รีวิวเครื่องเสียง Ayre รุ่น QB-9 DSD ดีทูเอ คอนเวิร์ตเตอร์

ผมทดสอบ QB-9 เวอร์ชั่นแรกสุดไปเมื่อ เดือนพฤศจิกายน ปี 2009 ในขณะนั้นช่อง USB ของ ext.DAC ตัวนี้ยังใช้ USB version 1.1 จึงรองรับไฟล์เพลงได้สูงสุดแค่ PCM 24/96 เท่านั้น หลังจากนั้นผ่านไปเกือบสองปี ล่วงมาถึงเดือนเมษายน ปี 2011 ทาง Ayre Acoustics ได้ทำการอัพเกรด QB-9 ให้สามารถรองรับไฟล์ข้อมูลเพลงได้สูงขึ้นถึงระดับ 24/192 ซึ่งถือว่าเป็น QB-9 เจนเนอเรชั่นที่สอง

การเปลี่ยนแปลงจากเวอร์ชั่นแรก (QB-9 PCM 24/96) มาเป็นเวอร์ชั่นที่สอง (QB-9 PCM 24/192) เกิดขึ้นทั้งในส่วนของฮาร์ดแวร์ คือพวกเขาทำการเปลี่ยนภาค USB receiver ให้เป็น USB 2.0 ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ถูกปรับปรุงขึ้นมาจาก USB 1.1 เดิม

ประเด็นสำคัญของการปรับปรุงก็คือ speed ในการส่งถ่ายข้อมูลที่สูงขึ้นมาก จาก 12MB/sec. ของมาตรฐาน USB 1.1 ขึ้นไปเป็น 480MB/sec. สำหรับมาตรฐาน USB 2.0 นั่นทำให้ QB-9 เจนเนอเรชั่นที่สองปี 2011 สามารถรองรับการส่งผ่านไฟล์ข้อมูลเพลงได้สูงถึงระดับ 24/192

จากเมษายน ปี 2011 ทิ้งเวลามาอีก 27 เดือน ล่วงถึงกรกฎาคม ปี 2013 ท่ามกลางกระแสอันร้อนแรงของฟอร์แม็ต DSD ที่กำลังคุกรุ่นไปทั่วโลก คุณ ชาลี แฮนเซ่น (ปัจจุบันได้ล่วงลับไปแล้ว) กับทีมเอนจิเนียร์ของ Ayre Acoustics ก็ประกาศอัพเกรด QB-9 อีกครั้งเป็นครั้งที่สาม จุดใหญ่ใจความของพัฒนาการครั้งนี้ก็เพื่อเสริมความสามารถในการรองรับไฟล์ข้อมูลเพลงที่เป็นฟอร์แม็ต DSD นั่นเอง

ดีไซน์ภายนอก+ภายใน

รูปร่างภายนอกของ QB-9 เหมือนกันหมดตั้งแต่เจนเนอเรชั่นแรก QB-9 มาจนถึงเจนเนอเรชั่นที่สาม QB-9 DSD ตัวนี้ ดีไซน์ของตัวถังเครื่องถูกออกแบบมาให้ดูกลมกลืนกับเครื่องเสียงรุ่นอื่นๆ ของ Ayre Acoustics แต่ต่างกันที่ขนาดความกว้างของแผงหน้าที่แคบลง เหลือแค่ครึ่งเดียวของเครื่องมาตรฐาน 17 นิ้ว

ผิวตัวถังเครื่องเป็นอะลูมิเนียมปัดเสี้ยนที่มีเนื้องานเรียบร้อยมาก โชว์ผิวอะลูฯ เพียวๆ ให้ลูบคลำได้เนียนมือโดยไม่มีความบาดคมเลย เหลี่ยมมุมบนตัวถังถูกปาดโค้งดูนวลตา แผงหน้าเรียบ แต่ดูหรูสุดๆ แนวมินิมอลิสต์ ที่ปรากฏต่อสายตาก็มีเพียงจอแสดงผลขนาดใหญ่อยู่กลางแผงหน้าเท่านั้น ไม่มีปุ่ม ไม่มีคอนโทรลใดๆ เลย

อินเตอร์เฟซที่จำเป็นคือขั้วต่ออินพุต USB, ขั้วต่อเอาต์พุตอะนาลอก RCA และ XLR อย่างละหนึ่งคู่, DIP-switch สำหรับปรับตั้งค่า รวมถึงขั้วต่อสายไฟเอซี เหล่านี้ถูกติดตั้งอยู่บนแผงหลังทั้งหมด

1 : ช่องเชื่อมต่อกับระบบควบคุมเฉพาะของ Ayre Acoustics ที่ชื่อว่าระบบ “AyreLink
2 : ช่องเอาต์พุตสำหรับสัญญาณอะนาลอกเอาต์พุตแบบบาลานซ์ (ขั้วต่อ XLR)
3 : ช่องเอาต์พุตสำหรับสัญญาณอะนาลอกเอาต์พุตแบบอันบาลานซ์ (ขั้วต่อ RCA)
4 : DIP switch
5 : ช่องอินพุต USB
6 : ช่องเสียบสายไฟเอซี

โครงสร้างหลักในตัวเครื่อง QB-9 ประกอบด้วยแผงวงจรหลักๆ อยู่ 2 บอร์ด แผงใหญ่คือบอร์ดที่ติดตั้งวงจรการทำงานของภาค clock, ภาค DAC และภาคอะนาลอก เอาต์พุตอยู่ด้วยกัน ส่วนแผงเล็กนั้นติดตั้งวงจรที่ทำงานเกี่ยวกับภาค USB receiver อย่างเดียว ซึ่งทั้งสองบอร์ดนี้ได้ถูกแยกไฟเลี้ยงออกจากกันอย่างเด็ดขาด

ที่ขั้วไฟเอซีตรงขาเข้าจะถูกจั๊มแยกไฟออกเป็นสองชุด ส่งจ่ายให้บอร์ดละชุด ชุดหนึ่งไปพันผ่านฟิลเตอร์ก่อนจะย้อนกลับมาเลี้ยงบอร์ด USB receiver อีกชุดไปผ่านทรานฟอร์เมอร์แกน EI ก่อนจะส่งผ่านมาเลี้ยงบอร์ดใหญ่ (ต่อไปจะเรียก ออดิโอ บอร์ด)

จากเจนเนอเรชั่นแรก 2009 (24/96)
เป็นเจนเนอเรชั่นที่สอง 2011 (24/192) 

ความเปลี่ยนแปลงระหว่าง QB-9 เจนเนอเรชั่นแรก (2009) กับเจนเนอเรชั่นที่สอง (2011) เกิดขึ้นทั้งบนบอร์ด USB receiver และออดิโอ บอร์ด คือบนบอร์ด USB receiver ของเจนเนอเรชั่นที่สองได้เปลี่ยนชิปที่ทำหน้าที่รองรับไฟล์ข้อมูลจากคอมพิวเตอร์จากเดิมใช้ของ TI เบอร์ TAS1020B มาเป็นชิปของ XMOS เบอร์ XS1-L1A-TQ128 เป็นชิปที่สามารถสร้างสัญญาณนาฬิกาได้สูงถึง 400MHz เกือบเต็มความสามารถของ USB 2.0 ซึ่งใน ext.DAC รุ่นใหม่ๆ หลายตัวก็ใช้ชิปตัวนี้เหมือนกัน

ส่วนออดิโอ บอร์ดของเจนเนอเรชั่นสองได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากที่วงจรอะนาลอก เอาต์พุต ซึ่งเปลี่ยนมาใช้วงจรเอาต์พุตแบบโบราณที่มีชื่อเรียกว่า Diamond circuit ซึ่งเป็นวงจรอิเล็กทรอนิคที่ใช้เชื่อมโยงระหว่างภาคอะนาลอก เอาต์พุตของภาค DAC ออกไปที่ขั้วต่อ analog out ของตัว QB-9 ซึ่งว่ากันว่า วงจรอะนาลอกเอาต์พุตแบบ diamond circuit นี้ให้พฤติกรรมในการเชื่อมโยงสัญญาณเอาต์พุตของ DAC ในลักษณะที่คล้ายกับธรรมชาติของสัญญาณดิจิตัล จึงทำให้สัญญาณอะนาลอกเอาต์พุตของ QB-9 มีความเที่ยงตรงแม่นยำเหมือนสัญญาณอะนาลอกที่ออกมาจากชิป DAC มากที่สุด ไม่ถูกทำให้บิดเบือนไปเพราะการทำงานที่หน่วงช้าของวงจรขยายรูปแบบอื่นๆ

ส่วนชิป DAC ที่ใช้ทำหน้าที่ในการแปลงสัญญาณดิจิตัลให้เป็นอะนาลอกสำหรับใน QB-9 เจนเนอเรชั่นที่สองก็ยังคงใช้ชิปของยี่ห้อ BurrBrown เบอร์ DSD1976 (ข้อมูลบางที่ระบุเป็นเบอร์ DSD1972A ตรงนี้ถือว่าเป็นการ revise หรือปรับปรุงในระดับ minor change ที่เกิดขึ้นในระหว่างเจนเนอเรชั่น) เหมือนในเจนเนอเรชั่นแรก
และยังคงใช้ชิป Spartan ของ Xilinx เบอร์ XC3S200A เป็นที่เก็บการทำงานของวงจร digital filter แบบ minimum phase, digital volume control รวมถึงฟังท์ชั่นที่ควบคุมการทำงานอื่นๆ ของ QB-9 เอาไว้

จากเจนเนอเรชั่นที่สอง 2011 (24/192)
เป็นเจนเนอเรชั่นที่สาม 2013 (24/192 & DSD64)

ความเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องจากเจนเนอเรชั่นที่สองมาถึงเจนเนอเรชั่นที่สามของปี 2013 มีอยู่หลายจุด ทั้งบนบอร์ด USB receiver และบนออดิโอ บอร์ด

ถ้าเปิดฝาเครื่องออกดูภายในเทียบกันจะเห็นว่า บนบอร์ด USB receiver ของเวอร์ชั่นที่สามนี้จะปรากฏว่ามีบอร์ดเล็กๆ วางคร่อมอยู่บนบอร์ดเดิมอีกหนึ่งบอร์ด ซึ่งหน้าที่ของบอร์ดนี้ก็คือจ่ายไฟเลี้ยงให้กับภาค USB receiver บนตัว QB-9 แทนที่ไฟเลี้ยงที่ส่งมาจากคอมพิวเตอร์ (ทาง USB)

มรรคผลที่ได้จากการทำเช่นนี้มีอยู่ 2 ข้อหลักๆ คือ 1) ช่วยลดสัญญาณรบกวนที่มาจากภาคจ่ายไฟของคอมพิวเตอร์ไม่ให้แพร่ผ่านมาถึงภาค USB receiver ในตัว QB-9 และ 2) จัดระบบไฟเลี้ยงที่มีคุณภาพดีกว่าไฟเลี้ยงจากคอมพิวเตอร์

ด้านในของ QB-9 เวอร์ชั่นที่สาม (QB-9 DSD)
(ในวงสีเขียวคือภาคอะนาลอก เอาต์พุต)

พื้นที่บนออดิโอ บอร์ดตรงตำแหน่งที่ติดตั้งวงจร diamond output ของเจนเนอเรชั่นสามนี้จะสังเกตเห็นว่ามีการใช้แผ่น thermal pad ลักษณะเหมือนหมากฝรั่งสีชมพู ปิดทับไว้เพื่อเกลี่ยอุณหภูมิที่เกิดขึ้นกับคอมโพเน้นต์แต่ละตัวบนวงจรให้เสมอกัน อีกทั้งเป็นการ dampling ช่วยลดเรโซแนนซ์ไปในตัวด้วย เป็นเทคนิคที่ใช้รักษาการทำงานของวงจรให้มีเสถียรภาพคงที่นั่นเอง

ซึ่งอุณหภูมินี้จะส่งผลต่อการทำงานของวงจร diamond output และเกี่ยวเนื่องไปถึงคุณภาพเสียงด้วย ในสองเจนเนอเรชั่นก่อนหน้าไม่มีแผ่นนี้ปิดอยู่

นอกจากนั้น คุณชาลี ยังได้คอมเมนต์ไว้บนอินเตอร์เน็ตผ่านฟอรั่ม computeraudiophile ว่าเขากับทีมออกแบบยังได้ทำการเปลี่ยนแปลงภาคเพาเวอร์ซัพพลายของวงจรอะนาลอก เอาต์พุตอีกด้วยเพื่อยกระดับคุณภาพเสียง (คนที่ใช้ QB-9 เวอร์ชั่นที่ต่ำกว่า QB-9 DSD สามารถส่งไปอัพเกรดได้โดยเสียค่าใช้จ่ายต่างกันตามแต่เจนเนอเรชั่นของคุณ สนใจก็ติดต่อทางผู้นำเข้า หรือร้านดีลเลอร์ที่คุณซื้อมา)

สเปคซิฟิเคชั่น

รายละเอียดบนสเปคฯ ของ QB-9 DSD เป็นอะไรที่แปลกตาพอสมควร ext.DAC ที่ผมเคยทดสอบผ่านๆ ไปยังไม่เคยเจอตัวไหนที่ระบุว่าให้แบนด์วิธของเสียงด้านต่ำลงไปได้ถึงระดับ DC หรือ 0Hz มาก่อน โดยมากแล้วต่ำสุดจะอยู่ที่ 20Hz ซะเป็นส่วนใหญ่ แม้แต่ตัวที่อยู่ในระดับไฮเอ็นด์ฯ

ส่วนด้านบนก็มักจะไปได้แค่ 20kHz หรือมากกว่านั้นก็มีบ้างแต่เกือบทั้งหมดที่ผมเจอมามักจะให้สัญญาณอะนาลอก เอาต์พุตออกมาแค่ช่วงเดียว ครอบคลุมทุกระดับเรโซลูชั่นของไฟล์เพลงที่เล่น ไม่ว่าจะเป็น 44.1/ 48/ 88.2/ 96/ 176.4 หรือ192kHz หรือขนาดรุ่น Vega ของยี่ห้อ Auralic ที่เล่นไฟล์ DSD64 และ DSD128 ไปจนถึงระดับสูงสุดที่ DXD 384kHz ก็ยังเคลมสเปคฯ frequency response อยู่ที่ 20Hz-20kHz ค่าเดียวเท่านั้นเอง

สัญญาณอะนาลอก เอาต์พุตของ QB-9 DSD ตัวนี้ให้ความกว้างของย่านความถี่ออกมาไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับไฟล์เพลงที่ป้อนเข้าไป ผมไม่รู้รายละเอียดว่าวงจร digital filter แบบ minimum phase ที่คุณชาลีออกแบบเอาไว้จะทำการกรองความถี่แบบไหน ทำไมถึงสามารถเปลี่ยนแปลงแบนด์วิธของสัญญาณอะนาลอก เอาต์พุตให้ถ่างกว้างออกไปตาม sampling rate ของไฟล์เพลงได้.?

จุดที่น่าสังเกตคือ เมื่อเล่นไฟล์ PCM ที่มีแซมปลิ้งเรตเท่ากับ 176.4kHz จะได้ bandwith ของเสียงออกมาเท่ากับตอนเล่นไฟล์ DSD64 เป๊ะๆ คือตั้งแต่ DC (0Hz) ขึ้นไปจนถึง 80kHz คล้ายกับว่า QB-9 DSD ใช้ฟิลเตอร์ตัวเดียวกันในการกรองสัญญาณตอนเล่นไฟล์ PCM 176.4kHz กับตอนเล่นไฟล์ DSD64

ส่วนแบนด์วิธของสัญญาณอะนาลอก เอาต์พุตที่กว้างที่สุดที่ได้จาก QB-9 DSD ตัวนี้คือ DC ถึง 88kHz ซึ่งได้จากการเล่นไฟล์ PCM ที่ระดับ 24/192 อัตราส่วนของเกนสัญญาณเทียบกับเกนของสัญญาณรบกวน หรือ S/N ratio ของ QB-9 DSD วัดค่าได้เท่ากับ 110dB ถือว่าไม่สูงมาก..

แม็ทชิ่ง + เซ็ตอัพ

ถ้าใช้คอมพิวเตอร์พีซีเล่นกับ QB-9 DSD ด้วยระบบปฏิบัติการของ windows คุณต้องลงไดเวอร์พิเศษ แต่ถ้าใช้คอมพิวเตอร์ Mac ของแอปเปิ้ลไม่ต้องลงไดเวอร์พิเศษเพิ่มเติม และต้องขอบอกว่า สมรรถนะของคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานร่วมกับ QB-9 DSD จะส่งผลต่อคุณภาพเสียงมากพอสมควร

ทั้งนี้รวมถึงโปรแกรมเพลเยอร์ที่ใช้ด้วย ในการทดสอบครั้งนี้ผมใช้โปรแกรม Audirvana Plus เล่นไฟล์เพลงบนคอมพิวเตอร์ MacBook Air (RAM 4GB/Solid State Drive) สลับกับบน Mac Mini (เปลี่ยนอินเทอร์นอล ฮาร์ดดิสเป็นโซลิดสเตทและอัพแรมเพิ่มเป็น 16GB) และใช้แผ่นสลายคลื่นรบกวนของ Mistral ด้วยทั้งกับ MacBook Air และ Mac Mini

ส่วนสาย USB ผมใช้สายของ iFi-Audio รุ่น Gemini เฉพาะเส้นที่นำข้อมูลอย่างเดียวเป็นสายเชื่อมต่อในการส่งไฟล์เพลงจากคอมพิวเตอร์ไปที่อินพุต USB ของ QB-9 DSD คุณภาพของสายไฟเอซีก็มีผลต่อคุณภาพเสียงที่ได้จาก DAC ตัวนี้เช่นกัน

ใครที่ตัดสินใจซื้อ QB-9 DSD ตัวนี้ไปใช้ควรจะทดลองหาสายไฟเอซีที่มีคุณภาพดีมาจับคู่เพื่อไฟน์จูนเสียงไปตามรสนิยมของคุณ ผมได้ทดลองใช้สาย USB รุ่น Gemini ของ iFi-Audio เส้นที่ส่งผ่านเฉพาะสัญญาณเสียงอย่างเดียว (ไม่มีไฟเลี้ยง) มาเชื่อมต่อระหว่างช่อง USB ของคอมพิวเตอร์ MacBook Air กับช่อง USB ของ QB-9 DSD ตัวนี้ เพื่อเช็กดูว่า วงจรไฟเลี้ยงสำหรับภาค USB receiver ภายในตัว QB-9 จะสามารถทำงานได้ผลตามที่มันถูกออกแบบมาจริงรึเปล่า.? ปรากฏว่าได้ครับ มีเสียงออกตามปกติ (ผมทดลองทำแบบนี้กับ ext.DAC ตัวอื่นแล้วปรากฏว่า ext.DAC เหล่านั้นไม่ทำงาน) และเสียงที่ได้ก็รู้สึกได้เลยว่ามีความสะอาดกว่าใช้สาย USB ธรรมดาที่เชื่อมต่อครบทั้งไฟเลี้ยงและข้อมูลมาในเส้นเดียวกัน

ผลลัพธ์ที่ได้นับว่าน่าแปลก เพราะปกติแล้ว ตอนมาถึงช่อง USB ของตัว QB-9 DSD ไฟเลี้ยงจากคอมพิวเตอร์ที่มากับสาย USB ธรรมดาควรจะถูกตัดลงดินก่อนจะถูกส่งเข้ามาถึงชิป USB receiver ไม่ควรจะมีผลรบกวนอะไรต่อเสียง แต่ที่ผมได้ยินคือสาย USB ธรรมดายังให้ความสะอาดของเสียงไม่ได้ดีเท่ากับสายรุ่น Gemini ของ iFi-Audio ที่ส่งแต่ข้อมูลอย่างเดียว

ต้นเหตุที่น่าจะเป็นไปได้คงเป็นเพราะว่า ไฟเลี้ยงที่วิ่งคู่มากับข้อมูลของสาย USB ธรรมดาส่งผลรบกวนข้อมูลตอนที่วิ่งตีคู่กันมาบนสายก่อนจะถึงช่อง USB ของ QB-9 DSD นั่นเอง

อย่าลืมว่าที่บั้นท้ายของ QB-9 DSD ข้างๆ ขั้วต่อ XLR ข้างซ้ายมี DIP switch อยู่ 4 ตัว (กรอบสีเขียวในภาพ) สวิทช์ตัวแรกนั้นสำคัญนัก เป็นรูปแบบของวงจร digital filter แนะนำให้ทดลองปรับเลือกฟังระหว่าง Listen กับ Measure สำหรับผมเลือกฟังที่ Listen ตลอด

อีกจุดที่มีผลต่อคุณภาพเสียงโดยตรงก็คือช่องอะนาลอก เอาต์พุต ซึ่งหากแอมป์ฯ ที่คุณใช้มีช่องอินพุต XLR มาให้ อย่าเพิ่งไปสนใจว่าช่องอินพุต XLR ที่แอมป์ของคุณจะเป็นบาลานซ์แท้หรือเทียม แนะนำให้ทดลองฟังดูก่อนแล้วเทียบกับเอาต์พุตที่ช่อง RCA ชอบแบบไหนก็ฟังแบบนั้น

เนื่องจากสองช่องนี้ควรจะให้เสียงออกมาต่างกัน เนื่องจากความแรงเอาต์พุตที่ให้ต่างกันถึง 2 เท่าคือ 2Vrms ที่ช่อง RCA และ 4Vrms ที่ช่อง XLR แต่หากต้องการเอา QB-9 DSD เป็นตัวตั้ง แล้วตั้งใจจะเซ็ตอัพซิสเต็มที่ให้เสียงดี แนะนำให้หาแอมป์ที่ออกแบบวงจรขยายที่เป็นแบบบาลานซ์แท้มาแม็ทชิ่งกับ QB-9 DSD ตัวนี้แล้วเชื่อมต่อกันด้วยสายบาลานซ์ XLR ที่มีคุณภาพสูงๆ แบบนี้คุณถึงจะได้ทั้งประสิทธิภาพและคุณภาพเสียงของ QB-9 DSD ออกมาเต็มที่อย่างที่ควรจะเป็น

ลักษณะเสียง & คุณภาพเสียง

ใครที่เคยได้ยินเขาว่า หรือส่วนตัวเคยลองฟัง USB-DAC มาก่อนแล้วไม่ชอบเพราะติว่าเสียงบาง ผมอยากจะแนะนำให้ไปลองฟังเสียงของ QB-9 DSD ตัวนี้ดูสักหน่อย..

ซึ่งผมเชื่อว่า ถ้าคุณได้ฟังแล้วยังรู้สึกว่าเสียงของ QB-9 DSD ตัวนี้บางไป ถ้ายังอยากจะเล่น USB-DAC อยู่อีก ผมแนะนำให้คุณมองแต่ USB-DAC ที่มีราคาสามแสนบาทขึ้นไปเท่านั้น.!

ในฐานะที่ผมใช้งาน QB-9 มาตั้งแต่เจนเนอเรชั่นแรกจนถึงเจนเนอเรชั่นที่สามตัวนี้ ผมบอกคุณได้เลยว่า ตอนอัพฯ จากเจนเนอเรชั่นแรกมาเป็นเจนเนอเรชั่นสองนั้น คุณภาพเสียงของ QB-9 ดีขึ้นไม่เกิน 30% เท่านั้นเอง แต่พอมาถึงเจนเนอเรชั่นที่สามนี้ ผมกล้าพูดได้เลยว่า คุณภาพของเจนเนอเรชั่นสามนี้ถูกอัพฯ ขึ้นไปสูงกว่าเจนเนอเรชั่นสองเกิน 50%

ถ้าอยากจะรู้ว่า ความแตกต่างที่ระบุเป็นเปอร์เซ็นต์นั้นใช้อะไรวัด.? ผมประเมินเอาจากคุณภาพโดยรวมเฉลี่ยกันในแต่ละคุณสมบัติของเสียง อาทิ ไดนามิก, เนื้อเสียง, ซาวนด์สเตจ, ฮาร์มอนิก ฯลฯ และหากยังสงสัยว่า ระหว่างไม่เกิน 30% กับ 50% นั้นวัดกันอย่างไร.?

ง่ายๆ สำหรับคุณที่เป็นมือใหม่ ถ้าคุณทดลองฟังเปรียบเทียบระหว่างเจนเนอเรชั่นแรกกับเจนเนอเรชั่นที่สองซึ่งผมประเมินความแตกต่างอยู่ที่ไม่เกิน 30% นั้น คุณอาจจะต้องใช้เวลาในการฟังเทียบสักพักหนึ่ง อาจจะต้องเปิดเพลงตัวอย่างให้ฟังสัก 2-3 เพลงถึงจะเริ่มจับความแตกต่างได้

แต่ถ้าผมให้อัตราความต่างมากถึง 50% ในความหมายก็คือ คุณฟังแค่ตัวอย่างเพลงเดียว หรืออย่างมากไม่เกินสองเพลงสำหรับคนทั่วไปก็จะสามารถรับรู้ความแตกต่างได้แล้ว เพราะเปอร์เซ็นต์ความแตกต่างมันเยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าได้ลองฟังในเงื่อนไขของซิสเต็มที่ดีพอและอยู่ในห้องฟังที่ดี มีการเซ็ตอัพที่ลงตัว จะยิ่งใช้เวลาสั้นลงในการรับรู้ถึงความต่าง

อย่างเช่นเจนเนอเรชั่นสองมาเป็นเจนเนอเรชั่นสามอาจจะฟังแค่ครึ่งเพลงก็จับความแตกต่างได้แล้ว หลังจากนั้น ยิ่งฟังนานยิ่งรับรู้ความแตกต่างได้มากขึ้นๆ หลังจากได้ทดสอบ ext.DAC ผ่านไปหลายๆ ตัว หลายๆ ระดับราคา ผมเริ่มจะจับทางได้ว่า ext.DAC แต่ละตัวนั้นจะให้เสียงที่มีคุณภาพแตกต่างกันระหว่างไฟล์ PCM กับ DSD รวมถึงในกลุ่มของไฟล์ PCM ด้วยกันอีกด้วย ส่วนใหญ่ก็จะให้ระดับคุณภาพที่แตกต่างกันด้วยระหว่างไฟล์ PCM ที่มีเรโซลูชั่นต่างๆ อาทิ 16/44.1 กับ 24/192

คุณอาจจะแย้งว่า ก็ไฟล์ 16/44.1 กับไฟล์ 24/192 มันมีสเปคฯ ต่างกัน ก็ควรจะให้คุณภาพเสียงออกมาไม่เท่ากันอยู่แล้ว มิใช่หรือ? ประเด็นนั้นก็ถูกครับ.. แต่ผมหมายถึงว่า หากคำนวณเทียบในแง่ของ ‘resolution’ หรือความละเอียดของไฟล์ข้อมูลเพลงของ 16/44.1 กับ 24/192 แล้วจะเห็นว่าไฟล์ 24/192 มีเนื้อข้อมูลมากกว่าไฟล์ 16/44.1 ถึงหกเท่าครึ่ง.! แต่ ext.DAC บางตัวไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่าเสียงของไฟล์ 24/192 ออกมาดีกว่าไฟล์ 16/44.1 เท่ากับหกเท่าครึ่ง มิหนำซ้ำ ext.DAC บางตัว (ส่วนใหญ่ตัวที่มีราคาไม่สูง) กลับให้ผลตรงกันข้ามซะอีก คือเสียงของไฟล์ 16/44.1 ดันออกมาฟังดีกว่าไฟล์ 24/192 ในบางแง่ซะด้วยซ้ำไป.!

โดยธรรมชาติแล้ว หู+ประสาทการรับรู้เสียงของมนุษย์มีกลไกอัตโนมัติที่ช่วยกันทำงานในการสร้างเสริมเรโซลูชั่นของเสียงที่ได้ยินเพื่อให้สมองของเราสามารถเข้าใจเสียงที่ได้ยิน นั่นทำให้บางคนไม่สามารถบอกความแตกต่างระหว่างเพลงเดียวกันที่เป็นไฟล์ Low res. กับ High res. ได้ถ้าไม่ตั้งใจฟังแบบ critical listening จริงๆ หลักการที่ใช้ในการออกแบบวงจร compression สัญญาณเสียง อย่างเช่น MP3 หรือ Dolby Digital ก็อาศัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกลไกการรับฟังเสียงของมนุษย์นี่แหละไปสร้างเป็นโปรแกรม compression ในการลดรูปขนาดของไฟล์เสียง

เมื่อต้องรับฟังสัญญาณเสียงที่มีแพทเทิร์นของเสียงที่สลับซับซ้อนมากๆ ดังขึ้นพร้อมกัน ในเวลาเดียวกัน ประสาทหูของมนุษย์จะพยายามจับรายละเอียดของเสียงที่ดังกว่าเอาไว้โดยละเลยรายละเอียดของเสียงที่เบากว่าลงไป แม้แต่ในเสียงของเครื่องดนตรีเดียวกันที่บรรเลงดัง-เบาสลับต่อเนื่องกันไปตามโน๊ตดนตรีก็ยังมีโอกาสที่รายละเอียดของเสียงของโน๊ตดนตรีที่บรรเลงเบากว่าบางส่วนจะถูกกลบทับด้วยเสียงโน๊ตที่เล่นดังกว่าได้เหมือนกัน เทคนิคการบีบขนาดข้อมูลก็อาศัยความจริงข้อนี้ไปใช้ในการตัดส่วนของข้อมูลบางส่วนทิ้งไป

ไฟล์เพลง 16/44.1 ที่ถูกแพ็คโดย FLAC จะฟังแย่กว่าไฟล์เพลง 24/192 ที่ถูกแพ็คด้วย FLAC เพราะไฟล์ที่มีเรโซลูชั่นสูงกว่า (หากผ่านการทำมาสเตอร์มาอย่างถูกต้อง) จะให้ระดับคอนทราสน์ของไดนามิกเสียงที่ถูกต้องตรงตามต้นฉบับ (มาสเตอร์เทป หรือไมโครโฟน) มากกว่า ทำให้เราได้ยินรายละเอียดในส่วนที่เบาๆ (เรียกว่า Low Level Resolution) ได้ดีขึ้น ซึ่งไม่ได้หมายความว่า ไฟล์ที่มีเรโซลูชั่นสูงกว่าจะทำให้คุณได้ยินจำนวนชิ้นดนตรีมากขึ้นกว่าไฟล์ที่มีเรโซลูชั่นต่ำกว่า นั่นคือเหตุผลที่ทำให้หลายคนรู้สึกว่า ไฟล์ไฮเรซฯ 24/192 ไม่ได้ทำให้คุณภาพเสียงดีขึ้นเมื่อเทียบกับไฟล์ 16/44.1 มากเท่ากับจำนวนเรโซลูชั่นของไฟล์ที่แตกต่างกันถึง 6 เท่าครึ่ง

ext.DAC ที่ออกแบบมาดีพอและถูกต้องในหลักการ จะทำให้เรารับรู้ถึงความแตกต่างได้มากกว่า ext.DAC ที่มีราคาถูกๆ เพราะการจัดการกับไฟล์เพลงที่มีเรโซลูชั่นสูงๆ ทำได้ยากกว่ามาก ต้องใช้ความสามารถของอุปกรณ์ภายในที่สูงมาก ไม่ว่าจะเป็นวงจร USB receiver, ภาค clock, ภาค digital filter, ภาคจ่ายไฟ ไปจนถึงภาค DAC เอง ถ้าจัดการได้ไม่ดี แทนที่จะทำให้ไฟล์ไฮเรซฯ ให้เสียงออกมาดีกว่าไฟล์โลว์เรซฯ กลับกลายเป็นอาจจะให้ผลตรงข้ามกันไปเลยก็ได้ (และมักจะเป็นเช่นนั้นซะด้วย)

QB-9 DSD ตัวนี้ทำคะแนนได้สูงมากกับการเล่นไฟล์ตระกูล PCM ไล่ตั้งแต่ไฟล์ 16/44.1 ที่ผมริปมาจากแผ่นซีดี (ด้วยโปรแกรม dBpoweramp CD Ripper เป็นไฟล์ WAV) ซึ่งออกมาดีมากจนน่าตกใจ สิ่งแรกที่ประทับใจมากๆ คือเนื้อเสียงที่ทั้งอิ่มและเนียนแน่นน่าฟัง

อีกคุณสมบัติที่น่าประทับใจคือ “ความใสของพื้นเสียง” ซึ่งผมว่ามันดีกว่าเจนเนอเรชั่นสองขึ้นมาอีกระดับ (น่าจะเป็นผลมาจากการทำไฟเลี้ยงให้กับภาค USB receiver อยู่หลายเปอร์เซ็นต์) พิสูจน์ได้ด้วยการทดลองฟังเพลงคลาสสิกจากอัลบั้มรวมเพลงวอลลุ่ม 8 ของค่าย Telarc ชุด The Telarc Collection Volume 8The Artistry Of Yoel Levi (WAV/16.44.1)

ซึ่ง QB-9 DSD ตัวนี้ทำให้ผมรับรู้ถึงเลเยอร์ของการจัดเรียงรูปวงในแต่ละเพลงที่ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะเสียงของกลุ่มเพอร์คัสชั่นที่วางตัวลึกลงไปด้านหลังของเวทีเสียง

ยิ่งเป็นเพลงที่ใช้เทคนิคการบันทึกเสียงแบบอัดสดของค่าย Vital Records ของคุณ David Manley ซึ่งใช้นักดนตรีเล่นพร้อมกันในสตูดิโอที่ออกแบบมาเป็นพิเศษผ่านไมโครโฟนหลอดและคอนโซลหลอดของ Manley Labs ก็ยิ่งได้เห็นถึงอิทธิฤทธิ์ ‘ความใส’ ของพื้นเสียงที่ QB-9 DSD ตัวนี้ให้ออกมาได้ชัดเจนมากขึ้น

มันเป็นความใสที่เปิดโล่งลงไปในสนามเสียงทั้งระนาบกว้าง ลึก และสูงเท่าๆ กัน ทำให้ภาพเลย์เอ๊าต์การวางตำแหน่งชิ้นดนตรีบนเวทีเสียงปรากฏชัดขึ้นมาในอากาศอย่างกับภาพสามมิติ.! ทั้งเสียงเครื่องดนตรีและเสียงร้องของ Jim Dawson ในอัลบั้มชุด Independence (WAV/16.44.1) ผุดลอยขึ้นมาในอากาศอย่างกับมีชีวิต โฟกัสของตำแหน่งเสียงชัดเจนมาก ไม่ต้องเพ่งก็รู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน ทุกชิ้นคงตำแหน่งอยู่ตรงนั้นได้อย่างมั่นคง
แม้ว่าตัวเสียงจะสวิงไหวไปตามลีลาการบรรเลงของนักดนตรีตลอดเวลา แต่ความคมชัดก็ยังคงที่ไปทุกช็อต ไร้ซึ่งอาการวูบวาบ (smear) โดยสิ้นเชิง (แสดงว่าจิตเตอร์ของภาค DAC ในตัว QB-9 DSD อยู่ในระดับที่ต่ำมากๆ) และเมื่อเพ่งโฟกัสไปที่เครื่องดนตรีชิ้นใดก็สามารถเกาะติดไปกับอากัปกิริยาการบรรเลงของนักดนตรีคนนั้นได้อย่างใกล้ชิดทุกวินาที ตามติดได้ทุกโน๊ต

เมื่อเปลี่ยนโฟกัสไปที่เครื่องดนตรีอีกชิ้น ความสามารถในการรับรู้รายละเอียดของเสียงดนตรีชิ้นนี้ก็ไม่ต่างไปจากชิ้นเมื่อกี้เลย เมื่อละจากโฟกัส ถอยห่างออกมาฟังแบบรวมๆ ก็พบว่ารายละเอียดของแต่ละชิ้นดนตรียังคงชัดเจนอยู่ ยังสามารถแยกแยะได้อยู่โดยไม่มีการกลบทับซึ่งกันและกันเลย

นอกจากงานของค่าย Vital Music ของ David Manley แล้ว งานอัลบั้มที่ใช้วิธีบันทึกสดลักษณะคล้ายกันก็มีของค่าย Clarity Records ของแคนาดาอยู่อีกค่ายหนึ่ง ซึ่งจากการทดลองฟังผมก็ได้ยินอะไรบางอย่างที่ออกมาในทิศทางเดียวกัน นั่นคือ ลักษณะของเสียงที่บ่งบอกถึงความสด สมจริง เหมือนกำลังฟังนักดนตรีซ้อมกันอยู่ในห้องอัดที่มีการคุมอะคูสติกของห้องอัดเอาไว้ไม่ให้มีลักษณะที่แหลมจ้า ทุกเสียงจึงถูกห่อหุ้มไว้ด้วยบรรยากาศเดียวกัน กลมกลืนอยู่ในมวลอากาศเดียวกัน เคลื่อนไหวไปด้วยไทมิ่งที่สอดคล้องกลมกลืนกัน มีความเป็นดนตรีอย่างยิ่งยวด

ใครที่ว่าเสียงของไฟล์เพลงชัดเกินไปเห็นทีคงต้องตรวจสอบซิสเต็มใหม่แล้วล่ะครับ เพราะถ้าชัดขึ้นแล้วไม่ได้ทำให้คุณรู้สึกว่าดีขึ้น นั่นน่าจะต้องมีอะไรผิดปกติแล้วล่ะ เพราะดูแล้วมันไม่เมคเซ้นส์เอาซะเลย

โดยธรรมชาติแล้ว กับไฟล์ไฮเรซฯ ระดับที่สูงกว่า 16/44.1 ขึ้นมาควรจะให้ประสบการณ์ในการฟังที่ดีขึ้น ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เมื่อผมลองฟังไฟล์ไฮเรซฯ ผ่าน ext.DAC ของ Ayre Acoustics ตัวนี้ผมรับรู้ได้ทันทีว่ามันให้ ‘ความชัด’ มากขึ้น ทั้งในแง่ของตำแหน่งตัวเสียงแต่ละตัวบนเวทีเสียง และในแง่ของรายละเอียดปลีกย่อยที่ประกอบขึ้นเป็นตัวเสียงเหล่านั้นด้วย

ซึ่งบอกได้เลยว่า มันเป็นความคมชัดที่ไม่ได้เกิดจากการเน้นขอบขึ้นมาเหมือนการปรับฟังท์ชั่น sharpness ของทีวี หากแต่เป็นความชัดที่เกิดจาก ‘ความนิ่ง’ ของเสียงที่ไร้ซึ่งอาการวูบวาบ กับ ‘ความควบแน่น’ ของมวลเนื้อเสียงที่เข้มข้นจนขึ้นรูปเป็นสามมิติ

ทั้งสองคุณสมบัตินั้นส่งผลให้ประสาทหูของเราสามารถตามติดการเคลื่อนไหวเพื่อซึมซับรายละเอียดของเสียงนั้นๆ ไปได้อย่างมั่นคง ต่อเนื่องไปตลอด (เหมือนการเคลื่อนไหวของภาพบนจอทีวีแบบ progressive scan เทียบกับ interlace scan นั่นเอง) จึงทำให้รู้สึกว่ามันชัดมาก และเมื่อสัมผัสกับความชัดเจนแบบนี้ไปจนชิน ทุกครั้งที่กลับไปฟังอัลบั้มเดียวกันที่เล่นผ่านเครื่องเล่นที่อาศัยการหมุนแผ่นโดยตรง ผมจะรู้สึกทันทีว่าเสียงมันเกิดอาการมัว (smear) เป็นปื้น เหมือนดูภาพโปรเกรสซีฟ สแกนจากแผ่นดีวีดีที่ผ่านสเกลเลอร์คุณภาพต่ำ รายละเอียดบนตัวเสียงจะขาดความคมชัด เพราะไฟล์ไฮเรซฯ ให้คอนทราสน์ ไดนามิกที่กว้างกว่า และสามารถแสดงความเปรียบต่างของระดับความดังจากโน๊ตตัวหนึ่งไปถึงโน๊ตตัวถัดไปออกมาได้ครบกว่า

เวลาฟังไฟล์ไฮเรซฯ แล้วเราควรจะรับรู้ถึง ‘อารมณ์ของดนตรี’ ได้ดีขึ้น ลึกซึ้งลงไปถึงก้นบึ้งของศิลปินได้มากขึ้น ซึ่ง QB-9 DSD ตัวนี้ทำหน้าที่ของมันในแง่นี้ได้อย่างน่าชื่นชม เมื่อลองฟังไฟล์ PCM ที่ระดับ 24/192 กับ QB-9 DSD ตัวนี้แล้ว ผมคิดว่าเริ่มเข้าใจแล้วว่าชาลี แฮนเซ่นกับทีมวิศวกรของเขาปรับจูนเสียงของ ext.DAC ตัวนี้ไปในทิศทางใด

ตั้งแต่ลองฟังไฟล์ PCM ไล่จากระดับ 16/44.1 ขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึงระดับ 24/192 ผมพบว่ามีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือพื้นเสียงที่สะอาดมาก ไม่มีน็อยส์ซ่าๆ โผล่ออกมาให้ได้ยินแม้แต่น้อย ขนาดฟังอัลบั้มที่บันทึกสดยังแทบจะไม่ได้ยินละอองเสียงที่ควรจะคละคลุ้งอยู่ในเวทีเสียงออกมาเลย อีกทั้งบรรยากาศของเสียงในย่าน top end ก็ไม่มีอาการสว่างโพลนขึ้นไปเหมือนที่ได้ยินจาก ext.DAC หลายๆ ตัว (โดยเฉพาะที่มีราคาไม่เกิน 3 หมื่นบาท) ซึ่งถือว่าเป็นคุณสมบัติที่แปลกไปจาก ext.DAC ตัวอื่นๆ ที่พยายามเปิดความถี่สูงออกมามากๆ เมื่อลองฟังไฟล์ที่ระดับ 24/192 กับ QB-9 DSD (โดยเลือกวงจร digital filter แบบ Listen)

ผมแค่รู้สึกว่ามันให้การแยกแยะรายละเอียดของชิ้นเสียงที่ดีขึ้น ให้คอนทราสน์ของไดนามิกที่กว้างขึ้น ให้เนื้อเสียงที่เนียนมากขึ้น แต่แทบจะไม่ได้รู้สึกว่ามันจะให้การทอดปลายเสียงแหลมไปได้ไกลกว่าตอนที่ฟังไฟล์ที่ใช้แซมปลิ้งเรตต่ำกว่าเลย ในทางเทคนิคดูคล้ายกับว่า ชาลีกับทีมวิศวกรของเขาพยายามรักษาข้อมูลเพลงในส่วนของ bit (แกน Y) ซึ่งเป็นตัวถ่ายทอดไดนามิกเอาไว้ให้มากที่สุดโดยไม่พยายามให้ความสำคัญกับส่วนของ sampling rate (แกน X) ซึ่งเป็นตัวถ่ายทอดความถี่ของเสียงมากนัก

นั่นคือเหตุผลที่อธิบายว่า เพราะเหตุใด ความถี่อะนาลอกที่ได้จากแซมปลิ้งเรตของไฟล์เพลงแต่ละค่าจึงออกมาต่ำกว่ามาตรฐานตามกฎของ Harry Nyquist ที่ว่าความถี่อะนาลอกที่ได้จากกระบวนการ D-to-A converter ควรจะออกมาเท่ากับ ½ ของความถี่แซมปลิ้งของไฟล์ดิจิตัลนั้นๆ อาทิ ไฟล์ 192kHz ก็ควรจะได้ความถี่เสียงตอนเป็นอะนาลอกออกมาเท่ากับ 96,000Hz แต่ QB-9 DSD ตัวนี้ให้ออกมาได้แค่ 88000Hz (แปดหมื่นแปดพันเฮิร์ต) เท่านั้น.!

ผลการทดลองฟังไฟล์ DSD64 กับ QB-9 DSD เป็นอะไรที่น่าศึกษามากสำหรับ ext.DAC ตัวนี้ เมื่อผมลองฟังอัลบั้มชุด Come Away With Me ของ Norah Jones ที่เป็นไฟล์ FLAC 24/192 จาก HDtrack.com เทียบกับเวอร์ชั่นไฟล์ DSD64 ที่ผมริปมาจากแผ่น SACD ด้วยเครื่องเล่นเกมโซนี่ PS3 ผมพบว่า เสียงที่ได้จากการเล่นไฟล์ DSD64 ออกมาเบากว่า ให้ตัวเสียงที่บีบรัดมากกว่า หางเสียงแหลมก็ไม่ค่อยกังวาน

โดยรวมจึงฟังดูอับทึบกว่าและไม่เปิดโปร่งเท่ากับไฟล์ FLAC 24/192 ผลอาจจะมาจากตัวไฟล์เองหรือจากการทำงานของตัว QB-9 DSD ก็ได้.? หากตัดสินจากคะแนนเฉลี่ยแล้ว ผมให้เสียงจากไฟล์ FLAC 24/192 ชนะไปในอัตรา 5:4 แต่เมื่อนำไฟล์เพลงทั้งสองไปลองฟังเทียบผ่าน MyTek STEREO 192-DSD DAC แล้ว ผลลัพธ์มันออกไปคนละทางกันเลย คือกับ MyTek นั้น เสียงที่ได้จากไฟล์ DSD64 ออกมาดีกว่า FLAC 24/192 และไม่อับทึบเหมือนที่ได้ยินจาก QB-9 DSD ด้วย หากแต่ความอิ่มเข้มของเนื้อเสียงที่ได้จาก MyTek เป็นรอง QB-9 DSD อยู่พอสมควร

ซึ่งผมคิดว่า ต้นเหตุที่ทำให้เกิดความแตกต่างของเสียงขึ้นกับการเล่นไฟล์ DSD64 ผ่าน ext.DAC ทั้งสองน่าจะเป็นผลมาจากวงจร digital filter เพราะที่ MyTek เขาแยกใช้วงจร digital filter ระหว่างไฟล์ PCM กับไฟล์ DSD เป็นคนละตัวกัน ในขณะที่ QB-9 DSD ผมเข้าใจว่าจะใช้ร่วมกัน (ผมไม่พบข้อมูลที่ระบุว่าใช้แยกกัน อีกอย่าง สเปคฯ frequency response ของสัญญาณอะนาลอกที่ได้จากการเล่นไฟล์ PCM ที่ระดับแซมปลิ้งเรต 176.4kHz กับการเล่นไฟล์ DSD64 ออกมาเท่ากันเป๊ะ คือ DC – 80kHz จึงเป็นไปได้ว่าตอนเล่นไฟล์ DSD64 ในตัว QB-9 DSD น่าจะไปใช้ฟิลเตอร์ตัวเดียวกับที่ใช้กับไฟล์ PCM 176.4kHz)

สรุป

QB-9 DSD เป็น ext.DAC ที่ให้เสียงออกมาดีมากๆ สำหรับไฟล์เพลง PCM ทุกระดับชั้น ถ้าคุณใช้เครื่องเสียงชุดกลางๆ ลงไปถึงชุดเล็กๆ แค่ไฟล์ 44.1kHz ไปถึง 96kHz ก็แฮปปี้สุดๆ แล้ว แต่ถ้าใช้ซิสเต็มขนาดใหญ่ ในห้องฟังที่มีขนาดใหญ่ ต้องการทั้งความถี่ต่ำที่ลงได้ลึกและต้องการความดังของเสียงที่มากพอโดยไม่ทำให้ไดนามิก คอนทราสน์เสียไป แนะนำให้หาไฟล์ไฮเรซฯ ตั้งแต่ระดับ 96kHz ขึ้นไปมาเล่นกับ QB-9 DSD ตัวนี้

และถ้าคุณเป็นคนที่ชื่นชอบลักษณะเสียงที่มีความเนียนมากๆ เนื้อเสียงเข้มๆ น้ำหนักดีๆ หางเสียงไม่ต้องทอดยาวมาก แหลมไม่จ้า ไม่สาด และไม่มีเกรนหยาบ แนะนำให้หาไฟล์ DSD มาเล่นกับ QB-9 DSD ตัวนี้ คุณจะได้เสียงที่ต้องการทันที

ในฐานะที่เป็นเจ้าของ ext.DAC ตัวนี้มาตั้งแต่เจนเนอเรชั่นแรก ผมพูดได้เลยว่า แฮปปี้มากกับการอัพเกรดจากเจนเนอเรชั่นสองขึ้นมาเป็นเจนเนอเรชั่นสามนี้ แม้ว่าจะติดใจนิดๆ กับเสียงของไฟล์ DSD แต่ก็ไม่ใช่ข้อตำหนิใหญ่โตอะไรเพราะผมเชื่อว่ามีโอกาสที่ คุณชาลี กับทีมวิศวกรของเขาจะทำการอัพเกรดวงจรดิจิตัล ฟิลเตอร์ออกมาให้ใช้กับไฟล์ DSD โดยเฉพาะ ถ้าไฟล์ DSD สามารถยืนหยัดขึ้นมาเป็นที่นิยมของมวลมหาประชาชนชาวไฮ-ไฟฯ ทั่วโลกได้ ผมจะรอวันนั้น /

********************
ราคา : 120,000 บาท
********************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย

บริษัท Deco 2000
โทร. 089-870-8987

facebook : @DECO2000Thailand

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า