ถ้าอธิบายว่า R2R Ladder DAC เป็น DAC ที่สร้างขึ้นด้วยการนำเอา Resistor เป็นตัวๆ จำนวนมากมาเรียงต่อๆ กันเป็นขั้นบันได เพื่อใช้ในการแปลงสัญญาณดิจิตัลให้ออกมาเป็นสัญญาณอะนาลอก ซึ่งต่างจาก DAC ทั่วไปที่ใช้ชิปไอซีตัวเล็กๆ ของแบรนด์ต่างๆ เช่น ESS Technology, TI, AKM ฯลฯ ในการทำหน้าที่เดียวกันนี้.. แบบนี้คุณอาจจะงง และนึกภาพไม่ออก แต่ถ้าบอกว่า R2R Ladder DAC คือ วงจรอิเล็กทรอนิคแผงใหญ่ๆ ที่นักออกแบบชิป DAC ทำออกมาเป็น “ต้นแบบ” ซึ่งสามารถปรับจูนค่าต่างๆ ได้ตามต้องการ หลังจากปรับจูนเสร็จก็นำส่งแผงวงจร DAC ต้นแบบนั้นเข้าไปที่โรงงานทำชิป เพื่อเอาวงจร “ต้นแบบ” ของ DAC ตัวนั้นไปผ่านกระบวนการ “ย่อส่วน” ให้ออกมาเป็นชิป DAC ตัวเล็กๆ นั่นเอง.. อธิบายแบบนี้อาจจะพอนึกภาพออกมากกว่า
ด้วยเหตุนี้ ชิป DAC ตัวเล็กๆ ทุกเบอร์ของทุกแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นชิป DAC ของค่าย ESS Technology, TI (หรือ Burr-Brown เดิม), AKM ฯลฯ ล้วนทำมาจาก “ต้นแบบ” ที่เป็นวงจรอิเล็กทรอนิคแผงใหญ่ๆ ที่ออกแบบด้วย resistor เป็นตัวๆ เหมือนกันทั้งหมด สาเหตุที่ต้องเอาแผง “ต้นแบบ” เหล่านั้นไปทำเป็นชิป ก็ด้วยเหตุผล 2 ประการ ประการแรกคือต้องการลดต้นทุนของภาค DAC เพื่อให้แบรนด์ต่างๆ สามารถนำชิป DAC นั้นไปใช้ออกแบบเครื่องเล่นซีดี, สตรีมเมอร์ หรือดีทูเอ คอนเวิร์ตเตอร์ออกมาจำหน่ายในราคาที่ตลาดยอมรับได้ เพราะไม่ต้องมีต้นทุนในการออกแบบภาค DAC แผงใหญ่ๆ ด้วยตัวเอง ส่วนอีกเหตุผลก็เพื่อให้สามารถนำไปใช้ทำภาค DAC ในอุปกรณ์พกพาที่มีขนาดเล็กได้ อย่างเช่น สมาร์ทโฟน, เครื่องเล่นเกมส์วิดีโอ, เครื่องเล่นไฟล์เพลงแบบพกพา (DAP) เป็นต้น
Chip DAC vs. Discrete (R2R) DAC

ลักษณะของแผงวงจร R2R Ladder DAC ที่ใช้ทำดีทูเอ คอนเวิร์ตเตอร์ของ Rockna Audio
ภาค DAC ที่อยู่ในรูปของแผงวงจรขนาดใหญ่ที่เป็น “ต้นแบบ” ของชิป DAC ใช้ต้นทุนในการผลิตสูงมาก เนื่องจากส่วนประกอบหลักคือตัวต้านทาน หรือ resistor ที่ใช้ในการออกแบบจำนวนมากต้องมีค่าที่ถูกต้องตามที่ถูกคำนวนไว้ในวงจรเป๊ะๆ ในทางปฏิบัติจึงต้องมีการคัดเลือกด้วยการวัดค่ากันอย่างหนักกว่าจะได้รีซีสเตอร์ที่มีค่าที่ต้องการครบจำนวนที่ต้องใช้ นี่คือต้นทุนหลักที่สูงมากทั้งทางด้านวัตถุดิบ, เครื่องมือ และเวลา ในอดีตจึงไม่มีใครเอาภาค DAC ที่ออกแบบด้วยการเรียงรีซีสเตอร์แบบ R2R ลักษณะนี้มาทำเครื่องเล่นซีดี หรือสตรีมเมอร์ออกขาย เหตุผลก็เพราะเรื่องของต้นทุนอย่างที่ว่านี่แหละ
แผงวงจรดีสครีต R2R Ladder DAC หนึ่งแผงหลังจากปรับจูนเสร็จ สามารถนำไปใช้เป็น “ต้นแบบ” ในการผลิตออกมาเป็นชิป DAC ได้จำนวนมหาศาล ทำให้ชิป DAC มีราคาถูกกว่าต้นแบบหลายเท่า แต่เนื่องจากดีทูเอฯ ที่ใช้ชิป DAC ในการออกแบบยังต้องมีการทำงานอีกหลายส่วนเข้ามาประกอบกัน อาทิ ภาคดิจิตัล อินพุต, ภาคอะนาลอก เอ๊าต์พุต, ภาค clock และภาคเพาเวอร์ซัพพลาย จึงทำให้ผู้ผลิตชิป DAC จำเป็นต้องทำการ “ล็อค” สเปคฯ ของชิป DAC เอาไว้ในบางแง่ เพื่อให้ชิป DAC ของตนมีความสามารถรองรับกับการออกแบบภาคส่วนต่างๆ ได้หลากหลาย รวมทั้งมีการออกแบบการทำงานบางส่วน อย่างเช่น โอเวอร์แซมปลิ้ง, ดิจิตัล ฟิลเตอร์ ฯลฯ แบบสำเร็จรูปมาให้ ประกอบเป็นชิปเซ็ตออกมาร่วมกับชิป DAC เพื่อให้ง่ายต่อผู้ผลิตเครื่องเสียงที่นำชิป DAC เหล่านั้นไปใช้ในการออกแบบเครื่องเสียงประเภทต่างๆ ไม่ต้องเสียเงินจ้างผู้เชี่ยวชาญทางด้าน digital audio ระดับสูงมาช่วยออกแบบ ถือว่าเป็นการลดต้นทุนให้กับผู้ผลิตเครื่องเสียงได้อีกทางหนึ่ง
ปัจจุบัน ผู้ผลิตชิป DAC ต่างก็ต้องแข่งขันกันรุนแรง จึงมีการผลิตชิป DAC ที่มีคุณภาพลดหลั่นกันไปหลายระดับ ซึ่งแน่นอนว่า ชิปที่มีราคาต่ำลงไปก็ย่อมที่จะให้คุณภาพเสียงที่ต่ำลงไปตามระดับราคาด้วย จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นว่า “ข้อดี” ของชิป DAC อยู่ที่ “ต้นทุนต่ำ” และ “ง่ายต่อการนำไปใช้ออกแบบ” ในขณะที่ “ข้อด้อย” ก็คือ คุณภาพเสียงที่ได้ออกมาจะถูกจำกัดอยู่ที่ความสามารถของชิป DAC เหล่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับ R2R Ladder DAC แล้ว จะตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง คือ “ข้อดี” ที่ต้นทุนต่ำของชิป DAC จะกลายเป็น “ข้อด้อย” ของ R2R Ladder DAC ที่มีต้นทุนสูงกว่ามาก แต่ในขณะเดียวกัน R2R Ladder DAC มีข้อดีที่ได้เปรียบชิป DAC อย่างมากตรงที่มันเปิดโอกาสให้ผู้ที่นำไปใช้ออกแบบเครื่องเสียงสามารถปรับจูนพารามิเตอร์ต่างๆ ให้ได้ผลลัพธ์ออกมาตามที่ผู้ออกแบบอุปกรณ์เครื่องเสียงนั้นๆ ต้องการได้อย่างที่ใจปรารถนา (ถ้ามีความรู้มากพอ.!) ซึ่งชิป DAC ไม่เปิดโอกาสให้ทำเช่นนี้ได้..!
Nicolae ‘Nucu’ Jitariu คนออกแบบและผู้ก่อตั้ง Rockna Audio
จากที่กล่าวมาตามลำดับ คงพอจะมองเห็นภาพแล้วว่า การออกแบบอุปกรณ์ประเภท external DAC ที่ใช้ภาค DAC แบบ R2R Ladder DAC น่าจะเป็นหนทางที่ทำให้ได้คุณภาพเสียงที่ “ล้ำเลิศ” เหนือกว่าใช้ชิป DAC อย่างมาก เพราะ R2R Ladder DAC มันเปิดโอกาสให้ผู้ออกแบบสามารถเข้าไปทำการปรับตั้งค่าและจูนเสียงได้อย่างละเอียด คนออกแบบอยากจะเจาะเข้าไปปรับแต่งตรงจุดไหนก็สามารถทำได้หมด เพราะ R2R Ladder DAC มีลักษณะเป็นแผงวงจรแบบดีสครีต มองเห็นอุปกรณ์บนแผงทุกชิ้น จะวัดค่าตรงจุดไหนก็ทำได้ อยากจะปรับค่า จูนค่าตรงจุดไหนก็สามารถทำได้หมด แต่… ช้าก่อน.! ถ้าคนออกแบบไม่เก่งกาจทางด้านดิจิตัล ออดิโอมาก่อน การเข้าไปยุ่มย่ามในภาค DAC อย่างนั้นอาจจะกลายเป็นสร้างความเสียหายให้กับเสียงซะมากกว่า ดังนั้น คนที่จะสามารถปรับจูน R2R Ladder DAC ได้ผลลัพธ์ที่ดีจริงๆ ก็จะต้องเป็นคนที่มีความเชี่ยวชาญและเก่งกาจทางด้านดิจิตัล ออดิโอมาอย่างโชกโชนเท่านั้น

ผู้ชายซ้ายมือในภาพข้างบนนี้มีชื่อว่า Nicolae Jitariu เขาคือคนที่ออกแบบ external DAC ให้กับผู้ผลิตอุปกรณ์เครื่องเสียงระดับซุปเปอร์ไฮเอ็นด์ที่เป็นแบรนด์ชั้นนำของโลกอย่าง Goldmund, Wadia, MSB และ PS Audio เขาคือ “ตัวพ่อ” สำหรับวงการ R2R Ladder DAC ซึ่งหลังจากอยู่เบื้องหลังทำงานให้กับแบรนด์ชั้นนำเหล่านั้นมานาน เขาก็สบโอกาสออกมาทำผลิตภัณฑ์ของตัวเองภายใต้ชื่อแบรนด์ Rockna Audio โดยเริ่มต้นเมื่อปี 1999 เป็นต้นมา
Nicolae Jitariu ถือสัญชาติโรมาเนีย และผลิตภัณฑ์ของ Rockna Audio ทุกชิ้นต่างก็ผ่านการออกแบบและผลิตในประเทศโรมาเนียทั้งสิ้น แม้ว่าชื่อของเขาจะไม่ได้เป็นที่รู้จักแพร่หลายเพราะผลงานที่ผ่านมาเป็นการทำงานอยู่เบื้องหลัง แต่ด้วยโปรไฟล์ในวงการดิจิตัล ออดิโอที่แน่นปึ้กของเขาคนนี้ ก็พอที่จะทำให้เชื่อได้ระดับหนึ่งว่า external DAC รุ่นท็อปที่ชื่อว่า Wavedream DAC ของ Rockna Audio ที่เกิดจากน้ำมือของ Nicolae Jitariu ผู้นี้ น่าจะให้เสียงที่มีความโดดเด่นเหนือกว่า external DAC ที่ใช้ชิปสำเร็จรูปทั่วไปอย่างแน่นอน แต่ก่อนจะไปลองฟังเสียง เราไปสำรวจหน้าตาและดีไซน์ของ external DAC ตัวนี้กันก่อน
หน้าตาแนวอินทรูเม้นท์ ดีไซน์ .!

1. สวิทช์เปิด/ปิดเครื่อง
2. จอแสดงผล (OLED)
3. ปุ่ม MENU กดเพื่อเข้าไปปรับตั้งค่าต่างๆ
4. ปุ่ม DISP กดเพื่อปรับตั้งความสว่างของหน้าจอ
5. ปุ่ม UP(+) กดเพื่อเพิ่มวอลลุ่ม หรือกดเพื่อเลือกหัวข้อเมนู
6. ปุ่ม DOWN กดเพื่อลดวอลลุ่ม หรือเลื่อนไปหัวข้อเมนูใหม่
รูปร่างหน้าตาของ Wavedream DAC ตัวนี้จะออกแนว instrument หน่อยๆ คือมี “ความดิบ” แบบเครื่องมือในสตูดิโออยู่ในตัว งานประกอบตัวถังใช้เทคนิคดั้งเดิมคือขันยึดแต่ละชิ้นส่วนเข้าหากันด้วยสกรูหกแฉก ผนังแต่ละด้านทำมาจากอะลูมิเนียมหนา โดยเฉพาะแผงหน้ามีความหนาถึง 20 มิลลิเมตร (2 ซ.ม.) ผิวนอกอะโนไดร้สีดำทั้งตัว ทำให้ภาพรวมทางด้านรูปลักษณ์ของ external DAC ตัวนี้ออกไปทางขรึม เข้ม สุขุม เอาจริง ไม่ได้ออกแนวคอสเมติก ฟุ้งฟิ้ง หรูหรา สไตล์เครื่องเสียงไฮเอ็นด์สมัยใหม่

บนแผงหน้ามีเฉพาะปุ่มปรับที่จำเป็นแค่ 5 ปุ่ม บวกกับจอแสดงผล (2) ขนาด 6.5 ซ.ม. (วัดแนวทะแยง) อีกหนึ่งจอ โดยใช้แผง OLED ที่มีความละเอียด 128 x 64 พิกเซลในการแสดงผลด้วยตัวอักษรและตัวเลขสีขาว สามารถปรับความสว่างได้ 4 ระดับ (ดับจอได้) ตรงตำแหน่งติดตั้งจอและปุ่มกดทั้งหมดมีการออกแบบให้เป็นกรอบนูนเล่นระดับเพิ่มความเก๋ ปุ่มกดทั้งหมดทำเป็นสีเงินวาว ตัดลอยขึ้นมาจากพื้นแผงหน้าสีดำ
แผงหลัง..

1. ช่องอินพุต S/PDIF
2. ช่องอินพุต AES/EBU
3. ช่องอินพุต I2S 1 & 2
4. ช่องอินพุต USB type B
5. ขั้วต่อ RCA สำหรับสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุต ซ้าย/ขวา แบบซิงเกิ้ลเอ็นด์
6. ขั้วต่อ XLR สำหรับสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุต ซ้าย/ขวา แบบบาลานซ์
แผงหลังก็เรียบง่าย เป็นที่ติดตั้งของขั้วต่ออินพุตและเอ๊าต์พุตทั้งหมด โดยที่ขั้วต่อสัญญาณ digital input ทั้ง 4 รูปแบบถูกเรียงกันไว้บริเวณตรงกลางของแผงหลัง เริ่มจากซ้ายไปขวาคือ (1) coaxial, (2) AES/EBU, (3) I2S ให้มาสองช่อง และ (4) USB ในขณะที่ขั้วต่อสำหรับสัญญาณ analog out ซึ่งมีให้มาทั้งแบบบาลานซ์ ผ่านขั้วต่อ XLR และแบบอันบาลานซ์ ผ่านขั้วต่อ RCA อย่างละชุด ถูกแยกไว้ทางด้านซ้ายและขวาของแผงหลัง ฉีกออกไปคนละด้าน เวลาต่อเชื่อมสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์ด้วยขั้วต่อ RCA ระวังจะเสียบแชนเนลขวาผิด เพราะมันอยู่ใกล้กับช่องอินพุต coaxial ที่ใช้ขั้วต่อแบบเดียวกัน มองผิวเผินอาจจะเข้าใจผิดได้ (ผมโดนมาแล้ว.!!)
ขั้วต่อที่ให้มาคุณภาพดี อีกอย่างที่ผมชอบคือแยกช่องอะนาลอก เอ๊าต์ไว้คนละด้านแบบนี้ ทำให้เสียบสายสัญญาณง่าย ใช้สายสัญญาณที่มีหัวแจ๊คใหญ่ๆ ก็ไม่เบียดกัน ส่วนช่องรับไฟเอซีขาเข้าเป็นเต้ารับสามขา IEC แยกกราวนด์ สามารถอัพเกรดสายไฟเอซีได้
ความสามารถในการรองรับสัญญาณดิจิตัล อินพุต
ช่อง digital input ทั้ง 4 รูปแบบ ที่ให้มามีความสามารถในการรองรับสัญญาณอินพุตไม่เท่ากัน ..

จากตารางข้างบน จะเห็นว่า ที่อินพุตขั้วต่อ RCA (coaxial) กับขั้วต่อ XLR (AES/EBU) มีความสามารถรองรับสัญญาณดิจิตัล อินพุตได้เท่ากัน คือสูงสุดถึงระดับ 24/192 ที่เป็นสัญญาณ PCM และสูงสุดถึงระดับ DSD64 สำหรับสัญญาณ DSD ด้วยฟอร์แม็ต DoP ส่วนอินพุตที่สะท้อนประสิทธิภาพสูงสุดของภาค DAC ในตัว Wavedream DAC จริงๆ ต้องเป็นอินพุต HD-Link1r กับช่องอินพุต HD-Link2r ที่ใช้วิธีการส่งผ่านสัญญาณจากต้นทาง (transport) ไปปลายทาง (DAC) ด้วยเทคนิค LVDS (Low Voltage Differential Signaling) ซึ่งสามารถรองรับการรับ/ส่งสัญญาณ PCM ได้สูงสุดถึงระดับ 32bit ที่แซมปลิ้ง 384kHz และรับ/ส่งสัญญาณ DSD ได้สูงถึงระดับ DSD512 ส่วนอินพุต USB ก็รองรับได้ใกล้เคียงกับช่องอินพุต HD-Link ทั้งสองช่องถ้าโปรแกรมเล่นไฟล์ DSD ที่ส่งมาให้รองรับ ASIO
ดีไซน์ภายใน
Wavedream DAC มีอยู่ 2 เวอร์ชั่น ความแตกต่างอยู่ที่โมดูล R2R Discret Ladder DAC ที่ใช้ เวอร์ชั่น Signature ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นสูงสุด ใช้โมดูลรุ่น RD-0 ส่วนอีกเวอร์ชั่นคือ Edition รองลงมาจะใช้โมดูลรุ่น RD-1


ตัวที่ได้รับมาทดสอบเป็น Wavedream DAC เวอร์ชั่น Edition XLR ใช้โมดูล RD-1 ทั้งหมด 4 โมดูล วางวงจรแบบ Full Symmetrical แยกสำหรับสัญญาณซีกซ้ายกับซีกขวาในลักษณะบาลานซ์ แต่ละโมดูลใช้โครงสร้างในการทำงานร่วมกับอัลกอริธึ่มที่มีพลังในการประมวลผลสูงถึง 26-bit (เขียนอยู่บน FPGA) รองรับแซมปลิ้งเรตในการแปลงสัญญาณได้สูงถึง 6MHz นอกจากนั้น ไม่มีการใช้วงจรบัฟเฟอร์ที่เอ๊าต์พุตของโมดูลอีกด้วย ส่งผลให้สัญญาณอะนาลอกที่ได้ออกมาทางเอ๊าต์พุตมีความโปร่งใส เป็นธรรมชาติ และสามารถฉีดพลังได้สุดขีดไม่มีอั้น
ดิจิตัล ฟิลเตอร์ (digital filter)
นอกจากโมดูล DAC แบบแยกชิ้น (discrete) ที่มีพลังประมวลผลที่สูงลิบแล้ว องค์ประกอบรายรอบอื่นๆ ที่มีผลกับประสิทธิภาพการทำงานของโมดูล DAC ก็ได้รับการออกแบบอย่างพิเศษอีกด้วย อาทิเช่น ภาค digital filter ที่ชื่อว่า ‘Parks-McCellan’ ซึ่งเป็นอัพแซมปลิ้ง ฟิลเตอร์ที่พวกเขาคิดค้นขึ้นมาเอง เนื่องจากรูปแบบการทำงานถูกกำหนดให้ทำการอัพแซมปลิ้งสัญญาณอินพุต “ทุกค่า” ขึ้นไปด้วยจำนวนเท่าของอัตราแซมปลิ้งของสัญญาณอินพุต (ระดับสูงสุดของการอัพฯ อยู่ที่ 16 เท่า) โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ 768kHz กับ 705.6kHz ขึ้นอยู่กับว่าสัญญาณอินพุตที่เข้ามาใช้ฐานไหนระหว่าง 48kHz หรือ 44.1kHz นั่นคือ..

หลังจากที่สัญญาณอินพุตทุกระดับถูกอัพแซมปลิ้งขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 705.6kHz / 768kHz แล้ว มันจะถูกฟิลเตอร์กลับลงมาด้วยวงจรดิจิตัล ฟิลเตอร์ ‘Parks-McCellan’ ที่พวกเขาคิดค้นขึ้นมาเอง โดยออกแบบรูปแบบของฟิลเตอร์ที่ต่างกันไว้ให้ยูสเซอร์เลือกใช้ 3 รูปแบบ คือ Minimum Phase, Linear Phase และ Hybrid ซึ่งส่วนตัว ถ้าเล่นไฟล์สเปคฯ ต่ำๆ ผมชอบฟิลเตอร์ Linear Phase ตรงที่มันให้โฟกัสคมดี แต่ถ้าเล่นไฟล์สเปคฯ สูงๆ อย่างพวกไฮเรซฯ ผมจะชอบตัว Minimum Phase มากกว่า จริงๆ แล้วแต่ละตัวเสียงต่างกันไม่เยอะ อย่างตัว Hybrid ก็ผสมข้อดีของทั้งสองรูปแบบเอาไว้ แนะนำให้ทดลองเลือกแล้วฟังดู ชอบตัวไหนก็ไม่ผิด ได้ทั้งสามตัว วิธีเลือกรูปแบบฟิลเตอร์ก็ทำได้ง่ายๆ เพียงกดปุ่มบนหน้าปัด หรือกดจากรีโมทไร้สายที่ให้มาก็ได้
ใครชอบแบบดิบๆ สามารถปิดไม่ใช้ฟิลเตอร์ได้ด้วยนะ สั่ง OFF ได้ ซึ่งสัญญาณอินพุตที่ไปผ่านภาค DAC จะไม่ถูกกรองความถี่ทิ้งเลย แต่อาจจะเจอกับปัญหาความไม่ลิเนียร์ของอุปกรณ์ที่ใช้ในแอมป์ที่เจอกับความถี่สูงมากๆ ผมลองแล้ว เสียงโดยรวมเหมือนจะออกมาสดและดิบ แต่ไม่ดีตรงที่รู้สึกมีอะไรแปร่งๆ หูออกมาด้วย ฟังนานๆ เปิดดังๆ กลัวทวีตเตอร์จะขาด.!
ระบบ Clock
นี่คือหัวใจของภาค DAC จะได้เสียงออกมาดี หรือไม่ดี อยู่ที่ระบบ Clock ซึ่งเท่าที่ผมเคยทดสอบ external DAC มา ยังไม่เคยเห็นผู้ผลิตเจ้าไหนที่อธิบายให้เห็นถึงความสำคัญของระบบ clock ที่ใช้ในภาค DAC ได้เห็นภาพเท่ากับแบรนด์นี้ แสดงว่า Nicolae Jitariu คนออกแบบ ext.DAC ตัวนี้มีความเข้าใจในสิ่งที่เขาทำอย่างลึกซึ้ง เพราะสิ่งที่เขาอธิบายมันลงในรายละเอียดลึกกว่าที่อ่านเจอในผลิตภัณฑ์ประเภทเดียวกันของแบรนด์อื่น
“.. Apart from the performance of the clock itself, equally critical is the construction of the clock tree (the clock distribution architecture) inside the DAC.” นอกเหนือจากคุณภาพของตัว clock เองแล้ว สิ่งที่สำคัญซึ่งส่งผลต่อเสียงมากไม่แพ้กันก็คือการกระจายสัญญาณ clock ไปในส่วนต่างๆ ของภาค DAC และ “.. The jitter amount that really counts it’s not only the performance of the clock itself – but the clock which actually enters the dac and is used for conversion – let’s call it the conversion clock.” เขาบอกด้วยว่า ปริมาณจิตเตอร์* ที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากประสิทธิภาพของตัว clock เองเท่านั้น จากยังมีจิตเตอร์ที่เกิดจากการทำงานของระบบ clock ที่อยู่ในภาค DAC และระบบ clock ที่ใช้ในการแปลงสัญญาณดิจิตัลเป็นอะนาลอกด้วย
ข้อความข้างต้นบอกให้รู้เป็นนัยว่า ในเมื่อเขารู้ต้นตอของปัญหา ก็แน่นอนว่า เขาก็ต้องสามารถเข้าไปแก้ไขปัญหาของจิตเตอร์ได้ตรงจุดนั่นเอง ซึ่งจากการทดลองฟังเสียงของ Wavedream DAC ตัวนี้แล้ว ผมเชื่อเลยว่า นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เสียงของ Wavedream DAC ตัวนี้มีมูพเม้นต์ที่ลื่นไหล ไทมิ่งดี และมีเนื้อมวลที่เนียนนวลอย่างมาก.!!!
* (Jitter = เป็นศัตรูตัวร้ายของระบบเสียงดิจิตัล.. มีมากไม่ดี!)
Wavedream DAC ตัวนี้ใช้ระบบ clock ที่ชื่อว่า Femtovox Clock ซึ่งเป็นระบบ clock ที่มีความล้ำในการออกแบบกว่าทั่วไป จุดประสงค์เพื่อขจัดปัญหา jitter ในระบบ DAC ให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด มุ่งเป้าไปที่คุณภาพเสียงสูงสุดนั่นเอง
ภาค analog output
ส่วนสำคัญอีกส่วนที่เป็นด่านสุดท้ายก่อนที่สัญญาณอะนาลอกจะถูกส่งออกไปทางเอ๊าต์พุต นั่นคือภาค analog output ซึ่งพวกเขาออกแบบให้มันทำงานเป็นเสมือนบัฟเฟอร์สเตจแบบไฮสปีด คอมโพเน้นต์แต่ละชิ้นเน้นเป็นแบบแยกชิ้น ฝังขาบัดกรีลงบนแผ่นวงจรเป็นหลัก หลีกเลี่ยงการใช้ไอซี เพื่อให้การจ่ายกระแสออกมาได้เต็มที่ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ขยายสัญญาณเลือกใช้พวก J-FET และ bipolar และจัดกระแสไบอัสวงจรขยายแบบ class A ส่วนภาคเพาเวอร์ซัพพลายก็ใช้แบบโลว์ อิมพีแดนซ์ + โลว์น้อยซ์ แยกเด็ดขาดระหว่างภาคจ่ายไฟที่ใช้เลี้ยงวงจรดิจิตัลกับวงจรอะนาลอก โดยใช้หม้อแปลงถึง 3 ตัว วงจรจ่ายไฟทั้งหมดเป็นลิเนียร์ แยกเรกูเลเตอร์ถึง 20 ชุดโดยให้ความสำคัญกับภาคจ่ายไฟที่เลี้ยงโมดูล DAC เป็นพิเศษ
วอลลุ่ม คอนโทรล

Wavedream DAC มีรีโมทไร้สายแถมมาให้ เห็นรูปทรงแล้วนึกถึงแบทแมน บนนั้นมีฟังท์ชั่นหลายอย่างเพราะมันเป็น universal remote ที่ใช้ควบคุมการทำงานอุปกรณ์เครื่องเสียงได้ครบทั้งเครื่องเล่นซีดี, แอมป์, ปรี และ DAC เนื่องจากเอ๊าต์พุตของ Wavedream DAC ตัวนี้ถูกควบคุมผ่านดิจิตัล วอลลุ่มที่แบ่งเอ๊าต์พุตออกเป็นขั้นย่อยๆ ขั้นละ 0.5dB เมื่อลดวอลลุ่มต่ำสุด ตัวเลขสเกลบนหน้าจอจะแสดงอยู่ที่ -127.5dB เมื่อเร่งเสียงให้ดังสุด สเกลวอลลุ่มจะแสดงเป็น 0dB

ถ้าคุณใช้งาน Wavedream DAC ในลักษณะของ external DAC ร่วมกับปรีแอมป์ หรืออินติเกรตแอมป์ที่ปรับวอลลุ่มได้ แนะนำให้เร่งวอลลุ่มของ Wavedream DAC ไปที่ระดับสูงสุดคือ 0dB ซึ่งคุณต้องปรับที่ปุ่ม UP [+] บนแผงหน้าปัด หรือจากรีโมทไร้สาย (เขาไม่มีฟังท์ชั่น Fixed วอลลุ่มมาให้) เวลาฟังถ้าต้องการเพิ่ม/ลดความดังก็ไปใช้วอลลุ่มของแอมป์จะให้ผลทางเสียงดีกว่าใช้วิธีเพิ่ม/ลดวอลลุ่มที่ตัว Wavedream DAC
ผมทดลองต่อตรงจากเอ๊าต์พุตของ Wavedream DAC ไปเข้าที่เพาเวอร์แอมป์โดยไม่ผ่านปรีแอมป์ เสียงออกมาเข้มข้นดี แต่ไม่รู้สึกผ่อนเท่ากับผ่านปรีแอมป์ที่มีคุณภาพสูงๆ
การเชื่อมต่อสัญญาณดิจิตัล อินพุตเข้าทางช่อง HD-Link (HDMI) ของ Wavedream DAC
กรณีที่คุณเล่นแผ่นซีดี ผ่านเครื่องเล่นซีดีหรือเครื่องเล่นดีวีดี/บลูเรย์ แล้วส่งสัญญาณดิจิตัลมาเข้าที่ช่องดิจิตัลอินพุตของ Wavedream DAC ซึ่งเป็นสัญญาณ PCM 16/44.1 คุณมีอินพุตอยู่ 2 ช่องทางให้เลือกคือ coaxial (RCA) กับ AES/EBU (XLR) แต่กรณีที่คุณใช้ไฟล์เพลงจาก NAS หรือสตรีมมิ่ง เซอร์วิส อย่างเช่นจาก TIDAL เป็นแหล่งต้นทางสัญญาณ ผ่านการเล่นไฟล์ด้วยโปรแกรมเล่นไฟล์เพลงบนคอมพิวเตอร์ หรือผ่านอุปกรณ์เครื่องเล่นไฟล์เพลงประเภทมิวสิคสตรีมเมอร์ คุณจะมีทางเลือกในการส่งสัญญาณเข้ามาที่ Wavedream DAC ได้หลายทาง ขึ้นอยู่กับประเภทฮาร์ดแวร์ของช่อง output ของอุปกรณ์ต้นทาง อย่างเช่น ถ้าเล่นผ่านคอมพิวเตอร์ก็ต้องเชื่อมต่อเข้าที่ช่องอินพุต USB แต่ถ้าเล่นไฟล์ผ่านอุปกรณ์ประเภทมิวสิคสตรีมเมอร์ คุณอาจจะมีทางเลือกเยอะหน่อย ขึ้นอยู่กับว่าตัวมิวสิค สตีมเมอร์ตัวนั้นให้เอ๊าต์พุตแบบไหนมาบ้าง
กรณีที่เครื่องเล่นไฟล์มีเอ๊าต์พุตให้เลือกหลายช่อง หลายประเภท อาทิเช่น coaxial, AES/EBU, USB การเลือกใช้เอ๊าต์พุตรูปแบบไหนก็ขึ้นอยู่กับ resolution หรือความละเอียดของสัญญาณที่คุณเล่นด้วย ถ้าเป็นไฟล์ระดับไฮเรซฯ ที่มีสเปคฯ สูงๆ อย่างเช่นไฟล์ DSF ที่สูงกว่า DSD64 ขึ้นไป หรือไฟล์ DXD ที่มีสเปคฯ สูงกว่า 24/192 ขึ้นไป กรณีนี้ ช่องเอ๊าต์พุตที่คุณเลือกใช้จะต้องมีความสามารถทางด้าน bandwidth ที่กว้างพอในการ “ส่งผ่าน” สัญญาณที่มีสเปคฯ สูงๆ เหล่านั้นด้วย ซึ่ง Wavedream DAC ตัวนี้ได้เตรียมอินพุต USB กับ I2S (ไอ สแควร์ เอส) ไว้ให้ใช้เพื่อการ “รับ–ส่ง” สัญญาณระดับซุปเปอร์ไฮเรซฯ เหล่านี้

ช่องอินพุตที่ Rockna ตั้งชื่อว่า ‘HD Link’ (ศรชี้) นี้ถือว่าเป็นไฮไล้ท์ของ external DAC ตัวนี้ เพราะมันใช้มาตรฐานการเชื่อมต่อสัญญาณ digital audio ระหว่างอุปกรณ์ ประเภทอินติเกรต เซอร์กิต 2 ชิ้น (“ต้นทาง = transmitter” กับ “ปลายทาง = receiver”) ที่วิศวกรของ Philips Semiconductor ได้ออกแบบเอาไว้ต้งแต่ปี 1986 ชื่อว่าเทคโนโลยี I2S (อาย สแควร์ เอส) เพื่อให้เป็นทางเลือกให้กับสตูดิโอในการเชื่อมต่อระหว่างฮาร์ดแวร์ 2 ตัวเพื่อการรับ–ส่งสัญญาณ PCM อีกทางหนึ่ง (ขณะนั้นมีมาตรฐาน S/PDIF, AES/EBU และ Toslink ใช้กันอยู่)
การเชื่อมต่อเพื่อรับ–ส่งสัญญาณเสียงดิจิตัล ออดิโอที่เรียกว่า I2S นี้จะใช้วิธีการรับ–ส่งสัญญาณที่ต่างไปจากมาตรฐาน S/PDIF และ AES/EBU ที่ใช้กันอยู่ โดยที่การรับ–ส่งสัญญาณด้วยมาตรฐาน I2S จะทำการแยกส่วนประกอบของตัวสัญญาณ (data SD) กับส่วนของสัญญาณ clock (bit clock SCK กับ word clock หรือ word select WS) ที่ใช้ควบคุม “ไทมิ่ง” ระหว่างการรับ–ส่ง “ปริมาณสัญญาณ” ระหว่างต้นทางกับปลายทางออกจากกันเด็ดขาด* นั่นก็เท่ากับเปิดโอกาสให้ผู้ออกแบบสามารถอัพเกรดคุณภาพการรับ–ส่งสัญญาณระหว่างต้นทางกับปลายทางให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น มีความถูกต้องแม่นยำ ตรงตามสเปคฯ (บิต/แซมปลิ้ง เรต) ของสัญญาณต้นฉบับมากขึ้นด้วยระบบ clock ที่มีความแม่นยำสูงๆ ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อสัญญาณเสียงที่มีความถูกต้อง แม่นยำ ถูกป้อนเข้าสู่ภาค DAC “อย่างต่อเนื่อง” ผลลัพธ์ก็คือ สัญญาณอะนาลอกที่แปลงมาจากสัญญาณดิจิตัลโดยภาค DAC ก็ย่อมเป็นสัญญาณอะนาลอกที่มีคุณภาพสูง มีความลื่นไหลเหมือนสัญญาณอะนาลอกในธรรมชาติ และมีความถูกต้องตามต้นฉบับมากขึ้นไปด้วย
* การรับ–ส่งสัญญาณผ่านมาตรฐาน S/PDIF ตัวสัญญาณเสียง (data) กับส่วนของ clock จะรวมอยู่ด้วยกัน
จะเชื่อมต่อใช้งานช่องอินพุต HD-Link หรือช่องอินพุต I2S ของ Wavedream DAC ได้อย่างไร.?
สมัยก่อนนั้น การเชื่อมต่อเพื่อรับ–ส่งสัญญาณด้วยมาตรฐาน I2S ถูกใช้ “ภายใน” เครื่องเล่นซีดี ใช้เชื่อมต่อเพื่อการรับ–ส่งสัญญาณระหว่างภาคทรานสปอร์ตกับภาค DAC โดยใช้สายแพร์สั้นๆ เมื่อมีการเอาระบบการเชื่อมต่อด้วยมาตรฐาน I2S ออกมาใช้ในการเชื่อมต่อเพื่อรับ–ส่งสัญญาณ “นอกเครื่อง” ระหว่างทรานสปอร์ตกับ external DAC จึงไม่มีการกำหนดมาตรฐานของสายสัญญาณเอาไว้ ผู้ผลิตทรานสปอร์ตกับ ext.DAC บางเจ้าก็ใช้วิธีเชื่อมต่อผ่านสายและขั้วต่อ BNC จำนวน 3 ชุด บางเจ้าใช้วิธีเชื่อมต่อผ่านสายและขั้วต่อ RCA บางเจ้าอย่างเช่น Accuphase ใช้ขั้วต่อและสาย LAN (RJ45) ในขณะที่ Rockna Audio กับอีกหลายแบรนด์อาทิ PS Audio, Musica Pristina, Audio-gd, Denafrips และ Wyred4Sound ใช้การเชื่อมต่อผ่านทางขั้วต่อ+สาย HDMI สำหรับการรับ–ส่งสัญญาณด้วยมาตรฐาน I2S นี้

วิธีเชื่อมต่อใช้งานอินพุต HD-Link มีอยู่ 2 ทาง ทางแรกคือ ใช้ทรานสปอร์ตที่ส่งออกสัญญาณดิจิตัล ออดิโอด้วยมาตรฐาน I2S ผ่านทางช่องเอ๊าต์พุต HDMI มาใช้ร่วมกับอินพุต I2S (HDMI) ของ Wavedream DAC ตัวนี้ ซึ่งทาง Rockna Audio มีทำตัวดิจิตัล ทรานสปอร์ตรุ่น Wavedream NET ออกมาใช้ร่วมกันด้วย (ตัวสีเงินๆ ด้านบน) ซึ่งเป็นวิธีการเชื่อมต่อใช้งานที่ให้ผลทางเสียงที่ดีที่สุด
อีกทางหนึ่งคือ ใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า D2D หรือ D-to-D converter หรือเรียกสั้นๆ ว่า DDC มาช่วยแก้ปัญหาให้..

D2D converter คืออะไร.? มันคืออุปกรณ์เครื่องเสียงที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณดิจิตัลที่เข้ามาทางอินพุตประเภทต่างๆ อาทิ coaxial, AES/EBU และ USB ให้ออกมาเป็นสัญญาณดิจิตัลฟอร์แม็ต I2S เพื่อส่งออกไปทางขั้วต่อ HDMI นั่นเอง ในภาพด้านบนนี้คือแผงด้านหลังของตัว D2D converter ยี่ห้อ Denafrips รุ่น GAIA ที่ผมเอามาใช้ในการทดสอบ Wavedream DAC ตัวนี้ ตรงตำแหน่งศรชี้ในภาพด้านบนนั้นคือช่องเอ๊าต์พุต I2S (LVDS) ของตัว GAIA ที่ส่งผ่านขั้วต่อเอ๊าต์พุต HDMI

ชาร์ทด้านบนนี้แสดงลักษณะการเชื่อมต่อระบบที่ผมใช้ในการทดสอบอินพุต I2S (HDMI / HD Link) ของ Wavedream DAC ตัวนี้ หลักๆ คือผมใช้ Roon nucleus+ เล่นไฟล์เพลงที่อยู่ใน NAS ผ่านระบบเน็ทเวิร์ค แล้วส่งสัญญาณจาก Roon nucleus+ ไปที่อินพุต USB ของตัวดีทูดี คอนเวิร์ตเตอร์ Denafrips GAIA จากนั้นก็ใช้สาย HDMI เชื่อมต่อระหว่างช่อง I2S (HDMI) ของ GAIA กับช่อง I2S (HDMI) ของ Wavedream DAC ตอนเล่นก็เลือกอินพุต USB ที่ตัว GAIA และเลือกอินพุต HD-Link1r ที่ Wavedream DAC ซึ่งผลปรากฏว่า ไปด้วยกันได้อย่างดี เพราะเอ๊าต์พุต I2S ของ GAIA กับอินพุต I2S ของ Wavedream DAC ใช้ I2S ฟอร์แม็ตเดียวกันคือ LVDS (* สัญญาณ I2S มีหลายฟอร์แม็ต)
เสียงของ Wavedream DAC
ผมใช้แอมป์+ลำโพงทดลองฟังกับ Wavedream DAC หลายชุด มีทั้งระดับมิดเอ็นด์และระดับไฮเอ็นด์ ซึ่งผมพบว่า Wavedrean DAC ตัวนี้ได้แสดงคุณลักษณะเด่นของมันออกมาอย่างหนึ่งให้ได้ยิน ไม่ว่าจะเล่นกับซิสเต็มระดับมิดเอ็นด์หรือระดับไฮเอ็นด์ก็รับรู้ได้เหมือนกัน นั่นคือ ลักษณะของเสียงที่ใช้คำจำกัดความสั้นๆ ว่า “เต็ม” กว่าที่ได้ยินจากเสียงของ ext.DAC ทั่วไปที่ใช้ชิปสำเร็จ
เสียงเต็ม..? ผมเข้าใจว่า คนที่มีประสบการณ์เล่นเครื่องเสียงมานานพอน่าจะพอนึกออกว่าเป็นเสียงลักษณะไหน ถ้าจะให้อธิบายให้เห็นภาพชัดหน่อย ผมขออนุญาตใช้ภาพกราฟฟิกประกอบการอธิบายตามนี้นะ

จุดสีแดง, ม่วง และเขียว ในภาพนั้นแสดงแทนตำแหน่งของชิ้นดนตรีในเพลงที่ฟัง ตรงกลางเข้มๆ คือหัวโน๊ต ส่วนวงแหวนที่ล้อมอยู่รอบๆ ที่ไล่สีอ่อนกว่าออกมาเป็นชั้นๆ คือหางเสียงที่แผ่กังวานออกมาจากหัวโน๊ต ซึ่งรายละเอียดลึกๆ เหล่านั้นจะแสดงตัวออกมาให้ได้ยินก็ต่อเมื่อ “ต้นทาง” มีรายละเอียดเหล่านี้อยู่ และส่งผ่านมาที่แอมป์ด้วย “เกน” ที่แรงพอ เมื่อแอมป์รับไปขยายผ่านออกไปทางลำโพง รายละเอียดเหล่านี้จึงจะสามารถแผ่กระจายจากลำโพงออกมาให้เราสัมผัสได้ ไม่ตกหล่นสูญหายไปในข้นตอนการรับ/ส่งสัญญาณ ในขณะที่วงกลมสีฟ้าในภาพข้างบนนี้แสดงแทน “บรรยากาศ” ที่ห่อหุ้มสนามเสียงเอาไว้ เกิดขึ้นจากการที่หางเสียงของชิ้นดนตรีแต่ละเสียงไปตกกระทบและสะท้อนกลับมาจากผนังห้อง เข้ามารวมกับหางเสียงของเครื่องดนตรีทั้งหมดจนเกิดเป็นมวลบรรยากาศ ซึ่งประสบการณ์ที่ได้รับจากเสียงที่มีทั้งตัวเสียงและหางเสียง บวกกับบรรยากาศห่อหุ้มออกมาพร้อมกันลักษณะนี้แหละที่เรียกว่า “เสียงเต็ม” (fulliness) ส่งผลให้ฟังแล้วรู้สึกถึงความฉ่ำ อบอวล ไม่แห้ง

อัลบั้ม : La Fille Mal Gardee (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : John Lanchbery & The Royal Opera House
สังกัด : Decca
นี่เป็นอัลบั้มที่ใช้ทดสอบความเต็มของ “เกนสัญญาณ” ได้ดีมาก โดยเฉพาะความเต็มในส่วนที่เป็น “บรรยากาศ” ที่ประกอบขึ้นมาจากรายละเอียดของเสียงในย่านแหลมและในย่านทุ้มที่มีความดังต่ำๆ ที่เกิดจากฮาร์มอนิกของเครื่องดนตรีอะคูสติกหลายๆ ชิ้นในวงออเคสตร้าที่ผสานรวมกับคลื่นเสียงที่ก้องสะท้อนจากผนังฮอลล์ที่ใช้ในการบรรเลงออกมาแผ่คลุมพื้นที่อากาศในห้องที่ห้อมล้อมลำโพงทั้งสองข้างและเลยมาจนถึงตำแหน่งนั่งฟัง
ในขณะที่ชิ้นดนตรีในอัลบั้มนี้ทั้งหมด วางตัวกระจายลงไปด้านหลังระนาบวางลำโพงจนทะลุผนังด้านหลังห้องออกไปไกล แผ่กวาดตั้งแต่มุมซ้ายของห้องไปจรดขวา ทว่า ความรู้สึกสัมผัสของมวลแอมเบี้ยนต์ของวงกลับตีวงโอบมาถึงตำแหน่งนั่งฟังอย่างชัดเจน กระจายเต็มพื้นที่ ทำให้ฟังแล้วรู้สึกเหมือนเข้าไปนั่งฟังสดๆ อยู่ใน Royal Opera House นั่นเลย.!
นอกจากเวทีเสียงที่แผ่กว้าง รวมกับมวลบรรยากาศที่กระจายเต็มพื้นที่แล้ว ผมยังรู้สึกถึง “แรงปะทะ” ของมวลอากาศที่เกิดจากการผลักดันของคลื่นเสียงของไดเวอร์บนหน้าลำโพงที่ส่งตรงมาถึงตำแหน่งนั่งฟังด้วย แสดงว่า สัญญาณเสียงที่มาจาก Wavedream DAC จะต้องมี “เฟส” ที่ถูกต้องแม่นยำ และต้องมี “เกน” ที่เข้มข้น ซึ่งพิจารณาจากสเปคฯ ในคู่มือพบว่า Wavedream DAC ให้เอ๊าต์พุตที่มีเกนสูงมาก.! วัดได้ถึง 6.6V (peak-to-peak) ทางช่องอันบาลานซ์ (RCA) และเบิ้ลเป็นสองเท่าคือ 13.2V (peak-to-peak) ที่ช่องบาลานซ์ (XLR)

อัลบั้ม : Asian Roots (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : TaKeDaKe with Neptune
สังกัด : Denon
คุณสมบัติสำคัญที่ใช้วัดประสิทธิภาพของอุปกรณ์ประเภท DAC หรือ ดีทูเอ คอนเวิร์ตเตอร์ ก็คือ “ความถูกต้อง เที่ยงตรง” (accuracy) ในการแปลงสัญญาณ digital ให้ออกมาเป็นสัญญาณ analog ที่มีลักษณะตรงกับต้นฉบับเดิม โดยพิจารณาที่ “ความเหมือนจริง” ของเสียงที่ได้ออกมาทางเอ๊าต์พุตของ DAC ผ่านแอมป์มาจนถึงลำโพง
ยกตัวอย่างเสียงเครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงในอัลบั้ม Asian Roots ชุดนี้ ซึ่งแต่ละชิ้นถูกสร้างขึ้นมาด้วยการดัดแปลงเอาไม้ไผ่มาใช้เป็นวัสดุพื้นฐานของเครื่องดนตรีเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็น bamboo marimba, bamboo drum set, bamboo conga รวมถึงขลุ่ย shakuhachi ที่จอห์น เนปจูนเป่าด้วย นั่นเป็นที่มาของเสียงที่มีลักษณะเฉพาะตัวของอัลบั้มนี้ คือ ให้โทนออกไปทางทุ้มมากกว่าแหลม แต่ละเสียงมีแรงปะทะที่หนักแน่นแต่แฝงไว้ด้วยความนุ่มนวล เนื้อมวลอิ่มไม่กระด้าง ซึ่ง Wavedream DAC ตัวนี้สามารถถ่ายทอดรายละเอียดลึกๆ เหล่านี้ออกมาให้สัมผัสได้อย่างชัดเจน.!

อัลบั้ม : King Of The Tenors (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Ben Webster
สังกัด : Verve

อัลบั้ม : Jazz Giant (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Benny Carter
สังกัด : Contemporary Jazz
เสียงเครื่องเป่าทองเหลืองอย่างแซ็กโซโฟนมีลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่ง คือมันมีอาการแผดจ้าที่ปลายเสียงซึ่งเกิดจากเรโซแนนซ์ของลิ้น (reeds) ของแซ็กโซโฟนที่ถูกอัดด้วยลมปาก ซึ่งอาการแผดจ้าที่ว่านี้มันจะหมิ่นเหม่อยู่กับ “ดีสทอร์ชั่น” หรือความเพี้ยนของปลายเสียงที่เกิดจากอาการบิดตัวจนเสียรูปของไดอะแฟรมของทวีตเตอร์ ซึ่งจริงๆ แล้ว ดีสทอร์ชั่นที่เกิดบริเวณปลายเสียงแหลมของแซ็กโซโฟนนั้น มักจะเป็น “ความเพี้ยน” ที่เกิดจากการทำงานของ DAC เอง เมื่อส่งไปที่แอมป์ก็ถูกแอมป์ขยายให้เป็นความเพี้ยนที่มีเกนแรงขึ้นหลายเท่าก่อนส่งไปให้ลำโพง ความเพี้ยนนั้นจึงไปโอเว่อร์โหลดที่ทวีตเตอร์ แต่ถ้า DAC ทำงานได้อย่างแม่นยำ ไม่สร้างความเพี้ยนออกมาซะเอง เสียงแผดจ้าของปลายเสียงแซ็กโซโฟนก็จะเป็นเสียงเรโซแนนซ์ธรรมชาติที่สะอาด เป็นเสียงแผดจ้าที่ฟังแล้วให้อารมณ์เผ็ดร้อนโดยไม่มีอาการแสบแก้วหู
เสียงแซ็กโซโฟนของ Ben Webster และ Benny Carter ในสองอัลบั้มนี้จะมีลักษณะของอาการแผดจ้าที่ว่าค่อนข้างชัด เมื่อลองฟังผ่าน Wavedream DAC ตัวนี้ผมพบว่า ผมสามารถเร่งวอลลุ่มที่แอมป์ขึ้นไปได้มากกว่าทุกครั้งที่ฟังโดยไม่มีอาการรำคาญหู เพราะอาการแผดจ้าที่ว่ามันไม่เสียดแทงเข้ามาในแก้วหู เป็นเสียงแผดจ้าที่ไม่ได้ปน distortion หรือความผิดเพี้ยนที่เกิดจากการทำงานของ DAC เข้ามานั่นเอง ใครชอบฟังเพลงแนวสแตนดาร์ดแจ๊สที่เน้นแนวเสียงข้นๆ เนื้อแน่นๆ ต้องหาโอกาสลองฟัง Rockna Audio ตัวนี้ให้ได้.!

วงจรดิจิตัลฟิลเตอร์ที่ให้มา 4 ตัวมีผลกับเสียงพอสมควร ตอนผมทดลองฟังกับลำโพงวางขาตั้งของ Totem Acoustic รุ่น Element ‘FIRE’ v2 พบว่า ดิจิตัล ฟิลเตอร์ตัว Linear Phase ให้ค่าเฉลี่ยที่ฟังดีที่สุด แต่พอเปลี่ยนมาฟังผ่านลำโพงตั้งพื้น Usher Audio รุ่น ML-801 ผมพบว่าดิจิตัล ฟิลเตอร์ตัว Hybrid ให้ค่าเฉลี่ยที่ฟังดีที่สุด ใครซื้อ DAC ตัวนี้ไปใช้แนะนำให้ทดลองฟังเพื่อเลือกใช้วงจรดิจิตัล ฟิลเตอร์ที่เหมาะสมกับซิสเต็มด้วย

อัลบั้ม : Up Close (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Benni Chawes
สังกัด : Stunt Records
อัลบั้มนี้มิกซ์เกนมาแรงมาก.! เอนเนอจี้ล้นเหลือแทบทะลัก ปกติแล้ว ถ้าภาค DAC แปลงสัญญาณดิจิตัลของอัลบั้มนี้ออกมาเป็นสัญญาณอะนาลอกได้ไม่สะอาดหมดจดจริงๆ ฟังแล้วจะปวดหูมาก แต่ Rockna Audio Wavedream DAC ตัวนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามันเจ๋งจริง.! แปลงสัญญาณออกมาได้เด็ดสะเด่ามาก เสียงเบสของ Chris Minh Doky ในเพลง ‘Confessions Of A Crime’ แทรคที่สองในอัลบั้มนี้มาครบเครื่อง ทั้งคม หนัก หนา และแน่น เล่นเอาพื้นห้องสะเทือน ล้นนิดๆ ในแง่ปริมาณ แต่ทางด้านคุณภาพมาเต็มเปี่ยม ฟังแล้วสะใจ ถึงใจเหมือนยกเอสเพรสโซ่ซดรวดเดียวหมดแก้ว.!!!
ฟิลเตอร์ตัว Hybrid ของ Wavedream DAC ให้ค่าเฉลี่ยที่ดีกับเสียงของอัลบั้มนี้เมื่อเล่นผ่านลำโพง Usher Audio ML-801 ซึ่งหากไม่ได้ประสิทธิภาพของ Wavedream DAC เข้ามาช่วยควบคุมความกระชับของเบส ก็มีสิทธิ์ที่เสียงเบสจะล้นห้อง นี่เป็นครั้งแรกที่ผมฟังอัลบั้มนี้ด้วยลำโพงตั้งพื้นในห้องนี้แล้วได้เสียงที่ดีมากๆ เนื้อเสียงออกมาเข้มข้นสุดๆ โดยเฉพาะเสียงเบสที่อัดแน่นไปด้วยเนื้อมวลและพลังดีดตัวเต็มที่ แถมเก็บรวบหางเสียงได้สะอาดหมดจดอีกด้วย

อัลบั้ม : ดอกไม้ที่กลับมา (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : ปาน ธนพร
สังกัด : ใบชาซอง
นอกจาก “ความถูกต้อง เที่ยงตรง” (accuracy) แล้ว ยังมีอีกคุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับอุปกรณ์ประเภทดีทูเอ คอนเวิร์ตเตอร์ นั่นคือ “ไทมิ่ง” (timing) ที่แม่นยำ ซึ่งขึ้นอยู่กับคุณภาพของ clock ที่ใช้รวมถึงกรรมวิธีในการเอาสัญญาณ clock ไปใช้ในจุดสำคัญๆ ด้วย
ระบบ clock ที่ดีจะส่งผลต่อ contrast dynamic ของเสียง ทดลองฟังได้จากลักษณะ “การไต่ระดับความดัง” ของเสียง ทั้งด้านขาขึ้นจากเบาไปดัง และด้านขาลงคือจากดังลงไปเบา ซึ่งผมชอบที่จะใช้วิธีทดสอบด้วยการทดลองฟังเสียงร้องของนักร้องชายหรือหญิง โดยพิจารณาจากลักษณะการเอื้อนที่เชื่อมโยงคำร้องแต่ละคำร้องเข้าด้วยกัน ถ้าระบบ clock ของภาค DAC มีความแม่นยำ ผมจะต้องได้ยินลักษณะการร้องของปาน ธนพร แต่ละคำร้องในเพลง ‘ความเหงาเคล้าความขมขื่น‘ ที่เชื่อมโยงกันด้วยลีลาการร้องที่สื่ออารมณ์ออกมาได้อย่างชัดเจนมากจนเห็นภาพของคนร้องปรากฏขึ้นมาในมโนจิตเสมือนกำลังฟังปานเข้ามาร้องจริงๆ ในห้อง ซึ่ง Rockna Audio Wavedream DAC ตัวนี้ทำหน้าที่ของมันได้อย่างไร้ที่ติ สามารถสร้างปรากฏการณ์เสมือนจริงขึ้นมาได้ เพราะนอกจากโฟกัสที่ลอยชัดขึ้นมาในอากาศแล้ว “อารมณ์” ของปานที่ใช้ในการขับดันและเชื่อมโยงคำร้องแต่ละคำในเพลงนี้ออกมามันได้ถูกเปิดเผยออกมาด้วย.. ฟังจบแล้วผมต้องกดย้อนกลับไปฟังซ้ำอีกหลายรอบด้วยความอิ่มเอิม..
ฟังเพลงด้วยฟอร์แม็ต DSD

อัลบั้ม : To Mr. Wonderful (DSF64)
ศิลปิน : Ayako Hosokawa
สังกัด : Three Blind Mice/FIM
Wavedream DAC รองรับการฟังเพลงด้วยสัญญาณเสียงฟอร์แม็ต DSD ได้ทางอินพุต USB และ I2S (HDMI – LVDS)

เงื่อนไข #1
ตั้งหัวข้อ “DSD playback strategy” ที่ Roon เป็น “DSD over PCM V1.0 (DoP)”
ผมใช้โปรแกรม Roon บนฮาร์ดแวร์ Roon nucleus+ ในการเล่นไฟล์เพลง ภาพด้านบนผมต่อเชื่อมระหว่าง nucleus+ กับ Wavedream DAC ทางช่องอินพุต USB แล้วเลือกวิธีการเล่น DSD ที่โปรแกรม Roon ด้วยวิธี “DSD over PCM” หรือ DoP (ศรชี้ ภาพบน) ซึ่งขณะเล่น บนหน้าจอของ Wavedream DAC จะโชว์ฟอร์แม็ตของสัญญาณขาเข้าเป็น “DSD64”

เงื่อนไข #2
ตั้งหัวข้อ “DSD playback strategy” ที่ Roon เป็น “Convert to PCM”
อันนี้ยังคงใช้โปรแกรม Roon บน Roon nucleus+ ในการเล่นไฟล์และต่อเชื่อมระหว่าง nucleus+ กับ Wavedream DAC ทางช่องอินพุต USB เหมือนเดิม แต่เลือกวิธีเล่น DSD ที่โปรแกรม Roon ด้วยวิธี “Convert to PCM” (ศรชี้) ซึ่ง Roon แปลง DSD64 ออกมาให้เป็น PCM ที่ระดับ 32/352.8 ก่อนส่งให้ Wavedream DAC ผ่านทางอินพุต USB ขณะเล่น บนหน้าจอของ Wavedream DAC จะโชว์สัญญาณขาเข้าว่าเป็น PCM352.8

เงื่อนไข #3
ตั้งหัวข้อ “DSD playback strategy” ที่ Roon เป็น “Native”
ครั้งนี้ผมใช้ตัว D2D converter ของ Denafrips รุ่น GAIA เข้ามาคั่น เพื่อแปลงสัญญาณดิจิตัลจากเอ๊าต์พุต USB ของ Roon nucleus+ ให้ออกมาเป็นฟอร์แม็ต I2S (LVDS) ก่อนส่งเข้าไปที่อินพุต I2S in I ของ Wavedream DAC จากนั้นก็เข้าไปเลือกวิธีเล่น DSD ที่โปรแกรม Roon เพื่อส่งไปที่อินพุต USB ของ GAIA ด้วยวิธี “Native” คือเล่นตรงๆ แบบไม่ต้องแปลงเป็นฟอร์แม็ตอื่นใด ซึ่งตัว GAIA ก็จัดส่งสัญญาณ DSD ไปที่อินพุต I2S ของ Wavedream DAC ในรูปของฟอร์แม็ต DSD64 โดยไม่ทำการแปลงใดๆ เช่นกัน (ขณะเล่นด้วยวิธีนี้ บนหน้าจอของ Wavedream DAC จะโชว์สัญญาณขาเข้าเป็น DSD64)

เงื่อนไข #4
ตั้งหัวข้อ “DSD playback strategy” ที่ Roon เป็น “Convert to PCM”
อันนี้ลักษณะการเล่นจะเหมือนเงื่อนไข #3 แต่ผมเข้าไปปรับเลือกวิธีเล่น DSD เป็น “Convert to PCM” แทนการเล่นแบบ Native เท่านั้น ซึ่งโปรแกรม Roon จะทำการแปลงสัญญาณ DSD ออกมาเป็นสัญญาณ PCM ที่ระดับ “สูงสุด” ที่อินพุต USB ของ GAIA รองรับได้ หลังจาก GAIA ทำการแปลงสัญญาณ PCM 32/352.8 นั้นออกมาอยู่ในรูปแบบของสัญญาณ I2S LVDS แล้วจัดส่งให้กับ Wavedream DAC โดยไม่ลดทอน นั่นคือ 32/352.8 ผ่านเข้าทางอินพุต I2S ของ Wavedream DAC

จากการทดลองฟังไฟล์ DSF64 จำนวนหนึ่งผ่านเงื่อนไขการเซ็ตอัพระบบเพลย์แบ็คทั้ง 4 เงื่อนไขข้างต้นนั้นเปรียบเทียบกัน ผมพบว่า การเล่นไฟล์ DSF64 ด้วยวิธี ‘Native’ (เงื่อนไขที่ 3) ผ่านอินพุต USB ของตัว GAIA เพื่อแปลงเป็น I2S LVDS ก่อนส่งเข้าอินพุต I2S ของ Wavedream DAC กับการเล่นด้วยวิธี ‘DSD over PCM V1.0 DoP’ ผ่านตรงเข้าอินพุต USB ของ Wavedream DAC เอง (เงื่อนไขที่ 1) เสียงที่ได้ออกมาไม่ค่อยน่าพอใจสำหรับผม ไดนามิกของเสียงมันสวิงได้ไม่กว้างสุด ทำให้โทนเสียงรวมๆ ออกไปทางนุ่ม บางๆ อาจจะฟังสบายแต่ไม่มีพลัง ผมชอบการเล่นด้วยวิธี ‘Convert to PCM’ มากกว่า ไม่ว่าจะผ่าน GAIA เข้าทาง I2S หรือต่อตรงจาก Roon nucleus+ เข้าทางอินพุต USB ของ Wavedream DAC ซึ่งภาค DAC ในตัว Wavedream DAC จะรับเข้าไปเป็นสัญญาณ PCM ที่ระดับ 32/352.8 ซึ่งทำให้ภาค DAC ในตัว Wavedream DAC ไม่ต้องเสียพลังงานโปรเซสเซอร์ในการแปลง DSD ให้เป็น PCM ภายในตัวมัน เสียงที่ออกมาจะเปิดกว่า แผ่กว้างออกไปมากกว่า และที่สำคัญคือได้อัตราสวิงไดนามิกที่กว้างกว่า ทำให้เสียงโดยรวมมีน้ำหนักกระแทกกระทั้นมากกว่า ฟังแล้วได้อรรถรสของความเป็นดนตรีมากกว่าเยอะ.!!
เล่นผ่านอินพุต I2S โดยผ่านตัวแปลง USB > I2S ของ Denafrips GAIA เสียงดีกว่าเข้าตรงทาง USB พอสมควรเลย แต่ถ้าจะเอาแบบสุดไปเลย.. โดยไม่อั้นงบประมาณ ผมแนะนำให้ใช้ดิจิตัล ทรานสปอร์ตของ Rockna Audio เองรุ่น Wavedream NET ทำหน้าที่แปลงสัญญาณจากอินพุต Ethernet ที่รับจาก Roon nucleus+ ออกมาเป็น I2S ให้ก่อนส่งเข้าไปที่ Wavedream DAC ทางอินพุต I2S
สรุป
ผมมีโอกาสทดสอบ external DAC ที่ใช้เทคนิคการออกแบบภาค DAC แบบ discrete R2R มาแล้วหลายตัว ยอมรับว่า ผมชอบเสียงของ Rockna Audio รุ่น Wavedream DAC ตัวนี้มาก.! มันให้เสียงจากฟอร์แม็ต PCM ออกมาได้ดีเป็นพิเศษ ตั้งแต่ 16/44.1 ขึ้นไปจนถึง 32/352.8 หากคุณวางงบสำหรับอัพเกรด external DAC อยู่ที่ระดับไม่เกิน 400K บาท ผมขอแนะนำว่าให้หาโอกาสไปทดลองฟังเสียงของ Rockna Audio รุ่น Wavedream DAC ตัวนี้ให้ได้.!!
อีกอย่างที่อยากจะทิ้งท้ายไว้ แม้ว่าช่องอินพุต coaxial, AES/EBU และอินพุต USB ของ Wavedream DAC จะให้เสียงที่ดีมากแล้วก็ตาม แต่ถ้าจะให้บรรลุถึงขีดสุดของดีไซน์ภาค DAC แบบ discrete R2R จริงๆ ผมแนะนำให้เผื่องบไว้สำหรับตัว D2D converter เพื่อใช้แปลงสัญญาณดิจิตัลจากเอ๊าต์พุตทุกรูปแบบจากตัวทรานสปอร์ตที่คุณมีไม่ว่าจะเป็น coaxial (จากเครื่องเล่นซีดี), AES/EBU (จากซีดี ทรานสปอร์ตระดับไฮเอ็นด์ฯ ยุคเก่า) และเอ๊าต์พุต USB (จากสตรีมเมอร์ ทรานสปอร์ต หรือคอมพิวเตอร์) ให้ออกมาเป็นฟอร์แม็ต I2S เพื่อใช้กับ Wavedream DAC ด้วย บอกเลยว่าคุ้มกับเสียงที่ได้ยิน..!!!
******************************
ราคา : 390,000 บาท / ตัว (เวอร์ชั่นบาลานซ์ / XLR)
ราคา : 295,000 บาท / ตัว (เวอร์ชั่นซิงเกิ้ลเอ็นด์ / RCA)
******************************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
บริษัท Bulldog Audio
******************************
สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
088-766-6542 (โอ๋)



