รีวิว Life Audio รุ่น Gold MK II สายสัญญาณบาลานซ์ XLR และอันบาลานซ์ RCA

พื้นที่อากาศที่อยู่รอบๆ ลำโพงควรจะเปิดโล่ง โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณตรงกลางระหว่างลำโพงทั้งสองข้าง ทั้งนี้ก็เพื่อเปิดทางให้คลื่นเสียงที่ออกมาจากไดเวอร์ของตัวลำโพงทั้งสองข้างแผ่กระจายเข้าหากัน และผสมกลมกลืนกันโดยไม่มีวัตถุใดเข้ามาแทรกขวางระหว่างลำโพงทั้งสอง

การปรากฏขึ้นของ เวทีเสียงที่แผ่คลุมพื้นที่อากาศจากซ้ายจรดขวา ตลอดจนความสามารถในการจัดวางตำแหน่งของเสียงแต่ละเสียงที่ประกอบกันขึ้นเป็นเวทีเสียงที่มีทั้งด้านกว้าง, ด้านลึก และด้านสูง ตลอดจนถึงเสียงร้องที่สถิตย์ชัดอยู่ในตำแหน่งตรงกลางระหว่างลำโพงทั้งสอง.. ความมหัศจรรย์เหล่านี้ล้วนอาศัย เฟสของสัญญาณเสียงที่สร้างขึ้นจากลำโพงข้างซ้ายและข้างขวาเคลื่อนตัวเข้ามาผสมกัน ถ้า เฟสของสัญญาณที่ออกมาจากลำโพงทั้งสองข้างไม่ถูกทำให้เสียหาย หรือฟุ้งกระจายออกไปจนองศาของเฟสเคลื่อนไปจากต้นฉบับ ทั้ง ตัวเสียง” (image) และ สนามเสียง” (soundstage) ก็จะมีความคมชัด โฟกัสจะแม่นยำ และเมื่อเราขยับลำโพงทั้งสองข้างจนได้ตำแหน่งที่ลงตัว ทั้งโฟกัสของอิมเมจและซาวนด์สเตจรูปวงก็จะยิ่งมีความชัดเจนมากที่สุดเท่าที่ลำโพงคู่นั้นจะให้ได้

พื้นที่อากาศที่อยู่ระหว่างลำโพงทั้งสองข้างมีความสำคัญกับคุณภาพความคมชัดของเสียง มากกว่าพื้นที่อากาศที่อยู่ด้านข้างทั้งซ้ายและขวา ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ ไม่ควรจะมีวัตถุที่มีขนาดใหญ่และมีความสูงจากพื้นมากกว่า 1 ฟุตไปวางขวางกั้นระหว่างลำโพง เพราะวัสดุนั้นจะสะท้อนคลื่นเสียงที่แผ่ออกมาจากไดเวอร์ของลำโพงให้มีลักษณะที่ฟุ้งกระจายออกไปแบบไร้ทิศทาง ทำให้เกิดปัญหาเฟสเคลื่อน ส่งผลให้มิติเสียงไม่คมชัด เบลอและพร่าเลือน

ถ้าติดตามข้อเขียนของผมมาตลอดในช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านมา หลังจากที่ผมย้ายมาใช้ห้องฟังห้องใหม่ จะเห็นว่า ผมเอาชุดเครื่องเสียงเกือบทั้งหมดไปวางไว้ที่ผนังด้านข้างขวาของตำแหน่งนั่งฟัง ซึ่งก็มีอุปกรณ์ประเภทเครื่องเล่น (source) และปรีแอมป์ ส่วนเพาเวอร์แอมป์ผมจะเอาไปวางไว้บนชั้นวางเครื่องเสียงที่เตี้ยแทบจะติดพื้น อยู่ตรงกลางระหว่างลำโพงทั้งสองข้าง ซึ่งเพาเวอร์แอมป์ หรืออินติเกรตแอมป์ส่วนใหญ่ที่ผมเอามาวางไว้ตรงกลางระหว่างลำโพงจะมีความสูงรวมชั้นวางแล้วไม่เกิน 40 .. ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบกับคลื่นเสียงที่แผ่ออกมาจากไดเวอร์ของตัวลำโพง โดยเฉพาะมิดเร้นจ์กับทวีตเตอร์ เป็นแนวทางการเซ็ตอัพที่ให้มิติเวทีเสียงและภาพรวมของเสียงที่ดีที่สุด

แต่เมื่อปรีแอมป์กับเพาเวอร์แอมป์ถูกแยกห่างจากกัน ผมจึงต้องใช้สายสัญญาณที่มีความยาวมากกว่าสายสัญญาณสำเร็จรูปที่มีขายทั่วไป เพื่อเอามาเชื่อมโยงสัญญาณระหว่างปรีแอมป์กับเพาเวอร์แอมป์ หรือระหว่างเครื่องเล่นไฟล์/เครื่องเล่นแผ่นกับอินติเกรตแอมป์ ซึ่งในกรณีของผม ต้องใช้สายสัญญาณที่มีความยาวมากถึง 7 เมตร เพื่อให้สายสัญญาณมีระยะที่ยืดหยุ่นได้ ปัญหาก็คือต้องสั่งทำสำหรับสายสัญญาณที่มีความยาวมากขนาดนี้

เลือกใช้บริการของ Life Audio

ผมเคยเห็นและได้มีโอกาสทดสอบสายสัญญาณของยี่ห้อ Life Audio มาแล้ว เป็นรุ่น LD-3 MK II (REVIEW) ซึ่งมันดูดีและได้ฟังเสียงของมันแล้ว ก็ต้องยอมรับว่า สายสัญญาณของ Life Audio เป็นผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงแบรนด์ไทยเจ้าหนึ่งที่ให้คุณภาพเสียงอยู่ในระดับที่ ยืนประกบกับแบรนด์ต่างชาติได้แบบไม่อาย ซึ่งสายสัญญาณดีๆ ในโลกนี้แต่ละยี่ห้อก็ให้บุคลิกเสียงออกมาไม่เหมือนกัน แต่ภายใต้เสียงที่ต่างกันนั้น เมื่อประเมินในแง่คุณภาพเสียงแล้ว สายสัญญาณที่ดีก็จะให้ค่าเฉลี่ยของคุณภาพเสียงออกมาใกล้เคียงกัน ความแตกต่างจะไปอยู่ในแง่ของ โทนเสียงซึ่งเป็นบุคลิกของแต่ละแบรนด์

การทดสอบสายสัญญาณของผมจะให้ความสำคัญ 3 ประเด็น สำคัญ ประเด็นแรกคือ “gainของสัญญาณเสียง ซึ่งสายสัญญาณที่ดีต้องมีความต้านทานต่ำ ความหมายคือไม่ทำให้เกน หรือเนื้อของสัญญาณจากต้นทางตกหล่นอยู่บนตัวสายมากเกินไป ซึ่งสายสัญญาณเป็นอุปกรณ์พาสซีฟ มีความต้านทานต่อสัญญาณที่วิ่งผ่านตัวมันไป ยังไงๆ ก็ต้องมีสัญญาณตกหล่นภายในตัวสายแน่ๆ แต่สายที่ดีต้องไม่ทำให้เกนเสียงตกลงไปมาก และต้องจัดการให้การตกหล่นของเกนสัญญาณเกิดขึ้นในลักษณที่ สมดุลด้วย ความหมายก็คือ ต้องทำให้อัตราสูญเสียสัญญาณที่เกิดกับความถี่ ทุกย่านที่เท่ากันตั้งแต่แหลมลงไปถึงทุ้ม ซึ่งจะไม่ทำให้คุณสมบัติทางด้าน โทนัลบาลานซ์ของเสียงจากต้นทางเสียไป

สาเหตุที่ผมตัดสินใจเลือกใช้สายสัญญาณของ Life Audio มีอยู่ 2 ข้อ ข้อแรกคือผมเคยฟังเสียงของรุ่น LD-3 MK II ที่ใช้ความยาวแค่ 1 เมตรไปแล้ว พอใจกับเสียงที่ได้เมื่อเทียบกับราคา เมื่อเอาราคาที่ 1 เมตรคูณกับ 7 แล้วตัวเลขของราคาที่ออกมาอยู่ในเกณฑ์ที่พอรับได้ (อาจจะถูกกว่านั้นเพราะตัดขั้วต่อออกไปเหลือแค่คู่เดียว) เหตุผลข้อสองคือ Life Audio เป็นผู้ผลิตชาวไทย จึงง่ายต่อการสั่งทำ

สุดท้ายแล้ว Gold MK II คือคำตอบ.!!

หลังจากได้คุยแจ้งความประสงค์ไปที่คุณหน่อยแล้ว คุณหน่อยบอกว่า รุ่น LD-3 MK II เล็กเกินไป คือถ้าเอาไปใช้กับซิสเต็มที่อยู่ในระดับกลางๆ ก็พอไหว แต่ถ้าจะให้ครอบคลุมคุณภาพของเครื่องตั้งแต่ระดับกลางขึ้นไปถึงระดับไฮเอ็นด์ฯ ด้วย (เพราะผมต้องเอามาใช้ในงานทดสอบเครื่องเสียงเป็นหลัก) คุณหน่อยแนะนำว่าน่าจะใช้สายสัญญาณรุ่น Gold MK II จะดีกว่ารุ่น LD-3 MK II ขึ้นมาอีกขั้น ซึ่ง Gold MK II ใช้งบสูงกว่า LD-3 MK II ไม่มาก

หลังจากรับทราบข้อมูลต่างๆ แล้ว ผมจึงให้คุณหน่อยทำสายสัญญาณรุ่น Gold MK II มาให้ผม 2 ชุด ชุดแรกความยาว 6 เมตร ติดขั้วต่อ XLR ทั้งสองข้าง ส่วนอีกชุดยาว 7 เมตร ติดขั้วต่อ RCA

รูปร่างภายนอกของตัวสาย
และลักษณะของขั้วต่อ

เริ่มที่ตัวสายที่มองจากภายนอกจะเห็นหนังงูถักลายผิวมันห่อหุ้มภายนอกตลอดทั้งเส้น วัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ 0.8 .. เท่ากันทั้งสาย XLR และ RCA ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้ว ตัวนำด้านในของสาย XLR และ RCA เหมือนกันทุกอย่าง เพราะเป็นรุ่นเดียวกันคือ Gold MK II ตัวนำด้านในมีทั้งหมด 6 เส้นหลัก แต่ละเส้นหลักจะประกอบด้วยโลหะตัวนำย่อยๆ 3 ชนิด คือ เส้นตัวนำทองแดงที่เป็นแกนเดี่ยว + เส้นฝอยตัวนำที่เป็นทองแดงนิ่ม และเส้นฝอยทองแดงนิ่มเคลือบด้วยเงิน อย่างละหนึ่งเส้น เส้นตัวนำย่อยทั้งสามเส้นนี้จะถูกถักรวมกันเป็นหนึ่งเส้นตัวนำก่อนจะหุ้มด้วยฉนวนหนึ่งชั้น

เมื่อเอาไปติดขั้วต่อ XLR เพื่อทำเป็นสายสัญญาณบาลานซ์ แต่ละขา (pin) ของขั้วต่อบาลานซ์จะถูกเชื่อมต่อเข้ากับเส้นตัวนำจำนวน 2 เส้นต่อหนึ่งขา แต่เมื่อนำไปเชื่อมต่อกับขั้วต่อ RCA เพื่อทำเป็นสายสัญญาณอันบาลานซ์ (หรือ ซิงเกิ้ลเอ็นด์) จะใช้เส้นตัวนำด้านในแค่ 4 เส้น คือ เชื่อมต่อกับขาบวกและขาลบของขั้วต่อ RCA อย่างละสองเส้น แล้วใช้ตาข่ายที่ถักด้วยทองแดงมาทำเป็นชีลด์ เชื่อมกับขากราวนด์ของขั้วต่อเฉพาะทางด้านต้นทาง (อินพุต) เท่านั้น ในขณะที่ปลายทาง (เอ๊าต์พุต) จะถูกปล่อยลอยไว้

ขั้วต่อ XLR ของสายตัวนี้ดูต่างจากขั้วต่อ XLR ที่พบเห็นทั่วไป คุณหน่อยบอกว่าทางแบรนด์ผลิตขึ้นมาเอง ตัวขั้วต่อมีลักษณะทรงกระบอกขนาดใหญ่ ดูแน่นหนาแข็งแรง ความกว้างทำเป็นสองขยัก ฝั่งที่เสียบเข้าช่องรับของตัวเครื่องวัดความกว้างได้ 2.5 .. ส่วนฝั่งที่เป็นตัวบอดี้มีความกว้างมากกว่านิดหน่อย ส่วนความยาววัดได้ 7.5 .. ฝั่งที่เป็นขั้วบวกชุบเป็นสีแดง ส่วนฝั่งที่เป็นขั้วลบชุบเป็นสีดำ บนตัวขั้วต่อมีพิมพ์ตัวอักษรภาษาอังกฤษสีขาวกำกับเป็นชื่อรุ่นเอาไว้ด้วย ขา (pin) ตัวนำทั้งสามขาชุบทองด้วย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการนำสัญญาณ

สำหรับขั้วต่อ RCA เป็นแบบหมุนเกลียวปรับล็อคได้ ชิ้นส่วนโลหะที่ทำหน้าที่ในการนำสัญญาณชุบทองทั้งหมด ส่วนปลอกเกลียวที่ใช้หมุนล็อคก็ทำด้วยโลหะทรงกระบอก ด้านนอกหุ้มด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ลายตารางขัดแตะสีดำ ความยาวของตัวขั้วต่อจากปลายขาตัวนำไปถึงขอบด้านในที่ชุบทองวัดได้ 5 .. หน้าตัดของตัวขั้วต่ออยู่ที่ 1.5 .

ปลอกนอกของขั้วต่อเป็นแบบหมุนเกลียวขันล็อคให้แน่น เมื่อคลายปลอกนอกแล้วถอดออกจะเห็นว่ามีการใช้วัสดุนิ่มเหนียวคล้ายยางสีดำๆ มาปิดตรงตำแหน่งที่เชื่อมปลายสายตัวนำติดกับขั้วต่อเอาไว้ นัยว่าป้องกันการเกิดอ็อกไซด์ หรืออาจจะมีเหตุผลทางด้านแด้มปิ้งอยู่ด้วย ตอนได้รับมาใหม่ๆ บางขั้วต่อมีลักษณะฝืดขณะหมุนล็อค/คลายล็อคที่ปลอกอยู่บ้าง ต้องหมุนปลอกออกมาแล้วบีบวัสดุสีดำๆ ให้อัดแน่นลงไปในช่องว่าง ไม่อืดขึ้นมาทำให้หมุนเกลียวปลอกยาก

สายสัญญาณอันบาลานซ์ตัวที่ติดขั้วต่อ RCA จะไม่เหมือนกับตัวบาลานซ์ที่ติดขั้วต่อ XLR อยู่จุดหนึ่ง นั่นคือที่ปลายสายทั้งสองข้างของเวอร์ชั่น RCA จะมีปลอกโลหะทรงกระบอกติดอยู่บนตัวสาย ข้างละสองปลอก ห่างจากขั้วต่อออกมาประมาณ 17 .. ปลอกที่อยู่บนสายแชนเนลขวาจะชุบสีแดง ส่วนแชนเนลซ้ายชุบสีดำ หน้าตัดของปลอกที่ว่านี้อยู่ที่ 1.8 .. ยาว 4 ..

ข้อมูลจากผู้ผลิตแจ้งว่า ปลอกที่ว่านี้ทำมาจากโลหะอะลูมิเนียม ไม่ได้ติดไว้โก้ๆ แต่มีนัยยะทางเทคนิค เกี่ยวข้องกับระบบกราวนด์ของสาย คือตัวปลอกอะลูมิเนียมที่อยู่ทางด้านอินพุตของสายแต่ละเส้นจะถูกเชื่อมต่อกับร่างแหทองแดงที่เป็นชีลด์และเชื่อมต่อกับเส้นลบของสัญญาณ ส่วนทางปลายด้านเอ๊าต์พุตตัวปลอกอะลูมิเนียมจะถูกเชื่อมต่อกับตาข่ายร่างแหทองแดงที่เป็นชีลด์อย่างเดียว ซึ่งเป็นเทคนิคการต่อกราวนด์ของสายสัญญาณอันบาลานซ์แบบปล่อยลอยด้านเอ๊าต์พุตนั่นเอง แต่ทาง Life Audio ใช้กระบอกอะลูมิเนียมมาช่วยให้สัญญาณรบกวนที่มากับชีลด์สามารถแพร่กระจายออกไปในอากาศได้เร็วขึ้น เป็นการขจัดตนตอของ noise ในสายสัญญาณออกไปจากระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหตุผลที่เวอร์ชั่นบาลานซ์ XLR ไม่มีกระบอกที่ว่านี้ก็เป็นเพราะว่าในระบบบาลานซ์มีการแยกเส้นตัวนำสำหรับทำหน้าที่ในการขจัดสัญญาณรบกวนอยู่ในตัวสายแล้ว จึงไม่ต้องใช้ปลอกที่ว่านี้เข้ามาช่วย

ทดสอบ

ใช้สายสัญญาณ Gold MK II ติดขั้วต่อ XLR ต่อจากเอ๊าต์พุตบาลานซ์ XLR ของ external DAC ยี่ห้อ Audio-gd รุ่น R-7 ไปเข้าที่อินพุต XLR ของอินติเกรตแอมป์ Nagra รุ่น Classic INT

ใช้สายสัญญาณ Gold MK II ติดขั้วต่อ XLR ต่อจากเอ๊าต์พุตบาลานซ์ XLR ของ Phono Preamp ของ HSE รุ่น Masterline 7 ไปเข้าที่อินพุต XLR ของอินติเกรตแอมป์ Dan D’Agostino รุ่น Progression

ใช้สายสัญญาณ Gold MK II ติดขั้วต่อ RCA ต่อจากเอ๊าต์พุต RCA ของ external DAC ยี่ห้อ Marantz รุ่น 30n SACD ไปเข้าที่อินพุต AUX (RCA) ของอินติเกรตแอมป์ Leak รุ่น Stereo 130

ใช้สายสัญญาณ Gold MK II ติดขั้วต่อ XLR ต่อจากเอ๊าต์พุตบาลานซ์ XLR ของเครื่องเล่น SACD/DAC ยี่ห้อ Soulnote รุ่น S-3 ไปเข้าที่อินพุตบาลานซ์ XLR ของอินติเกรตแอมป์ Boulder รุ่น 866

ใช้สายสัญญาณ Gold MK II ติดขั้วต่อ XLR ต่อจากเอ๊าต์พุตบาลานซ์ XLR ของปรีแอมป์ Dan D’Agostino รุ่น Progression ไปเข้าที่อินพุต XLR ของเพาเวอร์แอมป์ Ayre Acoustic รุ่น V-3

ใช้สายสัญญาณ Gold MK II ติดขั้วต่อ RCA ต่อจากเอ๊าต์พุต RCA ของ external DAC ยี่ห้อ Marantz รุ่น 30n SACD ไปเข้าที่อินพุต AUX (R CA) ของออลอินวัน Cambridge Audio รุ่น EVO 75

เสียงของสายสัญญาณ Life Audio รุ่น Gold MK II

สิ่งที่น่ากังวลมากที่สุดสำหรับการใช้สายสัญญาณที่มีความยาวเกิน 1 เมตร ในทางเทคนิคก็มีเรื่อง “gainของสัญญาณที่ตกหล่นไปในตัวสายอันเนื่องมาจากความต้านทานของตัวนำกับระบบฉนวนในสายสัญญาณนั้น กับอีกเรื่องคือ “noiseหรือสัญญาณรบกวนจากภายนอก อาทิเช่น คลื่น RF ที่แทรกซึมเข้าไปถึงตัวนำ ซึ่งสายสัญญาณที่ออกแบบไม่ดีพอ ยิ่งใช้ความยาวมากๆ เสียงจะยิ่งแย่ลง เพราะสายยิ่งยาว ความต้านทานภายในตัวสายจะยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสายสัญญาณที่ออกแบบมาดี ก็ใช่ว่าจะหลีกพ้นปัญหา gain drop ในตัวสายไปได้ แต่ถ้าใช้ตัวนำที่มีคุณภาพสูง ใช้ฉนวนกับเทคนิคการห่อหุ้มตัวนำที่ไม่ก่อให้เกิดความต้านทานสูง ก็จะทำให้ปัญหา gain drop เบาบางลง เกิดความเสียหายกับสัญญาณน้อยลง และถ้าเป็นแบรนด์ที่มีความพิถีพิถันในการออกแบบมากขึ้นไปอีกขั้น เขาจะใช้เทคนิคและการตรวจวัดระดับสูงเข้ามาช่วยในการจูนเพื่อ เกลี่ยความสูญเสียของ gain ที่ตกหล่นในตัวสายให้เกิดขึ้นกับความถี่แต่ละย่านไม่เท่ากัน เพื่อให้ความถี่เสียงที่เดินทางไปถึงปลายทางมีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน เนื่องจากพื้นฐานของคลื่นเสียงที่เดินทางไปกับตัวนำจะเกิดความสูญเสียเกนในอัตราที่ต่างกันของแต่ละย่านความถี่ (ความต้านทาน หรืออิมพีแดนซ์ของตัวนำที่เกิดกับความถี่คนละความถี่จะมีค่าต่างกัน)

ส่วนผลทางด้าน noise หรือสัญญาณรบกวนที่แทรกเข้าไปในเส้นตัวนำนั้น ตัวที่สามารถสกัด noise จากภายนอกไม่ให้แทรกซึมเข้ามาใสตัวสายก็คือ ระบบชีลด์ ซึ่งผู้ผลิตสายสัญญาณแต่ละเจ้าก็ใช้เทคนิคคล้ายๆ กัน แต่อาจจะมีแตกต่างกันในรายละเอียดและการปรับจูน ซึ่งสายสัญญาณรุ่น Gold MK II ของ Life Audio ตัวนี้ก็ใช้เทคนิคการชีลด์ตามมาตรฐานสากล เพียงแต่มีเพิ่มเติมเทคนิคพิเศษเข้าไปบางส่วน อย่างเช่น ใช้กระบอกอะลูมิเนียมตรึงร่างแหทองแดงที่ห่อคลุมอยู่รอบๆ ตัวสาย ทำให้ร่างแหทำหน้าที่ในการจับกักคลื่นอาร์เอฟได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผลลัพธ์ก็คือพื้นเสียงที่สะอาดมากขึ้น เปิดโอกาสให้ซิสเต็มปลดปล่อยรายละเอียดยิบย่อยในระดับ micro detail ออกมาได้มากขึ้น

ในการทดสอบผลของสายสัญญาณตัวนี้ที่มีต่อ gain drop ผมพบว่า มันแทบจะไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกว่าสูญเสียเกนของวอลลุ่มไปเลย เมื่อเทียบกับเอาเครื่องทั้งหมดไปวางไว้บนพื้นระหว่างลำโพงทั้งสองข้าง กับย้ายทั้งหมดมาไว้ด้านข้างตำแหน่งนั่งฟังแล้วลากสายสัญญาณยาวไปหาเพาเวอร์แอมป์และอินติเกรตแอมป์ที่วางอยู่บนพื้นระหว่างลำโพง เมื่อทดลองฟังเพลงเดียวกันแล้วทดลองปรับวอลลุ่มให้มีความดังออกมาจากลำโพงในระดับที่เท่ากัน ผมพบว่า ผมยังคงใช้วอลลุ่มอยู่ในระดับที่ไม่ต่างกันมาก แค่นิดเดียว ห่างกันไม่ถึงหนึ่งสเต็ป ในขณะที่เสียงที่ออกมากลับมีสมดุลของความถี่เสียงอยู่ในระดับที่ผมชอบมากกว่าซะด้วยซ้ำ คือมีกลางต่ำลงมาถึงทุ้มที่หนาแน่นกว่าเอาเครื่องไปวางใกล้ๆ กันทั้งหมดแล้วใช้สายสัญญาณแค่เมตรเดียว ซึ่งสายสัญญาณสั้นจะให้เสียงกลางขึ้นไปทางแหลมที่มากกว่า ทำให้รู้สึกเหมือนเสียงโดยรวมจะสว่างกว่า รายละเอียดในย่านกลางถึงแหลมจะเปิดตัวออกมามากกว่ากลางลงไปทางทุ้ม (ผมเทียบระหว่างสายสัญญาณรุ่น Gold MK II ตัวนี้กับรุ่น LD-3 MK II ที่เคยทดสอบไป ซึ่งมีราคาไม่ต่างกันมาก)

การทดลองที่ให้ผลลัพธ์น่าทึ่งที่สุด พลิกความคาดหมายของผมมากที่สุดคือตอนที่ผมทดลองต่อสัญญาณเอ๊าต์พุตจาก Marantz 30n SACD ไปเข้าที่ช่อง AUX ของอินติเกรตแอมป์ Leak Stereo 130 ขับลำโพง Totem Acoustic รุ่น The One ที่มีราคาแพงกว่าแอมป์ประมาณ 3 เท่า ผลคือ Stereo 130 ขับโทเท็ม เดอะวันออกมาเต็มห้องสบายๆ ทั้งๆ ที่ใช้วอลลุ่มแค่ประมาณบ่ายโมงเท่านั้น แสดงว่า เกนของสัญญาณเสียงที่ไปจาก 30n SACD ไม่ได้ตกหล่นไปบนตัวสายสัญญาณมากเลย ยังคงความเข้มข้นของเนื้อสัญญาณไว้ได้ เมื่อไปคูณกับอัตราขยายของภาคปรีแอมป์และภาคเพาเวอร์แอมป์ของ Stereo 130 ผลรวมจึงได้ออกมาเป็นกำลังขับที่มากพอรับมือกับลำโพงโหดๆ ได้อย่างสบาย

เพื่อความชัวร์ผมจึงลองเปลี่ยนเอาออลอินวันของ Cambridge Audio รุ่น EVO 75 ที่มีกำลังขับแค่ข้างละ 75 วัตต์เข้าไปแทน Stereo 130 โดยใช้สาย Gold MK II ตัว RCA เหมือนกัน (เพราะทั้ง EVO 75 และ Stereo 130 ไม่มีอินพุต XLR มีแต่อินพุต RCA) ผลลัพธ์ก็ออกไปในทิศทางเดียวกับตอนใช้กับ Stereo 130 นั่นคือ เกนเสียงไม่ตกเลย กำลังขับแอมป์ออกมาเต็ม สามารถขับลำโพงโทเท็ม เดอะวันได้สบายเหมือนกัน

ในแง่โทนเสียงเฉพาะตัวของสายสัญญาณ Life Audio ตัวนี้มันเป็นลักษณะที่ตอบจำเพาะเจาะจงลงไปได้ยาก ช่วงแรกๆ ที่ฟังผมเกิดความรู้สึกว่าเหมือนแหลมมันจะไม่ค่อยเด่น แต่พอเลือกเปลี่ยนเพลงฟังไปอีกสักพัก ค่อยๆ ฟังค่อยๆ เบิร์นฯ ไปเรื่อยๆ เอ๊ะ.. แหลมมันก็มีนี่หว่า.? ประกายหางเสียงก็มา ไม่ได้หายไปไหน แต่เป็นเพราะว่า เสียงแหลมของสายสัญญาณตัวนี้มันไม่ได้มีลักษณะที่แหลมปรี๊ดแทรกตัวเด่นขึ้นมา แต่เป็นเสียงแหลมที่มีโฟกัสเฉพาะตัว จบเป็นจบ ไม่ริ้งกิ้งต่อยอดออกไป เป็นเสียงแหลมที่เก็บขอบได้คม ไม่แตกปลายและไม่มีอาการ glare นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ฟังทีแรกรู้สึกเหมือนแหลมไม่เยอะ แต่จริงๆ แล้วมีอย่างที่สัญญาณต้นทางมีนั่นแหละ

สมดุลเสียงดีมาก.! ลองฟังเพลงร้องจะรู้สึกได้ว่าเสียงร้องลอยและเด่นขึ้นมา แต่พอเปลี่ยนไปฟังเพลงที่เน้นทุ้มกระชับๆ หนักๆ เน้นๆ แน่นๆ มัน (สายสัญญาณของ Life Audio ตัวนี้) ก็ปลดปล่อยพลังงานในย่านต่ำออกมาแบบไม่กั๊กเหมือนกัน เบสลงได้ลึกเท่าที่ลำโพงจะขุดลงไปถึง และเด้งออกมาได้มากเท่าที่ลำโพงจะผลักดันออกมาได้ (ตอนฟังกับลำโพง Rockport Technologies รุ่น Atire II ขับด้วยอินติเกรตแอมป์รุ่น 866 Integrated ของ Boulder เบสออกมามันมาก!)

ตั้งแต่เปิดใช้ห้องฟังห้องใหม่มา 4-5 เดือนที่ผ่านมา ผมใช้สายสัญญาณ Gold MK II มาตลอด ตัว XLR ได้มาก่อนตั้งแต่ห้องเสร็จใหม่ๆ ส่วนตัว RCA เพิ่งได้มาหลังจากนั้น แต่ตอนนี้ทั้งคู่ก็ผ่านการใช้งานมาจนโชกโชนแล้ว ซึ่งตลอดเวลาที่ใช้งานสายสัญญาณทั้งสองชุดนี้มา ผมไม่เคยพบปัญหาใดๆ เลย เวลาผมเริ่มต้นเซ็ตอัพซิสเต็มเพื่อทำการทดสอบอุปกรณ์เครื่องเสียงตัวใหม่ เสียงออกมายังไม่ดี ซึ่งเป็นธรรมดาของซิสเต็มที่ยังไม่ผ่านการทดลองแม็ทชิ่ง หลังจากผมทดลองเปลี่ยนเครื่อง เปลี่ยนสายไฟเอซี และเปลี่ยนสายสัญญาณช่วงอื่น (ยกเว้นสายสัญญาณ Gold MK II ที่อยู่คงที่) สุดท้าย ผมก็พบกับ solution ของการแม็ทชิ่งที่ทำให้ได้ผลลัพธ์ของเสียงที่เข้าร่องเข้ารอยสำหรับเครื่องเสียงที่จะทดสอบชิ้นนั้นๆ โดยไม่เคยเปลี่ยนสายสัญญาณ Gold MK II ตัวนี้เลย.!!

สรุป

ตอนเริ่มต้นค้นหาสายสัญญาณที่ยาวถึง 6 – 7 เมตร ผมก็หวั่นๆ ใจ เพราะถ้าเลือกใช้สายที่มีคุณภาพต่ำเกินไป อย่างพวกสายตัดจากม้วนราคาเมตรละไม่กี่ร้อยก็มี แน่นอนว่างบประมาณที่ใช้อาจจะต่ำ แต่ก็เกรงว่าคุณภาพเสียงจะออกมาต่ำกว่าเกณฑ์ที่จะยอมรับได้ ทำมาแล้วใช้ไม่ได้ก็เสียเงินเปล่าเลย ผมเลยลองเลือกๆ เอาจากประสบการณ์ที่เคยฟังสายสัญญาณที่มีความยาวแค่ 1 เมตร ดูว่าตัวไหนที่ให้คุณภาพเสียงอยู่ในเกณฑ์ที่พอรับได้ เมื่อเลือกได้ก็ลองเอา 7 คูณเข้าไปก็พอจะรู้งบประมาณคร่าวๆ

ผมพอใจเสียงของสายสัญญาณรุ่น LD-3 MK II จากที่เคยทดสอบรุ่นนี้ที่มีความยาวแค่ 1 เมตรมาแล้ว ส่วนงบประมาณเมื่อคูณด้วย 7 ออกมาในงบที่ผมพอรับได้ แต่พอคุยกับคุณหน่อย คุณหน่อยเลือกรุ่น Gold MK II ให้เพราะรู้ว่าผมต้องใช้กับเครื่องระดับไฮเอ็นด์ฯ ที่มีราคาสูงขึ้นกว่าที่เคยทดสอบมาก่อนหน้านี้ ซึ่งผมก็เห็นด้วยในเหตุผลนั้น และเมื่อทราบงบประมาณของสายสัญญาณรุ่น Gold MK II แล้วพบว่ามันสูงกว่ารุ่น LD-3 MK II ไม่เยอะ พอได้ฟังเสียงแล้วก็ต้องบอกว่าโชคดีมากที่ตัดสินใจไม่ผิด.! ต้องขอบคุณคุณหน่อย แห่งสำนัก Life Audio เป็นอย่างมากสำหรับการแนะนำให้ใช้สายรุ่น Gold MK II ตัวนี้.!!!

********************
ราคา : สายสัญญาณ Life Audio รุ่น Gold MK II
ขั้วต่อ XLR หรือ RCA ยาว 5 เมตร ราคา = 35,000 บาท / คู่
ขั้วต่อXLR หรือ RCA ยาว 7 เมตร ราคา = 45,000 บาท / คู่
ขั้วต่อXLR หรือ RCA ยาว 10 เมตร ราคา = 60,000 บาท / คู่
* ขั้วต่อ XLR กับ RCA ราคาเท่ากัน
********************
สนใจติดต่อได้ที่
Life Audio
โทร. 084-596-6262
Line ID: lifeaudio
Facebook: @lifeaudioshop

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า