วิธีปรับจูนตำแหน่งลำโพง เพื่อค้นหา “โฟกัส” ของเสียง

โฟกัส” (Focus) คำนี้มีความหมายมากในการเซ็ตอัพลำโพง พูดได้ว่ามันคือความจำเป็นสุดท้ายที่นักเซ็ตอัพลำโพงต้องทำในขั้นตอน fine tune ซึ่งผู้เซ็ตอัพต้องมีทักษะในการฟังวิเคราะห์ (critical listening) ที่แม่นยำแล้วเท่านั้น จึงจะสามารถสรุปผ่านขั้นตอนนี้ไปได้ เมื่อลำโพงได้รับการ fine tune จนผ่านขั้นตอนนี้ไปแล้ว ก็ถือว่าเป็นที่สุดของลำโพงคู่นั้นแล้ว

ภาพถ่ายทุกภาพที่เรียกได้ว่าเป็นภาพถ่ายที่ ดีคุณสมบัติแรกที่ภาพนั้นต้องมีก็คือ ความคมชัดก่อนที่จะไปพิจารณากันทางด้านสีสัน คอมโพซิชั่น สัดส่วน และอื่นๆ ถ้าภาพที่ถ่ายมามีลักษณะเบลอ มัว ไม่ชัดเพราะโฟกัสไม่คม ภาพนั้นก็จะถูกสรุปว่าเป็นภาพถ่ายที่ไม่ดี ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่ง ความคมชัดของภาพนั้นเกิดจากช่างภาพทำการหมุนกระบอกเลนส์เพื่อให้ โฟกัสของชิ้นเลนส์ทุกชิ้นในกระบอกเลนส์ ซ้อนทับกันจนสนิทนั่นเอง

เครื่องเสียงที่ใช้รูปแบบการกระจายเสียงตามมาตรฐานของระบบเสียง Stereo ต้องอาศัยลำโพง 2 ตัวทำงานร่วมกัน ซึ่งในขณะทำงานนั้น ลำโพงทั้งสองตัวจะถ่ายทอดสัญญาณเสียงที่ ไม่เหมือนกันออกมาเพื่อสร้าง ภาพของเสียง (sound image) หนึ่งภาพให้ปรากฏขึ้นมาในอากาศ ซึ่งภาพของเสียงที่ลำโพงทั้งสองข้างสร้างขึ้นมาในอากาศนั้นจะปรากฏออกมาชัดเจนมากแค่ไหน ขึ้นอยู่กับตัวแปร 3 ตัวแปรสำคัญ นั่นคือ

1) ตำแหน่งที่ลงตัวของลำโพงข้างซ้ายกับข้างขวา
2) คุณภาพของอุปกรณ์เครื่องเสียงแต่ละชิ้นในซิสเต็มนั้น และ
3) คุณภาพการบันทึก+มิกซ์ดาวน์+มาสเตอริ่ง ของเพลงนั้นๆ

เมื่อเสียงที่ออกมาจากลำโพงข้างซ้ายและข้างขวาซึ่งต่างกัน ต้องผสานรวมกันเพื่อสร้างภาพของเสียงเดียวกันขึ้นมาในอากาศ นั่นก็เท่ากับว่า ต้องมีระยะห่างระหว่างลำโพงซ้ายขวา “แค่เพียงระยะเดียวเท่านั้น” ที่ทำให้เสียงจากลำโพงทั้งสองข้าง ซ้อนทับกันสนิทจริงๆ” เพื่อให้ภาพของเสียงที่เกิดขึ้นมีความคมชัดมากที่สุด

ก่อนลงมือ fine tune

ถ้าคุณสังเกต จะพบว่าเพลงแต่ละเพลงที่เราฟังมีลักษณะของ sound stage ที่แตกต่างกัน บางเพลงให้รูปวงเวทีเสียงที่แผ่กว้าง บางเพลงรูปวงแคบแต่ลึกเข้าไปด้านหลังลำโพง ในขณะที่บางเพลงนั้นมาครบเครื่องทั้งสามมิติ คือทั้งกว้าง, ลึก และสูง ทำให้ได้รูปวงเวทีเสียงที่โอ่โถง อร้าอร่าม และถ้าสังเกตให้ลึกลงไปอีก จะพบว่า แต่ละเพลงมีการจัดวางตำแหน่งของเสียงแต่ละเสียงเอาไว้แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่นเพลงร้อง บางเพลงวางตำแหน่งเสียงร้องไว้ตรงกลางระหว่างลำโพงทั้งสองข้างเป๊ะๆ ในขณะที่เพลงอื่นๆ จับเสียงร้องไปวางเยื้องไว้ทางด้านซ้ายบ้าง ขวาบ้าง ข้อเท็จจริงนี้บอกให้เรารู้ว่า ในขั้นตอน fine tune ตำแหน่งวางลำโพง เราไม่สามารถยึดเอาตำแหน่งของเสียงใดๆ ในเพลงไหนๆ เป็นหลักตายตัวได้เลย อย่างเช่น จะยึดว่าถ้าเซ็ตอัพจนได้เสียงออกมาดีที่สุดแล้ว เสียงร้องจะต้องอยู่ตรงกลางระหว่างลำโพงทั้งสองข้างเท่านั้น แบบนี้ก็ไม่ได้ เพราะตำแหน่งของเสียงต่างๆ ในแต่ละเพลงมันถูกกำหนดโดยมิกซ์ เอนจิเนียร์ (mixing engineer) ที่ทำหน้าที่ในการผสมเสียงแต่ละเสียงลงไปใน sound image ของเพลงนั้นๆ

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เราจะใช้หลักการใดในการ fine tune กันเล่า..?? อย่างที่ผมเปรียบเทียบไว้ข้างต้นว่า ภาพของเสียงที่เราสัมผัสได้จากชุดเครื่องเสียงของเราด้วยประสาทหู ก็เปรียบได้กับ ภาพถ่ายที่เราสัมผัสได้ด้วยประสาทตาของเรานี่เอง ซึ่งการรับรู้ถึงรายละเอียดที่ปรากฏอยู่ในภาพ รวมถึงมิติของภาพต้องอาศัยตาทั้งสองข้างของเรา ซึ่งภาพเดียวกันที่ปรากฏเข้ามาในตาของเราทั้งสองข้างเป็นภาพที่ไม่เหมือนกัน ลองมองตรงๆ ไปที่วัตถุอะไรสักอย่างที่อยู่ด้านหน้าของคุณ แล้วทดลองสลับปิด/เปิดตาข้างซ้ายและข้างขวาสลับกัน จะสังเกตเห็นว่า วัตถุที่คุณจ้องมองนั้นมีการขยับเคลื่อนไปทางซ้ายนิดนึงขณะที่คุณปิดตาข้างซ้าย และในทางกลับกัน เมื่อคุณปิดตาข้างขวาขณะมองไปที่วัตถุนั้นโดยเปิดตาข้างซ้ายเอาไว้ คุณจะเห็นว่าวัตถุนั้นขยับเคลื่อนตำแหน่งไปทางขวานิดนึง

โดยธรรมชาติแล้ว การมองเห็นของมนุษย์เราจะมีความคมชัดมากที่สุดก็ต่อเมื่อสายตาทั้งสองข้างของเรามีความยาวโฟกัสที่เท่ากัน แต่เมื่ออายุมากขึ้น หรือมีความผิดปกติทางด้านสายตา ทำให้สายตาทั้งสองข้างมีทางยาวโฟกัสที่ต่างกัน คือสั้นหรือยาวไม่เท่ากัน จะทำให้ภาพที่เรามองเห็นขาดความคมชัด มีอาการเบลอ ต้องไปตรวจสายตาประกอบแว่นเพื่อชดเชยระยะโฟกัสของตาทั้งสองข้างให้มีระยะโฟกัสที่เท่ากัน เมื่อใส่แว่นตาที่แก้ปัญหาระยะโฟกัสของตาทั้งสองข้างแล้ว ภาพที่มองเห็นผ่านแว่นตาก็จะกลับมามีความคมชัด สามารถมองเห็นภาพที่มีรายละเอียดชัดเจนถูกต้องตามธรรมชาติทุกองค์ประกอบ

สรุปแล้ว ภาพที่เรามองมันคือสิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นอยู่ตามธรรมชาติ อยู่นอกตัวเราออกไป ไม่ว่าจะเป็นระยะห่างระหว่างสิ่งของหรือวัตถุในภาพที่ตาของเรามองเห็น รวมถึงสีสัน และการเคลื่อนไหวทั้งหมดนั้น เราจะสามารถรับรู้สิ่งเหล่านั้นได้ชัดเจนแค่ไหน ขึ้นอยู่กับสายตาทั้งสองข้างของเราว่ามีระยะโฟกัสเท่ากันหรือไม่ เฉกเช่นเดียวกับ ภาพของเสียงเพลงที่เราฟังจากชุดเครื่องเสียง ซึ่งทุกเสียงในเพลงนั้นมันเกิดขึ้น จัดวางตำแหน่ง และเคลื่อนไหวไปตามที่มิกซ์ เอนจิเนียร์เป็นคนกำหนดมาจากสตูดิโอ การที่ประสาทหูของเราจะสามารถรับรู้รายละเอียดต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในเพลงนั้นๆ ออกมาคมชัด ตรงตามที่มิกซ์ เอนจิเนียร์กำหนดไว้ เราก็ต้องทำการเซ็ตอัพชุดเครื่องเสียงของเราให้อยู่ในพิกัดที่ถูกต้อง โดยเฉพาะลำโพงทั้งสองข้างซึ่งเป็นด่านสุดท้ายที่เสียงเพลงถูกถ่ายทอดออกมา จะต้องตั้งอยู่ในพิกัดที่ลงตัวกันมากที่สุดระหว่างข้างซ้ายกับข้างขวา เพื่อร่วมกันสร้าง ภาพของเสียงที่คมชัดมากที่สุด

เตรียมซิสเต็มสำหรับการ fine tune

ก่อนจะไปลงรายละเอียดเกี่ยวกับการไฟน์จูนตำแหน่งลำโพงเพื่อค้นหาโฟกัสของเสียง ผมอยากจะแนะนำให้คุณกลับไปอ่านบทความ 2 บทความ แล้วปฏิบัติตามนั้นซะก่อน นั่นคือบทความเรื่อง

1. “ต้องทำอะไรบ้าง.? เพื่อให้ลำโพงคู่หนึ่งสามารถเปล่งเสียงออกมาดีที่สุด!” (ลิ้งค์บทความ)

แล้วต่อด้วยบทความเรื่อง

2. “เทคนิคการเซ็ตอัพลำโพง สำหรับระบบเสียง stereo 2 ch” (ลิ้งค์บทความ)

ซึ่งบทความที่สองมีอยู่ทั้งหมด 6 ตอน ทั้งสองบทความนั้นจะช่วยนำทางให้คุณจัดการกับซิสเต็มของคุณตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนมาถึงจุดสุดท้าย หลังจากนั้น จึงค่อยมาถึงขั้นตอน วิธี fine tune ตำแหน่งลำโพง เพื่อค้าหา Focus ของเสียงในบทความนี้ เพื่อสรุปจบความสามารถระดับสูงสุดที่ลำโพงของคุณสามารถให้ได้ภายในซิสเต็มและห้องฟังแห่งนั้น

วิธีและขั้นตอนการเซ็ตอัพลำโพงเพื่อค้นหา โฟกัสของเสียง

หลังอ่านบทความบทที่สองตอนที่ จบลง และคุณได้ทำการปฏิบัติตามคำแนะนำในบทความนั้นมาครบทุกขั้นตอนแล้ว ณ จุดนี้ คุณควรจะได้เห็น magic balloon เกิดขึ้นมาต่อหน้าของคุณแล้ว

ภาพแผนผังด้านบนนี้เป็นพิกัดสุดท้ายของการเซ็ตอัพตำแหน่งลำโพง สังเกตว่า ลำโพงข้างซ้ายและข้างขวาถูกวางห่างกันอยู่ที่ 180 .. โดยวัดจากแนวแบ่งครึ่งห้องตามความกว้าง (เส้นประสีแดง) ออกไปด้านละ 90 .. และตำแหน่งนั่งฟังถูกกำหนดไว้ห่างจากแนวเส้นแบ่ง 1/3 x ความลึกของห้อง* (* อ้างอิงกับสัดส่วน กว้าง x ยาว ของห้องที่คำนวนด้วยสูตร “ความลึกของห้อง = ความกว้าง x 1.5”) ตรงจุดปลายของสามเหลี่ยมด้านเท่าลงมาประมาณ 60 .. (จุดสีแดงบนโซฟา) ซึ่งเป็นระยะนั่งฟังที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้สึกว่าประชิดกับลำโพงมากเกินไป เพราะบางคนไม่คุ้นเคยกับการนั่งฟังที่จุด sweet spot ตรงๆ (ยอดสามเหลี่ยมด้านเท่า) ก็ให้ถอยร่นตำแหน่งนั่งฟังห่างจากจุด sweet spot ออกมาได้อีกนิดหน่อย มากสุดไม่เกินสองฟุต (60 ..) ตามแนวเส้นสีเขียว

กำหนดพิกัดการทดสอบเพื่อค้นหาระยะ โฟกัสที่ลงตัวระหว่างลำโพงซ้ายขวา

ในขั้นตอนนี้ ผมจะยังไม่ขอพูดถึงสภาพอะคูสติกและการปรับจูนสภาพอะคูสติกภายในห้อง เพราะระยะการเซ็ตอัพตามแผนผังด้านบนนี้จะส่งผลกระทบกับเสียงจากลำโพงที่เดินทางมาถึงหูของเราตรงตำแหน่งนั่งฟัง “น้อยที่สุด” เนื่องจากเป็นการเซ็ตอัพตำแหน่งของลำโพงกับจุดนั่งฟังที่อยู่ห่างจากผนังห้องทุกด้านออกมาเยอะเมื่อเซ็ตอัพในห้องที่มีสัดส่วน กว้าง x ยาว ตามที่แนะนำไว้ และการเซ็ตอัพนี้จะยิ่งได้ผลดีมากกับห้องที่มีลักษณะด้านข้างที่ไกลจากตัวลำโพงออกไปมากๆ ยกตัวอย่างเช่นในห้องรับแขกของบ้านทาวเฮ้าส์ทั่วไปที่มีลักษณะพื้นที่หน้าแคบแต่มีความลึกมาก แนะนำให้ทำการเซ็ตอัพลำโพงไว้ในแนวความกว้างของห้องรับแขก คือวางลำโพงหันหลังให้กับผนังด้านลึกของห้อง อย่างเช่น พื้นที่หน้ากว้าง 5 เมตร แต่ลึก 12 เมตร ให้วางลำโพงหันหลังให้กับผนังด้านยาว 12 เมตร แบบนี้เป็นต้น หลังจากนั้น เมื่อเซ็ตอัพลำโพงตามสูตรที่ผมให้ไปแล้ว จะทำให้พื้นที่ด้านข้างของลำโพงซ้ายและขวามีลักษณะเปิดโล่งออกไป ทำให้ปลอดการรบกวนจากเสียงสะท้อนแรก (early reflection) ที่มาจากผนังด้านข้าง

ระยะห่างระหว่างลำโพงซ้ายขวา 180 .. นั้น ให้ยึดเอาจุดศูนย์กลางของตัวไดเวอร์ที่ ถ่ายทอดเสียงกลางเป็นหลัก คือถ้าเป็นลำโพงสามทางแบบ Wilson Audio รุ่น Sasha 2 ในภาพข้างบนก็ให้วัดจากกึ่งกลางของตัวไดเวอร์มิดเร้นจ์ทั้งสองข้างเข้าหากัน

หรือถ้าเป็นลำโพงที่จัดวางไดเวอร์เยื้องกัน อย่างเช่น JBL รุ่น Monitor 4312D แบบรูปข้างบน ก็ให้วัดจากแนวกึ่งกลางของไดเวอร์มิดเร้นจ์ ตามแนวเส้นสีแดงในภาพ

หรือเป็นลำโพงที่ใช้ไดเวอร์จำนวนหลายตัว อย่างเช่น ProAc รุ่น Response D80 ก็ให้วัดจากแนวจุดกึ่งกลางของตัวมิดเร้นจ์ตามเส้นสีแดงในภาพ

ส่วนลำโพงสองทางที่ใช้ไดเวอร์เสียงกลางทุ้มร่วมกัน เรียกว่า ไดเวอร์มิดวูฟเฟอร์ (mid-woofer) ก็ให้วัดที่จุดกึ่งกลางของตัววูฟเฟอร์เป็นเกณฑ์ รวมถึงลำโพงที่ออกแบบให้ฟังใกล้แบบ near-field monitor อย่างเช่นของยี่ห้อ barefoot ซึ่งวางลำโพงแนวนอนตามภาพ (ตัวล่างสุดด้านบน) ก็ให้ใช้จุดกึ่งกลางของไดเวอร์มิดเร้นจ์เป็นเกณฑ์ในการปรับจูนเช่นกัน

จากนั้น ให้แปะเทปกาวลงบนพื้นห้อง ในแนวขนานไปกับแผงหน้าของตัวลำโพง โดยเริ่มจากระยะกึ่งกลางของไดเวอร์มิดเร้นจ์ (หรือมิดวูฟเฟอร์ กรณีเป็นลำโพงสองทาง) ออกไปทางด้านข้างของลำโพงทั้งสองข้าง แล้วหาปากกากับตลับเมตรมาวัดระยะจากจุดกึ่งกลางของมิดเร้นจ์ออกไปทางด้านข้างโดยแบ่งเป็นช่วงที่เท่าๆ กันช่วงละ 5 .. แนะนำให้ทำระยะไว้สัก 6 ระยะทั้งสองข้าง เสร็จแล้วแนะนำให้ปล่อยเทปกาวคาไว้บนพื้นแบบนั้นก่อน วันหลังเราจะมาซอยระยะที่ละเอียดกว่า 5 .. ลงไปอีกและเริ่มต้น fine tune ที่ละเอียดลงไปอีกขั้น เจาะทะลุเข้าไปใน magic balloon โฟกัสลงไปที่เสียงแต่ละเสียง จะได้รู้กันล่ะว่า ลำโพงของคุณให้โฟกัสได้แม่นยำและ pin point ขนาดไหน..??

ขั้นตอนต่อไปก็คือกำหนด ความสูงของตำแหน่งนั่งฟัง

ซึ่งโดยหลักการแล้ว เราต้องยึดความสูงของลำโพงไว้ตามสเปคฯ ที่ผู้ผลิตแนะนำเอาไว้ อย่างเช่น ถ้าเป็นลำโพงตั้งพื้นที่ให้ เดือยแหลม (spike) มาให้ ก็แนะนำให้ใช้เดือยแหลมที่แถมมาในการยกลำโพงให้ลอยเหนือพื้นเท่าความสูงของเดือยแหลมที่แถมมา หรือถ้าเป็นลำโพงวางหิ้ง ก็ให้ใช้ขาตั้งที่มีความสูงตามที่สเปคฯ ของลำโพงกำหนดไว้ อย่างเช่น 24 นิ้ว เป็นต้น

การใส่สไปค์ หรือเดือยแหลมเพื่อยกตัวลำโพงให้ลอยขึ้นเหนือพื้นจะช่วยลดคลื่นความสั่นสะเทือนจากพื้นไม่ให้แผ่ขึ้นไปถึงตัวลำโพง ซึ่งจะส่งผลต่อความคมชัดของโฟกัสที่เรากำลังจะไปค้นหาด้วย

จากนั้น สิ่งที่ต้องทำต่อไปก็คือหาเก้าอี้ที่มีลักษณะโปร่ง ไม่หนาทึบ เพราะไม่ต้องการให้ทำตัวเป็นตัวซับเสียง (absorber) ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพเสียงในห้อง ยิ่งห้องที่มีขนาดเล็ก ลักษณะสัมประสิทธิ์การซับเสียงของเก้าอี้ก็จะยิ่งส่งผลต่อเสียงมากกว่าในห้องขนาดใหญ่ อีกคุณสมบัติที่สำคัญของเก้าอี้ที่ว่าคือ ความสูงคือเมื่อคุณนั่งลงไปแล้ว ต้องทำให้ระดับความสูงของหูของคุณอยู่ในแนวเดียวกับพื้นที่ระหว่างจุดกึ่งกลางของมิดเร้นจ์ (สำหรับลำโพงสามทาง) หรือจุดกึ่งกลางของมิดวูฟเฟอร์ (สำหรับลำโพงสองทาง) ไปถึงจุดกึ่งกลางของทวีตเตอร์ (แนวแถบสีแดงในรูปข้างบน) ซึ่งจริงๆ แล้ว แม้ว่าคุณจะนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่ทำให้ความสูงของระดับหูอยู่เลยระยะที่ว่าขึ้นไปสักเล็กน้อยก็ไม่ถึงกับเสียหาย ถ้าไม่เกินฟุตก็ยังถือว่าโอเค เพราะระยะนั่งห่างลำโพงที่กำหนดไว้ให้เป็นระยะ nearfield แต่ก็ขึ้นอยู่กับการออกแบบมุมกระจายเสียงของลำโพงด้วย ต้องดูเป็นกรณีๆ ไป ถ้าเป็นลำโพงที่ออกแบบให้ตัวทวีตเตอร์กับมิดเร้นจ์กระจายเสียงในแนวระนาบ (horizontal dispersion) มากหน่อย ไม่ค่อยจะเน้นการกระจายเสียงในแนวดิ่ง (vertical dispersion) คุณจะพบว่า ถ้ากำหนดความสูงในการนั่งฟังให้ระดับหูอยู่ในโซนแถบสีแดงที่แนะนำไว้จะได้ภาพของเสียงที่ดีกว่า โฟกัสดีกว่าลักษณะการฟังด้วยระดับหูสูงกว่าแนวทวีตเตอร์ขึ้นไป

ทำให้ ลำโพงกับ ขาตั้งเชื่อมโยงเป็นเนื้อเดียวกัน

กรณีที่เป็นลำโพงวางขาตั้ง ควรจัดการให้ตัวลำโพงกับขาตั้งสามารถมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันเป็นหนึ่งเดียวให้ได้ซะก่อน เนื่องจากขณะที่ลำโพงทำงาน ไดอะแฟรมบนตัวไดเวอร์จะเคลื่อนตัวเดินหน้าและถอยหลังอย่างรวดเร็วและรุุนแรงในขณะถ่ายทอดความถี่ต่ำ ซึ่งจะทำให้เกิดคลื่นพลังงานความสั่นสะเทือนแผ่ขยายไปถึงตัวตู้ แล้วส่งผ่านพลังงานไปถึงขาตั้งผ่านทางแผ่นแพลทที่ตัวลำโพงวางทับอยู่

เนื่องจากแผ่นแพลทของขาตั้งส่วนใหญ่ทำด้วยโลหะที่เป็นของแข็ง ในขณะที่ตัวตู้ลำโพงเองส่วนใหญ่ทำด้วยไม้ซึ่งเป็นของแข็งเช่นเดียวกัน เมื่อเกิดแรงสั่งสะเทือนบนตัวตู้ลำโพงก็จะเกิดการกระแทกบนพื้นผิวของตู้ลำโพงกับแผ่นแพลท เกิดเป็นพลังงานคลื่นเรโซแนนซ์ส่วนเกินที่ไม่เป็นระเบียบ ย้อนกลับไปรบกวนการทำงานของไดเวอร์

แนะนำให้ใช้ก้อนกาวดินน้ำมันรองใต้ฐานของลำโพงทั้ง 4 มุม เพื่อให้ส่วนฐานของตัวลำโพงกับแผ่นแพลทของขาตั้งเชื่อมติดกันอย่างแนบแน่นมากขึ้น การทำอย่างนี้นอกจากจะช่วยสลายพลังงานสั่นสะเทือนที่เกิดจากการทำงานของไดเวอร์บนตัวลำโพงแล้ว ก้อนดินน้ำมันที่ว่านี้ ยังช่วยลดอาการกระแทกระหว่างตัวตู้ลำโพงซึ่งเป็นไม้กับแผ่นแพลทของขาตั้งซึ่งเป็นโลหะลงด้วย ช่วยลดความสั่นสะเทือนที่เกิดบนตัวตู้ลำโพงลงได้มาก

ผมใช้กาวดินน้ำมันของ Scotch Easy Fix (ที่ B2S มีขาย) ซึ่งเขาทำมาเป็นก้อนสี่เหลี่ยมเล็กๆ ขนาดกำลังดี ติดที่มุมทั้งสี่ตรงฐานของลำโพง Totem Acoustics รุ่น The One ที่ผมใช้อยู่ ช่วยทำให้โฟกัสของเสียงคมและนิ่งขึ้นมาก

ปรับลำโพงให้ ตั้งฉากกับพื้นห้อง

ไม่ว่าจะเป็นลำโพงวางขาตั้งหรือลำโพงตั้งพื้น ตัวลำโพงจะต้องอยู่ในลักษณะ ตั้งฉากกับพื้นห้องให้มากที่สุด แนะนำให้ใช้ระดับน้ำในการปรับตั้ง โดยปรับระดับทั้งแนวหน้าหลังและซ้ายขวา แล้วหมุนเดือยแหลมเพื่อปรับให้ตัวลำโพงตั้งฉากกับพื้นห้องทั้งสองข้าง

ปรับวิธีคิด ก่อนเริ่มต้น fine tune

เนื่องจากเสียงโน๊ตดนตรีที่เล่นออกมาจากเครื่องดนตรีส่วนใหญ่จะหนาแน่นอยู่ในย่าน เสียงกลาง (midrange) มากกว่าย่านแหลมและทุ้ม และความถี่ในย่านเสียงกลางที่มนุษย์คุ้นเคยมากที่สุดก็คือ เสียงร้องดังนั้น เราจะใช้เสียงร้องของนักร้องชายหญิงเป็นมอนิเตอร์ในการค้นหาตำแหน่งโฟกัสของลำโพง

แต่ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า โฟกัสของเสียงร้องในแต่ละเพลงมีระดับความคมชัดที่แตกต่างกันได้ มีขนาดของตัวเสียงที่ใหญ่เล็กต่างกันได้ ไม่ใช่เรื่องแปลก โดยที่มีมิกซ์ เอนจิเนียร์เป็นคนกำหนดอยู่เบื้องหลัง ในบางเพลงนั้นคนมิกซ์ฯ อาจตั้งใจให้เสียงร้องมีลักษณะนัวๆ นุ่มๆ เพื่อสร้างบรรยากาศโรแมนติค ในขณะที่บางเพลงนั้นคนมิกซ์อาจจะตั้งใจให้เสียงร้องมีลักษณะที่โดดเด่นมากๆ มีความจะแจ้งเหมือนโดนสปอร์ตไลท์ส่องอยู่บนเวที ซึ่งไม่ว่าจะเป็นลักษณะไหนในสองลักษณะข้างต้น ถ้าเฟสของเสียงร้องที่ออกมาจากลำโพงทั้งสองข้างตรงกัน ก็จะทำให้โฟกัสของเสียงร้องนั้นมีอิมเมจที่ชัดเจน แม้ว่าจะมีเสียงดนตรีรายรอบจำนวนมากที่บรรเลงอยู่พร้อมกัน ก็ยังสามารถแยกแยะเสียงร้องนั้นออกมาจากเสียงดนตรีอื่นๆ ได้อย่างง่ายดาย สามารถระบุพิกัดตำแหน่งในเวทีเสียงได้อย่างแม่นยำ

ส่วนเสียงร้องที่ไม่ดี คือมีลักษณะที่เบลอ มัว ไร้โฟกัส มีสาเหตุมาจากความผิดพลาดในการบันทึกและมิกซ์ฯ ที่ไม่ละเอียดพิถีพิถัน จนทำให้เกิดปัญหาเฟส (phase) ของเสียงร้องที่ duplicate ไปที่ลำโพงทั้งสองข้างออกมาไม่ตรงกัน เมื่อเฟสออกมาเหลื่อม โฟกัสก็จะเบลอ ไม่คม สิ่งที่พบก็คือ ไม่สามารถระบุตำแหน่งของตัวเสียงร้องได้ชัด ได้ยินแต่ระบุพิกัดตำแหน่งไม่ได้ มันออกมาลอยๆ หลอนๆ

คุณภาพของลำโพงและอุปกรณ์เครื่องเสียงชิ้นอื่นๆ ในซิสเต็มมีส่วนสัมพันธ์โดยตรงกับโฟกัสของเสียงร้องและคุณสมบัติด้านอื่นๆ โดยเฉพาะลำโพงระดับไฮเอ็นด์ที่มีราคาสูงๆ จะส่งผลต่อโฟกัสของเสียงมากเป็นพิเศษ

รายชื่อเพลงที่แนะนำให้ใช้เป็นมอนิเตอร์ในการปรับจูนหาตำแหน่งที่ให้โฟกัสลงตัว

Title / Artist / Album

1. For Nothing / Amanda McBroom / (1986) Dreaming
2. Get Out of Town / Holly Cole Trio / (1993) Don’t Smoke In Bed
3. Ain’t No Sunshine / Bill Withers / (1981) Greatest Hits
4. Stand Up (And Be Strong) / Keb’ Mo’ / (2000) The Doors
5. Mommy Can I Come Home / Keb’ Mo’ / (2000) The Doors
6. If / Bread / (1973) The Best Of Bread
7. Stop (Think Again) / Bee Gees / (1979) Spirit Having Flown
8. Just The Way You Are / Billy Joel / (1977) The Stranger
9. ผีเสื้อ / โอ๋ ชุติมา แก้วเนียม / (2014) เฟื่องอารมณ์

เพลงที่ใช้ในการปรับตำแหน่งลำโพงเพื่อให้ได้โฟกัสของเสียงที่ดีเหล่านี้ เป็นเพลงที่ผมเคยใช้ในการเซ็ตอัพตำแหน่งลำโพงมาก่อน ซึ่งการันตีได้ว่า มิกซ์ เอ็นจิเนียร์ผู้อยู่เบื้องหลังงานเพลงเหล่านี้ทำหน้าที่ของเขาได้อย่างยอดเยี่ยม จัดวางตำแหน่งของเสียงร้องและชิ้นดนตรีอื่นๆ ไว้ได้ลงตัว กอปรเป็นสนามเสียงรูปวงที่สวยงาม ขณะขยับตำแหน่งลำโพงทั้งสองข้างเพื่อค้นหาพิกัดที่ลงตัวจริงๆ ให้สังเกตเสียงร้องที่มีโฟกัสคมชัด ตรึงแน่นอยู่ในตำแหน่งเดิมโดยปราศจากอาการวูบวาบ เมื่อใดก็ตามที่จุดโฟกัสปรากฏ คุณจะได้ยินคอนทราสน์ไดนามิกของเสียงร้องที่ลื่นไหลและต่อเนื่อง สัมผัสได้ถึง อารมณ์ของนักร้องที่ทำให้รับรู้ได้ทุกอริยาบทที่นักร้องขยับปากและควบคุมลมหายใจในการเปล่งเสียงร้องแต่ละคำร้องออกมา ซึ่งอารมณ์ของนักร้องนี่แหละคือตัวตัดสินตำแหน่งที่ดีที่สุดของลำโพงคู่นั้นๆ

ลงมือกันเลย..

ในการ fine tune แนะนำให้ค่อยๆ ขยับเลื่อนตำแหน่งไปทีละขั้น (5 ..) ทั้งสองข้าง แล้วฟังเพลงเดิมๆ เพลงใดก็ได้ที่ผมเลือกมาแนะนำไว้ข้างต้น ถ้าขยับเลื่อนตำแหน่งไปแล้ว รู้สึกว่าเสียงโดยรวมมีลักษณะที่เบลอ ระบุตำแหน่งของเสียงได้ยากขึ้น แสดงว่าลำโพงทั้งสองข้างห่างจากกันมากเกินไป ให้ขยับกลับมาที่ตำแหน่งเดิมทันทีแล้วทดลองฟังเพลงเดิมซ้ำจนมั่นใจ

มีโอกาสมั้ยที่ระยะห่างระหว่างลำโพงเพิ่มมากขึ้นไปจนถึงจุดหนึ่งโฟกัสของเสียงก็กลับมาคมชัดอีกครั้ง.? เป็นไปได้ เนื่องจากเฟสสัญญาณมีลักษณะที่วนเป็นลู๊ป จาก 0 > 90 > 180 > 360 > 0 องศา แต่เมื่อเพิ่มระยะห่างระหว่างลำโพงให้มากออกไปเรื่อยๆ ถึงจุดหนึ่ง การสะท้อนจากผนังด้านข้างจะเริ่มเข้ามารบกวนเสียงหลักที่ออกมาจากลำโพงโดยตรง ซึ่งจากประสบการณ์ พบว่า ระยะโฟกัสของลำโพงแต่ละคู่มักจะอยู่ในช่วงระหว่าง 120 .. ขึ้นไปจนถึง 220 ..

การ fine tune ครั้งนี้ไม่ยากในการปฏิบัติ แต่ต้องใช้ความละเอียดในการฟังเพื่อสรุปผล ถ้ามีเพื่อนช่วยฟังและช่วยกันขยับตำแหน่งลำโพงด้วย จะช่วยให้ค้นพบตำแหน่งลำโพงที่ให้โฟกัสของเสียงที่ดีได้ง่ายขึ้น และเมื่อคุณค้นพบจุดโฟกัสที่ดีที่สุดของตำแหน่งลำโพงของคุณแล้ว คุณสมบัติอย่างอื่นก็จะตามมาเอง! /

**********************

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า