HDMI® (eARC) หรือ HDMI Enhanced Audio Return Channel คือ การเชื่อมต่อโฮมเธียเตอร์ด้วยคุณภาพเสียงที่ไม่ลดทอน

HDMI เวอร์ชัน 2.1 เป็นเวอร์ชั่นที่มีการอัปเกรดสเปคฯ เยอะมาก โดยเพิ่มความเร็วในการส่งวิดีโอขึ้นไปอีก 300% เมื่อรวมกับเทคนิคการบีบอัดสัญญาณ ทำให้สามารถเพิ่มความเร็วขึ้นไปได้อีก 300% เพิ่มแบนด์วิดธ์ในการถ่ายเทสัญญาณภาพวิดีโอสูงกว่าเวอร์ชั่น HDMI 2.0 ที่ทำได้แค่ 18 Gbps ขึ้นไปที่ 48Gbps!

HDMI 2.1 เพิ่มความสามารถของโฮสต์มากขึ้น อย่างเช่น Dynamic HDR, Variable Refresh Rate (VRR) และ Quick Media Switching ในการใช้คุณสมบัติเหล่านี้ จำเป็นต้องมีการอัพเกรดอุปกรณ์ต้นทาง (source) อย่างเช่น เครื่องเล่นแผ่น, กล่องรับสัญญาณดาวน์เทียมฯ และต้องอัพเกรดอุปกรณ์ปลายทางที่แสดงผลภาพและเสียง อย่างเช่น โทรทัศน์, โปรเจคเตอร์, ซาวนด์บาร์, เอวีรีซีฟเวอร์ ที่รองรับ HDMI 2.1 และสุดท้ายรวมถึงสาย HDMI ที่เป็นเวอร์ชั่น HDMI 2.1 ด้วย ซึ่งในปัจจุบัน ก็เริ่มมีอุปกรณ์ต้นทาง, อุปกรณืปลายทาง รวมถึงสาย HDMI ที่รองรับมาตรฐาน HDMI 2.1 ออกมามากขึ้นแล้ว

เนื่องจากคุณสมบัติแต่ละส่วนของ HDMI 2.1 จะค่อยๆ ปรากฏในผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่ายในช่วงถัดไปหลังจากมาตรฐาน HDMI 2.1 ถูกประกาศใช้เมื่อต้นปี 2017 ซึ่งจะทำให้อุปกรณ์เครื่องเสียงเช่น AV Receivers (AVR) ที่ออกมาก่อนหน้าปี 2017 จะรองรับ HDMI 2.1 ไม่ได้ นั่นก็หมายความว่า แม้ว่าคุณจะเปลี่ยนทีวีใหม่ที่รองรับ HDMI 2.1 แต่ก็จะ “ไม่สามารถ” ปล่อยระบบเสียงที่มีความละเอียดสูง อย่างเช่นฟอร์แม็ต Dolby Atmos และ DTS:X ผ่านช่อง HDMI eARC ของทีวีไปที่ AVR ได้

เพื่อรักษาความเข้ากันได้ของ AVR และอุปกรณ์เครื่องเสียงประเภทอื่น อย่างเช่น Soundbar กลุ่ม HDMI forum ที่ดูแลการพัฒนามาตรฐาน HDMI จึงได้ดีไซน์เทคโนโลยีใหม่ให้กับฟังท์ชั่น ARC (Audio Return Channel) ที่ชื่อว่า “Enhanced Audio Return Channel” (หรือย่อว่า eARC) ขึ้นมา เพื่อให้อุปกรณ์ประเภท AVR และ Soundbar สามารถรองรับสัญญาณเสียงที่มีความละเอียดสูง อย่างเช่น Dolby Atmos และ DTS:X จากโทรทัศน์ได้ผ่านทางช่อง HDMI (eARC) ของทีวีได้อย่างสมบูรณ์โดยไม่มีการลดทอนลง

ข้อดีของ HDMI eARC เมื่อใช้เป็นการเชื่อมต่อในชุดโฮมเธียเตอร์

1. เทคโนโลยี HDMI (eARC) เป็นทางออกเดียว ที่จะทำให้ AVR สามารถทำงานร่วมกับโทรทัศน์รุ่นใหม่ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด (เพราะใน AVR เกือบทุกตัวมีภาคดีโค๊ดเดอร์ Dolby Atmos และ DTS:X อยู่ในตัวอยู่แล้ว)

2. ทำให้ได้คุณภาพเสียงระดับ Hi-Res ที่ดีสมบูรณ์แบบ ด้วยสเปคฯ ของการถ่ายทอดข้อมูลของ HDMI (eARC) ที่สูงกว่าการเชื่อมต่อด้วย Optical ถึงเกือบ 30 เท่า!

3. ออกแบบมาเพื่อการทำงานร่วมกันระหว่างแบรนด์ที่ดียิ่งขึ้น

4. ใช้งานง่ายกว่า

5. การเชื่อมต่อที่เรียบง่าย

ความท้าทายของ AVR กับการอัพเกรดไปข้างหน้า เพื่อความเข้ากันได้ (Forward Compatibility) กับสเปคฯ HDMI (eARC)

ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีโทรทัศน์ได้เปลี่ยนจากมาตรฐานภาพวิดีโอ 1080p มาเป็น 4K ซึ่งผลจากการเปลี่ยนแปลงนี้ ทำให้มีความจำเป็นต้องมีการเปิดตัวเทคโนโลยีการป้องกันการก๊อปปี้ (HDCP = High Definition Copy Protection) ขึ้นมาใหม่เพื่อใช้กับคอนเท็นต์ที่เป็นภาพวิดีโอ 4K ซึ่งการปรับเปลี่ยนมาตรฐาน HDCP ที่ว่านี้ได้ค่อยๆ ผ่านการอัพเกรดมาแล้วหลายครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตามคุณสมบัติของภาพ 4K ที่ถูกเพิ่มเข้ากับ AVR ดังนี้:

1. วิดีโอ 4K30 พร้อม HDCP 1.4
2. วิดีโอ 4K30 พร้อม HDCP 2.2
3. วิดีโอ 4K60 พร้อม HDCP 2.2
4. วิดีโอ 4K60 ที่รองรับ HDCP 2.2 และรองรับฟังท์ชั่น High Dynamic Range (HDR)

ซึ่งนั่นก็หมายความว่า AVR ทุกตัวในท้องตลาด ที่ถูกวางตลาดในฐานะที่เป็น 4K AVRต่างก็ไม่ได้มีประสิทธิภาพในการรองรับกับภาพวิดีโอ 4K ได้เท่ากัน ซึ่งก็มีเพียง AVR ที่เปิดตัวล่าสุดเท่านั้นที่ให้การทำงานร่วมกับภาพวิดีโอ 4K บนแผ่น Blu-ray และคอนเท็นต์ภาพยนตร์ 4K จากแหล่งอื่นๆ ได้เต็มรูปแบบกับมาตรฐานภาพวิดีโอ 4K UHD ของวันนี้

การรักษาความเข้ากันได้ (compactible) อย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เป็นความท้าทายอย่างยิ่ง นี่เป็นปัญหาที่สำคัญอย่างมากสำหรับลูกค้าที่ซื้อ AVR เนื่องจาก AVR มักจะมีอายุการใช้งานที่ยาวนานที่สุดเมื่อเทียบกับอุปกรณ์ชิ้นอื่นๆ ในชุดโฮมเธียเตอร์

HDMI 2.1 eARC ได้รับการออกแบบมาเพื่อปกป้องผู้ซื้อ AVR และผู้ซื้อ Sound Bar จากความล้าสมัยซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อการเปิดตัวคุณสมบัติใหม่ๆ ของมาตรฐาน HDMI 2.1 ออกมา นอกจากนั้น เทคโนโลยี eARC หรือ Enhanced Audio Return Channel ยังได้ช่วยปรับปรุงคุณภาพโดยรวม, ปรับปรุงการทำงานร่วมกัน และปรับปรุงการใช้งานและการเชื่อมต่อของระบบโฮมเธียเตอร์ให้ง่ายขึ้นด้วย

ส่งมอบความเข้ากันได้ (compatibility) ไปข้างหน้าเรื่อยๆ

การเชื่อมต่อระหว่าง Source > AVR > TV ด้วย HDMI (ARC)

การเชื่อมต่อระหว่าง Source > Soundbar > TV ด้วย HDMI (ARC)

eARC จัดการเรื่องความเข้ากันได้ของอุปกรณ์ในชุดโฮมเธียเตอร์ให้เดินไปข้างหน้าได้เรื่อยๆ ด้วยการเปลี่ยนลักษณะการเชื่อมต่อของสัญญาณภาพวิดีโอกับสัญญาณเสียงซะใหม่ ซึ่งในอดีตตอนที่เป็น ARC นั้น อุปกรณ์ต้นทางจะส่งทั้งสัญญาณภาพวิดีโอและสัญญาณเสียงผ่านไปที่ AVR ก่อน จากนั้นจึงค่อยปล่อยเฉพาะสัญญาณภาพวิดีโอไปที่ทีวี/โปรเจคเตอร์

เมื่อทั้งระบบใช้เทคโนโลยี eARC อุปกรณ์ต้นทางจะเชื่อมต่อโดยตรงกับทีวีด้วยสาย HDMI เพื่อส่งทั้งสัญญาณภาพวิดีโอและสัญญาณเสียงไปที่ทีวี จากนั้น ทีวีจะทำการแยกสัญญาณเสียงอย่างเดียวแล้วส่งผ่าน HDMI (eARC) ไปยัง AVR ซึ่งการเชื่อมต่อลักษณะนี้จะข้ามผ่านปัญหาเรื่องฟอร์แม็ตของสัญญาณวิดีโอไปเลย เป็นการช่วยยืดอายุใช้งานของ AVR ที่รองรับเทคโนโลยี eARC ไปได้นาน เมื่อมีการอัพเกรดเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถอัพเกรดผ่านเฟิร์มแวร์ได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนฮาร์ดแวร์ นอกจากนั้น เทคโนโลยี eARC ยังช่วยให้มั่นใจได้ว่าผู้ใช้จะได้รับฟังคุณภาพเสียงของระบบโฮมเธียเตอร์ที่ดีที่สุดตลอดเวลา

การเชื่อมต่อระหว่าง Source > TV > AVR ด้วย HDMI (eARC)

การเชื่อมต่อระหว่าง Source > TV > Soundbar ด้วย HDMI (eARC)

ในการเชื่อมต่อ AVR (ภาพบน) หรือ Soundbar (ภาพล่าง) ที่รองรับ eARC เข้ากับทีวี ให้ใช้สาย “HDMI with ETHERNETต่อจากอุปกรณ์ต้นทาง (source) ไปเข้าที่อินพุต HDMI ของทีวี จากนั้น ให้ใช้สาย HDMI with ETHERNET เชื่อมต่อระหว่างช่อง HDMI (eARC) ของทีวีไปที่ช่องอินพุต HDMI (eARC) ของ AVR หรือ Soundbar

มันง่ายกว่าในการเชื่อมต่อระบบโฮมเธียเตอร์ด้วยวิธีนี้ คือ แทนที่จะใช้รีโมต AVR เพื่อสลับอินพุตบน AVR และรีโมตทีวีเพื่อสลับอินพุตบนทีวี ผู้ใช้ระบบเชื่อมต่อด้วย eARC จะใช้รีโมตทีวีเพื่อจัดการสลับอินพุตทั้งหมด ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่อินพุต HDMI เท่านั้น แต่ยังรวมถึงแอพฯ ที่มีอยู่ในทีวีและอินพุตอื่นๆ

ด้วย เช่น วิดีโออะนาล็อกและเครื่องรับสัญญาณทีวี หากทีวีและ AVR รองรับฟังท์ชั่น CEC สามารถใช้รีโมทของทีวีในการสั่งเปิด/ปิดเครื่อง, เพิ่มระดับเสียงขึ้น/ลง, และปิดเสียงของอุปกรณ์อื่นโดยอัตโนมัติได้ด้วย

ยังสามารถใช้งาน AVR ในลักษณะดั้งเดิมได้ คือเชื่อมต่ออุปกรณ์ต้นทางเข้ากับ AVR แทนที่จะไปเชื่อมต่อเข้าที่ทีวี แต่อย่างไรก็ตาม หากมีอุปกรณ์ต้นทางที่สามารถให้สัญญาณภาพวิดีโอที่สูงกว่าความสามารถรองรับของ AVR เพิ่มเข้ามาในระบบ ก็ให้เชื่อมต่ออุปกรณ์เหล่านั้นตรงเข้ากับโทรทัศน์แล้วใช้ช่อง HDMI (eARC) ส่งสัญญาณเสียงไปให้ AVR ก็ได้

กรณีที่คุณใช้ AVR กับทีวีที่มาจากผู้ผลิตคนละแบรนด์ เทคโนโลยี eARC ได้รับการออกแบบมาเพื่อขจัดปัญหา ความไม่เข้ากันระหว่างทีวีกับ AVR เหล่านั้นด้วย เพราะสัญญาณภาพวิดีโอไม่ได้ไหลผ่าน AVR ผนวกกับกลไกการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องของ eARC นั้นได้ถูกออกแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเทคโนโลยี ARC เดิมมาก

HDMI (eARC) เป็นคุณสมบัติที่ต้องมองหาเมื่อซื้อ HDMI AVR หรือ Soundbar เนื่องจาก eARC เป็นวิธีเดียวที่จะรับประกันความเข้ากันได้ในอนาคตระหว่างอุปกรณ์ที่รองรับมาตรฐาน HDMI 2.1 นอกเหนือจากความเข้ากันได้ในอนาคตแล้ว eARC ยังได้ปรับปรุงในเรื่องความเรียบง่าย, ทางด้านประสิทธิภาพเสียง และความเข้ากันระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ และที่สำคัญก็คือว่า HDMI eARC ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ใช้ต่อเนื่องไปในอนาคตอีกยาวๆ

รายละเอียดทางเทคนิค
eARC ทำงานอย่างไร?

eARC ส่งสัญญาณเสียงบิตเรตสูงจากโทรทัศน์ไปยังอุปกรณ์เสียงโดยใช้สาย “HDMI with ETHERNETสายเชื่อมต่อนี้ได้รับการออกแบบใน HDMI 1.4 ซึ่งสาย HDMI with ETHERNET มีขั้วต่อและ pin (หมุด) เหมือนกับสาย HDMI ทั่วไป อย่างไรก็ตาม ภายในสาย HDMI with ETHERNET หมุดที่ 14, 15 และ 19 เป็นสายชีลด์ที่มีโครงสร้างบิดเกลียว ซึ่งเดิมทีนั้น ตั้งใจจะให้ใช้สำหรับเชื่อมต่อ Ethernet ที่ควบคู่ไปกับ HDMI เดิม

สัญญาณ eARC ที่ส่งมาจากโทรทัศน์นั้นคล้ายคลึงกับรูปแบบของสัญญาณเสียง S/PDIF แต่จะส่งสัญญาณได้สูงถึง 98 เมกะบิตต่อวินาที ส่วนว่าจะใช้เท่าไร ก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบของสัญญาณเสียง ซึ่งความเร็วในการส่งผ่านสัญญาณเสียง PCM แบบไม่บีบอัด จะได้สูงสุดอยู่ที่ประมาณ 37 เมกะบิตต่อวินาที ซึ่งเป็นสปีดที่ใช้ในการส่งผ่านสัญญาณจำนวน 8 แชนเนล ด้วยสัญญาณที่มีระดับแซมปลิ้งเท่ากับ 192kHz/24bit (8 x 192,000 x 2436,864,000 บิตต่อวินาที)

นอกจากจะมีสัญญาณเสียงที่วิ่งจากทีวีผ่านสาย HDMI ไปที่ AVR หรือ Soundbar แล้ว ยังมีสัญญาณข้อมูลที่ใช้สำหรับการสื่อสารสองทิศทาง (bi-directional data) จำนวนหนึ่งเมกะบิตต่อวินาที ถูกส่งไปพร้อมกับสัญญาณเสียงด้วย ซึ่งสัญญาณข้อมูลที่ว่านี้จะประกอบด้วยคำสั่งให้ eARC ของ TV สแกนหาอุปกรณ์เครื่องเสียงที่รองรับ eARC อยู่ในนั้น

สาย HDMI ที่รองรับฟังท์ชั่น HDMI with Ethernet

นอกจากสแกนหาอุปกรณ์เครื่องเสียงที่รองรับ eARC แล้ว สัญญาณข้อมูลที่ว่านี้ ยังมีฟังก์ชั่นอื่น ๆ อีกมาก อาทิเช่น: ช่วยให้ทีวีสามารถตรวจสอบได้ว่า อุปกรณ์เครื่องเสียงตัวนั้นรองรับสัญญาณเสียงได้ระดับไหน ฟอร์แม็ตอะไรบ้าง, ช่วยทำให้ทีวีสามารถส่งข้อมูลไปที่อุปกรณ์เครื่องเสียงเพื่อใช้แก้ไขลิปซิงค์ได้ และช่วยทำให้อุปกรณ์เครื่องเสียงส่งสัญญาณเตือนไปยังโทรทัศน์ เพื่อให้โทรทัศน์ทราบว่าควรมีการปิดเสียงลำโพงในตัวขณะที่ทีวีใช้งานร่วมกับ AVR หรือ Soundbar ซึ่งสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลคำสั่งเหล่านี้ จะมีใช้เฉพาะในอุปกรณ์ (TV, AVR, Soundbar) ที่รองรับ eARC เท่านั้น ไม่มีสัญญาณเหล่านี้อยู่ในการเชื่อมต่อด้วยออปติคัล (TOSLINK) หรือในระบบเสียง S/PDIF และเป็นทางเลือกที่ดีกว่า HDMI (ARC) แบบเก่า

eARC เปรียบเทียบกับการเชื่อมต่อเสียงอื่น ๆ

มีวิธีอื่นในการส่งสัญญาณเสียงจากโทรทัศน์ไปยังอุปกรณ์เครื่องเสียงเช่น optical (TOSLINK) และ HDMI (ARC) อย่างไรก็ตามวิธีการเหล่านี้มีข้อจำกัด ซึ่ง eARC ทำได้ดีกว่า ตารางเปรียบเทียบด้านล่างแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างบางประการ

ประโยชน์หลักของ eARC คือรองรับรูปแบบของระบบภาพวิดีโอและระบบเสียงเซอร์ราวนด์ที่ใช้ในโฮมเธียเตอร์ทั้งหมด ซึ่งฟังท์ชั่น HDMI (ARC) ที่ใช้ในมาตรฐาน HDMI 1.4 เวอร์ชั่นก่อนหน้านี้ ใช้วิธีส่งสัญญาณภาพวิดีโอและเสียงผ่านทาง pin เดียวของขั้วต่อ HDMI ซึ่งรองรับความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลเพียงแค่ 1 Mbit/sec (1 เมกกะบิต ต่อ วินาที) เท่านั้น ทำให้ไม่เพียงพอสำหรับการส่งผ่านสัญญาณภาพวิดีโอและสัยญาณเสียงที่เป็นฟอร์แม็ตสูงๆ ในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรูปแบบบลูเรย์เสียงมักใช้แบนด์วิดธ์ที่สูงกว่ามาตรฐานของ TOSLINK และ HDMI (ARC) เดิม อย่างเช่น ระบบภาพ 4K/60Hz และระบบเสียง Dolby Atmos/DTS:X

ช่อง eARC ที่ติดตั้งในตัวอุปกรณ์ยุคใหม่ๆ มีจุดประสงค์เพื่อปรับปรุงในแง่ความเสถียร และความเข้ากันได้ที่ดีเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับ ARC แบบเก่า โดยเฉพาะการสแกนและเชื่อมต่อกับ AVR และ Soundbar ที่ลื่นไหลมากกว่า แม้ว่ามาตรฐาน HDMI (ARC) แบบเก่าจะมีโปรโตคอลที่ให้ส่งข้อความสื่อสารระหว่างอุปกรณ์แบบเดียวกับที่ใช้ใน eARC แต่การส่งข้อความเหล่านี้ขึ้นอยู่กับ HDMI CEC ซึ่ง pin ของ CEC ใน HDMI ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้อุปกรณ์รับ/ส่งคำสั่งการควบคุมระยะไกลระหว่างกัน แต่น่าเสียดายที่ผู้ผลิตแต่ละรายได้นำ CEC ไปใช้ในวิธีการที่เป็นกรรมสิทธิ์ของแต่ละเจ้า ทำให้ขาดความเสถียรในการใช้งานร่วมกับแบรนด์อื่นๆ บางครั้ง CEC ถูกปิดและบางครั้งก็ถูกเปิดขึ้นมาใช้ ซึ่งอาจทำให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ในการใช้งาน เพื่อขจัดปัญหาเหล่านี้ eARC ได้รับการออกแบบโดยไม่ต้องพึ่งพา CEC ในเวลาเดียวกัน อุปกรณ์ที่รองรับ eARC สามารถออกแบบให้ย้อนกลับไปรองรับโหมด ARC โดยอัตโนมัติหากพบว่าอุปกรณ์ AVR หรือ Soundbar ที่ต่อเชื่อมกันไม่รองรับ eARC

เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพของภาพวิดีโอ, ประสิทธิภาพเสียง และความลื่นไหลในการควบคุมสั่งงานสูงสุด ทีวีกับ AVR หรือ Soundbar จำเป็นต้องรองรับ eARC

มีคำถามที่พบบ่อยหนึ่งข้อ: หากการออกแบบของ eARC เอาชนะปัญหาบางอย่างของ CEC ได้แล้ว เหตุใด eARC จึงยังต้องพึ่งพา CEC สำหรับคำสั่งการควบคุมระยะไกลของผู้ใช้แบบอัตโนมัติ? นี่เป็นเพราะช่องข้อมูล eARC ถูกออกแบบมาให้รองรับการทำงานเฉพาะภายในระบบเท่านั้น เช่น การค้นหาและตั้งค่าลิงก์ eARC, การกำหนดรูปแบบและการปรับลิปซิงค์ นั่นคือ eARC ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ใช้ส่งคำสั่งพื้นๆ ของผู้ใช้ไปที่อุปกรณ์ อย่างเช่น ปรับระดับเสียงเพิ่ม/ลด (volume +/-) และปิดชั่วคราว (mute) การที่ HDMI forum ตัดสินใจแบบนี้ก็เนื่องจากเห็นว่าผู้ใช้มีทางเลือกหลายวิธีในการส่งคำสั่งพื้นๆ ข้างต้นระหว่างทีวีกับอุปกรณ์เครื่องเสียง ไม่ว่าจะส่งผ่านรีโมทไร้สายของทีวีหรืออุปกรณ์เครื่องเสียงเอง หรือสั่งงานผ่านแอพลิเคชั่นก็ได้ ทาง HDMI forum พัฒนา eARC ขึ้นมาโดยตั้งใจตัดฟังก์ชั่นการควบคุมระยะไกลออกไปจาก eARC เพื่อป้องกันปัญหาการใช้งานที่ไม่พึงประสงค์ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ ดังนั้น ถ้าต้องการให้ eARC สั่งเปิดเครื่องอัตโนมัติ จึงต้องอาศัยคำสั่ง “เปิดเครื่องอัตโนมัติ” ของ CEC มาใช้นั่นเอง

ประเด็นสำคัญของการพัฒนา eARC ก็เพื่อทำให้อุปกรณ์ในระบบโฮมเธียเตอร์สามารถรองรับคุณภาพของมาตรฐานภาพวิดีโอ และคุณภาพเสียงที่เป็นฟอร์แม็ตล่าสุดได้นั่นเอง

eARC ไม่เพียงบายพาสการเชื่อมต่อ CEC เท่านั้น แต่รวมถึงการเชื่อมต่อ HDMI ที่เหลือด้วย โดยเปลี่ยนลักษณะการเชื่อมต่อสัญญาณของ pin บนขั้วต่อ HDMI 2.0 เดิมไปเป็นรูปแบบใหม่ที่ใช้ในเวอร์ชั่น HDMI 2.1 ด้วย ซึ่งคนที่ซื้อทีวีใหม่อาจจะมีความกังวลเกี่ยวกับการเชื่อมต่อกับ AVR หรือ Soundbar ที่ยังใช้มาตรฐาน ARC เดิม หรือซื้อ AVR หรือ Soundbar ใหม่ที่รองรับ eARC แต่นำมาใช้กับทีวีรุ่นเก่าที่รองรับ ARC กรณีนี้ คุณต้องเปิดใช้งานฟังท์ชั่น CEC เพื่อให้ทีวีและอุปกรณ์เครื่องเสียงสามารถเชื่อมต่อกันได้

eARC สามารถลดค่าใช้จ่ายสำหรับอุปกรณ์เครื่องเสียงได้ เนื่องจากไม่จำเป็นต้องใช้ AVR หรือ Soundbar ที่มีช่อง input/output ที่รองรับการส่งผ่านสัญญาณด้วยความเร็วสูงระดับ 48G ของมาตรฐาน HDMI 2.1 จำนวนหลายๆ ช่อง ในอนาคต ทีวีจะเข้ามามีบทบาทเป็น ศูนย์กลางของการเชื่อมต่อแทน AVR หรือ Soundbar ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อเพื่อรับ/ส่งสัญญาณและคำสั่งผ่านการเชื่อมต่อแบบใช้สาย (wired) และผ่านการเชื่อมต่อแบบไร้สาย (wireless) ที่มีความละเอียดของสัญญาณสูงขึ้นในอนาคต

eARC แบนด์วิดธ์

การพัฒนา eARC ตั้งเป้าไปที่ขนาดของข้อมูลเสียงที่รองรับได้สูงสุดที่ 36.8Mb/s ซึ่งเป็นสปีดที่พอดีกันกับสปีดของการรับ/ส่งสัญญาณเสียง PCM ระดับ 192kHz/24bit จำนวน 8 แชนเนล พร้อมกัน ซึ่งเป็นแบนด์วิดธ์สูงสุดที่ Blu-ray ใช้ในการส่งผ่านสัญญาณเสียง นอกจากนั้น สปีดสูงสุดที่ 36.8Mb/s นี้ยังสอดคล้องกับแบนด์วิดธ์ในการส่งผ่านสัญญาณเสียงของอินเทอร์เฟซ I2S จำนวน 4 แชนเนล ซึ่งเป็นอินเทอร์เฟซที่ใช้รับ/ส่งสัญญาณเสียงระหว่างชิปต่อชิป มักใช้เพื่อส่งสัญญาณเสียงภายในอุปกรณ์เสียงระดับไฮเอ็นด์ สุดท้าย eARC ถูกออกแบบให้ทำงานกับสาย HDMI with ETHERNET ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับอีเธอร์เน็ตสปีด 100 Mb/s ซึ่งแบนด์วิดธ์สูงสุดของ eARC อยู่ที่ระดับ 98Mb/s จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับสาน HDMI with ETHERNET ที่ใช้งานกันอยู่ในปัจจุบัน

ฟอร์แมตเสียงที่รองรับ

ด้านล่างเป็นรายการฟอร์แม็ตเสียงที่ eARC สามารถรองรับได้:

ฟอร์แม็ตที่ไม่บีบอัด (un-compress formats):

2 ถึง 8 แชนเนล ด้วยแซมปลิ้งเรตทุกค่าที่มาตรฐาน HDMI รองรับ, สูงสุดที่แซมปลิ้ง 192kHz และความละเอียดสัญญาณ 24bit
สูงสุดได้ถึง 32 แชนเนล แปรผันไปตามอัตราแซมปลิ้งเรตของสัญญาณ เช่น 16 แชนเนลๆ ละ 96kHz หรือ 32 แชนเนลๆ ละ 48kHz

ฟอร์แม็ต Dolby:

– Dolby Digital (AC-3)
– AC-4
– Dolby Digital Plus (E-AC-3, แบนด์วิดธ์ = 192kHz x 2 ch x 16bit)
– Dolby TrueHD
– Dolby Atmos

ฟอร์แม็ต DTS:

– DTS
– DTS-HD Master Audio
– DTS: X

ฟอร์แม็ต Fraunhofer:

– MP3
– AAC-LC
– HE-AAC
– HE-AACv2
– AAC-LC และ HE-AAC ผสมด้วย MPEG เซอร์ราวนด์
– MPEG-H 3D Audio

HDMI forum ไม่ได้กำหนดหรือจำกัดรูปแบบที่สามารถใช้และไม่สามารถใช้งานได้กับ eARC ดังนั้นจึงสามารถเพิ่มฟอร์แม็ตได้มากขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตาม มีสองฟอร์แม็ตของระบบเสียง ซึ่งอาจมีปัญหากับ eARC นั่นคือ DVD-Audio และ Super Audio CD เหล่านี้เป็นแผ่นดิสก์เสียงอย่างเดียวที่ล้าสมัยไปแล้ว สาเหตุก็เป็นเพราะว่าแทรคเสียงของฟอร์แม็ต DVD-Audio นั้นไม่เหมือนกับแทรคเสียงจากแผ่น DVD-Video และแทรคเสียงของฟอร์แม็ต SACD ก็ไม่เหมือนกับแทรคเสียงจากฟอร์แม็ต CD/

*************************
บทความที่เกี่ยวข้อง:
– มาดูสเปคซิฟิเคชั่นของมาตรฐาน HDMI 2.1 เพื่อประสิทธิภาพของภาพและเสียงที่ดีขึ้น!
– “HDMI ARC” คืออะไร?

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า