รีวิวเครื่องเสียง Wharfedale รุ่น EVO 4.2 ลำโพงสามทาง วางขาตั้งขนาดกลาง

คำว่า รุ่นใหม่มีผลต่อผู้ใช้เสมอ แต่ไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกันตลอด โดยเฉพาะสินค้าประเภทอุปกรณ์เครื่องเสียง ซึ่งประเด็นของรูปร่างหน้าตาอาจจะมีความสำคัญจริง แต่ก็ไม่ใช่เป้าหมายหลักสำหรับนักเล่นฯ เพราะยังมีเรื่องของ เทคโนโลยีและฟังท์ชั่นใหม่ๆ ที่นักเล่นฯ บางส่วนให้ความสนใจมากกว่ารูปร่างหน้าตา ทว่า สุดท้ายแล้ว คุณภาพเสียงมักจะเป็นบทสรุปสุดท้ายของการยอมรับเสมอ

Wharfedale เป็นแบรนด์ของผู้ผลิตลำโพงสัญชาติอังกฤษที่มีประวัติมายาวนาน เมื่อพูดถึงลำโพงของแบรนด์นี้ ก็ต้องขอบอกว่า Wharfedale เป็นหนึ่งในแบรนด์ผู้ผลิตลำโพงที่มีความสม่ำเสมอในการปรับเปลี่ยนรุ่นใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง เป็นระบบ ถ้านับรวมทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้นมาจนถึงทุกวันนี้ ผมเชื่อว่าน่าจะมีมากกว่าร้อยรุ่นแล้ว

Evo4 Series
พัฒนาการลำดับต่อมาจาก Evolution Series

Evolution Series เป็นอนุกรมของลำโพงที่ Wharfedale ตั้งขึ้นมาด้วยเป้าหมายให้เป็นลำโพงที่มีประสิทธิภาพสูงภายใต้ราคาที่ใครๆ ก็ยอมรับได้ แต่ละเจนเนอเรชั่นของ Evo series จะมีพัฒนาการใหม่ๆ เพิ่มเติมเข้ามาเหนือกว่าเจนเนอเรชั่นก่อนหน้าเสมอ

แต่อย่างที่ผมเกริ่นมาตอนต้น การพัฒนาผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่แต่ละครั้งไม่ได้สร้างความ WOW ให้กับลูกค้าได้ทุกครั้ง มิหนำซ้ำ บางยี่ห้อที่ออกรุ่นใหม่มากลับไม่ได้รับการตอบรับก็มีอยู่เยอะ ในขณะเดียวกัน รุ่นใหม่ของบางยี่ห้อที่ทำออกมาแม้จะดีกว่ารุ่นก่อนหน้า แต่บางทีกลับล้มเหลวทางด้านยอดขายก็มี เนื่องจากรูปร่างหน้าตาไม่โดนใจ หรือดีกว่ารุ่นเก่าไม่มาก หรืออาจจะเสียงเปลี่ยนแนวไปไม่ถูกใจคนเล่นเท่ากับรุ่นเก่า สารพัดสาเหตุ..

ในจำนวนลำโพงรุ่นใหม่ที่ออกมาในช่วงครึ่งหลังของปี 2019 ที่ผ่านมามีอยู่หลายยี่ห้อ แต่ถ้าถามผมว่า มีรุ่นใหม่ของแบรนด์ไหนที่โดดเด่นเตะตาบ้าง ผมขอยกให้ Evo4 Series ของ Wharfedale เป็นหนึ่งในซีรี่ย์ใหม่ที่น่าสนใจมากที่สุดในช่วงเวลานั้น เพราะส่วนตัวผมมีโอกาสทดสอบลำโพงรุ่น Evo มาแล้วหลายเจนเนอเรชั่น ยอมรับว่า เวอร์ชั่น Evo4 นี้เตะตาและดึงดูดความสนใจของผมมากที่สุดนับตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็นรูปร่างหน้าตาของมัน!

Wharfedale ทำลำโพงในซีรี่ย์ Evo4 ออกมาทั้งหมด 6 รุ่น คือ Evo 4.1, Evo 4.2, Evo 4.3, Evo 4.4, Evo 4.S และรุ่น Evo 4.C ซึ่งครอบคลุมการใช้งานครบทั้งสำหรับดูหนังด้วยระบบเสียงเซอร์ราวนด์และฟังเพลงด้วยระบบเสียง stereo 2 Ch โดยเฉพาะการฟังเพลงด้วยระบบเสียงสเตริโอซึ่งพิจารณาจากรุ่น Evo 4.1 ขึ้นมาจนถึงรุ่น Evo 4.4 พบว่ามันครอบคลุมขนาดของห้องฟังได้กว้างมาก ตั้งแต่ห้องเล็กๆ ขนาด 3.0 x 4.5 ตร.. (Evo 4.1, Evo 4.2) ขึ้นไปจนถึงห้องฟังใหญ่ๆ ขนาด 5 x 7 ตร.. (Evo 4.3, Evo 4.4)

Evo 4.2

A = ทวีตเตอร์ AMT
B = มิดเร้นจ์
C = เบสไดเวอร์
D, G = ช่องระบายอากาศ
E = จั๊มเปอร์สำหรับต่อพ่วงขั้วบวกของลำโพง
F = จั๊มเปอร์สำหรับต่อพ่วงขั้วลบของลำโพง

ผมได้รับลำโพงรุ่น Evo 4.2 มาทดสอบ เป็นลำโพงวางขาตั้งรุ่นใหญ่ในจำนวน 2 รุ่นที่มีอยู่ในซีรี่ย์นี้ ซึ่งบอกตามตรงว่า ผมรู้สึกสนใจอยากฟังเสียงของลำโพงคู่นี้ทันทีที่ได้เห็นรูปร่างหน้าตาของมันตั้งแต่ครั้งแรก เพราะมันมีจุดที่น่าสนใจหลายอย่าง อย่างแรกคือเป็นลำโพงวางขาตั้งขนาดกลางที่แยกตัวขับเสียงอิสระระหว่างเสียงแหลมกลางทุ้มออกเป็น 3 ทาง ซึ่งหายากมากในปัจจุบันสำหรับลำโพงในระดับราคาไม่เกิน 30,000 บาท นอกจากนั้น ตัวไดเวอร์เสียงแหลม หรือทวีตเตอร์ (A) ที่ใช้ในลำโพงรุ่นนี้ก็เป็นอีกจุดที่ดึงดูดความสนใจของผมอย่างมาก.!!

คือเขาใช้ไดเวอร์ประเภทที่ชื่อว่า AMT (Air Motion Transformer) สำหรับสร้างความถี่ในย่านเสียงแหลมของลำโพงคู่นี้ ซึ่งทวีตเตอร์แบบนี้กำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก แต่ส่วนใหญ่จะมีใช้ในลำโพงราคาแพงๆ เพราะมันให้เสียงแหลมที่มีคุณภาพสูงกว่าไดเวอร์แบบโดมครึ่งวงกลม ด้วยคุณสมบัติสองประการสำคัญ นั่นคือ รูปแบบลักษณะการสร้างความถี่สูงของไดอะแฟรม และขนาดพื้นที่ของไดอะแฟรมที่ใช้ในการสร้างความถี่เสียงของ AMT มีปริมาณพื้นที่ผลักอากาศมากกว่าโดมทวีตเตอร์ขนาด 1 นิ้วทั่วไปหลายเท่า ทำให้สามารถสร้างเสียงแหลมที่ดังกว่าในขณะที่มีความเพี้ยนเกิดขึ้นต่ำกว่าทวีตเตอร์ทรงโดมส่วนใหญ่

ไดเวอร์ AMT ที่ใช้ใน Evo 4.2 มีขนาดไดอะแฟรมเท่ากับ 3.2 x 6.0 ตร... (วัดพื้นที่ของไดอะแฟรมโดยตรง ไม่รวมกรอบด้านนอก) ซึ่งหากเทียบขนาดพื้นที่ของไดอะแฟรมของทวีตเตอร์ทรงโดมทั่วไปที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้วแล้ว จะเห็นว่า ไดอะแฟรมของไดเวอร์ AMT ที่ใช้ในลำโพงรุ่นนี้มีพื้นที่มากกว่าหลายเท่า หากอ้างอิงกันตามหลักการแล้ว ไดเวอร์ที่มีพื้นที่ผลักอากาศมากกว่า เมื่อต้องสร้างความถี่เสียงออกมาให้มีความดังเท่าๆ กัน ไดเวอร์ตัวที่มีพื้นที่ไดอะแฟรมมากกว่าจะทำงานเบาตัวกว่า และเมื่อถึงจังหวะที่ต้องปั๊มความดังออกมามากๆ (ช่วงโหม) ไดเวอร์ที่มีพื้นที่ไดอะแฟรมน้อยกว่าจะมีโอกาสถูกผลักดันไปถึงจุด overload ได้ง่ายกว่า นั่นคือทำให้เกิดความเพี้ยนมากกว่า นอกจากนั้น การผลักอากาศเพื่อสร้างความถี่สูงของไดเวอร์ AMT มีลักษณะเป็นแบบ point-source เสียงแหลมที่สร้างขึ้นโดยไดเวอร์ AMT จึงไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องเฟสเหมือนทวีตเตอร์ทรงโดมทั่วไป และสร้างปัญหาให้กับความถี่จากไดเวอร์ตัวอื่นๆ น้อยกว่าโดมทวีตเตอร์

นอกจากทวีตเตอร์แล้ว ตัวขับเสียงกลางหรือมิดเร้นจ์ (B) ที่ใช้ในลำโพงรุ่นนี้ก็ดูน่าสนใจมาก แทนที่จะเป็นมิดเร้นจ์ที่ใช้ไดอะแฟรมทรงกรวยที่เป็นหลุมลึกเข้าไปในตัวลำโพงอย่างที่ใช้ในเวอร์ชั่นก่อนๆ แต่กลับเป็นไดเวอร์ฯ มิดเร้นจ์ที่ใช้ไดอะแฟรมทรงโดมครึ่งวงกลมขนาดใหญ่แทน ลักษณะภายนอกจะดูคล้ายทวีตเตอร์ยักษ์! ซึ่งในข้อมูลสเปคฯ ของลำโพงคู่นี้ไม่ได้มีการให้ข้อมูลไว้ว่าไดเวอร์ตัวนี้เป็นของยี่ห้ออะไร ผมลองค้นเข้าไปในอินเตอร์เน็ตเกี่ยวกับไดเวอร์มิดเร้นจ์ทรงโดม พบว่า รูปทรงภายนอกมันดูคล้ายไดเวอร์โดมมิดเร้นจ์ขนาด 3 นิ้วของยี่ห้อ Scan-Speak รุ่น D7608/9200-10 แต่ในสเปคฯ ของ Evo 4.2 ระบุขนาดไดเวอร์มิดเร้นจ์ที่ใช้ว่ามีขนาด 2 นิ้ว เลยไม่แน่ใจว่าจะเป็นรุ่นเดียวกันรึเปล่า.? รอบนอกของโดมมิดเร้นจ์เป็นเซอร์ราวนด์ที่ทำเป็นลอนโค้งขนาดเล็กโดยรอบเพื่อช่วยเพิ่มความกระชับในการขยับตัวของไดอะแฟรม และกรอบนอกที่เป็นส่วนของบอดี้ ยังได้ทำเป็นหลุมที่มีปากหลุมผายโค้งออกรอบด้านเล็กน้อยเพื่อช่วยควบคุมมุมกระจายเสียงให้แม่นยำอีกด้วย

วูฟเฟอร์ (C) ที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดความถี่ต่ำของระบบมีขนาด 6.5 นิ้ว กรวยไดอะแฟรมทำมาจากเคลฟล่าสีดำ มีดัสแค็ปสีเงินขนาดใหญ่ฝังอยู่ตรงใจกลางของไดเวอร์ ทำหน้าที่ควบคุมการขยับตัวเดินหน้าถอยหลังของไดอะแฟรมให้มีความเสถียรมากที่สุด ขอบเซอร์ราวนด์ที่ทำหน้าที่พยุงไดอะแฟรมให้เชื่อมติดอยู่กับตัวโครงบอดี้ทำจากยางดิบทรงโค้งขนาดใหญ่

ยังมีเทคนิคพิเศษที่ใช้ในการออกแบบลำโพงคู่นี้อยู่อีกอย่าง นั่นคือ รูระบายอากาศ เพราะผู้ผลิตแจ้งว่าตู้ลำโพงรุ่น Evo 4.2 นี้ทำงานด้วยระบบตู้เปิด (bass reflex) แต่ถ้าคุณเดินวนอ้อมไปดูที่แผงหลังของลำโพงตัวนี้อาจจะงง เพราะไม่เห็นท่อระบายอากาศ ซึ่งมันถูกซ่อนอยู่ที่ด้านล่างตรงส่วนฐานของตัวตู้ลำโพง (D, G) เพื่อยิงถ่ายมวลอากาศภายในตัวตู้พุ่งลงด้านล่างตกกระทบกับแผ่นฐานสีดำๆ แล้วแตกแถวเปลี่ยนทิศทางกระจายออกทางช่องเล็กๆ ที่อยู่ตรงส่วนฐานด้านข้าง ให้เสียงทุ้มที่มีลักษณะผ่อนปรน ทอดหางเสียงให้ยาวออกไป

แม็ทชิ่ง เตรียมทดสอบ

ข้อมูลทางสเปคฯ ของ Evo 4.2 จากอ็อฟฟิเชี่ยลเว็บไซต์ของเขาเอง มีตัวเลขทางเทคนิคที่นำมาใช้วิเคราะห์ในการแม็ทชิ่งแอมป์ให้กับลำโพงคู่นี้อยู่ 6 ตัว ตัวแรกที่สำคัญที่สุดคือ กำลังขับของแอมป์ที่ (ผู้ผลิต) แนะนำ (A) ซึ่งผู้ผลิตระบุตัวเลขกำลังขับของแอมป์ที่แนะนำเอาไว้ว่าอยู่ในช่วงตั้งแต่ 25 – 120W โดยอ้างอิงกับโหลด 8 โอห์ม (B) ซึ่งเป็นความต้านทานเฉลี่ยตามปกติของลำโพงคู่นี้ หากคุณต้องการประสิทธิภาพสูงสุดจากลำโพง Evo 4.2 คู่นี้ และไม่มีปัญหาทางด้านงบประมาณ แนะนำให้ใช้แอมป์ที่มีกำลังขับ เท่ากับระดับสูงสุดที่ลำโพงแนะนำไว้ นั่นคือ 120W ต่อข้างที่โหลด 8 โอห์มไปเลย แต่ถ้างบจำกัด สูตรของผมแนะนำให้ใช้กำลังขับอย่างน้อยต้อง ไม่ต่ำกว่า75% x กำลังขับสูงสุดที่ลำโพงแนะนำ ซึ่งในที่นี้ก็คือ 120 x 75 หารด้วย 100 เท่ากับข้างละ 90W* ซึ่งจะได้ผลลัพธ์ทางเสียงอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ

* ตัวเลขนี้ใช้ได้โดยตรงกับแอมป์โซลิดสเตท ถ้าเป็นแอมป์หลอด ให้เอาตัวเลขกำลังขับของแอมป์หลอดตัวนั้นคูณด้วย 3 แล้วเอามาเทียบกับผลลัพธ์นี้

เมื่อพิจารณาคุณสมบัติทางเทคนิคของ Evo 4.2 จากตัวเลขอีกสองตัวคือ Minimum Impedance (C) กับ Sensitivity (D) ทำให้พอประเมินพฤติกรรมของ Evo 4.2 เพิ่มเติมได้ว่า มันต้องการแอมป์ที่มีกำลังสำรองสูงพอสมควร เนื่องจากความต้านทาน (แอมพีแดนซ์) ของลำโพงคู่นี้สามารถสวิงลงไปได้ ต่ำกว่าความต้านทานปกติถึงครึ่งหนึ่ง คือจาก 8 โอห์มวูบลงไปถึง 4 โอห์มได้ ซึ่งหากคุณต้องการให้ได้เสียงที่นิ่งตลอดทุกระดับวอลลุ่ม ตั้งแต่เบามากๆ ขึ้นไปจนถึงดังมากๆ ไม่มีอาการวูบวาบ คุณต้องใช้แอมป์ที่มีกำลังขับอยู่ที่ 120W ที่โหลด 8 โอห์ม และสามารถปั๊มกำลังขับออกมาได้สูงถึง 240W ที่โหลด 4 โอห์ม และจากตัวเลขความไว (Sensitivity) ของ Evo 4.2 ระบุไว้ที่ 87dB ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ค่อนลงมาทางต่ำ (ปานกลางอยู่ที่ 88-89dB) ก็ยิ่งสนับสนุนในเรื่องของกำลังสำรองที่จำเป็น**

** แอมป์ที่มีกำลังขับที่โหลด 8 โอห์มเท่ากับ 120W เท่ากัน แต่เมื่อโหลดลดลงเหลือ 4 โอห์มอาจจะให้กำลังขับออกมาต่างกัน ซึ่งแอมป์ที่สามารถปั๊มกำลังขับออกมาได้มากเป็น 2 เท่าเมื่ออิมพีแดนซ์ลดลงครึ่งหนึ่งก็คือแอมป์ที่มีกำลังสำรองเต็ม 100% ตามทฤษฎี และมักจะมีราคาสูงกว่าแอมป์ที่ปั๊มกำลังออกมาได้ไม่ถึง 2 เท่าเมื่อโหลดที่เอ๊าต์พุตของมันลดลงไปครึ่งหนึ่ง โดยมากแล้ว แอมป์ที่มีราคาไม่สูงจะปั๊มกำลังสำรองออกมาได้น้อยกว่าแอมป์ที่มีราคาสูงกว่า แม้ว่าตัวเลขกำลังขับตั้งต้นที่ 8 โอห์มจะเท่ากันก็ตาม

ผมมีแอมป์ที่ใช้ทดลองขับ Evo 4.2 อยู่หลายชุด มีทั้งอินติเกรตแอมป์และปรีแอมป์+เพาเวอร์แอมป์ หลังจากลองฟังทั้งหมดนั้นแล้ว ผมพบว่า แอมป์ที่ขับลำโพงคู่นี้ออกมาได้ดีมากในระดับที่นักเล่นเครื่องเสียงสามารถเอนจอยในการฟังเพลงได้ดี เรียงตามลำดับก็มี Arcam : SA20 (REVIEW), Opera/Consonance : Linear200 MK II (REVIEW), Moon : 340i, ปรีแอมป์ Audible Illusion : Modulus 3A + VTL : MB125 นอกจากนั้นก็ยังมีชุด external DAC + เพาเวอร์แอมป์อีก 2-3 ชุดที่ผมทดลองใช้ขับ Evo 4.2 และได้ผลลัพธ์ของเสียงที่ดีมากน่าพอใจ นั่นคือ Magnet : Elite S (REVIEW) + Audiolab : 8300XP และ MyTek : Brooklyn Bridge (REVIEW) + Accuphase : P-4200

นอกจากนั้น ในตอนท้ายๆ ของการทดสอบเก็บผลการฟัง ผมได้ทดลองใช้ภาคขยายในตัว Network AV Receiver ของ Onkyo รุ่น TX-NR696 คู่หน้า+แชนเนลด้านบน (Height Channel) ร่วมกันขับ Evo 4.2 แบบ passive bi-amp* ด้วย ซึ่งผลลัพธ์ออกมาเป็นที่น่าพอใจมาก เพราะกำลังขับของ TX-NR696 มีมากถึง 175W ต่อแชนเนล เมื่อปรับตั้งให้ขับ Evo 4.2 แบบ bi-amp จึงเท่ากับใช้กำลังขับข้างละ 350W ใช้ฟังเพลงสเตริโอ 2 แชนเนลได้เสียงออกมาน่าพอใจมาก เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า (TX-NR696 ราคา 32,900 บาท/ตัว)

แหล่งต้นทางสัญญาณที่ผมใช้ในการทดสอบครั้งนี้คือไฟล์เพลง PCM (CD & Hi-Res) และ DSD ที่เล่นผ่านโปรแกรม roon บนฮาร์ดแวร์ roonlabs : nucleus+ โดยมี Linear Power Supply ของ Nordost รุ่น QSource ทำหน้าที่จ่ายไฟเลี้ยงให้ nucleus+ และ Brooklyn Bridge และบางช่วงผมก็สลับมาใช้มิวสิคสตรีมเมอร์ของ Magnet รุ่น Elite S เป็นต้นทางด้วย

เซ็ตอัพ+ไฟน์จูน

ความสูงของขาตั้งที่ผมใช้วาง Evo 4.2 อยู่ที่ 24 นิ้ว เป็นขาโลหะมวลหนัก (High Mass) หลังจากทดลองเซ็ตอัพตำแหน่งวางลำโพงในห้องรับแขกที่บ้านผม (กว้าง 5 เมตร x ลึก 12 เมตร แต่ผมเซ็ตอัพลำโพงตามแนวความกว้างของห้อง ลำโพงและจุดนั่งฟังหันหลังให้ผนังด้าน 12 เมตร) ผมพบว่า จุดลงตัวที่ทำให้ได้เสียงที่น่าพอใจจาก Evo 4.2 อยู่ที่ตำแหน่งระยะห่างระหว่างลำโพงข้างซ้ายข้างขวา = 173 .. x ห่างผนังด้านหลัง = 162 .. โดยนั่งฟังห่างจากจุด sweet spot ออกมาหนึ่งฟุต หลังจาก fine-tune แล้ว ลำโพงข้างซ้ายและขวาถูกขยับจากตำแหน่งเริ่มต้นที่ 180 .. เข้ามาชิดกันนิดหน่อยเนื่องจากผนังซ้ายและขวาอยู่ห่างออกไปมาก จึงต้องชดเชยด้วยการขยับลำโพงซ้ายขวาให้ชิดกันเข้ามามากหน่อยเพื่อให้ได้เนื้อเสียงที่เข้มข้นมากขึ้น ส่วนระยะห่างระหว่างลำโพงกับผนังด้านหลังก็อยู่ในระยะห่างตามสูตร 5 เมตร หารด้วย 3 = 1.67

ณ ความสูงและระยะห่างของลำโพงทั้งสองข้างที่ผมไฟน์จูนไว้นี้ ผมพอใจกับคุณสมบัติด้านต่างๆ ของลำโพงคู่นี้มาก กลางแหลมโดดเด่นเป็นพิเศษ เวทีเสียงสวยงาม สมดุลทั้งกว้าง, ลึก และสูง ใครที่อยากได้เสียงทุ้มหนาๆ แนะนำให้ลองหาขาตั้งที่สูง 20 นิ้วหรือ 22 นิ้วมาลองใช้วางลำโพงคู่นี้ ไม่แนะนำให้ขยับชิดกันหรือชิดด้านหลังมากกว่านี้ เพราะคุณจะสูญเสียความโดดเด่นของเสียงแหลมและกลางที่เยี่ยมยอดของไดเวอร์ AMT ไปซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย

ลองวัดและวิเคราะห์ frequency response ของ Evo 4.2

ข้อมูลสเปคฯ ของ Evo 4.2 ระบุย่านความถี่ตอบสนอง (frequency response) ของลำโพงคู่นี้ไว้ที่ 54Hz – 22kHz (E) แสดงว่า ย่านความถี่ตอบสนองที่ผู้ออกแบบลำโพงคู่นี้กำหนดไว้บนวงจรเน็ทเวิร์คอยู่ที่ 54Hz – 22kHz โดยมีความเสมอสมานของความดังต่างกันไม่เกิน +/-3dB ตลอดทั้งย่าน แต่ในการใช้งานจริง เมื่อรวมกับเสียงทุ้มที่เกิดจากการถอยหลังของไดอะแฟรมของวูฟเฟอร์แล้วสะท้อนก้องภายในตัวตู้ก่อนจะแผ่กระจายออกมาทางช่องระบายอากาศจะได้เสียงทุ้มที่มีความถี่ขยายต่ำลงไปถึง 48Hz แสดงว่าความถี่รวมทั้งหมดที่ลำโพงคู่นี้สามารถสร้างขึ้นมาได้อยู่ที่ 48Hz – 22kHz โดยที่ความถี่ต่ำตั้งแต่ 54Hz ลงไปจนถึง 48Hz จะเบาเพราะมีอัตราลาดชันของความดังสูงถึง -6dB

อัลบั้ม : Sound Check – The Professional Audio Test Disc (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : Alan Parsons & Stephen Court

ในขั้นตอนเซ็ตอัพตำแหน่งวาง Evo 4.2 ผมใช้สัญญาณ pink noise แบบ spot frequency ในแผ่น Sound Check ทำการตรวจวัดลักษณะการตอบสนองความถี่ (frequency response) ของลำโพงคู่นี้ไปพร้อมๆ กับการไฟน์จูนด้วยหูโดยพิจารณาทางด้าน soundstagedynamic และเนื้อเสียง ควบคู่กันไป

spot frequency ในแผ่น Sound Check ที่ใช้ตรวจวัดกราฟความถี่ตอบสนองเป็นสัญญาณพิ้งค์น้อยซ์ 1/3 octave ที่มีทั้งหมด 31 ความถี่ เริ่มตั้งแต่ 20Hz ขึ้นไปจนถึง 20kHz

frequency-response curve ของ Evo 4.2 ในห้องของผม

จากผลการวัดด้วย spot frequency ณ จุดนั่งฟัง ซึ่งอาจจะไม่แม่นยำนักเพราะเป็นการวัดในห้องที่มีเสียงสะท้อนระดับหนึ่ง แต่ผลการวัดก็พอจะทำให้เห็นถึงจุดเด่นของความเป็นลำโพงสามทาง Evo 4.2 รวมถึงข้อดีจากการใช้ไดเวอร์ AMT ทำงานในย่านแหลมได้เลาๆ นั่นคือทำให้ความถี่ในย่านแหลมตั้งแต่ 22kHz ลงมาจนถึง 3.9kHz ซึ่งเป็นจุดตัดแบ่งของความถี่ระหว่างตัวทวีตเตอร์กับมิดเร้นจ์มีปริมาณค่อนข้างหนาแน่น (ตั้งความดังของสัญญาณมาถึงตัว SPL meter อยู่ที่ 80dB) คือดังกว่าความดังเฉลี่ยของย่านเสียงกลางอยู่หลายดีบี และเริ่มโรลออฟ (ลดความดังลงตามลำดับ) ตั้งแต่ความถี่ประมาณ 10-12.5kHz ที่ระดับ 75dB ลงมาเรื่อยๆ จนมาอยู่ที่ 60dB ที่ความถี่ 20kHz

ในขณะที่ช่วงเสียงกลางลงมากลางต่ำมีความราบเรียบมากพอสมควร และจะไปโด่งอีกทีตั้งแต่ความถี่ 80Hz ลงไปถึง >50Hz นิดๆ (ใกล้ๆ 54Hz ซึ่งเป็นความถี่ต่ำสุดใน frequency response ที่ระบุไว้ในสเปคฯ ของลำโพงคู่นี้) เป็นที่น่าสังเกตว่า ที่ระดับความถี่ต่ำกว่า 50Hz ลงไปยังคงสามารถรักษาความดังเอาไว้ได้ค่อนข้างสูง (ผสมกับ room-mode ของห้อง) ซึ่งแบบนี้คาดเดาได้เลยว่าเสียงทุ้มไม่บางอย่างแน่นอน

ฟังเสียงของ Evo 4.2

ถ้าเป็นคุณ.. คุณจะลองฟังเพลงแนวไหนก่อนกับลำโพงคู่นี้? ต้องเสียงกลางก่อนเลยใช่มั้ย.. คุณคงคิดเหมือนผม ได้เห็นทั้งทวีตเตอร์และมิดเร้นจ์ไดเวอร์สองตัวนี้แล้ว มันทำให้อดสงสัยไม่ได้จริงๆ ว่า เสียงกลางและเสียงแหลมของ Evo 4.2 คู่นี้จะออกมาแบบไหน.?

อัลบั้ม : Warm Your Heart (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : Aaron Neville

ทุกครั้งที่นึกถึงเสียงร้อง มีอยู่ 2-3 อัลบั้มที่ผมมักจะนึกถึง ซึ่งอัลบั้มนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น เหตุผลไม่มีอะไรมาก เพราะเป็นอัลบั้มที่ผมฟังมานานนับสิบปี เรียกว่าฟังจนจำรายละเอียดได้ โดยเฉพาะเสียงร้องของ Aaron Neville ที่ทั้งบีบทั้งอ้อนแบบสวนทางกับเพศสภาพของตัวเอง

มีอยู่หลายแทรคในอัลบั้มนี้ที่ผมชอบฟังมากเป็นพิเศษและใช้ทดสอบบ่อย ก็คือแทรคที่สอง Everybody Plays The Fool กับเพลง Don’t Go, Please Stay แทรคที่ 5 ซึ่ง Evo 4.2 ถ่ายทอดเสียงร้องของ Aaron Neville ทั้งสองแทรคนี้ออกมาดีจนน่าตกใจ! ที่ผมว่าน่าตกใจเพราะก่อนจะเริ่มต้นฟัง ผมประเมินไว้ต่ำกว่านี้มากด้วยเหตุผลของราคาค่าตัวของลำโพงเอง อย่างแรกคือ ความเป็นอิสระของเสียงร้องที่ หลุดพ้นออกมาจากกลุ่มของเสียงดนตรีอื่นๆ ได้อย่างหมดจด และ หลุดลอยขึ้นมาเหนือเสียงอื่นๆ ได้อย่างสวยงาม ซึ่งเข้าใจได้ว่านี่คือลักษณะที่ควรจะเป็นของการมิกซ์เพลงร้องแบบนี้ซึ่งต้องปลดปล่อยให้เสียงร้องลอยเด่นขึ้นมามากกว่าเสียงดนตรีอื่นนิดนึง ถ้าลำโพงสามารถแยกแยะรายละเอียดของเสียงในย่านกลางให้ถ่างออกห่างจากแหลมและทุ้มได้มาก ความเป็นอิสระลอยของเสียงกลางก็จะยิ่งโดดเด่นขึ้นมามากขึ้นไป ซึ่งนี่แหละคือคุณสมบัติเด่นของลำโพง 3 ทางที่แยกไดเวอร์สำหรับเสียงในย่านกลางออกมาเด็ดขาด

อัลบั้ม : Dreaming (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : Amanda McBroom

ติดใจเสียงกลางของ Evo 4.2 มาก.! พอจบเพลงของ Aaron ผมก็รีบเลือกงานเพลงของนักร้องหญิงที่ฟังมานานนับสิบปีอีกชุดหนึ่งมาทดลองฟังทันทีนั่นคืองานเพลงของ Amanda McBroom นักร้องหญิงในวงการเครื่องเสียงคนแรกที่ผมรู้จัก และอัลบั้มชุด Dreaming ของเธอชุดนี้ก็ถือได้ว่าเป็นแม่ไม้ของวงการเครื่องเสียงที่นักเล่นเครื่องเสียงทุกคนต้องเคยผ่านหูและเป็นอัลบั้มที่รักของหลายคน

เพลงที่ผมชอบใช้ในการทดสอบมากที่สุดของอัลบั้มนี้มีอยู่ 3 เพลง คือ The Rose (แทรคที่ 3), The Portriat (แทรคที่ 9) และเพลง Quiet Man แทรคที่ 10 ซึ่งสองแทรคแรกผมจะตรวจจับไปที่ อารมณ์ของการขับร้องของเธอ ซึ่งเชื่อมั้ยว่า ลำโพงแต่ละคู่ถ่ายทอดอารมณ์ของเพลง The Rose กับ The Portriat ออกมาไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะเพลง The Portriat นั้นเป็นเพลงที่มีเนื้อหาเศร้าและกินใจมาก เป็นเรื่องราวของลูกสาวที่ใช้ชีวิตผิด นำพาตัวเองเดินเข้าสู่ความอ้างว้างและหลงทาง คนเดียวที่เธอนึกถึงและเป็นหัวใจของเพลงนี้คือแม่ของเธอซึ่งจากไปแล้ว หวังให้แม่กลับมาอยู่เคียงข้างเพื่อนำพาชีวิตของเธอให้หลุดพ้นจากห้วงของความทุกข์ที่เธอประสบอยู่

ทุกครั้งที่ผมฟังเพลง The Portriat กับลำโพงที่ถ่ายทอดเสียงกลางที่ดี ผมมักจะน้ำตาซึมเสมอ อ้อ.. คำว่าถ่ายทอดเสียงกลางที่ดีของผม ในมุมนี้ผมหมายถึง อารมณ์ของคนร้องที่เกาะกุมออกมากับเสียงร้องในแต่ละพยางค์และความเกี่ยวพันที่นำส่งต่อเนื่องไปสู่พยางค์ต่อๆ ไป ไม่เกี่ยวกับเสียงหนาเสียงบาง แต่เป็นเรื่องของ speed (ไทมิ่ง) และ dynamic contrast ที่ไดอะแฟรมของไดเวอร์มิดเร้นจ์กับทวีตเตอร์สามารถขยับตัวตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลงระดับความดังที่ต่อเนื่องขึ้นๆ ลงๆ ไปทีละนิดละหน่อยได้อย่างแม่นยำ

Evo 4.2 ทำให้ผมฟังเพลงนี้แล้วต้องนั่งนิ่งน้ำตาซึม..

อัลบั้ม : Tracy Chapman (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : Tracy Chapman

Evo 4.2 สอบผ่านในแง่ของการถ่ายทอดคุณภาพของเสียงกลางไปได้อย่างดีเยี่ยม (ดีมากๆ เมื่อเทียบกับราคาของมัน!) และเพื่อให้เคลียร์ว่าไม่ใช่เป็นเพราะว่าสองอัลบั้มที่ผ่านมานั้นบันทึกเสียงมาดี เป็นแผ่นระดับไฮเอ็นด์ ผมจึงลองฟังอัลบั้มทั่วไปที่เป็นแผ่นของสังกัดคอมเมอร์เชี่ยลดูบ้าง

ถึงแม้ว่างานเพลงของ Tracy Chapman ชุดนี้จะเป็นงานเพลงสังกัดคอมเมอร์เชี่ยล ไม่ได้อยู่ในข่ายของสังกัดเพลงไฮเอ็นด์ แต่เพราะความไพเราะของบทเพลงผมจึงชอบฟังอัลบั้มนี้มาก และมันก็ถูกเลือกมาใช้ในการวัดผลคุณภาพการถ่ายทอดเสียงของอุปกรณ์เครื่องเสียงอยู่บ่อยๆ ครั้งนี้ก็เช่นกัน ซึ่งหลังจากฟังอัลบั้มนี้แล้ว ผมก็ได้บทสรุปมา 2 ข้อเกี่ยวกับ Evo 4.2 ตัวนี้ ข้อแรกคือ Evo 4.2 ให้เสียงกลางที่โดดเด่นมากจริงๆ แม้แต่อัลบั้มที่เป็นเพลงทั่วไปมันก็ยังสามารถแยกยกเสียงร้องให้หลุดลอยเด่นขึ้นมาได้อย่างชัดเจน ผมสามารถแกะเสียงร้องของเทรซี่ในเพลง Fast Car (แทรคที่สอง) ออกมาได้ครบทุกคำ ซึ่งที่ผ่านมาเคยมีลำโพงบางตัวที่ทำคะแนนในแง่นี้ได้แย่กว่านี้มากทั้งๆ ที่มีราคสูงกว่า

อีกข้อที่ผมพบซึ่งถือว่าเป็นเพราะคุณสมบัติเฉพาะตัวของไดเวอร์ AMT นั่นคือ เสียงแหลมที่ เนียนละเอียดปราศจากอาการเซ็งแซ่และแทบจะไม่พบอาการจัดจ้านใดๆ แม้จะเปิดฟังดัง และแม้แต่ตอนที่ใช้กำลังขับของแอมป์เอวี รีซีฟเวอร์ของ Onkyo รุ่น TX-NR696 ขับแบบพาสซีฟ ไบแอมป์ เสียงแหลมของอัลบั้มนี้ที่ได้ยินก็แทบจะไม่มีอาการหยาบกร้านจนเกินเลย แม้ว่าบางช่วงจะพบว่ามีอาการแตกปลายของเสียงแหลมติดออกมาบ้าง แต่ก็เข้าใจได้ว่ามันเป็นมาจากต้นฉบับของสัญญาณอินพุตที่ป้อนเข้ามาในลำโพง ไม่ได้เกิดจากอาการ distort ที่เกิดจากการทำงานของทวีตเตอร์…

เวอร์ชั่น CD ของค่าย FIM ทำมาจากมาสเตอร์ 24/352.8

อัลบั้ม : Bizet: Carmen Fantasy & more (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : The All Star Percussion Ensemble


เวอร์ชั่น SACD ที่ทำมาจากมาสเตอร์ของ Vox Classics

อัลบั้ม : Bizet: Carmen Fantasy & more (DSF64)
ศิลปิน : The All Star Percussion Ensemble

ช่วงหนึ่งของการทดสอบ ผมใช้อินติเกรตแอมป์ Moon : 340i เป็นแอมป์ขับ Evo 4.2 โดยใช้ Ayre Acoustics รุ่น QB-9 Twenty ทำหน้าที่เป็น external DAC รับสัญญาณดิจิตัลมาจาก roon : nucleus+ (ใช้ LPS ของ Nordost : QSource + สาย USB ของ Nordost : Blue Heaven) ระหว่าง QB-9 Twenty กับ 340i ผมใช้สายสัญญาณบาลานซ์ XLR ของ Transparent Cable รุ่น PLUS เชื่อมต่อซึ่งกันและกัน

เป็นการเซ็ตอัพที่ผมต้องการตรวจวัดคุณภาพการตอบสนองความถี่สูงของ Evo 4.2 โดยเฉพาะ และจากการทดลองฟังผมพบว่า เสียงแหลมที่ได้จากลำโพงคู่นี้มีจุดเด่นหลายอย่าง อย่างแรกที่ชัดเจนมากๆ คือ โฟกัสที่ คม, แม่นยำ และนิ่งมาก มันสามารถจัดวางเสียงเพอร์คัสชั่นในย่านแหลมให้ลึกเข้าไปอยู่หลังระนาบลำโพงได้เป็นเมตรโดยที่ยังคงมีความมลังเมลืองของฮาร์มอนิกอยู่ครบ เป็นลักษณะของเสียงแหลมที่จัดการปลายเสียงได้ดีมากเป็นพิเศษ คือความกังวานที่แผ่ขยายออกไปจากอิมแพ็คแรกที่เกิดเสียงแบบมีแพลทเทิ้นที่แน่นอนในการเกิดขึ้นแผ่ออกและสลายไป ไม่ได้ฟุ้งกระจายแบบไร้ทิศทางเหมือนเสียงแหลมของโดมทวีตเตอร์ราคาถูกบางตัว ซึ่งเป็นผลมาจากเฟสสัญญาณที่ถูกต้อง

ทีแรกที่ดูจากสเปคฯ ของ Evo 4.2 ผมก็สงสัยในส่วนของ frequency response ที่ผู้ออกแบบกำหนดให้ความถี่สูงของลำโพงคู่นี้ไปได้สูงสุดแค่ 22,000Hz เท่านั้น ซึ่งจากที่เคยฟังลำโพงยี่ห้ออื่นๆ อย่าง Audiovector ของเดนมาร์กซึ่งใช้ไดเวอร์ AMT เหมือนกันก็ออกแบบให้ตอบสนองความถี่เสียงไปได้ไกลมาก บางรุ่นไปได้ถึง 52,000Hz ก็มี แสดงว่าคนออกแบบ Evo 4.2 คงต้องการจัดดุลเสียงให้ออกไปทางกลางทุ้มมากกว่าที่จะหนักไปทางแหลม ซึ่งจากที่ทดลองฟังมาหลายอัลบั้มผมก็เริ่มคล้อยตามว่าเป็นไปตามที่คะเน เพราะไม่พบเลยว่าลำโพงคู่นี้พยายามจะโชว์ออฟเสียงแหลมออกมามากจนเกินเลย

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมพบก็คือ แม้ว่าความถี่ตอนปลายบนสุดของลำโพงคู่นี้จะไปได้แค่ 22,000Hz ซึ่งใกล้เคียงกับความถี่เสียงอะนาลอกของสัญญาณดิจิตัลที่แซมปลิ้งด้วยความถี่ 44.1kHz นั่นคือ 22,050Hz มาก เป็นไปได้มั้ยว่า คนออกแบบ Evo 4.2 ไม่ได้ตั้งใจขยายความถี่ตอบสนองของ Evo 4.2 ไปถึงระดับมาตรฐาน Hi-Res เพราะต้องการให้ตอบสนองความถี่เสียงจากฟอร์แม็ต CD ให้ดีที่สุด? หรือเป็นเพราะพวกเขา (เอนจิเนียร์ที่ออกแบบ Evo 4.2) มีความเชื่อว่า เอาแค่ความถี่ที่หูของคนรับรู้ได้ก็พอ.?

ผมจึงทดลองเอาอัลบั้มเดียวกันที่เป็นฟอร์แม็ต CD 16/44.1 กับที่เป็นฟอร์แม็ต DSD64 (1bit/2.8MHz) มาลองฟังกับลำโพงคู่นี้ ผลปรากฏว่า เสียงของไฟล์ DSF64 ให้คุณภาพสูงกว่าไฟล์ WAV 16/44.1 “แต่ในระดับความแตกต่างที่ไม่มากถึงระดับห้าหกเท่าของความละเอียดของไฟล์ที่ต่างกัน สิ่งที่แตกต่างที่ได้ยินคือความเนียนละเอียดและโฟกัสที่คมมากขึ้นของความถี่ในย่านสูง กับความต่อเนื่องกับโมชั่นในการขยับตัวของไดนามิกคอนทราสน์ที่ทำให้ได้เสียงที่ลื่นไหล พลิ้ว และทอดตัวเป็นระลอกมากกว่า ส่วนโทนัลบาลานซ์กับซาวนด์สเตจไม่ต่างกันมากนัก

อัลบั้ม : Monkey Hip Gumbo & Mothball Stew (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : Brent Lewis

อัลบั้ม : XII (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : Brian Culbertson

ในช่วงที่ทดสอบเสียงทุ้มของ Evo 4.2 ผมลองฟังไปหลายอัลบั้ม แต่อยากจะหยิบยกตัวอย่างจากสองอัลบั้มข้างบนนี้มาพูดถึงเพื่อวิเคราะห์แนวเสียงของลำโพงคู่นี้

บอกตรงๆ ว่า ตอนเห็นรูปร่างหน้าตาของ Evo 4.2 ครั้งแรก ผมไม่ห่วงทางด้านกลางแหลมของลำโพงคู่นี้และตื่นเต้นที่อยากจะรู้ด้วยว่าจะออกมาแบบไหน แต่ที่ผมรู้สึกเป็นห่วงก็คือเสียงทุ้ม เพราะถ้าคนออกแบบพยายามดึงความสามารถของไดเวอร์ AMT ออกมาเยอะๆ โดยทำให้เสียงแหลมของลำโพงคู่นี้ทะยานไปไกลๆ แบบนั้นผมเดาว่า วูฟเฟอร์ 6.5 นิ้วแค่ตัวเดียว ถ้าจะให้ปั๊มเสียงทุ้มตามเสียงแหลมออกมาให้ทัน คงจะทำให้เสียงทุ้มออกมาบางและโทนัลบาลานซ์เอียงไปทางกลางแหลมอย่างแน่นอน

แต่พอคนออกแบบไม่ได้คิดแแบบที่ผมคาด คือจำกัดด้านบนเอาไว้ไม่ให้ไปสูงมาก ปัญหาทางด้านโทนัลบาลานซ์จึงไม่เกิด วูฟเฟอร์ 6.5 นิ้วตัวนั้นทำงานร่วมกับระบบตู้เปิดก็สามารถสร้างความถี่ต่ำออกมารับกับกลางแหลมได้อย่างสมดุลดี หลังจากฟังสองอัลบั้มข้างบนนี้กับ Evo 4.2 คู่นี้แล้ว ผมก็ยิ้มออก เพราะมันให้เสียงทุ้มที่มีครบทั้งสปีดของหัวเสียงที่ฉับไวทันกับสปีดของกลางแหลม และให้ปริมาณของความถี่ต่ำออกมากำลังดี (ในห้องที่ไม่ใหญ่มากเกิน 4 x 6 ตร..) ซึ่งทำให้เห็นว่า การเปลี่ยนแนวการออกแบบท่อระบายอากาศจากยิ่งออกทางด้านหลังมาเป็นยิงลงพื้น (down-firing) ส่งผลดีต่อเสียงอย่างมาก ถือว่าเป็นจุดสำคัญที่ทำให้เสียงของ Wharfedale ซีรี่ย์ Evolution เปลี่ยนไปเยอะมาก และเป็นไปในทิศทางที่ดี เพราะท่อระบายยิงลงพื้นจะไม่ทำให้เกิดปัญหากับหัวเบสที่ยิงออกจากไดเวอร์ในแง่ของเฟสที่รบกวนกัน ผลคือทำให้หัวเบสมีความชัดเจน สะอาด แต่ในขณะเดียวกัน เสียงเบสที่ออกมาจากท่อระบายที่ยิงลงด้านล่างก็จะไปอยู่ทีี่ระดับความถี่ต่ำกว่าหัวเบส กลางเป็นหางเบสที่ช่วยอุ้มเสียงเบสจากหน้าดอกให้มีความอิ่มขึ้น แต่ก็ต้องการกำลังขับเยอะกว่าแบบท่อยิงออกด้านหลัง ทว่าเรื่องของกำลังขับของแอมป์ฯ ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ในปัจจุบันซึ่งแอมป์วัตต์สูงมีแนวโน้มที่หาได้ง่ายขึ้น ราคาถูกลง

ข้อดีอีกอย่างของการยิงมวลอากาศลงพื้นคือทำให้พื้นเวทีเสียงมีความใสกระจ่าง เพราะไม่มีฝุ่นควันของความถี่ต่ำที่ฟุ้งกระจายออกมารบกวนสนามเสียงด้วย

สรุป

ตัดสินได้ไม่ยาก สามารถพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่า Wharfedale : Evo 4.2 คือหนึ่งในลำโพงสองทางวางขาตั้งที่น่าสนใจมากที่สุดในงบประมาณไม่เกิน 30,000 บาท อีกคู่ที่ผมยกให้อยู่ระดับน่าสนใจพอๆ กันสำหรับงบประมาณนี้ นั่นคือ Focal : Chora 806 (REVIEW)

หลังจากทดลองฟังลำโพงในตระกูล Evolution ของ Whafedale มาเกือบทุกซีรี่ย์ ผมต้องขอบอกว่า “Evo4เป็นซีรี่ย์ที่ก้าวกระโดดในการออกแบบจริงๆ และมันก็ให้เสียงที่ก้าวกระโดดไปมาก มากจนคนที่ใช้ลำโพงแพงๆ และคนออกแบบลำโพงแพงๆ ควรจะต้องหันมามอง! /

*************************
ราคา : 24,000 บาท / คู่
*************************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย :
. ไฮไฟ ทาวเวอร์ฯ
โทร. 02-881-7273

facebook: @hifi.tower.3

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า