รีวิว LEAK รุ่น CDT

ถ้านับตั้งแต่วันที่ Sony กับ Philips ประกาศสรุปมาตรฐานของฟอร์แม็ต CD มาจนถึงปัจจุบัน จะเห็นว่าอายุของฟอร์แม็ต CD นั้นมากถึง 47 ปี เข้าไปแล้ว (1979 – 2026) ซึ่งจริงๆ แล้ว ถ้านับกันตามอายุของลิขสิทธิ์ตามกฏหมาย ก็ต้องถือว่าอายุของฟอร์แม็ต CD หมดลงไปตั้งแต่ ช่วงปลาย ปี 1999 แล้ว (*อายุ license ของ CD อยู่ที่ 20 ปี)

แต่ถ้านับตั้งแต่ตอนที่เครื่องเล่นแผ่นซีดีเครื่องแรก กับแผ่นซีดีแผ่นแรก ออกมาจากจำหน่ายคือช่วงปลายของ ปี 1982 นั้น อายุฮาร์ดแวร์ทั้งของแผ่นและของเครื่องเล่นจะอยู่ที่ 44 ปี ซึ่งถ้ายึดตามอายุลิขสิทธิ์ของฟอร์แม็ต CD นับถึงปัจจุบันก็ต้องถือว่าหมดอายุไปแล้วอยู่ดี เราถึงได้มีฟอร์แม็ตสตรีมมิ่งเข้ามาแทนไงล่ะ.. แต่ในความเป็นจริงแล้ว ในปัจจุบัน ทั้งเครื่องเล่นซีดีและแผ่นซีดี ก็ยังคงมีวางจำหน่ายอยู่ แม้ว่าจะไม่แพร่หลายเหมือนยุคที่ CD เฟื่องฟู แต่ก็ไม่ได้หายไปจากตลาดอย่างเด็ดขาด

เพราะอะไรถึงเป็นเช่นนั้น.? เหตุผลง่ายๆ 2 ประการ ประการแรกคือแผ่นซีดีที่มีอยู่ในตู้เก็บแผ่นของคนที่ซื้อมาใช้ก็ยังคงสามารถใช้งานได้ ไม่ได้สูญสลายไปตามอายุสิทธิบัตร ส่วนเหตุผลประการที่สองก็คือ มีผู้ใช้ซีดีจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกไม่พอใจกับเสียงของสตรีมมิ่ง กับอีกบางส่วนที่ไม่ถนัดใช้งานสตรีมมิ่งและมองว่าสตรีมมิ่งเป็นสื่อกลางที่จับต้องไม่ได้ ไม่มีเสน่ห์ สะสมไม่ได้ นั่นทำให้ยังคงมีความต้องการใช้งานเครื่องเล่นซีดีแอบแฝงอยู่ตลอด โดยเฉพาะกลุ่มของคนเล่นเครื่องเสียงที่สะสมแผ่นซีดีไว้จำนวนมาก

เอาเครื่องเล่นซีดีเก่าๆ มาใช้เป็น ซีดีทรานสปอร์ตดีมั้ย.?

อุปกรณ์ประเภท all-in-one ในยุคปัจจุบันจะมีภาค DAC อยู่ในตัว ซึ่งให้อินพุต coaxial และอินพุต optical มาด้วยเพื่อใช้รองรับสัญญาณดิจิตัล ออดิโอจากภายนอก จึงเป็นโอกาสเหมาะสำหรับคนที่สะสมแผ่นซีดีไว้เยอะๆ แต่ไม่อยากริปเป็นไฟล์ ด้วยเหตุว่าทำไม่เป็นส่วนหนึ่ง และไม่อยากเปลืองงบสำหรับฮาร์ดดิสที่ใช้เก็บไฟล์อีกส่วนหนึ่ง และเพื่ออัพเกรด คุณภาพเสียงของแผ่นซีดีเหล่านั้นไปด้วยในตัว หลายคนจึงคิดที่จะหาเครื่องเล่นแผ่นซีดี หรือเครื่องเล่นแผ่นดีวีดี มาทำหน้าที่เป็น ซีดี ทรานสปอร์ตใช้เล่นแผ่นซีดีเพลงที่มีอยู่ แล้วส่งสัญญาณดิจิตัล เอ๊าต์พุตไปอาศัย DAC ภายนอก หรืออาศัยภาค DAC ในตัว all-in-one ทำหน้าที่แปลงให้เป็นสัญญาณอะนาลอกที่มีคุณภาพสูงเทียบเท่ากับมาตรฐานของภาค DAC ในปัจจุบัน

แต่.. ประวัติศาสตร์บอกเราว่า ภาคอ่านสัญญาณดิจิตัล CD-DA บนแผ่นซีดี ที่เราเรียกว่าภาค CD Transport มีผลกับคุณภาพเสียงไม่น้อยไปกว่าคุณภาพของภาค DAC เลย และเนื่องจากซีดี ทรานสปอร์ตที่อยู่ในเครื่องเล่นซีดีมันต้องเร่งอ่านข้อมูลจากแผ่นซีดีออกมาแล้วรีบส่งไปให้ภาค DAC ในตัวทำการแปลงเป็นสัญญาณอะนาลอก เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างภาคซีดี ทรานสปอร์ตกับภาค DAC แบบ เรียลไทม์และเนื่องจากกระบวนการอ่านข้อมูลบนแผ่นซีดีมันมีโอกาสมากมายที่จะทำให้เกิด error ในการอ่านข้อมูล ทำให้ข้อมูลที่อ่านออกมาจากแผ่นซีดีมีความผิดพลาดปนอยู่จำนวนไม่น้อย ผู้ผลิตเครื่องเล่นแผ่นซีดีในยุคก่อนมีแค่วงจร error correction แบบพื้นๆ ที่เอามาใช้ในการแก้ไขความผิดพลาดของสัญญาณที่อ่านออกมา แต่เนื่องจากลักษณะการทำงานร่วมกับภาค DAC แบบเรียลไทม์นี่แหละ ทำให้ไม่มีเวลามากพอที่จะทำการแก้ไขความผิดพลาดของสัญญาณได้อย่างหมดจดดีพอ นั่นคือสาเหตุที่ทำให้เครื่องเล่นซีดีมีปัญหา Jitter ทุกเครื่อง รุ่นที่มีราคาสูงมากๆ ปริมาณของ Jitter จะน้อยหน่อย ซึ่งเจ้า Jitter นี้คือศัตรูสำคัญของ คุณภาพเสียงของเครื่องเล่นซีดีมาแต่ไหนแต่ไร ดังนั้น การเอาเครื่องเล่นซีดีรุ่นเก่าๆ มาใช้เล่นแผ่นซีดีแทนซีดี ทรานสปอร์ตจึงยังคงมีปัญหาจิตเตอร์ตามมาด้วย..

แนวทางแก้ปัญหาของภาคซีดี ทรานสปอร์ตยุคใหม่..

ช่วงสิบปีก่อนฟอร์แม็ต Compact Disc หรือ CD จะหมดอายุสิทธิบัตร ได้เริ่มมีเครื่องเล่นซีดีที่ใช้ระบบอ่านแผ่น CD ROM ที่ใช้กับคอมพิวเตอร์มาใช้อ่านแผ่นซีดี และใช้ buffer เข้ามาช่วยเก็บข้อมูลที่อ่านออกมาจากแผ่นซีดี อย่างเช่นแบรนด์ Wadia รุ่น Wadia 571 CD Transport, Rega รุ่น Planet 2000 และแบรนด์ไฮเอ็นด์อย่าง Theta Digital ซีรี่ย์ Theta Series ซึ่งใช้ทั้ง buffer และเทคนิค re-clocking เข้ามาช่วยแก้ปัญหาจิตเตอร์ด้วย

หลังจากผู้ผลิตชุดขับเคลื่อนแผ่นและอ่านข้อมูลแผ่นซีดีเริ่มยุติการผลิตลง แบรนด์ที่ยังผลิตเครื่องเล่นซีดีและซีดี ทรานสปอร์ตออกมาจำหน่ายในยุค หลังปี 2000 เป็นต้นมาจึงหันไปใช้ชุดขับเคลื่อนและอ่านข้อมูลจากแผ่นอ๊อปติคัล ดิสก์ ที่ใช้ในคอมพิวเตอร์มาใชอ่านแผ่นซีดีแทน ซึ่งแน่นอนว่า ได้มีการใช้ทั้งซอฟท์แวร์ที่ใช้ควบคุมการเล่นแผ่นแบบใหม่ๆ ใช้บัฟเฟอร์กักข้อมูลก่อนส่งให้ภาค DAC เพื่อลดปัญหาจิตเตอร์ และใช้เทคนิค re-clocking เข้ามาช่วย ซึ่งก็สามารถปรับปรุงคุณภาพเสียงจากแผ่นซีดีขึ้นไปได้มากทีเดียว

CDT เครื่องเล่นซีดี ทรานสปอร์ตของ LEAK

จริงๆ แล้ว CD Transport ของ LEAK รุ่น CDT ตัวนี้เปิดตัวออกมาในตลาดตั้งแต่ ปี 2020 พร้อมๆ กับอินติเกรตแอมป์รุ่น Stereo 130 ที่ผมเคยทดสอบไปแล้ว (REVIEW) แต่ตอนนั้นไม่ได้เอาตัว CDT ตัวนี้มาทดสอบด้วย ช่วงหลังๆ มานี้ มี FC ถามถึง CDT ตัวนี้มาหลายคน ผมเลยขอยืมทาง HiFi Tower มาทดลองเล่นดูหน่อย..

พอได้เห็นตัวจริงจึงเข้าใจว่าเพราะอะไร ผู้คนถึงให้ความสนใจ CD Transport ของ LEAK ตัวนี้กันมาก เป็นเพราะรูปร่างหน้าตาของมันนี่แหละที่ยอมรับว่าดึงดูดความสนใจได้ดีนักแล ด้วยดีไซน์ตัวถังแนว retro ถอยไปประมาณ ปี 1960 แถวๆ นั้น ซึ่งเป็นยุคที่นิยมใช้ไม้มาทำเป็นกล่องใส่เป็นกรอบรอบนอกของตัวถังไว้ พอมีไม้เข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ลุคของเครื่องเสียงยุคนั้นดูมีความคลาสสิกมากขึ้นเยอะ ซึ่งเฟอร์นิเจอร์เก่าๆ ที่ออกมายุคนั้นล้วนแต่มีกรอบไม้หุ้มกันทั้งนั้น

นอกจากนั้น ส่วนสัดความกว้าง x ลึก x สูง ของซีดี ทรานสปอร์ตตัวนี้ก็ยังยึดแนวเครื่องเสียง retro มาด้วย คือมีขนาดหน้ากว้างแค่ 32.6 .. เท่านั้น แคบกว่าเครื่องเข้า rack มาตรฐานถึง 4 นิ้ว แต่ส่วนสูงอยู่ที่ 14.5 .. ถือว่ามาแนวโบราณที่นิยมกันใน ยุค 60 – 70 คือมาทรงหนา ไม่ได้แบนบางแบบเครื่องเล่นซีดียุคหลังๆ ทางด้านความลึกก็อยู่ในระดับมาตรฐาน

แผงหน้า

A = ช่องใส่แผ่นซีดี
B = จอแสดงผล
C = ปุ่มกด เปิด/ปิดเครื่อง
D = ไฟ LED แสดงสถานะ เปิด/ปิดเครื่อง
E = สลับอินพุตระหว่าง CD กับ USB
F = เลื่อนไปแทรคข้างหน้า
G = ถอยไปแทรคก่อนหน้า
H = หยุดเล่น
I = เล่น / หยุดอยู่ตำแหน่งนั้น
J = เรียกแผ่นซีดีออกมา
K = ช่องเสียบแฟรชไดร้ USB
L = ช่องรับคลื่นอินฟราเรดจากรีโมทไร้สาย


M = สวิทช์เลือกแรงดันไฟ
N = สวิทช์เปิด/ปิดเครื่อง
O = เต้ารับปลั๊กไฟเอซีแบบสามขาแยกกราวนด์
P = ช่อง อินพุต/เอ๊าต์พุต สำหรับสัญญาณ trigger
Q = ช่องเอ๊าต์พุต Coaxial
R = ช่องเอ๊าต์พุต Optical

รีโมทไร้สาย

มีรีโมทไร้สายสำหรับการควบคุมสั่งงานระยะไกลมาให้หนึ่งอัน ซึ่งบนรีโมทมีคำสั่งมากกว่าปุ่มควบคุมบนหน้าปัดซะอีก คือนอกจากจะเป็นชุดคำสั่งมาตรฐานที่ใช้ควบคุมการเล่นแผ่นซีดีแล้ว บนรีโมทไร้สายยังมีคำสั่งที่ไม่มีบนหน้าปัดเครื่องอยู่ด้วย นั่นคือ

REPEAT = คำสั่งให้ เล่นวนซึ่งเลือกให้เล่นวนซ้ำอยู่แค่เพลงเดียว หรือให้เล่นวนซ้ำทั้งอัลบั้มก็ได้
DISPLAY = คำสั่ง เปิด/ปิดจอ
FOLDER = ไว้ใช้เลือกโฟลเดอร์ที่คุณเก็บไฟล์เพลงในแฟรชไดร้

ดีไซน์ภายใน

ก่อนอื่น ต้องขอเตือนว่า อย่าปล่อยให้ลุคของรูปร่างหน้าตาแนววินเทจ เก่าและโบราณ ที่เห็นอยู่ภายนอกของซีดี ทรานสปอร์ตตัวนี้มันหลอกคุณได้ เพราะข้างในนั้นมันเต็มไปด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ทั้งนั้น.!

เริ่มด้วยการใช้ buffer เข้ามาช่วยในการเก็บข้อมูลที่อ่านจากแผ่นซีดีเข้ามาเก็บไว้ เพื่อให้มีเวลามากพอในการตรวจทานข้อมูลและแก้ไขข้อมูลที่เสียหายก่อนจัดส่งข้อมูลที่มีคุณภาพไปให้กับ external DAC ที่อยู่ภายนอก ซึ่งตอนเริ่มกดปุ่ม play ผมสังเกตว่า กับแผ่นซีดีอัลบั้มที่มีความยาวของเพลงประมาณ 45 – 60 นาที ภาคอ่านแผ่นของ CDT จะใช้เวลาในการอ่านข้อมูลไปเก็บเข้าบัฟเฟอร์ประมาณ 4 – 5 วินาที หลังผมกดปุ่ม play บนรีโมท ก่อนจะเริ่มเล่นแทรคแรก

ไม่ใช่มีแค่นั้น พวกเขา (วิศวกรที่ร่วมกันทำ LEAKCDTตัวนี้) ยังใช้ clock แบบ TCOX (Temperature-compensated crystal Oscillator) เป็นมาสเตอร์คล็อกควบคุมกระแสข้อมูลที่ส่งออกไปทางช่องดิจิตัล เอ๊าต์พุต coaxial / optical ด้วย นั่นช่วยให้ปริมาณ Jitter ลดต่ำลงอย่างมีนัยยะ เมื่อเทียบกับสัญญาณดิจิตัล เอ๊าต์ของเครื่องเล่นซีดียุคเก่าทั่วไป และดีไซน์ที่สุดยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังได้ทำการ ชีลด์ชุดขับเคลื่อนแผ่น CD เพื่อไม่ให้เกิดการรบกวนจากระบบไฟที่เพ่นพ่านอยู่ในตัวเครื่องอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำลงไปกับซีดี ทรานสปอร์ตตัวนี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นวิชั่นของคนออกแบบที่มีมุมมองของ คนเล่นเครื่องเสียงอยู่เต็มตัว เพราะทุกอย่างที่พวกเขาทำลงไปมันล้วนส่งผลดีต่อ “คุณภาพเสียง” ทั้งนั้น.!!!

ทดสอบประสิทธิภาพของ CDT

ผมจัดการทดสอบประสิทธิภาพเสียงของ LEAKCDTไว้ 3 ช่วง ดังนี้..

ทดสอบช่วงที่ 1 :

ผมทดสอบเสียงของ LEAKCDTร่วมกับชุดทดสอบที่ประกอบด้วย external DAC ของ LAiV Audio รุ่น Crescendo VERSE (REVIEW) โดยเชื่อมต่อสัญญาณดิจิตัล เอ๊าต์พุตจากช่อง coaxial ของ CDT ไปเข้าที่อินพุต coaxial ของ Crescendo VERSE แล้วใช้ภาควอลลุ่มของ Crescendo VERSE ต่อสายอะนาลอก บาลานซ์ XLR ของ NordostBlue Heaven Leif3ตรงเข้าอินพุต XLR ของเพาเวอร์แอมป์ของ QUAD รุ่น Artera Stereo ซึ่งจับคู่อยู่กับลำโพงตั้งพื้นของ Wharfedale รุ่น Diamond 12.3i

ผลการทดสอบช่วงที่ 1

ผมเริ่มด้วยการทดลองฟังจากแผ่นซีดีที่เล่นด้วยภาคซีดี ทรานสปอร์ต เทียบกับฟังจากไฟล์เพลงที่เก็บอยู่ในแฟรชไดร้ ซึ่งเป็นไฟล์เพลงที่ผมริปมาจากซีดีแผ่นเดียวกัน ผ่านทางอินพุต USB-A ของ CDT

ผลคือ เสียงที่ได้มีความแตกต่างกันอยู่พอสมควร โดยรวมๆ แล้ว เสียงจากแผ่นซีดีมีความอิ่มเต็มมากกว่า โทนัลบาลานซ์ระหว่างทุ้มกลางแหลม มีความสมดุลมากกว่า ในขณะที่เสียงจากแฟรชไดร้ที่เสียบเข้าทางช่องอินพุต USB-A จะมีลักษณะที่เปิดกระจ่าง รายละเอียดกลางแหลมชัดเจน ส่วนสมดุลเสียงเอนเอียงไปทางกลางแหลมมากกว่าทุ้มเล็กน้อย ทำให้โทนเสียงของช่องอินพุต USB-A ที่เล่นจากแฟรชไดร้ออกไปทางสว่าง ปลายเสียงแหลมที่ลักษณะโพลนเล้กน้อย ซึ่งผมคิดว่า ยี่ห้อ+รุ่น ของแฟรชไดร้ที่ใช้เก็บไฟล์เพลงก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับลักษณะของเสียงที่ได้ (ตั้งเป็นข้อสังเกตไว้ แฟรชไดร้ที่ผมใช้เป็นของยี่ห้อ SanDisk รุ่น Ultra Flair USB 3.0 ความจุ 32 GB ราคาอันละ 3 – 400 บาท) รวมถึงฟอร์แม็ตของไฟล์เพลงก็มีส่วนด้วย (*ลืมบอกไปว่า ช่อง USB รองรับไฟล์เพลง PCM ที่มีสเปคฯ แค่ 16/44.1 และ 16/48 เท่านั้น และรองรับฟอร์แม็ตของไฟล์เพลงได้หลากหลาย ตั้งแต่ WAV, MP3, WMA และ AAC *ข้อมูลจากเว็บไซต์ของ LEAK ผมทดลองฟังด้วยไฟล์ WAV ก็เล่นได้ ส่วนไฟล์ฟอร์แม็ตอื่นๆ ยังไม่ได้ลอง)

สรุปคือ ถ้ามีแผ่นซีดีอยู่กับตัว แนะนำให้ฟังด้วยการเล่นแผ่นซีดีกับ CDT โดยตรงจะให้เสียงออกมาน่าพอใจมากกว่าเล่นจากไฟล์ที่ริปมาจากซีดีแผ่นเดียวกัน คือจะบอกว่าไม่ต้องเสียเวลาริป นอกซะจากว่า ซีดีแผ่นนั้นจะไม่ใช่ของคุณเอง ซึ่งประโยชน์ของอินพุต USB-A ก็คือเอาไว้เล่นไฟล์เพลงที่คุณไม่มีแผ่นซีดีอยู่จะเหมาะสมกว่า

เปรียบเทียบเสียงของ CDT จากการเล่นแผ่นซีดี
vs เสียงของการสตรีมอัลบั้มเดียวกันจาก TIDAL และ NAS

คืออยากจะดูว่า การเล่นด้วยแผ่นซีดีบน CDT มันให้เสียงออกมาสู้เสียงจากการสตรีมไฟล์เพลงเดียวกันด้วยสตรีมเมอร์ผ่านเน็ทเวิร์คได้มั้ย.? ในการฟังเทียบ ผมใช้สตรีมเมอร์ของ Bluesound รุ่น New NODE ทำหน้าที่เป็นสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ต ดึงไฟล์เพลงจาก NAS และ TIDAL เข้าไป แล้วแปลงออกไปให้ Crescendo VERSE ทางเอ๊าต์พุต USB-A ไปเข้าที่อินพุต USB-B ของ Crescendo VERSE ผ่านสาย USB A>B ของ Nordost รุ่น Blue Heaven Leif3 ส่วนการเล่นจากแผ่นซีดีของตัว CDT นั้นก็ยังคงใช้เอ๊าต์พุต coaxial ไปเข้าที่อินพุต coaxial ของ Crescendo VERSE ผ่านสาย coaxial ของ Kimber Kable รุ่น Illuminati DV70 เหมือนเดิม

ผมทดลองฟังเปรียบเทียบด้วยอัลบั้มชุด ฤดีเดียวพบว่า เสียงที่ได้จากการเล่นจากแผ่นซีดีให้ เนื้อมวลของตัวเสียงที่มีความอิ่ม หนา และติดฉ่ำกว่าเสียงเพลงเดียวกันที่สตรีมมาจาก TIDAL เล็กน้อย ไม่มากนัก แต่ก็สามารถรับรู้ได้ แต่จะด่วนสรุปว่า การเล่นด้วยแผ่นซีดีผ่าน CDT ให้เสียงออกมา ดีกว่าเสียงที่ได้จากการสตรีมไฟล์เพลงเดียวกันมาจาก TIDAL ก็ยังไม่ชัดเจนซะเลยทีเดียว เนื่องจากเงื่อนไขที่ใช้ฟังเทียบอาจจะไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกันเป๊ะๆ แต่เมื่อประเมินจาก ราคาของ CDT (ซีดี ทรานสปอร์ต) vs New NODE (ในฟังท์ชั่น สตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ต) ก็อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ซึ่งปกติแล้ว กรณีที่เครื่องเล่นซีดีที่จะให้เสียงออกมาได้ สูสีพอฟัดพอเหวี่ยงกับเสียงที่ได้จากสตรีมมิ่งนั้น ราคาของเครื่องเล่นซีดีตัวนั้นมักจะต้องอยู่ในระดับที่ สูงกว่าราคาของสตรีมมิ่งขึ้นไปสองหรือสามเท่า

เมื่อใช้อัตราส่วนของ ราคาโดยปกติข้างต้นมาเป็นเกณฑ์พิจารณาในกรณี CDT vs. New NODE ก็ต้องสรุปว่า CDT ตัวนี้เจ๋งจริง.! เพราะราคาของมันก็ไม่ได้สูงกว่าสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ตที่นำมาฟังเทียบกัน คือราคาใกล้เคียงกัน แต่สามารถให้ คุณภาพเสียงออกมาได้สูสีกัน.!!!

ทดสอบช่วงที่ 2 :

ผมเอาตัว µDDC ของ LAiV Audio เข้ามาเสริม เพื่อให้มันทำหน้าที่แปลงสัญญาณเอ๊าต์พุตจาก CDT ที่ปล่อยออกมาทางช่อง coaxial ให้เป็นสัญญาณเอ๊าต์พุตฟอร์แม็ต I2S แล้วส่งออกจากเอ๊าต์พุต I2S (HDMI) ของตัว µDDC ไปเข้าที่อินพุต I2S (HDMI) ของตัว Crescendo VERSE โดยที่ส่วนอื่นๆ ยังเหมือนเดิม ทั้งนี้ก็เพื่อทดสอบดูว่า สัญญาณเอ๊าต์พุตของ CDT จะสามารถนำไปใช้กับ external DAC ที่รองรับอินพุต I2S ได้หรือไม่ ผลปรากฏว่า สามารถเล่นได้แบบไม่มีปัญหาอะไรเลย เมื่อช่องอินพุต I2S ของ Crescendo DAC กับช่องเอ๊าต์พุตของตัว µDDC ล็อคเข้าด้วยกันเสร็จ สัญญาณจาก CDT ก็เดินทางไปถึงภาค DAC ในตัว Crescendo DAC ได้อย่างไหลลื่นเป็นสายน้ำ สัญญาณเสียงเพลงที่พุ่งผ่านลำโพงออกมาก็พรั่งพรูไม่ขาดสาย รู้สึกได้ถึง ความต่อเนื่องที่ดีขึ้นมาก รวมถึง ความนิ่งด้วย อีกทั้ง ความเข้มข้นของมวลเนื้อเสียงก็ดีกว่าตอนต่อสัญญาณจาก CDT ตรงเข้าไปที่อินพุต coaxial ของ Crescendo DAC อีกพอสมควรด้วย (*คนที่ถามมาซึ่งใช้ DDC + external DAC ที่เชื่อมต่อทางอินเตอร์เฟซ I2S อยู่น่าจะได้ข้อสรุปแล้วว่าเล่นได้สบาย แถมเสียงดีด้วย.!)

ทดสอบช่วงที่ 3 :
take ‘CDT’ to the limit.!!!

การทดสอบช่วงที่สาม ซึ่งเป็นช่วงท้ายๆ ก่อนสรุปผลการทดสอบของตัว CDT ผมก็ทดลองเปลี่ยนลำโพงจาก WharfedaleDiamond 12.3iราคาคู่ละสองหมื่นต้นๆ มาเป็นลำโพงตั้งพื้นที่มีขนาดตัวตู้ใกล้เคียงกัน แต่มีราคาคู่ละแสนนิดๆ คือแบรนด์ Audio Physic รุ่น Classic 8 (REVIEW) เพื่อทดสอบดูว่า ประสิทธิภาพของ CDT ตัวนี้มันสามารถไปกับซิสเต็มได้สูงแค่ไหน

ผลการทดสอบก็เป็นไปอย่างที่เขาพูดๆ กันว่า ลำโพงเป็นเหมือน ประตูของซิสเต็ม ถ้าลำโพงดี มันจะช่วยเปิดให้คุณภาพของอุปกรณ์ที่ต่อเชื่อมอยู่ด้านหน้าของลำโพงคือ แอมป์ทะลุลงไปจนถึง แหล่งต้นทางสัญญาณได้มีโอกาสแสดง ตัวตนของมันออกมาให้ได้ยิน เสียงของลำโพงไม่มี มีแต่เสียงของซิสเต็มที่ลำโพงปล่อยให้ทะลุผ่านตัวมันออกไป

เมื่อเปลี่ยนมาใช้ลำโพง Classic 8 เป็นมอนิเตอร์ในการวัดผลทางเสียงของ CDT ผมพบว่า เสียงของ CDT ที่ทะลุผ่าน Classic 8 ออกมานั้นมันมีคุณภาพสูงขึ้นกว่าตอนที่ฟังผ่าน Diamond 12.3i ขึ้นมาอีกมากพอสมควรเลย ซึ่งแน่นอนล่ะ เพราะราคาลำโพงมันต่างกันมากประมาณ 5 เท่า อย่างแรกที่สังเกตได้ชัดคือ สเกลของตัวเสียงแต่ละเสียงที่ขยายใหญ่ขึ้น ฟูเต็มมากขึ้น ดุลเสียงขยายขึ้นไปทั้งทางย่านแหลมและย่านทุ้ม นี่คือเหตุผลที่ทำให้สเกลเสียงของ CDT เมื่อฟังผ่าน Classic 8 แล้วมันขยายใหญ่ขึ้น เต็มขึ้น

เมื่อลองฟังเพลงร้องทั้งของนักร้องชายและหญิง พบว่าความแตกต่างไม่มากเท่ากับตอนที่ฟังเพลงแนวคลาสสิกที่มีเลเยอร์ดนตรีสลับซับซ้อน และมีช่วงโหมหนักๆ ผมพบว่า ตอนฟังผ่านลำโพง Classic 8 ผมได้ความกระหึ่มของเสียงจากวงคลาสสิกเพิ่มมากขึ้นกว่าตอนฟังผ่าน Diamond 12.3i ขึ้นไปอีกระดับ ทั้งๆ ที่ใช้แอมป์และ DAC ตัวเดิม แสดงว่า CDT มันสามารถขยับไปตามพัฒนาการของซิสเต็มขึ้นไปได้สูงพอสมควรเลย คิดว่าถ้าขยับ DAC ให้สูงขึ้นไปกว่า Crescendo VERSE ก็น่าจะได้คุณภาพเสียงโดยรวมที่ขยับเพิ่มขึ้นไปได้อีกแน่ๆ น่าเสียดายที่ Wattson AudioMadisonไม่อยู่ ส่วน QB-9 Twenty ตัวเก่งของผมก็ไม่มีอินพุต coaxial กับ optical ซะด้วย..

พอได้ลองฟังแผ่นซีดีเพลงคลาสสิกที่เล่นด้วย CDT ผ่านชุดลำโพงที่มีคุณภาพสูงๆ ผมถึงรู้ว่า CDT มันก็ให้ไดนามิกที่สวิงได้กว้างไม่แพ้สตรีมมิ่งเหมือนกันนะ แม้ว่าจะจะยังสวิงได้ไม่กว้างเท่า แต่ในแง่ของไดนามิก คอนทราสน์ถือว่าไม่แพ้ คือมันให้ ความต่อเนื่องที่ให้ความรู้สึกถึง ความลื่นไหลที่ไม่ขาดตอน อันนี้มีผลต่อการรับฟังอย่างมาก เพราะมันทำให้ อารมณ์ในการฟังเพลงมีความต่อเนื่อง และสงบไปได้ตลอด

สรุป

ตอนท้ายๆ ก่อนสรุปจบการทดสอบ ผมทดลองเอาเครื่องเล่นซีดี/เอสเอซีดี ของ Arcam รุ่น CD27s รุ่นเก่าที่ผมมีอยู่มาทดลองฟังเทียบกับ CDT ด้วย พบว่าเสียงของ CD27s มีความขุ่นมากกว่า ความคมชัด ที่แยกแยะรายละเอียดของเสียงออกมาเป็นชิ้นๆ สู้ CDT ไม่ได้เลย.!!!

ผมยอมรับว่า LEAKCDTให้เสียงที่ผิดคาดของผมไปมาก พอย้อนกลับไปดูดีไซน์ของตัว CDT อีกที พบว่าเทคนิคต่างๆ ที่เขานำมาใช้ในการออกแบบ CDT ตัวนี้ มันก็เป็นแนวทางเดียวกับการออกแบบสตรีมเมอร์เหมือนกัน คือมีการใช้บัฟเฟอร์กับ clock ดีๆ เข้ามาควบคุมการทำงาน นั่นคือเหตุผลที่ทำให้เสียงของ CDT ออกมาแนวสมัยใหม่ เปิดเผยและมีไดนามิก ไม่ได้ออกแนวนุ่มนวลแต่นัวเนีย เหมือนการเอาเครื่องเล่นซีดีที่เก่ามากๆ บางตัวมาทำเป็นทรานสปอร์ต

ถ้าคุณมีแผ่นซีดีเยอะ และไม่ชอบเล่นสตรีมมิ่ง อยากได้ฟิลลิ่งเหมือนเล่นจากแผ่นแบบในอดีต แนะนำให้ไปทดลองฟังเสียงของซีดี ทรานสปอร์ตของ LEAK ตัวนี้ดูสักหน่อย เสียงมันทันสมัยมาก แม้ว่าหน้าตามันจะดูวินเทจก็ตาม..

********************
ราคา : 25,900 บาท / ตัว
(*ราคาโปรโมชั่น จากราคาเต็ม = 32,500 บาท)
********************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
. HiFi Tower
โทร. 02-881-7273-5
facebook: @hifitowerShop
LineID: @hifitower

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า