รีวิว KEF รุ่น Reference 3 Meta

ผมขอฟันธงว่า ข้อดีที่ส่งผลต่อเสียงเมื่อลำโพงมี ขนาดที่ ฟิตพอดีกับ ขนาดของห้องมีอยู่จริง.! ในฐานะที่ผมมีโอกาสทดลองเซ็ตอัพลำโพงมาแล้วหลายขนาดในห้องฟังของผม ไล่ตั้งแต่ลำโพงขนาดเล็กที่เป็นแบบสองทางวางบนขาตั้ง ไปจนถึงลำโพงตั้งพื้น ที่มีทั้งขนาดกลางซึ่งมีความสูงไม่ถึงหน้าอก ขึ้นไปจนถึงลำโพงตั้งพื้นขนาดใหญ่ที่มีความสูงท่วมหัว.!!

แต่ก็ยังไม่สามารถบอกได้ชัดๆ ว่า ลำโพงคู่นั้นคู่นี้ จะแม็ทฯ พอดีกับขนาดห้องที่มีปริมาตรเท่าไหร่ถ้าไม่ได้ยกเข้าไปลองฟังจริงๆ จังๆ แต่ถ้าจะให้ประเมินคร่าวๆ ก็พอได้

ยกตัวอย่างภายในห้องฟังของผม ซึ่งมีพื้นที่อากาศอยู่ราวๆ 75 ลบม. (3.63.8 x 6.6 x 2.53.0) ซึ่งถือว่าเป็นห้องฟังขนาดกลางๆ หลังจากที่เคยเซ็ตอัพและทดสอบลำโพงไปแล้วมากกว่า 20 คู่ ซึ่งมีทั้งแบบที่วางบนขาตั้งและวางบนพื้น ผมพบว่า ขนาดของลำโพงที่เรียกว่า พอเหมาะ กำลังดีสำหรับห้องฟังของผม ถ้าเป็นลำโพงประเภทตั้งพื้น ก็เป็นลำโพงที่มีขนาดกลางๆ เป็นแบบ 2-3 หรือจะกี่ทางก็ได้ ขอให้มีความสูงอยู่ระหว่าง 1.20 – 1.40 เมตร ใช้วูฟเฟอร์ที่มีขนาด ไม่เกิน 12 นิ้ว มักจะให้ผลลัพธ์ทางเสียงที่อยู่ในเกณฑ์ กำลังดีแต่ถ้าเป็นลำโพงประเภทที่ต้องวางบนขาตั้ง ไม่ว่าจะเป็นแบบ 2-ทาง หรือ 3-ทาง ก็ต้องเป็นลำโพงที่มีตัวตู้อวบๆ ใหญ่ๆ ขนาดวูฟเฟอร์อยู่ราวๆ 8 – 10 นิ้ว ถึงจะให้ผลลัพธ์ทางเสียงที่อยู่ในเกณฑ์ กำลังดี

เสียงแบบไหนที่เรียกว่า กำลังดี“..??

กรณีของ ลำโพงใหญ่ในห้องเล็กกับ ลำโพงเล็กในห้องใหญ่ถ้าจะถามว่า แบบไหนถูก แบบไหนผิด.? คำตอบของคำถามนี้มันอยู่ที่ว่า เจ้าของห้องตั้งเกณฑ์มาตรฐานสำหรับเสียงที่ตัวเองชอบไว้แแบบไหน.?

ความถี่จากลำโพงที่จะสร้าง ปรากฏการณ์ที่ดี หรือร้ายให้เกิดกับห้องฟังก็คือความถี่ในย่าน กลางต่ำลงไปจนถึง ทุ้มทั้งหมดนี่แหละ ถ้าคุณชอบ (เพลงที่มี) เสียงทุ้มที่มีลักษณะผ่อนคลาย ทิ้งตัวลงพื้นอย่างนุ่มนวลเหมือนปุยนุ่น คุณจะชอบลำโพงที่มีขนาด ใหญ่มากที่สุดเท่าที่จะหาได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงขนาดห้อง เพราะถ้าลำโพงเล็กจะไม่สามารถสร้างความถี่ต่ำได้ใหญ่พอที่ทิ้งตัวลงพื้นได้ แต่ถ้าคุณชอบเสียงตั้งแต่ย่านกลางต่ำลงไปถึงทุ้มตอนบนทุ้มตอนกลางทุ้มตอนล่าง ลงไปจนถึงทุ้มลึกๆ ที่มีตัวตน หัวโน๊ตกับบอดี้และหางเสียงแยกกันชัดเจน เสียงเบสกับกระเดื่องกลองไม่รวมกันเป็นก้อน แต่ละเสียงมีลีลาที่ดีดเด้ง ดึ๋งดั๋ง เสียงทุ้มต่ำๆ สามารถวิ่งวนไปได้ทั่วห้องและพร้อมที่จะส่งพลังของหัวเบสพุ่งออกมากระแทกหน้าอกหน้าใจ กรณีนี้ ขนาดความใหญ่ของลำโพงอาจจะไม่ได้เป็นคุณสมบัติแรกๆ ที่คุณต้องการ เพราะถ้าลำโพง ใหญ่เกินไปตอนที่เสียงทุ้มดีดเด้ง มันจะล้นทะลักอยู่ในห้อง

ส่วนตัวของผมเป็นคนฟังเพลงที่เน้น ไดนามิกที่สวิงได้เต็มสเกล ผมชอบฟัง รายละเอียดของแต่ละเสียงตั้งแต่แหลมลงมาถึงทุ้มที่เปิดเผย ชัดเจน และมีพลังดีดตัวเพื่อแสดงถึงอารมณ์ของตัวโน๊ตที่มีชีวิตชีวา ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมพบว่า ลำโพงที่มีตัวตู้ ขนาดปานกลางจะตอบโจทย์ความชอบของผมได้ดีที่สุดในห้องฟังของผม คือให้ชิ้นดนตรีที่ขยายใหญ่พอดีๆ มีหัวบอดี้หาง ออกมาครบ, สวิงไดนามิดได้เต็มสเกล, บรรยากาศแผ่คลุมพื้นที่ในห้องได้เต็ม ให้ความรู้สึกที่ถูกห้อมล้อม (immersive) ด้วยสนามเสียงเต็มทั้งพื้นที่, ในขณะที่เสียงชิ้นดนตรีและเสียงร้องยังคงมีความคมชัดของรูปทรงที่ขึ้นรูปเป็นสามมิติ และเคลื่อนไหวได้อย่างมีชีวิต โดยไม่รู้สึกอั้นตื้อ หรือหน่วงช้า.!!!

KEFReference 3 Meta
อีกหนึ่งลำโพง ขนาดพอดีๆสำหรับห้องฟังขนาดกลางๆ

ถ้ายึดแนวคิดที่ว่า ลำโพง ทุกขนาดจะสามารถเปล่งประสิทธิภาพของมันออกมาได้ ดีที่สุดภายในห้องฟังที่มี ขนาดเหมาะสมกับมันเท่านั้น หรือพูดอีกแบบหนึ่งได้ว่า ขนาดของห้องที่ใหญ่เกินไปหรือเล็กเกินไป จะทำให้ลำโพงไม่สามารถแสดงศักยภาพของมันออกมาได้อย่างเต็มที่นั่นเอง

ห้องฟังของผมมีขนาดสัดส่วน กว้าง x ลึก x สูง อยู่ที่ (3.63.8) x 6.6 x (2.53.0) ผ่านการทำสอบลำโพงมาแล้วหลายขนาด พบว่า ลำโพงที่มีความสูงระหว่าง 120 – 140 .. หน้ากว้างไม่เกิน 40 .. จะให้ผลลัพธ์ทางเสียงออกมาดีน่าพอใจมากที่สุดในทุกด้าน

ตู้สูงเพียว ทรงทาวเวอร์

ที่ยกเอาเรื่องของ ขนาดลำโพงที่เหมาะสมกับ ขนาดห้องมาเกริ่นข้างต้นนั้น เป็นเพราะผลจากการตกผลึกความคิดหลังจากทดสอบลำโพงตั้งพื้นรุ่น Reference 3 Meta ของ KEF คู่นี้นี่แหละ..

Reference 3 Meta เป็นลำโพงตั้งพื้นรุ่น รองท๊อปของอนุกรม The Reference’ Series ซึ่งเป็นรุ่นใหญ่สุดในกลุ่มของลำโพงที่ออกมาเป็น ซีรี่ย์ที่หวังผลเชิงพานิชย์ คือมีให้เลือกหลายรุ่นในซีรี่ย์เดียวกัน ส่วนลำโพงที่อยู่ในระดับสูงกว่าขึ้นไปก็คือ Blade กับ Muon นั้นเป็นรุ่นที่ออกแบบมาด้วยแนวคิด cost-no-object คือไม่จำกัดต้นทุนโดยมุ่งหวังทดสอบแนวคิดในการออกแบบมากกว่าที่จะทำออกมาเชิงพานิชย์จริงๆ เพราะราคาของสองรุ่นนั้นมันสูงลิบลิ่วมาก..

พิจารณาจาก สัดส่วนรูปทรงตัวตู้ของ Reference 3 Meta คู่นี้แล้ว ถือว่าอยู่ในเกณฑ์เหมาะสมกำลังดีเมื่อเทียบกับพื้นที่อากาศภายในห้องที่มีสัดส่วนตามมาตรฐานของห้องฟังระดับกลางคือ 4 x 6 x 2.8 ลบม. และด้วยสัณฐานของตัวตู้ทรงทาวเวอร์ที่มีส่วนสูงอยู่ที่ 120.7 .. ส่วนหน้ากว้างอยู่ที่ 25.5 .. และลึก 42.6 .. เมื่อมาวางอยู่ในห้องฟังของผม มันทำให้พื้นที่โดยรวมดูโล่งโปร่ง หายใจหายคอสะดวก มีพื้นที่อากาศมากพอที่จะเปิดโอกาสให้ชิ้นดนตรีกระจายตัวออกไปได้อย่างสบายๆ ไม่อึดอัด

3-ทาง กับไดเวอร์ข้างละ 3 ตัว

Reference 3 Meta เป็นลำโพงตั้งพื้นที่ออกแบบระบบไดเวอร์ให้ทำงานแยกเป็น 3 ทาง ในการสร้างความถี่ตลอดทั้งย่านตั้งแต่ 43Hz ขึ้นไปจนถึงระดับสูงสุดที่ 35kHz โดยมีระดับของความเบี่ยงเบนของความดังของแต่ละความถี่ตลอดทั้งย่านตอบสนองอยู่ใน +/-3dB ตามมาตรฐานสากล

วงจรครอสโอเวอร์ เน็ทเวิร์คที่ใช้ในการตัดแบ่งความถี่ตั้งแต่ 43Hz – 35kHz ออกเป็น 3 ส่วน เพื่อจัดสรรให้กับไดเวอร์แต่ละตัวช่วยกันรับหน้าที่ในการสร้างความถี่เสียง โดยเริ่มจากความถี่ส่วนแรก คือตั้งแต่ 450Hz ลงไปจนถึง 43Hz ถูกจัดส่งไปให้กับวูฟเฟอร์ขนาด 6.5 นิ้ว จำนวน 2 ตัว ที่ต่อเชื่อมกันเพื่อรับมือกับความถี่ในย่านทุ้มนี้ ในขณะที่ความถี่ในย่านกลาง คือตั้งแต่ 450Hz ขึ้นไปจนถึง 2.1kHz (2100Hz) ถูกจัดสรรไปให้ไดเวอร์มิดเร้นจ์ขนาด 5 นิ้ว ส่วนความถี่สูงตั้งแต่ 2.1kHz ขึ้นไปจนถึง 35kHz เป็นหน้าที่ของทวีตเตอร์ขนาด 1 นิ้ว รับไปทำหน้าที่สร้างออกมา

สำหรับคนที่รู้จักลำโพงแบรนด์ KEF อยู่แล้วคงไม่แปลกใจ แต่กับคนที่ไม่เคยรู้จักแบรนด์ KEF มาก่อน ก็คงจะไม่คุ้นเคยกับไดเวอร์แบบพิเศษที่ชื่อว่า Uni-Q มาก่อนอย่างแน่นอน และอาจจะงงว่า ทวีตเตอร์ของลำโพงตัวนี้มันอยู่ตรงไหน.? จากรูปข้างบนคือลักษณะของไดเวอร์ Uni-Q ซึ่งเป็นรูปแบบการดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์และเอกสิทธิ์ของแบรนด์ KEF ที่คิดค้นขึ้นมา เป็นการออกแบบเพื่อหวังผลให้ความถี่ในย่านแหลมที่สร้างขึ้นมาโดยตัวทวีตเตอร์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว กับความถี่ในย่านเสียงกลางที่สร้างขึ้นมาโดยตัวมิดเร้นจ์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 นิ้ว มีความผสมผสานกันอย่างลงตัวมากที่สุด วิศวกรของ KEF จึงจัดการให้ตัวทวีตเตอร์เข้าไปฝังอยู่ตรงใจกลางของตัวมิดเร้นจ์ ซึ่งในทางกายภาพ เมื่อพิจารณาในแง่ของไทมิ่งของเสียงที่เดินทางจากตัวไดเวอร์มาถึงหูของผู้ฟังเป็นเสียงที่มาจากจุดกำเนิดเดียวกัน เสียงกลางและแหลมจากไดเวอร์ Uni-Q จึงมีความกลมกลืนเป็นเนื้อเสียงที่ต่อเนื่องกัน สามารถส่งทอดจาก กลาง-ขึ้นไปแหลมและจาก แหลม-ลงไปกลางได้อย่างต่อเนื่องและกลมกลืนไร้รอยต่อ เสมือนว่าออกมาจากไดเวอร์ตัวเดียวกัน

วูฟเฟอร์คู่..!!

เพื่อเพิ่มความดัง (SPL) ของความถี่ในย่านทุ้มตั้งแต่ 450Hz ลงไปถึง 43Hz ซึ่งอยู่ในภาระรับผิดชอบของวูฟเฟอร์ ทางผู้ออกแบบจึงได้ทำการ เบิ้ลวูฟเฟอร์ที่มีลักษณะเหมือนกันทุกประการเข้ามาในระบบอีกตัว แล้วจับวูฟเฟอร์ทั้งสองตัวนั้นต่อขนานเข้าด้วยกัน มีผลให้วูฟเฟอร์ทั้งสองตัว แอ๊คชั่นเหมือนกันทั้งสองตัวที่ความถี่เดียวกัน คือ ดูดเข้าและ ดันออก” พร้อมกันทุกครั้ง ช่วยทำให้เสียงทุ้มที่อยู่ในย่านความถี่ 43Hz – 450Hz มีความดังและความหนาแน่นมากขึ้น เหมาะสมกับความถี่ในย่านกลางและแหลมในสไตล์เสียงที่ KEF ต้องการ

และเพื่อให้ได้ความถี่ต่ำที่มีความหนาแน่นและสะอาด ปราศจากความเพิ้ยนที่เกิดจากไดอะแฟรมของวูฟเฟอร์บิดตัวขณะเคลื่อนตัวเข้าออกที่ระดับความดังสูงๆ พวกเขาจึงเลือกใช้วัสดุที่มีความแกร่งสูงอย่างอะลูมินั่มเข้ามาทำหน้าที่สำคัญนี้

ท่อระบายเบสคู่..

นอกจากจะมีการดามโครงภายในตู้อย่างแน่นหนาแล้ว ภายในตัวตู้ Reference 3 Meta ยังได้มีการแบ่งพื้นที่สำหรับไดเวอร์ Uni-Q เจนเนอเรชั่น 12 ออกมาต่างหาก เป็นพื้นที่ปิดเพื่อไม่ให้การทำงานของไดเวอร์ Uni-Q ถูกรบกวนโดยมวลอากาศภายในตู้ ในขณะที่ตัววูฟเฟอร์ทั้งสองตัวแชร์พื้นที่ในตัวตู้ด้วยกัน โดยมีท่อระบายอากาศเจาะไว้ที่แผงหลังของตัวตู้ ตรงกับตำแหน่งของวูฟเฟอร์แต่ละตัวเพื่อช่วยระบายมวลอากาศภายในตัวตู้ให้เร็วขึ้นขณะที่ไดอะแฟรมของวูฟเฟอร์ดันมาทางด้านหลัง

ท่อระบายอากาศ (port) ของตัว Reference 3 Meta มีความพิเศษกว่าท่อระบายอากาศของลำโพงทั่วๆ ไป ซึ่งพวกเขาเรียกมันว่า Flexible Port Technology จุดเด่นคือมีท่อยางโพลีเมอร์นิ่มๆ ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 9 .. ให้เลือกใช้ 2 ชุด ต่างกันที่ขนาดความสั้นยาวของท่อ ซึ่งจะมีผลทางด้าน ความลึกของเสียงทุ้ม โดยที่ท่อสั้นจะขยายความถี่ต่ำลงไปได้ถึง 38Hz (จากความถี่ต่ำหน้าดอกวูฟเฟอร์ที่ 43Hz) ในขณะที่ท่อยาวจะขยายความถี่ต่ำลงไปได้ถึง 35Hz ซึ่งผู้ผลิตแนะนำไว้ว่า ท่อสั้นเหมาะกับห้องขนาดเล็ก ส่วนท่อยาวเหมาะกับห้องขนาดใหญ่ แต่ผมแนะนำให้ทดลองเปลี่ยนแล้วฟังเทียบกันดูว่าคุณชอบ โทนของเสียงทุ้มแบบไหนมากกว่ากัน จากการทดลองฟังของผมพบว่า ท่อสั้นจะให้เสียงทุ้มที่มีลักษณะกระชับกว่าท่อยาว และผมพบด้วยว่า กำลังขับของแอมป์ก็มีผลกับการจูนเสียงทุ้มของลำโพงคู่นี้โดยใช้ท่อระบายอากาศเข้ามาช่วยจูน คือถ้าแอมป์วัตต์ต่ำ หรือแอมป์หลอด และวางลำโพงชิดผนังหลังมากกว่าปกติ ท่อสั้นจะช่วยทำให้เสียงเบสกระชับมากกว่าท่อยาว แต่ถ้าแอมป์กำลังสูงพอ วางลำโพงห่างผนังหลังออกมามากพอ ท่อยาวจะให้เสียงเบสที่ลงลึกกว่า ผ่อนปรนกว่า และทอดหางเบสได้ยาวกว่า

ขั้วต่อสายลำโพงก็เลิศ.!!

อันนี้ต้องชมว่า KEF ทำถึงมาก.! คือโดยปกติแล้ว ถ้าเป็นลำโพงอื่นที่แยกขั้วต่อสายลำโพงมาให้ 2 ชุด เขาจะให้จั๊มเปอร์ที่เป็นแท่งโลหะชุบทองมาให้ โดยต่อเชื่อมไว้ที่ขั้วต่อของลำโพงมาให้ตั้งแต่แกะกล่อง ใครจะใช้สายลำโพงแบบไบไวร์ฯ ก็ถอดเอาจั๊มเปอร์ออกไป หรือใครอยากใช้จั๊มเปอร์พิเศษก็เอาไปเปลี่ยนแทนจั๊มเปอร์ที่ผู้ผลิตลำโพงแถมมาให้ ซึ่งทาง KEF ก็แถมจั๊มเปอร์มาให้แต่เขาเอาไปแอบไว้ข้างใน ไม่ว่าคุณจะต้องการใช้วิธีต่อสายลำโพงแบบซิงเกิ้ลผ่านจั๊มเปอร์ หรือใช้สายลำโพงไบไวร์ฯ ไม่ผ่านจั๊มเปอร์ หรืออยากใช้จั๊มเปอร์พิเศษ คุณสามารถเลือกได้ด้วยการหมุนกลไกที่ KEF ออกแบบไว้ให้เพื่อ Link เชื่อมต่อจั๊มเปอร์ หรือปลด Link เมื่อหมุนไปอีกทาง (ดูในภาพข้างบน)

ผมทดลองใช้สายจั๊มเปอร์ของ Nordost รุ่น Reference เข้ามาเชื่อมต่อแทนระบบจั๊มเปอร์ที่ Reference 3 Meta ทำไว้ให้ ผลคือได้โทนเสียงในย่านกลางแหลมที่เปิดกระจ่างมากขึ้น และได้ยินรายละเอียดในย่านกลางแหลมที่กระจ่างพร่างพรายมากขึ้นด้วย ถือว่าอ๊อปชั่นนี้มีผลกับโทนเสียงของ Reference 3 Meta มาก ทำให้ผู้ใช้สามารถปรับจูน โทนเสียงของลำโพงไปตามที่ต้องการได้

ระบบฐานรองใต้ลำโพง

ลำโพง KEF รุ่น Reference 3 Meta ตัวนี้เปิดอ๊อปชั่นไว้ให้ผู้ใช้สามารถปรับจูนเสียงได้รอบตัวจริงๆ ตั้งแต่ท่อระบายอากาศ, ขั้วต่อสายลำโพง มาถึงส่วนฐานล่างที่ทำเป็นแกนโลหะสองชิ้น ขันน็อตยึดเข้ากับตัวตู้จากทางด้านล่าง มีเดือยแหลมแยกมาให้ประกอบเข้ากับส่วนปลายของแกนโลหะหน้าหลังรวม 4 ตัวต่อข้าง พร้อมจานรองส่วนปลายของเดือยแหลมไม่ให้จิกลงไปในพื้นห้อง ซึ่งก็เป็นจานรองที่ทำด้วยโลหะแต่มีขนาดเล็ก ในการทดลองอัพเกรดส่วนนี้ด้วยจานรองของ Life Audio ที่ผมมีอยู่ พบว่า มันให้ค่าเฉลี่ยของผลลัพธ์ที่น่าพอใจเมื่อใช้จานรองเดือยแหลมของ Life Audio รุ่น Signature 2 (REVIEW) เข้าไปแทนที่จานรองที่ผู้ผลิตแถมมาให้

แม็ทชิ่ง

ผู้ผลิตลำโพง Reference 3 Meta แนะนำให้ใช้แอมป์ที่มีกำลังขับระหว่าง 50 – 300W ต่อข้าง (แถบสีแดง) โดยอ้างอิงกับอิมพีแดนซ์ปกติ (เฉลี่ย) อยู่ที่ 4 โอห์ม (แถบสีม่วง) ถ้าเทียบบัญญัติไตรยางค์ไปอ้างอิงที่อิมพีแดนซ์ 8 โอห์ม ก็จะได้กำลังขับที่แนะนำลดลงมาอยู่ระหว่าง 25 – 150W*** ซึ่งเป็นตัวเลขกำลังขับที่อยู่ในระดับปานกลางเท่านั้น ประเมินแล้วก็พอจะสรุปได้ว่า Reference 3 Meta เป็นลำโพงที่ขับไม่ยาก

(*** อาศัยหลักการที่ว่า ทุกๆ อิมพีแดนซ์ของลำโพงที่ ลดลงครึ่งหนึ่งจะมีผลทำให้ลำโพงคู่นั้น ดูดกำลังขับจากแอมป์ เพิ่มสูงขึ้นหนึ่งเท่าตัว และในทางกลับกัน ถ้าอิมพีแดนซ์ของลำโพง เพิ่มขึ้นเท่าตัวจังหวะนั้นลำโพงจะกินกำลังขับต่ำลงเหลือแค่ครึ่งเดียว เพื่อสร้าง ความดังออกมาเท่าๆ กัน)

ช่วงทดสอบลำโพง KEF คู่นี้ มีแอมป์ที่อยู่ในห้องฟังจำนวนหนึ่งที่ผมยกเข้ามาทดลองขับลำโพงคู่นี้ เริ่มจาก ArcamSA45’ (A) ซึ่งเป็นอินติเกรตแอมป์ที่มีสถานะเป็น all-in-one ด้วยคือมีแหล่งต้นทางในตัว ก่อนจะต่อด้วย QUADArtera Stereo’ (B) ซึ่งเป็นเพาเวอร์แอมป์ และตามด้วย Jeff Rowland Design GroupModel 555‘ (C) ซึ่งก็เป็นเพาเวอร์แอมป์อีกตัวที่มีระดับสูงกว่า Artera Stereo ขึ้นไปหลายขั้น นอกจากนั้น ช่วงท้ายของการทดสอบ Reference 3 Meta มีแอมป์อีกบางส่วนที่ผ่านเข้ามาในช่วงเวลานั้นพอดี ตัวแรกคือเพาเวอร์แอมป์โมโนบล็อกของ Linn รุ่น Klimax Solo 500 (D) กับอีกตัวเป็นอินติเกรตแอมป์ของ QUAD รุ่น Platina Integrated (E)

ถ้าถามว่า ในจำนวนแอมป์ทั้ง 5 ตัว ข้างต้นนั้น มีตัวไหนที่ขับ Reference 3 Meta ออกบ้าง.? และมีตัวไหนที่ขับไม่ออกบ้าง.??

ผมยอมรับว่า คำถามข้างต้นนั้นวนเวียนอยู่ในหัวผมตลอดเวลาที่ผมทดสอบลำโพงคู่นี้ ความคิดของผมเกี่ยวกับคำถามนั้นมันเริ่มขึ้นตั้งแต่เริ่มต้นทดสอบยกแรกตอนเอา SA45 เข้ามาทดลองแม็ทชิ่งกับ Reference 3 Meta หลังจากผมทำการไฟน์จูน SA45 + Reference 3 Meta ด้วยสายไฟ, สายสัญญาณ และสายลำโพงผ่านไปจนได้เสียงที่ผมยอมรับได้ ผมพบว่า เสียงที่ได้ออกมานั้นมันอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจอย่างมาก โดยเฉพาะกับเพลงแนวแจ๊ส, พ๊อพ และแนวอื่นๆ ซึ่งถ้าจับปิดตาไม่ให้รู้ว่ากำลังฟังเสียงของแอมป์+ลำโพงคู่ไหนอยู่ ผมเชื่อว่า ต่อให้คุณเป็นคนชอบฟังเพลงทั่วไป ไม่ได้เป็นนักเล่นเครื่องเสียงที่มีประสบการณ์สูงๆ คุณก็น่าจะรู้สึกพอใจกับเสียงของ SA45 + Reference 3 Meta ได้ไม่ยาก เพราะถ้าได้ลองฟังเพลงแจ๊สยอดนิยมอย่างเช่นอัลบั้มชุด Winelight ของ Grover Washington Jr., อัลบั้มชุด Feels So Good ของ Chuck Mangione, อัลบั้มชุด Kenny G Live! ของ Kenny G และอัลบั้มชุด Between the Sheets ของวง Fourplay คุณจะต้องพึงพอใจกับ อรรถรสทางดนตรีของเพลงเหล่านี้ที่ SA45 + Reference 3 Meta ถ่ายทอดออกมาให้ฟัง

ตอนทดลองแม็ทชิ่ง Reference 3 Meta เข้ากับ ArcamSA45

SA45 + Reference 3 Meta เป็นการผสมผสานที่เรียบง่าย เพราะ SA45 มีครบทุกอย่างอยู่ในตัว เมื่อต่อสายลำโพงจาก SA45 ไปเชื่อมโยงกับลำโพง Reference 3 Meta และต่อสายแลนเข้าไปที่ตัว SA45 คุณก็จะสามารถเอนจอยกับการฟังเพลงได้อย่างน่าพอใจแล้ว ซึ่งประเด็นสำคัญอยู่ที่ความแม็ทชิ่งระหว่าง กำลังขับของ SA45 กับ ความต้านทานของลำโพง Reference 3 Meta ทำให้เกิดเป็นเสียงที่กลมกลืนกันตลอดทั้งย่าน โดยเฉพาะในย่านเสียงกลางแหลมซึ่งเป็นจุดแข็งของ Reference 3 Meta พรั่งพรูออกมาได้อย่างเต็มที่ เป็นผลให้เพลงคอมเมอร์เชี่ยลทั่วไปมีความน่าฟังมาก ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ผมคาดหวังแต่แรก ยิ่งเป็นตอนที่ผมทดลองเพิ่มความสามารถของแหล่งต้นทางและใช้ SA45 เป็นอินติเกรตแอมป์ด้วยการเพิ่ม InnuosSTREAM3’ + Wattson AudioMadisonเข้ามาทำหน้าที่เป็นแหล่งต้นทางโดยป้อนสัญญาณเข้าไปที่อินพุต XLR ของ SA45 เสียงที่พุ่งผ่าน Reference 3 Meta ออกมาก็ยกระดับคุณภาพเสียงขึ้นไปอีกหลายเปอร์เซ็นต์ สามารถเสพสุขกับเพลงไฮเอ็นด์ฯ ที่มีรายละเอียดลึกๆ และมีโครงสร้างดนตรีที่ซับซ้อนอย่างพวกเพลงคลาสสิกได้อรรถรสเพิ่มขึ้นอีกมาก ถือว่าชุด STREAM3 + Madison + SA45 + Reference 3 Meta เป็นชุดที่ให้ความประหลาดใจมากกับผลที่ได้ ถือว่าเป็นชุดจบที่ให้ผลลัพธ์ เกินราคาไปไกล.!!!

ตอนทดลองขับด้วยเพาเวอร์แอมป์ QUAD รุ่น Artera Stereo

ยกที่สองเมื่อผมขยับเปลี่ยนมาเป็นเพาเวอร์แอมป์ QUADArtera Stereoโดยอาศัยตัว Streamer/DAC ของ Wattson Audio รุ่น Madison เข้ามารับหน้าที่เป็น source ในการสตรีมไฟล์เพลงและเป็น DAC ในการแปลงไฟล์เพลงนั้นออกมาเป็นสัญญาณอะนาลอกส่งไปเข้าอินพุต XLR ของตัว Artera Stereo โดยใช้ภาควอลลุ่มในตัว Madison ควบคุมระดับความดังโดยไม่มีปรีแอมป์เข้ามาคั่น ซึ่งนั่นคือเหตุผลที่ทำให้เสียงของชุด Madison + Artera Stereo + Reference 3 Meta มี บางอย่างที่ต่างไปจากเสียงที่ได้จากชุด SA45 + Reference 3 Meta

บางอย่างที่ว่านั้นก็คือ ความคมและชัดเจนของแต่ละเสียงที่อยู่ในเพลง ซึ่งถ้าไม่ฟังเทียบกันแบบ A/B Test ก็คงจะไม่รู้ถึงความแตกต่างที่ว่า คือเพลงเดียวกัน เมื่อฟังผ่านชุด SA45 + Reference 3 Meta ผม ได้ยินว่าในเพลงที่ฟังนั้นมีเสียงของเครื่องดนตรีอะไรอยู่บ้าง ซึ่งบางเพลงก็ได้ยินแต่ละเสียงแยกออกมาจากกันได้ชัด ในขณะที่บางเพลงมันมีความ นัวและ คลุมเครือปนอยู่บางย่านเสียง ทำให้ไม่สามารถแยกเสียงเครื่องดนตรีบางชิ้นออกมาได้ ซึ่งมักจะอยู่ในย่านความถี่ต่ำๆ ถ้าในเพลงมีโน๊ตในย่านนั้นอยู่หลายชิ้นดนตรีเล่นพร้อมกัน มันจะออกมานัวๆ ในขณะที่ชุด Madison + Artera Stereo + Reference 3 Meta แยกแยะรายละเอียดที่มัวซัวอยู่ในความนัวออกมาให้ได้ยินชัดขึ้น

ตอนที่ทดลองขับด้วย Jeff Rowland Design GroupCapri S2 SC + Model 555

ช่วงที่ผมทำการทดสอบคู่ปรี+เพาเวอร์ ของ Jeff Rowland Design Group รุ่น Capri S2 SC + Model 555 (REVIEW) ผมมีโอกาสลองฟังกับลำโพง Reference 3 Meta ด้วย โดยใช้ Innuos รุ่น STREAM3 (REVIEW) + Madison เป็นแหล่งต้นทาง ซึ่งต้องบอกเลยว่า เสียงที่ออกมามันกระโดดหนีเสียงที่ได้ยินจากชุด SA45 + Reference 3 Meta และชุด Madison + Artera Stereo + Reference 3 Meta ขึ้นไปเยอะมาก.! ความรู้สึกแรกเมื่อลองฟังเพลงเดียวกันผ่านชุด STREAM3 + Madison + Capri S2 SC + Model 555 + Reference 3 Meta เมื่อเทียบกับทั้งสองชุดก่อนหน้านั้นก็คือ อารมณ์ของเพลงที่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังฟังการบรรเลงสดๆ มากกว่า มันเป็นอะไรที่อธิบายยากในตอนแรก เพราะเสียงที่ชุด STREAM3 + Madison + Capri S2 SC + Model 555 + Reference 3 Meta มันให้ออกมานั้น มันเปลี่ยนจากการ ได้ยินเพลงลอยมาเข้าหู ให้กลายเป็น ความรู้สึกมีส่วนร่วมไปกับเพลงที่กำลังฟัง อารมณ์เหมือนตอนไปฟังดนตรีสด คือเสียงเพลงมันเข้าไปกระตุ้นให้รู้สึกอยากจะลุกขึ้นมาเต้นมากกว่าที่จะนั่งฟังอยู่เฉยๆ

หลังจากปล่อยให้ประสาทสัมผัสเปิดรับอะไรต่อมิอะไรที่ชุด STREAM3 + Madison + Capri S2 SC + Model 555 + Reference 3 Meta ปลดปล่อยออกมาเข้าไปในตัว ผมก็เริ่มเข้าใจถึง ความแตกต่างที่ชุด STREAM3 + Madison + Capri S2 SC + Model 555 + Reference 3 Meta ถ่ายทอดออกมา ซึ่งเป็นอะไรที่สองชุดแรกให้ได้ไม่ชัดเจนเท่า คือแทนที่ผมจะ ได้ยินเสียงโซฟราโน แซ็กของ Kenny G เหมือนตอนที่ฟังผ่านสองชุดแรก ผมกลับ รู้สึกเหมือน Kenny G กับวงแบ็คอัพทั้งวงเข้ามาเป่าและบรรเลงอยู่ในห้องเมื่อฟังผ่านชุด STREAM3 + Madison + Capri S2 SC + Model 555 + Reference 3 Meta คือมันเป็น ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเพราะ ทุกเสียงในเพลง Going Home มันมี รายละเอียดมากกว่าตอนฟังผ่านสองชุดแรก ถึงตอนนี้ ผมไม่แค่ ได้ยินเสียงแซ็กโซโฟนที่เคนนี่ จีเป่า แต่ผมได้ยินชัดว่าเขาเป่าแต่ละโน๊ตออกมาแบบไหน ได้ยินชัดว่าเขาเชื่อมโยงจากโน๊ตหนึ่งไปสู่อีกโน๊ตนึงแบบไหน ผมได้ยินรายละเอียดชัดขึ้นถึงลักษณะที่เคนนี่ จีใช้ในการควบคุมลมหายใจที่น่ามหัศจรรย์ในบางช่วงที่เขาลากเสียงไปยาวมาก.! ซึ่งตอนฟังผ่านสองชุดแรก ผมไม่ได้รู้สึกว่าเขาใช้ความสามารถในการเป่ามากเท่านี้..

ช่วงที่ทดลองฟัง Reference 3 Meta กับอินติเกรตแอมป์ Platina Integrated ของ QUAD และชุดสตรีมเมอร์/ปรี + เพาเวอร์แอมป์ รุ่น Klimax DSM + Klimax Solo 500 ของ Linn

ตัว QUAD รุ่น Platina Intregrated กับเพาเวอร์แอมป์ Linn รุ่น Klimax Solo 500 และสตรีมเมอร์ของ Linn รุ่น Klimax DSM เข้ามาถึงห้องฟังของผมไล่เลี่ยกัน เป็นช่วงท้ายๆ ของการทดสอบลำโพง Reference 3 Meta ผมจึงทำได้แค่ทดลองฟังเป็นไอเดีย ซึ่งตัว QUADPlatina Integratedนั้น มันทำผลงานออกมาได้น่าทึ่งมาก เมื่อเทียบกับราคาค่าตัวของมัน (เท่าที่รู้คร่าวๆ อยู่ราวแสนกลางๆ) ซึ่งขับ Reference 3 Meta ออกมาได้ดีกว่าที่คิด ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะจับคู่กับแหล่งต้นทางขั้นเทพอย่างสตรีมเมอร์ของ LinnKlimax DSMด้วย แต่พอผมเปลี่ยนมาให้ Reference 3 Meta ลองจับกับชุดใหญ่คือ LinnKlimax DSM’ + Klimax Solo 500 + Reference 3 Meta ซึ่งชุดนี้ต้องถือว่า แหล่งต้นทางกับแอมป์ทิ้งห่างลำโพงไปอีกขั้น ผลลัพธ์ทางเสียงที่ออกมาก็เป็นไปตามราคาของแหล่งต้นทางและแอมป์ คือออกมาครบทุกมิติที่ต้องการ ไม่ว่าจะแง่ของกำลังขับของแอมป์ก็พูดได้ว่า เหลือเฟือสำหรับลำโพง Reference 3 Meta (จากเสียงที่ได้ยิน ผมว่าต่อให้ไปถึงรุ่น Reference 5 Meta ก็ยังสบาย.!) ไปจนถึงแง่ของคุณภาพของสัญญาณต้นทางก็พูดได้ว่า ขั้นเทพ.!สำหรับสตรีมเมอร์ตัวท็อปของ Linn รุ่น Klimax DSM ตัวนี้.!!! (*ใช้ภาควอลลุ่มของ Klimax DSM ควบคุมความดัง)

สรุปผลจากการแม็ทชิ่งข้างต้นตามความเห็นของผม ผมให้คะแนน KEFReference 3 Metaตอนจับกับ STREAM3 + Madison + Capri S2 SC + Model 555 สูงสุด เพราะผมว่ามันเป็นชุดที่ให้ค่าเฉลี่ยของเสียงที่ลงตัวน่าพอใจมากที่สุด และเป็นชุดที่สามารถดึงศักยภาพของลำโพง KEF คู่นี้ออกมาได้มากที่สุดเมื่อเทียบกับสัดส่วนของ งบประมาณของแหล่งต้นทาง + แอมป์ ที่ต้องจ่ายลงไปประมาณล้านเศษๆ เทียบกับราคาลำโพงคู่ละหกแสนกลางๆ  

เซ็ตอัพ

เข้าใจว่าเป็นเพราะไดเวอร์ Uni-Q ที่ติดตั้งเสียงแหลมของทวีตเตอร์ไว้ในแนวแกนเดียวกันกับเสียงกลางที่ออกมาจากไดเวอร์มิดเร้นจ์นี่แหละที่ทำให้การเซ็ตอัพตำแหน่งวางของ Reference 3 Meta มีทั้งส่วนที่ ง่ายและส่วนที่ ยากส่วนที่ง่ายก็คือ ไม่ว่าคุณจะขยับตำแหน่งของลำโพงทั้งสองข้าง หรือแต่ละข้างไปจากตำแหน่งเดิมแค่นิดเดียว คุณก็สามารถรับรู้ถึงความแตกต่างที่เกิดขึ้นกับเสียงได้แล้ว และเนื่องจากเสียงกลางกับเสียงแหลมจากไดเวอร์ Uni-Q ของ Reference 3 Meta มันอินเฟสกันมาตั้งแต่ต้นทาง พอลองขยับตำแหน่งซ้ายขวาให้ชิดเข้าหากัน หรือถ่างห่างจากกันมากขึ้น ก็จะสามารถฟังจับ โฟกัสของเสียงได้ง่ายเลย ส่วนที่บอกว่าทำให้ ยากก็คือตอนที่พยายามไฟน์จูนให้ลำโพงทั้งสองข้างมัน align กันได้เป๊ะจริงๆ นั่นแหละ เพราะความที่กลางแหลมมันไวมาก การไฟน์จูนจึงต้องใช้ความละเอียดตามไปด้วย ซึ่งเมื่อได้ระยะห่างซ้ายขวาที่ค่อนข้างลงตัวแล้ว การปรับตัวตู้ลำโพงทั้งสองข้างให้ตั้งฉากกับพื้นและสองข้างขนานกันด้วยระดับน้ำก็จะช่วยทำให้ได้คุณภาพเสียงโดยรวมที่ดีขึ้นไปอีก เมื่อคุณค่อยๆ เซ็ตอัพและปรับจูน (ทั้งใส่ตัวรองเดือยแหลม และปรับระดับน้ำ) จนลงตัวแล้ว คุณจะได้เสียงที่ให้มิติแผ่กว้าง การแยกแยะชิ้นดนตรีดีเยี่ยมทั้งในแนวซ้าย/ขวา, หน้า/หลัง และให้ระนาบตื้น/ลึกที่มีเลเยอร์ละเอียดยิบ

สรุปเสียงของ Reference 3 Meta

สื่อหลายๆ สำนักที่มีโอกาสทำรีวิวลำโพงของ KEF รุ่นที่ใช้ไดเวอร์ Uni-Q มักจะพูดเหมือนๆ กันอยู่อย่างหนึ่งว่า จุดเด่นของไดเวอร์ Uni-Q อยู่ที่ เสียงกลางที่เปิดเผย กระจ่างสดใส รายละเอียดระยิบระยับ ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะจากประสบการณ์ที่เคยทดสอบลำโพงของ KEF หลายๆ รุ่นมาแล้ว ผมพบว่า เสียงกลางของไดเวอร์ Uni-Q ของ KEF ตัวนี้มันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ปรากฏออกไปในแนวทางเดียวกันทุกรุ่นที่ใช้ไดเวอร์ตัวนี้ เป็นเสียงกลางที่มีลักษณะเปิดเผย และกระจ่างสดใสจริงๆ อย่างที่เขาว่ากัน สาเหตุก็น่าจะมาจากบุคลิกเสียงของวัสดุอะลูมิเนียมที่ใช้ทำไดอะแฟรมของทั้งตัวทวีตเตอร์และมิดเร้นจ์ที่ประกอบอยู่ในไดเวอร์ Uni-Q นั่นเอง

ใครที่เคยฟังลำโพง KEF รุ่น LS50 เทียบกับรุ่น LS50 Meta ซึ่งเป็นลำโพงรุ่นแรกของ KEF ที่ใช้ไดเวอร์ Uni-Q เจนเนอเรชั่น 12 ที่มีเทคโนโลยี Metamaterial Absorption Technology (MAT) จะรู้สึกได้เลยว่า รุ่น LS50 Meta ให้เสียงออกมา สะอาดนวลมากกว่ารุ่น LS50 มากพอให้สังเกตได้ สาเหตุก็เพราะว่า แผ่น Metamaterial ที่นำไปใช้ในไดเวอร์ Uni-Q เจนเนอเรชั่น 12 นั้นถูกออกแบบมาให้มีประสิทธิภาพในการดูดซับคลื่นเสียงที่เกิดขึ้นที่ด้านหลังของไดอะแฟรมกลาง/แหลมเอาไว้ ไม่ปล่อยให้สะท้อนย้อนกลับไปทำร้ายเสียงกลาง/แหลมที่ไดอะแฟรมสร้างออกมาทางด้านหน้า

หลังจากนั้น ไดเวอร์ Uni-Q gen.12 ตัวนี้ก็ได้ถูกนำมาใช้ในการออกแบบลำโพงเกือบจะทุกรุ่นที่ออกมาหลัง LS50 Meta รวมถึงรุ่น Reference 3 Meta คู่นี้ด้วย..

เพลง : St. James Infirmary (https://tidal.com/track/110723674/u)
อัลบั้ม : Glimmer of Gold (TIDAL HIGH/FLAC-16/44.1)
ศิลปิน : Baba Blues

เพลง : The Kitten (https://tidal.com/track/105780151/u)
อัลบั้ม : Visual Voice (TIDAL MAX/FLAC-24/44.1)
ศิลปิน : Bonnie Koloc

เสียงร้องของนักร้องชาย Baba Blues กับนักร้องหญิง Bonnie Koloc จากสองอัลบั้มข้างบนนั้นช่วยยืนยันได้ว่า เสียงกลางของ Reference 3 Meta มันดีจริงๆ ทั้งเสียงของนักร้องชาย (กลาง > กลางต่ำ) และเสียงของนักร้องหญิง (กลาง > กลางสูง) ที่ลำโพงคู่นี้ถ่ายทอดออกมา มันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ชัดเจนทั้งสองย่านเสียงทัดเทียมกัน แสดงให้เห็นถึง ความเป็นกลางและ ความเที่ยงตรงในการตอบสนองความถี่ของไดเวอร์ Uni-Q ที่ใช้อยู่ใน Reference 3 Meta ออกมาอย่างชัดเจน เพราะผมทดลองกดรีโมทสลับฟังเสียงร้องของ Baba Blues ในเพลง St. James Infirmary แล้วกระโดดไปฟังเสียงร้องของ Bonnie Koloc ในเพลง The Kitten อย่างเร็วๆ ผมพบว่า เสียงร้องของทั้งคู่มีรายละเอียดเฉพาะตัวออกมาให้ได้ยินอย่างครบถ้วนทั้งคู่ เสียงของ Bonnie Koloc มีน้ำเสียงที่ฟังปั๊บก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นเสียงร้องของผู้หญิงวัยกลางคน และเมื่อสลับไปฟังเสียงของ Baba Blues ก็กลายเป็นเสียงร้องของผู้ชายสูงอายุไปในทันทีโดยไม่ทิ้งร่องรอยของเสียงผู้หญิงวัยกลางคนที่เพิ่งฟังไปเมื่อกี้อยู่เลย.. มันน่าทึ่งตรงที่ทั้งสองเสียงนั้นมันถูกสร้างออกมาจากไดเวอร์ Uni-Q ตัวเดียวกัน.!!!

เพลง : Hoist The Colours (A Cappella) (https://tidal.com/track/350788226/u)
อัลบั้ม : Hoist The Colours (A Cappella)
ศิลปิน : The Wellermen, Eric Hollaway, Big Brev, Ebucs, Luke

ตอนฟังเสียงร้องของ Baba Blues ผมรู้สึกได้ว่าเสียงร้องของนักร้องคนนี้มีความหนา, นุ่ม และมีมวลเสียงที่แน่น เพราะมีความถี่ในย่านกลางต่ำ (lower midrang) คอยแผ่ออกมาอุ้มเป็นฐานอยู่ตลอดตอนที่เขาร้องคีย์ต่ำๆ ผมลุกจากโซฟาที่นั่งฟังแล้วเดินไปที่ลำโพง ลองเอานิ้วมือไปแตะบนไดอะแฟรมของวูฟเฟอร์ทั้งตัวบนและตัวล่าง พบว่า ตอนที่ Baba Blues ร้องเพลง ดอกวูฟเฟอร์มันสั่นไปตามจังหวะการร้องด้วย แสดงว่าวูฟเฟอร์ทั้งสองตัวมันคอยสนับสนุนเสียงกลางที่มิดเร้นจ์สร้างออกมาด้วย แต่พอผมเดินกลับไปนั่งฟังที่เก้าอี้ตรงจุด sweet spot ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเสียงกลางต่ำมันออกมาจากวูฟเฟอร์ทั้งสองตัวนั้น คือมันกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันไปกับเสียงร้องที่หลุดลอยออกไปอยู่ในอากาศ แสดงถึงการปรับจูนการทำงานของไดเวอร์ Uni-Q กับวูฟเฟอร์ทั้งสองตัวได้กลมกลืนกันมาก ไม่มีปัญหาเฟสเหลื่อมให้ได้ยินเลย..

เวลาที่ต้องการทดสอบความสามารถในการถ่ายทอดความถี่เสียงในย่านกลางต่ำ (lower midrange) ที่ต่อเนื่องลงไปถึงทุ้มตอนบน (upper bass) ผมจะเลือกฟังเสียงร้องในเพลง Hoist The Colours เพราะในเพลงนั้นมีเสียงร้องของนักร้องชายที่อยู่ในเร้นจ์เสียงเบสที่ลงต่ำมาก ซึ่งซาวนด์เอ็นจิเนียร์ที่บันทึกเสียงร้องเพลงนี้ก็สามารถเก็บบันทึกเสียงร้องที่ทั้งลงลึกและมีพลังของนักร้องผู้นี้เอาไว้ได้ ถ้าลำโพงถูกปรับจูนมาให้ถ่ายทอดความถี่ตั้งแต่ย่านกลางต่ำลงไปจนถึงทุ้มตอนบนได้อย่างกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน เวลาฟังเพลงนี้จะได้ยินเสียงร้องที่อิ่มใหญ่ ลูกคอลึกๆ ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นละลอก ซึ่ง Reference 3 Meta ก็สามารถทำอะไรแบบนั้นได้ และทำได้ดีซะด้วย.! ฟังเพลงนี้ผ่าน Reference 3 Meta แล้วได้อารมณ์สุดๆ เสียงร้องของวงอะแคปเปลล่าวงนี้แผ่เต็มห้อง เต็มไปด้วยพลัง ยิ่งได้แอมป์ดีๆ อย่าง Jeff Rowland Design GroupModel 555ขับ เสียงในย่านกลางต่ำลงไปถึงทุ้มตอนต้นที่ออกมามีครบทั้งความอิ่มและความเนียน แบบไร้ที่ติจริงๆ ..!!!

เพลง : Queen Mary (https://tidal.com/track/240918873/u)
อัลบั้ม : Queen Mary
ศิลปิน : Francine Thirteen

เพลงนี้เป็นเพลงครูที่มีคุณสมบัติของเสียงหลายๆ ด้านที่มิกซ์ดาวน์ เอ็นจิเนียร์สร้างสรรออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นมิติเวทีเสียงที่มาครบทั้งแนวกว้างที่กวาดไปได้ทั่วตั้งแต่ซ้ายจรดขวา และแนวลึกที่แยกชั้นซอยเป็นเลเยอร์ถัดลงไปด้านหลังของระนาบลำโพงเป็นชั้นๆ และที่โดดเด่นขึ้นหน้าขึ้นตามากเป็นพิเศษก็คือคุณภาพของเสียงทุ้มที่เต็มไปด้วยรายละเอียดที่แยกแยะได้ชัดเจน ชี้ชัดตำแหน่งได้แบบจับวาง ให้อัตราสวิงของไดนามิกที่เปิดกว้าง โดยเฉพาะในย่านเสียงทุ้มที่อมีพลังดีดตัวที่ทั้งหนัก, แน่น และอิ่มหนา ซึ่ง Reference 3 Meta คู่นี้สอบผ่านเพลงนี้ไปได้ด้วยคะแนนเต็มสิบ เป็นเพลงที่ใช้ปิดจบการทดสอบลำโพง KEF คู่นี้ลงได้อย่างสวยงาม.!!!

สรุป

ตอนแรกผมบอกตามตรงว่ารู้สึกเฉยๆ กับลำโพง KEFReference 3 Metaคู่นี้ เหตุผลนั้นไม่มีอะไรมาก คงเป็นเพราะรูปร่างหน้าตาที่ดูแล้วเหมือนๆ กันกับรุ่นอื่นๆ มันเลยดูไม่มีอะไรพิเศษ แต่พอได้ฟังเสียงของมันแล้วก็ต้องยอมรับว่า Reference 3 Meta คู่นี้ถูกปรับจูนมาดีมาก ซึ่งผมคิดว่า Reference 3 Meta คู่นี้น่าจะเป็นหนึ่งในรุ่นที่ให้เสียงออกมาดีมากเมื่อเทียบกับรุ่นอื่นๆ ของ KEF เอง

นอกเหนืออื่นใด Reference 3 Meta เป็นลำโพงที่มีตัวตู้ขนาดปานกลางที่สามารถถ่ายทอดเสียงออกมาได้ เต็มห้องขนาดกลาง (3.5 x 5 ถึง 4 x 6ตรม.) ด้วยระดับคุณภาพที่ยอดเยี่ยมในทุกคุณสมบัติจริงๆ แนะนำให้ไปหาโอกาสทดลองฟัง KEFReference 3 Metaคู่นี้ให้ได้ถ้าคุณตั้งงบประมาณสำหรับลำโพงไว้ไม่เกิน 700,000 บาท / คู่..!!!

***********************
ราคา : 649,000 บาท / คู่
***********************
ต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ติดต่อที่
บริษัท วีแกตซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด
โทร. 02-692-5216
Line ID: @kefthailand

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า