Focus, Perspective = Soundstage จะรู้ได้อย่างไรว่า “เสียงดี” อย่างที่ควรจะเป็นแล้ว.?

Audiophile’s journey เป็นการเดินทางเพื่อค้นหาความเป็นที่สุดของเสียง ปลายทางอยู่ที่คำสั้นๆ คือ เสียงดีซึ่งเป็นคำที่สั้นแต่เต็มไปด้วยความหมาย และเมื่อเริ่มออกเดินทาง สิ่งที่ต้องถามหาก็คือ เข็มทิศซึ่งจะช่วยนำทางให้การเดินทางไปพบกับ เสียงดีโดยไม่หลงอยู่ระหว่างทาง

กิจกรรมหลักสำหรับทุกคนที่เข้ามาเป็น นักเล่นเครื่องเสียงต้องผ่านก็คือ แม็ทชิ่ง + เซ็ตอัพ + ปรับจูนโดยมีเพลงที่เราฟังเป็นตัวอ้างอิง ถ้ากระบวนการแม็ทชิ่ง+เซ็ตอัพ+ปรับจูนถูกกระทำอย่างถูกต้องลงตัวในแต่ละซิสเต็ม คุณจะได้รับ ความเป็นดนตรีซึ่งก็คือสูงสุดของคำว่า เสียงดีเป็นรางวัล นี่คือสิ่งที่วงการเครื่องเสียงเป็นอยู่ ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้

จะรู้ได้อย่างไรว่า เสียงดีอย่างที่ควรจะเป็นแล้ว.?

มีนักเล่นฯ จำนวนมากที่ออกเดินทางโดยไม่ตระเตรียมเข็มทิศ บุกตะลุยไปข้างหน้าด้วยใจที่มาดมั่น หวังว่าจะได้พบกับ เสียงดีอย่างที่หวัง สุดท้ายมักจะไปหลงวนอยู่ในเขาวงกต บางคนหาทางออกไม่เจอ ไร้ซึ่ง เสียงดีอย่างที่คาดหวังแม้ว่าจะลงทุนกับอุปกรณ์เครื่องเสียงชั้นดีไปแล้วมากมาย แต่ก็ดูเหมือนว่าจะถูก เสียงดีเอาล่อเอาเถิด ประเดี๋ยวเหมือนจะใกล้แล้ว เผลอแตะอะไรไปนิดเดียว เสียงดีก็วูบหายไป

จากข้อเท็จจริงที่ว่า อุปกรณ์เครื่องเสียงที่นำมาประกอบกันเป็นชุดเครื่องเสียง (Hi-Fi System) แต่ละชุดจะให้ เสียงดีในระดับที่ต่างกัน เหตุผลเป็นเพราะว่า เสียง (ที่) ดีประกอบด้วยคุณสมบัติทางกายภาพของเสียงหลายข้อกอปรกันอยู่ในนั้น นั่นคือ ตัวเสียง, ฮาร์มอนิก, มวล, ไดนามิก และ ซาวนด์สเตจ ซึ่งมีแนวโน้มว่า ชุดเครื่องเสียงที่ประกอบด้วยอุปกรณ์เครื่องเสียงที่มีประสิทธิภาพสูง (ราคามักจะสูงตามไปด้วย) และผ่านขั้นตอนแม็ทชิ่ง+เซ็ตอัพ+ปรับจูนมาอย่างลงตัว จะให้ เสียงดีในระดับที่สูงกว่าชุดที่ประกอบด้วยอุปกรณ์เครื่องเสียงที่มีราคาต่ำกว่า

แต่สิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ และมักจะเกิดขึ้นบ่อยๆ ก็คือ ชุดที่ประกอบด้วยอุปกรณ์เครื่องเสียงราคาไม่สูง แต่ผ่านขั้นตอนการแม็ทชิ่ง+เซ็ตอัพ+ปรับจูนมาอย่างลงตัว อาจจะให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่าชุดที่ประกอบด้วยอุปกรณ์เครื่องเสียงราคาสูงกว่าแต่แม็ทชิ่ง+เซ็ตอัพ+ปรับจูนไม่ลงตัว

เครื่องเสียงไม่ว่าจะราคาถูกหรือราคาแพง คุณสามารถหาซื้อได้ทั่วไป แต่ แม็ทชิ่ง+เซ็ตอัพ+ปรับจูนหาซื้อที่ไหนไม่ได้ ถือเป็นกิจกรรมหลักของการเล่นเครื่องเสียง เป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติเพื่อให้ได้มาซึ่ง เสียงที่ดี

ในภาคปฏิบัตินั้น ขั้นตอนการ เซ็ตอัพเป็นกิจกรรมที่ต้องกระทำไปทุกครั้งที่มีการทดลอง แม็ทชิ่งเสมอ ต้องเซ็ตอัพให้อุปกรณ์ใหม่ลงตัวกับซิสเต็มเดิมซะก่อน จึงค่อยเริ่มต้นฟังเพื่อประเมินผลของการแม็ทชิ่งนั้นๆ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับซิสเต็มอาจจะไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์เครื่องเสียงหลักๆ อย่างเช่น เพลเยอร์, แอมป์ หรือลำโพง ชิ้นใดชิ้นหนึ่งในซิสเต็มเท่านั้น แม้แต่การเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์เสริม อย่างพวกสายสัญญาณ, สายลำโพง, สายไฟเอซี, ตัวกรองไฟ, ชั้นวางเครื่อง หรือแม้แต่ทำการย้ายที่วางเครื่องเสียงใหม่ หรือปรับเปลี่ยนสภาพอะคูสติกรอบๆ บริเวณที่วางชุดเครื่องเสียง เหล่านี้ล้วนต้องกลับมาที่กระบวนการเซ็ตอัพและลองฟังใหม่เสมอ สุดท้ายเมื่อซิสเต็มนิ่งแล้ว (ให้เสียงที่ถูกใจในเกือบทุกจุดแล้ว) กิจกรรมสุดท้ายคือการ ปรับจูนจึงค่อยนำมาใช้เพื่อทำให้ เสียงที่ดีแล้วหรือ ถูกใจแล้วมีความดีขึ้นไปอีก ถูกใจมากขึ้นไปอีก

เสียง (ที่) ดี” vs. “เสียงที่ชอบ

เสียง (ที่) ดีเป็นอุดมคติ วางตัวอยู่ในปริมณฑลของนามธรรม จับต้องไม่ได้ มองไม่เห็นด้วยตา แต่สัมผัสได้ด้วยหู.. กับจิตใจ

ด้วยความที่เป็นนามธรรม นักเล่นฯ มือใหม่จึงต้องอาศัยจินตนาการในการเข้าถึง เสียงดีด้วยเหตุนี้ ความหมายของคำว่า เสียงดีจึงถูกตีความออกไปหลากหลาย สร้างความสับสนให้กับนักเล่นมือใหม่ในการเข้าถึงคำว่า เสียงดีซึ่งหากตีความไม่ถูก ก็จะหลงวนอยู่ในเขาวงกตไปเรื่อยๆ

คำแนะนำที่ได้ยินบ่อยๆ สำหรับให้มือใหม่ใช้เป็นแนวทางค้นหาเสียงที่ดีก็คือ เลือก เสียงที่ชอบเอาที่ฟังแล้วชอบเป็นหลัก ซึ่งเป็นคำแนะนำที่ไม่ได้ช่วยให้เดินถูกทางเลย เพราะถ้าใครต้องการแค่ เสียงที่ชอบก็ไม่ต้องเสียเวลาและเงินทองมากมายเพื่อมาเล่นเครื่องเสียง ไปหาซื้อลำโพง Bluetooth ราคาไม่แพงสักตัวแล้วลองเลือกฟังเอาตัวที่ให้เสียงที่ชอบแค่นั้นก็จบแล้ว ลำโพง Bluetooth รวมทุกอย่างอยู่ในชิ้นเดียว ตัวแปรที่จะทำให้เสียงเปลี่ยนไปก็ไม่เยอะ เจอตัวไหนให้เสียงที่ชอบก็ซื้อไปฟังได้เลย ดังนั้น เสียงที่ชอบจึงเป็นเครื่องมือสำหรับเลือกซื้อเครื่องเสียงไปเป็นของใช้ในบ้าน ไม่ใช่เข็มทิศที่จะใช้เดินทางออกค้นหาคำว่า เสียงดีในอุดมคติของนักเล่นเครื่องเสียง

เทคนิคในการค้นหา เสียงดี

เมื่อเราใช้ เพลงเป็นตัวอ้างอิงในการเดินทางออกค้นหา เสียงดีผ่านกิจกรรม แม็ทชิ่ง+เซ็ตอัพ+ปรับจูนผมจึงขอแนะนำให้เราฝึกฟังจากเพลงที่เราจะใช้เป็นเข็มทิศในการเดินทางค้นหาเสียงที่ดีกัน

จะให้ฟังตรงไหนของเพลง.? เมื่อพูดถึงเพลง ผมอยากจะให้คุณสมมุติตัวเองเป็นซาวนด์เอนจิเนียร์ที่มีหน้าที่ในการมิกซ์เสียงต่างๆ ออกมาเป็นเพลงแต่ละเพลง ลองสมมุติว่า คุณกำลังจะต้องทำหน้าที่มิกซ์ (ผสมเสียง) เพลงร้องสักเพลงหนึ่ง ซึ่งนอกจากเพลงนี้จะมีเสียงร้องนำเป็นหลักแล้ว ในเพลงนี้ยังมีเสียงของเครื่องดนตรีอื่นๆ ประกอบอยู่ด้วยจำนวนหลายชิ้น ซึ่งในบางช่วงของเพลงจะมีทั้งเสียงร้องและเสียงเครื่องดนตรีหลายๆ ชิ้นบรรเลงอยู่พร้อมๆ กัน ในจังหวะนั้น คุณจะทำอย่างไร.?

โดยธรรมชาติของมิกซ์ดาวน์เอนจิเนียร์ที่ทำหน้าที่มิกซ์เพลงร้อง ซึ่งเป็นเพลงที่โชว์เสียงร้องเป็นจุดเด่น แม้ว่าในขณะที่นักร้องกำลังเปล่งเสียงร้องออกมานั้นจะมีเสียงเครื่องดนตรีอื่นดังแทรกขึ้นมาพร้อมๆ กัน ตามมาตรฐานของซาวนด์เอนจิเนียร์ที่ดีจะพยายามรักษารายละเอียดของเสียงร้องเอาไว้ ให้มีความชัดเจนอยู่ตลอดเวลา ไม่โดนเสียงเครื่องดนตรีอื่นกลบทับ แม้ว่าในช่วงที่เสียงดนตรีอื่นอาจจะมีระดับความดังสูงกว่าเสียงร้องก็ตาม

การฟังเทียบระหว่างอุปกรณ์เครื่องเสียง 2 ชิ้นเพื่อทดสอบความแม็ทชิ่งกับชุดเครื่องเสียงของคุณ แนะนำให้ใช้วิธี A/B Test คือสลับอุปกรณ์ทั้งสองชิ้นนั้นแล้วทดลองฟังเพลงเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันของเพลงที่มีความยาวไม่ควรเกิน 30 วินาที แนะนำให้ใช้เพลงร้องที่คุณคุ้นเคยในการตรวจสอบผลลัพธ์ที่ได้จากการแม็ทชิ่งและเซ็ตอัพ โดยพิจารณาความชัดเจนของเสียงร้องในเพลงนั้นๆ เทียบกัน ซึ่ง ความชัดเจนที่ว่านี้จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ระดับ นั่นคือ

ระดับที่ 1 – การแยกแยะ (separation & phase)

เป็นความชัดเจนระดับพื้นฐาน ให้ฟังที่ลักษณะการแยกแยะของเสียงร้องนั้น โดยฟังดูว่า สถานะไหนที่ทำให้คุณได้ยินเสียงร้องที่มีความชัดเจนมากที่สุด เสียงร้องแยกตัวออกมาจากเสียงอื่นๆ ได้ชัดเจนมากที่สุด และเสียงร้องมีโฟกัสที่นิ่ง ไม่วูบวาบ นั่นคือดี

ระดับที่ 2 – อารมณ์ (contrast dynamic & transient dynamic)

ถ้าทั้งสองสถานะการณ์ (A/B) แสดงความคมชัดของการแยกแยะเสียงร้องออกมาจากเสียงดนตรีอื่นๆ ได้ดีพอกัน ตัดสินไม่ได้ว่าแบบทดสอบ A หรือแบบทดสอบ B อย่างไหนดีกว่ากัน ให้คุณมุ่งสมาธิฟังไปที่ อารมณ์ของนักร้อง ซึ่งเป็นรายละเอียดของเสียงในระดับที่เจาะลึกลงไปอีกขั้น

จากข้อเท็จจริงที่ว่า นักร้องที่มีโอกาสบันทึกเสียงทำอัลบั้มออกมาจำหน่ายต้องมีความสามารถในการขับร้องระดับที่เรียกได้ว่ามืออาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเป็นศิลปินนักร้องระดับโลกที่มีชื่อเสียงก็คงไม่มีความสงสัยในคุณภาพการขับร้องของพวกเขา ซึ่งเทคโนโลยีในการบันทึกเสียงโดยทั่วไปจะสามารถบันทึกเก็บอารมณ์ของนักร้องเอาไว้ได้ อารมณ์ของนักร้องจะถูกถ่ายทอดออกมากับทักษะในการเปล่งเสียงของตัวนักร้องเอง ตรงนี้ให้ฟังสังเกตลักษณะการเปล่งคำร้องแต่ละคำของนักร้องที่ต่อเนื่องกันไปเป็นประโยค โดยฟังดูว่า สถานการณ์ไหนที่ทำให้คุณรับรู้ถึง อารมณ์ที่นักร้องคนนั้นถ่ายทอดผ่านออกมากับคำร้องได้ชัดเจนกว่ากัน

การขับร้องด้วยการควบคุมร่างกายเพื่อเปล่งคำร้องแต่ละคำให้ออกมาพร้อมอารมณ์นั้นเป็นทักษะของนักร้องที่ต้องผ่านการฝึกฝนและต้องมีร่างกายที่พร้อมสำหรับการขับร้องด้วย เพราะขณะที่ร้องต้องใช้พลังมาก ดังนั้น คุณไม่ต้องสงสัยเลยว่า อุปกรณ์เครื่องเสียงที่มีคุณภาพดีพอจะต้องสามารถถ่ายทอดรายละเอียดของเสียงร้องที่ลึกซึ้งลงไปถึงระดับอารมณ์ออกมาได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะถ้าเป็นการฟังผ่านหูฟังที่ไม่มีเสียงก้องสะท้อนของห้องฟังเข้ามากลบทับ ซึ่งควรจะทำให้เราได้ยินลึกลงไปถึงอากัปกิริยาของนักร้องในการเน้นย้ำน้ำหนักลงไปในคำร้องบางคำ และทอดปลายเสียงให้ผิวแผ่วในบางคำร้อง นอกจากนั้น ในบางเพลงคุณจะได้ยินลึกลงไปถึงเสียงหายใจและเสียงเปิด/ปิดริมฝีปากออกมาด้วย ถ้าคุณได้ยินอะไรที่ละเอียดลึกลงไปถึงระดับนั้นก็แสดงว่า ซิสเต็มที่คุณกำลังฟังอยู่นั้นให้คุณภาพเสียงที่พูดได้ว่าเข้าใกล้กับคำว่า เสียงดีในอุดมคติแล้ว

ทำไมแนะนำให้โฟกัสฟังที่เสียงร้อง.?

เสียงอื่นๆ กับเวทีเสียงล่ะ ไม่ต้องสนใจใช่มั้ย.? จะพูดว่าไม่สนใจก็ไม่ใช่ครับ เพียงแต่ว่า ทุกเพลงที่เราฟัง ซาวนด์เอนจิเนียร์ได้ทำการจัดรูปแบบเวทีเสียงมาเรียบร้อยแล้วจากขั้นตอนการมิกซ์เสียงที่สตูดิโอ เมื่อเรานำเพลงเหล่านั้นมาเล่นบนชุดเครื่องเสียง เราก็แค่ปรับโฟกัสในการฟังไปที่ จุดศูนย์กลางของเพลงแล้วพิจารณาในแง่ของความคมชัด ชุดใดฟังแล้วทำให้ จุดศูนย์กลางของเพลงที่เราใช้อ้างอิงมีความคมชัดมากที่สุด ส่วนอื่นๆ ของเพลงนั้นก็จะมีความถูกต้องโดยอัตโนมัติ คล้ายกับการถ่ายภาพนั่นแหละ เมื่อใดที่เราปรับโฟกัสจุดที่เป็นศูนย์กลาง (subject) ของภาพได้ชัดเจนมากที่สุดแล้ว ส่วนที่เหลืออื่นๆ ก็จะเป็นไปอย่างที่มันควรจะเป็น รวมถึง perspective ของภาพ (หรือมิติของเสียง) ด้วย

เหตุผลที่แนะนำให้ใช้เพลงร้องเป็นเพลงอ้างอิงในการฟังเพื่อวิเคราะห์ผลในการแม็ทชิ่งและเซ็ตอัพก็เพราะว่าเราค่อนข้างมั่นใจได้ว่า ซาวนด์เอนจิเนียร์น่าจะให้ความสำคัญในการทำเสียงร้องคือ subject ให้มีความคมชัดมากที่สุด ส่วนเสียงอื่นๆ จะให้ความสำคัญรองๆ ลงไป เหตุผลก็เพราะว่าเสียงร้องเป็นจุดสนใจหลักของเพลงร้องนั่นเอง ถ้าเอาเพลงบรรเลงมาใช้อ้างอิงจะยากกว่าเพราะเราไม่รู้เลยว่าในช่วงเวลานั้นๆ ซาวนด์เอนจิเนียร์จะโฟกัสไปกับเสียงดนตรีชิ้นไหน ยิ่งเป็นเพลงแนวคลาสสิกที่ใช้เครื่องดนตรีจำนวนมากจะยิ่งยากมากขึ้นไปอีก อีกอย่าง เสียงร้องเป็นเสียงที่เราฟังแกะอารมณ์ได้ง่ายกว่าเสียงเครื่องดนตรีอื่นๆ

ตัวอย่างของเพลงร้องส่วนหนึ่งที่แนะนำให้ใช้อ้างอิง

แทรค: It Don’t Matter to Me (tr.6)
อัลบั้ม: Anthology of Bread
ศิลปิน: Bread

เสียงร้องในอัลบั้มนี้มีหลายเพลงที่ใช้อ้างอิงในการฟังโฟกัสได้ แต่ที่ยกตัวอย่างแทรคนี้มาแนะนำเพราะเสียงร้องของแทรคนี้มีหลายแง่มุมให้ฟังจับประเด็น มีทั้งช่วงที่เสียงร้องนำลอยมาเด่นๆ ตรงกลาง (00:00 – 00:19) ซึ่งช่วงนี้บันทึกเสียงร้องมาชัดมาก ถ้าเครื่องเสียงดีพอ แม็ทชิ่งมาดี phase และ timing ถูกต้องเป๊ะ จะได้ยินไปถึงลักษณะการร้องที่ห่อริมฝีปากออกมาด้วย และมีช่วงที่เสียงร้องนำถูกเบียดแทรกด้วยเสียงประสานที่ร้องคลอไปเร็วๆ อยู่ด้านหลังเยื้องมาทางขวา (00:57 – 01:07) ถ้าเครื่องเสียงดีพอ ช่วงนี้จะต้องสามารถแยกแยะทั้งเสียงร้องนำและเสียงร้องประสานออกจากกันได้เด็ดขาด และต้องสามารถแกะคำร้องออกมาได้ชัดเจนด้วย ทั้งๆ ที่ร้องเร็วมาก สุดท้ายคือช่วงที่มีทั้งเสียงประสานและเสียงกลอง, เบส, กีต้าร์ รัวเข้ามาพร้อมกัน (02:08 – 02:36) ซึ่งเครื่องเสียงที่ดี ที่แม็ทชิ่งกันดี และเซ็ตอัพลงตัว จะต้องแยกแยะได้ว่าในช่วงเวลานั้นเกิดอะไรขึ้นในเพลงที่กำลังดำเนินไป

ในอัลบั้มนี้ยังมีอีกเพลงที่ผมใช้อ้างอิงสำหรับเช็คการเซ็ตอัพและแม็ทชิ่งอยู่บ่อยๆ นั่นคือเพลง Truckin’ (แทรคที่ 9) ซึ่งเป็นเพลงที่มีเสียงร้องอยู่ท่ามกลางเสียงดนตรีที่พรั่งพรูเช่นกัน ซิสเต็มเครื่องเสียงที่ดี แม็ทชิ่งและเซ็ตอัพลงตัวจะต้องสามารถแยกแยะเสียงร้องออกมาจากเสียงดนตรีได้อย่างชัดเจน และถ้าสามารถฟังจับอารมณ์ของนักร้องได้ด้วยก็ถือว่าเข้าใกล้ เสียงดีในอุดมคติไปอีกก้าว

* สำหรับคนที่ไม่มีอัลบั้มนี้ ให้ไปฟังจาก TIDAL แม้่ว่าใน TIDAL ไม่มีอัลบั้มนี้ แต่มีเพลง “It Don’t Matter to Meเพลงนี้อยู่ในอัลบั้มรวม /
(ลิ้งค์เพลง https://tidal.com/browse/track/79863190)

***************
บทความที่ควรอ่านต่อเนื่อง
Objective vs Subjective เรื่องวุ่นๆ ของเครื่องเสียงระหว่างคนกับเครื่องวัด
ว่าด้วย “เสียงหนา” vs “เสียงบาง” กับ “ความเป็นดนตรี”
Layer กับ “มิติ” บน “เวทีเสียง”
As Good As It Gonna Be “เสียงดี” อย่างที่มันควรจะเป็น
“The Moment of Truth” วินาทีที่สัมผัสของจริง!
การเซ็ตอัพชุดเครื่องเสียง กับสถานการณ์ที่ต้องเลือก
วิธีฝึกฟังเพื่อแยกแยะรายละเอียดเสียง (Critical Listening)
วิธีปรับจูนตำแหน่งลำโพงเพื่อค้นหาโฟกัสของเสียง
เทคนิคการเซ็ตอัพลำโพง สำหรับระบบเสียงสเตริโอ 2 แชนเนล 

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า