รีวิวเครื่องเสียง Wharfedale รุ่น EVO 4.4 ลำโพงตั้งพื้น สามทาง

สำหรับคนที่ ยังไม่เคยมีประสบการณ์เล่นลำโพงตั้งพื้นมาก่อน คุ้นเคยเฉพาะลำโพงวางขาตั้งขนาดเล็ก เมื่อพูดถึงลำโพงตั้งพื้น สิ่งแรกที่นึกถึงคงจะเป็นเสียงทุ้มที่อิ่มหนา แผ่เต็ม ซึ่งต้องขอบอกก่อนว่า ลำโพงตั้งพื้นในโลกนี้มีอยู่ 2 ลักษณะ ไม่จำเป็นที่ลำโพงตั้งพื้นจะต้องให้เสียงทุ้มมโหฬารเสมอไป ขึ้นอยู่กับว่า คนออกแบบเขาตั้งใจที่จะใช้งานไดเวอร์ทั้งหมด กับปริมาตรอากาศในตัวตู้ไปเพื่อสร้างรายละเอียดเสียงในย่านใดเป็นพิเศษ

อย่าลืมว่า ความถี่เสียงของดนตรีที่เราฟังทั้งหมดนั้นมีย่านเสียงที่กว้างมาก เอาแค่ระดับมาตรฐานสากลที่หูของมนุษย์เราสามารถได้ยินก็ไล่ตั้งแต่ 20Hz ขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงใกล้ๆ 20kHz โน่นเลย ลำโพงตั้งพื้นบางคู่นั้น คนออกแบบตั้งใจให้เน้นตอบสนองไปทางย่านเสียงกลางขึ้นไปสูงมากหน่อย แบบนั้นก็จะให้เบสไม่เยอะ ในขณะที่บางคู่เน้นจูนเสียงให้ถ่ายทอดความถี่ในย่านต่ำมากหน่อย ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าคนออกแบบชอบเสียงทุ้มเป็นส่วนตัวอยู่แล้ว ลำโพงคู่นั้นก็จะให้ความถี่ตั้งแต่ย่านกลาง หรือมิดเร้นจ์ลงไปถึงทุ้มที่มีปริมาณมากหน่อย ส่วนที่เหลือคือเสียงกลางสูงขึ้นไปถึงเสียงแหลมก็จะมีประมาณน้อยกว่า จุดสังเกตคร่าวๆ ว่าลำโพงตั้งพื้นคู่ไหนน่าจะเน้นไปทางเสียงกลางลงไปทุ้มมากกว่ากลางขึ้นไปทางแหลม หรือเน้นย่านเสียงกลางขึ้นไปทางแหลมมากกว่าทุ้ม ก็พอจะดูได้ 3 จุด จุดแรกคือ จำนวนไดเวอร์ที่ใช้“, จุดที่สองดูที่ ขนาดของไดเวอร์ขับเบสและจุดที่สามให้ดูที่ ความกว้างของแผงหน้าตู้ลำโพง

จากประสบการณ์ของผมพอจะประมวลเป็นบทสรุปคร่าวๆ ได้ว่า ลำโพงสามทางที่ใช้ไดเวอร์แค่ 2 ตัวคือทวีตเตอร์+วูฟเฟอร์อย่างละตัวสำหรับลำโพงแต่ละข้าง มักจะให้เสียงทุ้ม เยอะกว่าลำโพงที่ใช้ไดเวอร์มากกว่า 2 ตัว และส่วนใหญ่ของลำโพงตั้งพื้นที่ใช้ไดเวอร์สองตัวต่อข้าง มักจะใช้วูฟเฟอร์ที่มีขนาดใหญ่กว่า 6.5 นิ้วขึ้นไป ซึ่งจะทำส่งผลต่อเนื่องไปถึงขนาดของแผงหน้าตู้ที่มีขนาดใหญ่ไปตามขนาดของวูฟเฟอร์

ส่วนลำโพงตั้งพื้นที่ใช้ไดเวอร์มากกว่า 2 ตัว อย่างพวกลำโพง 3 ทางทั้งหลาย มีแนวโน้มที่มีความเป็นไปได้สูงว่า คนออกแบบจะให้ความสำคัญกับเสียงในย่านกลางขึ้นไปทางสูงมากกว่ากลางลงมาทางทุ้ม ซึ่ง Whafedale รุ่น EVO 4.4 ที่ผมกำลังทดสอบคู่นี้ก็อยู่ในข่ายอันหลังสุดนี้เช่นกัน

รูปร่างภายนอก

Wharfedale จัดแยกผลิตภัณฑ์ของพวกเขาไว้หลายกลุ่ม เฉพาะส่วนของลำโพงฟังเพลง/โฮมเธียเตอร์ พวกเขาแยกออกเป็น 9 ซีรี่ย์ เริ่มจากเล็กไปหาใหญ่คือ D300, Diamond 11, Diamond 200, Diamond Active, Crystal 4, Reva, EVO4 Series, Elysian Series และ Heritage Series ซึ่งรุ่น EVO 4.4 คู่ที่ผมกำลังทดสอบนี้ เป็นรุ่นใหญ่สุดในอนุกรม EVO4 Series ที่มีสมาชิกอยู่ทั้งหมด 7 รุ่น (ผมเคยทดสอบรุ่น EVO 4.2 ไปแล้ว ลิ้งค์)

EVO 4.4 เป็นลำโพงตั้งพื้นหน้าแคบ นิยมเรียกกันว่าทรงทาวเวอร์ แผงหน้าวัดได้เพียง 21 .. ถ้าวัดรวมฐานที่เป็นขาตั้งเข้าไปด้วยจะได้ 26 .. ในขณะที่ความสูงอยู่ที่ 105.5 .. ระดับพุงของชายร่างสันทัดทั่วไป ตัวตู้ของ EVO 4.4 ถูกทำให้เรียวเล็กลงจากด้านหน้าไปทางด้านหลัง ถ้ามองตรงๆ ลงมาในแนวท๊อปวิวจะเห็นเป็นเหมือนรูปหยดน้ำ ความลึกจากแผงหน้าไปถึงแผงหลังวัดได้ 34 ..

จากที่เห็นในเว็บไซต์ ตัวตู้จะมีอยู่สองสีคือดำกับลายไม้ คู่ที่ผมได้รับมาทดสอบเป็นตู้ที่หุ้มด้วยแผ่นเทียมลายไม้สีน้ำตาลทั้งตัว เนื้องานทำออกมาได้เรียบร้อยดีมาก (ทางผู้นำเข้าไม่ได้เอาตู้สีดำเข้ามาจำหน่าย)

ข้อมูลในเว็บไซต์ของ Wharfedale ระบุว่า EVO 4.4 เป็นลำโพง 3 ทาง (3-way floorstanding Speakers) ที่ใช้ไดเวอร์จำนวน 4 ตัวต่อข้างในการสร้างความถี่เสียงตั้งแต่ 44Hz ขึ้นไปจนถึง 22kHz ผ่านวงจรเน็ทเวิร์ค ประกอบด้วยไดเวอร์เบสทรงกรวยขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6.5 นิ้ว (165mm) จำนวน 2 ตัว (C) รับหน้าที่ในการสร้างความถี่เสียงตั้งแต่ 1.4kHz ลงมาจนถึง 44Hz โดยมีไดเวอร์มิดเร้นจ์ทรงโดมโค้ง (B) ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 นิ้ว (50mm) รับช่วงต่อในการสร้างความถี่ตั้งแต่ 1.4kHz ขึ้นไปถึง 4.7kHz ก่อนจะปล่อยความถี่สูงตั้งแต่ 4.7kHz ขึ้นไปจนถึง 22kHz ให้เป็นหน้าที่ของไดเวอร์ AMT (Air Motion Transformer) ขนาด 30x60mm (A) รับช่วงไป

เนื่องจากตัวตู้ของ EVO 4.4 ถูกออกแบบให้มีท่อระบายมวลอากาศยิงลงด้านล่างกระทบกับแผ่นฐาน (E) ก่อนจะแผ่ระบายออกทางช่องเล็กๆ ที่อยู่รอบๆ (D) ทำให้เกิดคลื่นความถี่เสียงที่ทอดตัวต่ำลงไปกว่าความถี่ต่ำที่จุดตัดบนเน็ทเวิร์คกำหนดไว้อีกประมาณ 6Hz สรุปคือลงไปได้ต่ำสุดถึง 38Hz ที่ระดับความดังที่ลาดลงอย่างช้าๆ คือ -6dB/octave

แผ่นฐานของ EVO 4.4 เคลือบชุดด้วยสีดำ ติดตั้งมากับตัวตู้โดยมีขาตั้งที่ออกแบบเป็นเดือยแหลม 4 ตัว ยื่นล้ำออกมานอกตัวตู้ทั้งด้านหน้าและด้านหลังฝั่งละสองตัว ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ตัวตู้วางลงบนพื้นทุกชนิดด้วยความมั่นคงแล้ว ขาตั้งทั้งสี่ตัวนี้ยังมีกลไกที่ทำเป็นเดือยแหลมให้สามารถหมุนปรับระดับความสูงได้อีกด้วย เรียกว่าทั้งใช้งานได้ดีและดูดีไปด้วยในตัว

ขั้วต่อสายลำโพงถูกติดตั้งไว้ที่แผงด้านหลัง คล้อยต่ำลงมาใกล้กับส่วนฐาน แยกขั้วต่อมาข้างละสองชุดสำหรับ High กับ Low เพื่อการเชื่อมต่อกับแอมปลิฟายได้ทั้งแบบ bi-wire และ bi-amp หรือคุณจะเลือกการเชื่อมสายลำโพงแบบซิงเกิ้ลไวร์ก็สามารถทำได้ เพราะผู้ผลิตได้ทำตัวเชื่อมสัญญาณระหว่างขั้วต่อทั้งสองมาให้ด้วย เป็นจั๊มเปอร์ที่ทำด้วยแผ่นโลหะขนาดใหญ่ ดูดีและใช้งานได้ดี

แม็ทชิ่งเตรียมทดสอบ

ความไว (sensitivity) ของ EVO 4.4 อยู่ที่ 89dB เมื่อวัดด้วยโหลดอิมพีแดนซ์ 8 โอห์ม ถือว่าอยู่ในเกณห์ที่ค่อนไปทางสูง แนะนำกำลังขับของแอมป์ไว้ที่ระหว่าง 30-200W ก็ไม่นับว่าโหดร้ายมากสำหรับการหาแอมป์มาขับ คำนวนหยาบๆ ตามสูตร 75% x กำลังขับที่แนะนำสูงสุดคือ 200W จะได้ตัวเลขของกำลังขับของแอมป์ อย่างต่ำที่คาดหวังได้ว่าจะสามารถผลักดัน EVO 4.4 ออกมาได้เต็มที่อยู่ที่ 150W ต่อข้างที่โหลด 8 โอห์ม แต่ถ้างบไม่ใช่ปัญหา การมองหาแอมป์ที่มีกำลังขับ 200W ต่อข้างที่โหลด 8 โอห์มมาขับก็ไม่ถึงกับลำบากมาก

ขณะทดสอบ EVO 4.4 ผมมีอินติเกรตแอมป์อยู่ 3 ตัวอยู่พร้อมกัน เป็นของ Quad รุ่น Vena II Play (45W/ch@8ohm)(REVIEW) ที่ผมทำรีวิวไปเมื่อกลางเดือนพฤษภาคม กับอินติเกรตแอมป์ตัวใหม่อีกสองตัว เป็นรุ่น CXA81 (80W/ch@8ohm) ของ Cambridge Audio กับรุ่น H390 (250W/ch@8ohm) ของ Hegel ซึ่งผมกำลังเบิร์นฯ รอรีวิวอยู่ และได้จับอินติเกรตแอมป์ทั้งสามตัวนั้นมาทดลองขับ EVO 4.4 ด้วย นอกจากนั้น ในบางช่วงผมได้ใช้ปรีแอมป์ Classe รุ่น Delta PRE จับคู่กับเพาเวอร์แอมป์ของ Magnet รุ่น SM-02 (130W/ch@8ohm) มาทดลองขับด้วย

ลักษณะการกระจายคลื่นเสียงของไดอะแฟรม (สีเหลืองในภาพข้างบน) ของไดเวอร์ AMT ซึ่งมีแพลทเทิ้นต่างจากการกระจายเสียงของทวีตเตอร์ทรงโดมที่แผ่ความถี่ออกไปรอบด้าน ในขณะที่ไดอะแฟรมของ AMT จะกระจายความถี่ออกมาในแนวตั้งและแนวระนาบที่มีมุมแคบกว่าโดมทวีตเตอร์ จึงทำให้เนื้อเสียงในย่านแหลมของไดเวอร์ AMT มีความเข้มข้นมากกว่า แต่ในขณะเดียวกัน ด้วยมุมกระจายเสียงที่แคบกว่านี่เอง ทำให้จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการโทอิน (toe-in) หรือเอียงหน้าลำโพงทั้งสองข้างให้ยิงเข้าหาตำแหน่งนั่งฟังมากกว่าปกตินิดหน่อย ซึ่งหลังจากลองขยับตำแหน่งลำโพงทั้งสองข้างอยู่นานพอสมควร ผมพบตำแหน่งลงตัวของ EVO 4.4 ทั้งสองข้างด้วยระยะห่างซ้ายขวาอยู่ที่ 180 .. ห่างผนังหลังเท่ากับ 162 .. และโทอินประมาณ 15 องศา ระยะฟังนั่งห่างออกมาจากระนาบที่วางลำโพงประมาณสองเมตรนิดๆ

บุคลิกและคุณภาพเสียงของ EVO 4.4

หลังจากทดลองขับกับอินติเกรตแอมป์และปรี+เพาเวอร์แอมป์ผ่านไปแล้วหลายตัว จนระยะเบิร์นฯ เกิน 100 ชั่วโมงไปแล้ว ผมพบว่า EVO 4.4 คู่นี้ไม่ได้เป็นเด็กดื้ออย่างที่คิด ตัวเลขกำลังขับที่แนะนำ อย่างต่ำข้างละ 30W ที่ระบุไว้ในคู่มือไม่ได้เคร่งครัดมากอย่างที่คาด จากการทดลองใช้อินติเกรตแอมป์ Quad รุ่น Vena II Play ที่มีกำลังขับแค่ข้างละ 45W ก็ยังได้เสียงน่าพอใจมากแล้ว ถ้าไม่ใช่เพลงที่โหดมากๆ อย่างพวกที่โชว์ไดนามิกทรานเชี้ยนต์ของเสียงทุ้มหนักๆ อย่างเช่นอัลบั้มชุด “Virtuoso Of Chinese Percussionของ Yim Hok-Man กับชุด “In Need Againของวง Repercussion Unit

อัลบั้ม : Virtuoso Pieces of Chinese Percussion (DSD64)
ศิลปิน : Yim Hok-Man

อัลบั้ม : In Need Again (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : Repercussion Unit

ซึ่งสองอัลบั้มนี้เป็นดนตรีที่เน้นความกระชับและรุนแรงของเสียงทรานเชี้ยนต์ไดนามิกในย่านความถี่ต่ำๆ ซึ่งกำลังขับของ Vena II Play พอที่จะขับดันไดอะแฟรมของตัววูฟเฟอร์ให้ขยับปั๊มความถี่ต่ำของเสียงหัวเบสออกมาได้ในปริมาณที่มากพอสมควร แต่ยังขาดความสามารถในการหยุดการเคลื่อนที่ของไดอะแฟรมที่เฉียบพลัน เสียงเพอร์คัสชั่นที่ความถี่ต่ำๆ ของสองอัลบั้มนี้จึงออกไปในลักษณะที่ติดนุ่มไปหน่อย ความคมของหัวโน๊ตแรกสัมผัสน้อยไปนิด แต่น่าทึ่งที่ Vena II Play สามารถขับดันเนื้อเสียงในย่านต่ำออกมาจาก EVO 4.4 ได้ดีกว่าที่คาด

ช่วงเวลาน่าประทับใจ (golden moment!) เกิดขึ้นตอนที่ผมทดลองใช้อินติเกรตแอมป์ Cambridge Audio รุ่น CXA81 ขับ EVO 4.4 เพราะ CXA81 จัดวงจรขยายในตัวแยกสำหรับ speaker A และ speaker B ออกเป็นสองชุด ผมจึงทดลองใช้สายลำโพง Nordost รุ่น Tyr2 (REVIEWยาวเส้นละ 2 เมตรสองชุด (4 เส้น) มาแยกต่อเชื่อมระหว่างขั้วต่อ speaker A และ speaker B ของ CXA81 กับขั้วต่อ HIGH และ LOW ของ EVO 4.4 และตอนฟังก็กดเปิดใช้งานทั้ง speaker A และ speaker B พร้อมกัน

ตัวเลขกำลังขับของ CXA81 ระบุไว้ที่ 80W แต่เสียงที่ออกมามันน่าฟังมาก ในแง่ของ รายละเอียด+ไดนามิกอยู่ในเกณฑ์กำลังเหมาะสำหรับการรับฟังแบบ nearfield ภายในห้องรับแขกที่บ้านผม ณ ตำแหน่งนั่งฟังที่ห่างจากระนาบวางลำโพงออกมาประมาณ 2 เมตรนิดๆ ความสูงของหูอยู่ในระดับกึ่งกลางระหว่างทวีตเตอร์ AMT กับโดมมิดเร้นจ์ ตรงนี้ ผมได้ยินรายละเอียดเสียงที่พร่างพราย ตั้งแต่แหลมบนๆ ลงมาถึงทุ้มต่ำๆ ความรู้สึกเหมือนนั่งมองทะลุเข้าไปในวงดนตรีที่กำลังเล่นกัน EVO 4.4 ให้รูปวงเวทีเสียงที่ครอบล้ำออกมาเลยแผงหน้าลำโพงประมาณ 10% ส่วนที่เหลืออีก 90% แผ่ลึกลงไปด้านหลังระนาบลำโพง

อัลบั้ม : Esprit de Four (FLAC 24/44.1)
ศิลปิน : Fourplay

นี่คือแนวเพลงที่ EVO 4.4 ชอบเป็นพิเศษ! รายละเอียดเสียงตั้งแต่ย่านแหลมลงมาถึงกลางต่ำมีลักษณะที่เปิดกระจ่าง.. แต่ไม่สว่างโพลน ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ผมชื่นชอบมากสำหรับ EVO 4.4 คู่นี้ ที่ผมใช้คำว่า เปิดกระจ่างก็เพราะว่า มันจะทำให้คุณได้ยินเสียงทุกเสียงที่อยู่ในย่านสูงลงมาถึงกลางต่ำโดยไม่มีความคลุมเครือใดๆ ถ้าอัลบั้มนั้นบันทึกมาด้วยความโปร่งใสที่ได้มาตรฐาน และที่เด่นมากๆ ก็คือ คุณจะได้ยินเสียงของเครื่องดนตรีแต่ละเสียง (รวมถึงเสียงร้อง) ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในเวทีเสียงอย่างมั่นคงโดยไม่มีอาการ “pushหรือถูกดันให้พุ่งออกมา นั่นทำให้คุณรับรู้ถึงรูปพรรณสัณฐานของเวทีเสียงที่ชิ้นดนตรีต่างๆ ถูกจัดวางตำแหน่งโดยมิกซ์ดาวน์ เอนจิเนียร์ อย่างที่มันเป็นมาจากสตูดิโอ!

ใครที่เป็นแฟนของวง Fourplay มาก่อนจะทราบดีว่า คอนเซ็ปต์ของวงนี้คือการ collaborate กันระหว่างนักดนตรี 4 คนที่เล่นเครื่องดนตรีหลักได้แก่ คีย์บอร์ด, กลอง, เบส และกีต้าร์ โดยที่แต่ละตำแหน่งมีโอกาสที่จะถูกปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ตลอดเวลา อย่างเช่นตำแหน่งกีต้าร์ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่แกนหลักของวงนี้ที่ Lee Ritenour กับ Larry Carlton เคยรับหน้าที่นี้ก็ได้ถูกเปลี่ยนมาเป็น Chuck Loeb เมื่อปี 2010 ซึ่งมีผลให้โทนของเพลงเปลี่ยนไปในทิศทางที่สมาชิกแต่ละคนมีพื้นที่ในการแสดงฝีมือใกล้เคียงกันมากขึ้น ซึ่งเป็นตัวตนของ Chuck Loeb มาแต่ไหนแต่ไร แม้ว่าจะเป็นเพลงที่เขาแต่งเอง เขาก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเสียงกีต้าร์มาเป็นอันดับหนึ่ง แต่ได้เกลี่ยบทบาทไปให้กับสมาชิกคนอื่นๆ ได้มีพื้นที่นำเสนอไม่ต่างกัน เมื่อรวมถึงแนวทางการเรียบเรียงดนตรีของ Chuck Loeb ที่ชอบแนวละมุน ไม่เน้นดุดัน (เขาคนนี้เคยทำงานให้กับค่าย Reference Recording ของโปรเฟสเซอร์ Keith O. Johnson ด้วย) นั่นทำให้โทนของเพลงในอัลบั้มนี้ออกไปในทิศทางที่นุ่มนวล ผสมผสานกลมกลืน ทั้งหมดนั้นมาลงตัวพอดีกับแนวทางในการมิกซ์เสียงของ Ken Freeman ที่เกลี่ยเสียงดนตรีให้นัวเนียกันอยู่ภายในเวทีเสียงแบบไม่ฉีกห่างกันมาก ซึ่งหากเจอกับลำโพงที่ไม่แสดงรายละเอียดเสียงในลักษณะ ตีแผ่ให้ทะลุลงไปถึงก้นบึ้งกันจริงๆ คุณแทบจะแยกรายละเอียดเสียงเบสของ Nathan East กับเสียงคีย์บอร์ดของ Bob James ที่เป็นโน๊ตต่ำๆ ออกจากกันไม่ได้เลยล่ะ เพราะ Ken Freeman แกมิกซ์ให้เสียงดนตรีแต่ละชิ้นมีความสัมพันธ์กันแบบใกล้ชิด ไม่ได้แยกฉีกเสียงแต่ละเสียงให้มีปริมณฑลที่ห่างจากกันมากๆ

เสียงกลางและแหลมของ EVO 4.4 เป็นอะไรที่มีเสน่ห์น่าฟัง มันราบเรียบแต่ไม่จืดชืด โดยเฉพาะปลายแหลมที่รับรู้ได้ถึงอาการแตกตัวของอิมแพ็คที่ให้ความสดใส แต่ในขณะเดียวกัน ไดอะแฟรมที่มีขนาดพิ้นที่ค่อนข้างใหญ่ จึงสามารถคุมไม่ให้ปลายเสียงมีอาการแตกซ่าน สิ่งที่ได้ยินก็คือการแตกตัวของเสียงแหลมที่กระจ่าง ใส และสะอาด ไม่จ้าเกินไปและไม่เสียดแทงหูเหมือนเสียงของโดมไดนามิกบางตัวที่ใช้วัสดุโลหะราคาถูก

อัลบั้ม : Legacy (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : Jon Faddis

อัลบั้มนี้บันทึกเสียงด้วยอุปกรณ์บันทึกเสียงที่ทำงานในโดเมนดิจิตัลเต็มตัว มรรคผลที่ได้มาจากการบันทึกด้วยกระบวนการดิจิตัลเต็มรูปแบบที่โดดเด่นชัดเจนมากที่สุดคือเสียงทรัมเป็ตของจอน เฟ็ดดิสนั่นเอง แค่สำเนียงแรกที่เขาเป่าตอนขึ้นต้นเพลง “West End Bluesผมก็แทบสะดุ้งโหยง.. เพราะเสียงทรัมเป็ตที่พุ่งผ่าน EVO 4.4 ออกมานั้นมันเหมือนจริงมาก.!! ช่วงพีคที่จอนเป่ามันเสียดแทง พุ่งปรี๊ดออกมาอย่างเร็วและแรง ซึ่งจากที่ผมเคยฟังแทรคนี้ผ่านลำโพงคู่อื่นในราคาใกล้เคียงกันที่ใช้ทวีตเตอร์ทรงโดม ผมพบว่า ช่วงพีคของเสียงทรัมเป็ตในแทรคนี้มันมีอาการแตกปลาย และแตกซ่านเสียดเข้าไปในหู ในขณะที่ EVO 4.4 ปล่อยเสียงออกมาในลักษณะที่ต่างออกไป เป็นเสียงพีคที่ไม่มีอาการแตกพร่า มีลักษณะการควบคุมปลายเสียงได้ดี คือพุ่งแหลมขึ้นไปแบบรวบปลายเสียงให้แหลมเรียว ไม่แตกปลาย ฟังสบายหูมากกว่าโดยที่ยังคงรักษาความพีคที่มีพลังเอาไว้ได้ครบ

อัลบั้ม : Folk Singer (FLAC 24/96)
ศิลปิน : Muddy Waters

เสียงแหลมของ EVO 4.4 ให้เนื้อมวลที่หนา มวลเนื้อมีความละเอียด เนียน รู้สึกได้ถึงความสะอาด ปราศจากความเพี้ยนที่เกิดจากอาการโอเว่อร์โหลดอย่างชัดเจน แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าต่างจากเสียงแหลมของทวีตเตอร์แบบโดม นั่นคือ ความเปิดโล่งซึ่งทวีตเตอร์ทรงโดมที่มีคุณภาพดีจะให้ ความรู้สึกถึงมวลอากาศที่เกิดจากการแตกตัวของปลายเสียงออกมามากกว่า ทำให้รู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่คละคลุ้งและอบอวลมากกว่าทวีตเตอร์ AMT ถือว่าเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวที่เด่นกันไปคนละทางเมื่อเทียบกับทวีตเตอร์ทรงโดมราคาแพงๆ

ข้อสังเกตข้างต้นนั้นผมได้มาจากการทดลองฟังงานเพลงของ Muddy Waters ชุด “Folk Singerที่ผมริปเป็นไฟล์เพลงมาจากแผ่น DAD ของค่าย Classic Records ซึ่งสังเกตได้จากเสียงสะท้อนของเสียงร้องที่ย้อนกลับมาจากผนังห้องบันทึกเสียง หลังเสียงของมัดดี้ วอเตอร์สสิ้นสุดลง ซึ่งจากประสบการณ์ที่ได้ฟังจากทวีตเตอร์ทรงโดมที่ผ่านมา ผมได้ยินเสียงสะท้อนกลับของหางเสียงที่กังวานได้ไกลกว่า ทอดปลายได้มากกว่า และรู้สึกว่าห้องที่ใช้บันทึกเสียงมีขนาดกว้างใหญ่กว่าเมื่อเทียบกับเสียงก้องสะท้อนที่ได้ยินจากทวีตเตอร์ AMT แต่ในขณะเดียวกัน ทวีตเตอร์ AMT ของ EVO 4.4 ให้เสียงกีต้าร์ของมัดดี้ วอเตอร์สกับเสียงกีต้าร์ของมัดดี้ กายที่มีมวลเนื้อเข้มข้นกว่า โฟกัสคมชัดและเป็นตัวเป็นตนมากกว่า ฟังไปนานๆ ผมกลับชอบลักษณะเสียงแหลมที่ทวีตเตอร์ AMT ให้ออกมามากกว่านะ คือมันดูเหมือนไม่ฟุ้งฟิ้งเท่ากับเสียงแหลมของทวีตเตอร์โดมโลหะ แต่ชอบที่เนื้อมวลมันหนากว่า และเนื้อเสียงไม่แห้ง ไม่แตกปลาย

อัลบั้ม : Random Access Memories (FLAC 24/88.2)
ศิลปิน : Daft Punk

อัลบั้ม : The Hunter (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : Jennifer Warnes

หลังจากลองฟังเสียงทุ้มของ EVO 4.4 ด้วยอินติเกรตแอมป์ Quad Vena II Play ไปแล้ว ผมก็มีโอกาสได้ทดลองฟังเสียงทุ้มของ EVO 4.4 อีกครั้งในช่วงท้ายด้วยปรี+เพาเวอร์ Classe Delta PRE + Magnet SM-02 และอินติเกรตแอมป์ Hegel รุ่น H390

เพลงที่ใช้ฟังทดสอบลักษณะเสียงทุ้มของ EVO 4.4 นอกจากอัลบั้มชุด “Virtuoso Pieces of Chinese Percussionของ Yim Hok-Man แล้ว ผมยังได้ลองฟังจากสองอัลบั้มข้างบนนี้ด้วย ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ยินจากอัลบั้มชุด “Random Access Memoriesของ Daft Punk นั้นเป็นอะไรที่เกินคาดหมาย เสียงเดินเบสอิเล็กทรอนิคออกมาแน่นและหนักหน่วงพอตัวเลยทีเดียว EVO 4.4 คู่นี้สามารถดีดหัวโน้ตเบสให้หลุดตู้ออกมาได้อย่างน่าพอใจ (เป็นข้อดีของการใช้วูฟเฟอร์ขนาดไม่ใหญ่!) ส่วนฐานเบสก็ทอดตัวแผ่ลงต่ำได้ดีพอสมควร เป็นผลจากท่อระบายอากาศที่ยิงลงพื้น ซึ่งแม้ว่าฐานเบสจะไม่อวบใหญ่มาก แต่ก็มีข้อดีที่แลกกันมา นั่นคือทำให้รับรู้ถึงรายละเอียดของหัวเบสและตัวบอดี้ของเสียงเบสที่ชัดเจนมากกว่า กระฉับกระเฉงกว่า ไม่อึมครึม ไม่อับทึบและไม่เฉื่อย

เสียงทุ้มที่กระแทกตัวลงต่ำในแทรคที่ 8 เพลง “Way Down Deepของอัลบั้มชุด The Hunter ของเจนนิเฟอร์ วอห์นอาจจะไม่ถูกใจนักฟังเพลงสายเบสมากนัก แม้ว่าหัวเบสจะพุ่งเร็วแต่ฐานเบสยังไม่แผ่ตัวออกมามากอย่างที่เคยฟังจากลำโพงตั้งพื้นบางคู่ ส่งผลให้น้ำหนักของเสียงเบสในแทรคนี้ฟังดูอ่อนน้ำหนักไปนิด

สรุป

EVO 4.4 ถ่ายทอดความถี่เสียงตั้งแต่ย่านกลางต่ำขึ้นไปถึงเสียงแหลมออกมาได้ดีมากๆ โดยเฉพาะในแง่ของรายละเอียดที่แจกแจงออกมาได้ดีกว่ารุ่น EVO 4.2 ที่ผมเคยทดสอบไปแล้วเยอะมาก.. ผิดกับที่ผมคาดไว้ ซึ่งทีแรกผมคิดว่าจะได้ยินเสียงทุ้มที่นุ่มหนาจากลำโพงคู่นี้ แต่เอาเข้าจริงแล้ว จุดเด่นของลำโพงคู่นี้ก็คือย่านกลางและแหลมที่ดีมากๆ ต่างหาก ส่วนเสียงทุ้มนั้นมันเข้ามาเป็นส่วนเติมเต็มที่สมบูรณ์ของกลางต่ำที่เสริมกันพอดีๆ ในขณะที่ทุ้มตอนปลายๆ ของลำโพงคู่นี้จะถูกปล่อยให้ทอดหายไปเป็นฐานของเสียงทุ้มบางๆ คนที่ต้องการเสียงกลางที่เปิด ลอย และเชื่อมโยงกับเสียงแหลมได้อย่างต่อเนื่อง เป็นเนื้อเดียวกัน แนะนำให้ไปหาโอกาสลองฟังลำโพงคู่นี้ให้ได้

ผมยอมรับว่า EVO 4.4 ได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับแบรนด์ Wharfedale ที่ทำให้แบรนด์นี้ขยับสูงขึ้นไปกว่าเดิมอีกขั้น โดยมุ่งหน้าขึ้นไปสู่คำว่าไฮเอ็นด์ฯ มากขึ้น.! /

*************************
ราคา : 48,000 บาท / คู่ (*ราคาโปรโมชั่น จากปกติ 60,000 บาท / คู่)

*************************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
. HiFi Tower
โทร. 02-881-7273-5

facebook: @hifitowerShop
Line ID: @hifitower

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า