การออกแบบลำโพงไม่ใช่ศาสตร์ลี้ลับ ทุกผู้ผลิตลำโพงต่างก็อาศัยศาสตร์ที่ใช้ในการออกแบบลำโพง “ฉบับเดียวกัน” ทั้งสิ้น ผ่านการค้นคว้า ทดลอง จากนักออกแบบลำโพงจำนวนมาก ผ่านกาลเวลามาอย่างโชกโชน ด้วยการใช้ “แนวคิดทางเทคนิค” ของภาคปฏิบัติที่เหมือนกันบ้าง ต่างกันบ้าง แล้วลงมือทำ มีการแก้ไขปรับปรุงและประมวลผล จนตกผลึกออกมาเป็นตำราให้คนรุ่นหลังเดินตามและพัฒนาต่อยอดมาอีกหลายชั่วอายุคน
จริงๆ แล้ว นักออกแบบลำโพง “ทุกคน” ต่างก็รู้ดีว่า พื้นฐานหลักๆ ที่ส่งผลกับ “เสียง” ของลำโพงที่นักออกแบบต้องทำความเข้าใจและจัดการกับมันมีอยู่แค่ 3 อย่าง เท่านั้น นั่นคือ ไดเวอร์, ตัวตู้ และ วงจรเน็ทเวิร์ค ซึ่งนักออกแบบลำโพงจะต้องจัดการให้ตัวแปรทั้ง 3 นั้น ทำงานประสานกันได้อย่างลงตัวให้มากที่สุด จึงจะทำให้ได้ลำโพงที่เปล่งเสียงออกมาได้ดีที่สุดตามอุดมคติ
ทำเองทั้ง 3 อย่าง
เหตุผลที่ทำให้ลำโพงระดับไฮเอ็นด์ให้เสียงที่ฉีกหนีลำโพงระดับกลางๆ ไปไกลก็คือ ลำโพงที่เป็นแบรนด์ระดับไฮเอ็นด์ขึ้นไปจนถึงระดับเอ็กซ์ตรีม ไฮเอ็นด์แทบทุกแบรนด์จะออกแบบและผลิตส่วนประกอบหลักทั้ง 3 ส่วน คือ ไดเวอร์, ตัวตู้ และ วงจรเน็ทเวิร์ค ด้วยตัวเองทั้งหมด รวมถึงอุปกรณ์ปลีกย่อยอื่นๆ ที่นำมาประกอบเป็นลำโพงของพวกเขา ตลอดไปจนถึงการปรับจูน ในขณะที่ผู้ผลิตลำโพงระดับกลางลงไปถึงระดับล่างส่วนใหญ่จะใช้ส่วนประกอบบางอย่างที่ผลิตโดยผู้ผลิตอื่น โดยเฉพาะ “ไดเวอร์” ที่ผลิตโดยแบรนด์อื่นมาใช้ในการทำลำโพง ซึ่งแน่นอนว่าหนีไม่พ้นปัญหาบางอย่างที่เกิดจาก “ข้อจำกัด” ไปได้
Vivid Audio เป็นแบรนด์ผู้ผลิตลำโพงระดับซุปเปอร์ไฮเอ็นด์ที่ไม่ได้ไปเอาต้นแบบไดเวอร์หรือตัวตู้แบบสำเร็จรูปจากที่ไหนมาใช้ในกระบวนการผลิต แต่พวกเขา ซึ่งเป็นทีมออกแบบของ Vivid Audio ที่มี Laurence Dickie คุมการออกแบบทั้งหมด ได้ร่วมกันออกแบบองค์ประกอบพื้นฐานในการทำลำโพงทั้ง 3 ส่วนนั้นขึ้นมาเอง ตามแนวคิด “สุดขั้ว” ที่พวกเขามุ่งมั่น ตั้งใจ..


Laurence Dickie ออกแบบลำโพง Vivid Audio รุ่น GIYA G1 เวอร์ชั่นแรกออกมา แล้วนำไปเปิดตัวครั้งแรกในงาน CES เมื่อ ปี 2008 ก่อนจะนำไปโชว์ตัวอีกทีในงานไฮเอ็นด์ฯ ที่มิวนิคเมื่อ ปี 2009 ซึ่งปีนั้นผมมีโอกาสได้พบและพูดคุยกับลอเร้นซ์ ดิกกี้ เกี่ยวกับการออกแบบลำโพง GIYA GI ที่นำไปโชว์ด้วย ซึ่งเขาก็พูดถึงแนวคิดในการออกแบบให้ฟัง โดยยืนยันถึงความสำคัญในการออกแบบลำโพงให้ได้เสียงดีตามอุดมคติจริงๆ จำเป็นที่จะต้องออกแบบไดเวอร์, ตัวตู้ ไปพร้อมกัน ก่อนจะออกแบบวงจรเน็ทเวิร์คเข้ามาเชื่อมโยงให้ทั้งไดเวอร์และตัวตู้ทำงานผสานกันได้อย่างลงตัวมากที่สุด
ลอเร้นซ์เชื่อว่า รูปทรงตัวตู้ที่มีผนังโค้งและขดเป็นวงก้นหอยแบบที่เขาออกแบบขึ้นมานั้นเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยขจัดปัญหา resonant ภายในตัวตู้ออกไปได้อย่างเด็ดขาด ทำให้มวลอากาศภายในตัวตู้มีผลในการสนับสนุนการขยับตัวของไดอะแฟรมของไดเวอร์ขับกลางและทุ้มได้อย่างอิสระภายใต้ความยืดหยุ่นของมวลอากาศภายในตู้ที่ช่วยประคองไดอะแฟรมของไดเวอร์เอาไว้และอัดส่งให้ไดอะแฟรมขยับเคลื่อนออกไปผลักดันอากาศหน้าดอกได้อย่างเต็มกำลัง
ลอเร้นซ์เป็นคนที่มีเอนเนอจี้สูง ตลอดเวลาที่เขาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับการออกแบบลำโพง Vivid Audio คู่นั้น ดวงตาเขาเป็นประกาย มือไม้อยู่ไม่สุข รับรู้ได้ถึงความกระหายที่อยากจะระบายสิ่งที่อยู่หัวของเขาออกมาให้ฟัง ทุกสิ่งที่เขาบอกมันพรั่งพรูออกมาแบบไม่มีกั๊ก ถือว่าเป็นดีไซน์เนอร์ที่มี passion ในงานของเขามาก เหลือแต่สติปัญญาของผมเท่านั้นที่จะเก็บมาได้มากแค่ไหน..
ครอบครัว GIYA
ปัจจุบัน Vivid Audio ทำลำโพงออกมาทั้งหมด 4 ซีรี่ย์ ได้แก่ MOYA, GIYA, KAYA และ OVAL เรียงตามลำดับใหญ่มาเล็ก โดยที่ซีรี่ย์ GIYA ถูกจัดอยู่ในลำดับที่สองรองลงมาจากซีรี่ย์ MOYA ที่เป็นเรือธงอยู่ในตอนนี้ แต่จริงๆ แล้ว ก่อนหน้าที่จะมีซีรี่ย์ MOYA ออกมาไม่นานนี้ ซีรี่ย์ GIYA ถือว่าเป็นเรือธงมาก่อน เพราะ GIYA G1 คือลำโพงรุ่นแรกที่ Laurence Dickie รังสรรขึ้นมาเป็นรุ่นแรกที่ใช้พื้นฐานแนวคิดในการออกแบบที่ต่อยอดมาจากรุ่น Nautilus ที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขาสมัยที่อยู่กับแบรนด์ B&W

ในซีรี่ย์ GIYA มีสมาชิกอยู่ทั้งหมด 4 รุ่น เริ่มต้นด้วยพี่ใหญ่ G1 SPIRIT CU ซึ่งพัฒนามาจากรุ่น GIYA G1 ที่ออกมาครั้งแรกเมื่อ ปี 2008 รองลงมาคือรุ่น G2 Cu และตามด้วย G3 Cu ก่อนจะมาเป็นรุ่น G4 Cu ที่ผมนำมาทดสอบครั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากรูปทรงของตัวตู้และตำแหน่งการจัดวางไดเวอร์ของทั้งสี่รุ่นนี้แล้ว จะเห็นว่า มันมาในลักษณะของการ “ย่อส่วน” จากรุ่นใหญ่ลงมาถึงรุ่นที่เล็กลงมาตามลำดับ
ส่วนสัดของ GIYA G4 Cu

GIYA G4 Cu เป็นลำโพงรุ่นแรกที่สร้างความปวดหัวในการวัดสัดส่วนตัวตู้มากที่สุด เพราะตัวตู้ของลำโพง Vivid Audio คู่นี้มันไม่ได้เป็นรูปทรงตู้สี่เหลี่ยมเหมือนใครๆ เขา ทั้งเนื้อทั้งตัวของตู้ลำโพงรุ่นนี้มีแต่ส่วนเว้าส่วนโค้งที่ไม่เท่ากันเลยสักจุดเดียว ในการกำหนด “ความกว้าง” ของตัวตู้ ผมเลือกเอาส่วนที่กว้างที่สุดของตัวตู้เป็นเกณฑ์ ส่วน “ความลึก” ก็เช่นเดียวกัน ผมกำหนดเอาจุดที่นูนออกไปทางด้านหน้าวัดลงไปถึงจุดปลายสุดที่ยืดออกไปทางด้านหลังเป็นเกณฑ์ ในขณะที่ “ความสูง” ค่อยวัดง่ายหน่อย คือลากตั้งแต่พื้น คือปลายของเดือยแหลมที่จิกอยู่บนพื้นห้องขึ้นไปจนถึงจุดโค้งของตัวตู้ที่สูงสุด (ตามภาพประกอบ)

น้ำหนักอยู่ที่ 25.4 กิโลกรัมต่อข้าง ซึ่งถือว่าเบามาก.! สาเหตุที่ไม่หนักก็คงเป็นเพราะวัสดุที่ใช้ทำตู้นี่เอง ตามข้อมูลที่ผู้ผลิตแจ้งไว้คือเป็นวัสดุที่มีส่วนผสมซับซ้อนพอสมควร หลักๆ คือไฟเบอร์กลาส (Glass-Reinforced Plastic) บวกับไม้บัลซา (balsa) ประกบทับในลักษณะแซนด์วิชกัน ซึ่งตัวตู้นั้นถ้ามองโดยรอบจะดูยากมากว่าเป็นการหล่อขึ้นมาทั้งตัว หรือหล่อเป็นสองชิ้นแล้วเอามาประกอบกัน ทางผู้ผลิตไม่ได้ระบุไว้ แต่พยายามมองแล้วก็ไม่เห็นรอยต่อเลย งานตัวตู้ขั้นเทพจริงๆ
ขาตั้งและขั้วต่อสายลำโพง

ที่ส่วนฐานล่างสุดของตัวตู้ที่ใช้ติดตั้งเกลียวยึดขาตั้งทำด้วยคาบอนร์ไฟเบอร์ และที่ต่างจากลำโพงอื่นๆ อีกอย่างหนึ่งก็คือใช้ขาตั้งข้างละ 6 ขา.! ในขณะที่ลำโพงอื่นๆ ส่วนใหญ่จะมีแค่ 4 ขาเท่านั้น (ใครที่กำลังสนใจอยากเป็นเจ้าของลำโพงคู่นี้ แนะนำให้เตรียมงบสำหรับอุปกรณ์เสริมที่ใช้รองใต้เดือยแหลมไว้ด้วย)



ทางผู้ผลิตคือ Vivid Audio ได้จัดเตรียมอุปกรณ์เสริมที่ต้องใช้ร่วมกับตัวลำโพงใส่ลังไม้มาให้เสร็จสรรพ ในนั้นมีขาตั้งเตี้ยๆ สูงประมาณ 2 – 3 ซ.ม. ไว้ให้เลือกใช้ 2 รูปแบบ เป็นขายางกับเดือยแหลมที่กลึงขึ้นมาจากอะลูมิเนียมปลายแหลม อย่างละ 12 ชิ้น ซึ่งในการเซ็ตอัพสำหรับการทดสอบของผมครั้งนี้ ผมเลือกใช้ขายาง ด้วยเหตุผลที่ไม่ได้ใช้ขาตั้งที่เป็นเดือยแหลมก็เพราะว่าผมไม่มีจานรองเดือยแหลมที่มากถึง 12 อัน และน่าแปลกที่ผู้ผลิตก็ไม่ได้ให้มาซะด้วย


ในกล่องไม้ที่ใส่อุปกรณ์เสริมมีจั๊มเปอร์มาให้ด้วย เพราะที่ตัวลำโพงให้ขั้วต่อสายลำโพงมา 2 ชุด ทำให้ผู้ใช้ลำโพงคู่นี้มีทางเลือกในการเชื่อมต่อลำโพงคู่นี้เข้ากับเพาเวอร์แอมป์ได้ถึง 3 รูปแบบ แบบที่ง่ายที่สุดคือ ใช้เพาเวอร์แอมป์สเตริโอแค่ตัวเดียว ต่อสายลำโพงซิงเกิ้ลจากเพาเวอร์แอมป์มาที่ขั้วต่อชุดล่างของตัวลำโพง จากนั้นก็ใช้จั๊มเปอร์ที่ผู้ผลิตให้มาเชื่อมโยงระหว่างขั้วต่อสายลำโพงคู่บนกับคู่ล่าง ส่วนแบบที่สอง ใช้สายลำโพงไบไวร์ฯ แบบ 1 > 2 เชื่อมต่อระหว่างเพาเวอร์แอมป์กับลำโพงโดยไม่ต้องใช้จั๊มเปอร์ กับแบบที่สามซึ่งให้ผลลัพธ์ดีที่สุดคือ ใช้เพาเวอร์แอมป์สเตริโอ 2 ตัว โดยเชื่อมต่อเพาเวอร์แอมป์ตัวแรกเข้ากับขั้วต่อสายลำโพงคู่บน ส่วนเพาเวอร์แอมป์อีกตัวก็เชื่อมต่อเข้ากับขั้วต่อสายลำโพงคู่ล่าง โดยใช้สายลำโพงแบบซิงเกิ้ลไวร์ทั้งสองช่วง เป็นเทคนิคการเชื่อมต่อแบบ bi-amp ซึ่งในทางทฤษฎีแล้ว เป็นรูปแบบการเชื่อมต่อที่ให้ผลลัพธ์ทางเสียงดีที่สุด แต่ก็สิ้นเปลืองทรัพยากรสูงที่สุดเช่นกัน
เทคโนโลยีพิเศษ
Vivid Audio เคลมว่าพวกเขาเป็น engineering-led company คือบริษัทผู้ผลิตลำโพงที่ออกแบบโดยอาศัยเทคโนโลยีในการชี้นำ ซึ่งถ้าพิจารณาแต่ละจุดแต่ละชิ้นส่วนที่ประกอบขึ้นมาเป็น GIYA G4 Cu คู่นี้จะเห็นว่า มันมีความแตกต่างไปจากลำโพงแบรนด์อื่นๆ อย่างมาก เริ่มตั้งแต่ไดเวอร์ไปจนถึงตัวตู้
SFM (Super Flux Magnets)


เป็นระบบแม่เหล็กแบบพิเศษที่พวกเขาคิดค้นขึ้นมาเพื่อใช้กับไดเวอร์ที่ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า ‘ tapered tube loading ’ ซึ่งเป็นท่อระบายอากาศด้านหลังของไดอะแฟรมที่มีลักษณะเป็นท่อที่เรียวยาว ช่วยให้การ “ผ่อนตัว” ของมวลอากาศที่อยู่ด้านหลังไดอะแฟรมเป็นไปอย่างราบลื่น ไม่เป็นแรงต้านการเคลื่อนตัวของไดอะแฟรมขณะทำงาน
หลักๆ คือใช้กับทวีตเตอร์รุ่น D26 ที่พวกเขาออกแบบขึ้นมาใช้เอง ทางผู้ผลิตอ้างว่า ระบบแม่เหล็กแบบ Super Flux Magnet ที่พวกเขาคิดค้นขึ้นมานี้สามารถสร้างพลังแม่เหล็กได้มากถึง 2.5T (เทสล่า) มากกว่าระบบแม่เหล็กแบบทั่วไปที่ใช้อยู่ในทวีตเตอร์ขนาด 25 mm ตัวอื่นๆ 2 เท่า นั่นคือเขากำลังจะบอกเป็นนัยๆ ว่า ทวีตเตอร์รุ่น D26 ที่ใช้อยู่ในลำโพงรุ่น GIYA G4 Cu ของพวกเขาสามารถทนกำลังขับได้สูง จึงให้ไดนามิกที่สวิงได้กว้างกว่าทวีตเตอร์อื่นๆ นั่นเอง.!!!
CCP (Copper Capped Poles)

ผู้ผลิตอ้างว่า เพราะใช้ระบบแม่เหล็ก Super Flux Magnet ที่พวกเขาคิดค้นขึ้นมา ทำให้ไดเวอร์มิดเร้นจ์กับทวีตเตอร์ของพวกเขาสามารถ “ขุด” เอารายละเอียดของเสียงลงไปได้ลึกถึงฮาร์มอนิกระดับที่สองและที่สามออกมาให้ได้ยินชัดขึ้น ทำให้ต้องมีการออกแบบ “ระบบกลั่นกรอง” ความผิดเพี้ยนของฮาร์มอนิกที่สองและที่สามให้มีความถูกต้องแม่นยำมากขึ้น ด้วยการเพิ่มเติมชิ้นส่วนที่เรียกว่า Copper Caps เข้าไปในโครงสร้างของตัวไดเวอร์ ซึ่งส่งผลให้ฮาร์มอนิกที่สองและที่สามของความถี่ที่ออกมาจากไดเวอร์มิกเร้นจ์กับทวีตเตอร์มีความถูกต้องมากขึ้น ผลลัพธ์น่าอะเมธซิ่งมาก คือเขาบอกว่า นอกจากจะทำให้ได้เวทีเสียงที่เปิดกว้างอลังการ และได้เสียงกลางที่สะอาดชัดแล้ว ศักยภาพของเจ้าวงแหวนทองแดง Copper Caps ที่ว่านี้ ยังส่งผลไปถึงความถี่ต่ำที่ดีขึ้นด้วย ซึ่งพวกเขาได้เริ่มนำเทคนิคนี้ไปใช้กับลำโพงรุ่นเรือธง MOYA M1 มาก่อนและได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ จึงค่อยนำมาใช้ในซีรี่ย์อื่นๆ รวมถึงทุกรุ่นในซีรี่ย์ GIYA เวอร์ชั่นที่มีตัวอักษร ‘Cu’ ต่อท้ายทั้งหมด
CDP (Catenary Dome Profile)

ในแวดวงนักออกแบบลำโพง รู้ดีว่า “ไดอะแฟรม” ของไดเวอร์เป็นตัวแปรที่ส่งผลต่อเสียงมาก โดยเฉพาะไดอะแฟรมที่ทำด้วยโลหะ ซึ่งพฤติกรรมที่มันเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว ปะทะกับแรงต้านของอากาศ ทำให้เกิดเรโซแนนซ์เบาๆ จากการบิดตัวของไดอะแฟรมอยู่ตลอด ซึ่งถ้าไม่ได้ทำไดเวอร์เอง ก็คงต้องไป “ลบ” ผลของเรโซแนนซ์ด้วยวงจรเน็ทเวิร์ค เหมือนใช้ยางลบที่ติดอยู่ที่ก้นของดินสอลบเอาตำหนิบนกระดาษออกไป ซึ่งยังไงก็ไม่สมบูรณ์แบบเท่ากับการป้องกันไม่ให้เกิด “รอยตำหนิ” ตั้งแต่แรก

พวกเขาใช้วิธีเพิ่มวงแหวนเซอร์ราวนด์ที่ทำด้วยคาร์บอน ไฟเบอร์เข้าไปยึดโยงระหว่างขอบของไดอะแฟรมอะลูมิเนียมอัลลอยด์กับโครงบอดี้ของไดเวอร์ ซึ่งช่วยเพิ่มความแกร่งให้กับไดอะแฟรมและช่วยขยับความถี่เรโซแนนซ์ของไดอะแฟรมให้สูงขึ้นไปจนพ้นระยะที่รบกวนหู จากการใช้ซอฟท์แวร์ Infinite element analysis (FEA) คำนวนทำให้ได้รูปทรงของโดมแบบที่เรียกว่า catenary curve ขึ้นมา ซึ่งทำให้ช่วยบิดของไดอะแฟรมถูกขยับสูงขึ้นไปจากความถี่กระตุ้นถึง 1 ออกเตรป สูงกว่าไดอะแฟรมทรงโดมโค้งแบบทั่วไป ซึ่งเทคนิคนี้ถูกใช้อยู่ในไดเวอร์ upper-mid กับไดเวอร์ tweeter (ภาพด้านบน)
DLC (Diamond-Like Coating)

เป็นระบบโคสติ้งที่ใช้วัสดุที่มีสถานะคล้ายเพชร (diamond-like) เคลือบลงบนผิวหน้าของโดมอะลูมิเนียม เพื่อความความแกร่งและเพิ่มความสามารถในการแด้มพ์ฯ เพื่อป้องกันการบิดตัวของไดอะแฟรมไปด้วย ไดเวอร์ที่ได้มรรคผลจากเทคโนโลยีนี้คือไดเวอร์ upper-mid รุ่น D50 กับทวีตเตอร์รุ่น D25 ซึ่งทั้งสองตัวนี้ใช้อยู่ในลำโพงรุ่น GIYA G4 Cu คู่นี้ด้วย
TTL (Tapered Tube Loading)

Laurence Dickie ต่อท่อระบายอากาศที่อยู่ด้านหลังของตัวทวีตเตอร์ให้ยืดยาวออกมาเหมือนจมูกของพินอคคิโอมาตั้งแต่ออกแบบลำโพงหอยโข่งรุ่น Nautilus แล้ว ใครที่เคยฟังเสียงแหลมของลำโพงคู่นั้นมาแล้วคงทราบซึ้งถึงเสียงแหลมที่โปร่งใสและผ่อนคลายสุดๆ มาแล้ว หลงจากนั้น คุณ Laurence กับทีมออกแบบของเขาก็ไม่เคยหยุดยั้งในการพัฒนา tapered tube loading ของเขามาเรื่อยๆ จนมาถึงเวอร์ชั่นที่ทำงานร่วมกับระบบแม่เหล็กแบบ Super Flux Magnet อย่างที่เห็นใน GIYA G4 Cu คู่นี้ มีผลทำให้เสียงแหลมของลำโพงคู่นี้พุ่งทยานขึ้นไปอีกระดับ..
HVF (Highly Vented Former)

เพื่อรักษาความเข้มข้นของสนามพลังของแม่เหล็กเอาไว้ ว้อยซ์คอยจึงต้องติดตั้งอยู่ชิดกับขั้วแม่เหล็กให้มากที่สุด เวลาว้อยซ์คอยขยับเข้า–ออกเพื่อผลักดันไดอะแฟรม จึงเกิดมีแรงกดของอากาศในช่องว่างเล็กๆ ระหว่างว้อยซ์คอยกับขั้วแม่เหล็กขึ้น เพื่อลดแรงกดอากาศที่ว่านี้ (ซึ่งจะทำให้เกิดความเครียดต่อการเคลื่อนไหวของว้อยซ์คอย) ลง พวกเขาจึงได้ทำการเจาะรูลงไปบนขั้วแม่เหล็ก แต่ก็ทำให้เกิดเรโซแนนซ์ขึ้นมาระดับหนึ่ง วิธีแก้ของพวกเขาก็คือ เจาะรูลงไปบนกระบอกว้อยซ์คอยด้วย และจัดให้รูที่เจาะเรียงเป็นแถวที่สอดคล้องกับรูที่เจาะไว้บนขั้วแม่เหล็ก ซึ่งช่วยขยับดันเรโซแนนซ์ให้สูงขึ้นไป มีผลให้ค่า Q ลดลง แต่ก็ยังมีเสียงลมที่แทรกผ่านรูเหล่านั้นออกมาเบาๆ ขั้นตอนแก้ปัญหาต่อมาก็คือ ขยายรูที่เจาะให้ใหญ่ขึ้น ซึ่งทำให้ความถี่ที่กระตุ้นเรโซแนนซ์ถูกขยับหนีขึ้นไปจนไม่มีโอกาสเกิดขึ้น พร้อมทั้งเสียงลมที่เสียดสีผ่านรูที่เจาะไว้ก็เงียบหายไปด้วย
HAC (Highly Aligned Chassis)

ถ้าไม่ใช่นักออกแบบลำโพงที่คร่ำเคร่งกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ จริงๆ อาจจะมองว่าตัว “โครง” ที่ใช้ยึดชิ้นส่วนต่างๆ ของไดเวอร์เอาไว้ไม่น่าจะมีผลมาก แต่จริงๆ แล้ว ถ้าโครงนี้มีเรโซแนนซ์เกิดขึ้นขณะที่ไดเอะแฟรมทำงาน มันจะส่งผลเข้าไปรบกวนการทำงานของระบบแมคครนิกของลำโพง อย่างเช่นไดอะแฟรม มีผลให้คลื่นเสียงที่ไดอะแฟรมสร้างขึ้นมามีความผิดเพี้ยนขึ้นมาและปนเข้าไปกับเสียงเพลงโดยตรง ซึ่งไดเวอร์ทั่วไป ส่วนใหญ่ที่ใช้อยู่ในลำโพงระดับกลางลงมา มักจะใช้โครงอะลูมิเเนียมหล่อ แต่โครงของไดเวอร์ low-mid รุ่น C125 ของแบรนด์นี้เขาออกแบบโครงให้มีความแข็งแรงและแน่นหนามากกว่าปกติ
RCCM (Reaction Cancelling Compliant Mount)

GIYA G4 Cu คู่นี้จัดวางวูฟเฟอร์ทั้งสองตัวบนตัวตู้ในลักษณะที่ยิงความถี่ต่ำออกทางด้านข้าง ผ่านไดเวอร์ขับทุ้มกรวยอะลูมิเนียมรุ่น C125L ขนาด 7 นิ้ว จำนวน 2 ตัว ที่หันหลังส่วนที่เป็นแม่เหล็กชนกัน (back-to-back) ซึ่งเป็นเทคนิคเดียวกันกับที่แบรนด์ KEF ใช้ ซึ่งเป็นเทคนิคที่ทำให้ได้พลังจากไดเวอร์เยอะ ในขณะที่เกิดเรโซแนนซ์ต่ำ
RCP (Reaction Cancelling Ports)


เป็นการออกแบบท่อระบายเบสโดยเจาะช่องระบายอากาศ 2 ช่องให้อยู่ในตำแหน่งที่ตรงข้ามกัน ซึ่งผู้ผลิตอ้างว่า ลักษณะของท่อระบายเบสที่ควบคุมอากาศเข้า–ออกที่สวนทิศกันแบบนี้จะช่วยลดการสั่นของตัวตู้ที่เกิดจาก reaction ระหว่างผนังตู้กับมวลอากาศที่เคลื่อนตัวอยู่ในตัวตู้ได้อย่างเด็ดขาด
Acoustically Designed Cabinets

เมื่อนึกถึง “ตู้ลำโพง” ในฐานะของนักออกแบบลำโพงที่ใช้พื้นฐานทางด้านวิศวกรรมนำหน้า Laurence Dickie จะให้ความสำคัญกับการใช้ “วัสดุผสม” (composite material) ที่เกิดจากการผสมผสานวัสดุชนิดต่างๆ เข้าด้วยกันมาทำเป็นตู้ลำโพงมากกว่าที่จะใช้วัสดุที่เป็นเนื้อแท้ชนิดใดชนิดหนึ่ง ซึ่งวัสดุผสมมีข้อดีหลายอย่าง ไม่ว่าจะในแง่ของความยืดหยุ่นที่ทำให้ผู้ออกแบตัวตู้สามารถกำหนดรูปทรงของตัวตู้ได้ตามต้องการได้ นอกจากนั้น วัสดุผสมยังมีน้ำหนักที่ “เบากว่า” วัสดุเนื้อแท้หลายๆ ประเภท
พวกเขาที่ Vivid Audio ทำการผสมวัสดุขึ้นมาเอง จึงสามารถควบคุมตัวแปรทุกอย่างได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้ในการผลิต, สัดส่วนในการผสม, คุณภาพของวัสดุ ไปจนถึงรูปแบบ ซึ่งจุดขายที่ทำให้ลำโพงของแบรนด์นี้มีความได้เปรียบแบรนด์อื่นๆ ก็คือ “น้ำหนัก” ซึ่งเบากว่าลำโพงอื่นๆ ที่อยู่ในระดับเดียวกันหรือใกล้เคียง ในขณะที่สามารถให้เสียงทุ้มที่ดีเพราะใช้เทคนิคการติดตั้งวูฟเฟอร์แบบ Reaction Cancelling Complint Mount ที่ช่วยทำให้ลำโพงของ Vivid Audio ให้เบสได้ดีโดยที่ตัวตู้ไม่สั่นแม้ว่าจะเบาก็ตาม
Vivid Audio Filter Networks

พยายามเพ่งดูก็ดูไม่ออกว่าภาพประกอบหัวข้อนี้คืออะไร เกี่ยวข้องยังไงกับเนื้อหาที่ผู้ผลิตเขียนเล่าไว้ว่า (เดาว่าน่าจะเป็นเครื่องจักรที่ใช้ออกแบบวงจรเน็ทเวิร์ค) พวกเขาใช้วงจรเน็ทเวิร์คแบบพาสซีฟตามสูตรของ Linkwitz-Riley ที่พัฒนาขึ้นมาเองโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยคำนวนในการออกแบบ และยังผลิตวงจรเน็ทเวิร์คขึ้นมาใช้เองด้วย ซึ่งแน่นอนว่าย่อมให้คุณภาพเสียงสูงกว่าจ้างคนอื่นทำให้
แม็ทชิ่ง

GIYA G4 Cu เป็นลำโพงตั้งพื้นขนาดเล็ก ใช้ไดเวอร์ข้างละ 5 ตัว ทำงานในระบบตู้เปิด ตอบสนองความถี่ตั้งแต่ 39Hz – 33000Hz (+/-2dB) (แถบสีเขียว) ซึ่งถือว่าเป็นลำโพงที่มีพฤติกรรมในการตอบสนองความถี่ที่มีความลิเนียร์สูงมาก ดูจากผู้ผลิตวัดสเปคฯ frequency response ของลำโพงคู่นี้โดยใช้ค่าเบี่ยงเบนตลอดย่านอยู่ที่ +/-2dB เท่านั้น ในขณะที่ผู้ผลิตลำโพงอื่นๆ ส่วนใหญ่จะอ้างอิงที่ +/-3dB
ส่วนความไวของลำโพงคู่นี้ระบุไว้ที่ 86dB (แถบสีแดง) ก็จัดว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำ ในขณะที่ระบุความต้านทานปกติ (norminal impedance)(แถบสีฟ้า) ไว้ที่ 6 โอห์ม ลงไปต่ำสุดที่ 4 โอห์ม ก็ถือว่าเป็นโหลดที่ไม่โหด แต่ทนรับกำลังขับได้สูงถึง 400W (แถบสีม่วง) ถ้าจะวิเคราะห์ลักษณะของแอมป์ที่น่าจะแม็ทชิ่งกับลำโพงคู่นี้ก็ควรจะเป็นแอมป์ที่มี “กำลังสูง” สักหน่อย เพราะความไวค่อนข้างต่ำ แต่โหลดไม่โหด ตอนดิ่งลงไปไม่ถึงครึ่ง แสดงว่ามันก็ไม่ได้ต้องการกระแสสูงมาก จากประสบการณ์ของผม ผมว่าเพาเวอร์แอมป์ที่มีกำลังขับสัก 200W ต่อข้างที่ 8 โอห์ม และมีกำลังสำรองสัก 50% คือขยับขึ้นไปได้สัก 300W ต่อข้าง เมื่ออิมพีแดนซ์ลดลงไปอยู่ที่ 4 โอห์ม ก็น่าจะเพียงพอที่จะทำให้ลำโพงคู่นี้ทำงานได้อย่างเต็มที่แล้ว

จังหวะที่ได้รับ GIYA G4 Cu มาทดสอบ ผมมีเพาเวอร์แอมป์โมโนบล็อกของ Boulder รุ่น 1151 (REVIEW) อยู่ในห้อง ซึ่งอยู่ในช่วงทดสอบพอดี เมื่อดูจากตัวเลขกำลังขับในสเปคฯ ของ 1151 แล้วพบว่ามันอยู่ในระดับที่ “มากเกินพอ” สำหรับความต้องการของลำโพงคู่นี้ คือจับคู่กันแล้ววางใจได้ว่า “ขับออก” สบาย ตัดปัญหากำลังขับไม่พอไปได้เลย.!
ถ้าได้มีโอกาสจับคู่กับ Boulder ‘1151’ แล้ว ถือว่าจบได้เลย ไม่ต้องไปดิ้นรนหาเพาเวอร์แอมป์ตัวอื่นอีก เพราะจากการเซ็ตอัพลองฟัง Boulder ‘1151’ ขับ GIYA G4 Cu ผมพบว่าได้เสียงออกมาเต็มที่แล้ว ส่วนแหล่งต้นทางผมอาศัย LINN รุ่น Seleckt DSM ทำหน้าที่เป็นทั้งสตรีมเมอร์, DAC และปรีแอมป์ ให้กับซิสเต็มนี้

ก่อนจะปิดจบการฟังทดสอบ ผมได้ทดลองใช้เพาเวอร์แอมป์ class-AB แบรนด์จีนยี่ห้อ Orisun รุ่น OA-600H ที่มีกำลังขับ 350W ต่อข้างที่ 8 โอห์ม และ 600W ที่ 4 โอห์ม ลองขับลำโพงคู่นี้ ซึ่งกำลังขับของ OA-600H อยู่ในระดับที่ “สูงกว่า” สเปคฯ ที่ลำโพงต้องการ แต่ราคาของ OA-600H อยู่ในระดับ “ต่ำกว่า” ราคาของลำโพงมาก คือราคาแค่แสนกว่าบาท เทียบกับราคาของลำโพงก็ประมาณแค่ 10% ของราคาลำโพงเท่านั้น เหตุผลที่ผมทดลองใช้เพาเวอร์แอมป์ตัวนี้ขับเพราะอยากจะรู้พฤติกรรมของ GIYA G4 Cu คู่นี้ว่ามันแสดงพฤติกรรมออกมาแบบไหนเมื่อขับด้วยเพาเวอร์แอมป์ที่มีราคา “ต่ำกว่า” ตัวมันลงไปมากๆ
สรุปว่า ผลลัพธ์ทางเสียงที่ได้จากการขับด้วยเพาเวอร์แอมป์ Orisun ‘OA-600H’ (โดยใช้อุปกรณ์อื่นๆ เหมือนตอนขับด้วย Boulder ‘1151’) มันพิสูจน์ให้เห็นว่า ลำโพงคู่นี้ชอบแอมป์กำลังขับถึงๆ จริงๆ แม้ว่าราคาของแอมป์จะไม่สูงมาก แต่ถ้ากำลังขับมากพอกับความต้องการของลำโพง เสียงที่ออกมาก็จะให้คุณสมบัติของ “ความเป็นดนตรี” อยู่ในระดับที่น่าพอใจ อย่างเสียงของ GIYA G4 Cu + OA-600H คู่นี้ ถ้าปิดตาแล้วเปิดเสียงให้ฟัง ผมเชื่อว่าไม่น่าจะมีใครทายถูกว่ากำลังฟังเสียงของลำโพงราคาล้านสามกว่าๆ ที่ขับด้วยเพาเวอร์แอมป์ที่มีราคาแค่แสนกว่าๆ อย่างแน่นอน
เซ็ตอัพ
ขั้นตอนแม็ทชิ่งไม่ยาก แต่พอมาถึงขั้นตอนเซ็ตอัพจะเริ่มยากแล้ว สาเหตุของความยากมันอยู่ที่การวัดระยะ เพราะพื้นผิวบนตัวตู้ของลำโพงคู่นี้มันทั้งโค้งมนไปทั้งตัว แถมยังมีขนาดตั้งแต่ส่วนบนลงมาถึงส่วนล่างที่ไม่เท่ากันอีกด้วย วัดหาระยะยากมาก ต้องใช้วิธีกะประมาณเอา..

ผมสังเกตจากประสบการณ์ที่ผ่านมา พบว่า ลำโพงที่สามารถ “ขจัด” เรโซแนนซ์ของตัวตู้ออกไปได้มากเท่าไหร่ มีแนวโน้มว่าระยะเซ็ตอัพลงตัว ที่ทำให้ “เฟส” ของสัญญาณจากลำโพงทั้งสองข้างเคลื่อนมาซ้อนกับกันพอดีมักจะมีระยะห่างระหว่างลำโพงซ้าย–ขวาที่ “แคบ” ลงไปกว่าระยะเริ่มต้นที่ 180 ซ.ม. ในขณะที่ลำโพงที่ยังมีเรโซแนนซ์ของตัวตู้เข้ามาปะปนอยู่กับเสียงของไดเวอร์จะมีระยะลงตัวของซ้าย-ขวาโดยเฉลี่ยที่กว้างกว่า ยกตัวอย่าง ลำโพงรุ่น Sabrina V ของ Wilson Audio ที่ผมเพิ่งทดสอบไปเมื่อเดือนตุลาคม ปีที่แล้ว (REVIEW) ซึ่งเป็นลำโพงที่ใช้วัสดุผสมลักษณะเดียวกับ Vivid Audio คู่นี้ (แต่ใช้วัสดุพื้นฐานต่างกัน) สามารถควบคุมความถี่กระตุ้นที่ทำให้เกิดเรโซแนนซ์ของตู้ให้อยู่ในระดับที่หลุดพ้นออกไปจากย่านความถี่ที่ไดเวอร์ทำงาน เสียงที่ได้ยินจึงเป็น pure music ที่มาจากไดเวอร์โดยตรง ตอนเซ็ตอัพลำโพง Sabrina V ผมก็ได้ระยะห่างซ้าย–ขวาที่ลงตัวพอดีอยู่ที่ 150 ซ.ม. เท่านั้น

ส่วนระยะห่างซ้าย–ขวาที่ลงตัวของ GIYA G4 Cu ในห้องฟังของผมอยู่ที่ 162 ซ.ม. โดยวัดจากระยะระหว่างจุดกึ่งกลางของแผงหน้าตู้ (เล็งเอา) ข้างซ้ายไปข้างขวา ส่วนระยะห่างระหว่างลำโพงทั้งสองข้างกับผนังหลัง ผมใช้วิธีวัดจากหน้าดอกเสียงกลางไปถึงผนังด้านหลัง ตามภาพที่เห็นข้างบนนั้น ใช้วิธีกะเล็งด้านข้าง และจูนด้วยการฟังในขั้นตอนสุดท้าย การปรับแผงหน้าของตัวลำโพงผมก็ใช้วิธีนั่งเล็งจากตำแหน่งนั่งฟังแล้วสรุปด้วยเสียงจากการฟังเป็นคำตอบสุดท้าย
ดูจากรูปข้างบนนั้น มีอีกประเด็นในการเซ็ตอัพที่ส่งผลกับเสียงอย่างมาก นั่นคือ ต้องจัดพื้นที่บนพื้นห้องที่อยู่ระหว่างลำโพงทั้งสองข้างให้ว่างไว้ เพื่อให้คลื่นเสียงทุ้มจากวูฟเฟอร์ที่อยู่ด้านข้างของตัวลำโพงสามารถเคลื่อนเข้าหากันได้ตรงๆ โดยไม่มีสิ่งกีดขวาง ในภาพข้างบนนั้นเป็นตอนเริ่มต้นไฟน์จูนตำแหน่งลำโพง จะเห็นว่าตำแหน่งวางเพาเวอร์แอมป์ Boulder ‘1151’ มันขวางทางของคลื่นเสียงทุ้มจากวูฟเฟอร์ของลำโพงทั้งสองข้างอยู่ ซึ่งตอนไฟน์จูนตำแหน่งผมพบว่า เสียงกลาง–แหลมเหมือนจะลงตัว แต่เสียงทุ้มมีอาการเบลอ โฟกัสไม่เป๊ะ เสียงเบสไม่คม ไม่เป็นตัว ขยับตำแหน่งลำโพงยังไงก็แก้ไม่ได้ หลังจากดันเพาเวอร์แอมป์ทั้งสองตัวให้ร่นลงไปทางด้านหลัง เปิดช่องทางให้คลื่นความถี่ต่ำจากวูฟเฟอร์ของลำโพงทั้งสองข้างยิงเข้าหากันได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีอะไรมาขวางกั้น ผมพบว่า เสียงทุ้มดีขึ้นมาก เป็นตัวเป็นตนมากขึ้นทันที การปรับจูนเสียงทำได้ง่ายขึ้น และทำให้เสียงในย่านอื่นๆ ดีขึ้นด้วยโดยเฉพาะกลางต่ำ ทำให้โฟกัสของเสียงในย่านกลางมีความเข้มข้นเป็นตัวเป็นตนมากขึ้นไปด้วย.. ไม่น่าเชื่อว่าจุดนี้จะมีผลเยอะมากขนาดนั้น.!!!
เสียงของ Vivid Audio ‘GIYA G4 Cu’
ถ้าคุณเป็นเชฟที่มีฝีมือระดับมิชิลิน 3 ดาว คุณจะรู้ดีว่า สิ่งแรกที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้คุณสามารถปรุงอาหารที่มีรสชาติระดับ 3 ดาว ออกมาได้ก็คือ “วัตถุดิบ” ที่ดี ทุกอย่างต้องสดถึงระดับ ต้องสุกกำลังดี นั่นสะท้อนมาถึงความจริงที่ว่า ต่อให้คุณเป็นสุดยอดฝีมือในการเซ็ตอัพ+ปรับจูนลำโพงในระดับที่สามารถ “ปั้นเสียง” ขึ้นมาอากาศได้ดังใจ ต่อให้ใช้ชุดเครื่องเสียงที่เยี่ยมยอดระดับไหน และต่อให้ห้องฟังดีไร้ซึ่งปัญหา Roommode บวกกับระบบไฟชั้นเยี่ยมแล้วก็ตาม แต่ถ้าตัว “ลำโพง” เองไม่มีคุณภาพที่ดีพอ ก็ยากที่คุณจะสามารถสร้างเสียงที่มีคุณภาพระดับที่เรียกว่า “มหัศจรรย์” ขึ้นมาได้.!
“ลำโพง” เป็นตัวแปรที่มีความสำคัญอันดับแรกสำหรับนักเซ็ตอัพเครื่องเสียง ไม่ใช่แอมป์ ไม่ใช่แหล่งต้นทาง ทั้งสองส่วนนั้นเป็นตัวแปรลำดับที่รองลงไป ซึ่งต้องเลือกมาเพื่อ “ส่งเสริม” ลำโพงให้แสดงศักยภาพออกมาได้เต็มที่มากที่สุดเท่าที่ลำโพงคู่นั้นจะสามารถทำได้..
Vivid Audio ‘GIYA G4 Cu’ เป็นลำโพงที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยความใส่ใจอย่างถึงที่สุด ด้วยฝีมือของนักออกแบบลำโพงที่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร ด้วยข้อดีที่เขาได้มีโอกาส “ออกแบบ” องค์ประกอบสำคัญทั้ง 3 ส่วน ที่เป็นหัวใจหลักของการออกแบบลำโพง นั่นคือ ไดเวอร์, ตัวตู้ และ วงจรเน็ทเวิร์ค ด้วยตัวเอง และยังได้มีโอกาสในการ “ปรับจูน” ทั้งสามส่วนนั้นได้อย่างเต็มที่ ค่อยๆ ปรับจูนไปพร้อมๆ กันด้วยระยะเวลาที่ยาวนานเกือบยี่สิบปี (2008 จนถึง 2026) นั่นจึงทำให้องค์ประกอบทั้ง 3 ส่วน หลักนั้นสามารถทำงานประสานกันได้อย่างลงตัว จนได้มาซึ่ง “ประสิทธิภาพ” ระดับสูงสุดจริงๆ
ผมกล้าที่จะพูดว่า GIYA G4 Cu ให้นิยามของคำว่า “ความใส” (transparency) ที่เข้าใกล้อุดมคติได้มากกว่าลำโพงหลายๆ คู่ที่ผมเคยฟังมา.!
ความจริงที่ตรงไปตรงมาสำหรับลำโพงก็คือ มันเป็นอุปกรณ์เครื่องเสียงที่ทำหน้าที่ “แปลง” สัญญาณไฟฟ้าให้ออกมาเป็นคลื่นเสียงผ่านทางไดเวอร์ ดังนั้น ถ้าผู้ออกแบบสามารถทำให้ “ชิ้นส่วนต่างๆ” ของลำโพงที่เกี่ยวข้องหรือขวางทางอยู่ในกระบวนการ “แปลง” สัญญาณไฟฟ้าให้ออกมาเป็นคลื่นเสียง ” ไม่ผสมบุคลิกเสียง ” ของชิ้นส่วนเหล่านั้นเข้าไปกับสัญญาณเสียง เราก็จะได้คลื่นเสียงออกมาตรงกับต้นฉบับตอนที่ป้อนเข้าไปที่ลำโพงนั้นทุกประการ ซึ่งต้นเหตุที่ทำให้เกิด “บุคลิกเสียง” ของชิ้นส่วนั้นๆ ก็คือ “เรโซแนนซ์” หรืออาการสั่นค้างที่เกิดขึ้นกับชิ้นส่วนนั้นๆ นั่นเอง
ตลอดเวลาที่ผ่านมา Laurence Dickie กับทีมออกแบบของเขารู้ดีถึงความจริงที่ตรงไปตรงมาของลำโพงอยู่แล้ว และเวลาเกือบยี่สิบปีที่เขากับทีมงานร่วมกันออกแบบลำโพง Vivid Audio มาจนถึงวันนี้ก็เพื่อขจัด “บุคลิกเสียง” ของชิ้นส่วนต่างๆ ที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นลำโพงออกไป ด้วยการขจัด “เรโซแนนซ์” ที่จะเกิดขึ้นกับชิ้นส่วนเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็น เรโซแนนซ์บนตัวไดเวอร์ไปจนถึงเรโซแนนซ์บนตัวตู้ ซึ่งถ้าคุณมีทักษะ+ประสบการณ์ในการฟังมากพอ เมื่อได้มีโอกาสทดลองฟังเสียงของลำโพง GIYA G4 Cu ในสภาวะที่ถูก “แม็ทชิ่ง+เซ็ตอัพ+ปรับจูน” อย่างลงตัวแล้ว คุณจะรู้ได้ทันทีถึง “ความวิเศษ” ของเสียงที่ลำโพงคู่นี้ให้ออกมา

อัลบั้ม : Belafonte At Carnegie Hall (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Harry Belafonte
สังกัด : Sony Music (FORS Master Sound UHQCD)
ลำโพงคู่นี้พิสูจน์ให้เห็นข้อเท็จจริงที่ว่า เพลงที่มี gain ต่ำ มักจะให้เสียงที่มีลักษณะที่นิ่งและสงบมากกว่าเพลงที่มี gain แรงๆ ซึ่งเพลงที่บันทึกมายุคก่อนๆ ช่วง ปี ’60 – ’70 โดยค่ายเพลงไฮเอ็นด์ฯ มักจะมี gain ที่เบากว่าเพลงยุคใหม่หลัง ปี ’80 ค่อนข้างมาก ซึ่งเพลงไฮเอ็นด์ฯ ยุคเก่าๆ ต้องการลำโพงที่ดี มีความเพี้ยนต่ำและเปิดได้ดังจึงจะสามารถถ่ายทอดความยอดเยี่ยมของเพลงเหล่านี้ออกมาให้สัมผัสได้อย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่นอัลบั้มชุด Belafonte At Carnegie Hall เวอร์ชั่นพิเศษของค่าย Sony Music ชุดนี้ที่ผมเก็บสะสมไว้ เมื่อนำมาริปเป็นไฟล์ WAV 16/44.1 ลงบน NAS แล้วสตรีมมาเล่นผ่าน Linn ‘Selekt DSM’ ผมพบว่า เสียงของอัลบั้มนี้มันออกมาดีกว่าที่เคยฟังผ่านลำโพงคู่อื่นๆ อย่างชัดเจน ความรู้สึกแรกที่ทำให้รับรู้ได้ชัดก็คือ “ความแผ่กว้าง” ของเวทีเสียง ซึ่งประสาทสัมผัส (หู+ผิวหนัง) ของผมถูกกระตุ้นให้ “รู้สึก” จากมวลแอมเบี้ยนต์ที่คละคลุ้งออกมาในห้องฟังตั้งแต่วินาทีแรกที่เริ่มต้นแทรคแรก เสียงปรบมือ เสียงดนตรีโหมโรง มันพุ่งเปิดออกมาอย่างมีพลังพร้อมรูปวงที่ปรากฏขึ้นมาทันที ผมรับรู้ถึงความแผ่กว้างของเวทีเสียงได้จากอาการทอดปลายเสียงของแต่ละเสียงที่ยืดขยายไปจนจบโดยไม่มีการโรยตัวหายไป สอดคล้องกับบรรยากาศจริงของการแสดงสด ซึ่งมันแทบจะไม่มีเสี้ยววินาทีไหนเลยที่มวลบรรยากาศจะหดหายไป ลำโพงคู่นี้สามารถรักษารายละเอียดส่วนที่เป็นแอมเบี้ยนต์ของการแสดงสดของเบลาฟองเต้ให้คละคลุ้งอยู่ได้ตลอดเวลา แสดงถึงความสามารถในการตอบสนองกับรายละเอียดเสียงระดับ low level ที่ดีมากของลำโพงคู่นี้
นอกจากแอมเบี้ยนต์แล้ว คุณสมบัติทางด้านไดนามิกก็ทำได้ดีมากด้วย ทั้งทางด้าน dynamic transient และ dynamic contrast ทั้งระดับไมโครไดนามิกและแมคโคร ไดนามิก ซึ่งรับรู้ได้จากเสียงร้องของเบลาฟองเต้ในหลายๆ แทรค อย่างเช่นในเพลง Sylvie ที่เขาใช้เทคนิคในการร้องที่มาครบกระบวนท่าทั้งแผ่วเบาและกระชากลากถู ช่วงเบาก็ไม่จมหาย ส่วนช่วงที่เขากระชากเสียงขึ้นสูงดังๆ ก็ไม่มีอาการแผด เสียงที่ออกมาจาก GIYA G4 Cu บอกให้รู้ว่า ช่วงที่เขาร้องกระชากเสียงขึ้นมานั้น เขาดึงไมโครโฟนออกห่างจากปากเล็กน้อย เพราะมันมีเสียงแอมเบี้ยนต์ที่ก้องสะท้อนจากฮอลล์เข้ามาด้วย.! และเมื่อผมเร่งวอลลุ่มให้ดังขึ้นกว่าที่เคยฟังเล็กน้อย มันทำให้ผมได้ยินเสียงหายใจของแฮรี่ด้วย ซึ่งช่วยทำให้ฟังแล้วได้ความสด กระจ่าง สมจริงมากขึ้น ในขณะที่ลำโพงบางคู่พอเร่งดังขึ้นมามากๆ เสียงจะมัวลงและมีอาการอึดอัด ต้องลดวอลลุ่มลง ทำให้รายละเอียดเบาๆ จมหายไป ซึ่งประเด็นนี้ผมให้เครดิตตัวตู้ที่มีเรโซแนนซ์ต่ำมากๆ ของ Vivid Audio คู่นี้ ตอนฟังผมทดลองเอามือไปแตะที่ตัวตู้ พบว่ามันมีอาการสั่นน้อยมาก และเป็นการสั่นสั้นๆ ด้วย.! แสดงว่าผนังตู้ของลำโพงคู่นี้แทบจะไม่สะสมพลังงานไว้เลย..!!!

อัลบั้ม : More Than You Know (FLAC-24/44.1)
ศิลปิน : Alice Carreri
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/track/195076048/u)

อัลบั้ม : A Time For Love (FLAC-24/96)
ศิลปิน : Stacey Kent
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/track/465730066/u)
เสียงร้องของ Alice Carreri กับ Stacey Kent จากทั้งสองอัลบั้มนี้ มีลักษณะของการวางตำแหน่งที่ upfront เหมือนกัน คือเสียงร้องของทั้งสองคนนี้ถูกกำหนดไว้ให้อยู่ในตำแหน่งที่ลอยออกมาอยู่ด้านหน้าเสียงดนตรีอย่างชัดเจน ลองฟังได้เสียงร้องของ Alice Carreri จากเพลง The Very Thought of You กับเสียงร้องของ Stacey Kent จากเพลง The Shadow Of Your Smile จะรับรู้ได้ชัดว่าเสียงร้องจะอยู่ในตำแหน่งหน้าสุดในขณะที่เสียงเครื่องดนตรีอื่นๆ จะอยู่ด้านหลังเสียงร้องในระดับความลึกที่ลดหลั่นลงไปเป็นเลเยอร์ซ้อนๆ กัน แต่.. ลำโพงที่ดีจะไม่ทำให้เสียงของเครื่องดนตรีที่ซ้อนอยู่ด้านหลังของเสียงร้องถูกกลบทับ ทว่ายังคงมีตัวตนและปริมณฑลของฮาร์มอนิกที่ครบถ้วนอยู่ ลักษณะคล้ายลูกโป่งที่วางซ้อนกัน ไม่ใช่แผ่นกระดาษที่วางซ้อนกัน
ลำโพงคุณภาพต่ำส่วนใหญ่จะแยกเสียงแต่ละเสียงออกจากกันอย่างเด็ดขาด แต่ไม่มีรูปวง คือแต่ละเสียงจะลอยเท้งเต้งอยู่ในอากาศแบบตัวใครตัวมัน ไม่มีฮาร์มอนิกที่แผ่ถึงกันและความลึกของเวทีเสียงก็ไม่ชัดเจน ต่างจากพรีเซ้นเตชั่นของ GIYA G4 Cu คู่นี้ ที่สามารถถอดแบบ (render) ตำแหน่งหน้า–หลัง, ตื้น–ลึก ของแต่ละเสียงออกมาได้ชัด โดยมีหางเสียงของแต่ละเสียงแผ่เข้าหากันและเกาะกลุ่มเป็นซาวนด์สเตจออกมาให้ได้ยินด้วย นั่นทำให้แต่ละเพลงมี “รูปวง” ของมันเอง บางเพลงแคบ บางเพลงกว้าง ขึ้นอยู่กับจำนวนของเครื่องดนตรี, สถานที่ใช้บรรเลง และลักษณะเทคนิคในการบันทึกเสียง อย่างเช่นสองอัลบั้มนี้เขาใช้เทคนิคการมิกซ์เป็นเครื่องมือในการจัดวางตำแหน่งของเสียงร้องและเสียงเครื่องดนตรี (อัลบั้ม More Than You Know บันทึกเสียง/มิกซ์/มาสเตอร์ โดย Tor Laurens ส่วนอัลบั้ม A Time For Love บันทึกเสียง/มิกซ์ โดย Jim Tomlinson มาสเตอร์โดย Alexis Blanchart) แต่ละเสียงจึงมีความชัดเจนพอๆ กัน ความลึกของเวทีเสียงไม่ได้ถอยลงไปเยอะมากเหมือนอัลบั้ม Belafonte At Carnegie Hall ซึ่งเป็นการบันทึกสดจากสถานที่จริง ความแตกต่างของเวทีเสียงของทั้ง 3 อัลบั้ม ที่ GIYA G4 Cu แสดงออกมาให้รับรู้นี้สะท้อนกลับไปถึงความสามารถในการตอบสนองกับ phase ของสัญญาณอินพุตที่ถูกต้องแม่นยำของลำโพงคู่นี้ที่ถือว่าอยู่ในระดับสุดยอดมาก.!!!
เวลาพูดคุยกันถึงลำโพงที่ให้ “เวทีเสียง” ดีๆ หลายคนจะนึกว่า ลำโพงที่ดีต้องฉีกตำแหน่งของเสียงเครื่องดนตรีออกไปได้กว้างๆ ยิ่งกว้างยิ่งดี ยิ่งลึกลงไปด้านหลังระนาบลำโพงมากๆ ยิ่งดี แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่แบบนั้น คือลำโพงที่ดีจะต้องมีความสามารถในการตอบสนองกับ phase ที่ “ตรงกับ” มุมเฟสที่ “กำกับ” มากับสัญญาณอินพุต นั่นหมายความว่า ตำแหน่งของเสียงร้องและเสียงเครื่องดนตรีแต่ละเสียงจะปรากฏออกมากว้างหรือแคบ ขึ้นอยู่กับการมิกซ์ของซาวนด์เอ็นจิเนียร์มาจากสตูดิโอ ซึ่งความถูกต้องแม่นยำในการแสดง phase ของสัญญาณเสียงจะขึ้นอยู่ “คุณภาพของตัวลำโพง” กับ “ตำแหน่งของลำโพง” ที่คุณทำการเซ็ตอัพไว้ ดังนั้น ลำโพงที่ดี (จริงๆ) จะต้องสามารถแสดงความกว้าง/แคบ, ตื้น/ลึก และสูง/ต่ำ ของเวทีเสียงที่ซาวนด์เอ็นจิเนียร์กำหนดมาในแต่ละเพลงออกมาให้เรารับรู้ได้อย่างชัดเจน ประเภทที่เปิดเพลงไหนมาก็แผ่กว้างเหมือนกันหมด หรือจะฟังเพลงไหนก็บีบแคบเหมือนกันไปหมด จะเซ็ตอัพดียังไงก็ออกมาแบบนั้นตลอด แบบนั้นไม่ใช่ลำโพงที่ดีแล้ว..

อัลบั้ม : La Fille Mal Gardee (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : John Lanchbery & Orchestra of the Royal Opera House, Covent Garden
สังกัด : Decca
ถ้าสงสัยว่า ลำโพงที่ดีไซน์ตัวตู้ประหลาดตาแบบ GIYA G4 Cu คู่นี้จะให้มิติด้านลึกออกมาดีมั้ย.? ลองฟังอัลบั้มนี้ก็จะได้ข้อสรุปทันที.! เพราะแค่เสียงแรกที่ลำโพงคู่นี้ถ่ายทอดออกมาพร้อมมวลแอมเบี้ยนต์บางๆ ที่มันแผ่ออกมาก็เพียงพอที่จะทำให้ “รู้สึก” ได้ถึงความเป็นโถงฮอลล์ที่มีความลึกลงไปทางด้านหลัง เสียงเครื่องดนตรีแต่ละเสียงที่ดังออกมามันถอยลึกลงไปอยู่หลังระนาบของลำโพงเยอะมาก บางชิ้นนั้นทะลุเลยผนังด้านหลังไปเลย ผมลองหลับตาฟัง ใช้เสียงจากลำโพงที่แผ่มาเข้าหูในการคะเนความกว้าง, ความลึก และความสูงของเวทีเสียงของเพลงในอัลบั้มนี้ พบว่ามันฉีกแผ่ออกไปรอบด้าน ทั้งสามมิติแผ่เลยปริมณฑลของห้องออกไปอย่างชัดเจน เหมือนกำลังฟังทั้งวงบรรเลงอยู่ในฮอลล์ ห้องฟังหายไปเลย..!!!
ยิ่งเปิดดัง ความรู้สึกของเวทีเสียงที่ไร้ขอบเขตก็ยิ่งเด่นชัด รายละเอียดยิบๆ ย่อยๆ กระจายออกมาเต็มพื้นที่อากาศข้างหน้า รายละเอียดเสียงระดับไมโครไดนามิกระยิบระยับไปหมด เป็นอีกครั้งที่ผมฟังอัลบั้มนี้ด้วยความอิ่มเอิบ ซึ่งน่าสังเกตว่า ผมเร่งวอลลุ่มขึ้นมา เสียงเครื่องดนตรีต่างๆ ก็ดังขึ้นพอๆ กัน ทำให้ไดนามิกสวิงกว้างขึ้น และได้ความเป็นตัวตน (texture) ของแต่ละเสียงที่ชัดขึ้น แต่น่าแปลกที่ “บอดี้” ของแต่ละเสียงไม่ได้พองอืดขึ้นมาตามระดับวอลลุ่ม มีอวบอิ่มมากขึ้นนิดนึง แต่ไม่ได้บวมน้ำ (คือใหญ่ขึ้นแบบไม่มีรายละเอียด) เหมือนเอาขนมปังไปแช่น้ำ แสดงว่า ผนังตู้ของลำโพงคู่นี้ไม่ได้ปล่อยเรโซแนนซ์ออกมาเสริมกับเสียงเพลง โอ้วว.. นี่มันอุดมคติชัดๆ..!!!

อัลบั้ม : Massenet: Ballet Music “Le Cid” & Scenes Pittoresques (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Louis Fremaux & England’s City Of Birmingham Symphony
สังกัด : Klavier Digital

อัลบั้ม : Rachmaninoff: Symphonic Dances (WAV-16/44.1-HDCD)
ศิลปิน : Eiji Oue & Minnesota Orchestra
สังกัด : Reference Recordings
จากนั้นผมก็เลือกเพลงคลาสสิกที่บรรเลงด้วยวงออเคสตร้าขนาดใหญ่ เพื่อทดสอบความสามารถในการถ่ายทอดเวทีเสียงของลำโพง Vivid Audio รุ่นนี้ ผลก็ยิ่งตอกย้ำถึงความโดดเด่นในการถ่ายทอดเวทีเสียงที่เยี่ยมยอดของลำโพงคู่นี้ กับเพลงคลาสสิกที่บันทึกจากสถานที่บรรเลงสดๆ ลำโพงคู่นี้ก็สามารถตีแผ่สนามเสียงที่อร้าอร่ามออกมาให้สัมผัสได้อย่างชัดเจน ฟังแล้วรู้ซึ้งแก่ใจว่า ลำโพงที่สามารถแก้ปัญหาเรโซแนนซ์ของตัวตู้ได้ดี แถมปรับจูนไปถึงตัวไดเวอร์ด้วย พอทำถึงจริงๆ แล้ว มันก็ให้สนามเสียงที่ “หลุดตู้” ได้อย่างหมดจดแบบนี้นี่เอง.!

อัลบั้ม : In Need Again (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Repercussion Unit
สังกัด : CMP Records

อัลบั้ม : Queen Mary (FLAC-16/44.1)
ศิลปิน : Francine Thirteen
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/track/240918873/u)
ส่วนตัวผมเอง ผมบอกตามตรงว่า ก่อนจะเริ่มต้นทดสอบเสียงของลำโพง Vivid Audio คู่นี้ ผมมีความสงสัยกับความสามารถในการถ่ายทอด “ความถี่ต่ำ” ของลำโพงคู่นี้มากเป็นพิเศษ.. เหตุผลแรกอยู่ที่ “ตัวตู้” ที่ดูอ่อนช้อย บอบบาง เหตุผลข้อที่สองคือ “น้ำหนัก” ตัวที่ค่อนข้างเบา แบบนี้มันจะให้เสียงทุ้มออกมาบางไร้น้ำหนักหรือเปล่า.?
พอเจอตึ้บแรกของเพลง Its Ridiculous แทรคที่ 5 จากอัลบั้มชุด In Need Again เข้าไป ความสงสัยของผมก็ถูกเตะกระเด็นไปเลย.! โอ้โห.. เสียงทุ้มของเพลงนี้มันเด้งออกมาเป็นลูกๆ แน่นๆ และเนื้อๆ เป็นเสียงทุ้มที่อัดแน่นไปด้วยมวลและพลัง กลมเป็นลูก ขอบคมไม่มีฟุ้งเลย หัว–หางเก็บรวบได้อย่างหมดจด แถมแรงปะทะดีซะด้วย บอกตามตรงว่า นั่งฟังไปทึ่งไป ไม่น่าเชื่อว่าเสียงเบสแน่นๆ หนักๆ ระดับนี้จะออกมาจากลำโพงรูปทรงอ้อนแอ้นแบบนี้ ทึ่งมาก..!!!
และพอมาเจอกับเสียงทุ้มจากเพลง Queen Mary ของ Francine Thirteen เข้าไปเท่านั้น จากหายสงสัยมากลายเป็นทึ่ง เพราะเสียงทุ้มในเพลงนี้มันมีหลายระดับความลึกที่ปล่อยออกมาในแต่ละช่วง ที่ผมทึ่งคือตอนที่มันปลดปล่อยความถี่ต่ำลึกๆ ของเพลงนี้ออกมาให้ได้ยิน มันเป็นความถี่ต่ำที่ลงลึก มีแรงปะทะ แผ่มวลกว้าง หลุดลอยจากตัวตู้ออกไปไกล และที่พิเศษคือเป็นเสียงทุ้มที่สะอาดสะอ้านมาก และช่วงที่เสียงทุ้มออกมาพร้อมกับเสียงร้อง มันแยกสองเสียงสองย่านความถี่ออกจากกันได้อย่างเด็ดขาดมาก ตัวตนของทั้งเสียงร้องและเสียงทุ้มยังคงอยู่ครบ ไม่มีการดึงรั้งกันเลย แสดงถึงความเชื่อมโยงตรงจุดตัดของวงจรเน็ทเวิร์คที่ทำได้กลมกลืนมาก (*อย่าลืมว่า GIYA G4 Cu เป็นลำโพง 4 ทาง ที่ใช้จุดตัดความถี่บนเน็ทเวิร์คมากถึง 3 จุด.!) โดยเฉพาะในย่านกลางลงไปต่ำ โดยที่เสียงทุ้มออกมาจากวูฟเฟอร์ที่ติดตั้งอยู่ด้านข้างของตัวตู้ซะด้วย จากประสบการณ์ที่ผมเคยเจอกับลำโพงที่ติดตั้งวูฟเฟอร์มาลักษณะนี้ บอกได้เลยว่า ถ้าจูนมาไม่ดีพอ เบสกับกลางจะไม่กลืนกันสนิทแบบนี้.. สุดยอดมาก.!!! (*ถ้าใช้ลำโพงคู่นี้แล้วพบว่า กลางกับทุ้มไม่เชื่อมต่อกันสนิททั้งเนื้อมวลและไทมิ่ง แสดงว่าตำแหน่งที่เซ็ตอัพไว้ยังไม่ลงตัว)
สรุป
GIYA G4 Cu เป็นลำโพงที่ให้ผลลัพธ์ทางเสียงที่น่าทึ่งมาก.! มันให้หลายๆ คุณสมบัติของเสียงที่เกินความคาดหมาย บางจุดนั้นถือว่าเข้าใกล้อุดมคติที่ควรจะเป็น นับว่าเป็นปรากฏการ์ทางเสียงที่เกิดจาก “ผลรวม” ในการออกแบบองค์ประกอบหลักของลำโพงที่ลงลึกมากเป็นพิเศษ ทั้งไดเวอร์, ตัวตู้ และวงจรเน็ทเวิร์ค เป็นลำโพงที่คุณควรหาโอกาสไปทดลองฟังให้ได้ เหตุผลก็อย่างที่เกริ่นมาตอนต้น คือมันเป็นลำโพงที่ให้ผลลัพธ์ทางเสียงที่เหนือคาดหมายไปมาก..!!!
*************************
ราคา : 1,410,000 บาท / คู่
*************************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
Bulldog Audio
facebook: bulldogaudiothailand



