รีวิวเครื่องเสียง Focal รุ่น Sopra No.1 ลำโพงสองทางวางขาตั้ง + ขาตั้ง Sopra Stand

ถ้าคุณมีห้องฟัง หรือพื้นที่ที่ใช้สำหรับการเซ็ตอัพชุดเครื่องเสียงเพื่อฟังเพลงอย่างเอาจริงเอาจัง อยู่ระหว่าง 4 x 6 ตารางเมตร ไปจนถึง 5 x 7 ตารางเมตร คุณมีทางเลือกเยอะมากในการเลือกอุปกรณ์เครื่องเสียง แต่ตามสูตรแม็ทชิ่งของผม สิ่งแรกที่ต้องเลือกก็คือ ลำโพงที่แม็ทชิ่งกับห้อง ซึ่งห้องฟังที่มีขนาดอยู่ระหว่าง 4 x 6 ถึง 5 x 7 ตารางเมตร สามารถแม็ทฯ ได้ทั้งลำโพงวางขาตั้ง และลำโพงวางพื้น ขึ้นอยู่กับรสนิยมในการฟังของคุณ นั่นคือว่า คุณตั้งเป้าหมายไปที่คุณสมบัติข้อใดของเสียงมากกว่ากัน

ประเด็นของรสนิยมในการฟังที่ส่งผลกับการเลือกขนาดของลำโพงมีอยู่ 2 แนวทาง ประเด็นแรกคือ ถ้าคุณชอบฟัง มวลเสียงที่เน้นความอิ่ม ใหญ่ กรณีนี้ลำโพงตั้งพื้น มีโอกาสจะตอบโจทย์ให้คุณได้ดีกว่า แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบฟังมิติ ซาวนด์สเตจ ชอบค้นหามิติที่ล้ำลึกของแต่ละเพลง กรณีนี้ ลำโพงที่สามารถชำแหละรายละเอียดลงไปได้ถึงระดับไมโครดีเทล (ไมโครไดนามิก) และสามารถก่อร่างสร้างมิติเสียงที่ชัดเจนออกมาได้อย่างชัดเจนก็ต้องเป็นลำโพงขนาดเล็ก ซึ่งโดยมากก็คือลำโพงวางขาตั้งนั่นเอง

บางคนมีความเชื่อว่า ลำโพงวางหิ้งเสียงบาง อยากได้เสียงหนาๆ แต่เน้นมิติเสียง ซึ่งแน่นอนว่าถ้าไม่มีประสบการณ์มากพอ ก็ยากที่จะกล้าตัดสินใจเลือกระหว่างลำโพงตั้งพื้นกับลำโพงวางขาตั้ง และในงบประมาณใกล้เคียงกัน ซึ่งส่วนมากนักฟังฯ รุ่นใหม่ๆ มักจะไปจบลงที่ลำโพงตั้งพื้น เพราะการให้ได้มาซึ่งเสียงหนาๆ ใหญ่ๆ มันเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของลำโพงขนาดใหญ่อยู่แล้ว ไม่ต้องเซ็ตอัพอะไรมากก็ได้ออกมาแบบนั้น แต่สำหรับคุณสมบัติทางด้านมิติเวทีเสียงที่ดีๆ จากลำโพงเล็กแบบวางขาตั้งมันต้องอาศัยฝีมือในการเซ็ตอัพที่ลงตัวจริงๆ ต้องปรับจูนสภาพอะคูสติกในบางจุด ถึงจะได้สัมผัสกับมิติมหัศจรรย์ จึงเป็นเรื่องยากที่นักเล่นฯ มือใหม่จะมีโอกาสได้สัมผัสจากการทดลองฟังหน้าร้าน ถ้าผู้ขายไม่ได้มีความพร้อมจริงๆ ในการแม็ทชิ่ง+เซ็ตอัพเพื่อสาธิตให้ลองฟัง

Focal : Sopra No.1
สองทางวางขาตั้งที่พยายามเอาใจทั้งสองกลุ่ม

Focal เป็นแบรนด์ผู้ผลิตลำโพงหนึ่งในโลกที่มีคนรู้จักกันอย่างกว้างขวาง พวกเขามีลำโพงที่ออกแบบมาใช้แทบจะครบทุกวงการ ทั้งโฮม ออดิโอ, โปรฯ ออดิโอ, คัสต้อม อินติเกชั่น, คาร์ ออดิโอ ไปจนถึงหูฟัง ในกลุ่มของลำโพงที่ผลิตออกมาสำหรับโฮม ออดิโอยังถูกแยกออกเป็น 3 กลุ่ม คือ High-Fidelity Speaker, Home Theater และ Multimedia & Wireless

สินค้าในกลุ่ม High-Fidelity Speaker

รุ่น Sopra No.1 ที่ผมกำลังจะทดสอบนี้จัดอยู่ในกลุ่มของ “High-Fidelity Speakerซึ่งเป็นกลุ่มของลำโพงที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของ Focal แล้ว ทว่า ในกลุ่ม High-Fidelity Speaker นี้ยังถูกแบ่งย่อยออกเป็นซีรี่ย์ย่อยๆ อีก 6 ซีรี่ย์ เริ่มตั้งแต่ UTOPIA, SOPRA, KANTA, ARIA 900, CHORA, CHORUS 700 นอกนั้น ในกลุ่มนี้ก็ยังมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิค AUDIO-VIDEO PROCESSOR AND AMPLIFIER, SUBWOOFER และหูฟัง HIGH-FIDELITY HEADPHONES อยู่ในกลุ่มด้วย

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม ปี 2019 ผมได้ทำรีวิวลำโพงวางหิ้งรุ่น Chora 806 ไปแล้ว (REVIEW) ซึ่งรุ่นนั้นเป็นรุ่นวางหิ้งอยู่ในซีรี่ย์ CHORA อันดับห้าในกลุ่ม วันนี้ผมมีโอกาสได้ทดสอบรุ่น Sopra No.1 ซึ่งเป็นลำโพงวางหิ้งเหมือนกัน แต่อยู่ในซีรี่ย์ SOPRA ซึ่งเป็นอันดับสองในกลุ่ม ใหญ่กว่า Chora 806 ขึ้นมาสามขั้น เป็นรองแค่ซีรี่ย์ UTOPIA ซึ่งเป็นพี่ใหญ่สุดในกลุ่ม HIGH-FIDELITY SPEAKER

ตอนทำรีวิวตัว Chora 806 ผมรู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะลำโพงคู่นั้นทำให้ผมทึ่งหลายๆ อย่าง ทึ่งในประสิทธิภาพที่เกินตัวของมัน เป็นหนึ่งในลำโพงที่ให้คุณภาพ เหนือราคา และนั่นคือต้นเหตุให้ผมมุ่งมาที่ Sopra No.1 คู่นี้ ขอยืมตัวแทนจำหน่ายมาทำรีวิวด้วยความคาดหวัง เพราะอยากรู้ว่า ขนาดลำโพงที่ออกแบบโดยมีข้อจำกัดทางด้านราคาอย่าง Chora 806 พวกเขายังทำออกมาได้ดีขนาดนั้น ถ้าเป็นลำโพงระดับรองท๊อปของ Focal ที่แทบจะไม่ต้องกังวลเรื่องราคาอย่าง Sopra No.1 คู่นี้จะให้อะไรออกมาอร้าอร่ามแค่ไหน.? ว่าแล้วก็ไปชมโฉมกันก่อนเลย

ดีไซน์

ส่วนประกอบหลักของอุปกรณ์เครื่องเสียงที่มีชื่อเรียกว่า ลำโพงไม่ว่าจะระดับไหนล้วนมีเหมือนๆ กันอยู่ 3 ส่วน นั่นคือ ไดเวอร์, ตัวตู้ และ เน็ทเวิร์ค แต่เมื่อไรก็ตามที่ลำโพงคู่นั้นถูกเรียกว่า ลำโพงไฮเอ็นด์ฯส่วนประกอบทั้งสามส่วนนั้นจะเต็มไปด้วยความมหัศจรรย์, ไฮเทคฯ และปราณีตบรรจง เมื่อเขยิบเข้าไปพิจารณาใกล้ๆ คุณจะพบกับความพิถีพิถันของผู้ผลิตในแต่ละจุดที่บ่งบอกถึงความ เหนือชั้นเกินกว่าลำโพงระดับที่ต่ำลงมาอย่างชัดเจน!

ตัวตู้ = Gamma Structure

สำหรับ Sopra No.1 คู่นี้ อย่างแรกที่สะดุดตาอย่างจังก็คือ ตัวตู้โดยเฉพาะคู่ที่ผมได้มาทดสอบนี้ ผนังตู้มันมีสองสีคือท่อนล่างที่เป็นตัวตู้ของมิดเร้นจ์/วูฟเฟอร์ถูกพ่นด้วยสีส้มสดใส (Electric Orange) ในขณะที่ท่อนบนซึ่งเป็นตู้ของทวีตเตอร์ถูกพ่นด้วยสีดำ ทั้งสองส่วนนั้นถูกเคลือบเงาอย่างหนา วาววับ ลักษณะตัวตู้ไม่ได้เป็นกล่องสี่เหลี่ยมเหมือนลำโพงทั่วไป แต่ผนังตู้ได้ถูกทำให้โค้งมน ด้านหน้าใหญ่กว่าแล้วตีสอบลงไปด้านหลัง แถมตัวตู้ไม่ได้ตั้งฉากกับพื้นซะด้วย แต่ถูกทำให้มีลักษณะเอียงเทไปทางด้านหลังเล็กน้อย ดูด้วยตาเผินๆ แล้ว จะเห็นว่าไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์มีลักษณะเอียงเฉียงยิงขึ้นด้านบนนิดๆ เมื่อประกอบกับตำแหน่งของตัวตู้ทวีตเตอร์ที่ทำให้ด้านหลังมีลักษณะผายกว้างกว่าด้านหน้า จึงพอมองเห็นว่า ผู้ออกแบบตั้งใจจัดวางไดเวอร์ทั้งสองตัวให้อยู่ในตำแหน่งที่เหลื่อมกัน มิด/วูฟเฟอร์อยู่ด้านหน้า ใกล้คนฟังมากกว่า ในขณะที่ทวีตเตอร์อยู่ทำให้เยื้องไปทางด้านหลัง ถอยห่างคนฟังไปมากกว่า เพื่อผลทาง Time Alignment นั่นเอง

สิ่งที่ทำให้ลำโพง Focal มีความโดดเด่นก็คือพวกเขาทำเองเกือบทุกอย่าง ทั้งไดเวอร์และตัวตู้ ถูกออกแบบและผลิตในประเทศฝรั่งเศสทั้งหมด ตัวไดเวอร์ทุกประเภท ทุกรุ่นถูกผลิตที่โรงงานของ Focal ในเมือง Saint Etienne ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของ Focal ด้วย ส่วนโรงงานที่ผลิตตัวตู้นั้นอยู่ห่างออกไปอีกประมาณ 167.5 กิโลเมตร ตั้งอยู่ในเมือง Bourbon-Lancy เมืองเก่าแก่ที่สวยงาม ทั้งสองเมืองอยู่ทางภาคตะวันออกของประเทศฝรั่งเศส

ตัวตู้ทั้งหมดทุกรุ่นของซีรี่ย์ Sopra ถูกออกแบบและผลิตโดยใช้มาตรฐานเดียวกับตัวตู้ของซีรี่ย์ Utopia ซึ่งเป็นซีรี่ย์ใหญ่สุด ด้วยเทคนิคที่เรียกว่า Gamma Structure คือออกแบบแผงหน้าให้มีความหนา (หนาประมาณ 69 มิลลิเมตร)และแกร่งกว่าส่วนอื่นๆ เพื่อยับยั้งเรโซแนนซ์ของตัวตู้ที่เกิดจากการสั่นของไดอะแฟรม โครงสร้างภายในตัวตู้ก็มีการแบ่งพื้นที่และดามโครงเพื่อเพิ่มความแกร่งและลดการสั่นกระพือไปในตัว

Focal เลือก MDF (Medium-Density Fibreboard) เป็นวัสดุหลักในการทำตัวตู้ ด้วยเหตุผลที่ว่า MDF เป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการทำตัวตู้ลำโพง อย่างแรกคือ มันเป็นวัสดุที่มีความหนาแน่นมากพอในการป้องกันสนามแม่เหล็กของไดเวอร์แต่ละตัวไม่ให้แพร่ไปรบกวนกัน และมีความยืดหยุ่นในตัวในระดับที่เหมาะสม เพราะโครงสร้างของ MDF มีลักษณะเป็นชั้นๆ ที่มีแผ่นไม้แข็งประกบอยู่ด้านนอกและมีเยื่อไม้ที่นิ่มกว่าอยู่ด้านใน จึงช่วยดูดซับพลังงานสั่นสะเทือนที่เกิดจากการเคลื่อนตัวของแผ่นไดอะแฟรมเอาไว้ ไม่สะท้อนหรือสร้างความถี่กำธรของตัวตู้ออกมาผสมปนเปื้อนไปกับความถี่ที่ไดอะแฟรมสร้างขึ้นมา

ไดเวอร์ มิด/เบส 

Sopra No.1 เป็นลำโพงสองทาง ทำงานในระบบตู้เปิด เสียงกลางและเสียงทุ้มเป็นผลิตผลของไดเวอร์มิด/เบสไดเวอร์ทรงกรวยขนาด 6.5 นิ้ว ซึ่งเป็นไดเวอร์ตัวใหม่ที่ Focal ออกแบบและผลิตขึ้นมาเอง ตัวไดอะแฟรมทรงกรวยผลิตด้วยเทคนิคที่เรียกว่า “W wooferซึ่งทำจาก glass tissue คือใยแก้วผสมเรซิ่นที่รีดเป็นแผ่นบางๆ จำนวน 2 แผ่นประกบกันโดยมีโฟมบางๆ แทรกเป็นแกนอยู่ตรงกลาง

W cone

ทางผู้ผลิตอ้างว่า แผ่นใยแก้ว glass tissue จะให้การตอบสนองต่อสัญญาณเสียงที่ไวกว่าไดอะแฟรมที่ทำมาจากวัสดุประเภทอื่น อย่างพวกอะรามิด ไฟเบอร์ (aramid fiber) และเคลฟล่า (kevlar) ส่วนแผ่นโฟมบางๆ ที่แทรกอยู่ตรงกลางก็ถูกจูนมาให้มีความหนาพอดีๆ เพื่อช่วยแด้มป์ให้กรวยไดอะแฟรมเคลื่อนที่เดินหน้าถอยหลังได้อย่างมั่นคงไม่บิดเสียรูป จึงทำให้กรวย glass tissue ไม่สร้างสีสันปนเปื้อนเข้าไปกับสัญญาณเสียงเหมือนกับไดอะแฟรมที่ทำมาจากวัสดุประเภทอื่น

ข้อมูลในเว็บไซต์ของ Focal เองระบุชัดว่า พวกเขาให้ความสำคัญกับ เสียงกลาง” (midrange) เป็นพิเศษในการพัฒนาเทคนิคต่างๆ ขึ้นมาใช้กับการปรับจูนการทำงานของไดเวอร์มิด/เบสตัวนี้เพื่อให้มันตอบสนองเสียงกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด นั่นคือนอกจากจะพัฒนาวัสดุที่ใช้ทำไดอะแฟรมจนได้ออกมาเป็น W Technology แล้ว พวกเขายังตามไปแก้ปัญหาอีกจุดหนึ่งที่มักจะเกิดขึ้นขณะที่ไดอะแฟรมของตัวมิด/เบสกำลังทำงาน นั่นคือปัญหาที่เรียกว่า “break upซึ่งเกิดขึ้นตอนที่ไดเวอร์ทำงานหนักจนถึงระดับเสียการทรงตัว ซึ่งเป็นลักษณะของขอบยาง (surround suspension) ที่เชื่อมโยงอยู่ระหว่างขอบนอกของไดอะแฟรมกับวงในของโครงโลหะ (basket) ที่ใช้ยึดไดอะแฟรมไม่สามารถยืดหยุ่นตัวรองรับแรงสั่นกระพือของไดอะแฟรมเอาไว้ได้ ทำให้ส่งผลเสียต่อความถี่ด้านบนๆ (upper midrange) ที่ตัวมิด/เบสรับภาระอยู่ ซึ่งเป็นย่านความถี่ที่เชื่อมต่อกับความถี่ด้านล่าง (lower-high frequency) ของเสียงแหลมที่เกิดจากการทำงานของทวีตเตอร์

หลังจากค้นพบปัญหานี้ พวกเขา (วิศวกรที่ Focal) ก็พยายามค้นหาวิธีแก้ปัญหานี้จนไปพบวิธีป้องกันแผ่นดินไหวของตึกระฟ้าที่วิศวกรโครงสร้างออกแบบขึ้นมาใช้ และเทคนิคที่ว่านี้ยังถูกใช้ในการออกแบบรถแข่งด้วย นั่นคือเทคนิคที่เรียกว่า “Tuned Mass Damper” (TMD) เป็นที่มาของวงท่อขนาดเล็กสองวงที่ติดอยู่ตรงขอบของตัว surround suspension ซึ่งช่วยขจัดเรโซแนนซ์ ณ จุดที่เคยเกิด break up บนไดอะแฟรมของไดเวอร์มิด/เบสได้พอดีๆ ปัญหาเสียงกลางตอนปลายๆ ที่เชื่อมต่อกับเสียงสูงตอนต้นที่เคยผิดเพี้ยนเนื่องจากอาการ break-up ก็หายไป

ความพยายามของพวกเขา (วิศวกรของ Focal) ที่จะรีดประสิทธิภาพของเสียงกลางจากไดเวอร์มิด/เบสของ Sopra No.1 ตัวนี้ให้ออกมาดีที่สุดยังไม่หมดแค่นั้น หลังจากจัดการกับไดอะแฟรมซึ่งเป็นต้นตอผู้ให้กำเนิดเสียงจนปราศจากอุปสรรคแล้ว อีกจุดหนึ่งที่พวกเขาลงมือทำคือต้นน้ำที่ทำหน้าที่ จ่ายพลังให้กับไดอะแฟรมในการขยับตัวเดินหน้าถอยหลังเพื่อสร้างคลื่นเสียง นั่นคือ ระบบแม่เหล็กของไดเวอร์มิด/เบสตัวนี้นี่เอง

สิ่งที่เกิดขึ้นกับระบบแม่เหล็กของไดเวอร์มิด/เบสของ Sopra No.1 เรียกสั้นๆ ว่า NIC มาจาก “Neutral Inductance Circuitมันคือกระบวนการที่พยายามทำให้สนามแม่เหล็กของระบบแม่เหล็กของตัวไดเวอร์มิด/เบสมีความเสถียรให้มากที่สุด เพราะขณะที่ไดอะแฟรมขยับตัว มันได้พากระบอกวอยซ์คอยที่ติดอยู่ตรงส่วนฐานล่างของไดอะแฟรมขยับเคลื่อนผ่านสนามแม่เหล็กที่เกิดขึ้นระหว่างขั้วแม่เหล็กที่ส่งพลังงานผลัก/ดูดกระบอกคอยซ์คอย ซึ่งปฏิกิริยานั้นทำให้เกิดการไหลของกระแสไฟฟ้าขึ้น และเมื่อสนามแม่เหล็กเจอกับกระแสไฟฟ้ามันจึงเกิดพลังงานอิเล็กโตรโมทีฟ ฟอร์ซ หรือ EMF ขึ้นมา รบกวนการเคลื่อนที่ของกระบอกวอยซ์คอย ส่งผลให้การควบคุมการขยับเคลื่อนของไดอะแฟรมสูญเสียความแม่นยำ สุดท้าย คลื่นเสียงที่เกิดจากไดเวอร์มิด/เบสตัวนั้นก็จะมีอาการพร่าเลือน ขาดความชัดเจน

สิ่งที่วิศวกรของ Focal แก้ไขปัญหานี้ก็คือทำการติดตั้งสิ่งที่เรียกว่า “faraday ringลงไปอยู่รอบๆ แท่งแม่เหล็กเพื่อสลายการเหนี่ยวนำระหว่างวอยซ์คอยกับสนามแม่เหล็กที่นำไปสู่ EMF นั่นเอง ซึ่ง faraday ring ที่ติดตั้งอยู่ในไดเวอร์มิด/เบสของ Sopra No.1 ได้ถูกคำนวนขนาด, ส่วนผสมของวัสดุ และตำแหน่งการติดตั้งอย่างละเอียดเพื่อให้ได้ผลสูงสุด

ทวีตเตอร์

Focal มีไดเวอร์ทวีตเตอร์ใช้งานอยู่ 2-3 รูปแบบสำหรับลำโพงในแต่ละซีรี่ย์ แต่ละรูปแบบต่างกันที่วัสดุที่ใช้ทำไดอะแฟรม คือมีตั้งแต่ aramid fibres, aluminum/magnesium และ beryllium ส่วนที่เหมือนกันก็คือรูปทรง ซึ่งมีลักษณะเป็น inverted dome หรือโดมทวีตเตอร์ที่มียอดโดมเว้าลงไปในตัวลำโพง ไม่ได้โป่งพองออกมาด้านหน้าเหมือนโดมทวีตเตอร์ทั่วไป ซึ่งวิศวกรของ Focal ใช้เวลาค้นคว้าพัฒนาแบรีเลี่ยมทวีตเตอร์ตัวนี้อยู่นานถึงสองปี เพื่อให้มันสามารถสร้างความถี่สูงที่พุ่งขึ้นไปได้ไกลถึงสี่หมื่นเฮิร์ต (40kHz)

ความถี่สูงที่ไปได้ไกลถึง 40kHz นั้น เมื่อเอาไปคำนวนเทียบกับความถี่ตั้งต้น (fundamental) ของโน๊ตในย่านเสียงกลางที่ 1kHz (หรือ 1000Hz) ซึ่งเป็นตัวแทนของความถี่ในย่านเสียงกลาง (midrange) ที่ผู้ผลิตลำโพงมักใช้อ้างอิงในการวัดค่าตอบสนองของลำโพง คุณจะพบว่า ความถี่ที่ระดับ 40kHz นั้นเป็นความถี่ที่ครอบคลุมฮาร์มอนิกของความถี่ที่ 1kHz ขึ้นไปได้มากกว่า 5 อ็อกเตรปเลยทีเดียว (1000Hz>2000Hz>4000Hz>8000Hz>16000Hz>32000Hz) ถ้าสามารถทำให้ทวีตเตอร์ตอบสนองความถี่ตลอดย่านจนถึง 40kHz ได้อย่างราบเรียบ ปราศจากความเพี้ยนใดๆ นั่นก็เท่ากับว่า ผู้ฟังจะได้สัมผัสกับฮาร์มอนิกของเสียงกลางที่ทอดยาวไปได้ไกลโดยไม่มีความเพี้ยน และได้สัมผัสคุณสมบัติทางด้าน transient dynamic ที่แม่นยำและเป็นธรรมชาติไปจนถึงระดับ micro details กันเลยทีเดียว!

ตัวไดอะแฟรมของทวีตเตอร์ที่ทำด้วยแบริเลี่ยมจะมีความแกร่งกว่าไตตาเนี่ยมกับอะลูมิเนียมถึง 7 เท่า และด้วยความสามารถในการขยับสั่นไปจนถึงความถี่ 40kHz ได้ด้วยตัวของมันเอง ทำให้มันมีความไวในการตอบสนองความถี่เสียงมากกว่าไตตาเนียมถึง 3 เท่า เร็วกว่าอะลูมิเนียม 2.5 เท่า ด้วยเหตุนี้ beryllium จึงเป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติเหมาะสมอย่างมากกับการสร้างความถี่สูงมากๆ เพื่อรองรับรายละเอียดเสียงในระดับไฮเรซฯ

แต่เนื่องจากการสร้างความถี่สูงมากๆ แผ่นไดอะแฟรมแบริเลี่ยมจะต้องขยับตัวอย่างรวดเร็วและรุนแรง ซึ่งขณะที่ไดอะแฟรมถอยหลัง มันต้องการระยะทางกับมวลอากาศที่มีปริมาณมากพอในตัวตู้ (chamber) ของเสียงแหลมที่คอยรองรับเพื่อให้การขยับตัวของไดอะแฟรมมีอิสระ ลื่นไหล ไร้แรงต้านจากมวลอากาศ ด้วยเหตุนี้ ทีมออกแบบของ Focal จึงต้องทำการออกแบบแชมเบอร์ หรือช่องว่างด้านหลังทวีตเตอร์ขึ้นมาใหม่ให้มีพื้นที่กักเก็บมวลอากาศมากขึ้น โดยทำให้มีลักษณะคล้ายฮอร์นที่มีวัสดุซับเสียงติดตั้งไว้ภายในช่องฮอร์นที่ว่านี้เพื่อดูดซับพลังงานคลื่นเสียงที่เกิดจากแรงผลักดันของแผ่นไดอะแฟรมที่เคลื่อนถอยหลังเอาไว้ ไม่ให้กระแทกผนังแชมเบอร์แล้วสะท้อนกลับไปขวางการขยับตัวของแผ่นไดอะแฟรม ซึ่งทางผู้ผลิตตั้งชื่อเรียกเทคนิคนี้ว่า Infinite Horn Loading (IHL) และได้จดสิทธิบัตรเอาไว้แล้ว

จากภาพด้านบน ถ้าพยายามมองทะลุลงไปที่แผ่นอะลูมิเนียมที่ติดอยู่ด้านหลังของตู้ทวีตเตอร์ที่มีรูพรุนๆ นั้น คุณจะเห็นช่องเล็กๆ ที่มีแนวยาวขวางไปตามแนวระนาบ ซึ่งช่องนั้นเป็นเสมือนปากแตรระบายอากาศนั่นเอง ซึ่งหากพิจารณาลักษณะการทำงานของระบบ IHL ของ Focal ตรงนี้ จะคล้ายการทำงานของลำโพงปากแตรฮอร์นโหลด ทว่ากลับด้านกัน คือลำโพงฮอร์นโหลดทั่วไป ตัวไดเวอร์จะอยู่ด้านหลังปากฮอร์น แต่เทคนิค IHL ของ Focal นี้เอาไดเวอร์มาอยู่ข้างหน้าตู้ และผลักอมวลอากาศหลังไดเวอร์ไปออกทางท่อฮอร์นด้านหลังนั่นเอง ซึ่งผลจากเทคนิค IHL นี้ทำให้ทวีตเตอร์ของ Sopra No.1 สามารถขยับตัวเดินหน้าถอยหลังผลักมวลอากาศสร้างคลื่นเสียงแหลมได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดโดยไม่มีความผิดเพี้ยนที่เกิดจากมวลอากาศด้านหลังไดอะแฟรมเข้ามารบกวน

เซ็ตอัพ เตรียมทดสอบ

ทาง Focal ได้ออกแบบขาตั้งสำหรับใช้กับ Sopra No.1 ออกมาด้วย แนะนำให้ใช้ร่วมกัน ซึ่งผมได้ทดลองวาง Sopra No.1 บนขาตั้งอื่นที่มีความสูงใกล้เคียงกันและฟังเทียบกับวางบนขาตั้งที่ทำมาสำหรับมันโดยเฉพาะดูแล้ว พบว่า วางบนขาตั้งที่ทำมาด้วยกันเสียงดีกว่ามาก ทั้งทางด้านน้ำหนักเสียง (โทนัลบาลานซ์), เวทีเสียง, ไดนามิก และได้ความนิ่งกว่าด้วย

แม็ทชิ่ง

Sopra No.1 ตอบสนองความถี่ตั้งแต่ 45Hz ขึ้นไปจนถึงระดับสูงสุดที่ 40kHz (A) แต่เนื่องจากตัวตู้ของ Sopra No.1 ทำงานในระบบตู้เปิด ทำให้มวลอากาศภายในตัวตู้ที่ถ่ายเทผ่านท่อระบายรูปทรงรีที่อยู่ด้านหลังของตัวตู้ออกมาได้สร้างความถี่ที่ต่ำกว่า 45Hz ลงไปได้อีกจนถึงจุดสิ้นสุดที่ 41Hz (B) ด้วยอัตราลาดชัน -6dB ของความดังที่ลดลงจาก 45Hz ถึง 41Hz ซึ่งถือว่าเป็นการทอดปลายเสียงทุ้มลงต่ำแบบไม่เร่งรีบ นั่นเท่ากับว่า ถ้าเซ็ตอัพลงตัวจริงๆ เราต้องได้ความถี่ต่ำตั้งแต่ 45Hz ลงไปที่ทอดตัวได้อย่างราบเรียบ ไม่ห้วน

เห็นตัวเลข ความไว (C) กับความต้านทานหรือ อิมพีแดนซ์ (D) ของลำโพงคู่นี้แล้วใจชื้นมาก เพราะมันเป็นสเปคฯ ที่ไม่โหดเอาเลย ความไวเกือบเก้าสิบดีบีที่ความต้านทานแปดโอห์มอย่างนี้หาแอมป์ขับไม่ยาก ซึ่งก็เป็นไปตามที่คาด เพราะตัวเลขกำลังขับของแอมป์ที่ผู้ผลิต Sopra No.1 แนะนำไว้ก็คือระหว่าง 25 – 150W (E) เท่านั้นเอง ในช่วงเวลาที่ทดสอบ Sopra No.1 ผมมีอินติเกรตแอมป์ Accuphase รุ่น E-800 (REVIEWเข้ามาร่วมทดสอบพอดี นอกจากนั้น ผมได้เตรียมชุดแอมป์หลอดของ VTL เป็นปรีฯ รุ่น TL2.5 + เพาเวอร์แอมป์โมโนบล็อกรุ่น MB125 (50Wtriode/100Wtettrode) และเนื่องจาก อิมพีแดนซ์ของ Sopra No.1 สามารถตกลงไปได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของแปดโอห์มคือ 3.9 โอห์ม นั่นแสดงว่า ในบางจังหวะที่ลำโพงคู่นี้ถูกขับด้วยความดังสูงๆ จนอิมพีแดนซ์ตกลงไปมากกว่า 4 โอห์ม มันจะต้องการกำลังขับแบบชั่วคราวที่สูงกว่า 150W ด้วย ผมจึงเตรียมชุดแอมป์โซลิดสเตจที่มีกำลังขับสูงกว่า 150W ไว้ทดสอบกับลำโพงคู่นี้อีกชุด ประกอบด้วยปรีฯ ของ Classe รุ่น Delta PRE + เพาเวอร์แอมป์โมโนบล็อกรุ่น 850 mono power amplifier ของ Boulder (200W ที่ 8, 4 และ 2 โอห์ม)

Sopra No.1 ให้ขั้วต่อสายลำโพงมาแค่คู่เดียว ซึ่งเป็นอะไรที่ผมชอบมาก เพราะมันทำให้การแม็ทชิ่งทำได้ง่ายขึ้น เนื่องจากตัวแปรไม่มากเกินไป และเนื่องจากสเปคฯ frequency response (ความถี่ตอบสนอง) ของลำโพงคู่นี้ระบุไว้ว่ามันสามารถตอบสนองทางด้านความถี่สูงขึ้นไปได้ไกลเป็นพิเศษ คือทะลุขึ้นไปได้ถึง 40kHz หรือสี่หมื่นเฮิร์ต นี่คือโจทย์ที่ผมต้องจับมาคิดในการแม็ทชิ่งสายต่อเชื่อมในระบบก็คือสายสัญญาณและสายลำโพงที่มีคุณสมบัติในการยอมให้ความถี่ถ่ายทอดผ่านไปได้ กว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้ นั่นทำให้ผมนึกถึงสายสัญญาณและสายลำโพงของ Nordost ต้องขอบคุณทางบริษัท Deco2000 ตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของ Nordost ที่ให้ผมยืมสายสัญญาณรุ่น Try2 ติดขั้วต่อ XLR ความยาว 2 เมตร + สายลำโพงรุ่น Try2 ความยาวข้างละ 2 เมตรมาเพื่อใช้ประกอบการทดสอบครั้งนี้ (รีวิวของสายสัญญาณ + สายลำโพงของ Nordost คู่นี้จะตามมาในไม่ช้า)

เซ็ตอัพ

เมื่อวาง Sopra No.1 บนขาตั้งที่ออกแบบมาสำหรับมัน ผมพบว่า ฐานล่างของตัวลำโพงอยู่สูงจากพื้นประมาณ 25 นิ้ว (63.5 ..) พอดีๆ จากการเซ็ตอัพที่บ้านผม บนพื้นที่ที่คุ้นเคย ผมพบว่า ขาตั้งที่ทำมาด้วยกันให้เสียงดีกว่าขาตั้งที่ผมมีใช้อยู่ทั้งหมด และทำให้รู้ว่าลำโพงคู่นี้เซ็ตอัพง่าย สูตรหาระยะวางห่างผนังหลัง = ความลึกของห้องหารด้วย 3 กับระยะห่างซ้ายขวาที่ 180 .. ใช้ได้ผลดี

หลังจากขยับตำแหน่งเพื่อไฟน์จูนอีกนิดหน่อย ผมก็ได้ระยะวางที่ลงตัวของ Sopra No.1 อยู่ที่ 184 .. สำหรับระยะห่างซ้ายขวา และ 168 .. สำหรับระยะห่างจากผนังด้านหลังลำโพง (วัดจากผนังมาถึงแผงหน้าของตัวลำโพงตรงตำแหน่งระหว่างทวีตเตอร์กับมิด/เบส)

เสียงของ Sopra No.1

ข้อมูลในเว็บไซต์ของ Focal ระบุถึงข้อดีของการที่ทวีตเตอร์สามารถตอบสนองความถี่ไปได้ไกลถึง 40kHz เอาไว้ว่า จะทำให้ความถี่เสียงตั้งแต่ย่านกลางขึ้นไปถึงย่านสูงทั้งหมดสามารถเปิดเผยรายละเอียดออกมาได้อย่างหมดจด และเป็นอิสระนั่นคือคุณสมบัติข้อแรกที่ผมได้ยินจากลำโพงคู่นี้

อัลบั้ม : Famous Blue Raincoat (20th Anniversary Edition)(TIDAL/FLAC 16/44.1)
ศิลปิน : Jennifer Warnes

อัลบั้ม : The Well (TIDAL/FLAC 16/44.1)
ศิลปิน : Jennifer Warnes

อัลบั้ม : Another Time, Another Place (TIDAL/FLAC 16/44.1)
ศิลปิน : Jennifer Warnes

โดยปกติ เจนนิเฟอร์ วอร์นเป็นคนที่ร้องเพลงในลักษณะ ปลดปล่อยอารมณ์ได้ดีเป็นพิเศษอยู่แล้ว และทีมงานที่ดูแลการบันทึกเสียงให้เธอก็มีความสามารถในการเก็บบันทึกรายละเอียดเสียงร้องของเธอออกมาได้ดีมากๆ ขณะที่ผมลองฟังอัลบั้มชุด “Another Time, Another Placeที่เพิ่งออกมาเมื่อปี 2018 จาก TIDAL ผมสะดุดหูกับอะไรบางอย่างที่ต่างไปจากเดิมๆ ที่เคยฟังอัลบั้มนี้ เพื่อให้คลายสงสัย ผมลองเลือกอัลบั้ม “Famous Blue Raincoatที่เธอทำออกมาตั้งแต่ปลายปี 1986 กับอัลบั้มชุด “The Wellที่เธอทำออกมาเมื่อปี 2001 ออกมาลองฟังไปพร้อมๆ กันเพื่อวิเคราะห์สิ่งที่ผมได้ยิน.. หลังจากนั้น ผมก็รู้สึกขนลุก.!!

การที่คนเรารู้สึกขนลุกเพราะได้สัมผัมกับอะไรบางอย่างที่ส่งผลกับความรู้สึกที่ต่างกันสองสามอย่าง คือหวาดกลัว, ตะหนก และสนเท่ห์ ผมเองก็เป็นเช่นนั้น สิ่งที่ผมสัมผัสได้ตอนนั้นเป็นความสนเท่ห์ มันเป็นสัมผัสที่ลึกซึ้งกว่าแค่ ได้ยินเสียงเพลงลอยมาเข้าหู มันคือสิ่งที่เรียกว่า “interpretationซึ่งหมายถึงการตีความหมายของเพลงที่ศิลปินนำเสนอออกมาผ่านทางการขับร้องนั่นเอง ซึ่งหลังจากผมนั่งฟังงานทั้งสามอัลบั้มของ Jennifer Warnes วนเวียนไปมาอยู่พักใหญ่ ผมยอมรับว่า ไม่เคยรับรู้ได้ถึง ความรู้สึกของนักร้องคนนี้ที่ปลดปล่อยอารมณ์ของตัวเองออกมากับแต่ละถ้อยแต่ละคำในการขับขานเนื้อร้องออกมาได้ชัดเจนเท่านี้.. ทั้งๆ ที่ผมก็เคยฟังงานเพลงพวกนี้มาแล้วนับร้อยนับพันครั้ง.!!

เจนนิเฟอร์ วอร์นเป็นนักร้องที่ใช้ความปราณีตบรรจงในการนำเสนอแต่ละถ้อยแต่ละคำของเนื้อร้องออกมาได้อย่างดีเยี่ยม (*แนะนำให้เปิดเนื้อร้องดูไปด้วยขณะฟัง) ผมฟังจับได้ว่า ในสองอัลบั้มที่ออกมาก่อนหน้าอัลบั้ม “Another Time, Another Placeเธอกำลังทำหน้าที่เป็น นักแสดงที่พยายามถ่ายทอดบทบาทออกมาตามเนื้อหาของแต่ละเพลง อย่างเคร่งครัดพยายามเป็นตัวแทนของคนแต่งเนื้อและเรียบเรียงเสียงประสานอย่างถึงที่สุด ต่างจากลักษณะการขับร้องในอัลบั้มล่าสุดชุด “Another Time, Another Placeที่เธอนำเสนอบทเพลงในอัลบั้มนี้ออกมาในบทบาทของผู้ฟังที่สะท้อนความประทับใจออกมากับเนื้อหาของเพลงเหล่านั้น เพราะผมสัมผัสได้ถึงลักษณะเสียงที่มีความผ่อนคลายมากกว่าลักษณะการร้องของเธอในสองอัลบั้มก่อนหน้า เสียงร้องในชุดล่าสุดเป็นการนำเสนอตัวตนซึ่งแสดงมุมมองของเธอที่มีต่อบทเพลงแต่ละเพลงในอัลบั้มนี้ออกมาให้เราฟัง ลักษณะการเชื่อมโยงแต่ละถ้อยคำในแต่ละวรรควลีของเพลงจึงไม่ขมวดลึกเหมือนลักษณะการขับร้องในสองอัลบั้มก่อนหน้า (และอัลบั้มอื่นๆ ก่อนหน้านั้นด้วย)

ตายล่ะ..!! ทำไมผมถึงกล้าเขียนอะไรแบบนั้นออกไป มันเป็นความรู้สึกพิเศษที่เกิดขึ้นจากมโนจริตหรือ.? เป็นความปรุงแต่งที่ตั้งใจหรือ..? ไม่เลย.. ผมถึงบอกไว้ตั้งแต่ตอนแรกว่าผมได้ยินแล้วรู้สึกขนลุก มันเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังจากประสาทหูของผม ได้ยินเสียงร้องของเจนนิเฟอร์ วอร์นพุ่งผ่าน Sopra No.1 ออกมา

อัลบั้ม : JT (DSF64)
ศิลปิน : James Taylor

อัลบั้ม : The Door (DSF64)
ศิลปิน : Keb Mo

Sopra No.1 เป็นลำโพงสองทางวางขาตั้งที่มีขนาดตัวตู้ระดับปานกลาง ไม่ใหญ่มาก แต่เมื่อมาอยู่ในห้องขนาดประมาณ 5 x 8 x 2.8 ลบม. ที่บ้านผม มันให้เสียงออกมาเต็มพื้นที่อากาศได้อย่างสบายๆ โดยเฉพาะเมื่อขับด้วยแอมป์ที่ให้กำลังขับเหลือเฟืออย่าง Boulder 850 เสียงที่ออกมาจึงแผ่เต็ม และอบอวลไปด้วยรายละเอียดที่กระจายตัวอยู่ในเวทีเสียงที่ครอบคลุมไปทั่ว แม้จะเป็นรายละเอียดที่แผ่วเบาซึ่งเป็นเหมือนตัวประกอบก็ถูกแจกแจงออกมาด้วยความชัดเจนไม่ต่างกับรายละเอียดที่เป็นไฮไล้ท์ตัวเอกของเพลง แต่ที่ทำให้ลำโพงคู่นี้มีความพิเศษในสายตาของผมก็คือความสามารถในการเจาะลึกลงไปในรายละเอียดของแต่ละตัวเสียงแล้วเอาออกมาตีแผ่ให้ได้ยินได้อย่างหมดจด สบายๆ โดยไม่มีอาการบีบเค้นซะด้วย..

แม้แต่อัลบั้มตลาดๆ อย่าง “JTของเจมส์ เทย์เลอร์ ผมยังสัมผัสได้ถึงเสียงร้องที่เต็มไปด้วยอารมณ์ที่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างละเอียดละออมาก บอกตามตรงเลยว่า หลายๆ เพลงในอัลบั้มนี้ที่ผมเคยมองข้ามอย่างเช่น “Another Grey Morningและ “Bartender’s Bluesก็กลายเป็นเพลงที่ฟังแล้วกัดเซาะเข้าไปถึงหัวจิตหัวใจได้อย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะเพลง “Bartender’s Bluesนั้น ลำโพงคู่นี้มันฟ้องให้เห็นถึงลักษณะน้ำเสียงและการขับร้องของเจมส์ เทย์เลอร์ที่เปลี่ยนไปจากเพลงก่อนหน้าอย่างชัดเจน ผมสัมผัสได้ถึงความเป็น Blues ที่เจมส์พยายามนำเสนอออกมาได้อย่างเด่นชัด เป็นบลูส์ผสมคันทรี่ที่น่าฟังมาก พอจบลงและเพลง “Secret O’ Lifeดังขึ้นมา เสียงร้องของเจมส์ก็เปลี่ยนไปเป็นการนำเสนอที่สบายๆ มากขึ้น ลดความเคร่งขรึมจากเพลงก่อนหน้าลงไปทันที.. พระเจ้า! สัมผัสลึกๆ แบบนี้มันพุ่งเข้ามาในโสตประสาทของผมเองโดยไม่ต้องตั้งใจฟังเลย นี่คือสิ่งที่ Sopra No.1 นำเสนอโดยแท้

เมื่อมาถึงเพลง “Handy Manไทม์แม็ชชีนในตัวผมก็ทำงาน โลกเบื้องหน้าตะหวัดย้อนกลับไปสมัยวัยรุ่นตอนฟังเพลงนี้ด้วยซาวนด์อะเบ้าต์กับหูฟังเน่าๆ ของ Aiwa ที่แปะอยู่ข้างหู เพลงเดียวกัน แต่ช่างต่างกันอย่างมากในอารมณ์ ได้ฟัง “Handy Manผ่านลำโพง Sopra No.1 วันนี้แล้วรู้สึกได้เลยว่า ลำโพงคู่นี้พาผมทะยานไปไกลกว่าประสบการณ์ที่เคยเก็บบันทึกเป็นความทรงจำอยู่ในหัวหลายสิบลี้! มัน (Sopra No.1) ทำให้ผมค้นพบบริบทใหม่ของเพลงที่เคยฟัง มันขุดคุ้ยอารมณ์ของเพลงที่ลึกซึ้งมากกว่าออกมาให้ผมเสพ มันทำให้เพลงที่เคยฟังกลายเป็นเพลงใหม่ที่คุ้นหน้าแต่แต่งองค์ทรงใหม่จนดูแปลกตา

หลังจากติดใจกับเสียงร้องแนวบลูส์ของเจมส์ไปแล้ว ผมก็รีบเลือก Keb Mo ขึ้นมาฟังต่อทันที เพราะอยากจะรู้ว่า Sopra No.1 จะนำเสนอเสียงของบลูส์แมนแท้ๆ เข้มๆ อย่างเคป โมออกมาในลักษณะไหน.? ผมรีบจิ้มข้ามไปที่แทรคที่ 10 เพลง “Mommy Can I Come Homeเพลงชอบที่ผมคิดว่าคุ้นเคยมากแล้ว แต่คราวนี้ Sopra No.1 เปลี่ยนสภาพที่ผมเคยฟังเพลงนี้ด้วยอาการเงียบเฉยมาเป็นนั่งน้ำตาซึมอยู่คนเดียว ผมสัมผัสได้ถึงเสียงร้องที่โอดครวญแทบขาดใจ ความอาดูร เดียวดาย และโดดเดี่ยวอ้างว้างแฝงมาพร้อมเสียงร้องกระแทกเข้ามาในใจเต็มๆ

อัลบั้ม : Jaco Pastorius (DSF64)
ศิลปิน : Jaco Pastorius

อัลบั้ม : Virtuoso Pieces Of Chinese Percussion (DSF64)
ศิลปิน
: Yim Hok-Man

อัลบั้ม : Modern Cool (DSF64)
ศิลปิน : Patricia Barber

สิ่งที่ผมกังวลมากที่สุดในการทดสอบลำโพง Focal คู่นี้คือกลัวว่ามันจะไม่มีเบส! เพราะธรรมชาติของลำโพงสองทางวางขาตั้งที่ใช้มิด/เบสแค่หกนิ้วครึ่งเดี่ยวๆ คงจะไม่สามารถให้เสียงทุ้มที่กระแทกกระทั้นสนั่นทรวงเหมือนลำโพงตั้งพื้นแน่ๆ เมื่อเป็นอย่างนั้น ผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่า กับราคาค่าตัวคู่ละเกือบครึ่งล้านบาท คนออกแบบเขาปรับจูนเสียงทุ้มของมันออกมาแบบไหนกันแน่.?

ผมมีงานเพลงสามชุดที่นึกถึงทุกครั้งที่ต้องทำการทดสอบประสิทธิภาพของอุปกรณ์เครื่องเสียงในการถ่ายทอดเสียงในย่านทุ้ม อัลบั้มชุด “Virtuoso Pieces Of Chinese Percussionนั้นเป็นเครื่องมือที่ใช้ตรวจสอบไดนามิกทรานเชี้ยนต์ของเสียงทุ้มที่ดีมาก มันบอกได้เลยว่า อุปกรณ์เครื่องเสียงที่ผมกำลังทดสอบมีคุณสมบัติในการถ่ายทอดทรานเชี้ยนต์ไดนามิกในย่านทุ้มออกมาเป็นอย่างไร ซึ่งบอกตรงๆ ว่าผมไม่ได้ตั้งความหวังกับลำโพง Sopra No.1 คู่นี้ไว้มากนักกับอัลบั้มนี้ เพราะจะหาลำโพงสองทางวางขาตั้งที่ใช้มิด/เบสแค่หกนิ้วครึ่งที่สามารถสร้างความถี่ต่ำของกลองจีนที่สามารถกระพรือมวลอากาศออกมากระแทกหน้าอกแทบจะไม่เจอ ซึ่งจากการทดลองฟังผลก็ออกมาตามนั้น Sopra No.1 สามารถผลิตหัวเบสจังหวะที่ไม้นวมกระแทกหนังกลองออกมาได้เร็วและกระชับดี ส่วนของฮาร์มอนิกที่แผ่ตามหลังแรงกระพือของหนังกลองออกมายังไม่อิ่มหนาและดิ่งลึกมาก คือมวลเบสยังไม่ถึงกับอบอวลเหมือนลำโพงใหญ่แบบตั้งพื้น แต่ทว่า เสียงทุ้มที่มันให้ออกมาก็ถือว่าเกินตัวแล้ว และที่สำคัญคือ ความสะอาดของเสียงทุ้มที่ดี ทำให้สามารถแยกแยะรายละเอียดของเสียงในย่านต่ำๆ ออกมาได้ชัด ไม่คลุมเครือ

แสดงว่าตัวตู้และไดเวอร์มิด/เบสของ Sopra No.1 มีระบบแด้มปิ้งที่ดีเยี่ยม คะเนจากความดังของเสียงทุ้มที่แผ่ออกมาจากตัวลำโพงแล้ว มันน่าจะทำให้ตัวตู้สั่นค้างได้ง่ายๆ แต่เมื่อผมทดลองเอาฝ่ามือไปทาบบนตัวตู้ขณะฟังอัลบั้มนี้ ผมพบว่า มีแรงสะเทือนบนตัวตู้น้อยมาก และไม่ได้สั่นนานด้วย เหมือนกับว่าตัวตู้มันมีแรงยืดหยุ่นคล้ายสปริงหรือโช๊คที่สามารถกลับตัวได้เร็ว นี่คงเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมได้ยินเสียงทุ้มที่สะอาด ไม่เบลอบวม (โดยเฉพาะเมื่อขับด้วยเพาเวอร์แอมป์ของ Boulder รุ่น 850)

พอเปลี่ยนมาฟังเสียงเบสของจาโค พาสโตเรียส ในอัลบั้ม “Jaco Pastoriusผมก็ถึงบางอ้อ และเข้าใจแล้วว่า คนออกแบบ Sopra No.1 ต้องการนำเสนออะไรจากเสียงทุ้มของลำโพงคู่นี้ ตัวตนของมันคือ รายละเอียดที่แม่นยำสุดๆ ใครที่รู้จักมือเบสสัญชาติอเมริกันผู้นี้คงทราบดีว่า ฝีมือการเล่นเบสของเขาร้ายกาจเพียงใด เร็วและคมทุกโน๊ต รับรองได้เลยว่า ถ้าลำโพงไม่มีคุณสมบัติในการตอบสนองสัญญาณในย่านกลางต่ำลงไปถึงมิดเบสที่เคลียร์ชัด ถ้าฟังอัลบั้มนี้ คงจะแกะโน๊ตเบสของเขาออกมายากมาก ผมเคยฟังกับลำโพงราคาถูกๆ พบว่า โน๊ตเบสเกาะติดกันไปเป็นพืด แยกแยะแทบจะไม่ออก แต่กับลำโพงฝรั่งเศสคู่นี้ เสียงโน๊ตเบสของจาโคลอยออกมาเป็นเม็ดๆ แม้ในแทรคที่เขาเล่นแบบรัวนิ้วก็ยังนับเม็ดเบสได้ครบ เคลียร์ชัดและเร็วกระชับ ทำให้รู้ว่าหมอนี่เป็นที่สุดของการใช้ปลายนิ้วสะกิดเส้นเบสจริงๆ !!!

พอเปลี่ยนมาฟังเสียงเบสฝีมือของ Michael Arnopol ที่เล่นแบ๊คอัพให้ Patricia Barber ในชุด “Modern Coolสำเนียงและลักษณะของเสียงเบสก็เปลี่ยนไปเป็นคนละรูปแบบกันเลย ในอัลบั้มนี้ ไมเคิล อาร์โนโพลไม่ได้เล่นให้ตัวเองโดดเด่นออกมาเหนือสมาชิกในวง เขาไม่ได้มีลูกด้นโดดๆ ที่เตะหูเหมือนจาโค แต่เลือกเทคนิคที่เล่นแล้วช่วยเสริมส่งให้เพลงมีความน่าสนใจมากขึ้น โทนของเสียงเบสในงานของแพรติเซีย บาร์เบอร์ชุดนี้จะออกมานุ่มและแผ่ปลายออกมาหนากว่างานของ Jaco Partorius แสดงให้เห็นว่า Sopra No.1 ถ่ายทอดความถี่ในย่านต่ำออกมาได้เที่ยงตรงมาก มันไม่ได้มีลักษณะด้อยในการถ่ายทอดเสียงทุ้มประเภทที่เรียกว่า “One-Note-Bass” เหมือนอย่างลำโพงราคาถูกมักจะเป็นกัน

อีกจุดหนึ่งที่ผมสังเกตพบจากลำโพงคู่นี้ นั่นคือมันให้พื้นเสียงที่สะอาดมาก เพราะผมรู้สึกได้เลยว่า ผมสามารถแยกแยะรายละเอียดของเสียงในอัลบั้มชุด “Modern Coolออกมาได้ชัดเจนแจ่มแจ้งกว่าที่เคยฟัง มีอยู่หลายช่วงที่ดนตรีทุกชิ้นกระหน่ำพร้อมกันอย่างไม่ยั้งมือ ผมก็ยังแยกแยะแต่ละเสียงออกจากกันได้ไม่ยากเย็น

อัลบั้ม : Decca Legacy Volume I-IV (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : Various Artists

จะพิสูจน์คุณภาพของลำโพง ให้ลองฟังจากเพลงคลาสสิก..คำกล่าวนี้เป็นจริงเสมอ แต่ผมขอเพิ่มเติมคำว่า .. ที่บันทึกเสียงดีๆต่อท้ายอีกหน่อย เพราะเพลงคลาสสิกที่บันทึกเสียงดีนั้น นอกจากจะได้เจอกับไดนามิกเร้นจ์ที่เปิดกว้างและสูบฉีดได้เต็มสเกลแล้ว คุณยังจะต้องมีโอกาสสัมผัสกับ แอมเบี้ยนต์ที่ชุ่มฉ่ำ ช่วยเพิ่มเติมบรรยากาศในงานเพลงนั้นให้รู้สึกเหมือนกำลังฟังการบรรเลงจริงๆ อีกด้วย

คนในวงการเครื่องเสียงยุคเก่าส่วนหนึ่งรู้กันว่า Winston Ma เป็นนักเล่นเครื่องเสียงชาวเอเซียที่มีความหลงไหลเครื่องเสียงมาก เขาชอบฟังเพลงคลาสสิก จึงผันตัวเองมาเป็นเจ้าของค่ายเพลง FIM (First Impression Music) และนำเอาเพลงที่บันทึกเสียงดีๆ มาทำการ remastered ใหม่เพื่อให้ได้เสียงออกมาใกล้เคียงต้นฉบับมากที่สุด มีงานรีมาสเตอร์ที่น่าสนใจมากชุดหนึ่งที่วินสตัน หม่าทำออกมา ชื่อว่า Decca Legacy เขาเลือกงานเพลงของค่าย Decca มาทำการรีมาสเตอร์รวมไว้ในซีดี 4 แผ่น (Vol.1 ถึง Vol.4) ซึ่งบอกเลยว่า ทุกเพลงในบ็อกเซ็ตชุดนี้คือเพชรเม็ดงามของวงการเพลงและวงการเครื่องเสียง เมื่อใดก็ตามที่คุณมีชุดเครื่องเสียงที่ดีถึงระดับ มีลำโพงที่ดีมากพอ เซ็ตอัพได้ลงตัวจริงๆ คุณจะได้สัมผัสกับเพลงคลาสสิกที่ให้ความรู้สึกเหมือนฟังจากสถานที่บรรเลงจริง

ผมไม่ได้บอกว่า Sopra No.1 สามารถจำลองการบรรเลงในสถานที่จริงในอัลบั้มนี้ออกมาได้ดีเท่ากันทุกเพลง เพลงที่มันยังขาดตกบกพร่องไปบ้างก็เฉพาะที่เป็นซิมโฟนี่ซึ่งบรรเลงด้วยออเคสตร้าวงใหญ่ แต่งานชิ้นที่เป็นสเกลเล็กลงมามันสอบผ่านสบาย มันทำให้หลายๆ เพลงในซีดีเซ็ตนี้ฟังดูมีชีวิตชีวา เหมือนฟังการบรรเลงจริงมากกว่าลำโพงทั้งหมดที่ผมมีครอบครองอยู่ในขณะนี้! มัน (Sopra No.1) มีดีมากพอที่จะสามารถถ่ายทอด แอมเบี้ยนต์ของเพลงคลาสสิกดีๆ ชุดนี้ออกมาให้ผมได้ยินและสัมผัส ผมยอมรับว่า Sopra No.1 ทำให้บทเพลงเหล่านี้มีคุณค่าขึ้นมาอักโข ผมรู้สึกภูมิใจที่เก็บรักษาเพลงเหล่านี้เอาไว้ด้วยความทะนุถนอม

อัลบั้ม : Anthology Of Bread (WAV 16/44.1)
ศิลปิน
: Bread

ช่วงท้ายๆ ของการทดสอบ ผมไม่ลืมที่จะเลือกเพลงตลาดๆ อัลบั้มคอมเมอร์เชี่ยลธรรมดาๆ ทั้งเพลงไทยและเพลงสากลมาลองฟังกับลำโพงคู่นี้ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นช่วงสำคัญสำหรับผม และเป็นช่วงที่ผมซีเรียสในการให้คะแนนมาก คือผมจะมุ่งไปที่ความสามารถในการถ่ายทอดสิ่งที่เรียกว่า ความเป็นดนตรีของลำโพงคู่นี้เป็นหลักเลย

จริงๆ แล้วผมฟังเยอะมาก แต่ที่หยิบงานอัลบั้มชุด “Anthology Of Breadมายกตัวอย่างก็เพราะว่ามีประเด็นที่ผมพบตอนทดลองฟังอัลบั้มนี้กับลำโพงคู่นี้ ซึ่งสะท้อนบุคลิกเฉพาะบางอย่างของลำโพงคู่นี้ออกมาให้เห็น คือโดยพื้นฐานแล้ว เสียงโดยรวมของอัลบั้มนี้ ในย่านกลางขึ้นไปสูงจะออกไปในลักษณะบอบบาง ซึ่งจากที่ผมพบบ่อยๆ คือถ้าลำโพงคู่ไหนออกแบบหรือปรับจูนทวีตเตอร์มาไม่ดี เสียงตีคอร์ดกีต้าร์โปร่งจากหลายๆ เพลงในอัลบั้มจะออกมาเป็นเส้นฝอยๆ ฟุ้งๆ บางเบามาก บางคู่อาจจะถึงเลวร้ายกว่านั้น คือออกไปทางจัดจ้าไปเลยก็มี

เพลงที่วิกฤตสำหรับลำโพงมากหน่อยก็มีเพลง “It Don’t Matter To Meโดยเฉพาะช่วงท้ายๆ ของเพลงที่มีเสียงสตริงแผ่โหมขึ้นมา ซึ่งเป็นช่วงความถี่ที่มักสร้างปัญหาให้กับทวีตเตอร์ที่ออกแบบไม่ดี ทำให้เสียงออกมาจ้าและกัดหูซิกๆ ถ้าเปิดดังๆ แต่กับ Sopra No.1 ผมแทบจะไม่พบอาการนั้นเลย ในขณะที่พลังเสียงก็ยังคง อีกเพลงก็คือ “The Last Timeจะมีช่วงของเสียงร้องที่แผดจ้ามากเกิดขึ้นหลายช่วง ซึ่งผมก็ไม่พบปัญหาจาก Sopra No.1 เลย แสดงว่าทวีตเตอร์แบริเลี่ยม อินเวิร์ตโดมของเขาเอาอยู่จริงๆ !!!

หลังจากลองฟังไป ขยับตำแหน่งไฟน์จูนไปเรื่อยๆ มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมพบว่า ลำโพง Sopra No.1 ทั้งสองข้างอยู่ในพิกัดที่ลงตัวมากที่สุด คือระยะซ้ายขวาอยู่ที่ 184 .. และห่างผนังหลัง 168 .. คือเป็นระยะห่างที่ลำโพงคู่นี้สามารถสร้างอิมเมจตัวเสียงที่มีทรวดทรงกลมมนเป็นสามมิติมากที่สุด และแจกแจงช่วงไฟระหว่างชิ้นดนตรีในแนวกว้างของเวทีเสียงออกมาได้ดีมากที่สุด (นั่งฟังห่างจากระนาบลำโพงออกมาประมาณ 2 เมตรนิดๆ) คือมันไม่แค่แสดงตำแหน่งออกมาชัดเป็นจุดๆ แบบซ้ายกลางขวา แต่ระหว่างซ้ายกับกลางและระหว่างกลางไปขวากับกลางไปซ้าย มันยังสามารถชี้ตำแหน่งที่แยกย่อยแทรกลงไปได้อีก ซึ่งผมทดลองขยับดึงลำโพงทั้งสองข้างออกห่างจากกันมากกว่านั้นไปเยอะๆ พบว่า แม้จะดึงลำโพงทั้งสองข้างถ่างห่างจากกันมากถึงสองเมตรนิดๆ เวทีเสียงตรงกลางก็ยังมีอยู่ บางลงแต่ไม่ได้โหว่ แสดงว่า ตัวลำโพงทั้งสองข้างมันให้คลื่นเสียงที่มีความเข้มสูง ทำให้สามารถจัดเซ็ตระยะได้กว้าง จากระยะที่เซ็ตอัพเอาไว้ คะเนว่า ถ้าห้องใหญ่ก็ยังสามารถเซ็ตอัพให้เสียงที่น่าพอใจได้ ผิดกับลำโพงเล็กที่มีราคาไม่สูง ถ้าเจอกับห้องขนาดใหญ่เสียงจะโหว่ ความเข้มหาย..

สรุป

สมศักดิ์ศรีจริงๆ สำหรับลำโพงสองทางที่มีราคาขายระดับนี้ เป็นประจักษ์พยานสำคัญที่ทำให้รู้ว่า ถึงตัวจะเล็ก แต่ถ้าไม่อั้นงบก็สามารถออกแบบให้เสียงออกมาใหญ่โตเกินตัวได้ รวมทั้งสามารถทนรับไดนามิกเร้นจ์ได้กว้างกว่าลำโพงเล็กระดับล่างๆ ด้วย ยิ่งฟังนานยิ่งรักมัน และยิ่งเห็นถึงความสามารถในการขุดคุ้ยอรรถรสของเพลงของมัน นี่คือเครื่องมือชั้นดีชิ้นหนึ่งในการใช้เจาะทะลวงอรรถรสของเพลงที่สามารถตีแผ่สิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในแต่ละบทเพลงออกมาได้อย่างถึงกึ๋นจริงๆ มันทำให้คุณ สัมผัสกับจิตวิญญาณของเพลงที่ฟัง ไม่ใช่แค่ทำให้คุณ ได้ยินเพลงนั้น

ถ้าคุณมีพื้นที่แคบ หรือมีห้องขนาดเล็ก แต่อยากได้เสียงที่ดีพร้อมทุกด้าน ทั้งโทนัลบาลานซ์ที่ดี ไดนามิกที่สวิงได้กว้าง ไม่อั้น รวมถึงเวทีเสียงที่เปิดกระจ่างออกไปทุกมิติ คุณต้องเล่นลำโพงเล็ก คุณเล่นลำโพงใหญ่ไม่ได้ เพราะพื้นที่เล็กๆ ไม่มีที่ให้ลำโพงใหญ่หายใจ อย่ากลัวว่าเสียงจะไม่อิ่มเต็ม แค่ถามตัวเองให้ชัดว่า… คุณพร้อมมั้ย.? ที่จะให้ Sopra No.1 คู่นี้พาไปพบกับประสบการณ์ที่สุดแสนจะวิเศษแบบนั้น.!!! /

********************
ราคา Sopra No.1 : 420,000 บาท / คู่ (รวมขาตั้ง)

********************
สนใจผลิตภัณฑ์ของ Focal
ติดต่อที่ facebook: @FocalThailand

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า