แอมปลิฟายของ JRDG (Jeff Rowland Design Group) เริ่มเปิดศักราชด้วยการขยับเข้าสู่การใช้ภาคขยาย class-D ตั้งแต่ช่วงกลางๆ ของ ปี 2000 โดยผลิตออกมาเป็นรุ่น Model 302 เป็นรุ่นแรก ครั้งนั้นพวกเขาเลือกใช้ class-D โมดูลที่ชื่อว่า ICEpower ของ B&O ตามด้วยรุ่น Model 201 ในลักษณะของเพาเวอร์แอมป์โมโนบล็อกที่แยกซ้าย–ขวาข้างละตัว และตบท้ายด้วยรุ่น Continuum S2 ภายใต้รูปลักษณ์ของอินติเกรตแอมป์ตามมา
หลังจากนั้น Jeff Rowland ก็ไม่หยุดยั้งที่จะเป็นผู้นำในการฏิวัติวงการแอมปลิฟายอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเป็นหัวหอกในการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่โลกของวงจรขยาย class-D เป็นแบรนด์แรกๆ ของวงการผู้ผลิตแอมปลิฟายระดับไฮเอ็นด์ฯ เพราะหลังจากปล่อยเพาเวอร์แอมป์รุ่นเล็กๆ ที่ใช้วงจรขยาย class-D ของ B&O อย่าง Model 302 และ Model 201 ออกมาแล้ว ทิ้งเวลาห่างกันไม่นาน JRDG ก็เปิดตัวเพาเวอร์แอมป์รุ่นที่ใหญ่กว่าตามมาอีกหลายรุ่น ได้แก่ Model 525, Mode 535, Model 625 S2 และรุ่นใหญ่สุดคือ Model 825 ซึ่งความแตกต่างที่เกิดขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นเล็กทั้งสองรุ่นที่ออกมาก่อนหน้าก็คือ พวกเขาเปลี่ยนมาใช้โมดูล class-D แบรนด์ Pascal ของเดนมาร์ก ประเทศเดียวกับ ICEpower ของ B&O นั่นเอง
Model 555
‘The Mystery.!’
อ้างอิงจากข้อมูลในอ๊อฟฟิเชี่ยลเว็บไซต์ของ Jeff Rowland Design Group เอง พบว่าปัจจุบันพวกเขามีผลิตภัณฑ์ที่เป็น “เพาเวอร์แอมป์” อยู่ทั้งหมด 6 รุ่น คือ MODEL 925, MODEL 825, MODEL 735, MODEL 625 S2, MODEL 535 และ MODEL 125 ซึ่งรุ่นท็อป โมเดล 925 กับรุ่นรองท็อป โมเดล 825 และรุ่นเล็กสุด โมเดล 125 กับรุ่นใหญ่กว่าเล็กสุดขึ้นมาหนึ่งขั้นคือ โมเดล 535 ทั้ง 4 รุ่นนี้ใช้ภาคขยาย class-D ที่แอดวานซ์มากๆ ในขณะที่อีก 2 รุ่นที่เหลือคือ โมเดล 735 กับรุ่น โมเดล 625 S2 นั้นเป็นเพาเวอร์แอมป์ที่ใช้วงจรขยาย class-AB
ที่น่าแปลกใจก็คือ ไม่มีชื่อรุ่น MODEL 555 อยู่ในรายชื่อเพาเวอร์แอมป์เหล่านั้น.!
หน้า–หลัง คล้าย MODEL 535
MODEL 555 เผยโฉมให้ชาวโลกได้เห็นครั้งแรกช่วงปลาย ปี 2023 โดยถูกนำไปโชว์ตัวในงาน Tokyo Audio Show 2023 หลังจากนั้นเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้ก็ไปปรากฏกายอีกครั้งในงาน Capital Audio Fest เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2023 ในฐานะของผลิตภัณฑ์ล่าสุดที่จะวางจำหน่ายครั้งแรกในปี 2024

ผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงของ Jeff Rowland Design Group (ต่อไปจะเรียกสั้นๆ ว่า JRDG) มีชื่อเสียงมากในแง่ของการออกแบบตัวถังเครื่องที่มีทั้งความบึกบึนและความอ่อนช้อยออกมาพร้อมกัน ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกันแบบนี้มาตั้งแต่รุ่นใหญ่สุดลงมาถึงรุ่นเล็กสุด โดยใช้ก้อนอะลูมิเนียมเกรด aircraft เบอร์ 6061-T6 ทั้งก้อนมาผ่านการสกัดด้วยเครื่องมือ CNC ที่มีประสิทธิภาพสูง มีความแม่นยำ ออกมาเป็นตัวถังที่แทบจะไร้รอยต่อ (monolithic chassis) ถ้าเคยลองยกแอมป์ของ JRDG มาก่อน คุณจะรู้ดีถึงความหนักและแน่นได้ดี ซึ่งการทำตัวถังแบบนี้มีต้นทุนสูงมาก แต่ก็มีข้อดีกว่าตัวถังแบบที่ใช้แผ่นโลหะหลายๆ ชิ้นมายึดกันด้วยน็อต
นอกจากจะดูสวยแล้ว ตัวถังอะลูฯ ที่หนาและแน่นของ MODEL 555 ยังมีข้อดีอยู่หลายข้อที่ส่งผลดีกับเสียง อย่างแรกคือ มีคุณสมบัติในการลด (dampen) ปัญหา “แมคชีนนิคัล เรโซแนนซ์” ลงไปได้แทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ และเนื่องจากอะลูมิเนียมมีสถานะเป็นโลหะ มันจึงทำหน้าที่เป็นฮีทซิ้งค์ไปในตัว ซึ่งช่วยกระจายความร้อนที่เกิดจากการทำงานของแผงวงจรได้ดีและช่วยคุมอุณหภูมิภายในตัวเครื่องเอาไว้ให้อยู่ในระดับที่ดีต่อการทำงานของวงจรภายใน สุดท้ายคือช่วยป้องกันคลื่น EMI/RFI ไม่ให้แทรกซึมเข้าไปรบกวนการทำงานของวงจรภายในได้ด้วย
แผงหน้า/แผงหลัง และ
ช่องต่ออินพุต & เอ๊าต์พุต

A : ปุ่มกดเปิด/ปิดเครื่อง
B : ไฟ LED แสดงสภาวะเปิด/ปิดการทำงานของเครื่อง
C : ช่องอินพุต XLR สำหรับสัญญาณสเตริโอ (Left = บน & Right = ล่าง)
D : ช่องอินพุต XLR สำหรับสัญญาณโมโน
E : สวิทช์โยกสำหรับเลือกโหมดเอ๊าต์พุต Stereo / Mono
F : ขั้วต่อสายลำโพงแชนเนลขวา (Right Channel)
G : ขั้วต่อสายลำโพงสำหรับโหมด Mono
H : ขั้วต่อสายลำโพงแชนเนลซ้าย (Left Channel)
I : ช่องเสียบสัญญาณ trigger 12V สำหรับระบบออโต้ On/Off ร่วมกับปรีแอมป์
J : เต้ารับหัวปลั๊กสายไฟเอซีแบบสามขาแยกกราวนด์
แผงหน้าของ MODEL 555 สวยสง่าด้วยลายปัด CNC ที่ดูหรูหรา แต่เรียบง่ายในแง่ของการควบคุมใช้งาน เพราะมีแค่ปุ่มกด (A) สำหรับเปิด/ปิดเครื่องแค่ปุ่มเดียว กับไฟ LED สีขาว (B) ที่แสดงสภาวะการทำงานของตัวเครื่อง อยู่ใต้ปุ่มนั้นอีกหนึ่งดวงเท่านั้น
ส่วนช่องต่อสัญญาณขาเข้าและขาออกทั้งหมด ถูกติดตั้งอยู่บนแผงด้านหลัง ซึ่งโดยพื้นฐานของ MODEL 555 ที่เป็นเพาเวอร์แอมป์แบบ pure analog ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีการทำงานของวงจรดิจิตัลอยู่ในตัว และด้วยรูปแบบการดีไซน์วงจรภายในเป็นแบบ fully balanced differenctial ที่แผงหลังของ MODEL 555 จึงมีแต่ขั้วต่อสายสัญญาณแบบบาลานซ์ผ่านขั้วต่อ XLR เท่านั้น แต่แยกเป็น 2 ชุด ให้เลือกใช้ ชุดแรก (C) สำหรับเชื่อมต่อกับสัญญาณที่อยู่ในรูปของสัญญาณอะนาลอก สเตริโอที่ส่งมาจากปรีแอมป์ ส่วนชุดที่สอง (D) สำหรับเชื่อมต่อกับสัญญาณอะนาลอก โมโนที่ส่งมาจากปรีแอมป์ หลังจากปรับให้ MODEL 555 ทำงานในโหมด Mono ด้วยการสับสวิทช์ (E) ไปที่ตำแหน่งโมโนซึ่งเป็นการบริดจ์ฯ ให้ MODEL 555 ทำงานในโหมดโมโนนั่นเอง
นอกจากสวิทช์ที่ใช้เปลี่ยนโหมดการทำงานของ MODEL 555 ไปเป็น Mono แล้ว ขั้วต่อสายลำโพงสำหรับโหมดโมโน (G) ก็เป็นคนละชุดกับขั้วต่อสายลำโพงที่ใช้กับโหมดสเตริโอด้วย..
ดีไซน์ภายใน
กับวงจรขยาย class-AB

รูปร่างภายนอกและสัดส่วนตัวเครื่อง MODEL 555 ดูคล้ายกับรุ่น MODEL 535 มาก ทีแรกผมคิดว่าโมเดล 555 เป็นรุ่นที่ต่อเนื่องมาจากรุ่น MODEL 535 เพราะมันใช้เลย์เอ๊าต์ของตัวถังร่วมกัน ภาพด้านบนคือแผงหลังของรุ่น MODEL 125, MODEL 535 และรุ่น MODEL 555 จะเห็นว่าแผงหลังของรุ่นโมเดล 535 กับรุ่น โมเดล 555 เหมือนกันทุกอย่าง แต่พอเข้าไปดูรายละเอียดการออกแบบวงจรภายในแล้ว พบว่ามันต่างกันค่อนข้างชัดเจน คือตัว โมเดล 535 ใช้วงจรขยาย class-D ในขณะที่รุ่นโมเดล 555 ใช้วงจรขยาย class-AB บวกกับภาคจ่ายไฟแบบ สวิตช์โหมด เพาเวอร์ซัพพลาย ต่างกันไปคนละขั้วเลย.!!!
ภาคอินพุตของ MODEL 555 เป็นแบบฟูลลี่ บาลานซ์ ดิฟฟิเร้นเชี่ยล โดยใช้ทรานฟอเมอร์ต่อคั่นตรงอินพุต (Tranformer Coupled) เพื่อช่วยลด noise ที่มากับสัญญาณอินพุตออกไปจนสะอาดหมดจดก่อนจะส่งต่อไปที่วงจรของปรีแอมป์ และยังลดน้อยซ์ทุกจุดที่เป็นอินพุต/เอ๊าต์พุตภายในวงจรด้วย ซึ่งการควบคุม noise นี้ ถือว่าเป็นเมนหลักในการออกแบบที่ JRDG ยึดถืออย่างเข้มงวดมาแต่ไหนแต่ไร
ดีไซน์ภายใน
กับภาคจ่ายไฟแบบ ‘ Switch-mode Technology ‘
ภาคจ่ายไฟแบบลิเนียร์ที่ออกแบบมาดีมากๆ อาจจะดีกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ที่เน้นคุณภาพของไฟเลี้ยงที่ดีอย่างเช่นเพาเวอร์แอมป์ไฮเอ็นด์ฯ ก็จริง แต่ถ้าต้องการ “กำลังขับ” สูงๆ ภาคจ่ายไฟแบบลิเนียร์ก็ต้องมีขนาดใหญ่ เพราะ “ประสิทธิภาพ” ในการแปลงไฟให้ออกมาเป็นกำลังขับของภาคจ่ายไฟแบบลิเนียร์มันอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกันแล้ว ภาคจ่ายไฟแบบสวิตชิ่ง หรือ switch-mode power supply (SMPS) จะให้ “ประสิทธิภาพ” สูงกว่ามาก
ข้อด้อยของภาคจ่ายไฟแบบสวิตชิ่งเมื่อเทียบกับแบบลิเนียร์ก็คือมี “ความเพี้ยน” ในระบบสูงกว่า เพราะลักษณะของวงจรที่ซับซ้อนกว่า แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีทางทำให้ภาคจ่ายไฟแบบสวิตชิ่งให้คุณภาพในการจ่ายไฟออกมาได้ดีเหมือนภาคจ่ายไฟแบบลิเนียร์ ซึ่งวิศวกรของ JRDG ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสามารถทำได้ ใน ปี 1999 พวกเขาได้เริ่มนำเอาภาคจ่ายไฟแบบสวิตช์โหมดฯ มาใช้ในเพาเวอร์แอมป์ของพวกเขา และพัฒนาต่อมาอย่างต่อเนื่อง

ภาคจ่ายไฟแบบ SMPS ที่ใช้ในรุ่น MODEL 555 มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ทำให้สามารถสร้างไฟเลี้ยงที่มากพอต่อความต้องการใช้งานในแต่ละเสี้ยววินาทีได้อย่างแม่นยำ ด้วยการแปลงไฟ AC ไปเป็นไฟ DC ที่ระดับความถี่สูงถึง 40,000 เฮิร์ต ซึ่งเป็นไฟ DC ที่มีความเสถียรสูงกว่าภาคจ่ายไฟแบบลิเนียร์ซะอีก และเพื่อให้ไฟเลี้ยง (DC) ที่ได้จากภาคจ่ายไฟ SMPS มีความบริสุทธิ์ปราศจาก noise พวกเขาจึงได้ออกแบบวงจรฟิลเตอร์ EMI ขนาดใหญ่ (ในวงกลมสีเขียว ภาพข้างบน) มาใช้กรองสัญญาณรบกวนตั้งแต่เต้ารับไฟเอซี และยังได้ออกแบบวงจร ‘active power factor correction’ ขึ้นมาเพื่อช่วยทำหน้าที่ปรับปริมาณไฟเลี้ยงให้เหมาะสมกับความต้องการของภาคขยายตลอดเวลาด้วย
ด้วยประสิทธิภาพในการทำงานของฟังท์ชั่น ‘active power factor correction’ ที่อยู่ในภาคจ่ายไฟ SMPS ของ MODEL 555 ทำให้ไฟเลี้ยงที่ได้ออกมา มีคุณภาพแทบจะไม่ต่างไปจากไฟเลี้ยงที่ได้จากแบตเตอรี่ (ซึ่งเป็นภาคจ่ายไฟในอุดมคติ) เลย.!!!
แม็ทชิ่ง
เพราะ MODEL 555 ไม่มีข้อมูลอยู่ในเว็บไซต์ของพวกเขา (ไม่รู้เหตุผล ทั้งๆ ที่ออกมาสอง–สามปีแล้ว.?) ผมจึงต้องควานหาสเปคฯ ด้วยการถามอากู๋ ซึ่งหลายๆ แหล่งที่มีข้อมูลก็คือดีลเลอร์ที่จำหน่ายแอมป์ตัวนี้นี่เอง แทบทุกแหล่งให้ตัวเลข “กำลังขับ” ของ MODEL 555 ไว้ตรงกัน คือ 150W ที่ 8 โอห์ม และ 300W ที่ 4 โอห์ม และสามารถบริดจ์โมโนได้กำลังขับเพิ่มขึ้นเป็น 400W ที่ 8 โอห์ม
เห็นตัวเลขกำลังขับของ MODEL 555 แล้วตกใจ ไม่น่าเชื่อว่าเพาเวอร์แอมป์ตัวถังกระทัดรัดแค่นี้จะให้กำลังขับได้สูงถึง 150W ที่ 8 โอห์ม และเบิ้ลได้ถึง 300W ที่ 4 โอห์ม นี่แหละเป็นเพราะอิทธิฤทธิ์ของภาคจ่ายไฟแบบสวิตช์โหมด เพาเวอร์ซัพพลายโดยแท้.!!! แต่คุณบางคนที่เคยเห็นสเปคฯ ของเพาเวอร์แอมป์อื่นๆ มาแล้ว อาจจะรู้สึกว่า 150W ต่อข้างที่ 8 โอห์ม ก็ไม่ได้มากมายอะไรสำหรับเพาเวอร์แอมป์ในยุคนี้ ทำไมต้องตื่นเต้นกัน.??
ใช่แล้วครับ.. ตัวเลขกำลังขับที่ 150W ที่ 8 โอห์ม จะดูธรรมดาไปเลยถ้ามาพร้อมสเปคฯ Frequency Response แค่ 20Hz – 20kHz เพราะ “กำลังขับ” หรือ gain เอ๊าต์พุตของแอมป์จะผกผันอยู่กับ “ความกว้าง” ของ “ความถี่ตอบสนอง” หรือ Bandwidth

ดูจากรูปข้างบน จะเห็นว่า ปริมาณของเอ๊าต์พุต (กำลังขับ หรือ Gain) ของแอมป์ตัวหนึ่งในระดับเต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์ คือ 0dB จะเกิดขึ้นเมื่อ Bandwidth หรือ ความถี่ตอบสนอง (พื้นที่สีเขียวในภาพ) ไม่กว้างออกไปมากกว่าเร้นจ์ความถี่ fL ถึง fH ในที่นี้ สมมุติว่า fL = 20Hz ส่วน fH = 20kHz กรณีนี้ ถ้าเราถ่าง Bandwidth หรือความถี่ตอบสนองของแอมป์ตัวนี้ให้ “กว้างกว่า” 20Hz – 20kHz ออกไป สมมุติว่าเป็น 5Hz – 70kHz จะมีผลให้ Gain หรือกำลังขับของแอมป์ลดต่ำลง ถ้าต้องการให้ได้ Gain ของแอมป์สูงขึ้น ก็ต้องลด “ความถี่ความสนอง” หรือ Bandwidth ของแอมป์ให้แคบลง
ด้วยเหตุที่กำลังขับ 150W ที่ 8 โอห์ม ของ MODEL 555 เป็นการวัดโดยอ้างอิงที่ ความถี่ตอบสนอง (Bandwidth) เท่ากับ 5Hz – 70kHz (-3dB) จึงมีพลังมากกว่าตัวเลข 150W ที่ 8 โอห์ม ของแอมป์ตัวอื่นๆ ที่วัดได้จากการอ้างอิงที่ Bandwidth แคบกว่านั้น อย่างเช่น 20Hz – 20kHz ตรงนี้แหละคือเหตุผลที่ต้องร้องว้าวว.!! เมื่อเห็นสเปคฯ ตัวเลขกำลังขับของ MODEL 555 ตัวนี้
ลองของจริง.!!!

เพาเวอร์แอมป์ตัวนี้ผ่านเข้ามาที่ห้องฟังของผม 2 ระยะ นับเวลาที่ผมมีโอกาสลองเล่นกับแอมป์ตัวนี้รวมๆ แล้วสองถึงสามเดือน ได้ทดลองจับคู่กับลำโพงหลายคู่ ราคาถูกที่สุดได้แก่ Magnepan รุ่น LRS+ (REVIEW) ราคาคู่ละไม่เกินหกหมื่นบาท ถัดขึ้นไปเป็นคู่ละแสนบาทบวก/ลบนิดหน่อย ได้แก่ Totem Acoustics ‘The One’, Audio Physic ‘Classic 8’ (REVIEW) และ Magnepan ‘MG1.7i’ (REVIEW) ถัดขึ้นไปอีกระดับคือคู่ละห้าแสนบาทนิดๆ คือ Dali ‘EPIKORE 3’ พร้อมขาตั้ง EPIKORE Stand (REVIEW) สุดท้ายคู่ละหกแสนกว่าคือ KEF ‘Reference 3 Meta’

หลายๆ ครั้งที่เราถูกทำให้รู้สึกประหลาดใจกับเสียงของลำโพงที่มีราคาแค่ห้า–หกหมื่นบาท เมื่อได้มีโอกาสทดลองขับมันด้วยแอมป์กับแหล่งต้นทางที่มี “ราคา” สูงกว่าราคาค่าตัวของลำโพงไปเยอะๆ คือถ้าเป็นลำโพงที่ผ่านการออกแบบมาดีจริงๆ แม้ว่าราคาค่าตัวมันจะไม่ได้สูงส่ง แต่ก็สามารถฉายแววของความเยี่ยมยอดของเสียงออกมาให้ได้ยินได้เหมือนกัน เมื่อจับคู่กับซิสเต็มที่มีราคาสูงกว่าหลายเท่าอย่างเช่นลำโพง Magnepan รุ่น LRS+ ที่ขับด้วยเพาเวอร์แอมป์ JRDG รุ่น MODEL 555 ตัวนี้ เสียงของมันออกมาดีเกินราคาลำโพงไปไกลมาก ซึ่งนั่นสะท้อนถึงศักยภาพของ MODEL 555 ที่สามารถรีดเค้นคุณภาพเสียงออกมาจาก LRS+ ได้อย่างหมดจด ทุกเม็ด ซึ่งผมรู้ว่าคุณไม่มีทางที่จะจัดชุดลักษณะนี้แน่ๆ คือใช้ปรี+เพาเวอร์แอมป์ที่มีราคาสูงกว่าลำโพง เกิน 10 เท่า แต่เชื่อเถอะว่า ถ้าได้ฟังเสียงของเซ็ตนี้แล้วคุณจะต้องทึ่ง..!!!

หลังจากทดลองใช้ MODEL 555 ขับ Magnepan ‘LRS+’ จนได้เสียงที่น่าทึ่งมาแล้ว เมื่อลองขับลำโพงแผ่นฟิล์มรุ่นที่ใหญ่ขึ้นมาอีกระดับอย่าง Magnepan ‘MG1.7i’ ไอ้ที่ฟังดีอยู่แล้วก็ขยับหนีขึ้นไปอีกขั้น โทนของเสียงยังคงบุคลิกของแม็กนีแพนทุกอย่าง แต่ในระดับคุณภาพที่ดีกว่า ชัดเจนที่สุดคือ “มวลเสียง” ในย่านกลางลงไปทุ้มที่มีความอิ่มเข้มมากกว่า ส่งผลต่อ “ขนาด” ของบอดี้เสียงที่ขยายใหญ่มากขึ้น โดยเฉพาะในย่านกลางและทุ้ม ซึ่งเป็นประสบการณ์ของเสียงที่อธิบายความหมายของคำว่า “ฟูล บอดี้” ออกมาได้ชัดเจนมาก หลังจากทดลองฟังด้วยเพลงหลากหลายแนวแล้ว ฟันธงได้เลยว่า พลังของ MODEL 555 สามารถขับ Magnepan ‘MG1.7i’ ได้เต็มที่แน่นอน..!!!
ส่วน Audio Physic ‘Classic 8’ + JRDG ‘MODEL 555’ ก็เป็นอีกคู่ที่ให้เสียงอะเมธซิ่งมาก ซึ่งเพาเวอร์แอมป์ JRDG ตัวนี้ทำให้รู้ว่า ลำโพงสัญชาติเยอรมันแบรนด์ Audio Physic ‘Classic 8‘ คู่นี้เป็นลำโพงที่ออกแบบมาได้ดีมากๆ ในระดับที่สูงกว่าราคาค่าตัวของมันไปเยอะ คุณสมบัติของเสียงในแต่ละด้านถูกตีแผ่ออกมาครบ ให้ค่าเฉลี่ยที่น่าพอใจมากในแต่ละด้าน เสียงโดยรวมของแอมป์+ลำโพงคู่นี้บอกให้รู้ว่า แอมป์เอาลำโพงอยู่หมัดจริงๆ.!!!

เมื่อได้ทดลองคงที่เพาเวอร์แอมป์ไว้ แล้วเปลี่ยนลำโพงไปเรื่อยๆ โดยเริ่มจากราคาต่ำขึ้นไปถึงสูง คุณจะรู้เลยว่า สมรรถนะของเพาเวอร์แอมป์ตัวนั้นมันไปได้ไกลแค่ไหน คือตอนที่ลองฟัง MODEL 555 ขับลำโพง LRS+, Classic 8 และ MG1.7i ผมก็ได้เสียงที่ดีขึ้นมาเรื่อยๆ ตามลำดับ กับเพลงเดียวกัน เมื่อลำโพงขยับสูงขึ้น เสียงที่ออกมาก็ขยับคุณภาพตามขึ้นไปได้อย่างน่าทึ่ง สิ่งที่ไม่ได้ยิน หรือได้ยินไม่ชัด ก็ปรากฏตัวออกมาให้ได้ยินชัดขึ้น “ทุกครั้ง” เมื่อลำโพงที่มี “ราคาสูงกว่า” ถูกเปลี่ยนเข้าไปทดแทนลำโพงคู่ที่มี “ราคาถูกกว่า” นี่คือ สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากผมยก MG1.7i ออกไปจากห้องแล้วยก Dali ‘EPIKORE 3’ เข้าไปแทนที่ สัมผัสแรกที่พุ่งเข้ามาแตะโสตประสาทก็คือความรู้สึกว่า เสียงโดยรวมของ MODEL 555 + EPIKORE 3 มันฟังดู “แพง” ขึ้น คนที่ใช้ แอมป์+ลำโพง แพงๆ อยู่แล้วจะคุ้นกับเสียงที่มีลักษณะเคลียร์ เนียน เปิดโปร่ง และ “มีลีลา” คือรับรู้ได้ว่า แต่ละเสียงเครื่องดนตรีที่อยู่ในเพลงเดิมมันขยับตัวเคลื่อนไหวไปพร้อมกับ “อารมณ์” ซึ่งเป็นฟิลลิ่งที่รับรู้ได้ไม่ค่อยชัดตอนที่จับ MODEL 555 คู่กับลำโพงที่มีราคาต่ำกว่าแสนลงไป
คือตอนเอา MODEL 555 ขับลำโพง LRS+ ผมก็ว่าเสียงที่ออกมามันชวนฟัง มีความไพเราะมากแล้ว แต่พอขยับขึ้นไปเป็น MG1.7i ก็เริ่มรู้สึกได้ว่า เสียงที่ออกมามันมีมากกว่าฟังเพราะ แต่มันมี “ฟิลลิ่ง” บางอย่างที่ทำให้รู้สึกเหมือนกับว่าเพลงมันพยายามสื่อสารกับเรา มันดึงเราเข้าไปหา หลังจากจับคู่ MODEL 555 + EPIKORE 3 แล้ว ทีนี้ “อารมณ์” ของเพลงมันพรั่งพรูออกมาแบบไม่ยั้ง รายละเอียดที่พุ่งผ่านลำโพงออกมามันพร่างพรายซะจนไม่รู้ว่าไปขุดมาจากไหน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ทำไมไม่ได้ยินอะไรชัดๆ แบบนี้.!!!

ช่วงท้ายๆ ของการทดลองฟังเสียงของ MODEL 555 ผมได้รับลำโพง KEF รุ่น Reference 3 Meta เข้ามาแจม เลยถือโอกาสยกลำโพง KEF คู่นี้เข้ามาจับคู่กับ MODEL 555 ตัวนี้ ซึ่งผลทางเสียงที่ได้ออกมาพบว่ามันก็เข้าไปอยู่ในระดับ “อะเมธซิ่ง” ไม่แพ้ตอนจับกับ EPIKORE 3 เลย สิ่งแรกที่รับรู้ได้ก่อนก็คือว่ากำลังขับของ MODEL 555 สามารถขับดัน Reference 3 Meta ออกมาได้อย่างเต็มที่ เพราะ Reference 3 Meta รับกำลังขับสูงสุดได้ 300W ที่ 4 โอห์ม ซึ่ง MODEL 555 ก็จ่ายกำลังขับสูงสุดได้ถึง 300W ที่ 4 โอห์ม เหมือนกัน มันทั้งคู่จึงทำงานร่วมกันได้อย่างเต็มที่
MODEL 555 มีสมรรถนะสูงพอที่ทำให้ KEF ‘Reference 3 Meta’ สามารถแสดงตัวตนของมันออกมาได้อย่างชัดเจน สะท้อนให้เห็นถึง “โทนเสียง” ที่เป็นเอกลักษณ์ของ KEF ออกมาอย่างหมดจด สมกับคำกล่าวที่ว่า ถ้าต้องการลำโพงที่ให้เสียงกลางระดับสุดยอด ให้มองหาลำโพงที่มีชื่อแบรนด์ KEF แปะติดอยู่บนตัวมัน.!

*แหล่งต้นทางสัญญาณ (source) ที่ทำงานอยู่เคียงข้าง MODEL 555 สำหรับการทดสอบครั้งนี้ก็มี Innuos รุ่น STREAM 3 ทำหน้าที่เป็นสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ต ดึงไฟล์และอ่านไฟล์เพลงที่สตรีมฯ มาจาก TIDAL และไฟล์เพลงที่สตรีมฯ มาจาก NAS โดยมี Wattson Audio ‘Madison’ (เสียบพ่วงด้วยกราวนด์บ็อกของ Black Cat Hi-Fi รุ่น Harmonious โดยที่ทั้งคู่วางอยู่บนมินิแร็คของ Tombo Audio ที่ช่วยลดแรงสั่นสะเทือน) กับ Ayre Acoustics ‘QB-9 Twenty’ สลับกันทำหน้าที่เป็น Streamer/DAC และ USB-DAC ซึ่งในบางครั้งผมก็ใช้ระบบวอลลุ่มของ Madison ในการควบคุมความดัง โดยต่อสัญญาณ analog out (XLR) จาก Madison ตรงเข้าไปที่อินพุต XLR ของ MODEL 555 แต่ตอนที่เปลี่ยนมาใช้ QB-9 Twenty ทำหน้าที่เป็น USB-DAC ผมก็จะเสริมปรีแอมป์ Jeff Rowland Design Group รุ่น Capri-S2 SC (REVIEW) เข้ามาในระบบโดยใช้รองรับสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตจาก QB-9 Twenty เข้ามาใช้ภาควอลลุ่มของปรีแอมป์ Capri-S2 SC ก่อนจะต่อเชื่อมเอ๊าต์พุตอะนาลอก XLR จากปรีแอมป์ไปที่อินพุตอะนาลอก XLR ของตัว MODEL 555 โดยที่สายสัญญาณทั้งหมดเป็นของ Nordost รุ่น Blue Heaven ส่วนสายลำโพงเป็นของ Nordost เหมือนกันแต่เป็นรุ่น Tyr2
ระบบไฟสำหรับชุดแหล่งต้นทางผมใช้ตัวกรองไฟของ Pulito รุ่น µ 6.0hr (REVIEW) เข้ามาช่วยกรอง noise ผมใช้ตัวกรองน้อยซ์แบบขนานรุ่น Noise Trap ของ RN Marsh Design (REVIEW) เข้ามาช่วยกรองขยะออกไปจากระบบไฟก่อนป้อนให้เพาเวอร์แอมป์ MODEL 555 ผ่านสายไฟของ Life Audio รุ่น Signature 1 (REVIEW)
เสียงของ Model 555
ถ้าคุณเคยผ่านตากับคำว่า ‘refine’ ที่มักจะถูกนำมาใช้กับเสียงของเครื่องเสียงมาก่อน แต่ไม่มั่นใจว่า เสียงที่มีลักษณะ ‘refine’ มันเป็นยังไงกันแน่.? แนะนำให้ไปหาโอกาสทดลองฟังเสียงของแอมปลิฟายยี่ห้อ Jeff Rowland ดูสักครั้ง แล้วคุณจะเข้าใจ.! เพราะเสียงของแอมปลิฟาย Jeff Rowland Design Group แบรนด์นี้มี “เอกลักษณ์” เป็นของตัวเองที่แตกต่างจากแอมป์ยี่ห้ออื่นๆ
ที่ว่าเสียงของมันมี “เอกลักษณ์” ที่เป็นตัวของตัวเอง หมายความว่ามันให้เสียงที่แปลกไปจากคนอื่น.? ก็ไม่เชิง.. ยกตัวอย่างก็คือ เมื่อได้ฟังเสียงของ MODEL 555 ตัวนี้แล้ว วูบหนึ่งมันทำให้ผมนึกถึง “ความสะอาด” แต่พอจะใช้คำว่า “เสียงสะอาด” ในการจำกัดความหมายของ MODEL 555 ส่วนลึกในใจของผมก็แย้งขึ้นมาว่ามันไม่ใช่ “ความสะอาด” อย่างที่เพาเวอร์แอมป์ตัวอื่นๆ นำคำนี้ไปอธิบายนะ มันเป็นความสะอาดคนละรูปแบบกัน คือคำว่า “เสียงสะอาด” ของเพาเวอร์แอมป์บางตัวมันมาพร้อมกับลักษณะของเสียงที่ราบเรียบ เย็นชืด ขาดชีวิตชีวา..
อ้าวว.. แล้วทำไมไม่ใช้คำอธิบายว่า MODEL 555 ให้เสียงที่มีชีวิตชีวาล่ะ.? ก็อยากจะใช้คำนี้เหมือนกัน แต่ที่ผ่านๆ มา ผมก็มักจะพบว่า แอมป์ที่มีชีวิตชีวาส่วนใหญ่มักจะมี “ส่วนเกิน” ติดมาด้วย อย่างเช่น มีชีวิตชีวาเพราะไทมิ่งมันเร็วไป บางครั้งเร็วไปมากจนเกือบจะเป็นรุกรี้รุกลน คือฟังเพลงที่มีจังหวะโช๊ะๆ อาจจะรู้สึกมันได้อารมณ์ แต่พอฟังเพลงที่มีจังหวะช้าๆ จะรู้สึกว่าไม่ค่อยอิน ในขณะแอมป์บางตัวมีชีวิตชีวาเพราะโทนเสียงมันติดสดและสว่างโพลนมากเกินไป..
มาถึงตรงนี้ ผมคิดว่า ถ้าจะสรุปว่า MODEL 555 ให้เสียงที่ “สะอาด” แต่ “สด” และ “มีชีวิตชีวา” ก็น่าจะครอบคลุมกับสิ่งที่ผมได้ยินมามากที่สุดแล้ว..

อัลบั้ม : Killing Me Softly (MAX / FLAC-24/192)
ศิลปิน : Roberta Flack
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/track/68711203/u)
เท่าที่ฟังๆ มา มีอัลบั้มเพลงเก่าที่ทำออกมายุค ’70 อยู่ไม่กี่อัลบั้มที่เอามารีมาสเตอร์เป็นฟอร์แม็ต Hi-Res. ระดับ 24/192 แล้วยังคงสามารถรักษา “โทนเสียง” เดิมๆ ของเพลงนั้นเอาไว้ได้อย่างใกล้เคียง หนึ่งในนั้นก็คืออัลบั้มชุด Killing Me Softly ของ Roberta Flack ชุดนี้นี่แหละ..
ผมซื้อแผ่นซีดีของอัลบั้มชุดนี้มาฟังตั้งแต่สมัยที่ฟอร์แม็ต CD ยังรุ่งเรือง เพราะชอบเพลง Killing Me Softly with his Song ซึ่งเป็นไตเติ้ลแทรคของอัลบั้มนี้ ฟังมาเพลงนี้มาแล้วนับพันครั้ง สาเหตุที่จำได้แม่นเพราะมันมีเสียงกระแทกกระเดื่องหนักๆ อยู่ทางขวา ยอมรับว่าเป็นเรื่องน่าทึ่งตอนที่เอาเพลงนี้มาฟังผ่านชุดเครื่องเสียงช่วงที่เริ่มเล่นใหม่ๆ ผมยอมรับว่าครั้งแรกที่ได้ยินสะดุ้งเลย.! เพราะตอนขึ้นต้นแทรคที่เป็นเสียงร้องและเสียงเปียโนจะมาเบาๆ แต่พอเสียงกระเดื่องมามันดัง “ตุ๊บบ” ทั้งดังและทั้งหนัก ผมรีบวิ่งไปหรี่วอลลุ่มแอมป์แทบไม่ทัน กลัวลำโพงพัง และเพลงนี้นี่แหละที่สอนให้เข้าใจว่า เสียงทุ้มไม่ได้อยู่ตรงกลางเสมอไป
หลังจากได้ฟังเวอร์ชั่น FLAC 24/192 ของเพลงนี้บน TIDAL ผมก็ยอมรับเลยว่า ทางค่าย Atlantic Records ทำออกมาได้ดีมาก คือนอกจากจะ “ดึง” เสียงทั้งหมดให้ลอยตัวเหนือ background noise ของเพลงขึ้นมาได้ พวกเขายังสามารถเติมไดนามิกเร้นจ์ให้กับแต่ละเสียงในอัตราส่วนที่ไม่ทำให้การจัดเลเยอร์ของเสียงไม่เพี้ยนไปจากต้นฉบับเดิมด้วย ผลที่ได้ยินคือ รายละเอียดของเสียงร้อง, เสียงเปียโน และเสียงเครื่องดนตรีอื่นๆ มีความเด่นชัดออกมาจากพื้นเสียงมากขึ้น โดยเฉพาะเสียงกระเดื่องออกมาดีกว่าเวอร์ชั่นซีดีมาก ทั้งในแง่ของน้ำหนัก มวล และความเป็นตัวตนที่หลุดขึ้นมามากขึ้น
หลายๆ ครั้งที่ผมฟังแทรคนี้ผ่านแอมป์มาหลายตัว บางตัวให้เสียงของเพลงนี้ออกมาหนาเข้ม แต่ตัวเสียงจมลงไปในแบ็คกราวนด์ ไม่ลอยเป็นตัวออกมา ในขณะที่บางแอมป์ให้เสียงร้อง, เสียงเปียโน และเสียงกระเดื่อง ที่ลอยออกมามากไป เป็นหน้ากระดาน ทำให้ความเป็นเลเยอร์ของชั้นดนตรีสูญเสียความลึกไปเลย เพิ่งมาเจอ MODEL 555 ตัวนี้ที่ “ดึง” ทุกเสียงให้หลุดลอยขึ้นมาจากแบ็คกราวนด์มืดๆ ได้โดยที่ยังคงรักษาระยะห่างทางด้านลึก (เลเยอร์) ของชิ้นดนตรีและเสียงร้องเอาไว้ได้เหมือนเดิม ถ้าถามว่ามัน (MODEL 555) ทำได้ยังไง.? เหตุผลเดียวก็คือว่ามัน (MODEL 555) แค่เข้าไปลด noise ที่อยู่ในแบ็คกราวนด์ของเสียงให้อยู่ในระดับ “ต่ำที่สุด” มีผลให้รายละเอียดของเสียงทุกเสียงถูกเปิดเผยออกมามากขึ้น ผมสามารถเร่งวอลลุ่มเพื่อเพิ่มความเข้มข้นของมวลเสียงแต่ละเสียงให้มากขึ้นได้โดยไที่ noise ในแบ็คกราวนด์ไม่ถูกขยายตามขึ้นมา ถือว่า MODEL 555 ตัวนี้เป็นเพาเวอร์แอมป์ที่ให้ “ความใส” ของพื้นเสียงที่ดีมาก มีผลให้กำลังขับที่ 150W ของมันถูกใช้ได้อย่างเต็มกำลังจริงๆ

อัลบั้ม : Serenades And Famous Chinese Violin Master Pieces (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Lim Kek Tjiang
สังกัด : Fung Nang Records
จริงๆ แล้วผมชอบเสียงไวโอลินที่ Lim Kek Tjiang เล่นเพลง Serenades ในอัลบั้มนี้นะ มันมีฟิลลิ่งของความเป็นเอเซียผสมอยู่ในน้ำเสียงด้วย ฟังแล้วได้รสชาติแปลกหูดี เพราะที่ผ่านๆ มาก็ฟังแต่ไวโอลินฝีมือของชาวตะวันตก โทนของเพลงมันไปทางเดียวกันหมด แต่ที่ผ่านมา ผมว่าเสียงไวโอลินของ Lim ในอัลบั้มนี้มันจะมีลักษณะที่อับทึบไปหน่อย เสียงคันชักลากไปบนสายมันไม่กรีดหูเหมือนเสียงไวโอลินจริงๆ ซึ่งถ้าไม่ซีเรียสก็อาจจะอนุโลมว่ามันออกแนวนุ่มนวลก็ได้ แต่คนที่คุ้นชินกับเสียงไวโอลินจริงๆ ฟังแล้วจะรู้สึกหงุดหงิด
หลังจากริปซีดีแผ่นนี้ออกมาเป็นไฟล์ WAV 16/44.1 เพื่อเอามาฟังผ่านระบบสตรีมมิ่ง ผมพบว่า พัฒนาการของภาค DAC มันมีส่วนทำให้โทนเสียงของไวโอลินในอัลบั้มนี้เปลี่ยนไปได้มากกว่าตอนที่ฟังผ่านเครื่องเล่นซีดีสมัยก่อน คือเมื่อฟังไฟล์ WAV 16/44.1 ผ่าน DAC สมัยใหม่บางตัว ผมพบว่า โทนเสียงไวโอลินของ Lim Kek Tjiang ในอัลบั้มนี้มันมีความเปิดกระจ่างออกมามากขึ้น ต้นเหตุผมคิดว่าน่าจะเป็นเพราะอัลกอริธึ่มในการทำ oversampling กับการใช้รูปแบบของวงจร digital filter ใน DAC รุ่นใหม่ๆ นั่นเอง
ตอนเอาเพลงนี้มาทดลองฟังเพื่อทดสอบเพาเวอร์แอมป์ JRDG ‘MODEL 555’ ผมใช้ Innuos ‘STREAM 3’ ร่วมกับ Streamer/DAC ของ Wattson Audio รุ่น Madison ซึ่งใช้ชิป ES9038PRO ที่มีประสิทธิภาพสูง พบว่า มัน (Madison DAC) ทำให้เสียงไวโอลินของ Lim Kek Tjiang ในอัลบั้มนี้มันมีบุคลิกที่เปิดกระจ่างมากกว่าที่เคยฟัง ไม่อับทึบเหมือนที่เคยได้ยิน และเพาเวอร์แอมป์ MODEL 555 ตัวนี้ก็ปล่อยโทนเสียงแบบนั้นออกมาตามต้นฉบับที่รับมาจาก Madison DAC เป๊ะๆ ซึ่งผมใช้วิธีเชื่อมต่อเอ๊าต์พุตของ Madison เข้ากับอินพุตของ MODEL 555 โดยตรง ผ่านสาย XLR ของ Nordost รุ่น Blue Heaven Leif3 และใช้วิธีปรับความดังผ่านวอลลุ่มของ Madison อันนี้ก็ยืนยันได้ถึงคุณสมบัติของการขยายสัญญาณโดยรักษาคุณสมบัติของสัยญาณต้นทางไว้ได้อย่างแข็งขัน เพราะจากการทดลองใช้หูฟัง AKG รุ่น K720/65th เสียบฟังจากรูเสียบหูฟังของ Madison โดยตรง เทียบกับเสียงที่ MODEL 555 ขับผ่านลำโพงออกมา พบว่า มันมีลักษณะที่ “พุ่งเปิด” ไปทางเดียวกัน

อัลบั้ม : Brothers in Arms (DSF64)
ศิลปิน : Dire Straits
สังกัด : Mercury Records
หลังจากลองฟังเสียงร้องของ Roberta Flack และเสียงไวโอลินของ Lim Kek Tjiang ผ่านไปแล้ว ก็พอจะได้ข้อสรุปมาอย่างหนึ่งว่า MODEL 555 จัดการกับเพลงช้าๆ ได้ดี มันไม่ได้ไปปลุกให้เพลงช้ากระดี้กระด้าขึ้นมา แต่มันไปทำให้ “อารมณ์” ที่แทรกอยู่ระหว่างการขยับผ่านไปของแต่ละโน๊ตถูกเปิดเผยออกมาให้รับรู้ มันเป็นอารมณ์เพลงที่ปลดปล่อยออกมาพร้อมกับท่วงทำนองที่เนิบช้า แต่ไม่เฉื่อย เป็นผลมาจากการตอบสนองกับ “ไทมิ่ง” ของสัญญาณอินพุตที่ถูกต้องและแม่นยำ จบไปสองอัลบั้มนั้นแล้ว มันทำให้เกิดคำถามขึ้นมาหัวผมว่า กับเพลงเร็วๆ เน้นๆ เค้นๆ ล่ะ เพาเวอร์แอมป์ตัวนี้จะรับมือกับเพลงแบบนั้นอย่างไร.?
คิดได้ดังนั้น มือก็รูดถูไปบนหน้าจอ iPad เลือกงานเพลงของวงร็อค Dire Straits ชุด Brothers in Arms เวอร์ชั่น DSD64 ที่ผมริปมาจากแผ่น SACD เก็บอยู่ใน NAS ออกมาฟังผ่านเพาเวอร์แอมป์ MODEL 555 ตัวนี้ หลังจากผ่านไปสามเพลงแรกคือ So Far Away, Money For Nothing และ Walk Of Life จบลง ผมก็ต้องกด pause บนโปรแกรม SENSE ของ Innuos แล้วกลับมานั่งบันทึกผลการฟังก่อนเลย เพราะสิ่งที่ได้ยินจากสามเพลงนั้นมันมีประเด็นให้พูดถึง
คือในบางครั้ง ผมรู้สึกว่าเพลงที่จังหวะเร็วๆ หนักๆ อย่าง Walk Of Life กับ Money For Nothing ในอัลบั้มนี้มันมีลักษณะที่ฉูดฉาดและโฉ่งฉ่างมากไป ฟังดังๆ แล้วหูร้าวไปเลย แต่พอเล่นผ่านซิสเต็มนี้ ผมพบว่า ความฉูดฉาดของทั้งสองเพลงนี้ก็ยังคงอยู่ เพราะมันเป็นบุคลิกเด่นของเพลง แต่ไอ้ที่หายไปจากที่เคยได้ยินผ่านมาก็คือ “ความโฉ่งฉ่าง” กับ “ความหยาบกร้าน” ของเสียงมันหายไป.! หรือจะเปิดเบาเกินไป.? ผมทดลองเร่งวอลลุ่มที่ตัว Madison ขึ้นมาเรื่อยๆ จนดังคับห้อง พบว่าเริ่มมีอาการโฉ่งฉ่างเกิดขึ้นมานิดๆ ซึ่งในการฟังจริงไม่ได้ใช้วอลลุ่มสูงขนาดนี้ หลังจากนั้นผมก็ทดลองหรี่วอลลุ่มลงไปอยู่ในระดับความดังที่ฟังปกติซึ่งก็แผ่เต็มห้อง ปรากฏว่า อาการโฉ่งฉ่างลดน้อยลงไปเยอะ เนื้อเสียงไม่หยาบด้วย ฟังแล้วไม่มีอาการหูร้าว มีแต่ความมันส์ในอารมณ์สุดๆ ตรงนี้แแหละที่ผมอยากสรุปว่า เสียงของ MODEL 555 มันออกแนว “สะอาด” และ “สด”..!!!

อัลบั้ม : Flamenco – HiFi (MQA-24/176.4)
ศิลปิน : La Pocha y Su Grupo de Flamenco Sabicas
สังกัด : Modern Records
หลังจากนั้น ผมก็ลองฟังเพลงเร็วๆ มันส์ๆ ต่อมาอีกหลายชุด จนมาสะดุดหูที่ชุดนี้ กับเสียงกระทืบเท้าที่ฟังแล้วรู้สึกเหมือนมีคนที่กระทืบเท้าบนแผ่นไม้ในห้องของผมจริงๆ มันเหมือนจริงมากจนขนลุก.!! อัลบั้มนี้สะท้อนให้เห็นว่า ถ้าสัญญาณต้นทางบันทึกมาดีมากๆ สามารถเก็บรายละเอียดที่เป็นบรรยากาศรายรอบที่แผ่กว้างมาได้ เพาเวอร์แอมป์ JRDG ตัวนี้ก็ทำการขยายสัญญาณเหล่านั้นออกมาให้ฟังเหมือนต้นฉบับเป๊ะ ทั้งในระดับของการ “ได้ยิน” และระดับของการ “รับรู้” ครบทั้งหมด แสดงว่าวงจรขยายของ MODEL 555 มีความสามารถรักษามุมเฟสของสัญญาณอินพุตเอาไว้ได้ครบ ไม่มีปัญหา phase shift เกิดขึ้นในกระบวนการขยายเสียงเลย ซึ่งน่าจะเป็นเพราะแนวการออกแบบที่จัดวงจรให้สัญญาณอินพุตที่รับเข้ามามีการเดินทางอยู่ภายในวงจรสั้นที่สุดนั่นเอง เสียงที่ได้ยินจึงยังคงรักษา “ความสด” เอาไว้ได้เป็นอย่างดี ไดนามิกไม่ตกเลย..!!

อัลบั้ม : I’m Alright (HIGH / FLAC-16/44.1)
ศิลปิน : Woong San
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/track/96461941/u)
เพลง I Can’t Stand The Rain แทรคที่ 10 ในอัลบั้มชุดนี้ก็เป็นอีกเพลงหนึ่งที่จะออกมาโฉ่งฉ่าง จี๊ดจ๊าดขาดลีลา ถ้าขับด้วยแอมป์ + ลำโพงที่ไม่มีคุณภาพดีพอ แต่ JRDG ‘MODEL 555’ + KEF ‘Reference 3 Meta’ คู่นี้รับมือกับเพลงนี้ได้อย่างสบาย มันทำให้เสียงเบสของเพลงนี้ดีดดิ้นได้อย่างมีลีลามากกว่าที่เคยฟังมา เสียงร้องของ Woong San ก็ฟังดูมีชีวิตชีวา เหมือนเสียงคนจริงๆ ด้วยรายละเอียดของเสียงขยับริมฝีปากกับอากัปกิริยาในการควบคุมลมหายใจที่ออกมาครบ เสียงกลองที่เคยแข็งและกระโดกกระเดกฟังดูเรียบร้อยขึ้น กลมกลืนไปกับเสียงอื่นๆ แบบมีภูมิ ไม่ได้พยายามฉีกตัวขึ้นมาเด่นเกินเสียงอื่น ทุกอย่างในเพลงนี้ฟังดูกลมกล่อมไปหมด เป็นความกลมกล่อมแบบเข้มๆ ทำให้เห็นถึงระดับฝีมือของศิลปินที่ดูแลเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นที่ร่วมบรรเลงอยู่ในเพลงนี้อย่างชัดเจน..

อัลบั้ม : String Quartets, Haydn-Solberg-Grieg (WAV-24/352.8)
ศิลปิน : Engegard kvartetten
สังกัด : 2L
พอเจอกับแอมป์+ลำโพงที่ทำงานร่วมกันได้อย่างเข้าขามากๆ อย่าง MODEL 555 + Reference 3 Meta คู่นี้แล้ว การทดสอบก็จะกลายเป็นการฟังเพลงที่ไม่รู้สึกเบื่อ จบเพลงนี้แล้วก็นึกถึงเพลงโน้น.. เพลงนั้น.. ไปเรื่อยๆ ซึ่งต้องยกเครดิตให้กับเพาเวอร์แอมป์ Jeff Rowland Design Group รุ่น MODEL 555 ตัวนี้ที่ทำให้เสียงเพลงแต่ละเพลงสามารถแสดง “จุดเด่น” ของมันออกมาได้อย่างครบถ้วนชัดเจน ยกตัวอย่างเช่นอัลบั้มชุด String Quartets, Haydn-Solberg-Grieg ของค่าย 2L ชุดนี้ ที่ทำออกมาเป็นไฟล์ DXD 24/352.8 ซึ่งผมไปดาวน์โหลดซื้อมา เสียงที่ได้ออกมานั้นบ่งบอกให้รู้ถึง “อนาคต” ของความหมายคำว่า “คุณภาพเสียง” ที่จะถูกใช้เป็นมาตรฐานของวงการบันทึกเสียงอย่างชัดเจน เพราะมันมีทั้งความชัดระดับที่เจาะลึกลงไปถึงเส้นขน มีทั้งไดนามิกทรานเชี้ยนต์ที่ฉับไว และมีทั้งความเข้มข้นของมวลเสียงที่ลอยออกมาเป็นตัวๆ แบบที่ไม่มีม่านหมอกใดๆ มาบดบัง เส้นคันชักที่บดขยี้ไปบนเส้นลวดมันชัดซะจนเหมือนเอาหูไปแนบอยู่ตรงนั้น ซึ่ง MODEL 555 ของ JRDG ตัวนี้สามารถฉายภาพของเสียงนั้นออกมาให้ได้ยินแบบไม่มีออม เป็นความชัดแบบที่ไม่มีขอบคมซะด้วย เหมือนดูภาพ 8K ผ่านจอ OLED ที่ให้ความสดและใสของภาพที่ดีดเด้งอยู่บนผืนจอที่มืดสนิท.!!!
สรุป
MODEL 555 ของ Jeff Rowland Design Group ตัวนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า ตัวเลขกำลังขับ 150W ที่ 8 โอห์ม และเบิ้ลได้เป็น 300W ที่ 4 โอห์ม เป็นตัวเลขที่ “ดีเพียงพอ” สำหรับเพาเวอร์แอมป์ในการจัดการกับลำโพงส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบัน และเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้ยังแสดงให้เห็นอีกว่า คำว่า “ขับออก” สำหรับเพาเวอร์แอมป์ที่ดี ไม่ใช่การ “ดัน” เสียงทั้งหมดที่อยู่ในเพลงให้ดังออกมาเท่าๆ กัน แต่คือการ “ชำแหละ” รายละเอียดของเสียงแต่ละเสียงให้แสดง “รายละเอียดเฉพาะตัว” ของแต่ละเสียงออกมาให้เรา “ได้ยิน” (ดังพอ) อย่างครบถ้วน และทำให้เรา “รับรู้” (เฟสถูกต้อง) การมี “ตัวตน” ของเสียงเหล่านั้นได้อย่างชัดเจนมากที่สุด
อย่างไรก็ดี ผมคิดว่า ภาคซัพพลายแบบสวิตช์โหมด ที่ถูกนำมาใช้ในเพาเวอร์แอมป์ของ JRDG ตัวนี้น่าจะมีผลมากกับความต่อเนื่อง (contrast dynamic) และความฉับพลัน (transient dynamic) ของไดนามิกที่เพาเวอร์แอมป์ตัวนี้ถ่ายทอดออกมา สังเกตจากความต่อเนื่องของเสียงที่ลื่นไหลเป็นพิเศษ เป็นความลื่นไหลที่ไม่ได้ทำให้รู้สึกช้าลงด้วย แสดงว่าสปีดในการ switch เพื่อจ่ายกำลังขับให้กับสัญญาณในแต่ละเสี้ยววินาทีมันถูกซอยลงไปถี่ยิบจนไม่รู้สึกถึงรอยต่อ (เช่นเดียวกับ sampling rate ของสัญญาณดิจิตัลที่ยิ่งสูงเสียงก็จะยิ่งต่อเนื่องและเนียน)
เพาเวอร์แอมป์ตัวนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ช่วยสะท้อนให้เห็นถึงผลลัพธ์ในการออกแบบเพาเวอร์แอมป์โดยใช้ภาคขยายแบบ class-AB ทำงานร่วมกับภาคจ่ายไฟแบบ switch-mode power supply ซึ่งเป็นรูปแบบที่ให้ผลลัพธ์ทางเสียงที่น่าพอใจมากกว่าแอมป์ class-AB ที่ใช้ภาคจ่ายไฟแบบลิเนียร์แบบเดิมและแอมป์ class-D ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะรายละเอียดของเสียงในส่วนที่เป็น texture ของแต่ละเสียงที่ปรากฏออกมาให้สัมผัส ซึ่งภาคขยาย class-D ส่วนใหญ่จะด้อยกว่าในการแสดงรายละเอียดในส่วนที่เป็น texture ที่ว่านี้
จากการใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในห้องทดสอบมานานแรวเดือน ผมว่าเพาเวอร์แอมป์ Jeff Rowland Design Group รุ่น MODEL 555 ตัวนี้มันมีคุณสมบัติที่แสดง “เอกลักษณ์” ของเสียงที่มีความเป็น Jeff Rowland ออกมามากที่สุดตัวหนึ่งในบรรดาเพาเวอร์แอมป์หลายๆ ตัวที่เจฟฟ์ทำออกมา ในใจผมนั้นแอบมีความรู้สึกลึกๆ ว่า เพาเวอร์แอมป์ตัวนี้มีสิทธิ์ที่จะกลายเป็น Rare items ในอนาคตนะ..!!!
*****************************
ราคา (ตั้ง) : 740,000 บาท / ตัว
*****************************
สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
บ. Inventive AV
โทร. 02-238-4079
facebook: inventiveAV



