ถ้าเปรียบการเล่นเครื่องเสียงเหมือนกับการเดินขึ้นเขาไปค้นหาคำว่า “เสียงดี” ผมก็อยากจะบอกว่า ภูเขาลูกนี้เป็นเขาวงกตนะ มันไม่เพียงแต่คดเคี้ยว แต่มันมีทั้งกับดักกลลวงอยู่มากมายที่จะทำให้เราหลงทาง เดินวกวนขึ้นๆ ลงๆ ไปไม่ถึงยอดเขาสักที นับวัน ระหว่างการเดินทางนี้ เรายังได้ค้นพบความลับและเงื่อนงำใหม่ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ล้วนเป็นอุปสรรคต่อการค้นพบคำว่า “เสียงดี” ทั้งนั้น ความคิดตรงไปตรงมาที่ฟังดูเมคเซ้นต์บางอย่าง เริ่มใช้ไม่ได้ผล อย่างเช่น ความเชื่อที่ว่าการเปลี่ยนเครื่องเสียงที่มีราคาสูงกว่าเข้ามาทดแทนอุปกรณ์เครื่องเสียงตัวเดิมในซิสเต็มที่มีราคาถูกกว่า อาจจะ “ไม่สามารถ” การันตีได้ว่าจะทำให้เสียงของซิสเต็มออกมาดีขึ้นกว่าเดิมเสมอไป อะไรที่มันดูเหมือนจะง่ายๆ ในตอนแรก อาจจะกลายเป็นปริศนาเล้นลับเมื่อขยับเข้าไปใกล้ๆ อะไรที่มันดูเหมือนจะจบง่ายๆ อาจจะมีแววที่จะกลายเป็นซีรี่ย์เรื่องยาวโดยไม่รู้ตัว
มีวิธีปฏิบัติที่สอดคล้องกับหลักทฤษฎีบางเรื่อง ได้ถูกทำลายลงด้วยแนวคิดที่ยืนอยู่บนพื้นฐานของความน่าจะเป็น อย่างเช่น แนวคิดการใช้ “สายสัญญาณ” กับ “สายลำโพง” ที่เป็นของยี่ห้อเดียวกันและรุ่นเดียวกัน จะให้ “คุณภาพเสียง” ออกมาดีกว่า การใช้สายสัญญาณ + สายลำโพงที่คละยี่ห้อ/รุ่นกัน ได้ถูกโต้แย้งด้วยแนวคิดผสมผสานที่ยืนพื้นด้วยความเชื่อที่ว่า การปรุงเสียงด้วยสายสัญญาณกับสายลำโพงต่างยี่ห้อที่มีแนวเสียงชดเชยกัน น่าจะเป็นแนวทางที่ให้เสียงที่ดีกว่า..
Life Audio LD-3 MK II
สายไฟเอซี
คงไม่ต้องเกริ่นอะไรกันอีกแล้วสำหรับแบรนด์ไทย Life Audio แบรนด์นี้ ต้องเรียกว่า กาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์จริงๆ สำหรับแบรนด์นี้ ปัจจุบันพูดได้ว่า พวกเขาได้ปีนข้ามกำแพงของความเชื่อใจและความมั่นใจในชื่อแบรนด์ Life Audio มาได้อย่างสวยงาม ตลอดเวลา 2 ปีที่ผ่านมา หลังจากที่ผมได้มีโอกาสทดสอบสายไฟเอซีของ Life Audio รุ่น Essence 1 (REVIEW) ไปเมื่อเดือนกันยายน ปี 2018 ทางผู้ผลิตคือ Life Audio ได้ผลิตสายไฟเอซีและผลิตภัณฑ์ประเภทอื่นออกมาใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง นั่นคือพยานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า พวกเขา (คุณหน่อยกับพรรคพวก) ได้รับความไว้วางใจจากนักเล่นฯ เรียบร้อยแล้ว ธุรกิจของพวกเขาเดินหน้าไปได้อย่างแข็งแรงแล้ว
เมื่อเดือนที่ผ่านมา คุณหน่อยแจ้งผมมาว่า กำลังจะปล่อยสายไฟเอซีรุ่นใหม่ ที่ตั้งใจออกแบบมาให้เป็นสายไฟเอซีระดับที่ใครๆ ก็สามารถเล่นได้ โดยนำเอาเทคโนโลยีที่คิดค้นขึ้นมาใช้กับรุ่นใหญ่ๆ ที่ผ่านมา มาปรับใช้ในการออกแบบรุ่นล่าสุดที่ว่านี้ เป็นเทคนิคการ trickle down เทคโนโลยีลงมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีราคาต่ำลง โดยลดส่วนต้นทุนที่เป็นคอสเมติกลงไป
ชื่อรุ่นของสายไฟเอซีรุ่นนี้คือ LD-3 MK II อ๊ะ.. เมื่อมีมาร์ค 2 ก็แสดงว่าต้องเป็นตัวอัพเกรด.? ถูกต้องแล้วครับ รุ่น LD-3 เวอร์ชั่นแรกออกมาเมื่อกลางปี 2019 ราคาตอนนั้นอยู่ที่เส้นละ 3,990 บาท ซึ่งคุณหน่อยแจ้งว่า เวอร์ชั่น MK II นี้ได้ทำการอัพเกรดไปหลายจุด* ได้แก่
1. เปลี่ยนหัวปลั๊กทั้งตัวผู้และตัวเมียใหม่ ใช้เกรดที่มีคุณภาพสูงขึ้น (ต้นทุนสูงขึ้น 80%)
2. เปลี่ยนมาใช้ท่อหดหุ้มที่หัวปลั๊กที่มีเกรดสูงขึ้น Made in USA (ต้นทุนสูงขึ้น 100%)
3. เปลี่ยนมาใช้ฉนวนเพิ่มขึ้นอีก 1 ชั้น Made in USA (ต้นทุนสูงขึ้น 70%)
4. เปลี่ยนมาใช้ตัวนำที่มีคุณภาพสูงขึ้น Made in Germany และเพิ่มจำนวนตัวนำขึ้นมาอีก 40% (ต้นทุนสูงขึ้น 50%)
* ข้อมูลจากผู้ผลิต
รูปร่างหน้าตา
สายไฟเอซีของ Life Audio รุ่น LD-3 MK II นี้มาในรูปลักษณ์ที่เคร่งขรึมเลย ใช้โทนสีดำทั้งตัว ไล่ตั้งแต่หัวปลั๊กตัวผู้ไปจรดหัวปลั๊กตัวเมีย ความยาวตลอดเส้นอยู่ที่ 1.5 เมตร มาดูรายละเอียดแต่ละจุดกัน

เริ่มจากหัวปลั๊กตัวผู้กันก่อน ตัวปลั๊กมีขนาดใหญ่พอสมควร รูปทรงภายนอกเป็นทรงกระบอก วัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ 4 ซ.ม. ยาว 4.5 ซ.ม. ตัวปลั๊กถูกหุ้มด้วยท่อหดสีดำทั้งตัว ยาวเลยไปจนถึงตัวสายไฟ ท่อหดที่ใช้หุ้มค่อนข้างหนา ดูแข็งแรงทีเดียว ส่วนขาตัวนำบนตัวปลั๊กเป็นแบบสามขาแยกกราวนด์ ชุบทองสีเหลืองอร่าม

ถัดมาที่ตัวสายไฟ เส้นค่อนข้างใหญ่ทีเดียว แต่ตัวสายมีลักษณะยืดหยุ่น ให้ตัวไม่แข็งขืน บิดเข้ากับพื้นที่แคบๆ หลังชั้นวางเครื่องเสียงได้ง่าย เส้นผ่าศูนย์กลางของตัวสายวัดได้ 2 ซ.ม. ไม่เห็นลักษณะของเปลือกภายนอกเพราะมีหนังงูสีดำหุ้มตลอดทั้งเส้น เท่าที่ลองใช้ปลายนิ้วกดลงไปบนตัวหนังงูที่ว่านี้ รู้สึกได้ว่าโครงสร้างของเส้นตัวนำด้านในน่าจะมีลักษณะถักไขว้ ตัวหนังงูที่หุ้มอยู่ที่เปลือกนอกมีความแข็งและเหนียว น่าจะทนต่อการสึกกร่อนได้ดี


มาถึงฝั่งเอ๊าต์พุตที่ติดตั้งหัวปลั๊กตัวเมีย ซึ่งก็มีท่อหดสีดำที่พิมพ์ตัวหนังสือชื่อรุ่นสีทองกำกับรัดตรึงอยู่ทั้งหมด เลยไปจนถึงตัวสาย โผล่ให้เห็นเฉพาะส่วนปลายที่ใช้เสียบเข้าไปในช่องเต้ารับ (receptacle) ที่อยู่หลังเครื่องเสียงเท่านั้น ตัวท่อหดเกรดเดียวกัน และขนาดของปลั๊กตัวเมียก็เท่ากับปลั๊กตัวผู้ คือวัดรอบวงได้ 4 ซ.ม. และยาวเท่ากับ 4.5 ซ.ม. ส่วนเข้าไปในช่องของรูเสียบทั้งสามรูจะเห็นแผ่นตัวนำที่อยู่ด้านในซึ่งชุบทองเกรดเดียวกับตัวนำของหัวปลั๊กตัวผู้ และบนตัวปลั๊กมีคำว่า “Hi-End” ปั๊มนูนอยู่ด้วย (ทางฝั่งปลั๊กตัวผู้ก็มีพิมพ์ “Hi-End” เหมือนกัน)
ทดสอบ
มีความพิเศษอยู่อย่างหนึ่งในการทดสอบสายไฟเอซีของ Life Audio ตัวนี้ซึ่งผมยังไม่เคยทำกับการทดสอบสายไฟเอซี หรือสายชนิดอื่นๆ มาก่อน นั่นคือ คุณหน่อยเสนอมาว่า จะส่งสายไฟเอซีมาให้ผมทดสอบทั้งหมด 4 เส้น เหตุผลที่ส่งมาให้ทดสอบมากขนาดนั้น คุณหน่อยแจ้งมาว่า นอกเหนือจากการทดสอบตามปกติวิสัยของผมแล้ว ในตอนท้าย เขาอยากให้ผมทดลองเซ็ตอัพชุดทดสอบขึ้นมาโดยมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคที่ต้องใช้สายไฟเอซีทั้งชุดไม่เกิน 4 เส้น แล้วให้ผมช่วยทดลองเปลี่ยนสายไฟตัวนี้เข้าไปใช้กับอุปกรณ์ “ทุกชิ้น” ในชุดนั้น เหตุผลก็คือ เขาอยากให้ผมได้ยินเสียงของสายไฟเอซีเส้นนี้แบบเพียวๆ จริงๆ โดยไม่มีสายไฟยี่ห้ออื่นผสมนั่นเอง
ผมรีบรับคำตามเงื่อนไขนี้ทันที ซึ่งจริงๆ แล้ว วิธีการทดสอบแบบนั้นแหละที่ผมต้องการ เพราะมันช่วยตัดตัวแปรในชุดทดสอบออกไปได้เยอะ ทำให้การวิเคราะห์ผลของเสียงเป็นไปด้วยความถูกต้องแม่นยำ มากขึ้น แต่ที่ผ่านๆ มาทำแบบนี้ไม่ได้ เพราะมันยากที่จะมีผู้นำเข้าเจ้าไหนส่งสายไฟเอซีมาให้เยอะขนาดนี้ วิธีการทดสอบที่ผมทำที่ผ่านมาเมื่อได้สายไฟเอซีมาทดสอบแค่เส้นเดียวก็คือ ผมจะเริ่มด้วยการเซ็ตอัพซิสเต็มทดสอบที่มีความซับซ้อนน้อยที่สุดขึ้นมาก่อน ซึ่งในยุคนี้ทำได้ง่ายมาก แค่ใช้อินติเกรตแอมป์ที่มีภาค DAC ที่รองรับการเล่นไฟล์ผ่านการสตรีมทางเน็ทเวิร์คในตัวเพียงตัวเดียวจับกับลำโพงอีกหนึ่งคู่ แค่นี้ก็จบ จากนั้นก็ใช้สายไฟเอซีที่แถมมากับอินติเกรตแอมป์ตัวนั้นเสียบตรงเข้าปลั๊กผนังฟังไปก่อน เสร็จแล้วก็ปิดเครื่องแล้วเปลี่ยนเอาสายไฟเอซีที่ต้องการทดสอบเข้าไปแทนสายแถม


ในการทดสอบยกแรก ผมใช้อินติเกรตแอมป์ QUAD รุ่น Vena II Play (REVIEW) จับกับลำโพง Monitor Audio รุ่น Bronze 100 (REVIEW) ในการทดสอบ เพื่อค้นหาลักษณะและคุณภาพเสียงของสายไฟเอซี LD-3 MK II เส้นนี้ ซึ่งแอมป์กับลำโพงไม่มีปัญหาแม็ทชิ่งทางด้านกำลังขับ ทั้งคู่ไปด้วยกันได้ดีมาก ก่อนเริ่มต้นฟังเปรียบเทียบ ผมได้ทำการเปิดเบิร์นฯ สายไฟเอซี LD-3 MK II ไปเรื่อยๆ จนเกิน 100 ชั่วโมง เสียงของ LD-3 MK II จึงเริ่มเข้าที่ ยกแรกนี้ใช้สายไฟ LD-3 MK II ของ Life Audio เพียงแค่เส้นเดียว
เสียงอันเป็นตัวตนของ LD-3 MK II
ในขั้นตอนนี้ผมสลับฟังระหว่างสายไฟเอซีที่แถมมากับอินติเกรตแอมป์ All-in-One ของ QUAD รุ่น Vena II Play กับ LD-3 MK II เพื่อพิจารณาคุณภาพของ LD-3 MK II โดยตรง

อัลบั้ม : Ballad With LUV (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : Salena Jones
ค่าย : JVC Records
นี่คือผลงานที่ดีที่สุดของ Joan Elizabeth Shaw หรือในนาม Salena Jones เพราะเป็นชุดที่โชว์เสียงร้องของเธอออกมาได้โดดเด่นมากที่สุด บันทึกเสียงโดยซาวนด์เอนจิเนียร์สัญชาติญี่ปุ่นที่ชื่อว่า โตมิฮารุ อิโยเบะ ที่เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ในสตูดิโอที่ชื่อว่า SOUNOIM ในแง่คุณภาพเสียงจัดอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก ทุกเสียงเคลียร์สะอาด ชัดเจน และเนี๊ยบตามสไตล์ของญี่ปุ่น เป็นตัวอย่างที่ใช้วิเคราะห์คุณภาพเสียงของอุปกรณ์เครื่องเสียงได้เป็นอย่างดี
ผมเลือกเพลง “My Way” แทรคท้ายสุดในอัลบั้มนี้เป็นเพลงที่ใช้ฟังเทียบ เพราะเป็นเพลงที่มีครบทุกย่านเสียง ทั้งทุ้ม-กลาง–แหลม โดยที่เสียงร้องของซารีน่า โจนส์ถูกมิกซ์ออกมาให้โชว์ความโดดเด่นลอยอยู่เหนือสรรพเสียงเครื่องดนตรีต่างๆ ได้อย่างเด็ดขาด ซึ่งรอบแรกของการสลับฟังระหว่างสายแถมกับ LD-3 MK II นั้นผมเชื่อว่าถ้าคุณยังไม่เคยทำ A/B Test แบบนี้มาก่อน แค่ได้ฟังเทียบรอบแรกคุณอาจจะรู้สึกว่า “เฮ้ยย.. มันแทบจะไม่ต่างกันเลย.!!” เพราะความแตกต่างระหว่างสายไฟเอซีที่แถมมากับเครื่อง กับสายไฟเอซีอัพเกรดที่มีราคาไม่สูงมาก ต้องใช้วิธีฟังสลับ A/B Test มากกว่าหนึ่งรอบครับ แต่ถ้าเป็นการเปรียบเทียบระหว่างสายแถมกับสายไฟอัพเกรดที่มีราคาสูงมากๆ แค่รอบเดียวก็รู้สึกถึงความแตกต่างได้ทันที
หลังจากสลับเปลี่ยน A/B Test ไปอีกสอง–สามรอบ ผมก็จับความแตกต่างได้ชัดเจนมากขึ้น (ที่จริงได้ยินตั้งแต่รอบแรกแล้ว!) คือระหว่างสายแถมเส้นนี้ซึ่งค่อนข้างใหญ่ vs. LD-3 MK II ผมพบว่า ในแง่ของเกนสัญญาณ สายแถมมันไม่ได้ทำให้สัญญาณเสียง drop ลงไปมากนัก แต่ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดอยู่ที่ “คอนทราสน์ของไดนามิก” (dynamic contrast) หรือความเปรียบต่างระหว่างจุดที่เบาที่สุด (softnest) ไปถึงจุดที่ดังที่สุด (loudest) ซึ่งตอนเปลี่ยน LD-3 MK II ลงไปแทนที่สายแถม เสียงทั้งหมดจะฟังดูเหมือนนุ่มนวลลง “ความสว่าง” ของเสียงลดลง วรรณะของเสียงเย็นลง คำร้องที่ซารีน่า โจนส์ปล่อยออกมาจากปากของเธอแต่ละพยางค์จะมีลักษณะของการควบคุมมากขึ้น รับรู้ได้ถึงความพยายามในการที่จะปล่อยคำร้องแต่ละพยางค์ออกมาด้วยความตั้งใจ พอสลับเทียบรอบที่สองที่สาม จะรู้สึกได้ชัดเลยว่า ตอนเสียบ LD-3 MK II ลงไปแทนสายแถม ซารีน่า โจนส์เธอควบคุมจังหวะของเพลงได้เหมาะเหม็งมากกว่า เสียงร้องไม่รุ่มร่ามเหมือนตอนใช้สายแถม ในรอบที่สาม ผมทดลองเร่งวอลลุ่มให้ดังจากระดับการฟังปกติขึ้นมาอีกนิดนึง แล้วลองสลับระหว่างสายแถมกับ LD-3 MK II อีกรอบ ทีนี้ชัดเลย.!! ตอนเสียบสายแถม ทั้งเสียงร้องและเสียงดนตรีมันมีลักษณะที่โฉ่งฉ่าง เจี๊ยวจ๊าวมากกว่าตอนเสียบ LD-3 MK II อย่างชัดเจน เมื่อเสียบ LD-3 MK II ตอนฟังด้วยวอลลุ่มสูงๆ ทุกอย่างมันออกมาแบบมีพลังมากขึ้น ทั้งกลอง, เบส, เพอร์คัสชั่น และเสียงร้องมีความเข้มของมวลมากขึ้น จังหวะจะโคนของเพลงมันชวนให้กระดิกเท้าตามมากขึ้น แต่ละเสียงที่ออกมามีพลังอัดฉีดเต็มที่ ฟังมันส์มาก!

อัลบั้ม : Way Out West (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : Sonny Rollins
ค่าย : Analogue Productions (Remastered by Doug Sax)
ผมจงใจเอาอัลบั้มชุดนี้มาลองฟังเพื่อทดสอบสายไฟเอซี LD-3MK II เส้นนี้โดยเฉพาะ เพราะจากที่เคยฟังเสียงของอัลบั้มนี้กับสายไฟเอซีอัพเกรดหลายๆ เส้นที่มีราคาไม่สูงมาก ผมพบว่า สายไฟเอซีอัพเกรดบางเส้นทำให้เสียงของอัลบั้มนี้ออกมาชัดขึ้นแต่ติดแห้ง และออกอาการซี๊ดซ๊าด เหมือนไปเค้นเสียงออกมาให้ฟังดูชัด แบบว่ารวมๆ แล้วสู้สายแถมไม่ได้ก็มีเยอะ หลังจากลองสลับเทียบระหว่างสายแถมกับ LD-3 MK II ยกแรก มันก็เป็นไปตามที่ผมคาด จากที่ผมได้ยินมาจากการลองฟังอัลบั้ม Ballad With Luv ในตอนแรกนั้นผมรู้สึกว่า สายไฟเอซีอัพเกรดของ Life Audio รุ่น LD-3 MK II ตัวนี้มันให้โทนเสียงที่เอนเอียงมาทางกลางไล่มาทางทุ้มมากกว่าแหลมนิดหน่อย แบบนี้เสียงแหลมน่าจะไม่จัด และน่าจะเปิดได้ดังขึ้นด้วย
เมื่อฟังแทรคแรก “I’m an Old Cowhand” สายแถมมันให้เสียงเคาะขอบกลองของเชลลี่ มานน์, เสียงเบสของเรย์ บราวน์ และเสียงแซ็กฯ ของซันนี่ โรลลิ่ง แยกกันอยู่แบบเด็ดขาดจากกัน คือชี้ชัดได้ว่าเสียงอะไรอยู่ตรงไหนบ้าง แต่ทว่า บนพื้นที่อากาศที่แทรกอยู่ระหว่างทั้งสามเสียงนั้นมันว่างเปล่า ไม่มีอะไรอยู่ในนั้นเลย.. นั่นไม่ใช่ความใสนะ อย่าเข้าใจผิด! ต้องขอบอกก่อนว่า ผมฟังอัลบั้มนี้มาแล้วนับร้อยครั้ง เจอครั้งที่มันท็อปฟอร์มมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน จำได้ว่า เวลาอัลบั้มนี้ท็อปฟอร์มนั้น ตรงพื้นที่อากาศที่แทรกอยู่ระหว่างเสียงเครื่องดนตรีทั้งสามชิ้นนั้นมันมีสิ่งที่เรียกว่า “มวลแอมเบี้ยนต์” แทรกตัวคละคลุ้งอยู่ในนั้นด้วย เหมือนน้ำเชื่อมที่ดูคล้ายโปร่งใสมองทะลุผ่านไปได้ แต่จริงๆ แล้วในเนื้อมันมีมวลที่ไหลเวียนอยู่ตลอด ซึ่งตอนใช้สายแถม ผมพยายามเร่งวอลลุ่มเพื่อเรียกแอมเบี้ยนต์ที่ว่าให้ผุดขึ้นมา แต่ความพยายามของผมต้องล้มเหลว เพราะผมต้องเปิดดังมากจนล้นพื้นที่ฟังเพลงของผมไปรบกวนคนอื่น สุดท้ายผมต้องยอมลดวอลลุ่มลง ซึ่งมวลแอมเบี้ยนต์ที่ว่าก็จมหายลงไปใต้พื้นแบ็คกราวนด์น้อยซ์ พอสลับเปลี่ยน LD-3 MK II ลงไป ผมรู้สึกว่า ที่ระดับวอลลุ่มเดียวกันกับตอนที่ฟังสายแถม เสียงโดยรวมมันเบาลงอย่างรู้สึกได้ ผมขยับเข้าไปหมุนวอลลุ่มของ Vena II Play เพื่อเพิ่มความดังขึ้นมาอีก กะๆ ดูจนได้ระดับความดังของเสียงแซ็กฯ, กลอง และเบสที่ใกล้เคียงกับตอนฟังด้วยสายแถม และนั่นเอง ผมพบว่าช่องไฟระหว่างเสียงเครื่องดนตรีทั้งสามชิ้นไม่ได้ว่างเปล่าแต่อย่างใด มันมีมวลแอมเบี้ยนต์ปรากฏออกมาให้รู้สึกได้ แม้จะแค่บางๆ แต่ก็รับรู้ได้ นั่งฟังไปสักพักผมก็ขยับเข้าไปเร่งวอลลุ่มขึ้นมาอีกนิด ทีนี้ความรู้สึกว่านักดนตรีทั้งสามคนกำลังบรรเลงอยู่ในสถานที่เดียวกันก็ชัดเจนขึ้น บอกแล้วว่ามันเป็นระดับของ “ความรู้สึก” คุณต้องลองสัมผัสด้วยตัวเองถึงจะรู้ว่ามันมีอยู่จริง.!!
จากการฟังเทียบด้วยอัลบั้ม “Way Out West” นี้ ทำให้ผมสรุปได้ว่า สายไฟอัพเกรดรุ่น LD-3 MK II ของ Life Audio เส้นนี้ มันเข้าไป “จัดระเบียบ” ให้กับคุณสมบัติทางด้านไดนามิก (dynamic) เสียงของซิสเต็ม คือทำให้ไดนามิกเร้นจ์ของซิสเต็มนั้นขยายกว้างมากขึ้น และยังช่วยทำให้พื้นเสียงของซิสเต็มมีความสะอาดมากขึ้น (น่าจะมาจากการป้องกัน noise จากภายนอก) ซึ่งส่งผลต่อคุณสมบัติของซิสเต็มในหัวข้อ S/N ratio ทำให้รายละเอียดของเสียงทั้งตอนเบามากๆ (softnest) ปรากฏออกมาโดยไม่ถูกกลืนหายไปอยู่ใต้สัญญาณรบกวน และตอนที่สัญญาณสวิงขึ้นไปดังมากๆ (loudest) สายไฟ LD-3 MK II ก็เข้าไปทำให้ซิสเต็มปลดปล่อยช่วงพีคของไดนามิกออกมาได้เต็มเหยียดโดยไม่มีอาการ clip ปลายเสียงจึงไม่มีอาการหยาบกร้านแม้จะเปิดวอลลุ่มค่อนข้างดัง
เสียงของ LD-3 MK II ทั้งระบบ!
ยกที่สอง ผมเปลี่ยน Vena II Play ออกไป แล้วยกเอา Cambridge Audio รุ่น CXA81 เข้ามาแทน เปลี่ยนลำโพง Bronze 100 เป็น Wharfedale รุ่น EVO 4.4 (REVIEW) แล้วเพิ่มเติม roon nucleus+ ร่วมกับลิเนียร์เพาเวอร์ซัพพลายรุ่น QSource ของ Nordost เข้ามาทำหน้าที่ทรานสปอร์ตในการเล่นไฟล์เพลงแล้วส่งสัญญาณดิจิตัลให้กับ CXA81 ทางช่องอินพุต USB ด้วยสาย USB ของ Nordost รุ่น Blue Heaven กรณีนี้เป็นการทดสอบประสิทธิภาพของสายไฟ LD-3 MK II ด้วยการค่อยๆ เพิ่มเติมเข้าไปในระบบ “ทีละเส้น” เพื่อทดสอบว่า สายไฟ LD-3 MK II ให้ผลลัพธ์กับผลิตภัณฑ์ประเภทไหนมากกว่ากัน และผลทางเสียงโดยรวมหลังจากเพิ่มสายไฟ LD-3 MK II เข้าไปทีละเส้นจบเต็มระบบ
นี่เป็นช่วงที่สนุกที่สุดในการทดสอบสายไฟอัพเกรดรุ่น LD-3 MK II ของ Life Audio ครั้งนี้ หลังจากเชื่อมต่อสาย USB จาก roon nucleus ไปที่อินพุต USB ของ CXA81 และเชื่อมต่อสายลำโพง Furutech รุ่น FS-301 จำนวน 2 คู่ (สี่เส้น) ไปที่ EVO 4.4 โดยใช้เอ๊าต์พุตของ CXA81 ทั้งสองชุดคือ “Speaker A” และ “Speaker B” พร้อมกันทำงานแบบไบ–แอมป์ฯ เสร็จแล้ว ผมก็เสียบสายไฟแถมเส้นสีดำให้กับ QSource และ CXA81 แล้วลองเล่นไฟล์เพลงฟังเสียงดู จากนั้นผมก็ทดลองสลับฟังระหว่างสายไฟแถมกับสายไฟอัพเกรด LD-3 MK II เฉพาะกับ CXA81 อย่างเดียว โดยที่ตัว QSource ยังคงสายไฟแถมเอาไว้ก่อน
ผลปรากฏออกมาแบบเดียวกับตอนลองฟังเทียบด้วยอินติเกรตแอมป์ Vena II Play ทุกอย่าง แถมชุดหลังนี้ฟังออกง่ายกว่าด้วย คือสายไฟอัพเกรด LD-3 MK II ไม่แค่ให้แอมเบี้ยนต์ออกมาดีกว่า แต่ยังควบคุมเสียงเบสได้ดีกว่าอย่างชัดเจน เมื่อลองฟังกับลำโพงที่มีขนาดใหญ่ขึ้นและตอบสนองความถี่ต่ำลงไปได้ลึกกว่าอย่าง EVO 4.4 ยิ่งทำให้เห็นว่า สายไฟแถมมีปัญหาในการถ่ายทอดเสียงในย่านต่ำ คือมันก็ให้เสียงเบสออกมาได้หรอกนะ แต่พอเทียบกับ LD-3 MK II จะเห็นชัดเลยว่า เสียงเบสที่สายแถมให้ออกมานั้นมันมีอาการเบลอ ขาดความกระชับ หางเบสแผ่ออกไปแบบไม่มีทิศทาง บานๆ มัวๆ หัวเบสติดน่วม ส่วนตัวเบสจะลอย ไม่ทิ้งน้ำหนักลงพื้น ซึ่งในย่านทุ้มนี้ LD-3 MK II กินขาด.!!
จากนั้นผมก็เสียบ LD-3 MK II คงไว้ที่ CXA81 แล้วหันมาทดลองสลับสายแถมกับ LD-3 MK II ที่เสียบเข้าตัวลิเนียร์เพาเวอร์ซัพพลายรุ่น QSource ของ Nordost ซึ่งต้องใช้สมาธินิดนึงในการฟังเทียบ เพราะพอปิดภาคจ่ายไฟ ตัว nucleus ก็จะปิดไปด้วย พอเสียบไฟเข้าไปใหม่ ต้องให้เวลาตัว nucleus รีเซ็ตตัวนิดหน่อยก่อนจะเข้าสู่สภาพการเล่นได้ตามปกติ แต่ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาไม่ต่างกันมากเท่ากับตอนใช้กับตัว CXA81 หลังจากฟังไปสอง–สามชั่วโมง ผมก็ทดลองเพิ่ม LD-3 MK II เข้าไปในระบบอีกเส้น โดยดึงสายไฟเอซี LD-3 MK II ทั้งสองเส้นที่ส่งไฟเลี้ยงให้ QSource กับ CXA81 ออกจากปลั๊กบนผนัง แล้วเอาไปเสียบผ่านปลั๊กรางของ Zine รุ่น S20A (REVIEW) ทั้งสองเส้น จากนั้นผมก็เอาสายไฟเอซี LD-3 MK II เส้นที่สามไปต่อเชื่อมระหว่างปลั๊กราง Zine S20A กับปลั๊กบนผนัง
พอเปิดระบบกลับขึ้นมาใหม่ ผมถึงกับต้องร้อง โอ้ ว้าวว..!! เสียงของทั้งหมดมันเปลี่ยนไปเยอะมาก อย่างแรกคือซาวนด์สเตจที่เต่งตึงและขยายแผ่ออกไปทั้งด้านกว้าง, สูง และลึก ความรู้สึกเหมือนลูกโป่งที่ถูกเป่าลมเข้าไปจนเต็ม ผมชอบมาก! โดยเฉพาะด้านลึกของเวทีเสียง ได้เห็นเลเยอร์ของดนตรีที่ลดหลั่นถอยลึกลงไปด้านหลังระนาบของลำโพงเป็นชั้นๆ อย่างที่สองที่เปลี่ยนไปเยอะคือเสียงทุ้มที่มีปริมาณเยอะขึ้น ย่านกลางต่ำลงไปถึงเบสหนาขึ้น รู้สึกได้ว่าเสียงทุ้มมีเนื้อมวลมากขึ้น ทำให้เสียงทั้งหมดมีวรรณะที่นุ่มอิ่มมากขึ้น จังหวะจะโคนของเพลงก็มีความมั่นคงมากขึ้น อาการยวบยาบลดลงไปเยอะเลย ทุกเสียงดูมีพลังแฝง สะอาดและเปิดโล่ง เป็นการปรับเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นทุกจุด.. ไม่น่าเชื่อ.!!
ไฮไล้ท์!
ก่อนปิดรีวิว LD-3 MK II ผมเกิดคันในอารมณ์ เพิ่งไปสอยเพาเวอร์แอมป์ Ayre Acoustics รุ่น V-3 มาตัวหนึ่ง เป็นของใช้แล้ว ตามหามานาน มาทันช่วงท้ายของการทดสอบสายไฟ LD-3 MK II ตัวนี้พอดี ก่อนจบรีวิว ผมเลยจัดชุดส่งท้ายทดลองสายไฟตัวนี้ไปเลย คือใช้เน็ทเวิร์คเพลเยอร์ของ Lumin รุ่น T2 เล่นไฟล์เพลงผ่านเน็ทเวิร์ค แล้วต่ออะนาลอก เอ๊าต์พุตพุตจาก T2 ตรงเข้าที่ V-3 โดยไม่ผ่านปรีแอมป์ ขับลำโพง Audiovector รุ่น R1 Arrete (REVIEW) สายสัญญาณระหว่าง T2 กับ V-3 กับสายลำโพงระหว่าง V-3 กับ R1 Arrete ผมใช้ Kimber Kable รุ่น Carbon 8 (นี่ก็เตรียมอ่านรีวิวได้เร็วๆ นี้) ทั้งนี้ผมตั้งใจทดสอบภาควอลลุ่มคอนโทรลของ T2 ด้วย อ่านเจอว่าเขาใช้เทคนิคพิเศษที่ชื่อว่า LEEDH Processing ซึ่งโม้ว่าเป็นระบบดิจิตัลวอลลุ่มที่เยี่ยมยอดมาก สัญญาณไม่ตกหล่น (รออ่านผลการรีวิว T2 เร็วๆ นี้!)



ที่ตัว T2 กับ V-3 ผมใช้สายไฟเอซี LD-3 MK II ของ Life Audio เป็นสะพานจ่ายไฟเลี้ยงทั้งคู่ โดยต่อมาจากปลั๊กราง Zine S20A ที่ป้อนไฟจากปลั๊กบนผนังผ่านสายไฟ LD-3 MK II อีกเส้น
เสียงของชุดนี้ออกมาเพียวสุดขีด.! เป็นแนวเสียงของอนาคต คือใสยิ่งกว่าตาตั๊กแตน เห็นรายละเอียดเสียงลอยเด่นออกมาจะจะจากพื้นเสียงที่มืดสนิท ความสะอาดและเที่ยงตรงสุดๆ แทบจะปราศจากสีสันโดยสิ้นเชิง เมื่อทดลองสลับเปลี่ยนเอาสายไฟแถมเข้าไปแทนที่ LD-3 MK II ทั้งสามจุด เสียงที่ออกมาแฟบและแบนมากเหมือนเอาเข็มไปเจาะลูกโป่ง พละกำลังก็หดหายไปมาก แต่ละเสียงผ่านพ้นลำโพงออกมาแบบยากลำบาก อ่อนแรงและขาดการควบคุม ฟังแค่ไม่กี่วินาทีก็ต้องเปลี่ยนเอา LD-3 MK II ทั้งสามเส้นใส่กลับเข้าไป… เฮ้ออ!
สรุป
อยากจะบอกว่า โดยส่วนตัวแล้ว ผมชอบใช้ปรีแอมป์+เพาเวอร์แอมป์ที่มาจากแบรนด์เดียวกัน ชอบใช้สายสัญญาณ+สายลำโพงที่เป็นรุ่นเดียวกันและมาจากแบรนด์เดียวกัน และผมยังชอบที่จะใช้สายไฟเอซีที่เป็นรุ่นเดียวกัน ซีรี่ย์เดียวกัน และมาจากแบรนด์เดียวกันทั้งซิสเต็มอีกด้วย
การทดสอบครั้งนี้ถือว่าเป็นประโยชน์กับตัวผมเองด้วย ถือว่าเป็นการตอกย้ำให้กับสิ่งที่ผมยึดถือมา เพราะผมพบว่า การใช้สายไฟเอซีที่เป็นรุ่น+ยี่ห้อเดียวกันทั้งหมดมันไม่ได้มีผลทางด้านกำลังขับอะไรมากมาย แต่สิ่งที่มีผลมากนอกจาก “ความสะอาด” ของเสียงที่ได้มาจากการป้องกันสัญญาณรบกวนต่างๆ แล้ว เรื่องของ “โทนัลบาลานซ์” กับเรื่องความถูกต้องของ “เฟสของสัญญาณ” เป็นอะไรที่สำคัญมากกว่า
คุณหน่อยบอกกับผมว่า เขายินดีที่จะหอบสายไฟเอซีทั้งเซ็ตแบบนี้ไปทดลองให้กับผู้ที่สนใจได้ลองฟังกับซิสเต็มของตัวเองเลย ถ้าสนใจโทรฯ ติดต่อเขาได้ที่ 084-596-6262 แล้วบอกไปว่า ในซิสเต็มของคุณมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์อยู่กี่ตัว หลังจากนั้นก็รออ้าปากค้างแบบผมได้เลย..!!! /
**********************
ราคา : 5,000 บาท / เส้น
**********************
จัดจำหน่ายโดย :
Life Audio
โทร. 084-596-6262
Line ID: lifeaudio
Facebook: @lifeaudioshop



