รีวิว LEAK รุ่น Stereo 130 อินติเกรตแอมป์ พร้อมภาค DAC และภาค Phono ในตัว

ตำนาน” – เราควรจะคาดหวังอะไรกับเครื่องเสียงระดับตำนานที่มีอายุขัยเฉียด 100 ปี.? ถ้าพูดในแง่ของ Life Cycle เทียบกับแบรนด์เครื่องเสียงทั่วๆ ไปก็ต้องบอกว่า อายุยาวขนาดนี้ส่วนมากจะเปลี่ยนผ่านมาครบทุกยุคแล้ว ตั้งแต่ บุกเบิก-พัฒนา-ตั้งตัวรุ่งเรือง และก็ตกต่ำโดยมากจะใช้เวลาประมาณ 10 ปีของแต่ละช่วง ดังนั้น อายุ 80 กว่าปีของแบรนด์ LEAK นี้ก็ควรจะผ่านยุคตกต่ำไปนานแล้ว ซึ่งในความเป็นจริงก็เป็นเช่นนั้น เพราะหลังยุครุ่งเรืองคือช่วงปี 1951 – 1968 แบรนด์ Leak ก็เข้าสู่ยุคตกต่ำ แม้ว่าผู้ให้กำเนิดคือ H.J. Leak จะขายแบรนด์ Leak ให้กับ Rank เพื่อหวังให้ช่วยสานต่อ แต่ก็ไม่สำเร็จจนชื่อของ Leak กำลังจะจางหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ ซึ่งหากบริษัท IAG ไม่ยื่นมือเข้าไปชุบชีวิตแบรนด์นี้ขึ้นมา ชื่อนี้ก็อาจจะสาปสูญไปจากโลกของเครื่องเสียงตลอดกาล..

* แนะนำให้เข้าไปอ่าน ประวัติของแบรนด์นี้ ก่อนจะเริ่มต้นอ่านรีวิวต่อ

ภายนอก วินเทจ‘ – ภายใน โมเดิร์น‘ !!

ทาง IAG เลือกที่จะรักษารูปร่างหน้าตาของแอมป์ตัวนี้ให้มีลักษณะเหมือนกับยุคที่มันมีชื่อเสียง แต่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการออกแบบการทำงานของวงจรภายในทั้งหมด เพื่อให้ Stereo 130 มีสมรรถนะที่สูงที่สุดเท่าที่เทคโนโลยีในยุคนี้สามารถทำได้

ต้องชื่นชมความพยายามของ IAG ที่สามารถ “cloneอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ออกมาได้ย้อนยุคสมใจคนที่ชื่นชอบดีไซน์วินเทจเป็นที่ยิ่ง งานเขาเนียนเนี๊ยบมาก ในเว็บไซต์แจ้งว่าพวกเขาทำตัวถังของแอมป์ตัวนี้ออกมาเป็น 2 สีคือตัวถังโลหะสีบรอนซ์เงินที่ไม่มีกรอบไม้หุ้ม กับแบบมีกรอบไม้สีน้ำตาลวอลนัทหุ้มอยู่ภายนอก ซึ่งเชื่อเถอะว่า ร้อยทั้งร้อยคงเสร็จตัวถังไม้หุ้มแน่ๆ เพราะตัวจริงมันสวยจับใจ.!

ยิ่งไปกว่านั้น แม้แต่ขนาดของรูปทรงภายนอกก็ยังถูกออกแบบให้มีสัดส่วนละม้ายไปทางเครื่องเสียงโบราณที่มีความกว้างน้อยกว่าขนาดมาตรฐานนิดหน่อยคืออยู่ที่ 325 .. หรือประมาณ 13 นิ้วในขณะที่เครื่องมาตรฐานจะมีหน้ากว้างอยู่ที่ 17 นิ้ว ส่วนความสูงอยู่ที่ 146 .. (เกือบหกนิ้ว) กับความลึกที่ 276 .. (ประมาณ 11 นิ้ว) บอกเลยว่าเป็นสัดส่วนที่กำลังสวย ไม่แบนๆ บางๆ เหมือนเครื่องเสียงยุคใหม่ ส่วนปุ่มกด, ลูกบิด และปุ่มหมุนที่ใช้ควบคุมการสั่งงานอยู่บนแผงหน้าปัดก็ดีไซน์ได้เหมือนเครื่องเสียงโบราณทุกชิ้น แถมที่ด้านบนของตัวถังยังมีตะแกรงสีดำๆ ติดตั้งไว้ระบายความร้อนอีกแผงหนึ่ง ซึ่งตัวตะแกรงสีดำนี้เมื่อติดตั้งอยู่บนตัวถังสีน้ำตาลของไม้วอลนัท ก็ยิ่งทำให้ดูวินเทจหนักเข้าไปอีก.!!

ก่อนจะใจละลายไปกับดีไซน์ภายนอก เราไปสำรวจแผงหน้าแผงหลังกับฟังท์ชั่นใช้งานกันก่อนดีกว่า..

ดีไซน์กับฟังท์ชั่นบนแผงหน้า

A = สวิทช์หมุนเพื่อเลือกอินพุต
B = ปุ่มหมุนปรับเสียงทุ้ม (bass)
C = ปุ่มกดสั่งงานฟังท์ชั่น Direct พร้อมไฟ LED แสดงสถานะ
D = ปุ่มหมุนปรับเสียงแหลม (treble)
E = ปุ่มหมุนปรับบาลานซ์ซ้าย/ขวา
F = ปุ่มหมุนปรับระดับความดัง
G = ปุ่มกดเปิด/ปิดฟังท์ชั่น Standby พร้อมไฟ LED แสดงสถานะ
H = รูเสียบแจ๊คหูฟังขนาด 6.3 ..
I = ช่องรับคลื่นอินฟราเรดจากรีโมทไร้สาย

อินพุต+เอ๊าต์พุตบนแผงหลัง

J = ช่องอินพุตโฟโน พร้อมขั้วต่อสายกราวนด์ / ช่องไลน์ อินพุต และช่องปรีเอ๊าต์ฯ
K = ขั้วต่อสายลำโพงซ้าย / ขวา
L = สวิทช์เมนเปิด/ปิดไฟเข้าเครื่อง
M = ปลั๊กเสียบสายไฟเอซี
N = ช่องดิจิตัล อินพุต / ช่อง USB สำหรับอัพเกรดเฟิร์มแวร์ และช่องดิจิตัล เอ๊าต์พุต
O = ช่องอิน/เอ๊าต์สำหรับสัญญาณทริกเกอร์ สวิทช์ 12V

อินติเกรตแอมป์ตัวนี้มีอินพุตทั้งแบบใช้สายและไร้สายมาให้เลือกใช้รวมๆ กันนับได้ 8 อินพุต แยกเป็นอินพุต Analog แบบใช้สาย 3 ช่อง, อินพุต Digital แบบใช้สาย 4 ช่อง กับอินพุตไร้สาย Bluetooth อีกหนึ่งช่อง อินพุต Phono ของอินติเกรตฯ ตัวนี้รองรับสัญญาณจากหัวเข็ม MM ซึ่งหัวเข็มที่แม็ทฯ กับภาคโฟโนของอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ควรจะมีความแรงของ gain ไม่เกิน 4.1mV อิมพีแดนซ์ 47K โอห์ม/100pf ซึ่งหัวเข็ม MM ระดับ Mid Gain ถึงระดับ High Gain ทั่วๆ ไปที่ไม่เกิน 4mV ก็น่าจะเล่นได้หมด

ส่วนอินพุต Digital นั้น ช่องที่รองรับสัญญาณได้สูงสุดก็คือช่อง USB ซึ่งรองรับได้ทั้งสัญญาณตระกูล PCM สูงสุดได้ถึง 384kHz และตระกูล DSD สูงสุดได้ถึง DSD256 ซึ่งถือว่ารองรับได้สูงมาก ครอบคลุมมาตรฐานของไฟล์เพลงดิจิตัลในปัจจุบันได้หมด เหตุที่สเปคฯ สูงขนาดนั้นก็เพราะว่ามันใช้ชิป DAC 32-bit ของ ESS Technologies เบอร์ ES9018K2M ซึ่งใน DAC ระดับไฮเอ็นด์ใช้กันอยู่เยอะ คุณสามารถเล่นไฟล์เพลงด้วยคอมพิวเตอร์ซึ่งรองรับทั้ง Mac และ Windows (*มีไดเวอร์ USB 2.0 สำหรับวินโดร์มาให้ สามารถดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ leak-hifi.co.uk) หรือเล่นผ่านตัวเน็ทเวิร์ค สตรีมเมอร์ที่ไม่มี DAC ในตัวก็ได้ ส่วนช่อง Coaxial กับ Optical ก็รองรับสัญญาณ PCM ได้ตั้งแต่ระดับ 44.1kHz ขึ้นไปจนถึง 192kHz ด้วย

นอกจากจะมีทุกอย่างมาให้เล่นแบบจบในตัวเดียวตามคอนเซ็ปต์ All-in-One ที่กำลังฮิตกันแล้ว Leak Stereo 130 ตัวนี้ยังเปิดโอกาสให้คุณสามารถขยับขยายสมรรถนะขึ้นไปได้อีก ด้วยการติดตั้งช่อง Output มาให้ถึงสองรูปแบบ คือช่อง Analog Pre-out ไว้เชื่อมต่อกับเพาเวอร์แอมป์ภายนอกเพื่อเพิ่มสมรรถนะทางด้านกำลังขับ และช่อง Digital Output ที่มีให้เลือกทั้ง Coaxial และ Optical อันนี้สำหรับการอัพเกรดภาค DAC จากภายนอกที่มีสมรรถนะสูงกว่าภาค DAC ในตัวมัน หรือจะดึงสัญญาณเอ๊าต์พุตไปเพื่อทำการบันทึกเสียงก็ได้ ภาครับสัญญาณที่มากับคลื่น Bluetooth รองรับการเข้ารหัสได้ 2 ฟอร์แม็ตคือ aptX กับ SBC สำหรับ Bluetooth เวอร์ชั่น 4.2

ขับหูฟัง beyerdynamic รุ่น T1 Gen.3 สบายๆ

แม้แต่คนที่ใช้หูฟังก็ยังเอนจอยกับแอมป์ตัวนี้ได้ และภาคขยายหุฟังที่ให้มาก็ไม่ได้ให้มาแบบพอให้มีเป็นไม้ประดับนะครับ เอ๊าต์พุตสูงสุดที่ให้มามากถึง 4.5 โวลต์ เลยทีเดียว ขับหูฟังที่มีอิมพีแดนซ์ระดับปานกลางได้สบายๆ ผมลองขับหูฟัง AKG รุ่น K702/65th กับ beyerdynamic รุ่น T1 Gen.3 เสียงออกมาดีเลย.! ฟังเอาเรื่องได้สบาย

ที่น่าชมเชยอีกอย่างคือขั้วต่อสายลำโพงที่ให้มา มันแข็งแรงและแน่นหนามาก ใช้งานก็สะดวกทั้งบานาน่าแจ๊คและหางปลา แถมปลั๊กเสียบสำหรับสายไฟเอซีก็ให้มาแบบสามขาแยกกราวนด์ซะด้วย ซึ่งสมัยก่อนย้อนไปสี่ห้าสิบปีที่แล้วไม่มีอะไรแบบนี้ให้เล่นหรอก..!

ดีไซน์ & ฟังท์ชั่นพิเศษ

Stereo 130 ให้กำลังขับสำหรับโหลด 8 โอห์ม อยู่ที่ 45 วัตต์ต่อข้าง และขยายขึ้นไปเป็น 65 วัตต์ต่อข้าง เมื่อขับที่โหลด 4 โอห์ม ซึ่งตัวเลขระดับนี้ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง ไม่มากและไม่น้อย ส่วนความสามารถในการควบคุมลำโพงก็ต้องดูกันที่กำลังสำรองที่แอบซ่อนอยู่ในตัวมัน

เพื่อประหยัดพลังงาน อินติเกรตแอมป์ตัวนี้จึงมีฟังท์ชั่น Auto-Standby มาให้ สามารถปรับเลือกได้ว่าจะให้มันปิดตัวลงเองหลังไม่มีสัญญาณอินพุตนานแค่ไหน ระหว่าง 20 นาที, 1 ชั่วโมง หรือปิดไม่ใช้ฟังท์ชั่นนี้ก็ได้ คือปล่อยให้เปิดเครื่องทิ้งไว้ตลอด อีกฟังท์ชั่นที่มีมาให้ใช้งานและมีประโยชน์มาก นั่นคือ ฟังท์ชั่นปรับทุ้ม (bass) แหลม (treble) ซึ่งแยกปุ่มกันมา ทั้งสองส่วนสามารถปรับแยกกันได้เด็ดขาด คุณสามารถปรับเพิ่ม/ลดทุ้มแหลมได้มากถึง 12dB (+/-6dB) ซึ่งประโยชน์โดยตรงของปุ่มปรับทุ้มแหลมนี้คือใช้กับการเล่นแผ่นเสียง ในคู่มือของแอมป์ตัวนี้ให้คำแนะนำไว้ว่า แม้ว่า RIAA curve หรือกราฟของภาคขยายหัวเข็มมาตรฐาน RIAA ที่ใช้ในแอมป์ตัวนี้จะเป็นค่ามาตรฐานสากลก็ตาม แต่เนื่องจากแผ่นเสียงที่มีอยู่ในโลกนี้ถูกปั๊มออกมาด้วยมาตรฐานที่ต่างกันในแต่ละยุคสมัย อย่างเช่น แผ่นเสียงสปีด 331/3 และสปีด 45 rpm ที่ปั๊มออกมาช่วงปี 1955 จะใช้มาตรฐานที่ต่างจาก RIAA ออกไป* ซึ่งผู้ผลิตแนะนำให้ใช้ปุ่ม Bass/Treble ของแอมป์ตัวนี้ช่วยชดเชยได้ หรือถ้าใครเล่นแผ่นสปีด 78rpm ทางผู้ผลิตแนะนำให้ปรับปุ่ม Treble เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ตำแหน่ง 2 นาฬิกา (บ่ายสองโมง)

* ในยุคนั้น แต่ละค่ายต่างก็ใช้มาตรฐานของตัวเองในการปั๊มแผ่นเสียง อย่างเช่น Decca, Columbia และอื่นๆ ซึ่งค่า equalize ที่แต่ละค่ายใช้ก็ไม่เหมือนกัน ส่วนใหญ่ในยุคนั้นจะกดความถี่สูงเอาไว้มากกว่าการปั๊มแผ่นในยุคหลังๆ

เท่าที่ทดลองใช้งาน ผมพบว่า ปุ่มปรับ Bass/Treble ของแอมป์ตัวนี้ไม่ได้ปรับมากถึงขนาดที่ทำให้เสียงแย่ลง มันสามารถชดเชยเสียงทุ้มให้กับบางแผ่นที่บันทึกมาบางไป หรือช่วยเพิ่มความอิ่มของเสียงให้กับลำโพงขนาดเล็กได้โดยไม่กระทบกับเสียงกลางมากนัก และช่วย boost เสียงแหลมเพื่อเพิ่มความสดใสให้กับบางแผ่นที่บันทึกมาทึบไปโดยไม่ทำให้เสียงกลางเสียหายเช่นกัน แต่ในกรณีที่ต้องการเสียงจากอินพุตที่มีความบริสุทธิ์มากที่สุด คือพอใจโทนโดยรวมอยู่แล้ว หรือฟังอัลบั้มไฮเอ็นด์ที่บันทึกเสียงดีมากๆ แนะนำให้กดใช้งานฟังท์ชั่น Direct ซึ่งจะเป็นการปิดฟังท์ชั่นปรับ Bass/Treble และปิดฟังท์ชั่นปรับ Balance ลงไป (ตัดไฟเลี้ยงทั้งสองวงจรออกไป) ทำให้เส้นทางสัญญาณสั้นลง เสียงก็จะเหมือนต้นฉบับที่เข้ามาทางอินพุตมากยิ่งขึ้น

เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้งานระยะไกล ผู้ผลิตแอมป์ตัวนี้จึงได้ให้รีโมทไร้สายมาด้วย ซึ่งบนตัวรีโมทมีฟังท์ชั่นใช้งานมาให้ครบ แถมด้วยฟังท์ชั่นที่ใช้ควบคุมเครื่องเล่นแผ่นซีดีที่ออกมาคู่กันด้วย

แม็ทชิ่ง

กำลังขับข้างละ 45 วัตต์ สำหรับลำโพงที่มีอิมพีแดนซ์ 8 โอห์ม ไม่ถือว่าเยอะสำหรับแอมป์ในยุคปัจจุบัน แต่ทางผู้ผลิตโปรโมทว่าใช้ขับลำโพง Wharfedale รุ่น Linton ได้เลย แม็ทกันด้วย แสดงว่ามันต้องขับลำโพง Linton ออก ซึ่งลำโพง Linton มีความไวอยู่ที่ 90dB อิมพีแดนซ์ 6 โอห์ม แนะนำกำลังขับต่ำสุด 25 วัตต์ ถ้าคำนวนไปที่ 8 โอห์มก็จะต่ำกว่านี้ เหลือประมาณสิบแปดวัตต์นิดๆ นั่นก็เท่ากับว่า Stereo 130 มีกำลังขับสูงกว่ากำลังขับต่ำสุดที่ Linton แนะนำไว้ถึง 2.5 เท่า ก็น่าจะพอไหว

แต่ผมไม่มีลำโพง Linton อยู่กับตัว มีแต่ Wharfedale รุ่น Diamond 12.1 กับ ATC รุ่น SCM7 และ Totem Acoustic รุ่น The One เลยทดลองเอาลำโพงทั้งสามคู่นี้มาลองจับกับ Stereo 130 โดยช่วงแรกผมทดลองเซ็ตอัพไว้ในห้องรับแขก ทั้งนี้ก็เพื่อทดลองใช้งานร่วมกับสัญญาณเสียงของทีวีและฟังเพลงด้วยการสตรีมผ่าน Bluetooth ซึ่งก็ได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นที่น่าพอใจ ใครที่อยากได้อินติเกรตแอมป์ไว้ฟังเพลงในห้องรับแขกหรือห้องนอน แนะนำได้เลยไม่ผิดหวังแน่นอน

หลังจากได้ทดลองฟังอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ในห้องรับแขกกับลำโพงที่มีอยู่ พบว่ามันขับลำโพงทั้งสามคู่ออกมาได้ดีกว่าที่คาดเยอะเลย ที่ทำผมทึ่งมากคือมันขับลำโพง Totem Acoustic : The One ออกมาได้ดีเกินตัวมาก! เสียงมันสะดุดหูจนผมต้องขอยกเข้าไปทดลองฟังในห้องฟัง เพื่อขอเช็คดูว่ามันมีประสิทธิภาพสูงพอสำหรับการเซ็ตอัพเพื่อฟังแบบเอาจริงเอาจังตามมาตรฐานของนักเล่นเครื่องเสียงได้หรือเปล่า.?

เสียงของ Leak Stereo 130

ผมเอา Stereo 130 เข้าห้องฟังเพื่อรีดประสิทธิภาพแท้ๆ ของมัน โดยจับกับลำโพง Totem Acoustic รุ่น The One เซ็ตอัพลำโพงฟังแบบ Nearfield ได้ระยะห่างระหว่างข้างซ้าย+ข้างขวาอยู่ที่ 162 .. (ลำโพงที่ขับง่ายกว่า The One ก็อาจจะวางห่างได้มากกว่านี้) ห่างหนังหลังอยู่ที่ 123 .. ระยะนั่งฟังอยู่ที่ 165 ซ.ม. ที่ตำแหน่งการเซ็ตอัพนี้สามารถใช้โหมด Direct เพื่อเสียงที่โปร่งสะอาดได้ แต่ถ้าอยากได้มวลเสียงที่อิ่มขึ้นโดยเฉพาะในย่านต่ำๆ ก็สามารถใช้ปุ่มปรับเพิ่มเสียงทุ้มช่วยได้ ถ้าเพิ่มไม่มากโดยรวมก็ยังถือว่ารับได้

ในการทดสอบ ผมใช้สายลำโพงของ Atlas Cable รุ่น Equator MK II ต่อแบบซิงเกิ้ลไวร์ เข้าที่ขั้วต่อคู่บนของ The One ใช้จั๊มเปอร์ที่แถมมากับลำโพงโยงลงมาที่ขั้วต่อคู่ล่าง ซึ่งเป็นวิธีที่ได้เสียงดีที่สุดในซิสเต็มของผม ส่วนอินพุตนั้น ผมทดลองใช้อินพุตของ Stereo 130 ทั้งอะนาลอกและดิจิตัล พบว่า อินพุต AUX 1 และ AUX 2 ของอินติเกรตแอมป์ตัวนี้มันให้คุณภาพเสียงที่ดีน่าพอใจ ผมทดลองเล่นแผ่น CD และแผ่น SACD ด้วยเครื่องเล่นของ Marantz รุ่น 30n SACD แล้วดึงสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตจาก 30n SACD มาที่อินพุต AUX 1 ของ Stereo 130 พบว่าเสียงออกมาดีมาก.! ซาวนด์สเตจขยายเต็มห้อง ไดนามิกสวิงได้กว้าง อิมเมจชิ้นดนตรีกระจ่างชัด แยกแยะตำแหน่งออกไปได้โดยรอบ รายละเอียดของเสียงอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก ดีเกินคาดจริงๆ แม้ว่าเนื้อเสียงจะไม่เข้มปึ้ก แต่ก็ไม่ถือว่าบาง มีมวลอยู่ในระดับหนึ่งที่สามารถสร้างรูปทรงให้มีมิติได้ ไม่แบนราบเหมือนเสียงของแอมป์ฯ ถูกๆ โดยรวมถือว่าคุณภาพเสียงของชุดนี้อยู่ในระดับกลางๆ ได้อย่างเต็มภาคภูมิ แสดงให้เห็นว่าภาคขยายในตัว Stereo 130 สามารถไปกับแหล่งต้นทางคุณภาพสูงๆ ได้ดี

ส่วนช่องดิจิตัล อินพุตก็ต้องยกให้ช่อง USB ซึ่งจากการทดลองเล่นไฟล์เพลงต่างๆ กับช่องอินพุต USB โดยใช้โปรแกรม roon บนคอมพิวเตอร์ Macbook Air พบว่า มันให้เสียงของไฟล์เพลงออกมาในเกณฑ์ที่ดีมาก แจกแจงรายละเอียดออกมาได้ดี ความถี่เสียงถูกตีแผ่ออกมาให้ได้ยินครบ มีการแยกแยะและจัดวางชิ้นดนตรีออกมาเป็นวง ให้ไดนามิกที่อัดฉีดพลังออกมาได้เต็มสเกล

เมื่อเสียบสาย USB เข้าที่ช่องอินพุต USB ของ Stereo 130 โปรแกรม roon ก็แจ้งให้รู้ว่าแอมป์ตัวนี้ใช้ไดเวอร์ USB 2.0 ชื่อว่า “IAG USB Audio 2.0ซึ่ง IAG คือบริษัทต้นสังกัดของ Leak แสดงว่า พวกเขาเขียนไดเวอร์ตัวนี้ขึ้นมาเอง หรือไม่ก็จ้างโปรแกรมเมอร์เขียนให้แล้วใส่ชื่อแสดงกรรมสิทธิ์ ซึ่งการที่ผู้ผลิต USB-DAC ใช้ไดเวอร์ของตัวเอง ไม่ได้ไปหยิบยืมของใครมาใช้ ก็เป็นเครื่องยืนยันได้อย่างหนึ่งถึงความตั้งใจทำ แบบนี้ก็พอจะคาดหวังในคุณภาพเสียงได้มากหน่อย และที่น่าสนใจมากก็คือไดเวอร์ “IAG USB Audio 2.0ที่ใช้ควบคุมอินพุต USB ของ Stereo 130 ตัวนี้มันให้โหมด “integer modeมาด้วย ใครที่ใช้คอมพิวเตอร์ Mac ที่ใช้ OS เวอร์ชั่น 10.9 ขึ้นไป รวมถึงเวอร์ชั่น 10.6 ลงไปจะรองรับฟังท์ชั่นนี้ ยกเว้นเวอร์ชั่น 10.7 กับเวอร์ชั่น 10.8 ที่ไม่รองรับเพราะทาง Apple ถอดฟังท์ชั่นนี้ออกไป

*interger mode คืออะไร.? สำคัญอย่างไร.?

มันเป็นปฏิสัมพันธ์ทางด้าน software driver กับ hardware ระหว่าง USB เอ๊าต์พุตของคอมพิวเตอร์แมคฯ กับอินพุต USB ของ external DAC ที่ใช้ในการส่งข้อมูลจากคอมพิวเตอร์แมคฯ ออกไปให้กับ external DAC โดยไม่ต้องผ่านช่องทางของคอมพิวเตอร์ (kernel) พูดง่ายๆ ก็คือ เป็นการส่งไฟล์เพลงจากคอมพิวเตอร์ Mac ไปที่ DAC โดยตรง (direct) นั่นเอง (คอมพิวเตอร์ Windows ก็มีฟังท์ชั่นนี้ เรียกว่า WASAPI event mode) ซึ่งจะให้เสียงดีกว่าการส่งไฟล์เพลงผ่าน OS ของ Mac เพราะเป็นการเพลย์แบ็คแบบ bit-perfect แต่การที่จะใช้ฟังท์ชั่นนี้ได้ต้องครบองค์ประกอบทั้ง 2 ส่วน คือ

1) คอมพิวเตอร์แมคฯ ต้องใช้ OS ที่รองรับคือตั้งแต่เวอร์ชั่น 10.9 ขึ้นไปหรือเวอร์ชั่น 10.6 ลงไป
2) ไดเวอร์ของ external DAC ที่ใช้ร่วมกับคอมพิวเตอร์แมคฯ จะต้องรองรับโหมด integer mode ด้วย

หลังจากสื่อสารกันแล้ว ไดเวอร์ของของภาค DAC ในตัว Stereo 130 แจ้งข้อมูลผ่านโปรแกรม roon ออกมาให้ทราบถึงสมรรถนะในแง่มุมต่างๆ ของมัน อย่างเช่น สามารถรองรับแซมปลิ้งฯ ของสัญญาณ PCM ได้สูงสุดถึง 384kHz รองรับบิตข้อมูลได้สูงถึง 32-bit ซึ่งประเด็นที่รองรับบิตได้ถึง 32-bit นี่แหละที่ทำให้จำเป็นต้องอาศัยการรองรับ integer mode ของ external DAC ด้วย และรองรับสัญญาณ DSD ได้สูงถึงระดับ DSD128 ซึ่งตรงนี้ค่อนข้างแปลก เพราะถ้าเข้าไปดูข้อมูลในเว็บไซต์ของ Leak จะระบุว่ารองรับได้ถึง DSD256 ?

จากการทดลองเล่นไฟล์ DSD256 ผ่านโปรแกรม roon พบว่า roon ทำการ downconvert จาก DSD256 ลงมาอยู่ที่ DSD128 ก่อนจะส่งไปที่เอ๊าต์พุต USB ให้กับอินพุต USB ของ Stereo 130 แสดงว่าภาค DAC ในตัว Stereo 130 รองรับการเล่นไฟล์เพลง DSD256 ได้ แต่ไม่ใช่การเล่นโดยตรงนั่นเอง (จะเห็นว่าคอมฯ ต้องใช้พลังและบัฟเฟอร์เข้ามาช่วยในการแปลง – ศรชี้อันเล็ก) ผลคือเสียงพอฟังได้ แต่ไม่ดีที่สุดเต็มร้อยตามที่ไฟล์เพลงควรจะให้ได้

ยังมีอีกเรื่องเกี่ยวกับการเล่นไฟล์ DSD กับภาค DAC ในตัว Stereo 130 ซึ่งจริงๆ แล้ว ค่าเริ่มต้น (default) ที่ตั้งมาจากโรงงานของไดเวอร์ “IAG USB Audio 2.0ในการจัดการกับสัญญาณ DSD มันตั้งไว้ที่คำสั่ง “Convert to PCMเมื่อผมทดลองตั้งไว้ตามค่า default ของภาค DAC แล้วเล่นไฟล์เพลง DSF64 ปรากฏว่า โปรแกรม roon ทำการแปลง DSD ออกมาเป็นสัญญาณ PCM ที่ระดับ 24/352.8 ก่อนส่งให้ภาค DAC (ภาพ A) ซึ่งเสียงที่ออกมามีเกนค่อนข้างสูง เร่งวอลลุ่มไม่เยอะก็ได้เสียงที่ดังมาก จากนั้นผมก็ทดลองเข้าไปปรับตั้งที่ roon เลือกอ๊อปชั่นให้ roon จัดการกับไฟล์เพลง DSD ก่อนส่งไปที่ภาค DAC ของ Stereo 130 ให้อยู่ที่ “DSD over PCM v1.0 (DoP)” (ภาพ B) แล้วลองเล่นไฟล์เดิมซ้ำอีกที (ภาพ C) จะเห็นว่า คราวนี้ roon ได้ทำการเข้ารหัสไฟล์ DSF64 ออกมาเป็นฟอร์แม็ต DoP แล้วส่งให้กับภาค DAC ของ Stereo 130 ผลคือเสียงออกมาเบาลง ลดความสดและดุนดันลง ออกไปทางนุ่มนวล ผ่อนปรน โดยรวมน่าฟังกว่ามาก และให้สังเกตตรงลูกศรสีฟ้าของภาพ A กับภาพ C จะเห็นว่า คุณภาพของสัญญาณเสียงระหว่างการเล่นสองรูปแบบนี้ให้ผลลลัพธ์ออกมาออกมาต่างกัน คือ Lossless จะอยู่ในระดับที่สูงกว่า High Quality

อัลบั้ม : iFiesta! (DSF64)
ศิลปิน : Erich Kunzel & Cincinnati Pops Orchestra
สังกัด : Telarc Records

นี่เป็นงานเพลงเวอร์ชั่น DSD หนึ่งในอัลบั้มที่ผมใช้ทดสอบความสามารถในการเล่นไฟล์เพลง DSD ของภาค DAC โดยเฉพาะ เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมาผมพบว่า ถ้าภาค DAC ไม่รองรับ DSD หรือรองรับแบบไม่ direct playback เสียงที่ออกมาจะรู้สึกได้เลยว่าไม่ดี เพราะปกติแล้ว เพลงในอัลบั้มนี้จะออกไปทางคึกคัก สด กระจ่าง ไดนามิกฉีดพลังกันเต็มที่ ถ้าไม่ได้เล่นแบบ direct playback เสียงจะออกมานุ่มๆ น่วมๆ ปลายแหลมจะหุบ ไม่เปิดกระจ่างออกไป

เมื่อลองเล่นอัลบั้มนี้ผ่าน Stereo 130 ขับลำโพง Totem The One มันทำเอาผมสะดุ้งเฮือก.! เพราะเสียงมันออกมาสดกระจ่าง ไดนามิกฉีดเต็มสเกล จังหวะจะโคนคึกคักฟังสนุก สปีดของเพลงไม่มีเอื่อย (ผมเลือกให้ roon เล่นออกมาในโหมด DoP) เวทีเสียงแผ่เหยียดออกไปทุกด้าน ฟังมันมาก!

อัลบั้ม : Singles 1969-1981 (DSF64)
ศิลปิน : Carpenters
สังกัด : A&M Records

นี่ก็เป็น DSD อีกอัลบั้มที่ผมใช้บ่อยมากในการทดสอบความสามารถในการเล่นไฟล์ DSD ของภาค DAC ซึ่งในครั้งนี้ต้องบอกว่าภาค DAC ในตัว Stereo 130 ทำหน้าที่ของมันได้อย่างน่าชมเชย เสียงโดยรวมออกมาในลักษณะที่เปิดกระจ่าง เวทีเสียงแผ่กว้าง ไดนามิกสวิงได้เต็มสเกลตามระดับความดังของแอมป์ฯ ไม่พบอาการนุ่มนิ่มหรือป้อแป้แต่อย่างใด เนื้อเสียงเนียนสะอาด คอนทราสน์ไดนามิกดีเลยเสียงร้องของคาเรน คาร์เพนเตอร์ใสและกังวาน ลอยเด่นขึ้นมาเหนือเสียงดนตรีอื่นๆ เล็กน้อย มูพเม้นต์ของเพลงดำเนินไปอย่างมีจังหวะจะโคน กระชับและผ่อนไปตามลีลาของเพลงได้อย่างต่อเนื่อง ฟังเพลงเร็วก็รู้สึกถึงความสนุก ฟังเพลงช้าก็รับรู้ได้ถึงความผ่อนคลาย โน้มน้าวอารมณ์ให้คล้อยตามได้ง่าย

อัลบั้ม : Tiny Island (DSF64)
ศิลปิน : Tiny Island
สังกัด : Opus 3

ตบท้ายด้วยงานเพลงแนว nordic ที่เปิดจินตนาการของวง Tiny Island จากสวีเดน ซึ่งไฟล์ DSD ของอัลบั้มนี้ถ้าเพลย์แบ็คได้ไม่สมบูรณ์ เสียงที่ออกมาจะน่าเบื่อมาก เอื่อยเฉื่อยไร้พลัง และไม่มีจุดหมายปลายทาง แต่เมื่อทดลองเล่นผ่านภาค DAC ในตัว Leak : Stereo 130 ครั้งนี้ ผมกลับถูกชักจูงให้โลดแล่นไปถึงสแกนดิเนเวี้ยนด้วยบรรยากาศของเสียงที่เวิ้งว้าง แต่มีทิศทางและมีเป้าหมาย แต่ละโน๊ตของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นที่ดังขึ้นมาจะมีฮาร์มอนิกที่ทอดหางเสียงกังวานออกไปรอบด้าน ทำให้ฟังแล้วรู้สึกถึงความกว้างไกล ล่องลอย เป็นการเดินทางด้วยจินตนาการไปสู่ดินแดนลี้ลับที่น่าอภิรมย์!

เมื่อเล่นไฟล์ PCM ทั้งจากไฟล์เพลงที่ผมริปมาจากแผ่นซีดีและไฟล์เพลงไฮเรซฯ ที่ซื้อมาจากเว็บไซต์ HDtracks.com เสียงที่ออกมาก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดีตามมาตรฐานของไฟล์เหล่านั้น ส่วนไฟล์ MQA นั้นภาค DAC ในตัว Stereo 130 ไม่มีดีโค๊ดเดอร์ MQA แต่สามารถรองรับการถอดรหัสจาก roon ได้ ยกตัวอย่างตอนเล่นไฟล์ MQA ที่เข้ารหัสมาจากสตูดิโอด้วยสัญญาณออริจินัลที่ระดับ 24/352.8 เมื่อลองเล่นกับ Stereo 130 ด้วยโปรแกรม roon พบว่า roon ถอดรหัสมาให้หนึ่งชั้น ส่งมาที่ Stereo 130 เท่ากับ 24/48 เสียงออกมาดีพอสมควร

สรุป

ตอนแรกที่เห็นหน้าตาของแอมป์ตัวนี้ บอกตรงๆ เลยว่าไม่ได้รู้สึกว่ามันจะเสียงดี คือแค่คิดว่าคงทำออกมาในสไตล์ retro เพื่อเป็นจุดขายตามสมัยนิยมเท่านั้น เรื่องเสียงคงไม่ได้จริงจังอะไร แต่ผมยอมรับว่าคิดผิดถนัด! ถ้าไม่ได้ทดสอบด้วยตัวเองแบบนี้ ผมคงมองข้ามของดีไปชิ้นหนึ่งอย่างน่าเสียดาย

อินติเกรตแอมป์ตัวนี้สอบผ่านฉลุยทั้งการใช้งานแบบลำลองในห้องรับแขก หรือจะใช้งานแบบเอาจริงเอาฟังฟังแบบเอาเรื่องในห้องฟัง แอมป์ตัวนี้ก็สามารถตอบสนองคุณได้อย่างน่าพอใจ เป็นแอมป์ที่ให้ประสิทธิภาพสูงอย่างน่าทึ่ง.. โดยเฉพาะภาค DAC ในตัวของมันนั้นเป็นของดีที่คาดไม่ถึงจริงๆ.!!

ถ้าคิดจะเอาแอมป์ตัวนี้ไปฟังเล่นๆ ในห้องรับแขกหรือห้องนอนแบบไม่ซีเรียสจริงจังอะไร คุณไม่ผิดหวังแน่นอน เพราะมันมีความสามารถมากพอที่จะตอบโจทย์ข้อนั้นของคุณได้แบบ ดีเกินพอแต่ถ้าคุณตั้งใจจะเอาแอมป์ตัวนี้ไปใช้ฟังแบบ ซีเรียสแนะนำให้จับกับลำโพงวางหิ้งคุณภาพสูงๆ และแนะนำให้เซ็ตอัพลำโพงฟังในลักษณะ nearfield ส่วน source แนะนำให้เล่นไฟล์เพลงแล้วป้อนเข้าทางช่อง USB จะทำให้คุณได้อรรถรสในการฟังกับแอมป์ตัวนี้แบบคุ้มค่าจริงๆ !! /

********************
ราคา : 33,900 บาท / เครื่อง (โปรโมชั่นพิเศษจากราคาเต็ม 42,900 บาท)
********************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
. HiFi Tower
โทร. 02-881-7273-5
facebook: @hifitowerShop
LineID: @hifitower

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า