การเซ็ตอัพชุดเครื่องเสียง กับสถานการณ์ที่ต้องเลือก

เป็นเรื่องปกติที่ทุกคนที่ทำการเซ็ตอัพชุดเครื่องเสียงจะคาดหวัง “เสียงที่ดีที่สุด” จากชุดเครื่องเสียงที่ตัวเองลงมือเซ็ตอัพ หากแต่ว่า การที่จะทำให้ได้มาซึ่ง “เสียงที่ดีที่สุด” จากชุดเครื่องเสียงแต่ละชุดนั้น มันมีปัจจัยมากมายที่นักเซ็ตอัพจะต้องประสบ ซึ่งบ่อยมากในบางสถานการณ์นั้น จะมีปัจจัยที่ไม่เอื้อต่อการให้ได้มาซึ่งเสียงที่ดีที่สุดจากเครื่องเสียงชุดนั้น

ในกรณีนี้ สิ่งที่นักเซ็ตอัพจะต้องทำก็คือ

  1. ค้นหาให้ได้ว่า ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคมีกี่อย่าง.? อะไรบ้าง.?
  2. ประเมินสถานการณ์ให้ชัดว่า จะสามารถแก้ไขอุปสรรคเหล่านั้นให้ลุล่วงได้อย่างไร.?
  3. ถัาปัญหาในข้อ 2 ไม่สามารถจัดการแก้ไขให้ลุล่วงเด็ดขาดได้ทั้งหมดในขณะนั้น นักเซ็ตอัพจะต้องประเมินให้ได้ว่า จะสามารถแก้ไขปัญหาข้อใดได้บ้าง และจะเลือกเฉลี่ยผลลัพธ์สุดท้ายในการเซ็ตอัพครั้งนั้นจะออกมาเป็นอย่างไร? ดีขึ้นกว่าสภาพเดิมมากแค่ไหน? ดีกว่าเดิมตรงจุดไหนบ้าง.?

ทั้ง 3 ประเด็น ข้างต้นคือสิ่งที่นักเซ็ตอัพเครื่องเสัยงจะต้องทำการประเมินทุกครั้ง “ก่อน” ที่จะเริ่มต้นลงมือเซ็ตอัพ เพราะเมื่อใดก็ตามที่คุณเริ่มลงมือเซ็ตอัพ ทุกคนจะเฝ้ารอฟังผลลัพธ์ขั้นสุดท้ายเสมอ ดังนั้น สิ่งที่นักเซ็ตอัพจะต้องตะหนักอยู่เสมอก็คือ “เวลา” ที่มีให้ใช้ในการเซ็ตอัพครั้งนั้นๆ ซึ่งต้องเอาไปประเมินดูว่า เวลาที่มีให้ใช้ในการเซ็ตอัพครั้งนั้นๆ เพียงพอหรือไม่ที่จะใช้ในการแก้ปัญหาที่เป็นอยู่ในขณะนั้น

ถ้าเวลาที่มีไม่เพียงพอ นักเซ็ตอัตจะต้องเลือกวิธีการเซ็ตอัพและปรับจูนเครื่องเสียงชุดนั้นให้ได้ผลลัพธ์ออกมา “ดีที่สุด” ภายใต้ข้อจำกัดที่เป็นอยู่ในขณะนั้น ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้อาจจะไม่ใช่คุณภาพเสียงที่ดีที่สุดที่ชุดเครื่องเสียงชุดนั้นสามารถทำได้ แต่เป็นจุดที่ เฉลี่ยคุณภาพเสียงในแต่ละด้านออกมาได้ดีที่สุด ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่เจ้าของซิสเต็มต้องการให้มากที่สุด

ปัญหา + อุปสรรค + ข้อจำกัด
ที่มักจะพบเจอในการเซ็ตอัพชุดเครื่องเสียง

นอกจาก “เวลา” ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อจำกัดสำคัญในการเซ็ตอัพชุดเครื่องเสียงแล้ว ยังมีปัญหาและอุปสรรคอื่นๆ อีกมากที่นักเซ็ตอัพเครื่องเสียงมีโอกาสจะต้องเจอ อาทิเช่น

  1. ความไม่แม็ทชิ่งระหว่าง “ขนาดของลำโพง” กับ “ขนาดของห้องฟัง” หรือขนาดพื้นที่ของสถานที่ที่จะเซ็ตอัพลำโพงคู่นั้นลงไป
  2. ปัญหาจาก “สภาพอะคูสติก” ของห้องฟัง หรือรอบๆ สถานที่ที่จะเซ็ตอัพชุดเครื่องเสียงนั้น
  3. ความไม่แม็ทชิ่งระหว่าง “ลำโพง” กับ “แอมปลิฟาย” ที่ใช้ขับลำโพงคู่นั้น
  4. ระดับ “ความคาดหวัง” ของเจ้าของชุดเครื่องเสียงนั้น

ในบางสถานการณ์ นักเซ็ตอัพฯ อาจจะพบเจอกับปัญหา “ทุกข้อ” ข้างต้น ซึ่งแน่นอนว่า ก่อนทำการเซ็ตอัพทุกครั้ง นักเซ็ตอัพจะต้องทำการประเมินสถานการณ์เฉพาะหน้าให้ได้ก่อนจะลงมือเซ็ตอัพ โดยพิจารณาดูว่า “เวลา” กับ “เครื่องมือ” ที่มีให้ใช้อยู่ในขณะนั้น เพียงพอที่จะสามารถใช้แก้ไขปัญหา+อุปสรรคในการเซ็ตอัพให้ได้ผลลัพธ์ 100% หรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าพบว่า ห้องฟังหรือสถานที่ที่จะทำการเซ็ตอัพมีปัญหาสภาพอะคูสติก นักเซ็ตอัพฯ ต้องตรวจสอบดูว่า การแก้ปัญหาอะคูสติกที่ว่านั้นจะสามารถแก้ไขได้อย่างไร? อุปกรณ์ปรับสภาพอะคูสติกมีเพียงพอหรือไม่? จะสามารถแก้ปัญหาอะคูสติกได้ทันเวลาหรือไม่? หรือถ้าพบว่า อุปกรณ์เครื่องเสียงภายในชุดเครื่องเสียงมีปัญหา mismatch จะต้องประเมินดูว่า จะสามารถแก้ไขปัญหานั้นได้ด้วยวิธีใดที่จะสามารถทำให้งานเดินหน้าต่อไปได้ในเวลาที่กำหนด ซึ่งแน่นอนว่า การที่จะสามารถประเมินสถานการณ์เหล่านึ้ได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ นักเซ็ตอัพฯ จะต้องมีประสบการณ์มามากพอสมควร ซึ่งหากประเมินสถานการณ์ผิดพลาด ก็จะทำให้การเซ็ตอัพครั้งนั้นประสบความล้มเหลวได้

อย่างไรก็ดี แม้ว่าในสถานการณ์ที่มีปัญหา+อุปสรรค+ข้อจำกัด แต่ถ้านักเซ็ตอัพมีประสบการณ์สูงพอ ก็จะสามารถจบงานเซ็ตอัพด้วยคุณภาพเสียงที่ดีที่สุด “เท่าที่จะสามารถทำได้” ในสถานการณ์นั้นๆ ซึ่งอาจจะไม่ใช่คุณภาพสูงสุดที่ชุดเครื่องเสียงชุดนั้นสามารถทำได้ แต่ถ้าสามารถจบการเซ็ตอัพ (ภายใต้เงื่อนไขของเวลา) ด้วยคุณภาพเสียงที่ “ดีกว่า” ที่เจ้าของชุดเครื่องเสียงสามารถทำได้ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในการเซ็ตอัพครั้งนั้นในระดับหนึ่ง

ความคาดหวัง= ปัญหาสำคัญที่สุดของการเซ็ตอัพเครื่องเสียง!

เจ้าของชุดเครื่องเสียงทุกคนมีความคาดหวังที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง นั้นคือทุกคนต้องการ “เสียงที่ดีที่สุด” จากชุดเครื่องเสียงของตัวเอง ซึ่งประเด็นนี้คือประเด็นปัญหาสำคัญที่สุดสำหรับนักเซ็ตอัพเครื่องเสียง

เนื่องจากนักเซ็ตอัพฯ ไม่มีโอกาสรู้ได้เลยว่า “เสียงที่ดีที่สุด” ที่เจ้าของชุดเครื่องเสียงที่นักเซ็ตอัพฯ จะต้องเข้าไปทำการเซ็ตอัพนั้นมีลักษณะเป็นเช่นไร บ่อยครั้งที่เจ้าของชุดเครื่องเสียงมักจะตั้งความหวังกับชุดของตัวเองไว้ “สูงกว่า” ความเป็นจริง ดังนั้น ก่อนลงมือเซ็ตอัพ หลังจากทำการประเมินสถานการณ์โดยรอบเสร็จแล้ว นักเซ็ตอัพฯ จะต้องคุยทำความเข้าใจกับเจ้าของซิสเต็มให้ชัดเจนก่อน ด้วยการสอบถามความคาดหวังของเจ้าของซิสเต็ม และถ้าความคาดหวังของเจ้าของชุดฯ อยู่สูงเกินความสามารถของชุดเครื่องเสียงที่มีอยู่ หรือองค์ประกอบภายในซิสเต็มยังไม่เอื้อที่จะทำให้สามารถเซ็ตอัพออกมาได้ผล 100% ตามที่เจ้าของชุดคาดหวัง หรือสภาพอะคูสติกยังมีปัญหา ฯลฯ นักเซ็ตอัพฯ จะต้องอธิบายให้เจ้าของชุดฯ เข้าใจ เป็นการปรับจูนเป้าหมายสุดท้ายให้ตรงกันก่อนลงมือเซ็ตอัพ

นักเซ็ตอัพฯ จะต้องเข้าใจว่า มีโอกาสสูงมากที่เจ้าของซิสเต็มจะไม่พึงพอใจกับผลการเซ็ตอัพของเรา ซึ่งโดยมากแล้ว ปัญหาของความเห็นที่ไม่ตรงกัน อาจจะมีความเป็นไปได้อยู่ 3 ทาง คือ

  1. เจ้าของซิสเต็มฟังเป็น แต่คนเซ็ตอัพฯ มือไม่ถึง
  2. เจ้าของซิสเต็มขาดประสบการณ์ในการฟัง หรือ
  3. คนเซ็ตฯ มือถึง และเจ้าของซิสเต็มก็ฟังเป็น แต่เจ้าของซิสเต็มไม่พอใจจุดที่นักเซ็ตอัพฯ เลือกเฉลี่ยคุณภาพเสียงออกมาจากชุดเครื่องเสียงนั้น

ถ้าเป็นกรณีที่ 1 ก็จบง่าย ซึ่งเจ้าของซิสเต็มก็ต้องยอมรับว่าเป็นคราวเคราะห์ของตัวเองที่เลือกใช้งานคนผิด

ส่วนกรณีข้อ 2 นั้นมีโอกาสเป็นไปได้สูง เพราะโดยปกติแล้ว คนทั่วไปมักจะเรียนรู้เกี่ยวกับการฟังได้ง่ายกว่าการเซ็ตอัพ พูดง่ายๆ คือฟังเป็นแต่เซ็ตฯ ไม่เป็น ซึ่งปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งที่คนฟังทั่วไปมักจะประสบ นั่นคือ ยังขาด “แนวทางในการประเมินคุณภาพเสียงที่ถูกต้อง” นั่นคือคนฟังที่ยังขาดประสบการณ์ส่วนมากมักจะมีความเข้าใจ หรือได้รับคำแนะนำผิดๆ มาว่า “เสียงที่ตัวองชอบ” คือเสียงที่ดีที่สุด ซึ่งไม่ใช่เลย

เสียงที่ดีในอุดมคติจริงๆ แล้วก็คือ “เสียงที่มีความเป็นดนตรี” นั่นเอง ซึ่งคนที่มีทักษะทางดนตรีจะเข้าใจได้ง่าย ในขณะที่คนทั่วไปจะเข้าใจคำว่า “เป็นดนตรี” ได้จากความไพเราะของเพลงที่ฟัง ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องสัมผัสด้วยอารมณ์ลึกๆ ที่อยู่ข้างในเท่านั้น คุณสมบัติของเสียงที่เป็นดนตรี (music) จะหลุดพ้นขึ้นไปอยู่เหนือคุณสมบัติทางกายภาพของเสียงในธรรมชาติ (audio) เสียงที่เป็นดนตรีจะเป็นเสียงที่ผสมผสานระหว่างคุณสมบัติทางกายภาพของเสียงในธรรมชาติ นั่นคือ ทุ้มกลางแหลม เข้ากับคุณสมบัติทางด้าน timing ได้อย่างลงตัว นักเซ็ตอัพเครื่องเสียงที่ดีต้องสามารถสวิทช์โยกสลับไปมาระหว่าง ทุ้มกลางแหลม กับความเป็นดนตรีได้ตลอดเวลา และต้องเลือกจบการเซ็ตอัพตรงจุดที่ทำให้ซิสเต็มสามารถถ่ายทอด “ความเป็นดนตรี” ออกมาได้สูงสุด

นักเล่นเครื่องเสียงที่ยังขาดประสบการณ์ส่วนใหญ่ ก่อนจะผ่านพ้นไปเป็นนักฟังฯ ที่มีความสุขมักจะต้องผ่านขั้นตอนของการหลงวนเวียนอยู่กับคุณสมบัติทางด้านกายภาพของเสียงก่อน บางคนอาจจะหลงวนอยู่ชั่วคราวก็สามารถหลุดพ้นขึ้นจากวังวนไปได้ ในขณะที่บางคนที่ยังค้นหาความเป็นดนตรีไม่เจอก็ต้องเวียนวนกันต่อไป

ส่วนความเห็นที่ไม่ตรงกันระหว่างเจ้าของซิสเต็มกับนักเซ็ตอัพฯ รูปแบบที่ 3 นั้น เกิดขึ้นเนื่องจาก ทั้งสองฝ่ายมีความเห็นในการ “เฉลี่ย” คุณภาพเสียงของซิสเต็มออกมาไม่ตรงกัน ซึ่งอาจจะไม่ตรงกันในแง่ของ tonal balance (สมดุลเสียง) ก็ได้ หรืออาจจะในแง่ของ soundstage (รูปวงเวทีเสียง) ก็ได้ เป็นไปได้ทั้งหมด ขึ้นอยู่กับว่า เจ้าของซิสเต็มจะตั้งลำดับความสำคัญของคุณภาพเสียงไว้แบบไหน อย่างเช่นบางคนเอาเรื่องเนื้อเสียงสำคัญอันดับหนึ่ง ในขณะที่บางคนอาจจะเอาเรื่องไดนามิกสำคัญอันดับหนึ่ง บ้างก็เอาเรื่องเวทีเสียงมาก่อน ฯลฯ ซึ่งนักเซ็ตอัพฯ ที่มีประสบการณ์ถึง จะต้องสามารถปรับจูนให้ถูกใจเจ้าของซิสเต็มได้ แต่ในขณะเดียวกัน นักเซ็ตอัพฯ ที่ดีจะต้องพยายามรักษาคุณสมบัติทางด้าน timing, speed และ dynamic range ของเสียงเอาไว้ให้อยู่ในระดับที่ดีมากที่สุดเสมอ เนื่องจากคุณสมบัติทั้งสามประการนั้น (timing, speed & dynamic range) เป็นคุณสมบัติพื้นฐานของความเป็นดนตรีนั่นเอง

ซึ่ง “ความเป็นดนตรี” คือสิ่งสำคัญที่สุด และเป็นเป้าหมายสูงสุดที่นักเซ็ตอัพเครื่องเสียงทุกคนจะต้องดึงออกมาจากชุดเครื่องเสียงให้ได้ และเป็นคุณสมบัติที่นักเซ็ตอัพฯ ต้องรักษาเอาไว้เสมอ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ที่มีปัญหา+อุปสรรค+ข้อจำกัดเพียงใดก็ตาม เพราะสุดท้ายแล้ว ผู้ฟังซึ่งเป็นเจ้าของซิสเต็มก็จะสัมผัสได้! /

***************

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า