ไม่มีใครรู้ว่า โลกของ digital audio มันกว้างและลึกมากแค่ไหน.? ถ้าถลำตัวเดินมาทางนี้แล้ว บอกเลยว่า อะไรที่ไม่เคยเจอก็จะได้เจอ อะไรที่ไม่เคยรู้ว่ามีอยู่ก็จะโผล่ออกมาหลอกมาหลอนให้ต้องขนลุกขนพองกันไป..!!
ยกตัวอย่างเรื่องของ noise หรือ สัญญาณรบกวน หรืออะไรสักอย่างที่ถูกเหมารวมอยู่ในนั้น ซึ่งในอดีตตอนเล่นระบบอะนาลอก จะว่าไม่มี noise อยู่ในระบบก็ไม่ใช่ แต่ยอมรับว่า ไม่ได้รู้สึกสัมผัสกับผลของ noise ในระบบอะนาลอกที่ชัดเจนลึกซึ้งมากเท่ากับที่ได้มาเจอกับ noise ในระบบดิจิตัลอย่างทุกวันนี้
เป็นไปได้ว่า ในอดีตตอนเล่นระบบอะนาลอก ผมและเชื่อว่าอีกหลายๆ คน เราต่างตีความคำว่า noise ออกมาเป็นเสียงซ่า เสียงฮัม เสียงฮีสส ที่แยกตัวออกมาจากเสียงเพลงเท่านั้น ถ้าซิสเต็มใดไม่มีเสียงซ่า เสียงฮัม เสียงฮีสส ออกมาจากลำโพง ก็ถือว่าซิสเต็มนั้นไม่มี noise รบกวน สบายใจกันไป ใครเล่นแผ่นเสียงและแอมป์หลอดคงจะผ่านวิบากกรรมแบบนั้นมาแล้ว ไม่มากก็น้อย..
พอระบบดิจิตัลเข้ามา ไม่มีใครนึกหรอกว่า ฝันร้ายเกี่ยวกับ noise จะย้อนกลับมาอีกรอบ มิหนำซ้ำ คราวนี้ผีร้ายที่ชื่อว่า noise ตนนี้มันไม่ได้มาตัวเดียว แต่ได้ชักชวนเพื่อนฝูงของมันมาหลอกมาหลอนคนเล่นเครื่องเสียงอีกเป็นโขยง บางคนเจอเข้าไปแค่บทแรกๆ ก็ถึงกับขนหัวลุก ยกธงขาวบอกลาระบบดิจิตัลกลับไปหาระบบอะนาลอกทันที ส่วนคนที่ตัดสินใจท่องยุทธจักร digital เต็มตัวก็ต้องชูคบเพลิงเดินหน้าต่อไปท่ามกลางอนาคตข้างหน้าที่ยังไม่รู้ว่าจะมีอะไรรออยู่..
สำหรับคนที่มาสายดิจิตัลเต็มตัว เลือกที่จะฟังเพลงด้วยระบบสตรีมมิ่งเป็นหลัก เชื่อว่าพวกคุณแทบจะร้อยทั้งร้อยต้องเคยพบพานกับ noise มาบ้างแล้ว ซึ่งคนที่เริ่ม “จับทาง” ได้ คงรู้แล้วว่า noise ในระบบดิจิตัล มันต่างจาก noise ในระบบอะนาลอก เป็นผีคนละตัว คือมันไม่ได้มาในร่างของเสียงซ่า เสียงฮัม และเสียงฮีสส ต่อให้คุณเอาหูไปแนบแทบจะแปะติดอยู่กับทวีตเตอร์ คุณก็ไม่มีทางได้ยิน noise ของระบบดิจิตัล มันหลอกให้คุณหลงคิดว่า ซิสเต็มดิจิตัลของคุณสะอาดบริสุทธิ์ปราศจากสิ่งเลวร้ายใดๆ แต่เชื่อเถอะว่า ถ้าในซิสเต็มของคุณไม่มี “เครื่องลางของขลัง” เข้าไปติดตั้งอยู่เลย ในซิสเต็มของคุณจะต้องมีผีร้ายที่เรียกว่า digital noise เร้นซ่อนอยู่อย่างแน่นอน
เพราะ noise ในระบบดิจิตัลมันไม่ได้แยกตัวออกมาจากเสียงเพลงชัดๆ อย่างกะ noise ในระบบอะนาลอก ทว่า noise ในระบบดิจิตัลมันจะ “แทรกตัวสิง” เข้าไปอยู่กับเสียงเพลงอย่างแนบเนียน.! ฮ้าา.. จริงเดะ.!!!
ก็จริงอะเด๊ะ..!! หลายคนเจอมากับหูตัวเองแล้ว ผมเนี่ยเจอมาจนขนลุกแล้วลุกอีก ทุกวันนี้ฟังสตรีมมิ่งโดยไม่มีเครื่องลางของขลังที่เรียกว่า network switch มาช่วยฆ่า noise ไม่ได้แล้ว เพราะถ้าไม่มีเครื่องลางตัวนี้อยู่ในซิสเต็ม ผีดิจิตัลจะโผล่มาหลอกหลอนตลอด..
ผีดิจิตัลหน้าตามันเป็นยังไง.? มันไม่มาให้เห็นเป็นตัวเสียงชัดๆ แต่มันจะ “เข้าสิง” เสียงเพลงที่เราฟัง มันสูบเลือดเสียงเพลงที่เราฟังจนทำให้มีอาการเหือดแห้งเหลือแต่ซาก ไม่อิ่มฉ่ำมีเนื้อมีหนัง ฟังแล้วหยาบหู ยิ่งเป็นเพลงที่มีหลายเสียงเกิดขึ้นพร้อมกัน ผี noise ในระบบดิจิตัลมันจะทำให้เสียงเหล่านั้นตีกันโขมงโฉงเฉง ฟังไม่ได้ศัพท์ ความเป็นดนตรีหายหมด แทนที่จะยิ่งฟังแล้วยิ่งเพลิน กลายเป็นยิ่งฟังก็จะยิ่งรำคาญหู..
หลังๆ มานี้ เริ่มมีผีโผล่มาอีกตัวแล้ว มันชื่อว่า ‘timing error’ ซึ่งเจ้าตัวนี้มันจะเข้าไปป่วนทำให้เสียงดนตรีที่ควรจะไหลลื่นมาเป็นลำดับอย่างเป็นระเบียบมีอันต้องเกิดอาการรวนเร เสียขบวน แต่ละเสียงแต่ละโน๊ตถูกหลอกให้หลงตำแหน่ง มาผิดเวลา สับสนไปหมด ฟังแล้วบางครั้งจะรู้สึกเหมือนถูกเร่ง ในขณะที่บางครั้งจะรู้สึกหลวมล้า การเคลื่อนขบวนของตัวโน๊ตไม่ตรงกับจังหวะเพลงที่ถูกต้อง ใครที่ฟังแล้วรู้สึกตามเสียงดนตรีแต่ละชิ้นไม่ทัน ฟังแล้วรู้สึกว่า นักดนตรีแต่ละคนที่บรรเลงอยู่ในเพลงนั้นเล่นไม่เข้าขากันเอาซะเลย (ทั้งที่เป็นวงมีชื่อเสียงระดับโลก.!) รับและส่งกันไม่เป๊ะ หลุดจังหวะอยู่บ่อยๆ จะเคาะเท้าตามก็ไม่ลงตัว อึกๆ อักๆ รู้สึกเหมือนจังหวะเพลงมันมีอาการเหลื่อมๆ ล้นๆ ขาดๆ เกินๆ อยู่ตลอด ถ้าซิสเต็มของคุณฟังแล้วเกิดความรู้สึกอะไรประมาณนี้อยู่ ฟันธงได้เลยว่าในซิสเต็มดิจิตัลของคุณจะต้องมีผีร้ายตัวที่ชื่อว่า timing error เข้าไปสิงสถิตย์คอยป่วนนักดนตรีในเพลงที่คุณฟังอย่างแน่นอน..
ต้องใช้เครื่องลางชนิดไหนเข้ามาช่วยกำราบผี timing error ตนนี้.? เครื่องลางตัวไหนก็ได้ที่ระบุว่ามีประสิทธิภาพทางด้าน ‘clock regenerator’ หรือมีฟังท์ชั่น reclocking อยู่ในตัว ถ้าไม่มีตัวไหนเป็นแบบที่ว่ามานี้อยู่ในซิสเต็มของคุณเลยแม้แต่ตัวเดียว วันนี้ผมมีตัวอย่างมาแนะนำ..
บุคคลที่อยู่เบื้องหลังยี่ห้อ StackAudio
แบรนด์ผู้ผลิตเครื่องลางปราบ “ผีดิจิตัล!“

คนขวาคือ Theo Stack ส่วนคนซ้ายคือ Josh Stephenson
แบรนด์นี้มีต้นตออยู่ในประเทศอังกฤษ เชี่ยวชาญทางด้านอุปกรณ์เสริมที่ใช้ขจัด noise จากระบบเครื่องเสียงโดยเฉพาะ ผมเคยทดสอบผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ StackAudio มาแล้วหนึ่งชิ้น เป็นอุปกรณ์เสริมที่ใช้รองใต้อุปกรณ์เครื่องเสียง ชื่อรุ่นว่า AUVA EQ (REVIEW) ซึ่งในตอนนั้นผมยังไม่รู้เลยว่าผู้อยู่เบื้องหลังแบรนด์นี้คือใคร เพราะในเว็บไซต์ของเขาเองไม่ได้มีการระบุชื่อแซ่ของผู้เกี่ยวข้องเอาไว้ พอมีโอกาสได้ทดสอบอุปกรณ์เสริมชิ้นที่สองของแบรนด์นี้ ผมเลยลองค้นเข้าไปในโลกโซเชี่ยลถึงได้รู้ว่า ผู้บริหารที่อยู่เบื้องหลังแบรนด์นี้เป็นแม็ชชีนนิคัล เอ็นจิเนียริ่งสองคนชื่อว่า Theo Stack กับ Josh Stephenson หน้าตาก็ตามรูปข้างบน แต่สังเกตได้ว่าอายุยังน้อย
StackAudio ‘SmoothLAN Regenerator’
อุปกรณ์เสริมที่ใช้ขจัด noise จากเน็ทเวิร์ค

แนวคิดฐานรากที่ทั้งสองผู้ก่อตั้งแบรนด์ StackAudio นำมาริเริ่มออกแบบตัว SmoothLAN Regenerator มุ่งเน้นไปกับการ “จัดการ” กับระบบเน็ทเวิร์คที่ใช้กับการสตรีมไฟล์เพลง เพื่อทำให้ได้ “คุณภาพเสียง” ออกมา “ดีที่สุด“
“จัดการ” อะไร.? ยังไง.?
ทั้งสองผู้ก่อตั้ง StackAudio ค้นพบว่า ขณะที่สัญญาณดิจิตัลเคลื่อนที่ไปบนสายสัญญาณและเส้นทองแดงที่เป็นตัวนำบนแผงวงจร มันก่อให้เกิดสนามแม่เหล็กแผ่ออกมาและรั่วไหลเข้าไปรบกวนการทำงานของวงจรที่อยู่ข้างเคียง (เรียกว่าปรากฏการณ์ EMI = Electro Magnetic Intrference) เกิดเป็น noise รูปแบบหนึ่ง ผสมปนไปกับสัญญาณและส่งต่อไปสู่กระบวนการทำงานในขั้นตอนต่อไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็จะไปแสดงออกมาเป็นผลเสียต่อคุณภาพของสัญญาณที่ภาค DAC รับไปทำงาน ต่อให้ออกแบบภาค DAC ไว้ดีแค่ไหน แต่ถ้าสัญญาณดิจิตัลที่ป้อนเข้ามาทางฝั่ง “อินพุต” ของภาค DAC มีคุณภาพที่ต่ำเพราะถูกรบกวนโดย noise มาจากต้นทาง สัญญาณเอ๊าต์พุตของภาค DAC นั้นก็ไม่มีวันที่จะออกดีได้เลย วิธีแก้ไขทำได้อย่างเดียว นั่นคือ ต้องทำการ “ชำระล้าง” noise ที่เกาะติดกับสัญญาณดิจิตัลออกไปซะก่อนที่จะส่งไปให้ภาค DAC
เมื่อ noise หลุดเข้าไปถึงขั้นตอนแปลงสัญญาณดิจิตัลเป็นอะนาลอก (DAC) จะมีผลทำให้ภาค DAC ทำงานผิดเพี้ยนไป เกิดเป็น artifacts รูปแบบต่างๆ ไปปรากฏขึ้นกับสัญญาณอะนาลอกตรงส่วนของเอ๊าต์พุตของภาค DAC นั้น ก่อเกิดเป็นเสียงอะนาลอกที่ด้อยคุณภาพ อาทิเช่น ลักษณะเสียงที่เป็นขอบแข็ง, ลักษณะเสียงที่แห้ง หยาบกร้าน และลักษณะของอาการเหลื่อมทางด้านไทมิ่ง เป็นต้น
หลักการทำงานของ
StackAudio ‘SmoothLAN Regenerator’
Theo Stack กับ Josh Stephenson ตั้งใจออกแบบตัว SmoothLAN Regenerator ให้มันทำหน้าที่สำคัญ 2 อย่าง พร้อมๆ กัน อย่างแรกคือ ขจัด noise ที่ติดมากับสัญญาณดิจิตัล ทั้งที่เป็น noise ที่มาจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (EMI) และ noise ที่มาจากคลื่นวิทยุ (RFI) ที่มีความถี่สูงๆ ส่วนหน้าที่อย่างที่สองของตัว SmoothLAN Regenerator ก็คือ ทำการสร้าง “สัญญาณนาฬิกา” ขึ้นมาใหม่ (reclocking) เพื่อแก้ไขปัญหา timing error นั่นเอง

ในทางปฏิบัติ พวกเขาออกแบบวงจรพาสซีฟ ฟิลเตอร์ขึ้นมา 2 ชุด ให้ทำหน้าที่กรอง noise ที่เกิดขึ้นจากปัญหา EMI และ RFI ซึ่งเกาะติดมากับสัญญาณดิจิตัลทิ้งไป และได้ออกแบบวงจร reclocking แบบแอ๊คทีฟ ที่ใช้ไฟเลี้ยง 5V/0.5A ขึ้นมา 3 วงจร ให้ทำหน้าที่สร้างสัญญาณนาฬิกาขึ้นมาใหม่ และเพื่อป้องกันคลื่น RFI ไม่ให้แทรกซึมเข้ามาถึงวงจรฟิลเตอร์และวงจร reclocking ทางผู้ออกแบบได้ใช้ตัวถังที่ทำด้วยอะลูมิเนียมอย่างหนา เซาะภายในด้วย CNC ให้เป็นแอ่งเพื่อใช้ติดตั้งวงจรฟิลเตอร์และวงจร reclocking ลงไปโดยแยกเป็นส่วนๆ ไม่ติดกัน ทำให้สามารถคลื่น RF ได้ทั้งภายในและภายนอก มีชีลด์โดยรอบแผงวงจรขนาดเล็กแต่ละแผงด้วยโลหะทองทำหน้าที่กราวนด์ที่เชื่อมต่อตรงเข้ากับตัวถัง ทำให้อิมพีแดนซ์ต่ำ เป็นผลดีต่อการถ่ายเทสัญญาณกราวนด์ออกไปจากแผงวงจรได้เร็ว ซึ่งมีส่วนช่วยลด noise และปัญหา cross-talk (สัญญาณกราวนด์ไหลข้ามไป-มาระหว่างแผงวงจร)

ส่วนภาคจ่ายไฟของวงจร reclocking ถูกแยกออกไปภายนอก เป็นแบบสวิทช์โหมด เพาเวอร์ซัพพลายที่ออกแบบขึ้นมาเป็นพิเศษ จัดแยกไฟเลี้ยงให้กับแผงวงจรแต่ละบล็อกอิสระจากกันเพื่อตัดปัญหากวนข้ามกันไป-มาซึ่งเป็นต้นเหตุของ phase noise (jitter) ไม่ให้เกิดขึ้นและเข้าไปปนเปื้อนกับสัญญาณที่วิ่งผ่านตัว SmoothLAN Regenerator ไปที่อินพุตของภาค DAC
ลักษณะการเชื่อมต่อในชุดเครื่องเสียง
ผู้ผลิต StackAudio ระบุแนวทางไว้ชัดว่าตัว SmoothLAN Regenerator จะทำการ “กำจัด noise” ออกไปจากสัญญาณดิจิตัล “ก่อน” ที่สัญญาณนั้นจะถูกส่งไปให้ภาค DAC ด้วยเหตุนี้ ตัว SmoothLAN Regenerator จึงต้องเข้าไป “คั่น” ขวางเส้นทางเดินของสัญญาณดิจิตัลระหว่าง “ต้นทาง” กับปลายทางผ่านทางสาย LAN ซึ่งปลายทางนั้นมีโอกาสเป็นไปได้ 2 รูปแบบ คือ Streamer (มีภาค DAC ในตัว) กับ Streaming Transport (ไม่มีภาค DAC ในตัว)



นอกจากอะแด๊ปเตอร์ AC/DC แบบสวิทช์โหมดแล้ว ทางผู้ผลิตยังให้สาย LAN มาพร้อมกับตัวเครื่อง SmoothLAN Regenerator อีกหนึ่งเส้น เป็นสาย CAT 7 ตัวสายไม่ใหญ่มาก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณนิ้วก้อย ตัวนำข้างในเป็นทองแดง OFC ผิวนอกของตัวสายหุ้มหนังงูสีดำ ความยาวประมาณครึ่งเมตร ผู้ผลิตแนะนำให้ใช้สาย LAN ตัวนี้เชื่อมต่อจากช่อง OUT ของตัว SmoothLAN Regenerator ไปเข้าที่อินพุต LAN ของตัวสตรีมเมอร์ ซึ่งบนขั้วต่อ RJ45 ของสาย LAN ที่ให้มาตัวนี้เขามีพิมพ์ลูกศรกำกับทิศทางเอาไว้ด้วย

ชาร์ตด้านบนคือการเชื่อมต่อ SmoothLAN Regenerator เข้ากับซิสเต็มระดับพื้นฐานที่ใช้สัญญาณเน็ทเวิร์คจาก Router เป็นศูนย์กลางในการกระจายคำสั่งไปให้กับอุปกรณ์ต่างๆ ที่เชื่อมต่ออยู่ในวงเน็ทเวิร์คเดียวกัน ซึ่งตามตัวอย่างข้างบนนี้ก็มีแค่ 2 ตัว คือ NAS ที่เก็บไฟล์เพลงกับตัวสตรีมเมอร์ Wattson Audio ‘Madison’ ที่มีภาค DAC อยู่ในตัว (*สำหรับคนที่ไม่มี NAS อยู่ในระบบ คือใช้วิธีสตรีมไฟล์เพลงจากผู้ให้บริการบนอินเตอร์เน็ตอย่างเดียว ก็เท่ากับว่าจาก Router ต่อสายแลนตรงเข้าสตรีมเมอร์เลย) จากคำแนะนำของผู้ผลิตให้เชื่อมต่อตัว SmoothLAN Regenerator ไว้ “หน้า” ภาค DAC จะให้ผลทางเสียงที่ดีที่สุด จากตัวอย่างข้างบนจึงควรนำ SmoothLAN Regenerator เข้าไปคั่นกลางระหว่าง Router กับสตรีมเมอร์ (คือ Madison Streamer) นั่นเอง
ต่อระบบทดลองใช้งาน
และลองฟังเสียงของ SmoothLAN Regenerator
เนื่องจากในซิสเต็มสตรีมมิ่งของผมที่ใช้งานประจำอยู่ในห้องฟังมีตัว Network Switch ของ Clef Audio รุ่น StreamBRIDGE-X ประจำการอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งการเชื่อมต่อแต่เดิมนั้น ผมทำการเสียบสาย LAN ทั้งจาก Router, จาก NAS และจากสตรีมเมอร์เข้าไปที่ตัว StreamBRIDGE-X คือแทนที่จะให้ตัว Router ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของระบบเน็ทเวิร์ค ก็เปลี่ยนมาให้ตัว StreamBRIDGE-X ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของระบบแทน เหตุผลก็เป็นไปในเรื่องของการลด noise และทำ reclocking หรือปรับปรุงสัญญาณนาฬิกาใหม่ด้วยออสซิเลเตอร์ OCXO ในตัว StreamBRIDGE-X ซึ่งหลังจากเอาตัว StreamBRIDGE-X เข้ามาใช้ในจุดนี้ก็ทำให้เสียงของซิสเต็มสตรีมมิ่งของผมมีคุณภาพเสียงที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ปัจจุบันผมจึงใช้ตัว StreamBRIDGE-X เป็นอุปกรณ์เสริมขาประจำมาตลอด

เมื่อมีตัว StreamBRIDGE-X เข้ามาคั่นกลางระหว่าง Router กับตัวสตรีมเมอร์ ผมจึงต้องเอาตัว SmoothLAN Regenerator เข้าไปต่อคั่นระหว่างตัว StreamBRIDGE-X กับตัวสตรีมเมอร์ เพื่อให้ตัว SmoothLAN Regenerator อยู่ใกล้กับภาค DAC มากที่สุด ซึ่งในการทดสอบประสิทธิภาพของตัว SmoothLAN Regenerator ครั้งนี้ ผมได้จัดการเชื่อมต่อระบบขึ้นมา 2 เซ็ต โดยที่เซ็ตแรกกับเซ็ตที่สองช่วงต้นทางจาก Router > Network Switch > SmoothLAN Regenerator เหมือนกันทั้งคู่ แต่ส่วนที่ต่างกันจะไปอยู่ตรงปลายทางที่เชื่อมต่อกับช่อง OUT ของตัว SmoothLAN Regenerator เท่านั้น

เซ็ตแรกที่ผมใช้ทดลองฟังเสียงของตัว SmoothLAN Regenerator ประกอบด้วยสตรีมเมอร์ที่มีภาค DAC ในตัวคือ Wattson Audio ‘Madison Streamer‘ (REVIEW) ซึ่งถูกใช้เป็นปลายทางที่เชื่อมต่อกับเอ๊าต์พุตของตัว SmoothLAN Regenerator ซึ่งการทดสอบประสิทธิภาพของตัว SmoothLAN Regenerator สามารถทำได้ง่ายๆ คือ เริ่มจากเอาตัว SmoothLAN Regenerator เข้าไปคั่นกลางระหว่าง StreamBRIDGE-X กับ Madison Streamer แล้วลองฟังจากนั้นก็ถอดตัว SmoothLAN Regenerator ออก แล้วต่อสาย LAN จากตัว StreamBRIDGE-X ตรงเข้าไปที่ตัว Madison Streamer แล้วลองฟังเสียงเทียบกันด้วยเพลงเดียวกัน ซึ่งน่าทึ่งว่ามันเห็นผลชัดมาก.! ทั้งๆ ที่ผมตั้งคำถามไว้ในใจก่อนลองฟังว่า ในเมื่อตัว StreamBRIDGE-X ก็มีการทำ reclocking ด้วยออสซิเลเตอร์ OCXO ที่มีความแม่นยำมากแล้ว การเอาตัว SmoothLAN Regenerator ที่มีฟังท์ชั่น reclocking ซ้อนกันเข้ามาคั่นอีกชั้นไม่น่าจะมีผลกับเสียงมาก แต่ที่ผมคิดนั้นกลายเป็นว่า.. ผิดถนัด.!!
เสียงที่ได้หลังจากเอาตัว SmoothLAN Regenerator เข้าไปคั่นระหว่าง StreamBRIDGE-X กับ Madison Streamer มันมีความสะอาดเคลียร์มากขึ้นเมื่อเทียบกับตอนไม่มี SmoothLAN Regenerator อยู่ในระบบ เป็นความแตกต่างในระดับที่รับรู้ได้ง่ายๆ ซะด้วย คือรู้สึกได้ว่าหลังเอาตัว SmoothLAN Regenerator เข้าไปติดตั้งในระบบ พบว่าความกระด้างหยาบของมวลเสียงลดน้อยลง ยิ่งเป็นเพลงที่มี gain ค่อนข้างเบาจะยิ่งเห็นผลชัด เพราะมันทำให้ผมสามารถเร่งวอลลุ่มได้มากขึ้น ทำให้ได้อัตราสวิงไดนามิกที่กว้างขึ้นโดยที่เกนของเสียงไม่แตกและเสียงไม่พุ่ง บอกเลยว่าใครที่ชอบฟังเพลงแนวคลาสสิคจะแฮ้ปปี้มากกับสิ่งที่ตัว SmoothLAN Regenerator มอบให้ เพราะมันคือของขวัญจากพระเจ้าโดยแท้..!!!
ระหว่างที่กำลังลองฟังตัว SmoothLAN Regenerator กับเซ็ตแรก ผมก็ลองค้นเข้าไปในเว็บไซต์ของ StackAudio ได้พบกับข้อมูลทางเทคนิคในส่วนที่เขาพูดถึงหลักการทำงานและการวัดผลของตัว SmoothLAN Regenerator ด้วย ดูแล้วน่าสนใจมาก..
100Mbps sound better than 1Gbps !

สัญญาณเน็ทเวิร์คที่ใช้ในการนำพาสัญญาณดิจิตัลที่ส่งออกจากตัว SmoothLAN Regenerator ไปที่อินพุตของสตรีมเมอร์เป็นสัญญาณเน็ทเวิร์คที่มีแบนด์วิธอยู่ที่ 100Mbps ซึ่งทางผู้ผลิตตัว SmoothLAN Regenerator ให้เหตุผลว่า แม้ว่าปัจจุบันเรามีสัญญาณเน็ทเวิร์คที่มีแบนด์วิธ “สูง” ถึง 1Gbps ใช้กันอย่างแพร่หลายก็ตาม แต่จากการค้นคว้าของพวกเขาพบว่า การส่งสัญญาณเสียงที่อยู่ในรูปของสัญญาณดิจิตัลไปกับสัญญาณเน็ทเวิร์คที่มีแบนด์วิธแค่ 100Mbps กลับทำให้ได้เสียงที่ดีกว่าส่งไปกับสัญญาณเน็ทเวิร์คที่มีแบนด์วิธีกว้างกว่านี้
เท่ากับว่า ความเชื่อที่เคยคิดกันว่า ยิ่งแบนด์วิธของเน็ทเวิร์คสูงๆ น่าจะให้เสียงที่ดี ไม่เป็นความจริง.!! เหตุผลที่พวกเขายกขึ้นมาอธิบายก็คือ แบนด์วิธีของเน็ทเวิร์คที่ 100Mbps ถือว่ามากพอแล้วสำหรับการนำพาสัญญาณเสียงดิจิตัลที่มีความละเอียดสูงสุดเท่าที่เรามีใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ซึ่งแบนด์วิธเน็ทเวิร์คที่ 100Mbps จะใกล้เคียงกับแบนด์วิธในการทำงานของวงจร noise filter (ดูในภาพประกอบข้างบน) ในขณะที่แบนด์วิธของสัญญาณเน็ทเวิร์คที่ 1Gbps มันกว้างเกินไปที่วงจรฟิลเตอร์จะสามารถครอบคลุมได้ทั้งหมด พูดง่ายๆ คือ เน็ทเวิร์คที่มีแบนด์วิธ 100Mbps จะได้รับการดูแลในการขจัด noise ด้วยวงจรฟิลเตอร์ออกไปได้หมดจดกว่าเน็ทเวิร์คที่มีแบนด์วิธ 1Gbps นั่นเอง
ผมจำได้ว่า ข้อมูลนี้ก็เคยได้ยินมาจากแบรนด์ Nordost ตอนที่ผู้ผลิตพรีเซ้นต์ตัว Network Switch รุ่น QNET (REVIEW) เหมือนกัน พูดแบบเดียวกันเลย.!
Eye Pattern Analysis

ก่อนติดตั้งตัว SmoothLAN Regenerator เข้าไปในระบบ ดวงตาไม่ฟูเต็ม

หลังจากติดตั้งตัว SmoothLAN Regenerator เข้าไปในระบบ ดวงตาจะฟูเต็ม
ทางผู้ผลิต SmoothLAN Regenerator ตัวนี้อ้างถึงเครื่องมือที่พวกเขาใช้ในการตรวจวัดประสิทธิภาพในการส่งผ่านสัญญาณดิจิตัลของตัว SmoothLAN Regenerator ด้วย เรียกว่า Eye Pattern Analysis เป็นสโคปที่ใช้ตรวจวัดความหนาแน่นของสัญญาณไฮสปีดดิจิตัล ซึ่งเป็นแพลทเทิ้นที่แสดงผลบนจอด้วยภาพที่มีลักษณะคล้ายดวงตาของมนุษย์ คือถ้าเน็ทเวิร์คไม่มี noise รบกวน ทำให้สัญญาณดิจิตัลมีความหนาแน่นและนิ่ง ภาพดวงตาของแพลทเทิ้นจะมีลักษณะที่เปิดกว้าง (ภาพล่าง) ในทางกลับกัน ถ้าเน็ทเวิร์คมี noise และ jitter เยอะ ภาพดวงตาจะไม่พองฟู (ภาพบน) แสดงว่าสัญญาณดิจิตัลถูกรบกวน ไม่มีเสถียรภาพ สัญญาณดิจิตัลที่มากับเน็ทเวิร์คก็จะอยู่ในสภาวะด้อยคุณภาพไปด้วย
Eye Pattern Analysis เป็นเครื่องมือมาตรฐานที่ใช้กันอยู่ในวงการเน็ทเวิร์ค จึงเชื่อถือได้..

ชุดที่สองที่ผมเซ็ตอัพเพื่อใช้ลองฟังประสิทธิภาพของตัว SmoothLAN Regenerator ผมเอาสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ตของ Innuos ‘STREAM 3’ (REVIEW) จับคู่กับ Ayre Acoustics ‘QB-9 Twenty’ ทำหน้าที่เป็นปลายทางโดยเชื่อมต่อสัญญาณเน็ทเวิร์คจากช่อง OUT ของตัว SmoothLAN Regenerator ไปเสียบเข้ากับช่องอินพุต LAN ของตัว STREAM 3 แล้วใช้สาย USB ของ Nordost รุ่น Blue Heaven Leif3 เชื่อมต่อจากเอ๊าต์พุตของ STREAM 3 ไปเข้าที่อินพุต USB ของ QB-9 Twenty ซึ่งตอนฟังเทียบผมก็ทำคล้ายๆ กับตอนทดสอบเซ็ตแรก คือเริ่มด้วยการต่อสาย LAN จาก StreamBRIDGE-X ตรงเข้าที่อินพุต LAN ของ STREAM 3 แล้วลองฟังเพลง Queen Mary ของ Francine Thirteen กับเพลง I Can’t Stand The Rain ของ Woongsan จากนั้นก็เอาตัว SmoothLAN Regenerator ติดตั้งเข้าไปในระบบ เสร็จแล้วก็ลองฟังสองเพลงนั้นอีกครั้งเพื่อเทียบกัน


กับเซ็ตนี้ ตอนแรกที่ยังไม่เอาตัว SmoothLAN Regenerator ติดตั้งเข้าไปในระบบ ผมว่าเสียงโดยรวมมันก็ออกมาดีมากแล้วนะ แต่พอเอาตัว SmoothLAN Regenerator เข้าไปคั่นระหว่าง STREAM 3 กับ StreamBRIDGE-X พบว่าเสียงโดยรวมมีความเปลี่ยนแปลงไปในแนวทางที่ดีขึ้น แม้ว่าจะไม่มากเท่ากับตอนฟังกับเซ็ตแรก แต่ก็มากพอรับรู้ได้ (สำหรับผมเอง อยากจะบอกว่า รับรู้ความแตกต่างของเสียงได้ตั้งแต่นาทีแรกที่เอาตัว SmoothLAN Regenerator ติดตั้งเข้าไปแล้ว.!)
ในแง่ของความเนียนสะอาดของเนื้อเสียงนั้นดีขึ้นนิดหน่อย แต่สิ่งที่ผมรู้สึกว่ามันดีขึ้นมากก็คือ “ไทมิ่ง” ของเสียงที่ทำให้ผมแยกแยะเสียงแต่ละเสียงที่ “เล่นพร้อมๆ กัน” ออกมาได้ดีขึ้น รู้สึกได้ว่า “หัวโน๊ต” ที่เครื่องดนตรีแต่ละตัวสร้างขึ้นมามันมีความคมชัดมากขึ้น ที่สำคัญคือมี “มูพเม้นต์” ในการขยับเคลื่อนตัวที่สามารถ (ฟัง) ติดตามไปได้ทุกขณะแบบไม่คลาดไปจากหู นั่นทำให้สัญญาณเสียงที่มีลักษณะการบรรเลงด้วย “คอนทราสน์-ไดนามิก” อย่างเช่น เสียงที่เกิดจากการสีไวโอลิน, เป่าแซ็กโซโฟน และเสียงร้อง ฯลฯ มีความต่อเนื่องมากขึ้น ลื่นไหลมากขึ้น ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนกำลังฟังเสียงที่เกิดจากการบรรเลงโดยคนจริงๆ มากขึ้น นำมาซึ่ง “อารมณ์” ของเพลงที่เจาะลึกเข้าไปในใจมากขึ้น

“ความแม่นยำ” ของ “ไทมิ่ง” ของเสียงที่เกิดขึ้นหลังจากติดตั้งตัว SmoothLAN Regenerator เข้าไปมันทำให้ผมได้ยินพฤติกรรมของแต่ละเสียงที่ชัดเจนมากขึ้น ได้ยินชัดตั้งแต่หัวเสียงเริ่มเกิดขึ้นต่อเนื่องไปถึงบอดี้ที่ขยายตัวใหญ่ขึ้นก่อนจะสลายไปเป็นหางเสียงที่ทอดยาวออกไป รู้สึกว่าเสียงทั้งหมดมันลดอาการเร่งเร้าลงไปนิดนึง ทำให้รับรู้ถึงความช้า–เร็วของแต่ละเสียงที่กำลังเล่นไปพร้อมกัน ซึ่งเกิดจากนักดนตรีในเพลงเล่นเร็ว–ช้าไม่เท่ากัน ทำให้ “สปีด” ของแต่ละเสียงแตกต่างกันไปตามจำนวนโน๊ตในแต่ละห้องที่นักดนตรีแต่ละคนกำลังเล่น ซึ่งเป็นผลมาจาก “ไทมิ่ง” ของระบบเพลย์แบ็คที่ถูกต้อง แม่นยำมากขึ้นนั่นเอง.! อันนี้น่าจะเป็นผลของกระบวนการ reclocking ในตัว SmoothLAN Regenerator นั่นเอง
สรุป
ตอนท้ายๆ ของการทดสอบ ผมทดลองเอาตัว SmoothLAN Regenerator ไปใช้กับ Bluesound ‘NEW NODE’ (REVIEW) ที่ผมมีอยู่ ซึ่งราคาของตัว SmoothLAN Regenerator “สูงกว่า” ราคาของสตรีมเมอร์อยู่พอสมควร แต่เสียงที่ได้ออกมาอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจมาก.! เสียงสะอาดขึ้นอย่างชัดเจน ความนวลเนียนของเนื้อเสียงก็ดีขึ้น เสียงโดยรวมฟังดูแพง ท่วงจังหวะของเพลงฟังดูมีลีลามากขึ้น มีความลื่นไหลเป็นดนตรีมากขึ้น ทำให้เพลงมีความไพเราะขึ้นมาก รู้สึกได้เลยว่าไทมิ่งดีขึ้น เพระมันฟังเพลงช้าก็ไม่รู้สึกเฉื่อยแต่ได้อารมณ์ที่ดิ่งลึกมากขึ้น ในขณะที่ฟังเพลงเร็วก็ได้ความกระชับมันในอารมณ์ ไม่รู้สึกว่าเร่งรีบจนเสียขบวน
ถ้าเทียบเปอร์เซ็นต์ของผลลัพธ์ที่ตัว SmoothLAN Regenerator ทำให้เกิดขึ้นกับเสียงของซิสเต็มที่มันเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ผมพบว่า ซิสเต็มที่ใช้สตรีมเมอร์ราคาตั้งแต่ 200,000 บาท ลงมาถึง 2-3 หมื่นบาท จะเห็นผลชัด ส่วนซิสเต็มที่ใช้ชุด สตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ต + DAC หรือชุดสตรีมเมอร์ที่มี DAC ในตัว ที่มีราคา 3 แสนบาทขึ้นไป ก็ยังให้ผลลัพธ์ไปในทางที่ดีขึ้น แต่ด้วยเปอร์เซ็นต์ที่น้อยกว่า ซึ่งก็ถือว่าเมคเซ้นต์ เพราะสตรีมเมอร์ที่มีราคาสูงๆ ระดับเกินสามแสนบาทขึ้นไปมักจะมีระบบ reclocking ภายในตัวที่แม่นยำในการทำ reclocking ในตัวเองอยู่แล้ว ส่วนตัว SmoothLAN Regenerator จะเข้าไปช่วยลด timing error (phase noise & jitter) ที่เกิดขึ้นในระบบ “ก่อน” ที่จะส่งถึงอินพุต LAN ของสตรีมเมอร์ให้เหลือน้อยที่สุด มีผลให้ระบบ clock ในตัวสตรีมเมอร์ทำงานได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า เพราะสัญญาณดิจิตัลที่ป้อนเข้ามาที่อินพุตของสตรีมเมอร์มีความสะอาดบริสุทธิ์นั่นเอง
ต้องยอมรับว่า การทำงานของระบบเน็ทเวิร์คที่เกี่ยวข้องกับการสตรีมไฟล์เพลงมีความซับซ้อน เป็นเทคโนโลยีที่อ่อนไหว และเป็นระบบที่ไม่สามารถที่จะใช้วิธีคาดเดาด้วย “ความน่าจะเป็น” เข้ามาวิเคราะห์ได้ การหาโอกาสทดลองใช้และทดลองฟังในซิสเต็มของตัวเองดูจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการตรวจวัดประสิทธิภาพของอุปกรณ์เสริมเหล่านี้ ใครที่ยังไม่มีอุปกรณ์เสริมประเภทนี้อยู่ในซิสเต็มที่ใช้สตรีมไฟล์เพลงเลยแม้แต่ชิ้นเดียว แนะนำให้หาโอกาสทดลองฟัง SmoothLAN Regenerator ตัวนี้ ต่อให้คุณรู้สึกว่าชุดของคุณเสียงดีอยู่แล้วก็ตาม เพราะสิ่งที่ตัว SmoothLAN Regenerator ให้ออกมามันคือ “ประสบการณ์ใหม่” ที่นึกเอาเองไม่ได้จริงๆ ต้องลองฟังกับชุดของตัวเองเท่านั้น แล้วคุณจะรู้ว่า สิ่งที่ “ดีขึ้นไปกว่าอะไรที่รู้สึกว่าดีอยู่แล้ว” มันเป็นอย่างไร..!!!
***********************
ราคา : 45,000 บาท / ชุด
***********************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
Clef Audio
โทร. 02-932-5981



