รีวิวเครื่องเสียง Nordost รุ่น Tyr2 สายสัญญาณบาลานซ์ XLR และสายลำโพง

เมื่อ ปี 1991 มีผู้ผลิตสายออดิโอ เคเบิ้ลสัญชาติอเมริกันแบรนด์ใหม่เจ้าหนึ่ง นำสายสัญญาณและสายลำโพงที่มีดีไซน์แปลกตาเข้าสู่ตลาด มันคือสายลำโพงที่มีรูปทรงแบนและบาง ตัวนำเป็นทองแดงเส้นแบนๆ ห่อหุ้มด้วยฉนวนใสๆ อยู่ด้านนอก ไม่มีชีลด์ใดๆ ทื่อๆ ตรงไปตรงมา ชื่อของสายสัญญาณและสายลำโพงที่ว่านี้ก็คือ “Flatine cableส่วนชื่อยี่ห้อของผู้ผลิตสายแบรนด์นี้ก็คือ Nordost

จากวันนั้น มาจนถึงวันนี้ Nordost กลายเป็นแบรนด์ผู้ผลิตสายออดิโอเคเบิ้ลระดับพรีเมี่ยมของวงการไปแล้ว และปัจจุบัน Nordost ไม่ได้มีเฉพาะสายลำโพง แต่มีสายออดิโอเคเบิ้ลครบทุกรูปแบบ ครบทุกระดับราคาตั้งแต่ระดับมือใหม่ไปจนถึงระดับซุปเปอร์ไฮเอ็นด์ นอกจากนั้น Nordost ยังได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้แก่แอคเซสซอรี่ที่มีประสิทธิภาพในการสลายเรโซแนนซ์เพิ่มเติมออกมาอีกด้วย

Technology หลัก

จุดเด่นของ Nordost คือนำเอาเทคโนโลยีชั้นสูงที่ใช้ในอุตสาหกรรมการบิน (aerospace) และเทคโนโลยีที่ใช้ในอุตสาหกรรมการแพทย์มาเป็นพื้นฐานในการผลิตตัวนำและสายต่างๆ เป็นผลให้สายสัญญาณและสายลำโพงของ Nordost มีความสามารถในการนำสัญญาณเสียงที่ให้ผลลัพธ์สูงในระดับที่ไม่มีผู้ผลิตรายใดไปถึงจุดนั้นมาก่อน จนกล้าที่จะใช้สปีดของแสงที่เดินทางไปบนตัวนำมาเป็นเกณฑ์วัดประสิทธิภาพในการออกแบบ ด้วยสมมุติฐานที่ว่า ถ้าสัญญาณเสียงจากอินพุตด้านหนึ่งของสายวิ่งผ่านตัวนำในสายไปทะลุออกทางด้านเอ๊าต์พุตด้วยสปีดที่เร็วมากๆ จะทำให้สัญญาณเสียงที่วิ่งผ่านสายเกิดความสูญเสียไปบนตัวสายน้อยที่สุด

ช่วงเวลาเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา Nordost ได้คิดค้นเทคโนโลยีของตัวเองขึ้นมาใช้ในการออกแบบและผลิตอย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น เทคโนโลยี Dual/Micro-Mono Filament, TSC (Total Signal Control) และ HOLO:PLUG connector เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถรักษาระดับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ไว้ได้อย่างต่อเนื่องตลอดไป และได้มาตรฐานคุณภาพตามที่ตั้งสมมุติฐานเอาไว้

Tyr2
รุ่นท็อปของซีรี่ย์ Norse 2High Performance

อย่างที่เกริ่นมาข้างต้น ช่วงเวลาเกือบสามสิบปีตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจมา ผลิตภัณฑ์ของ Nordost ได้แตกแขนงออกมาอีกหลากหลายรูปแบบ ทั้งสายต่อต่างๆ และแอคเซสซอรี่ด้วย ในส่วนของสายออดิโอเคเบิ้ลเองก็มีรุ่นออกมามากมาย ซึ่งปัจจุบัน Nordost จัดหมวดหมู่ของสายออดิโอเคเบิ้ลเอาไว้ 4 ระดับ เรียงลำดับจากเล็กไปหาใหญ่คือ Leif, Norse 2, Valhalla 2 และ Odin 2

สายสัญญาณบาลานซ์ XLR รุ่น Tyr2

สายสัญญาณตัวนี้เป็นรุ่นท็อปสุดในซีรี่ย์ Norse 2 – “High Performanceซึ่งเป็นซีรี่ย์ระดับกลาง อันดับที่สองในจำนวน 4 อันดับ โดยที่ Norse 2 อยู่สูงกว่า Leif Series ขึ้นมาระดับหนึ่ง ตัวนำสัญญาณทำมาจากทองแดงแกนเดี่ยวปลอดอ๊อกซิเจนเคลือบผิวด้วยโลหะเงิน (Oxygen Free Copper = OFC) ความบริสุทธิ์อยู่ที่ระดับ 7N (99.99999%) ขนาด 24AWG จำนวน 7 เส้น จัดโครงสร้างออกมาเป็นแบบ Dual Mono-Filament ที่ทำให้เส้นตัวนำลอยตัวอยู่ในอากาศ ช่วยป้องกันการเหนี่ยวนำจากไฟฟ้าสถิตย์ที่เกิดขึ้นบนฉนวนเปลือกนอกไม่ให้แทรกลงมาถึงเส้นตัวนำ ทำให้สัญญาณเสียงที่อยู่ในรูปของกระแสไฟเดินทางไปไปบนตัวนำได้อย่างสะดวกโยธิน ความเร็วไม่ตก และรายละเอียดก็ไม่สูญเสีย

การจัดเรียงตัวนำทั้งหมดในตัวสายทำด้วยเครื่องจักร แต่ผ่านการปรับจูนระยะการบิดเกลียวและความยาวที่เหมาะสมกับการส่งผ่านสัญญาณเสียงตั้งแต่แหลมกลางทุ้มที่ไปถึงปลายทางพอดีกัน

ฉนวนด้านนอกที่ห่อหุ้มโครงสร้างตัวนำภายในของสายสัญญาณ Tyr2 ทำด้วยวัสดุ Fluorinated Ethylene Propylene (FEP) ผสมสีน้ำตาลเข้มๆ

สายสัญญาณ Tyr2 ที่ผมขอยืมมาทดสอบนี้ หัวท้ายติดขั้วต่อบาลานซ์ XLR โดยใช้ขั้วต่อของ Neutrik รุ่น NC3FXX (ตัวเมีย ภาพบน) ซึ่งมีระบบล็อคเข้ากับตัวผู้ฝั่งที่อยู่บนตัวเครื่องเสียง ส่วนฝั่งตัวผู้ของสาย Tyr2 ใช้เป็นรุ่น NC3MXX (ภาพล่าง) เป็นขั้วต่อที่มีความแข็งแรงมากเป็นพิเศษ เดินสะดุดยังไม่หลุดเลย!

สายลำโพงซิงเกิ้ลไวร์ รุ่น Tyr2

นี่เป็นสายลำโพงที่ออกแบบมาคู่กันกับสายสัญญาณ Tyr2 โดยใช้ตัวนำแบบเดียวกับสายสัญญาณคือทองแดง OFC แกนเดี่ยวปลอดอ๊อกซิเจน ความบริสุทธิ์ 7N เคลือบผิวด้วยโลหะเงิน ขนาด 22AWG จำนวน 26 เส้น จัดโครงสร้างด้วยเทคโนโลยี Micro Mono-Filament Construction ทั้งซีกบวกและซีกลบเหมือนกันทั้งสองด้าน

ลักษณะของสายลำโพง จะมองเห็นเส้นตัวนำที่เรียงตัวกันไปตามเนวยาวของตัวสายทั้งหมด 26 เส้น แบ่งเป็นฝั่งซีกบวกกับซีกลบฝั่งละ 13 เส้น ความกว้างของแผ่นตัวนำทั้งสองซีกอยู่ที่ 5.5 ..

ขยายเข้าไปดูใกล้ๆ อีกหน่อย ในภาพเป็นสายลำโพงซีกเดียว ความกว้างอยู่ที่ 2.5 .. จะสังเกตเห็นเส้นตัวนำแต่ละเส้นที่อยู่ในท่อสุญญากาศโดยมีเส้นฉนวนสีดำๆ (ศรชี้) พันรอบเส้นตัวนำแบบห่างๆ เพื่อค้ำยันไม่ให้ฉนวนที่เป็นผนังท่อด้านนอกเข้าไปแตะกับผิวนอกของตัวนำ เพื่อทำให้ตัวนำแต่ละเส้นมีสภาพ เสมือนถูกแขวนลอยอยู่ในอากาศซึ่งเป็นฉนวนในอุดมคติ สายลำโพงที่ผมได้รับมาทดสอบครั้งนี้ติดขั้วต่อ Banana ชุบทองของ Nordost เอง

ทดสอบ

สายสัญญาณและสายลำโพงแต่ละยี่ห้อจะมีแนวทางการออกแบบเป็นของตัวเอง แม้ว่าในอุดมคติที่แต่ละแบรนด์ชูธงเอาไว้ก็คือ ถ่ายทอดสัญญาณด้วยความบริสุทธิ์ปราศจากการปนเปื้อนและไม่มีการสูญเสีย แต่เอาจริงๆ แล้ว ไม่มีใครในโลกนี้สามารถทำได้ตามนิยามนั้นทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ เหตุผลก็เพราะว่า สายสัญญาณและสายลำโพงเป็นอุปกรณ์พาสซีฟ ที่มีพฤติกรรมในการ ต้านทานสัญญาณโดยไม่มีความสามารถในการชดเชยด้วยการขยายเพิ่ม/ลดเหมือนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคประเภทอื่น

วัสดุที่ใช้ทำตัวนำ, จำนวนของตัวนำ, ลักษณะการจัดโครงสร้างของตัวนำบนสาย ตลอดจนถึงความยาวและลักษณะของขั้วต่อหัวท้าย เหล่านี้ล้วนส่งผลต่อคุณภาพและบุคลิกเสียงของสายสัญญาณและสายลำโพงที่จะส่งต่อไปถึงเสียงของซิสเต็มด้วย

เป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้ผลิตสายสัญญาณและสายลำโพงระดับกลางๆ (mid-end) ในการเลือกใช้วัสดุตัวนำที่มีคุณภาพสูง อย่างเช่น ทองแดง OFC, OCC แต่ถ้าเทียบกับสายสัญญาณและสายลำโพงที่เป็นแบรนด์ระดับไฮเอ็นด์ฯ จะสังเกตได้จากเทคนิคพิเศษที่ใช้ในการออกแบบที่มีความวิลิศมาหรากว่า ซึ่ง เทคนิคพิเศษเหล่านั้นแหละที่ทำให้เสียงของสายสัญญาณและสายลำโพงของแบรนด์ระดับไฮเอ็นด์พุ่งทะลุเหนือมาตรฐานของสายระดับล่างและระดับกลางทั่วไปอย่างชัดเจน

แม็ทชิ่ง

เทคนิคพิเศษที่ผู้ผลิตสายสัญญาณและสายลำโพงระดับไฮเอ็นด์ใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ของพวกเขานั่นแหละคือต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ของพวกเขามีคุณภาพเสียงที่โดดเด่น ขึ้นอยู่กับว่า แบรนด์นั้นจะเลือกโดดเด่นไปในคุณสมบัติด้านใดเป็นพิเศษ

ผู้ผลิตสายแบรนด์ Nordost ประกาศชัดเจนมาตั้งแต่แรกว่าพวกเขาเน้นที่ สปีดหรือความเร็วในการส่งผ่านสัญญาณระหว่างอินพุตไปถึงเอ๊าต์พุตที่เร็วมากๆ เพราะพวกเขาเชื่อว่า ถ้าสัญญาณใช้เวลาเดินทางอยู่ในสายตัวนำยิ่งน้อยเท่าไร ก็จะสามารถลดความสูญเสียได้มากเท่านั้น ดังนั้น ผลลัพธ์ที่ควรจะคาดหวังได้จากสายสัญญาณและสายลำโพงของ Nordost อันเนื่องมาจากเป้าหมายในการออกแบบก็คือ รายละเอียดหรือ resolution ซึ่งจะแสดงออกมาในลักษณะของ ความถี่” (frequency response) และ ไดนามิกเร้นจ์” (dynamic range)

ผมมีโอกาสทดลองใช้สายสัญญาณและสายลำโพงของ Nordost ชุดนี้อยู่นานพอสมควร ได้ทดลองใช้กับซิสเต็มไฮเอ็นด์ราคาแพงๆ และระดับกลางๆ ราคาไม่สูงมากด้วย ส่วนใหญ่จะใช้สายสัญญาณต่อในช่วงปรีแอมป์ไปที่เพาเวอร์แอมป์ และบางครั้งใช้ต่อในช่วง source ไปที่อินติเกรตแอมป์ ทั้งนี้เพื่อลดโอกาสที่จะมีการปะปนกับสายสัญญาณอื่นให้น้อยที่สุด ซึ่งจะทำให้ฟังจับบุคลิกเสียงของสายสัญญาณและสายลำโพงชุดนี้ได้ง่ายและวิเคราะห์ได้ชัดเจน

ช่วงที่ได้เห็นถึงสมรรถนะที่โดดเด่นมากๆ ของสายลำโพง Nordost รุ่น Tyr2 คู่นี้มีอยู่ 4 โมเม้นต์

ครั้งที่ 1: ก็คือตอนที่ผมทดลองเชื่อมต่อระหว่างอินติเกรตแอมป์ Accuphase รุ่น E-800 (REVIEW) ไปที่ลำโพง Focal รุ่น Sopra No.1 (REVIEW)

ครั้งที่ 2 : คือตอนที่ผมใช้ปรีแอมป์ Classe รุ่น Delta PRE แล้วส่งสัญญาณเสียงผ่านสายสัญญาณ Tyr2 ไปที่เพาเวอร์แอมป์โมโนบล็อคของ Boulder รุ่น 850 ขับลำโพง Focal รุ่น Sopra No.1 ผ่านสายลำโพง Tyr2

ครั้งที่ 3: ผมใช้สายลำโพง Nordost รุ่น Tyr2 เชื่อมต่อระหว่างอินติเกรตแอมป์ Hegel รุ่น H390 กับลำโพง Focal รุ่น Sopra No.1

ครั้งที่ 4: ผมทดลองใช้อินติเกรตแอมป์ Hegel รุ่น H390 ขับลำโพงตั้งพื้น Wharfedale รุ่น EVO 4.4 โดยใช้สายลำโพง Nordost รุ่น Tyr2 ความยาวข้างละ 2 เมตรจำนวน 4 เส้น แยกต่อขั้วต่อสายลำโพงของ EVO 4.4 ข้างละ 2 เส้นแล้วลากทั้งหมดไปจั้มที่ขั้วต่อสายลำโพงของ H390 ซึ่งเป็นการใช้สายลำโพงซิงเกิ้ลไวร์ 2 ชุดเชื่อมต่อระหว่างลำโพงที่ให้ขั้วต่อสายลำโพงมาสองชุด กับแอมป์ที่ให้ขั้วต่อสายลำโพงมาชุดเดียว เป็นการหลีกเลี่ยงที่จะใช้สายลำโพงแบบ single-to-biwire ซึ่งมีการพูดกันว่าให้เสียงที่ไม่ดี สู้แบบซิงเกิ้ล 2 ชุดไม่ได้ ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาก็เป็นไปตามนั้น คือจากการฟังเทียบกัน ผมพบว่า ใช้สาย single-to-single ของ Nordost รุ่น Tyr2 สองชุด ให้เสียงโดยรวมออกมา ดีกว่าใช้สาย single-to-biwire ของ Nordost รุ่น Valhalla (เก่า) ชุดเดียว ทั้งๆ ที่ Valhalla เป็นรุ่นที่สูงกว่า Tyr2 (แต่เป็นเวอร์ชั่นเก่ากว่า) สิ่งที่รับรู้ได้คือ โฟกัสของแต่ละเสียงที่เป๊ะกว่า ความเป็นตัวตนสูงกว่า การจัดวางตำแหน่งในเวทีเสียงก็รับรู้ได้ชัดเจนกว่า ทุกเสียงให้ความรู้สึกหลุดตู้มากกว่า โดยเฉพาะเสียงแหลมอย่างพวกฉาบ หรือไฮแฮท และที่สำคัญคือ รายละเอียดของแต่ละเสียงที่เจาะลึกลงไปใน inner detail ที่เด่นชัดกว่ามาก

บุคลิก และคุณภาพเสียง ของ Tyr2

จากประสบการณ์ที่ใช้งานสายออดิโอเคเบิ้ลของ Nordost มาก่อน และจากการทดลองใช้งานสายสัญญาณกับสายลำโพงรุ่น Tyr2 ครั้งนี้ ผมพบว่า สายสัญญาณและสายลำโพงของแบรนด์นี้ควรจะใช้ร่วมกัน เพราะการผสมกับสายยี่ห้ออื่นจะให้ผลที่ไม่ค่อยลงตัวกัน ถ้าเป็นไปได้แนะนำให้ทดลองฟังแบบที่ใช้สาย Nordost รุ่นเดียวกันทั้งเซ็ตก่อน เพราะถ้าอุปกรณ์ในซิสเต็มไม่มีปัญหาเรื่องแม็ทชิ่ง สายสัญญาณ+สายลำโพงของ Nordost จะถ่ายทอดความดีเด่นของซิสเต็มนั้นออกมาได้เต็มที่มากที่สุด และสิ่งที่สายยี่ห้อนี้ถ่ายทอดออกมาก็คือคุณสมบัติเด่นที่เป็น พื้นฐานของเสียง นั่นคือ รายละเอียดหรือ resolution ซึ่งการที่จะทำให้เกิด รายละเอียดขึ้นมาได้ ทั้ง ความถี่และ ความดัง (ไดนามิกเร้นจ์)” ของเสียงจะต้อง synchronize กันด้วย timing ที่พอดีกันเป๊ะๆ

เพราะสายสัญญาณ หรือสายลำโพงของ Nordost ถ่ายทอดสัญญาณได้เร็วมากๆ เร็วกว่าสายยี่ห้ออื่นๆ ในท้องตลาด การผสมกับแบรนด์อื่นจึงอาจทำให้เกิดปัญหา timing error ขึ้นมาได้ง่าย โดยเฉพาะแบรนด์ที่ออกแบบโดยอาศัยการหน่วงเสียงเพื่อจัดสมดุลและเฟสของเสียงใหม่ ทำให้เกิด group delay ในการถ่ายทอดสัญญาณเสียง ซึ่งผลกระทบที่เกิดจากอาการไม่เข้ากับระหว่างสายของ Nordost กับแบรนด์อื่นก็คือทำให้ความถี่จากต้นทางไปถึงปลายทางไม่พร้อมกันทั้งย่านเสียง โดยมากจะออกมาไปในลักษณะของเสียงที่ขาดสมดุลของปริมาณทุ้มกลางแหลม ในบางซิสเต็มอาจจะทำให้ทุ้มน้อย หรือแหลมฟุ้งกระจายไม่เป็นตัวเพราะ timing ในย่านแหลมไม่ซิงโคไน้ซ์กัน

อัลบั้ม: Blues-A-Plenty (WAV 16/44.1)
ศิลปิน: Johnny Hodges

เพลงในอัลบั้มนี้เป็นแนวสแตนดาร์ด แจ๊ส ลีลาของเพลงในอัลบั้มส่วนใหญ่จะออกไปทางเนิบนาบ ช้าๆ เรื่อยๆ ไม่เร็ว ซึ่ง Johnny Hodges มีชื่อเสียงฝนการเป่าแซ็กฯ แนวโรแมนติคแบบนี้อยู่แล้ว อัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มเด่นของเขา ถ้าได้ฟังเสียงแซ็กฯ ของเขาจากเพลง “Don’t Take Your Love From Me” (แทรคที่ 6) แล้วรู้สึกชวนให้หัวใจสลายกับลีลาลากหางเสียงให้พลิ้วเป็นระลอกของเขาเมื่อไร แสดงว่าชุดเครื่องเสียงที่ใช้ฟังตอนนั้นกำลังเข้าไคล้แล้ว ไทมิ่งลงตัวสุดๆ ฟังเสียงขมิบหางเสียงแซ็กฯ ของเขาในแทรคนี้แล้วแทบขาดใจ ลีลาเพลงอ้อยอิ่ง ลากเลื้อยไปเรื่อย ซึ่งไม่มีเค้าของเสียงบางๆ แห้งๆ ที่ใครเคยพูดถึงสายสัญญาณและสายลำโพงของยี่ห้อนี้ออกมาให้ได้ยินเลย

เวลาอ่านคุณสมบัติของสายแล้วไปเห็นประโยคที่ว่า ตอบสนองเสียงได้เร็วเกือบเท่ากับความเร็วแสงหลายคนจะจินตนาการไปว่า เสียงเพลงที่ออกมาจะต้องเร่งเร็ว กระชั้น ฟังแล้วคงจะไม่นุ่มนวล ซึ่งจริงๆ แล้วหาได้เป็นเช่นนั้น คำว่า “fast responseคือไม่ทำให้เกิด delay ของสัญญาณ ส่งผลให้ได้ทรานเชี้ยนต์ของไดนามิกที่คม โฟกัสเป๊ะ และที่สำคัญคือ ได้ท่วงจังหวะของเพลง (rhythm) ที่แม่นยำ ตรงตามเพลงที่ป้อนเข้ามา ไม่ได้หมายความว่า fast reponse แล้วจะทำให้เสียงเพลงเร่งเร็วขึ้น คนละความหมายกันโดยสิ้นเชิง ให้ลองนึกถึงสปีดของเครื่องเล่นแผ่นเสียงก็ได้ แผ่นที่บันทึกมาด้วยสปีด 45rpm จะต้องปรับตั้งเครื่องเล่นให้แพลตเตอร์หมุนแผ่นเร็วกว่าแผ่นที่บันทึกมาด้วยสปีด 33 1/3rpm แต่พอเพลงออกมา จังหวะของเพลงก็ตรงตามเพลงนั้นๆ คือจังหวะเพลงในแผ่นเป็น 2/4 ก็ออกมาจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงเป็น 2/4 แผ่นไหนเพลงที่บันทึกมาบนแผ่นเล่นด้วยจังหวะ 4/4 ก็ออกมาเป็น 4/4 นั่นคือสปีดการหมุนของแพลตเตอร์ของเครื่องเล่นแผ่นเสียงไม่ได้มีส่วนไปเร่งความเร็วของเพลงฉันใด การตอบสนองต่อการถ่ายทอดสัญญาณที่เร็วมากๆ ของสายสัญญาณและสายลำโพง Nordost ก็ใช้หลักการเดียวกันกับเครื่องเล่นแผ่นเสียงนั่นเอง

คนที่ชอบฟังเพลงระดับ นักฟังเพลงจะจับได้ง่ายถ้าเพลงที่ฟังถูกเร่งสปีดให้เร็วขึ้นกว่าจังหวะจริงของเพลงนั้น จุดเด่นอีกจุดที่ผมพบว่าสายสัญญาณและสายลำโพงของ Nordost รุ่น Tyr2 ให้ออกมาได้น่าทึ่งมากๆ นั่นคือ ความใสของพื้นเสียง..

อัลบั้ม: Cinema Serenade (WAV 16/44.1)
ศิลปิน: Itzhak Perlman & Pittsburgh Symphony Orchestra

ถ้าเคยอ่านรีวิวสายสัญญาณหรือสายลำโพงของ Nordost มาบ้าง ที่รีวิวเวอร์เมืองนอกทำเอาไว้ คุณน่าจะเคยผ่านตากับคำชมว่าสายของยี่ห้อนี้ให้พื้นเสียงที่มีความใสที่โดดเด่น นั่นล่ะ คืออิทธิพลของเทคโนโลยี Micro Mono-Filament ซึ่งทำให้คุณรู้สึกเสมือนว่า นักดนตรีที่กำลังบรรเลงเพลงทั้งหมดนั้นนั่งอยู่ในห้องร่วมกับคุณในขณะนั้น หรือจะพูดว่า มันได้พาคุณหายตัวไปอยู่ในฮอลล์เดียวกับวงดนตรีที่คุณกำลังฟังจะใกล้เคียงกว่า.!!

ผมก็รู้สึกแบบนั้นตอนฟังอัลบั้มชุด “Cinema Serenadeชุดนี้ ทั้งเสียงไวโอลินของ Itzhak Perlman และเสียงบรรเลงแบ็คอัพของวงออเคสตร้า Pittburgh Symphony Orchestra ถอยลงไปอยู่หลังระนาบลำโพง ทั้งหมด!แผ่กระจายฉีกออกไปเต็มผนังด้านหลัง และบางครั้งรู้สึกได้ว่า เสียงดับเบิ้ลเบสมันทะลุลึกเลยผนังลงไปอีกเป็นเมตร (เพลง II Postino: Theme) แทรคที่ 4 ท่อนกลางๆ ของเพลงนี้มีเสียงเครื่องสายที่แผ่ลอยขึ้นมาเต็มผนัง อบอวลไปทั้งห้อง ในขณะที่มีเสียงกระตุกสายดับเบิ้ลเบสเดินทำนองดึงลึกๆ ออกมาจากด้านหลังด้วย เป็นบรรยากาศที่ให้ความรู้สึกโอบล้อมและคละคลุ้งไปด้วยความเป็นดนตรีอย่างมาก หลังตาแล้วล่องลอย…

สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกได้ คือผมเคยฟังอัลบั้มชุดนี้มาแล้วหลายครั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้ ผมพบว่า อัลบั้มนี้บันทึกเสียงมาไม่ได้ดีนัก แต่เพลงไพเราะน่าฟัง แต่มาวันนี้ ผมรู้สึกว่าตัวผมเองบังเกิดความดื่มด่ำกับบทเพลงในอัลบั้มนี้มากเป็นพิเศษ คือมาค้นพบว่า ความดีเด่นของอัลบั้มนี้ไม่ได้อยู่ที่คุณภาพการบันทึกเสียงที่ใสกระจ่าง ไดนามิกกว้างขวาง อะไรแบบนั้น แต่จริงๆ แล้ว จุดเด่นของอัลบั้มนี้อยู่ที่ความนัวของดนตรีที่คละคลุ้งและคละเคล้ากันระหว่างเสียงไวโอลินกับเครื่องสายของวงออเคสตร้าที่กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันไปได้อย่างน่าติดตาม ซึ่งสายสัญญาณ+สายลำโพงรุ่น Tyr2 ของ Nordost เข้ามาช่วย เป่าฝุ่นควันที่เคยปกคลุมรายละเอียดของเพลงในอัลบั้มนี้ออกไป ทำให้รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ถูกเปิดเผยออกมาให้ได้ยิน และเป็นการปลดปล่อยแบบที่ไม่ทำให้บุคลิกเสียงเดิมๆ ของอัลบั้มนี้เปลี่ยนไปด้วย เดิมๆ จะออกนัวๆ ยังไง ก็ยังคงนัวๆ อยู่แบบนั้น ตรงไหนมีตำหนิสายสัญญาณ+สายลำโพงคู่นี้ก็ไม่ปิดปังเอาไว้ กลับปล่อยมันออกมาให้ได้ยิน ซึ่งช่วงกลางๆ ของเพลง “Far And Away: Themeซึ่งเป็นช่วงโหมของแทรคนี้จะได้ยินเสียง noise ที่เกิดจากอาการพีคของมาสเตอร์หลุดออกมาให้ได้ยินเบาๆ ในขณะที่ส่วนอื่นของดนตรีกำลังปลดปล่อยพลังกันเต็มที่

อัลบั้ม: Don’t Smoke In Bed (WAV 16/44.1)
ศิลปิน: Holly Cole Trio

นึกขึ้นมาได้ว่าไม่ได้ฟังอัลบั้มนี้มานานแล้ว รูดหน้าจอแอพ M-Connect บนไอแพดผ่านๆ ไปเจอหน้าปกอัลบั้มนี้เลยหยุดฟัง แค่เสียงดับเบิ้ลเบสของแทรคแรก “I Can See Clearly Nowดังขึ้นมาผมก็หูผึ่งเลย! คือเสียงเบสมันมาครบมาก ทั้งความเร็ว ความกระชับ เนื้อมวลที่อิ่มและข้น หัวเบสตัวเบสหางเบส กอปรกันออกมาได้อย่างเป็นชิ้นเป็นอัน มันเด้งดึ๋งๆ ออกมาในอากาศที่ว่างเปล่าตรงกลางระหว่างลำโพงทั้งสองข้างอย่างชัดเจน แจ่งแจ้งมากๆ ยังกะ David Piltch แกเข้ามายืนกระตุกสายเบสอยู่ในห้อง แต่ละเพลงที่ผ่านไปมันทำให้ผมรู้สึกเหมือนฟังเพลงใหม่ รู้สึกว่าคราวนี้นักดนตรีแต่ละคนมีลีลาในการบรรเลงมากกว่าเดิม เดี๋ยวคนนั้นหยด เดี๋ยวคนนี้หยอด คนโน้นรับ ส่งต่อกันไปมาอย่างคนรู้ใจ ฟังแล้วรู้สึกได้ถึงความเป็นเนื้อเดียวกัน และบรรยากาศก็เปิดโล่งออกมามากกว่าทุกครั้ง ปลายเสียงแหลมทอดไปได้จนสุด ไม่มีความรู้สึกว่ามีขอบปริมณฑลเข้ามาคั่นขวาง ทุกเสียงมีอาการผ่อนคลาย ขับเคลื่อนตัวได้อย่างอิสระ บางช่วงเร็วกระชั้นขึ้นมา อีกประเดี๋ยวเดียวก็กลับเชื่องช้าลงไป แต่ละเพลงฟังดูเหมือนมี ลีลามากขึ้น ไม่น่าเบื่อ แม้จะเป็นเพลงช้าๆ อย่าง “Blame It On My Touthแทรคที่ 7 ก็ไม่รู้สึกเบื่อ กลับฟังแล้วได้อารมณ์ที่ลึกซึ้งมากขึ้นซะอีก สุดยอดมาก.!!

อัลบั้ม: ดนตรีนอกเวลา – RS Unpluged (WAV 16/44.1)
ศิลปิน: รวมศิลปิน

ถ้าผู้ผลิตอุปกรณ์เครื่องเสียงจะใช้คำโฆษณาว่า ให้เสียงที่สมจริงหรือจะใช้คำว่า มีความเป็นมอนิเตอร์ในทางปฏิบัติแล้ว อุปกรณ์เครื่องเสียงเหล่านั้นจะต้องถ่ายทอดเสียงที่มีลักษณะเหมือนกับสิ่งที่มันได้รับเข้าไปออกมาโดยไม่ทำการ เพิ่มเติมสิ่งที่เรียกว่า artifact หรือความผิดเพี้ยนที่เกิดจากการทำงานของอุปกรณ์เหล่านั้นเข้าไปในเสียงเพลง ดังนั้น ถ้าเราได้ยินเสียงร้องและเสียงดนตรีจากอัลบั้มเพลงไทยที่มีลักษณะบาง ไม่อิ่ม ไม่หนา เหมือนอัลบั้มเพลงที่ทำมาจากเมืองนอก ก็ไม่ได้ถือว่าอุปกรณ์เครื่องเสียงตัวนั้นทำอะไรผิดไปจากที่ผู้ผลิตได้โฆษณาประชาสัมพันธ์เอาไว้ แต่สิ่งที่ต้องไม่เกิดขึ้นกับเพลงที่ฟังก็คือ จะต้องไม่มี noise ที่เกิดจากอิเล็กทรอนิคปะปนเข้ามาในเสียง และจะต้องรักษาความเป็นดนตรีของเพลงเอาไว้ให้ได้ เมื่อฟังแล้วจะต้องรับรู้ถึงความรู้สึก อินไปกับเนื้อหาสาระของเพลงนั้นๆ ได้ (ซึ่งเครื่องเสียงที่ดี ควรจะทำให้ อินมากขึ้นด้วยซ้ำ.!)

อัลบั้มชุด RS Unpluged ของค่าย RS ชุดนี้ถูกสร้างขึ้นมาในยุคที่คำว่า Unplugedกำลังฮิต จากอิทธิพลของอัลบั้มชุด “Unplugedที่เอริค แคลปตันเล่นสดในรายการซีรี่ย์ทีวี MTV Unpluged เมื่อปี 1992 ซึ่งได้รางวัลแกรมมี่ในปี 1993 ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า ทาง RS ทำอัลบั้มชุดนี้ออกมาได้ดีมาก ทุกเพลงบันทึกเสียงดี แม้ว่าซีดีของอัลบั้มชุดนี้จะให้เนื้อเสียงออกมาบางไปนิด แต่ในแง่ของอรรถรสของเพลงต้องนับว่าดีมาก หลายๆ เพลงให้อรรถรสดีกว่าเวอร์ชั่นออริจินัลก็มี เสียงที่เล่นผ่านลำโพง Wharfedale EVO 4.4 ขับกับอินติเกรตแอมป์ Hegel H390 โดยมีสายลำโพง Nordost Tyr2 สองคู่เชื่อมต่อระหว่าง EVO 4.4 กับ H390 ออกมาดีมากๆ คอนทราสน์ไดนามิกเยี่ยมมาก ทำให้เสียงร้องของแต่ละคนในแต่ละเพลงออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ เหมือนเสียงร้องสดที่ไม่ได้ปรุงแต่ง รวมทั้งเสียงดนตรีอื่นๆ ด้วย ซึ่งในแง่ของเนื้อเสียงอาจจะฟังดูบางไปนิดแต่ไม่มีอาการแห้งและแข็งเลย ฟังดีมาก!

พอนั่งฟังไปเรื่อยๆ จนจบอัลบั้ม ผมก็เกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นมา ซึ่งมันเกิดขึ้นตอนฟังอัลบั้มเพลงไทยชุด RS Unpluged นี่แหละ คือตอนแรกๆ ที่กดเล่นอัลบั้มนี้ ผมค่อนข้างคล้อยตามกับคำว่า เสียงบางที่เคยได้ยินคนพูดถึงอัลบั้มนี้ แต่เมื่อฟังไปจนจบอัลบั้ม ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับเสียงของอัลบั้มนี้ เมื่อเล่นผ่านซิสเต็มนี้ (EVO 4.4 + H390 + Tyr2 x4) มันมีบางอย่างเข้ามาสะกิดหูของผม คือเมื่อฟังกับซิสเต็มนี้ ผมกลับไม่รู้สึกว่าเสียงบางนะคือโอเคว่า เสียงกลางขึ้นไปถึงแหลมของอัลบั้มนี้มันไม่ได้ออกมาอิ่มหนาเหมือนบางอัลบั้ม แต่ว่าพอพิจารณา (ด้วยการฟัง) ให้ลึกลงไปแล้ว ผมกลับพบว่า แต่ละตัวเสียงก็ไม่ได้บางในลักษณะที่แบนราบ เหมือนกล้วยทับ มันไม่ได้บางในความหมายนั้น คือทุกเสียงยังคงมีสัณฐานรูปทรงที่กลม มีความตื้นลึกของบอดี้ให้เห็น เพียงแต่ว่า ขนาดของบอดี้มันไม่ได้อวบใหญ่ขึ้นมา แต่จะออกไปทางบอบบาง อ้อนแอ้น เอวบางร่างน้อย แต่ที่น่าสังเกตคือ มันมีแอมเบี้ยนต์ที่แผ่เป็นมวลอากาศออกไปรอบๆ ตัวเสียงด้วย ซึ่งตรงจุดนี้แหละที่ทำให้ฟังแล้วไม่รู้สึกเสียดแทงหู แม้ว่าตัวเสียงจะอรชรอ้อนแอ้น แต่มันได้มวลฮาร์มอนิกที่ห้อมล้อมรอบๆ ตัวเสียงเอาไว้ ทำให้เกิดความรู้สึกอบอุ่น ฟังแล้วละมุนหู ไม่มีอาการหยาบ แห้งใดๆ สิ่งนี้น่าจะได้มาจากความสามารถในการตอบสนองความถี่ที่เปิดกว้างของสายสัญญาณ+สายลำโพง Nordost คู่นี้นี่เอง

สรุป

ส่วนตัวผมมีสายสัญญาณ XLR กับสายลำโพงของ Nordost รุ่น Valhalla ใช้งานอยู่ ผมไม่อยากจะบอกเลยว่า ผมลองเอามาฟังเทียบกับสายสัญญาณ + สายลำโพงรุ่น Tyr2 คู่นี้ดูแล้ว พบว่า เสียงของ Tyr2 น่าฟังกว่า ละมุนกว่า และพลิ้วกังวานมากกว่า ในขณะที่ Valhalla คู่ที่ผมมีอยู่ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นแรกสุด ใช้งานมามากกว่ายี่สิบปี เสียงที่ออกมาจะออกแข็งและหยาบกว่า Tyr2 คู่นี้พอสมควร น่าสะพรึงมาก! เพราะ Valhalla เป็นรุ่นสูงกว่า แต่เก่ากว่า แต่ด้วยอิทธิฤทธิ์ของคำว่า พัฒนาการแท้ๆ ที่ทำให้รุ่นน้องยุคใหม่ สามารถก้าวข้ามรุ่นพี่ยุคเก่าไปได้… เฮ้อ!

ถ้าคุณยังไม่เคยใช้สายสัญญาณ + สายลำโพงของแบรนด์ Nordost มาก่อน และไม่เคยรู้ความหมายของคำว่า “Resolutionกับ ความใสหรือ transparency ที่แท้จริงว่าเป็นอย่างไร.? ถ้าอยากสัมผัสกับคุณสมบัติเหล่านั้น แนะนำให้ลองฟังสายของ Nordost ให้ได้ แนะนำให้ใช้ทั้งสายสัญญาณและสายลำโพงคู่กันนะ (มีหลายซีรี่ย์ หลายระดับราคาให้เลือก) ผสมข้ามแบรนด์มีโอกาสจะพลาดได้ เพราะดีไซน์ของ Nordost มันสุดทางจริงๆ ถ้าแบรนด์อื่นไม่ได้ให้ speed response เร็วเท่ากับที่ Nordost ออกแบบไว้ มีสิทธิ์ไปกันไม่ได้ !! /

***************
ราคา:
สายสัญญาณ Tyr2 (XLR / ความยาว: 1 เมตร) = 119,000 บาท
สายลำโพง Tyr2 (Banana / single / ความยาว: 2 เมตร) = 295,000 บาท
***************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย:
. Deco2000
โทร. 089-870-8987

facebook: Deco2000Thailand

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า