วิธีฝึกฟังเพื่อแยกแยะรายละเอียดเสียง (Critical Listening #1) – ค้นหาและโฟกัสไปที่แกนนำ

ความจำเป็นสูงสุดสำหรับการเล่นเครื่องเสียงก็คือ ฟังให้เป็นซึ่งไม่ใช่แค่ ได้ยินเสียงเพลงมาเข้าหูเท่านั้น แต่ต้องสามารถแยกแยะ และวิเคราะห์สิ่งที่หูได้ยินออกมาได้ด้วย

ความสามารถในการฟังแบบแยกแยะ เพื่อให้เกิดผลต่อเนื่องในแง่ของการวิเคราะห์เสียง ที่ฝรั่งใช้คำเรียกพฤติกรรมนี้ว่า “Critical Listeningนั้น สำหรับบางคนก็มีมาแต่เกิด เหมือนพรสวรรค์ ในขณะที่คนส่วนใหญ่ต้องอาศัยวิธีฝึกฝนจึงจะสามารถควบคุมประสาทการรับรู้ของหูกับการตีความของสมองให้ทำงานสอดคล้องไปด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Critical Listening เป็นการจัดลำดับการใช้ประสาทหูกับการรับรู้ของสมองให้มีลักษณะที่เป็นขั้นเป็นตอน เนื่องจากกลไกการรับฟังเสียงของหูมันทำงานแบบอัตโนมัติ ทว่า การตีความของสมองที่มีต่อสัญญาณเสียงที่หูส่งมาให้มันต้องอาศัยสมาธิในการเรียบเรียงรายละเอียดของเสียงที่รับเข้ามา อย่างเป็นระบบเราถึงจะสามารถเข้าใจความหมายของเสียงที่ได้ยิน

สรุปความแล้ว Critical Listening ก็คือการฟังเสียงอย่างมีสมาธินั่นเอง ส่วนการตีความหมายของเสียงที่ได้ยินนั้น มีอยู่ 2 ชั้น ชั้นแรกคือ direct meaning ซึ่งก็คือการสื่อสารโดยตรงที่ผ่านระบบ communication system มาตรฐานของมนุษย์ก็คือภาษาที่ใช้ ส่วนอีกชั้นของการตีความเสียงที่สมองได้รับต่อเนื่องมาจากหูก็คือ emotional meaning เป็นการตีความออกมาในเชิงของความรู้สึกตอบสนองกับลักษณะเสียงที่ได้ยิน อย่างเช่น เมื่อมีเสียงเพลงบรรเลงที่มีท่วงทำนองเนิบช้าผ่านเข้ามาถึงสมอง ถ้าเราใช้สมาธิในการรับฟังมากพอ สมองเราจะตีความเสียงนั้นออกมาแล้วตอบสนองกลับด้วยความรู้สึกที่เกิดขึ้นในตัวเรา

การฟังเพลงด้วยวิธี Critical Listening ทำให้เราสามารถสกัดลงไปถึงแก่นเนื้อในของเพลงที่ผู้แต่งหรือศิลปินต้องการนำเสนอ ไม่ใช่แค่ซาบซึ้งเฉพาะทำนองหรือความหมายของเนื้อเพลงซึ่งเป็น appreciation หรือความซาบซึ้งระดับพื้นผิว คือเป็นการรับรู้แค่ระดับ direct meaning เท่านั้น ซึ่งวิธีที่จะสามารถสัมผัสได้ลึกลงไปถึงส่วนที่เป็น emotional meaning ของเพลงที่ฟังนั้น เราจะต้องเรียนรู้วิธีการตั้งสมาธิเพื่อปรับการรับรู้ของสมองที่มีต่อเสียงเพลงที่ฟังด้วย

ฝึกยังไง.?

ทุกๆ บทเพลงที่เราฟัง เกิดจากการสร้างสรรของมนุษย์ เริ่มจากการคิดค้นทำนอง ซึ่งเป็นแกนกลางของเพลง จากนั้นก็ทำการประดับประดอยแกนกลาง (ทำนอง) นั้นด้วยการเรียบเรียงรายละเอียดของเสียงดนตรีต่างๆ เข้าไปกับแกนกลางนั้น เพื่อตกแต่งให้เพลงมีสีสันและโทนที่ไพเราะน่าฟังมากขึ้น

วิธีการฝึกการฟังแบบ Critical Listening ก็คือพยายามตั้งสมาธิขณะฟังเพลงแล้วพยายามสแกนหา แกนกลางของเพลงนั้นๆ ซึ่งนักดนตรี กับคนที่มีพรสวรรค์ทางด้านดนตรีจะมีทักษะการฟังแบบนี้อยู่ในตัว นักดนตรีเก่งๆ จึงสามารถ แกะรายละเอียดในเพลงออกมาได้เป็นส่วนๆ แล้วนำไปเล่นได้

ผมมีตัวอย่างของเพลงที่ใช้ฝึกฟังเพื่อแกะแก่นกลางของเพลงแบบที่ว่ามาให้เพื่อนๆ ทดลองฝึกฝนกันดู ตัวอย่างแรกเป็นท่อนโซโล่สั้นๆ จากเพลง Telegraph Road ซึ่งเป็นแทรคแรกอยู่ในอัลบั้มชุด Love Over Gold ของคณะดนตรี Dire Straits

อัลบั้ม : Love Over Gold
ศิลปิน : Dire Straits

ช่วงเวลาที่แนะนำให้ใช้ในการทดลองฟังจะอยู่ตอนท้ายๆ ของเพลง เริ่มต้นประมาณนาทีที่ 09:36 ไปจนจบเพลงถึงนาทีที่ 14:27 ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ จะมีเสียงเครื่องดนตรีเกิดขึ้นมากมาย บางชิ้นนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่นาทีแรกของช่วงนี้แล้วดำเนินต่อเนื่องไปจนจบ ในขณะที่บางชิ้นโผล่ขึ้นมาเป็นช่วงๆ แต่ที่ต้องการให้ตั้งใจฟังและจับโฟกัสให้ได้คือ เสียงกีต้าร์โดยเฉพาะเสียงกีต้าร์โซโล่ของ Mark Knopfler ซึ่งปรับเปลี่ยนลีลาม้าย่องมาตั้งแต่แรก จนถึงช่วงเวลาที่ 11:12 จึงเข้าสู่แพลทเทิ้นของการโซโล่ยาวที่ไล่เรียงลีลาไปตลอดท่ามกลางเสียงกลอง, เสียงเบส, เสียงกีต้าร์คอร์ด และคีย์บอร์ด (เปียโน) ที่โหมประโคมอยู่รอบๆ อย่างเมามัน ในการฝึก ให้คุณพยายามโฟกัสไปที่เสียงกีต้าร์ตั้งแต่นาทีที่ 09:36 เป็นต้นไป ซึ่งจะเริ่มยากมากๆ ในการแกะเสียงกีต้าร์ออกมาจากเสียงบรรเลงรอบข้างในช่วงท้ายๆ

ในการทดลองฟังให้สมมุติตัวเองเป็น Mark Knopfler ที่กำลังโซโล่กีต้าร์ตัวนั้น ซึ่งคุณจะต้องทั้ง ได้ยินและ รู้สึกถึงอารมณ์ที่ไหลลื่นของเสียงกีต้าร์ รู้สึกได้ถึงมูพเม้นต์ที่ค่อยๆ เร่งระดับความกระชั้นในการโซโล่มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อถูกเสียงดนตรีรอบข้างโหมกระตุ้น

แน่นอนว่า ทั้งคุณภาพของลำโพง, แอมป์, แหล่งต้นทาง รวมถึงการเซ็ตอัพตำแหน่งลำโพงและการไฟน์จูนซิสเต็มที่ลงตัวมีส่วนอย่างมากในการที่ช่วยให้คุณสามารถโฟกัสและติดตามเสียงกีต้าร์ของ Mark Knopfler ในเพลงนี้ไปได้ครบทุกเม็ด และเมื่อไรที่คุณรู้สึกและจับมั่น สัมผัสแห่งอารมณ์ของเสียงกีต้าร์โซโล่ซึ่งเป็นแกนกลางของช่วงดนตรีท่อนนี้ไว้ได้ นั่นก็หมายความว่า ความสามารถในการฟังแยกแยะของคุณได้พัฒนาไปอีกขั้นแล้ว หลังจากนั้น เมื่อฟังเสียงกีต้าร์ในท่อนนี้ซ้ำหลายๆ เที่ยวจนขึ้นใจ เที่ยวต่อไปให้ทดลองเปลี่ยนไปโฟกัสเพื่อจับอารมณ์ของมือกลอง, มือเบส และมือเปียโน ดูบ้าง…

Happy Listening, My Friend!

*********************

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า