบบแรกคือ ให้ Klimax DSM ทำหน้าที่เป็นสตรีมเมอร์ที่มีภาค DAC ในตัว โดยไม่ใช้ฟังท์ชั่น Volume ในตัว (เข้าไปสั่งปิดในเว็บคอนโทรล) ส่วนแบบที่สองคือตั้งให้ Klimax DSM ทำหน้าที่เป็นทั้งสตรีมเมอร์และปรีแอมป์ในตัว (เข้าไปสั่งเปิดใช้ระบบวอลลุ่มในเว็บคอนโทรล)

ในการทดสอบเงื่อนไขการทำงานแบบแรก คือกำหนดให้ Klimax DSM ทำหน้าที่เป็นสตรีมเมอร์เพียวๆ นั้น ผมใช้อินติเกรตแอมป์ของ QUAD รุ่น Platina (รีวิว coming soon!) จับคู่แม็ทชิ่งกับลำโพงตั้งพื้น Audio Physic รุ่น Classic 8 (REVIEW) เป็นซิสเต็มที่ใช้รองรับสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตของ Klimax DSM ส่วนไฟล์เพลงที่ใช้ทดสอบผมเตรียมไฟล์เพลง PCM และ DSD ไว้ใน NAS ไว้ สลับกับสตรีมไฟล์เพลงจาก TIDAL ด้วย ในขณะที่การปรับระดับความดังผมควบคุมผ่านวอลลุ่มของตัว Platina

หลังจากทดสอบเงื่อนไขแรกเสร็จ ผมก็เปลี่ยนแอมป์กับลำโพงเพื่อให้ Klimax DSM ทำหน้าที่เป็นทั้งสตรีมเมอร์และปรีแอมป์โดยเข้าไปสั่งเปิดใช้ระบบวอลลุ่มของ Klimax DSM บนเว็บคอนโทรล ส่วนทางด้านแอมป์กับลำโพง ผมก็เปลี่ยนมาใช้เพาเวอร์แอมป์โมโนบล็อกของ LINN รุ่น Klimax Solo 500 เข้ามาทำหน้าที่ขับลำโพง KEF รุ่น Reference 3 Meta (REVIEW) ที่ผมยกเข้าไปแทน Classic 8 เพื่อให้สมรรถนะของลำโพงสูสีกับแอมป์และสตรีมเมอร์มากขึ้น ส่วนการปรับระดับความดังผมควบคุมผ่านระบบวอลลุ่มในตัว Klimax DSM
แม็ทชิ่ง
ตอนทดลองฟังเสียงของ Klimax DSM ด้วยเซ็ตอัพแรก (Klimax DSM > QUAD ‘Platina’ > Audio Physic ‘Classic 8’) ซึ่งราคาของแอมป์ + ลำโพง ตกอยู่ราวสองแสนปลายๆ ในขณะที่ตัวทดสอบซึ่งเป็นแหล่งต้นทางคือ Klimax DSM มีราคาอยู่ที่ 1.65 ล้านบาท ถือว่า “ขี่” แอมป์+ลำโพงอยู่เกือบสิบเท่า.!

ตอนประเมินผล ผมใช้สตรีมเมอร์ของ Wattson Audio ‘Madison’ (REVIEW) เป็นตัวเปรียบเทียบ ซึ่งตอนแม็ทชิ่งระหว่าง Madison* > Platina > Classic 8 ผลรวมของเสียงออกมาดีมากๆ ทุกประเด็นมันดูเข้ากันได้อย่างลงตัว สำหรับผมถือว่าเป็นซิสเต็มที่มีความแม็ทชิ่งกันอย่างมาก ให้ผลรวมของเสียงเป็นที่น่าพอใจในทุกด้านสำหรับห้องฟังของผม
(*ผมใช้ Innuos ‘STREAM1 + LPS1’ ทำหน้าที่เป็นสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ต แล้วใช้แอพ SENSE ของ Innuos สลับกับใช้ Roon ในการเล่นไฟล์เพลง จากนั้นก็ส่งสัญญาณดิจิตัลไปให้ Madison ทำหน้าที่แปลงให้เป็นสัญญาณอะนาลอก)
หลังจากลองฟังจนขึ้นใจแล้ว ผมยก Madison ออกไปแล้วเอา Klimax DSM เข้ามาเสียบแทน ผมพบว่า เสียงโดยรวมดีขึ้นแบบไม่ต้องเพ่ง “ความเต็ม” ของเสียงมันขยับขึ้นไปอีกขั้น คือตอนฟังจาก Madison ในซิสเต็มนี้ผมพบว่า เวทีเสียงแผ่ออกมาครอบคลุมพื้นที่ได้เต็มทั้งห้อง ไม่รู้สึกว่าผนังห้องเข้ามาบล็อกกั้นสนามเสียงแต่อย่างใด แต่พอเปลี่ยนเอา Klimax DSM เข้าไปแทน “ความเต็ม” ของเสียงมันเพิ่มดีกรีที่ชัดเจนมากขึ้น และภายใต้ “ความเต็ม” ของสนามเสียงที่ Klimax DSM ให้ออกมานั้น มันได้เพิ่มเติม “ความฟู” กับ “ความเข้มข้น” ของมวลเสียงแต่ละชิ้นเข้าไปด้วย ส่วนคุณสมบัติอื่นๆ ที่แอมป์+ลำโพง (Platina + Classic 8) ชุดนี้ให้ออกมาตอนใช้ Klimax DSM เป็นต้นทางก็ทำได้ดีกว่าตอนใช้ Madison เป็นต้นทาง คิดเป็นตัวเลขคร่าวๆ น่าจะอยู่ราวๆ 20 – 25% ซึ่งในความเห็นของผม ประเมินจากประสบการณ์ แอมป์+ลำโพงที่เหมาะสมในการดึงประสิทธิภาพของ Klimax DSM ออกมาได้เต็มที่มากที่สุด ควรจะเป็นชุด “แอมป์+ลำโพง” ที่มีราคารวมกันอยู่ในช่วง 0.8 – 1.0 ล้านบาท
สรุปจากการทดลองแม็ทชิ่ง Klimax DSM เข้ากับชุดแอมป์+ลำโพง QUAD ‘Patina’ + Audio Phyaic ‘Classic 8’ ให้ผลลัพธ์ออกมาไม่คุ้มค่าราคาของแหล่งต้นทาง คือไม่ได้หมายความว่า Klimax DSM ไม่ดี แต่เป็นเพราะแอมป์+ลำโพงเล็กเกินไป ไม่สามารถแสดงศักยภาพของ Klimax DSM ออกมาได้อย่างหมดจดจริงๆ

Perfect Matching.!!!
ถ้าปั๊มมี “แรงดัน” เยอะ จะสามารถสูบ “น้ำ” ออกมาได้ปริมาณมากๆ ก็ต่อเมื่อ “ท่อส่งน้ำ” ต้องมีขนาดใหญ่ด้วย.! ฉันใดก็ฉันนั้น ความแม็ทชิ่งทางด้านสมรรถนะของแต่ละห่วงโซ่ของชุดเครื่องเสียงก็ต้องมีความทัดเทียมกันด้วยถึงจะได้ “คุณภาพเสียง” โดยรวม (น้ำ) ออกมาเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไล่ตั้งแต่แหล่งต้นทางสัญญาณ (แรงดัน) > แอมป์ + ลำโพง (ท่อส่งน้ำ)
เซ็ตอัพที่สอง (Klimax DSM > Klimax Solo 500 > KEF ‘Reference 3 Meta‘) ที่ผมจัดชุดขึ้นมาใช้ทดสอบสมรรถนะของ Klimax DSM มันให้คุณภาพเสียงที่พุ่งสูงกว่าเซ็ตอัพแรกไปหลายช่วงตัว สิ่งที่ได้สัมผัสมันไม่ใช่แค่ “เสียง” ที่หูได้ยิน แต่เป็น “ประสบการณ์” ใหม่ๆ ที่ “ใจ + สมอง” ได้รับ ซึ่งประสบการณ์ที่ว่านั้นเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถใช้สมองกลีบซ้ายคิดคำนวนขึ้นมาด้วยหลักการของเหตุและผลได้ แต่มันไปกระตุ้นให้สมองกลีบขวาเกิดความตื่นตัว ปริขยายร่องกลีบออกมาซึมซาบและดูดกลืน “ความรู้สึก” ใหม่ๆ ที่ “แทรกซึม” มากับเสียงเพลงที่พุ่งผ่านลำโพง KEF ‘Reference 3 Meta’ ออกมา
เสียงที่ Klimax DSM ถ่ายทอดออกมานั้น มันไม่ได้ให้แค่ โฟกัส, ไดนามิก, เวทีเสียง, เนื้อเสียง, ฮาร์มอนิก และโทนัลบาลานซ์ แต่มันทำให้คุณ “เข้าถึง” องคาพยพที่ซ่อนเร้นอยู่ในคำศัพท์เหล่านั้น โดยอาศัยการสื่อสารระหว่างโสตประสาทของคุณที่เชื่อมต่อกับคลื่นเสียงที่ Klimax DSM ส่งผ่านออกมาทางลำโพง Reference 3 Meta
(ในขั้นตอนสรุป เสียงของ Klimax DSM ผมอ้างอิงจากเสียงที่ได้ยินจากซิสเต็มที่สอง LINN ‘Klimax DSM’ > LINN ‘Klimax Solo 500’ > KEF ‘Reference 3 Meta’ ทั้งหมด)
เสียงของ Klimax DSM

ผมเคยทดสอบเครื่องเสียงของ LINN มาแล้วเมื่อหลายปีก่อนโน้น ซึ่งในยุคนั้นใครๆ ก็ลงความเห็นว่า เสียงของแอมป์กับเครื่องเล่นดิจิตัล เพลเยอร์ของ LINN มีลักษณะที่ analytical & clinical มากไปหน่อย คือแม่นยำและเที่ยงตรงจริง แต่มวลเนื้อจะติดบางไปนิด คนเล่นเครื่องเสียงในยุคนั้นต่างก็อยากให้เสียงของมันมีความอิ่มหนากว่านั้น ซึ่งแว่วแรกที่ผมได้ยินเสียงของสตรีมเมอร์ Klimax DSM ตัวนี้ ผมบอกเลยว่า มันแทบจะไม่หลงเหลือโทนเสียงที่เป็นรูปแบบเดิมๆ ให้เห็น ใครที่เคยฟังเสียงของ LINN มาก่อนแล้วไม่ชอบที่เสียงมันบาง รับรองว่าคุณจะไม่เจออะไรแบบนั้นจาก Klimax DSM ตัวนี้.!!

อัลบั้ม : Humoresque (DSF64)
ศิลปิน : David Nadien
สังกัด : Nostalgia U.K.
อัลบั้มนี้เป็นที่นิยมของนักเล่นเครื่องเสียงมานานมากแล้ว มันถูกปั๊มออกมาหลายเวอร์ชั่นมาก สาเหตุที่ได้รับความนิยมไม่ใช่เพราะคุณภาพเสียงโดยตรง เพราะถ้าพูดถึงคุณภาพการบันทึกเสียงของอัลบั้มชุดนี้แล้วก็ต้องบอกว่ายังไม่ถึงกับดีเยี่ยมสุดขีด ถ้าเต็ม 10 ก็ได้อยู่ประมาณ 9 แต่เหตุผลมันอยู่ที่ตัวเพลงมากกว่า เพลงคลาสสิกสั้นๆ ที่บรรเลงด้วยไวโอลินคู่กับเปียโนลักษณะนี้ถูกใจคนส่วนใหญ่เพราะมันฟังง่าย เสียงพลิ้วกังวานชวนฟัง โดยเฉพาะกับเพลงยอมฮิตอย่าง Souvenir กับเพลง Walt In A ที่มีท่วงทำนองคุ้นหู ส่วนคุณภาพเสียงที่ยังไม่เต็มสิบนั้นเป็นเพราะเสียงไวโอลินในอัลบั้มชุดนี้จะมีอาการ “ล้น” หน่อยๆ คือตอนพีคพบว่าปลายเสียงไวโอลินมีอาการแผดนิดๆ ซึ่งเป็นอาการที่นักเล่นฯ สมัยก่อนยอมรับได้ แต่สำหรับมาตรฐานการบันทึกเสียงยุคหลังๆ จะไม่ค่อยมีอาการแผดเฟี้ยวๆ แบบนี้ติดมาด้วย จะว่าเป็น “สีสัน” ของยุคสมัยก็ว่าได้ เพราะมันไม่ได้ถึงกับทำให้รบกวนประสาทการรับฟังมาก แต่ก็ใช้เป็นจุดทดสอบปริมาณ noise หรือปริมาณ “ความเพี้ยน” ในย่านความถี่สูงๆ ที่เครื่องเล่นไฟล์เพลงทำให้เกิดขึ้นและปล่อยมันปนออกมากับปลายเสียงของไวโอลินที่อยู่ในย่านความถี่ใกล้เคียงกัน
ประเด็นปลายเสียงไวโอลินของอัลบั้มนี้ที่ติดแผดนิดๆ นี้ผมมักจะได้ยินบ่อยๆ กับลำโพงราคาไม่สูงที่ใช้ทวีตเตอร์โลหะ กับตอนที่ซิสเต็มโดนโจมตีจาก noise ของระบบไฟและระบบกราวนด์ และอีกหลายครั้งที่ได้ยินจากภาค DAC ที่ดีไซน์ไม่ดี แต่กำลังจะบอกว่า ภาค DAC ที่ชื่อว่า Organik ในตัว Klimax DSM มันแจ่มจริง.!!! มัน render เสียงไวโอลินในอัลบั้มนี้ออกมาได้บริสุทธิ์หมดจดมาก เป็นเสียงที่มีความเปิดและชัดแต่ไม่คม ซึ่งผิดกับที่เคยได้ยินมาจากภาค DAC ตัวอื่นๆ ซึ่งถ้าออกมาชัดก็มักจะปนความคมๆ มาด้วย หรือถ้า DAC ตัวไหนทำเสียงไวโอลินในอัลบั้มนี้ออกมาไม่คม โฟกัสก็จะออกมานัวๆ นุ่มๆ ไม่ชัด น้อยนักที่จะทำให้ออกมาชัด และเปิดลอยออกมาโดยไม่มีอาการคมเสียดหูแบบที่ได้ยินจาก Klimax DSM ตัวนี้.!

อัลบั้ม : A Hundred Miles Or More (FLAC-16/44.1)
ศิลปิน : Alison Krauss
สังกัด : TIDAL
เพลง Jacop’s Dream ในอัลบั้มชุดนี้ใช้ทดสอบเสียงกลางขึ้นไปถึงกลางสูงได้ดีเลย จุดสังเกตอยู่ที่เสียงร้องของ Alison Krauss กับเสียงกีต้าร์โปร่งของ Ron Block ซึ่งถ้าสตรีมเมอร์ render ออกมาไม่ดี ช่วงพีคของเสียงร้องท่อนฮุคของ Alison Krauss จะพุ่งหวีดออกมาเสียดหูถ้าเปิดดังๆ และเสียงกีต้าร์โปร่งก็จะมีอาการแข็งเปราะ ไม่กังวาน แต่ Klimax DSM สอบผ่านทั้งสองข้อนั้นไปได้สบายๆ แถมมันยังเจือความนวลติดมากับเสียงกีต้าร์โปร่งอีกด้วย คือกระจ่าง ใส ลอย กังวาน โดยไม่มีอาการเจิดจ้า พุ่งเฟี๊ยวติดมาด้วย ซึ่งเป็นอะไรที่เกิดขึ้นได้ยาก และคิดว่าน่าจะเป็นเอกลักษณ์ของภาค DAC แบบดีสครีตที่ใช้อยู่ในตัว Klimax DSM ตัวนี้ เพราะผมจำได้ว่าตอนทดสอบ external DAC รุ่น Wavedream Dac ของแบรนด์ Rockna (REVIEW) กับตอนทดสอบ external DAC ของ dCS รุ่น LINA DAC (REVIEW) และสตรีมเมอร์ของ Esoteric รุ่น N-05XD (REVIEW) ซึ่งเป็น R-2R DAC ทั้ง 3 ตัว ผมก็ได้ยินเสียงในย่านกลางขึ้นไปถึงกลางสูงที่เชื่อมต่อกับแหลมตอนล่างที่มีลักษณะเป็นแบบนี้เหมือนกัน คือปกติแล้ว ความถี่เสียงในย่านกลางสูง (upper mid) ที่เชื่อมต่อกับแหลมตอนล่าง (lower high) จะเป็นช่วงความถี่ที่มีความอ่อนไหวมาก สามารถ “หลุด” ออกมาเป็นเสียงที่แข็ง กระด้าง โพลน เจิดจ้า และหยาบกร้านได้ง่าย ถ้าเครื่องเล่นกับภาค DAC สกัด noise ออกไปจากระบบได้ไม่หมด มักจะทำให้ความถี่เสียงในย่านดังกล่าวมีปัญหาได้ง่าย ซึ่งน่ายินดีที่ Klimax DSM ตัวนี้ที่ข้ามผ่านปัญหานี้มาได้อย่างที่คาดหวังไว้ (สตรีมเมอร์ราคาเกินล้านบาทขึ้นไปไม่ควรจะมีปัญหานี้.!)
ผมชอบเสียงร้องของ Alison Krauss ในเพลงนี้เมื่อฟังผ่าน Klimax DSM ตัวนี้ คือสตรีมเมอร์ตัวนี้มันให้เสียงของอลิสันที่มีความ “เปล่งปลั่ง” เหมือนคริสตัลที่ต้องแสงไฟ ซึ่งโทนเสียงของเธอมีความโดดเด่นเช่นนั้น เป็นนักร้องที่มีโทนเสียงสูง ใส และลอย แต่กลับมีมวลเนื้อ ไม่บาง กับลีลาการร้องแบบกระซิบกระซาบของเธอในเพลงนี้ฟังแล้วมันให้ความรู้สึกเซ็กซี่มาก และน้ำเสียงของเธอตอนร้องท่อนฮุคของเพลงนี้ที่เธอไต่ระดับเสียงขึ้นไปสูงๆ กับคำร้องที่ว่า Oh mamy and daddy … มันฉุดประชากอารมณ์ให้ละลิ่วขึ้นไปตามเสียงร้องของเธออย่างรวดเร็ว ฟังแล้วใจจะขาด ซึ่งภาค DAC ‘Organik’ ในตัว Klimax DSM สามารถถ่ายทอดโมเม้นต์ที่ว่านี้ออกมาได้อย่างไร้ที่ติจริงๆ ความต่อเนื่องของเสียงร้องเป็นเยี่ยม ตั้งแต่ช่วงร้องแบบกระซิบกระซาบก่อนจะโหนเสียงพุ่งปรี๊ดขึ้นไปผมก็สามารถรับรู้โมเม้นต์ความเคลื่อนไหวเหล่านั้นได้ทั้งหมด ไม่มีขาดตอน และเช่นเดียวกัน ทั้งเสียงร้องและเสียงกีต้าร์ในเพลงนี้ออกมา “ชัด” แต่ไม่ “คมจัด” จนเกินไป พูดได้เลยว่า เสียงของ Klimax DSM มาทางชัดแบบสกัดเอารายละเอียดในแต่ละเสียงออกมาแบบไม่อมพนำ ไม่ใช่สไตล์นุ่มนวลด้วยการเกลี่ยรายละเอียดให้มัวลงไป.. เป็นโทนเสียงแนวไฮเอ็นด์ฯ ที่ฟังดูแพง..!!

อัลบั้ม : Gounod Faust – Ballet Music / Bizet: Carmen – Suite (DSF64)
ศิลปิน : Royal Opera House Orchestra, Covent Garden, Alexander Gibson
สังกัด : RCA Living Stereo/Analogue Productions – Remastered
Klimax DSM ช่วยทำให้ความเข้าใจในความหมายของคำว่า “มิติ” ของผมหยั่งลึกลงไปอีกขั้น คือคำว่า “มิติเสียง” มันไม่ใช่แค่ความรู้สึกเชิงกายภาพที่ระบุถึงความกว้าง–ลึก–สูงเท่านั้น แต่มันเป็นความซับซ้อนของเลเยอร์ดนตรีที่ไหลลื่นออกมาถึงตัวเป็นระลอก ขณะฟัง Carmen Suite จากอัลบั้มนี้ ณ จุดนั่ง ผมรับรู้ได้ถึงความถาโถมของระลอกคลื่นของอากาศที่นำพาคลื่นเสียงมาถึงตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมันไม่ใช่แค่เสียงที่ได้ยิน แต่มันมาพร้อม “อารมณ์” ที่แสดงออกถึงความเกรี้ยวกราดที่แฝงมากับน้ำหนักมือที่กลุ่มไวโอลินในวง The Royal Opera House ร่วมกันสำแดงออกมาอย่างเข้มข้น รุกเร้า และจิ้มแทงเข้าไปในประสาทการรับรู้แบบไม่มียั้ง
ด้วยความสะอาดเนียนของ Klimax DSM ตัวนี้ มันทำให้ผมฟังอัลบั้มนี้แล้วเกิดความรู้สึกอยากเร่งวอลลุ่มขึ้นไปอีก.. ขึ้นไปอีก.. อยากให้เสียงเพลงนี้มันเข้าไปบดขยี้อารมณ์ให้ถึงขีดสุดจริงๆ ซึ่งระดับความดังประมาณนี้ ถ้าภาค DAC ไม่สะอาดพอ แค่ประเดี๋ยวเดียว ไม่ทันจบเพลงผมก็ต้องหรี่วอลลุ่มลงเพราะหูรับไม่ไหว แต่ฟังผ่านภาค DAC ‘Organik’ ของสตรีมเมอร์ Klimax DSM ตัวนี้ผมไม่รู้สึกเสียดแทงหูเลย สามารถโลดแล่นไปกับลีลาของเพลงได้จนจบลงด้วยความชื่นมื่น หลังฟังจบแล้ว ผมเข้าใจเลยว่า เครื่องเสียงที่ดีมากๆ มันสามารถพาเราไปถึงจุดสุดยอดของการเสพเพลงได้จริงๆ ไม่ว่าเพลงนั้นจะมีเลเยอร์ดนตรีที่ซับซ้อนเพียงใดมันก็สามารถ render ออกมาได้หมด หรือกับเพลงที่มีระดับสวิงของไดนามิกที่กว้างและรุนแรงแค่ไหน มันก็ถ่ายทอดออกมาให้ได้สัมปัสสิ่งนั้นแบบไม่มีกั๊ก และไม่มีมลพิษเจือปนด้วย.. สุดยอดมากกก..!!!

อัลบั้ม : Live in Paris (FLAC-16/44.1)
ศิลปิน : Diana Krall
สังกัด : TIDAL
ตอนฟังอัลบั้ม Gounod Faust – Ballet Music / Bizet: Carmen – Suite หลายๆ ช่วงที่เพลงดำเนินไปด้วยเสียงที่แผ่วเบา แต่ผมก็ยังรับรู้ถึงบรรยากาศที่แผ่คลุมได้อย่างชัดเจน มันเป็นรายละเอียดในช่วงแผ่วเบาที่น่าทึ่งมาก แม้ว่าจะมีแค่เสียงของเครื่องดนตรีบางชิ้น แต่ผมก็รู้สึกได้ว่า นักดนตรีที่ดูแลเครื่องดนตรีชิ้นอื่นที่ไม่ได้มีบทบาท ณ เวลานั้น ทว่า พวกเขาทุกคนก็ยังคงนั่งหายใจอยู่ตรงนั้น ไม่ได้ลุกหายไปไหน รายละเอียดในบรรยากาศเหล่านั้นมันกระตุ้นให้รู้สึกถึงความ “มีชีวิตชีวา” ที่แผ่คลุมไปทั้งห้อง เป็นปรากฏการณ์ที่บอกให้รู้ว่า Klimax DSM ไม่ได้ “ดัน” รายละเอียดระดับไมโครดีเทลเหล่านั้นให้ดังขึ้นมาจนผม “ได้ยิน” คือผมไม่ได้ได้ยินรายละเอียดเหล่านั้นเพราะว่ามันดังขึ้น แต่เป็นเพราะสตรีมเมอร์ตัวนี้มันเข้าไปทำให้พื้นเสียงที่รองรับรายละเอียดเหล่านั้นมี ความใส (transparent) มากขึ้น มากจนทำให้ประสาทหูของผมสามารถเล็ดลอดทะลุลงไปรับรู้ถึงความมีอยู่ของรายละเอียดลึกๆ เหล่านั้นได้มากขึ้นนั่นเอง
เป็นเหมือนอย่างที่คิดหรือเปล่า.? เพื่อให้ชัวร์จริงๆ ผมรีบรูดนิ้วขึ้นไปกดฟังเพลง A Case of You ของ Diana Krall ที่ผมบันทึกไว้ใน Playlist ‘Speaker Setup & Fine Tune‘ บน TIDAL ทันที.! ที่ใช้เพลงนี้ตัดสินก็เพราะว่า A Case of You ของไดอาน่า ครอลเพลงนี้ถือว่าเป็น top rate track ในการนำเสนอ “แอมเบี้ยนต์” ที่ฟังแล้วให้ความรู้สึกเหมือนเข้าไปนั่งอยู่ในคอนเสิร์ตครั้งนั้นด้วย ยิ่งตอนฟังผมสร้างบรรยากาศด้วยการปิดไฟดาวน์ไล้ท์ในห้องแล้วเปิดไฟโป๊ะที่มีความสว่างแค่ 2W ยิงขึ้นฝ้า ทำให้บรรยากาศในห้องมีความสลัว เสริมความรู้สึกสงบมากขึ้น ลดการทำงานของประสาทตาลงเพื่อไปเสริมความไวของประสาทหู ทำให้รับรู้ถึงมวลบรรยากาศที่แผ่กระจายออกมาจากลำโพงได้ชัดขึ้น เป็นการยืนยันให้รู้ว่าต้นทางของสัญญาณเสียงที่มาจาก Klimax DSM มันสามารถ “ขูด” เอารายละเอียดระดับไมโครดีเทลที่เป็นส่วนประกอบของบรรยากาศเหล่านั้นออกมาได้ครบถ้วน นั่นทำให้สรุปได้ว่า เมื่อปลายทาง (ลำโพง Reference 3 Meta) สามารถถ่ายทอดผลออกมาได้ แสดงว่าต้นทาง (สตรีมเมอร์ Klimax DSM) มีรายละเอียดเหล่านั้นส่งมาให้ปลายทางด้วย..

อัลบั้ม : Brothers in Arms (20th Anniversary Edition) (DSF64)
ศิลปิน : Dire Straits
สังกัด : Vertigo
ปกติแล้ว เวลาฟังเพลงแนวร็อคแล้วได้ยินเสียงช่วงพีคที่มีอาการแผดจ้าปนออกมากับปลายเสียง เรามักจะมองว่าเป็นเรื่องปกติของเพลงแนวนี้ที่หนีไม่พ้นจะต้องมีเสียงแผดๆ ลักษณะนั้นปนออกมาด้วย กลายเป็นคำพูดติดปากกันไปว่า ถ้าอยากฟังเพลงแนวนี้ก็ต้องฟังไปทนแสบหูไป แต่พอมีโอกาสได้ฟังอัลบั้มเดียวกันนั้นใน 2 เงื่อนไข อันแรกคือฟังจากไฟล์ DSF64 ที่มีความละเอียดสูงกว่าซีดีที่เคยฟังมา และเงื่อนไขที่สองคือฟังกับชุดเครื่องเสียงที่มีคุณภาพสูงมากๆ ภายใต้การเซ็ตอัพที่ลงตัว เราจะพบ “ความจริง” ที่ว่า ร้อยละ 90 ของอาการแผดๆ ที่ติดมากับปลายเสียงช่วงที่ไดนามิกพีคขึ้นไปสูงๆ เหล่านั้น แท้จริงแล้ว มันมาจาก “ความไม่ถึง” ของซิสเต็มนี่เอง.!
ส่วนตัวแล้ว ผมชอบฟังอัลบั้ม Brothers in Arms มาก ผมว่ามันเป็นร็อคที่มี “ความกลมกล่อม” อยู่ในตัว แต่ก็ยอมรับว่า ตั้งแต่สมัยที่ฟังตอนเรียนมหาวิทยาลัยแล้วที่ผมได้ยินอาการแผดๆ ของหลายๆ เพลงที่ติดมากับช่วงพีคของไดนามิก ซึ่งก็มีความเข้าใจคล้อยตามคนส่วนใหญ่ที่ว่า มันเป็นเรื่องธรรมดาของเพลงแนวร็อคที่จะต้องมีเสียงแผดๆ แสบๆ หูแบบนั้นผสมออกมา.. บางคนถึงกับฟันธงเลยว่า ถ้าไม่มีอาการแผดแสบหู ก็ไม่ใช่เพลงร็อคซิ.!!!
วันนี้ผมกำลังนั่งฟังเพลง The Man Too Strong จากอัลบั้มชุด Brothers in Arms เวอร์ชั่นรีมาสเตอร์ที่เป็นไฟล์ DSF64 ซึ่งผมริปออกมาจากแผ่น SACD เป็นสัญญาณ DSD64 ที่มี “ความละเอียด” ของเนื้อข้อมูลสูงกว่าสัญญาณ PCM 16/44.1 ที่ฝังอยู่ในแผ่น CD ถึง 4 เท่า.! โดยเล่นจากสตรีมเมอร์ที่มีราคา 1.69 ล้านบาท ผ่านแอมป์โมโนบล็อกที่มีราคาคู่ละ 2.3 ล้านบาท ทะลุออกลำโพงตั้งพื้นที่มีราคาคู่ละ 6.4 แสนบาท เสียงที่ออกมามันแทรกซึมเข้าไปทำลาย “ความเชื่อ” ที่เคยยึดถือมาจนหมดสิ้น ผมพบว่ามันไม่จริงเลยที่เชื่อกันว่าอาการแผดกร้าวแสบหูที่ติดมากับเสียงช่วงพีคของหลายๆ เพลงในอัลบั้ม Brothers in Arms นี้จะมาจากตัวเพลงเอง เพราะตอนนี้.. วินาทีนี้.. เสียงกีต้าร์ช่วงพีคของเพลง The Man Too Strong ที่ผมได้ยินจากไฟล์ DSF64 ผ่านสตรีมเมอร์ + แอมป์ + ลำโพง ที่มีราคารวมกัน เกือบ 5 ล้านบาท มันไม่มีอาการแผดจนแสบหูอย่างที่เคยฟังเลย.!!!
เสียงที่ได้ยินมันคือเสียงที่มือกีต้าร์กระหน่ำพลังลงไปบนสายกีต้าร์แล้วสะบัดข้อมือรัวๆ มันเป็นเสียงที่ ชัดและกระจ่างกว่าที่เคยได้ยินมา.. มากก!! อาการแผดจ้าแสบหูไม่ปรากฏออกมาเลย ยิ่งเร่งวอลลุ่มก็ยิ่งมัน โอ้วว.. เครื่องเสียงดีๆ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง.!!! หลังจากนั้นเพลง Money For Nothing กับ Walk Of Life ก็ตามมาด้วยระดับความดังของเสียงที่ “คับห้อง” โดยไม่มีอาการแผดจนแสบหูเลย มีแต่ความมันส์ในอารมณ์ล้วนๆ.! ซึ่งเครื่องเสียงชิ้นแรกในซิสเต็มนี้ที่ต้องยกเครดิตให้ก็คือ “สตรีมเมอร์” Klimax DSM เพราะมันเป็นด่านแรกที่ “ดึง” เอารายละเอียดออกมาจากไฟล์เพลงก่อนจะป้อนต่อไปที่แอมป์ ถ้าสตรีมเมอร์ไม่ดี ผลิตสัญญาณต้นทางที่ไร้คุณภาพออกมา มีความเพี้ยนสูง ขจัด noise ออกไปได้ไม่หมดจดจริงๆ แน่นอนว่าแอมป์ก็จะเอาสัญญาณที่มีปัญหานั้นไปขยายผ่านออกทางลำโพง ซึ่งเป็นที่มาของอาการแผดแสบหูที่ว่านั้น
ยิ่งฟังไปนานๆ ผมก็ยิ่งเกิด “ความคุ้นเคย” กับเสียงของภาค DAC ‘Organik’ ที่อยู่ในตัว Klimax DSM มากขึ้น ซึ่งส่วนตัวแล้ว ผมเชื่อว่า ภาค DAC ‘Organik’ น่าจะมีอิทธิพลสูงกับเสียงที่ได้ยินออกมาจากตัว Klimax DSM จากที่เคยฟัง DAC ที่ใช้ภาคแปลงสัญญาณแบบ discrete R-2R มาหลายตัว ผมว่าเสียงของภาค DAC ของ Klimax DSM มันออกมาโทน R-2R ค่อนข้างชัด คือเป็นเสียงที่มีน้ำหนัก มีพลังอัดฉีด แต่ก็ไม่ย่อหย่อนทางด้านความต่อเนื่อง ลื่นไหลที่ดีเยี่ยม ซึ่งเป็นบุคลิกเสียงที่แตกต่างไปจากเสียงของภาค DAC ที่ใช้ชิปสำเร็จอย่างชัดเจน ยิ่งตอนเปิดดังๆ ยิ่งเห็นได้ชัด
ติดปีกให้กับ Klimax DSM ด้วย Optical Network..!!!!
ปัจจุบัน เทรนด์ของการนำเอาระบบการเชื่อมต่อสัญญาณเน็ทเวิร์คด้วย “แสง” (Optical Network) เข้ามาใช้กับระบบมิวสิค สตรีมมิ่ง ที่ใช้อยู่ในชุดเครื่องเสียงเริ่มแพร่หลายมากขึ้น ก่อนหน้านี้จะจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มเล็กๆ เนื่องจากอุปกรณ์ที่ใช้ในการเชื่อมต่อล้วนแต่อยู่ในกลุ่ม network IT ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นกล่อง media converter ที่ใช้ในการแปลงไฟฟ้าให้เป็นแสง ส่วนผลิตภัณฑ์ที่เป็นอุปกรณ์เครื่องเสียงที่รองรับกับการเชื่อมต่อด้วยแสงลักษณะนี้ยังมีออกมาไม่มาก ซึ่งหนึ่งในจำนวนน้อยนิดนั้นก็มี Klimax DSM ตัวนี้รวมอยู่ในนั้นด้วย.!

ภาพข้างบนนั้นคือ ช่องอินพุตสำหรับสัญญาณ optical network (วงกลมสีแดง) ที่อยู่บนแผงหลังของ Klimax DSM ซึ่ง LINN เรียกว่าช่อง “Optical Ethernet”




การเชื่อมต่ออ๊อปติคัล เน็ทเวิร์คไม่ยาก แค่ต้องมีอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ 3 อย่าง ได้แก่ กล่องแปลง media converter, โมดูล SFP และสายไฟเบอร์ อ๊อฟติค ซึ่งทั้งหมดนั้น ผมใช้วิธีสั่งซื้อจากออนไลน์ทุกชิ้น ตัวกล่องแปลง media converter เป็นของยี่ห้อ Omada ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของ TP-Link รุ่น MC 220L กับโมดูล SFP รุ่น SM311LM ก็แบรนด์ Omada ชิ้นที่สามคือสายไฟเบอร์ อ๊อฟติคผมลองสั่งสายไฟเบอร์ อ๊อฟติค มาตรฐาน OM4 (optical multimode level 4) ของแบรนด์ Hoolnx ยาว 2 เมตร มาทดลองใช้ ส่วนการเชื่อมต่อระบบก็ไม่มีอะไรซับซ้อน (*ดูตามชาร์ตข้างบน)
เสียง..?? จริงๆ แล้ว ข้อดีของการเชื่อมต่อเน็ทเวิร์คด้วยแสงผ่านสายอ๊อฟติคฯ ในแง่ของ “ข้อมูล” ก็เป็นเรื่องของ “ความยาว” คือทำให้การเชื่อมต่อสัญญาณเน็ทเวิร์คที่มีระยะทางไกลสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงกว่าการเชื่อมต่อด้วยสาย Ethernet ที่ใช้ตัวนำทองแดง เพราะการนำส่งข้อมูลด้วยแสงให้ความเร็วสูงกว่า ในขณะที่การเชื่อมต่อด้วยแสงใช้ต้นทุนที่ต่ำกว่ามาก เนื่องจากสายไฟเบอร์ อ๊อฟติคไม่ต้องเปลืองชีลด์เหมือนสาย Ethernet ที่ใช้ตัวนำทองแดง
เนื่องจากการนำส่งข้อมูลที่อยู่ในรูปของ “สัญญาณเสียงดิจิตัล” ทางเน็ทเวิร์คผ่าน “แสง” มาใช้กับชุดเครื่องเสียงยังไม่แพร่หลายในวงกว้าง พอถามถึง “คุณภาพเสียง” เมื่อเทียบกับการนำส่ง “สัญญาณเสียงดิจิตัล” ด้วยเน็ทเวิร์ค ผ่านสายแลน Ethernet ที่ใช้ตัวนำทองแดง คำตอบที่ได้รับกลับมามักจะแตกออกเป็นสองเสียง คือบางเสียงก็ว่าดีกว่าสายทองแดง บ้างก็ว่าด้อยกว่า และเสียงที่บอกว่าด้อยกว่ามักจะติว่า นำสัญญาณด้วยแสงเสียงบาง แห้ง สู้สายทองแดงไม่ได้ แต่ผลที่เกิดขึ้นกับการทดลองใช้กับ Klimax DSM ด้วยอุปกรณ์ระดับ IT Grade ของผมครั้งนี้พบว่า การนำส่งสัญญาณเน็ทเวิร์คผ่านระบบแสงด้วยสายอ๊อปติค ให้เสียงออกมา “ดีกว่า” ผ่านสายทองแดง “เล็กน้อย” ในนาทีแรกๆ ของการทดลองฟังจะรู้สึกเหมือนไม่ต่างกันมาก คือมันไม่ได้ต่างกันมากชนิดหน้ามือกับหลังมือ (เมื่อคุณแม็ทชิ่งสาย Ethernet กับซิสเต็มจนลงตัวดีแล้ว) ฟังเผินๆ เหมือนจะไม่มีอะไรต่าง ต้องฟังซ้ำแล้วสแกนหาจุดต่าง สุดท้ายพบว่า การนำส่งสัญญาณเน็ทเวิร์คผ่านแสงให้เสียงที่สะอาดกว่า อาการแผดจ้าของปลายเสียงที่เกิดขึ้นช่วงที่ไดนามิกพีคขึ้นไปสูงๆ ลดน้อยลงอย่างมีนัยยะ อีกจุดที่มีความแตกต่างมากพอให้รับรู้ได้ก็คือ “คอนทราสน์ ไดนามิก” ที่เกลี่ยช่วงดัง–เบาได้ละเอียดเนียนมากกว่า ฟังเสียงร้องหรือเสียงบรรเลงของเครื่องสายอย่างไวโอลิน จะรับรู้ได้ว่ามีความลื่นไหลมากกว่า.. พื้นเสียงใสกว่า โดยรวมแล้ว เสียงที่ได้จากการนำส่งสัญญาณเน็ทเวิร์คด้วยแสงกับ Klimax DSM ตัวนี้มีผลไปในทางที่ “ดีกว่า” นำส่งผ่านทางสาย Ethernet ที่ใช้ตัวนำทองแดง ในระดับที่ไม่มากนัก แต่เมื่อรับรู้ถึงจุดที่แตกต่างแล้ว จะกลับไปฟังแบบผ่านสายทองแดงก็ไม่ได้ซะแล้ว..!!! ใครซื้อสตรีมเมอร์ Klimax DSM ตัวนี้ไปใช้ แนะนำเป็นอันขาดให้หาโอกาสทดลองเชื่อมต่อสัญญาณเน็ทเวิร์คผ่านทางช่อง Optical Ethernet (ตามชื่อที่ LINN ใช้) ให้ได้..!
หลังจากได้ทดลองฟังการเชื่อมต่อสัญญาณเน็ทเวิร์คด้วยแสงผ่านสายอ๊อปติคฯ ไปแล้ว ผมรู้สึกชอบเสียงของมันมาก คือมันไม่ได้ไปเปลี่ยน “โทนัลบาลานซ์” ของอุปกรณ์ไปจากเดิม แต่มันส่งผลดีต่อเนื้อเสียงที่สะอาดและเปิดโล่งมากกว่าการนำส่งสัญญาณเน็ทเวิร์คที่ใช้สายทองแดงอย่างชัดเจน อนาคตผมจะเอาวิธีเชื่อมต่อสัญญาณเน็ทเวิร์คด้วยแสงผ่านสายอ๊อปติคฯ แบบนี้ไปประยุกต์ใช้กับสตรีมเมอร์ตัวอื่นๆ ด้วย..
สรุป
คำว่า “Source First” ที่ LINN นำมาใช้เป็นสโลแกนประจำแบรนด์ของเขานั้น แรกๆ ฟังดูเหมือนจะเป็นนามธรรม เป็นแค่คำโก้ๆ แต่หลังจากได้ทดสอบประสิทธิภาพของ Klimax DSM เสร็จแล้ว ต้องยอมรับว่า พวกเขาทำได้จริง ตามสโลแกนที่ตั้งไว้เป๊ะๆ.!
ไม่ว่าจะเอา Klimax DSM เข้าไปใช้กับซิสเต็มไหน มันก็จะเข้าไปแสดงอิทธิฤทธิ์ออกมาให้เห็นเสมอ ถ้าถามว่าคุ้มมั้ยกับงบประมาณ 1.69 ล้านบาท สำหรับค่าตัวของ Klimax DSM ตัวนี้.? บอกตรงๆ นะว่า ตลอดเวลาที่นั่งฟังทดสอบสตรีมเมอร์ตัวนี้ ผมถามตัวเองตลอดว่า จะติมันตรงไหนได้บ้างเนี่ย..?? มันเป็นสตรีมเมอร์ที่ให้ประสบการณ์ในการฟังที่ “อยู่เหนือ” ความคาดหวังของผมไปไกล ถ้าจะให้สรุปบททดสอบด้วยประโยคสั้นๆ สำหรับสตรีมเมอร์ตัวนี้ ผมก็ขอใช้คำว่า นี่คือหนึ่งในมิวสิค สตรีมเมอร์ที่ “ดีที่สุด” ที่ผมเคยทดสอบมา.!!!
*** HIGHLY RECOMMENDED!!! ***
สำหรับ
Music Streamer ระดับราคา “ไม่เกิน 2,000,000 บาท“
*****************************
ราคา : 1,690,000 บาท / เครื่อง
*****************************
สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
LINN Thailand
สยามพารากอน
โทร. 094-194-1464



