As good as it gonna be .. เสียงดี – อย่างที่มันควรจะเป็น

เมื่อได้ลองฟังเพลงไทยเก่าๆ ที่คุ้นเคยในอัลบั้มรวมเพลงที่ปั๊มเป็นแผ่นซีดีออกมาขายแค่แผ่นละร้อยกว่าบาท เราก็รับรู้ได้ว่า คุณภาพเสียงของเพลงเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในมาตรฐานของคำว่า เสียงดีที่นักเล่นเครื่องเสียงมักจะพูดกัน แต่ละเพลงมี ตำหนิของเสียงให้รับรู้ได้ด้วยการฟังอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะมาจากการบันทึกเสียง หรือตำหนิที่ได้มาจากมาตรฐานที่ต่ำตมในการปั๊มแผ่นก็ตาม ทว่า… หากนำเพลงเหล่านั้นมาเปิดฟังกับอุปกรณ์เครื่องเสียงที่ยอมรับกันว่าคุณภาพดีระดับไฮเอ็นด์ฯ เคยคิดมั้ยว่า เครื่องเสียงเหล่านั้นควรจะถ่ายทอดเสียงเพลงเหล่านี้ออกมาในลักษณะไหน.?

เสียงดี = เสียงจริง หรือเป็นแค่กลบเกลื่อนให้ถูกใจ.?

การที่นักเล่นรุ่นใหม่ๆ เรียนรู้หลักการฟังเพื่อแยกแยะความดีเลวของเสียงได้ช้า สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะพวกเขามักจะถูกกรอกหูด้วยเพลงที่โชว์ความน่าตื่นเต้น โชว์มิติไดนามิก โชว์ความอลังการ เมื่อเข้าไปทดลองฟังเสียงจากร้านขายเครื่องเสียง หรือจากงานโชว์เครื่องเสียงตามที่ต่างๆ ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดในการเรียนรู้วิธีการฟังเพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพของอุปกรณ์เครื่องเสียงในการแยกแยะความดีเลวของเสียงก็คือให้ลองฟังจากเพลงธรรมดาๆ ที่ผู้ฟังคุ้นเคยนั่นแหละ.. ยิ่งเป็นเพลงที่มีตำหนิจากการบันทึกเสียงยิ่งดี เพราะจะทำให้ตัดสินได้ชัดเจนมากขึ้น

ผู้สาธิตที่มุ่งหวังผลการขายอุปกรณ์เครื่องเสียงมักจะเลือกเฟ้นเพลงที่ฟังแล้วตื่นตาตื่นหูมานำเสนอเสมอ ซึ่งนั่นจะทำให้นักเล่นฯ ที่ไม่คุ้นเคยกับเพลงเหล่านั้นไม่สามารถประเมินคุณภาพของอุปกรณ์เครื่องเสียงที่กำลังทดลองฟังออกมาได้ชัดเจน บางคนอาจจะแย้งว่า ถ้าฟังเพลงใดๆ แล้วได้เสียงออกมาดี ก็น่าจะเหมาได้ว่า ฟังเพลงอะไรๆ ก็ควรจะดีหมด ซึ่งไม่ใช่เลย เพลงที่บันทึกมาดีมากๆ แม้ว่าจะเล่นผ่านชุดเครื่องเสียงที่ไม่ดี หรือไม่แม็ทชิ่งกัน ก็อาจจะยังคงฟังดีมากสำหรับนักฟังรุ่นใหม่ที่ยังด้อยประสบการณ์ นี่คือสาเหตุที่หลายๆ คนพบว่า ฟังที่ร้านก็ฟังดี แต่พอหอบกลับมาถึงบ้านฟังเพลงที่เคยอยู่ฟังประจำ กลับไม่แฮ้ปปี้

เครื่องเสียงที่ดีนั้น ต้องฟังเพลงที่มีตำหนิแล้วสามารถบอกเราได้ว่า ตำหนิของเพลงนั้นๆ คืออะไร มีอยู่ตรงจุดไหนบ้าง.? บางเพลงเสียงแหลมหยาบ แต่พอเปลี่ยนเพลง ตำหนิก็ย้ายไปเกิดกับเสียงอื่นๆ ไม่ได้คงที่อยู่ตรงจุดเดิมๆ ตลอด และในขณะเดียวกัน เครื่องเสียงที่ดีจริงๆ ต้องทำตัวเป็น มอนิเตอร์คือทำให้เราค้นพบข้อตำหนิในเพลงนั้นๆ โดยที่เรายังคงรับฟังได้ ในขณะเดียวกัน เครื่องเสียงชุดนั้นจะต้องทำให้เพลงธรรมดาๆ ที่มีตำหนิเพลงนั้นมีความไพเราะน่าฟังมากกว่าที่เราเคยฟังอยู่เดิมด้วย เพราะในความเป็นจริงแล้ว เพลงทุกเพลงในโลกนี้ โดยพื้นฐานมันจะมีความไพเราะน่าฟังอยู่ในตัว ทุกเพลงเสมอ แม้ว่าเพลงเหล่านั้นจะถูกทำให้เกิดตำหนิขึ้นมาจากการบันทึกเสียงหรือจากขั้นตอนทำแผ่น แต่ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม ความไพเราะของเพลงนั้นก็จะยังคงมีอยู่เสมอ และเครื่องเสียงที่ดีจริงๆ เท่านั้นที่จะสามารถเปิดเผยทั้งตำหนิ (รู้ว่ามีอยู่ แต่ทนฟังได้) กับความไพเราะของเพลงนั้นๆ ออกมาให้เราได้ยินทั้งสองอย่างพร้อมๆ กัน

บางคนเข้าใจ (หรือถูกทำให้เข้าใจ) ว่า เครื่องเสียงที่ดีจะต้องทำให้ ตำหนิในเพลงหายไป ซึ่งไม่จริง เพลงที่บันทึกมายุคเก่า สมัยที่อุปกรณ์และเทคโนโลยีในการบันทึกเสียงยังคงล้าหลัง จะมี ตำหนิฝังอยู่ในบทเพลงเหล่านั้นมาตั้งแต่มาสเตอร์แล้ว ทำอย่างไรก็ไม่สามารถขจัดตำหนิเหล่านั้นออกไปได้หมด เครื่องเสียงที่ดีต้องทำให้เรารู้ว่าตำหนิของเพลงนั้นอยู่ตรงไหน และตัวมันเอง (เครื่องเสียง) จะต้อง “ไม่” เพิ่มเติมตำหนิเข้าไปในเพลงซะเองด้วย

อุปกรณ์เครื่องเสียงบางตัว หรือเครื่องเสียงบางชุด พยายามที่จะขจัดตำหนิของเพลงด้วยการทำให้เสียงออกมานุ่มนวล (ในการออกแบบทำได้สารพัดวิธี) นัยว่าเพื่อกลบเกลื่อนตำหนิเหล่านั้น ซึ่งนักฟังฯ ที่ต้องการเข้าถึงอรรถรสของเพลงและมีประสบการณ์มากพอจะไม่ชอบเสียงลักษณะนั้น เพราะมันทำให้ความเป็นดนตรีลดด้อยลง ซึ่งวิธีการปรับจูนเสียงให้ฟังดู (ว่า) นุ่มนวลดี ทำได้ด้วยการปรับลดอัตราการสวิงไดนามิกให้แคบลงเพื่อหวังลดพีคของไดนามิก แก้อาการแตกปลายของเสียงที่บันทึกมาไม่ดี ซึ่งทำให้เสียงโดยรวมมีลักษณะอั้น ตื้อ ผู้ออกแบบบางรายก็ใช้วิธีปรับลดความสามารถในการตอบสนองความถี่ให้แคบลง เพื่อหวังให้เสียงแหลมที่ไม่เนียนละเอียดของเพลงธรรมดาๆ ถูก filter ทิ้งไป ผู้ฟังจะได้รู้สึกว่าเสียงสะอาดและนุ่มหู

เสียงดี = จริงๆ คือ ความเป็นดนตรี

ในความเป็นจริงแล้ว คนทั่วไปมีความสามารถในการฟัง ความเป็นดนตรีอยู่กับตัวมาตั้งแต่เกิด แต่โดยมากไม่รู้ตัว พอมาเริ่มสนใจเล่นเครื่องเสียง จึงมักจะคิดไปว่า (หรือถูกทำให้เข้าใจว่า) การฟังเสียงที่ถูกต้อง ต้องเป็นอีกแบบหนึ่ง อย่างโน้นอย่างนี้ ทำให้เป้าหมายการฟังถูกดึงให้เฉไฉไปทางอื่นที่ไม่ใช่ ความเป็นดนตรี

เสียงเป็นพลังงานธรรมชาติรูปแบบหนึ่งที่มนุษย์รับรู้ได้ด้วยการฟังผ่านทางประสาทหูและสัมผัสของผิวหนัง เสียงเป็นพลังงานที่มองด้วยตาไม่เห็นเพราะมันไม่มีตัวตน คุณสมบัติพื้นฐานของเสียงมีแค่ 2 อย่างที่มนุษย์สัมผัสมันได้ นั่นคือ ความถี่” (frequency) กับ ความดัง” (dynamic range) แต่สิ่งที่ทำให้เสียงเกิดมี ความเป็นดนตรีขึ้นมา ไม่ใช่ทั้ง ความถี่และ ความดังแต่กลับเป็น มูพเม้นต์ของทั้งความถี่และความดังที่คล้องจองกันไปตามจังหวะของเพลงนั้นๆ ที่ถูกกำหนดไว้ด้วยโน๊ตที่ผู้เรียบเรียงจัดทำขึ้น

แม้ว่าโลกนี้จะมีรูปแบบของ จังหวะที่จำกัด แต่ “มูพเม้นต์ของแต่ละเพลงจะต่างกัน แม้ว่าเพลงสองเพลงที่ใช้จังหวะเดียวกันก็ยังมีมูพเม้นต์ที่ต่างกันมากอยู่ดี อุปกรณ์เครื่องเสียงไม่รู้จักจังหวะ มันไม่สามารถสร้างจังหวะของเพลงขึ้นมาได้เอง เครื่องเสียงแต่ละชิ้นทำงานแค่รับสัญญาณที่เข้ามาทางช่อง input เพื่อจัดการไปตามที่หน้าที่ที่มันถูกออกแบบมา จากนั้นก็ส่งผลลัพธ์ต่อไปที่ output เท่านั้น อุปกรณ์เครื่องเสียงจัดการกับสัญญาณอินพุตหลายอย่าง ส่งผลกับสัญญาณเสียงจากต้นทาง (source) ทั้งทางด้าน ความถี่และทางด้าน ความดังของสัญญาณเสียงนั้นๆ แต่มีอยู่อีกสิ่งหนึ่งที่การทำงานของอุปกรณ์เครื่องเสียงส่งผลต่อสัญญาณเพลงโดยที่ผู้ออกแบบอาจจะรู้และไม่รู้ตัว นั่นคือ ส่งผลต่อ จังหวะของเพลง

มีการวิเคราะห์และยอมรับกันอย่างกว้างขวางในวงการเอนจิเนียร์ที่ออกแบบอุปกรณ์เครื่องเสียงว่า “timingในการทำงานของอุปกรณ์เครื่องเสียง ส่งผลกระทบกับสัญญาณเสียง ซึ่งไปปรากฏผลลัพธ์ที่จังหวะของเพลงในขั้นตอนสุดท้าย ซึ่ง “timingที่ว่านี้เป็นหัวใจสำคัญที่ส่งผลกับคุณภาพของ ความเป็นดนตรีที่ทำให้เพลงฟังแล้วเกิดความไพเราะ หรือสูญเสียความไพเราะ คุณต้องพยายามฟังจับ timing ให้ได้

เคยรู้สึกมั้ยว่า เครื่องเสียงราคาไม่แพงบางชุด ฟังเพลงแล้วมีความไพเราะน่าฟังมากกว่าเครื่องเสียงราคาแพงๆ บางชุด ทั้งๆ ที่เมื่อฟังเทียบกันในแง่คุณสมบัติพื้นฐานของเสียง อย่างเช่น ไดนามิก, ซาวนด์สเตจ, เนื้อเสียง ฯลฯ แล้ว เครื่องเสียงชุดที่แพงกว่าทำได้ดีกว่าทั้งหมด แต่พอเปิดเพลงฟังแล้ว ปรากฏว่า ชุดที่ถูกกว่ากลับให้ความรู้สึกน่าฟังกว่า สิ่งที่อธิบายได้อย่างเดียวก็คือ เครื่องเสียงชุดที่มีราคาต่ำกว่าตอบสนอง “timingของเพลงได้ถูกต้องมากกว่านั่นเอง

การสร้างชุดเครื่องเสียงขึ้นมาชุดหนึ่งจากการผสมผสานอุปกรณ์เครื่องเสียงจากหลายๆ ยี่ห้อเข้ามาทำงานร่วมกัน มีโอกาสที่จะทำให้เกิดปัญหา “timing errorได้มาก เพราะอุปกรณ์เครื่องเสียงแต่ละชิ้น ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์เครื่องเล่น, สายสัญญาณ+สายลำโพง, ปลั๊กไฟ+สายไฟ ไปจนถึงตัวลำโพงเอง ทุกชิ้นต่างก็มี “timing responseของใครของมัน แน่นอนว่า การผสมผสานอุปกรณ์ต่างๆ จากผู้ผลิตคนละยี่ห้อเข้าด้วยกัน มีโอกาสจะทำให้เกิดการชดเชย timing ระหว่างกันจนลงตัวได้ และก็มีความเป็นไปได้ที่จะเกิด “timing errorมากจนหลุดไปจากมาตรฐาน ไปกระทบกับจังหวะของเพลงจนทำให้ความไพเราะของเพลงเสียงหายไป

นักเล่นเครื่องเสียงส่วนใหญ่ติดกับดักอยู่กับ คุณสมบัติทางกายภาพของเสียงอย่างเช่น เสียงหนาเสียงบาง, เสียงกว้างเสียงแคบ, เสียงอิ่มเสียงแห้ง แต่ไม่ได้ให้ความสนใจกับคุณสมบัติทางด้าน “timingของเสียง ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของ จังหวะและเป็นต้นตอของ ความเป็นดนตรีที่ทำให้ฟังเพลงแล้วเกิดความไพเราะน่าฟัง /

********************

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า