ก่อนจะวิเคราะห์คำถามข้างต้นนั้น ผมอยากให้เราทำความเข้าใจก่อนว่า เสียงที่เราได้ยินจาก “ลำโพง” คู่ใดคู่หนึ่ง ไม่ใช่เสียงของลำโพงคู่นั้นทั้งหมด เสียงที่เราได้ยินจากลำโพงคู่นั้น ในขณะนั้น มีเสียงของแอมป์, มีเสียงของ source หรือแหล่งต้นทางสัญญาณ, มีเสียงของสายสัญญาณ, มีเสียงของสายลำโพง, มีเสียงของสายไฟเอซี, มีเสียงของห้องฟัง, มีเสียงของชั้นวางเครื่อง ฯลฯ ผสมเข้ามาอยู่ในเสียงที่เราได้ยินผ่านลำโพงคู่นั้นออกมาด้วย
นั่นก็หมายความว่า สภาพแวดล้อมทั้งหมดที่อยู่รอบๆ ลำโพงมีผลต่อเสียงที่เราได้ยินจากลำโพงคู่นั้น ไม่ว่าจะเป็น สิ่งที่ส่งผลโดยตรงต่อลำโพง นั่นคือ อุปกรณ์เครื่องเสียง “ทุกชิ้น” ที่ร่วมอยู่ในซิสเต็มที่ใช้กับลำโพงคู่นั้น ในขณะนั้น แม้แต่สภาพอะคูสติกบริเวณรอบๆ ลำโพงคู่นั้น รวมไปจนถึงกระแสไฟที่หล่อเลี้ยงชุดเครื่องเสียงที่ใช้กับลำโพงคู่นั้นด้วย
เมื่อพื้นฐานข้อเท็จจริงเป็นเช่นนี้แล้ว การที่มีนักเล่นฯ สงสัยว่า ทำไมตอนลองฟังลำโพงที่ร้านแล้วเสียงดีมาก แต่พอซื้อกลับมาที่บ้าน เสียงกลับไม่ดีเท่ากับตอนฟังที่ร้าน นั่นก็เป็นเพราะว่า นักเล่นฯ คนนั้นอาจจะลืมนึกถึงข้อเท็จจริงข้างต้น เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่บ้านของเราไม่เหมือนกับสภาพแวดล้อมที่ร้านตอนเราลองฟังลำโพงคู่นั้นก่อนซื้อกลับมานั่นเอง
สรุปได้ว่า การที่ลำโพงคู่ใดๆ จะให้เสียงออกมาดีที่สุดตามที่ลำโพงคู่นั้นควรจะให้ได้ มันต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับมันด้วย ซึ่งลำโพงแต่ละคู่ก็ต้องการสภาพแวดล้อมที่ต่างกันในการที่จะทำให้มันเปล่งเสียงที่มีคุณภาพออกมาได้ดีที่สุด อาทิเช่น กำลังขับของแอมป์, ความสูงของขาตั้ง, คุณภาพของสายลำโพง, ลักษณะการเชื่อมต่อสายลำโพงกับตัวลำโพง ฯลฯ
ดังนั้น ทุกครั้งที่ไปทดลองฟังลำโพงคู่ใดก็ตาม ให้สังเกตชุดเครื่องเสียงที่คนขายที่ร้านจัดชุดมาขับลำโพงคู่นั้นให้เราฟังด้วย ไม่ว่าจะเป็นแหล่งต้นทางสัญญาณ, แอมป์ ไปจนถึงสภาพแวดล้อมอื่นๆ ในร้าน อย่างเช่นระบบไฟฟ้า รวมถึงสัดส่วนและสภาพอะคูสติกของห้องฟังที่ร้านใช้เปิดทดลองลำโพงคู่นั้น
ถ้าคุณต้องการให้ลำโพงคู่นั้นให้เสียงออกมา “เหมือนกัน” กับที่ลองฟังจากร้านทุกประการ คุณต้องซื้ออุปกรณ์เครื่องเสียงทุกชิ้นที่ใช้ทดลองฟังลำโพงคู่นั้นกลับมาด้วย และต้องกลับมาสร้างห้องฟังที่มีทั้งสัดส่วนและสภาพอะคูสติก “เหมือนกัน” กับห้องฟังที่ร้านนั้นใช้ทดลองให้เราฟังด้วย ระบบไฟของที่ร้านที่ใช้เลี้ยงชุดเครื่องเสียงให้เราฟังก็ต้องดูด้วยว่าเขาใช้ตัวกรองไฟตัวไหน มีใช้อุปกรณ์ที่ช่วยจัดสมดุลของกราวนด์ในระบบด้วยมั้ย.? ถ้ามี คุณต้องทำทุกอย่างที่บ้านคุณให้เหมือนกับสภาพแวดล้อมที่ร้าน จึงจะได้เสียงออกมาเหมือนกัน
ฟังแล้วน่าสะพรึงกลัวมากใช่มั้ยครับ.? แต่มันคือความจริง.. ดังนั้น ถ้าคุณต้องการทราบว่า ลำโพงที่คุณหมายตาอยู่นั้น มันให้เสียงเป็นอย่างไรกันแน่ เมื่อเอามันเข้ามาอยู่ในชุดเครื่องเสียงของคุณ คุณก็ควรจะยกเครื่องเสียงของคุณไปทดลองฟังกับลำโพงคู่นั้นด้วย ก็จะทำให้โอกาสผิดพลาดในการเลือกซื้อมีน้อยลง
การที่จะทำให้ลำโพงคู่ใดคู่หนึ่งสามารถส่งเสียงออกมาได้ “ดีที่สุด” เท่าที่มันสามารถให้ออกมาได้ มีขั้นตอนที่คุณต้องปฏิบัติถึง 3 ขั้นตอน นั่นคือ 1 – “แม็ทชิ่ง” หาแอมป์ที่มีสมรรถนะตรงกับสเปคฯ ที่ลำโพงต้องการมาขับมัน, 2 – “เซ็ตอัพ” หาพิกัดในการจัดวางลำโพงคู่นั้นในห้องฟังของคุณในตำแหน่งที่ลงตัวกับสภาพอะคูสติกของห้องนั้นพอดี และ 3 – “ปรับจูน” คือการจัดการกับปัจจัยรอบๆ ตัวลำโพงเพื่อให้ลำโพงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด อย่างเช่น ปรับระนาบของลำโพงทั้งสองข้างให้ขนานกัน, ใส่เดือยแหลมที่ฐานของลำโพงเพื่อยกตัวตู้ลำโพงให้ลอยขึ้นมาเหนือพื้นเพื่อหลีกเลี่ยงคลื่นความสั่นสะเทือนไม่ให้แพร่เข้ามารบกวนการทำงานของลำโพง ฯลฯ
ลำโพงที่ไม่ได้ถูกเซ็ตอัพอย่างถูกต้องจะให้เสียงที่แตกต่างไปจากที่มันควรจะเป็นอย่างมาก ในบางสถานะการณ์นั้น อาจจะทำให้ได้เสียงออกมาแย่ไปเลยก็ได้ /
******************************



