รีวิว Life Audio รุ่น LD-3 MK II สายสัญญาณอันบาลานซ์ + สายลำโพงแบบซิงเกิ้ล

หลังจากทดสอบสายไฟเอซีของ Life Audio รุ่น LD-3 MK II ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ในระดับ affordable ของแบรนด์นี้ไปแล้วเมื่อเดือนกันยายน ปี 2020 ที่ผ่านมา (REVIEW) ผมก็ได้รับสายสัญญาณ + สายลำโพงรุ่นเดียวกันคือ LD-3 MK II มาทดสอบเพิ่มเติม เพราะคุณหน่อยอยากให้ผมทดลองฟังแบบ full system ทั้งใช้สายสัญญาณ+สายลำโพง และสายไฟเอซีเป็นยี่ห้อ+รุ่นเดียวกันครบทั้งซิสเต็ม ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์ที่ผมสนับสนุน เพราะเป็นวิธีที่ทำให้คุณได้คุณภาพเสียงออกมาดีโดยไม่ต้องเสี่ยงกับปัญหาเรื่อง เฟสกับ โทนของเสียงที่ไม่กลืนกัน เหตุผลก็เพราะว่าสายต่อเชื่อมทั้งระบบเป็นรุ่นเดียวกันทั้งหมดซึ่งถูกออกแบบโดยผู้ผลิตเจ้าเดียวกันนั่นเอง

พูดถึงเรื่อง เฟสกับ โทนที่ไม่กลืนกัน ซึ่งที่ผ่านมายังมีนักเล่นจำนวนไม่มากนักที่ให้ความสำคัญกับคุณสมบัติของเสียงข้อนี้ สาเหตุก็เป็นเพราะว่าที่ผ่านมาสัญญาณต้นทางจากแหล่งต้นทางอะนาลอกจะมีเกนค่อนข้างต่ำ กว่าจะผ่านลำโพงออกมาจนมีความดังสูงพอที่เราๆ ฟังกันก็ต้องผ่านขั้นตอนการขยายหลายช่วง และต้องทำการขยายจากต้นฉบับขึ้นมาหลายร้อยเท่า จึงทำให้มีโอกาสเกิดปัญหาเฟสเคลื่อน (phase-shift) ได้ง่าย ในปัจจุบัน เมื่อต้นทางสัญญาณมีความแรงของเกนสูงขึ้น โดยเฉพาะจากแหล่งต้นทาง digital ทำให้ผู้ออกแบบสามารถลดขั้นตอนการขยายสัญญาณลงไปได้เยอะ ปัญหาเฟสเคลื่อนจึงลดน้อยลง

จริงๆ แล้ว ปัญหาเฟสเคลื่อนยังเกิดขึ้นได้จากสาเหตุอื่นๆ อีกเยอะ เริ่มตั้งแต่สาเหตุที่เกิดขึ้นภายในซิสเต็ม ซึ่งนอกจากจะมาจากสาเหตุการขยายสัญญาณที่ซับซ้อนหลายสเตจอย่างที่เกริ่นมาข้างต้นแล้ว สายเชื่อมต่อในระบบ อย่างเช่นสายสัญญาณและสายลำโพงก็มีส่วนทำให้เกิดปัญหาเฟสเคลื่อนได้ง่าย นอกจากนั้นยังมีสาเหตุที่เกิดภายนอกซิสเต็มอีก อย่างเช่นเรื่องของการเซ็ตอัพตำแหน่งของลำโพงและสภาพอะคูสติกในห้องฟังก็มีส่วนเช่นกัน

ผลของปัญหาเฟสเคลื่อน

ที่ชัดเจนที่สุดคือ โฟกัสของตัวเสียงที่จะสูญเสียไปเมื่อสัญญาณความถี่เดียวกันที่ออกจากลำโพงซ้ายและขวามีลักษณะขององศาเฟสที่ไม่ตรงกัน ซึ่งสาเหตุอาจจะมาจากประสิทธิภาพของลำโพงทั้งสองข้างที่ไม่เหมือนกันไปจนถึงการเซ็ตอัพตำแหน่งลำโพงที่ไม่ลงตัว หรือทั้งสองอย่างรวมกัน เมื่อเฟสของสัญญาณเดียวกันที่มาจากลำโพงซ้ายและขวามีองศาที่ไม่ตรงกัน เสียงนั้นจะซ้อนทับกันไม่สนิท ทำให้เกิดอาการเบลอ โฟกัสไม่คมชัด ทรานเชี้ยนต์ไดนามิกก็จะไม่คมไปด้วย เหมือนภาพถ่ายที่โฟกัสไม่ลงตัวนั่นเอง

สายสัญญาณและสายลำโพงเป็นอุปกรณ์เครื่องเสียงประเภท passive คือไม่มีไฟเลี้ยงในตัวแต่มีคุณสมบัติทางด้าน R (resistor), C (conductor) และ L (inductor) ที่ส่งผลกับสัญญาณเสียง เมื่อมีสัญญาณเสียงวิ่งผ่านจากด้าน input ไปออกทางด้าน output คุณสมบัติทางด้าน R, C, L ของสายสัญญาณและสายลำโพงจะส่งผลกับสัญญาณเสียง 3 ลักษณะ คือ หนึ่ง. ทางด้านเกน (gain) ของสัญญาณที่ถูกลดทอนลงไป และ สอง. ทางด้านความถี่ (bandwidth หรือ frequency response) ของสัญญาณที่จะถูกบีบให้แคบลง และ สาม. ทางด้านเฟสของสัญญาณ (phase) ที่อาจจะทำให้สัญญาณที่ออกไปทาง output ของสายมีการเปลี่ยนแปลงองศาไปจากต้นฉบับที่ป้อนเข้ามาทาง input

สายสัญญาณ รุ่น LD-3 MK II ของ Life Audio

สายสัญญาณตัวนี้เป็นรุ่นเล็กของ Life Audio ตัวสายจึงดูไม่โอ่อ่าขึงขัง ตัวสายมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางอยู่ที่ 0.8 .. ภายนอกถูกห่อหุ้มด้วยหนังงูที่ถักขึ้นด้วยเส้นใยแข็งๆ สีดำ เมื่อมองทะลุหนังงูลงไปจะเห็นฉนวนสีแดงๆ ที่หุ้มห่อตัวนำอยู่ลางๆ

ข้อมูลจากผู้ผลิตแจ้งว่า สายสัญญาณใช้ตัวนำผสมกันถึง 3 รูปแบบ คือทองแดง OCC แบบแกนเดี่ยว, ทองแดง OFC เส้นฝอย และทองแดง OFC เส้นฝอยชุบเงิน และทั้งหมดนี้ได้ถูกห่อหุ้มด้วยฉนวนถึง 4 ชั้น เพื่อป้องกันคลื่นแทรกกวนจากภายนอกและช่วยแด้มป์ฯ ไปในตัว

หัวแจ๊คที่ใช้ในสายสัญญาณรุ่นนี้รูปร่างภายนอกดูธรรมดาๆ แต่สัมผัสดูจะรู้สึกถึงความแน่นหนาแข็งแรง ตรงส่วนปลายที่เชื่อมต่อกับกราวนด์ถูกบากเป็นซี่เล็กๆ เพื่อให้มีลักษณะที่กระชับกับการยึดกับขั้วต่อตัวเมีย ซึ่งจากการใช้งานจริงผมก็พบว่ามันให้ความรู้สึกแน่นหนามากจริงๆ ไม่ต้องกังวลเลยว่าจะหลวมหลุด อีกอย่าง เมื่อขั้วต่อกระชับแน่น ก็ทำให้มั่นใจได้ว่าการรับส่งสัญญาณเสียงต้องดีแน่นอน

สายลำโพง รุ่น LD-3 MK II ของ Life Audio

ความยาวของสายสัญญาณที่ได้รับมาทดสอบอยู่ที่ 1 เมตร ส่วนสายลำโพงที่เป็นรุ่นเดียวกันตัวที่คุณหน่อยส่งมาให้ทดสอบมีความยาวข้างละ 2.5 เมตร ตัวสายมีขนาดใหญ่กว่าสายสัญญาณแค่สองมิลลิเมตรเท่านั้นเอง ผิวนอกถูกห่อหุ้มด้วยหนังงูถักแบบเดียวกับสายสัญญาณ สีดำเหมือนกัน

ตัวนำสัญญาณที่ใช้ในสายลำโพงจะต่างจากสายสัญญาณ คือใช้ทองแดง OFC แบบแกนเดี่ยวล้วนๆ แต่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางที่ต่างกันถึง 4 ขนาด คือ 0.4 sq.mm ประมาณ 45%, ขนาด 0.6 sq.mm ประมาณ 35%, ขนาด 1.0 sq.mm ประมาณ 15% และขนาด 1.5 sq.mm ประมาณ 15% โดยมีฉนวน 2 ชั้นห่อหุ้มภายนอกอยู่อีกที

ไฮไล้ท์ของสายลำโพง LD-3 MK II ตัวนี้อยู่ที่ขั้วต่อครับ.. มันดูดีมาก ตัวขั้วต่อมีลักษณะทรงกระบอกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 .. ความยาว 4.5 .. ถ้าวัดถึงปลายขั้วต่อบานาน่าจะได้ 6.5 .. งานเรียบร้อย สวยและมีน้ำหนักดี ส่วนขั้วต่อบานาน่าชุบทอง และที่ตัวขั้วต่อถูกเซาะร่องไว้เพื่อให้สามารถยืดหยุ่นตัวได้ขณะเสียบเข้าไปในรูเสียบของเต้ารับที่ตัวลำโพง ทำให้หน้าสัมผัสของตัวขั้วต่อทั้งสองด้านมีลักษณะแนบสนิทมากที่สุดและจับยึดได้ตรึงแน่นไม่หลุดง่ายๆ

ที่ตัวขั้วต่อข้างซ้ายและข้างขวาทำสีดำกับสีแดงเป็นสัญลักษณ์ให้สังเกต และมีการระบุทิศทางด้วยตัวอักษรพิมพ์กำกับให้รู้ด้วยว่า ปลายสายด้านไหนเสียบเข้าที่แอมป์และด้านไหนเสียบเข้าที่ลำโพง ส่วนที่ตัวสายสัญญาณไม่ได้ระบุชัดเจน เพียงแค่ปลายสายด้านหนึ่งพิมพ์ชื่อยี่ห้อ Life Audio ในขณะที่อีกด้านพิมพ์เป็นชื่อรุ่น LD-3 MK II ซึ่งผมเลือกเอาด้านที่เป็นชื่อยี่ห้อไว้ต้นทาง

ทดลองฟังเสียง

ผมใช้เครื่องเล่นไฟล์เพลงรุ่น 6000N Play ของ Audiolab กับอินติเกรตแอมป์รุ่น 6000A ของแบรนด์เดียวกันเป็นชุดทดสอบ โดยขับลำโพงวางขาตั้ง Wharfedale รุ่น Diamond 12.1 กับ Totem Acoustic รุ่น The One โดยที่ลำโพงทั้งสองใช้จั๊มเปอร์ที่แถมมาให้ในการเชื่อมต่อระหว่างขั้วต่อลำโพงทั้งสองชุด เนื่องจากสายลำโพง LD-3 MK II เป็นแบบซิงเกิ้ลไวร์ ผมจึงทดลองเสียบสายลำโพงทั้ง 4 รูปแบบที่สามารถทำได้ คือเสียบเฉพาะคู่ล่าง, เสียบเฉพาะคู่บน และเสียบสลับไขว้อีกสองแบบ

ผมสังเกตว่าตัวสายจะมีลักษณะแข็ง นั่นเป็นเพราะว่าตัวนำด้านในเป็นแบบแกนเดี่ยว ซึ่งใครที่เคยใช้สายสัญญาณหรือสายลำโพงที่ใช้ตัวนำแบบแกนเดี่ยวมาก่อนจะรู้ว่า ตัวนำแกนเดี่ยวจะมีบุคลิกเฉพาะตัวอยู่อย่างหนึ่งคือ ให้ช่องไฟ (space) หรือช่องว่างระหว่างชิ้นดนตรีที่โดดเด่น ทำให้สามารถแยกแยะชิ้นดนตรีได้ง่าย อีกทั้งตัวนำที่เป็นทองแดงแกนเดี่ยวยังให้เสียงทุ้มที่มีลักษณะกระชับและเร็วอีกด้วย นั่นยิ่งทำให้ได้เสียงโดยรวมที่ชัดและใสมากขึ้น

อัลบั้ม : The London Double Bass Sound (DSD64)
ศิลปิน : The London Double Bass Sound, Geoffrey Simon; conductor & Gary Karr; guest soloist
สังกัด : CA/LA Records/Top Music

นี่เป็นอัลบั้มที่จะฟังดีไม่ได้เลยถ้าซิสเต็มไม่มีประสิทธิภาพดีพอในการถ่ายทอดเสียงทุ้ม เพราะเครื่องดนตรีเกือบทั้งหมดที่ใช้บรรเลงในอัลบั้มนี้คือดับเบิ้ลเบส ซึ่งไม่ใช่แค่ตัวเดียว แต่มาเป็นโขยง นั่นทำให้เสียงทุ้มของอัลบั้มนี้มีความหนาแน่นและเต็มไปด้วยรายละเอียด ซึ่งนับว่า เข้าทางของสายสัญญาณ+สายลำโพงที่ใช้ตัวนำแบบแกนเดี่ยวอย่างรุ่น LD-3 MK II ที่ผมกำลังทดลองฟังอย่างมาก มันช่วยเปิดเผยรายละเอียดของเสียงดับเบิ้ลเบสในอัลบั้มออกมาให้ได้ยินอย่างชัดเจน โดยเฉพาะช่วงที่กำลังบรรเลงพร้อมกันหลายตัว ผมสามารถแยกแยะออกมาได้ชัดว่าตัวไหนกำลังใช้คันชักสี (bowed) และตัวไหนใช้นิ้วกระตุกสาย (pizzicato)

โดยปกติแล้ว สายสัญญาณ+สายลำโพงราคาไม่สูงมักจะอ่อนด้อยทางด้านเบส คือถ้าตัวไหนเน้นปริมาณเนื้อเบสเยอะหน่อย เสียงโดยรวมก็มักจะออกมาขุ่นและอืด ส่วนตัวไหนที่เน้นความโปร่งและสปีดในย่านเบสที่กระชับเร็ว เนื้อเบสก็มักจะออกมาบาง ทำให้เสียงโดยรวมฟังดูลอยๆ ไม่มีน้ำหนัก ซึ่ง LD-3 MK II ของ Life Audio คู่นี้ผสมผสานลักษณะเสียงทั้งสองแบบข้างต้นออกมาได้พอเหมาะ คือให้เสียงเบสที่มีมวล มีเนื้อ ในขณะเดียวกัน สปีดความกระชับและฉับพลันก็ยังคงรักษาไว้ได้ดี ทำให้เสียงไม่อืดช้า และไม่ก่อให้เกิดอาการขุ่นทึบด้วย

อัลบั้ม : Harry Belafonte At Carnegie Hall (FLAC 24/96)
ศิลปิน : Harry Belafonte
สังกัด : RCA

ถ้าซิสเต็มมีประสิทธิภาพสูงพอ และสภาพการเซ็ตอัพอยู่ในสถานะเพอร์เฟ็กต์ เสียงร้องของแฮรี่ เบลลาฟอนเต้ในอัลบั้มนี้จะต้องหลุดลอยออกมาในอากาศเป็นสามมิติ พุ่งพ้นตัวตู้ลำโพงออกไปอย่างหมดจด ในขณะเดียวกัน ผู้ฟังก็จะต้องรับรู้ได้ถึงมวลแอมเบี้ยนต์ที่แผ่คลุมพื้นที่อากาศบริเวณรอบๆ ตำแหน่งวางลำโพงทั้งสองข้างและข้ามเลยมาจนถึงบริเวณนั่งฟังที่ครอบคลุมด้วย คือต้องทำให้เรารู้สึกเหมือนนั่งฟังอยู่ในโดมโค้งขนาดใหญ่ที่คว่ำครอบลำโพงกับตัวเราไว้ในที่เดียวกัน

จากประเด็นข้างต้น สายสัญญาณและสายลำโพง LD-3 MK II ทำได้ในเกณฑ์ดีพอสมควร คือเรื่องแยกแยะชิ้นดนตรีทำได้ดี แต่ละเสียงมีเว้นวรรคจัดช่องไฟห่างออกจากกัน ทำให้เสียงไม่มั่ว ไม่อัดแน่นเป็นกระจุก แต่ทางด้านแอมเบี้ยนต์ยังเป็นรองสายสัญญาณ+สายลำโพงยี่ห้อ Purist Audio Design รุ่น Musaeus ที่มีราคาสูงกว่าเกือบ 6 เท่า (กำลังรอคิวรีวิวเลยแอบหยิบมาลองฟังเทียบกัน) แต่เมื่อพิจารณาจากที่ให้มาแล้วเทียบกับราคาค่าตัวก็ต้องถือว่าคุ้มเงินมาก สำหรับคนที่เล่นซิสเต็มระดับกลางๆ และชอบแนวเสียงที่โปร่ง หลุดลอย กระชับ เข้ม ต้องลองฟัง LD-3 MK II ตัวนี้ให้ได้

เมื่อฟังมาถึงแทรคสุดท้ายเพลง “Matilda” ผมก็ได้ทราบถึงข้อดีอีกอย่างหนึ่งสายสัญญาณ+สายลำโพง LD-3 MK II คู่นี้ นั่นคือมิติ+โฟกัสที่สายต่อเชื่อมชุดนี้ทำได้ดี มันให้ตำแหน่งของเสียงที่ชี้ชัดได้ง่าย ตอนที่เบลาฟองเต้เดินไปบนเวทีเล่นกับคนดู ผมจับจังหวะการเคลื่อนที่ของเขาได้จากตำแหน่งเสียงของเขาที่ขยับเคลื่อนไปซ้ายบ้างขวาบ้าง และในบางขณะเขาก็มีเดินห่างออกไปจากตำแหน่งของไมโครโฟนด้วย คือเสียงของเขามีลักษณะวูบเบาลงไปและกลับมาดังขึ้นเมื่อเขาขยับเดินเข้ามาใกล้ไมโครโฟนอีกครั้ง ซึ่งสายสัญญาณ+สายลำโพง LD-3 MK II ชุดนี้ชี้ชัดตำแหน่งเสียงได้ชัดมาก โดยเฉพาะเสียงในย่านกลางขึ้นไปสูง

อัลบั้ม : Paganini: Diabolus in Musica (FLAC 16/44.1 / TIDAL)
ศิลปิน : Salvatore Accardo & London Philharmonic Orchestra
สังกัด : Deutsche Grammophon

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ถ้าสายสัญญาณและสายลำโพงถ่ายทอดความถี่สูงไม่ดี เวลาฟังเสียงไวโอลินจะออกเฟี๊ยวฟ๊าวเสียวฟันมาก โดยเฉพาะเสียงไวโอลินที่เล่นงานของ Niccolo Paganini อย่างอัลบั้มนี้ ซึ่ง Salvatore Accardo ทำหน้าที่ถ่ายทอดเทคนิคของพากานินี่ออกมาได้อย่างเยี่ยมยอด ไม่ว่าจะเป็นลูกตอด, ลูกกระตุก เขาขยี้ออกมาได้ดี ฟังแล้วจะรู้สึกแสบๆ คันๆ ซึ่งสายสัญญาณและสายลำโพง LD-3 MK II ชุดนี้ทำหน้าที่ของมันได้อย่างหมดจดมาก มันสำแดงเสียงไวโอลินของแอคคาโด้ในอัลบั้มนี้ออกมาได้ละเอียดยิบทุกเม็ด จะแจ้ง ชัดเจนโดยไม่มีอาการหยาบกระด้างหรือแข็งขึ้นขอบเลย ยอดเยี่ยมมาก..!!

สรุป

ตอนท้ายๆ ของการทดสอบ ผมทดลองเอาสายไฟเอซีรุ่นเดียวกันคือ LD-3 MK II เข้ามาเสริมในซิสเต็มทั้งหมด นั่นคือใช้ทั้งสายไฟเอซี, สายสัญญาณ และสายลำโพงที่เป็นยี่ห้อและรุ่นเดียวกันทั้งระบบ ผมพบว่า บุคลิกของสายสัญญาณกับสายลำโพงที่ผมได้ยินตามที่เขียนรายงานไปข้างต้นนั้นถูกย้ำเน้นขึ้นมาอีกหลายเปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะเรื่องของโฟกัสและไทมิ่งของเสียงที่ประสานกันได้กลมกลืนมากขึ้น เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ช่วยทำให้รู้ว่า สายเชื่อมต่อในระบบแต่ละส่วนไม่ว่าจะเป็นสายไฟเอซี, สายสัญญาณ และสายลำโพง รวมไปถึงสายดิจิตัล ถ้าใช้เป็นยี่ห้อ/รุ่นเดียวกันทั้งหมดจะทำให้ได้คุณภาพเสียงที่ดีขึ้นจริง

ถ้ามีงบจำกัด ก็ยอมใช้รุ่นที่เล็กลงมาทั้งหมดดีกว่าที่จะใช้วิธีผสมของต่างยี่ห้อ หรือทุ่มไปที่การเชื่อมต่อช่วงใดช่วงหนึ่งมากเป็นพิเศษ ไม่ใช่ว่าการผสมต่างยี่ห้อจะให้ผลลัพธ์ที่เลวร้ายเสมอไป แต่ถ้าเทียบกันแล้ว ใช้ยี่ห้อ/รุ่นเดียวกันทั้งหมดมีโอกาสแย่น้อยกว่า

LD-3 MK II เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของผู้ผลิตแบรนด์ไทยอย่าง Life Audio ที่ปรับจูนเสียงมาแบบคน ฟังเป็นสามารถดึงจุดเด่นออกมาจากสายสัญญาณ+สายลำโพงรุ่นประหยัดของพวกเขาได้ผลที่ถูกใจคนชอบฟังเพลงอย่างผมมาก นับว่าได้รับความสำเร็จจากการดึงเอาดีไซน์จากรุ่นใหญ่ๆ ลงมาไว้ในรุ่นเล็กๆ ที่มีราคาไม่สูง เป็นโชคดีของคนเล่นที่มีงบจำกัด.! /

**********
ราคา :
สายสัญญาณ LD-3 MK II = 5,000 บาท / ชุด (ความยาวข้างละ 1 เมตร)
สายลำโพง LD-3 MK II = 10,000 บาท / ชุด (ความยาวข้างละ 2.5 เมตร)
**********
จัดจำหน่ายโดย :
Life Audio
โทร. 084-596-6262
Line ID: lifeaudio

Facebook: @lifeaudioshop

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า