อาจจะมีคนสงสัยว่า “สายไฟเอซี” ถือว่าเป็น “อุปกรณ์หลัก” ในซิสเต็ม หรือว่าเป็น “อุปกรณ์เสริม” กันแน่ ซึ่งหลักพิจารณาให้ดูว่า ในการทำงานของซิสเต็มหลักนั้น “จำเป็น” ต้องมีอุปกรณ์เครื่องเสียงชิ้นนั้นอยู่ในระบบหรือไม่ ถ้าจำเป็นต้องมี คือถ้าไม่มีอุปกรณ์เครื่องเสียงชิ้นนั้นแล้ว ซิสเต็มหลักจะไม่สามารถทำงานได้ แบบนี้ก็ต้องสรุปว่า อุปกรณ์เครื่องเสียงชิ้นนั้นมีสถานะเป็น “อุปกรณ์หลัก” ในซิสเต็มเช่นเดียวกับแหล่งต้นทางสัญญาณ (source), แอมป์ และลำโพง
เมื่อใช้เกณฑ์พิจารณาตามที่กล่าวมาข้างต้น ก็ต้องสรุปว่า สายไฟเอซี, สายสัญญาณ และสายลำโพง ต่างก็มีสถานะเป็น “อุปกรณ์หลัก” ทั้งหมด เนื่องจากว่า ถ้าในซิสเต็มหลักมีแต่แหล่งต้นทางสัญญาณ, แอมป์ และลำโพง แต่ไม่มีสายไฟเอซี, ไม่มีสายสัญญาณ หรือไม่มีสายลำโพง ขาดไปอย่างใดอย่างหนึ่งในสามอย่างนี้ ซิสเต็มหลักก็จะไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ
สายแถม vs. สายแบรนด์
อุปกรณ์เครื่องเสียงที่เป็นประเภทอิเล็กทรอนิคส์ที่ต้องใช้ไฟฟ้าหล่อเลี้ยงวงจรในการทำงานเกือบทุกเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเล่นฯ หรือแอมป์ ผู้ผลิตมักจะแถมสายไฟเอซีมาให้ด้วย ซึ่งก็สามารถนำมาใช้งานได้ตามปกติ ส่วนสายไฟเอซีที่เป็นผลิตภัณฑ์ของผู้ผลิตสายแบรนด์ต่างๆ ที่ทำออกมาจำหน่ายนั้น ก็คือทางเลือกหนึ่งสำหรับการ “อัพเกรดคุณภาพเสียง” ให้ดีขึ้น และ “ปรับจูนโทนเสียง” ให้ถูกใจมากขึ้น ลักษณะเดียวกับการอัพเกรดแหล่งต้นทาง, แอมป์ หรือลำโพงนั่นเอง
Purist Audio Design รุ่น Aqueous (Gen.6 Diamond Revision)
สายไฟเอซีที่ผ่านการพัฒนามาถึงเจนเนอเรชั่นที่ 6 แล้ว.!!!
จากอดีตจนถึงปัจจุบัน มีแบรนด์ผู้ผลิตสายไฟเอซี และสายเชื่อมต่อสัญญาณอื่นๆ เกิดขึ้นมาหลายแบรนด์ หลายสัญชาติ บางแบรนด์เกิดขึ้นมาอยู่ในวงการแค่ไม่กี่ปีก็เลิกลาไปเพราะไม่มี know-how มากพอในการพัฒนาประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ที่ทำออกมา คือต้องเข้าใจก่อนว่า กลไกในการออกแบบและผลิตสายออดิโอ เคเบิ้ลที่ส่งผลกับเสียงไปในแนวทางที่ดีจริงๆ นั้น ต้องอาศัยความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐาน ก่อนจะเอาจินตนาการที่เกิดจากประสบการณ์ที่ค่อยๆ สั่งสมไว้เข้ามาตั้งเป็นโจทย์ในการออกแบบ ส่วนขั้นตอนผลิตก็ต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือในการตรวจวัดค่าต่างๆ ที่ได้มาตรฐานเข้ามาใช้ เพื่อเอาผลการวัดค่านั้นไปวิเคราะห์พิจารณาในการปรับจูน
บางแบรนด์ที่มีพื้นฐานแน่น และตัวเจ้าของแบรนด์มีความชื่นชอบเครื่องเสียงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แบบนี้มักจะไปได้ไกล ยืนหยัดอยู่ในวงการได้นาน ซึ่ง Purist Audio Design ซึ่งมีคุณ Jim Aud เป็นเจ้าของแบรนด์นี้ก็เป็นหนึ่งในผู้ผลิตสายออดิโอ เคเบิ้ลที่มีคุณสมบัติครบทั้ง 3 ด้าน คือมีทั้ง know-how ที่ใช้ในการผลิต มีจินตนาการที่ใช้ในการออกแบบซึ่งตกผลึกมาจากประสบการณ์ที่สั่งสมมาจากความหลงไหลในวงการเครื่องเสียง และสุดท้ายคือมีเครื่องมือตรวจวัดและปรับจูนที่ได้มาตรฐาน
ด้วยอายุของแบรนด์ที่มากถึง 40 ปี (ก่อตั้ง ปี 1986) ทำให้ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์นี้ผ่านการปรับปรุงมาหลายครั้ง ผ่านมาหลายเจนเนอเชั่น โดยที่เจนเนอเรชั่นใหม่ ก็คือเจนเนอเรชั่นเก่าที่ผสมผสานเอาประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ค้นพบจากเจนเนอเรชั่นเก่าเพิ่มเติมเข้าไป ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ของ Purist Audio Design (หรือชื่อย่อว่า PAD ที่นักเล่นฯ ยุคก่อนนิยมเรียกกัน) มี “คุณภาพเสียง” ที่ดีขึ้นมาตามลำดับ โดยที่ยังคง “บุคลิกเสียง” ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์นี้อยู่เช่นเดิม
สายไฟรุ่น Aqueous เจนเนอเรชั่นที่ 6
PAD ทำสายเชื่อมต่อในระบบเครื่องเสียงออกมาครบทุกประเภท ที่ได้รับความนิยมจากนักเล่นฯ มากที่สุดก็คือ สายไฟเอซี, สายสัญญาณ และสายลำโพง โดยที่สายไฟเอซีจะได้รับความนิยมมากกว่าสายสัญญาณกับเสียงลำโพงอยู่เล็กน้อย

พวกเขาแยกผลิตภัณฑ์ของพวกเขาออกมาเป็นหลายซีรี่ย์ แต่ละซีรี่ย์ก็มีสายเชื่อมต่ออยู่ครบทุกประเภทใช้งาน อย่างเช่น สายไฟเอซีที่ผมนำมาทดสอบครั้งนี้จัดอยู่ในซีรีย์ AQUEOUS (ในกรอบสีแดง) ซึ่งอยู่ใน ลำดับที่ 4 เมื่อไล่จากซีรี่ย์เล็กสุดคือ JADE ขึ้นมา ซึ่งในซีรี่ย์ AQUEOUS นี้นอกจากสายไฟเอซีตัวนี้แล้ว ยังมีสายสัญญาณ, สายลำโพง, สายดิจิตัล และสายโฟโน ด้วย
เส้นใหญ่ และแน่นไปด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ..!!!

สายไฟเอซีรุ่น AQUEOUS ที่ผมนำมาทดสอบครั้งนี้ เป็นรุ่น AQUEOUS ที่ผ่านการพัฒนาปรับปรุงมาจนถึง generation ที่ 6 แล้ว และเป็นการปรับปรุงในระดับ ‘Diamond Revision’ ซึ่งเป็นระดับของเทคโนโลยีสูงสุดที่ทาง PAD ใช้ในการออกแบบ
ลำดับของพัฒนาการของแบรนด์ Purist Audio Design
1986 > Original Line
1990 > Revision A
1990 – 2000 > Revision B
2003 – 2009 > Revision C
2009 – 2014 > Praesto Revision
2015 – 2022 > Luminist Revision
2017 – 2022 > Silver Revision (& beginings of Diamond Revision)
2023 > Diamond Revision
ตั้งแต่ Jim Aud เริ่มต้นก่อตั้งแบรนด์ Purist Audio Design ขึ้นมาเมื่อ ปี 1986 พวกเขาก็ทำสายลำโพงและสายสัญญาณเวอร์ชั่นแรกขึ้นมา หลังจากส่งผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกเข้าสู่วงการเครื่องเสียง มันได้สร้างเสียงฮือฮาให้เกิดขึ้นอย่างมาก ด้วยความแปลกใหม่ของการใช้ “ของเหลว” (fluid) หล่อเลี้ยงอยู่ภายนอกของตัวสายเพื่อซึมซับเรโซแนนซ์ นั่นคือเคล็ดลับที่ทำให้ใครๆ ที่ได้ทดลองฟังเสียงของสายแบรนด์ Purist Audio Design ตัวนี้ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สายแบรนด์ PAD ตัวนี้ให้เสียงที่มีโทน “อิ่มฉ่ำ” กว่าสายอื่นๆ ในขณะนั้น
หลังจากนั้น พวกเขาก็เริ่มเก็บเกี่ยวเอาผลลัพธ์ที่ได้มาหลังจากปล่อยสายรุ่นแรกออกไปในตลาด กลับมาปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นในช่วง ปี 1990 ซึ่งถือว่าเป็นการปรับปรุงครั้งแรกคือ ‘ Revision A ’ พร้อมกับเริ่มแบ่งแยกผลิตภัณฑ์ทั้งหมดออกมาเป็นซีรี่ย์ต่างๆ ที่มีมากถึง 6 ซีรี่ย์ คือ Elementa, Aqueous, Maximus, Colossus, Proteus และ Dominus
ต่อมาช่วง ปี 1990 – 2000 ซึ่งเป็นช่วงของ ‘ Revision B ’ พวกเขาได้ขยายเร้นจ์ของผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น และได้เพิ่มสายเชื่อมต่อในระบบวิดีโอเข้ามาเพิ่ม พร้อมทั้งนำเสนอระบบ System Enhancer ออกมาเป็นเจ้าแรก ในรูปของแผ่นซีดีที่บันทึกสัญญาณคลื่นเสียงที่มีผลในการจูนเสียงของซิสเต็ม จนถึง ปี 2003 – 2009 เป็นช่วงของ ‘ Revision C ’ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พวกเขาพัฒนาระบบชีลด์ออกมาใช้อย่างจริงๆ จังๆ เกิดเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ชื่อว่า Ferox และ Contego โดยนำไปใช้กับผลิตภัณฑ์แต่ละซีรี่ย์ และยังคงเพิ่มเติมซีรี่ย์ใหม่ๆ เข้ามาอีกเพื่อฉลองวาระที่แบรนด์มีอายุครบ 20 ปี (20th Anniversary)
ช่วง ปี 2009 – 2014 เป็นช่วงเวลาที่พวกเขาพัฒนาผลิตภัณฑ์เข้าสู่เวอร์ชั่น ‘ Praesto Revision ’ และเป็นช่วงเวลาที่มีการนำเสนอสายเชื่อมต่อในระบบดิจิตัลเพิ่มเติมเข้ามา อาทิเช่น สาย HDMI, สาย USB และอุปกรณ์เสริมที่ใช้กับสายไฟเอซี พร้อมทั้งปรับปรุงระบบ System Enhancer ขึ้นมาอีกขั้น พอล่วงเข้าสู่ ปี 2015 – 2022 ก็เป็นช่วงของการปรับปรุงประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ขึ้นมาอีกขั้น เป็นระดับที่เรียกว่า ‘ Luminist Revision ’ ได้มีการปรับปรุงในส่วนของวัสดุตัวนำผสมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้กับผลิตภัณฑ์ทุกรุ่นที่ทำออกมาช่วงเวลานั้น (เริ่ม custom ให้กับแบรนด์ Krell กับ Focal)
ช่วง ปี 2017 – 2022 ได้มีการยกระดับการปรับปรุงประสิทธิภาพขึ้นไปถึงระดับ ‘ Silver Revision ’ ด้วยการพัฒนาวัสดุที่เป็นโลหะตัวนำให้ดีขึ้นไปอีกขั้น โดยพัฒนาใช้กับสายหูฟัง และช่วงท้ายๆ ของ ปี 2022 ได้เริ่มโปรเจคการพัฒนาไปถึงระดับ ‘ Diamond Revision ’ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระดับสูงสุดของแบรนด์เพื่อฉลองครบรอบปีที่ 30 ของแบรนด์ PAD โดยเริ่มนำมาใช้ในบางรุ่น อาทิเช่น สาย USB เวอร์ชั่น 30th Anniversary, สายไฟเอซีรุ่น Limited Edition รวมถึงสายไฟเอซีรุ่น Dominus กับ Neptune ด้วย และใน ปี 2023 ก็ได้ปรับใช้เทคโนโลยีระดับ Diamond Revision เข้ากับผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพิ่มขึ้น
ความพิเศษของพัฒนาการระดับ Diamond Revision
สายไฟเอซีรุ่น Aqueous เวอร์ชั่นที่ผมได้รับมาทำรีวิวตัวนี้ก็เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการปรับปรุงด้วยเทคโนโลยีระดับสูงสุดของแบรนด์ Purist Audio Design นั่นคือเทคโนโลยี Diamond Revision ซึ่งมีการปรับปรุงขึ้นมาหลายส่วนเมื่อเทียบกับเวอร์ชั่นก่อนหน้า อาทิเช่น ปรับปรุงประสิทธิภาพของโลหะตัวนำ, ปรับปรุงคุณภาพการผลิตที่แม่นยำมากขึ้น, ปรับปรุงกระบวนการ Triple Cryomag, ปรับปรุงขั้วต่อ RCA ที่ทำด้วย beryllium copper ที่เคลือบทับด้วยโลหะเงินและโลหะทอง, ออกแบบให้สามารถปรับเปลี่ยนขั้วต่อแบบหางปลาและบานาน่าได้ง่ายขึ้น และมีการปรับรูปแบบของตัวสายให้มีความยืดหยุ่นในการใช้งานให้มากขึ้นด้วย
ซึ่งประเด็นที่น่าสนใจสำหรับการปรับปรุงมาถึงระดับ Diamond Revision ก็คือเรื่องของ “คุณภาพเสียง” ที่ได้มาจากการปรังปรุงโลหะตัวนำ บวกกับกระบวนการแช่แข็งแบบพิเศษที่เรียกว่า 3X Cryo ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งผ่านสัญญาณและเพิ่มประสิทธิภาพความเป็นตัวนำของโลหะทองแดง, เงิน และทอง ที่ใช้เป็นส่วนประกอบในการผลิตสายไฟเอซี, สายสัญญาณ, สายลำโพง และสายเชื่อมต่อสัญญาณอื่นๆ ด้วย จากข้อมูลที่ได้รับทราบมาถึงตรงนี้ ทำให้รู้สึกอยากฟังเสียงของสายไฟเอซี Aqueous ตัวนี้ซะแล้ว..!!!
เข้าไปดูใกล้ๆ

สายไฟเอซี Aqueous เวอร์ชั่น Diamond Revision ตัวนี้มีขนาดตัวสายที่ใหญ่กว่าเวอร์ชั่นก่อนอย่างชัดเจน เส้นผ่าศูนย์กลางวัดได้ 2.5 ซ.ม. หรือหนึ่งนิ้วเต็มๆ ลักษณะเป็นท่อกลมที่มีตาข่ายสีดำห่อหุ้มตลอดทั้งเส้น ความยาวตลอดทั้งเส้นจากส่วนปลายของหัวปลั๊กตัวผู้ไปจนถึงส่วนปลายของหัวปลั๊กตัวเมียวัดได้ 2 เมตร เนื่องด้วยท่อฉนวน PVC ที่อยู่ใต้ตาข่ายสีดำซึ่งหุ้มห่อชิ้นส่วนภายในทั้งหมดเอาไว้นั้นมีความแข็งขืนต่อการดัดงอ พวกเขาจึงทำการตัดท่อฉนวนตรงส่วนปลายทั้งสองออกไปข้างละ 9 ซ.ม. เพื่อให้ตรงส่วนปลายของสายไฟเส้นนี้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น สามารถดัดงอได้ขณะใช้งานภายในพื้นที่จำกัด


ปลั๊กสามขาตัวผู้กับตัวเมียซึ่งถูกใช้เป็นหัวปลั๊ก–ท้ายปลั๊ก (plug & IECC) ของสายไฟเอซีเส้นนี้เป็นของแบรนด์ Wattgate รุ่น 330i ขาทอง + รุ่น 350i ขาทอง ซึ่งเป็นหัวปลั๊ก/ท้ายปลั๊กที่นักเล่นฯ ในกลุ่ม DIY นิยมนำมาใช้กันมาก เนื้องานดูดี ขาสัมผัสชุบทองเหลืองอร่าม ดูน่าเชื่อถือ..

วัสดุตัวนำที่ใช้ในสายไฟเอซี PAD ตัวนี้เป็นทองแดง OFC ขนาด 12 AWG ซึ่งผ่านขั้นตอนปรับเรียงโมเลกุลด้วยกระบวนการ Triple (3x) Cryomag© มาแล้ว โครงสร้างภายในมีการชีลด์ป้องกันคลื่นรบกวนและลดเรโซแนนซ์มากถึง 98% คือเกือบทั้งเส้น เหลือแค่ส่วนปลายทั้งสองข้างที่หุ้มด้วยท่อหดบางๆ เพื่อให้มีความยืดหยุ่นในขณะใช้งานที่สามารถหักงอได้มากขึ้น
นอกจากนั้น ภายในโครงสร้างของสายที่ผนึกอยู่ภายในท่อฉนวนนั้นได้ถูกแด้มป์ไว้ด้วยวัสดุพิเศษที่พวกเขาเรียกชื่อมันว่า Contego เป็นวัสดุที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างของเหลว thermoplastic elastomers กับวัสดุแข็งที่มีลักษณะเป็นเม็ดขนาดเล็กที่เรียกว่า Ferox ซึ่งนอกจากวัสดุตัวนี้จะช่วยแด้มป์โครงสร้างของสายเอาไว้จากการรบกวนของคลื่นความสั่นแล้ว มันยังทำหน้าที่เป็นชีลด์กันคลื่นรบกวน EMI/RFI ให้กับโลหะตัวนำอีกด้วย
ส่วนคุณสมบัติทางไฟฟ้าของโลหะตัวนำที่ใช้อยู่ในสายไฟเอซี Aqueous (Gen.6 Diamond Revision) ตัวนี้อย่างเช่น เส้นโลหะตัวนำสามารถส่งผ่านกระแสได้สูงถึง 41 A แต่ถ้ารวมความสามารถของขั้วต่อของตัวสายในการทนต่อกระแสไหลผ่านจะรองรับได้ 15 A ความต้านทานของสายต่ำมาก คืออยู่ที่ 0.00521 โอห์ม (ต่อความยาวที่หนึ่งเมตร) เท่านั้น
เบิร์นฯ 250 ชั่วโมง.!!!
ผู้ผลิตแนะนำระยะเวลาในการ Break-in ของสายไฟเอซีตัวนี้ไว้เท่ากับ 250 ชั่วโมง หลังจากได้รับสายไฟ PAD เส้นนี้มาจากตัวแทนจำหน่ายเมื่อ วันที่ 26 มีนาคม ที่ผ่านมา ผมก็เสียบใช้งานมันตั้งแต่วันนั้นและใช้งานมาตลอดสามอาทิตย์เต็มๆ วันละไม่ต่ำกว่า 12 ชั่วโมง และติดตามฟังความเปลี่ยนแปลงของเสียงมาโดยตลอด ซึ่งผมพบว่า แค่ประมาณ 60 – 70 ชั่วโมง ของการใช้งานอย่างต่อเนื่อง เสียงของสายไฟเอซีเส้นนี้ก็เริ่มนิ่ง หลังจาก ชั่วโมงที่ 70 เป็นต้นไป ผมพบว่าความเปลี่ยนแปลงในแง่ของเสียงที่ได้จากสายไฟเอซีเส้นนี้เกิดขึ้นน้อยมาก ซึ่งความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดช่วงหลัง ชั่วโมงที่ 70 เป็นต้นไปจะเกิดขึ้นกับส่วนประกอบที่เป็นปลีกย่อยเท่านั้น อาทิเช่น ปลายเสียงที่ทอดยาวมากขึ้น, ความนิ่งของเสียงที่กระชับตรึงตัวมากขึ้น, ความย้ำเน้นที่ส่งผ่านพลังเสียงออกมาได้มากขึ้น และสนามเสียงที่แผ่กว้างออกไปในลักษณะของแอมเบี้ยนต์ที่ “เปิดโล่ง” และ “ห่อคลุม” เวทีเสียงที่รับรู้ได้มากขึ้น โดยทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในขณะที่โครงสร้างของเสียงหลักๆ จะไม่เปลี่ยนแปลงไปจาก ชั่วโมงที่ 70 แล้ว
อาการ “เข้าที่เร็ว” ของสายไฟเอซีตัวนี้อาจจะเป็นเพราะมันถูก “ผ่านไฟ” มาบ้างแล้ว ทางตัวแทนคงมีเอาไปใช้งานมาสักช่วงหนึ่งก็เป็นได้.. แต่ช่วงเริ่มใช้งานจนถึงสิบชั่วโมงแรก เสียงโดยรวมจะมีอาการอมๆ อยู่ ปลายเสียงไม่เปิดกระจ่าง เมื่อใช้งานต่อเนื่องไปจนพ้น ชั่วโมงที่ 10 ไปแล้ว จึงพบว่าปลายเสียงเริ่มเปิดออกมามากขึ้น มีหางเสียงที่เริ่มทอดตัวออกไปมากขึ้น บอดี้ของเสียงในย่านกลางขึ้นไปแหลมเริ่มมีอาการ “พองตัว” และ “ลอยตัว” ออกมาจากพื้นหลังมากขึ้น ความเป็นมิติเสียงเริ่มมีวง และไดนามิกเริ่มคลี่คลาย ถ้าพูดว่า พอจะฟังเอาเรื่องได้ก็ต้องผ่าน ชั่วโมงที่ 20 ไปแล้ว จะเริ่มลิ้มอรรถรสจากเพลงประเภทที่มีเลเยอร์ดนตรีไม่ซับซ้อน และไดนามิกไม่สวิงกว้างมากได้บ้าง แต่ถ้าจะให้หมดข้อข้องใจ ก็ต้องเบิร์นฯ ให้ครบ 250 ชั่วโมง ตามที่ผู้ผลิตแนะนำ
จัดชุดทดสอบ
ผมใช้ลำโพง Magnepan ‘MG1.7i’ (REVIEW) กับ Audio Physic ‘Classic 8’ (REVIEW) สลับกันทำหน้าที่ในซิสเต็มที่ใช้ทดลองฟังเสียงของสายไฟเอซี Aqueous (Gen.6 Diamond Revision) ตัวนี้ และใช้อินติเกรตแอมป์ของ QUAD รุ่น Platina ทำหน้าที่จ่ายกำลัง 200W (ต่อข้างที่ 8 โอห์ม) ขับลำโพงทั้งสองคู่ข้างต้น โดยมี Innuos ‘STREAM1’ + ‘LPS1’ (REVIEW) จับคู่กับ Ayre Acoustics ‘QB-9 Twenty’ ทำหน้าที่สร้างสัญญาณต้นทาง

ในการทดลองฟังเสียงของ Aqueous (Gen.6 Diamond Revision) ครั้งนี้ ผมใช้วิธีสลับตำแหน่งการใช้งานสายไฟเส้นนี้ไว้ 2 ตำแหน่ง โดยใช้สายไฟเอซีที่แถมมากับเครื่องเป็นตัวฟังเทียบ คือ ช่วงแรก (A) ใช้กับ QB-9 Twenty ซึ่งเป็นแหล่งต้นทางสัญญาณของซิสเต็ม หลังจากฟังเทียบกับสายแถมแล้ว ผมก็เอาสายแถมต่อไว้ที่ QB-9 Twenty แล้วย้ายสายไฟ Aqueous (Gen.6 Diamond Revision) มาใช้กับ Platina (B) ซึ่งเป็นแอมปลิฟาย แล้วฟังเทียบกับสายแถมอีกเส้น
สรุปเสียงของ Aqueous (Gen.6 Diamond Revision)
อย่างแรกที่ผมคาดหวังจากการอัพเกรดสายไฟเอซีก็คือ “พลังเสียง” ที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งหลังจากเอาสายไฟเอซีของ PAD เส้นนี้เข้าไปแทนที่สายไฟแถม ผมก็รับรู้ได้ถึงพลังอัดฉีดของเสียงที่เพิ่มขึ้นได้อย่างชัดเจน แต่พลังเสียงที่สายไฟเอซีตัวนี้ให้ออกมามันไม่ได้มากถึงขนาดที่เข้าไปเปลี่ยนแปลง “บุคลิกเสียง” ของซิสเต็มไปจากเดิมชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ เหมือนอย่างที่สายไฟเอซีบางตัวพยายามทำให้เป็นแบบนั้น หลังจากได้ลองฟังต่อเนื่องนานขึ้นอีกหน่อย ผมถึงได้รู้ว่า แท้จริงแล้ว Jim Aud กับทีมออกแบบของเขาไม่ได้ตั้งใจที่จะ boost “พลังเสียง” อย่างเดียว แต่พวกเขาตั้งใจให้สายไฟเอซีตัวนี้เข้าไปปรับปรังคุณภาพเสียงในแง่อื่นไปพร้อมกันด้วย

เพลง : รุ้งกินน้ำ (WAV-16/44.1)
อัลบั้ม : รุ้งกินน้ำ
ศิลปิน : อัสนี – วสันต์
สังกัด : แกรมมี่
เพลงนี้เพลงเดียวบอกอะไรเกี่ยวกับสายไฟเอซีตัวนี้ได้มากมาย.! อย่างแรกสุดคือ “ความเข้มข้น” ของมวลเสียงที่ดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา ซึ่งตอนที่ใช้สายแถม เสียงของเพลงนี้ก็จะออกมาเหมือนกับเพลงไทยทั่วๆ ไปของค่ายแกรมมี่ นั่นคือ เนื้อเสียงบางๆ แหลมๆ กลางต่ำกับทุ้มไม่ค่อยจะมี ปลายเสียงไม่พลิ้ว ไม่ทอดยาว มวลเสียงติดแห้งและหยาบ ฟังดังๆ หูจะไหม้ แต่พอเปลี่ยนเอาตัว Aqueous (Gen.6 Diamond Revision) ลงไปแทนสายแถมเท่านั้น เสียงโดยรวมเปลี่ยนไปยังกะคนละเพลง.! ความรู้สึกแรกคือ เสียงโดยรวมมันออกมา “เต็ม” และ “อิ่มเอิบ” ขึ้นมามาก เหมือนเอาน้ำราดลงไปบนฟองน้ำที่แห้งกรัง พอเจอน้ำก็พองฟูขึ้นมาทันที อาการแห้งๆ หยาบๆ หายไปเยอะ น้ำหนักเสียงดีขึ้นมาก เสียงร้องของอัสนีฟังดูมีลีลามากขึ้น เสียงประสานเป็นเนื้อเป็นหนังมากขึ้น พลิ้วและเนียนขึ้นมาก อัตราสวิงไดนามิกก็กว้างขึ้น ช่วยเน้นย้ำจังหวะจะโคนของเพลงได้ดีขึ้น มันเปลี่ยนไปมากในลักษณะที่ดีขึ้น
อ้อ.. อีกจุดหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไปแบบน่าพอใจสำหรับเพลงนี้หลังจากเอาสายไฟ Aqueous (Gen.6 Diamond Revision) ลงไปแทนสายแถม นั่นคือ ความตื้น–ลึก ของเวทีเสียงที่รู้สึกได้ว่า เวทีเสียงมันถอยร่นลงไปหลังระนาบลำโพงเป็นชั้นๆ รับรู้ถึงเลเยอร์ของเวทีเสียงที่ลดหลั่นลึกลงไปด้านหลังได้ชัดเจนมากขึ้น ตรงนี้ดีมาก.!!

เพลง : The Girl In The Other Room (DSF64)
อัลบั้ม : The Girl In The Other Room
ศิลปิน : Diana Krall
สังกัด : Verve
ตอนฟังอัลบั้มชุด “รุ้งกินน้ำ” ผมสังเกตว่า เสียงร้องของอัสนี กับเสียงประสานของสาวๆ ที่แผ่อยู่ด้านหลังมันมีลักษณะที่นุ่มเนียนมากกว่าตอนใช้สายไฟแถมเยอะมาก.. เพื่อให้ชัวร์ ผมเลยเลือกอัลบั้มชุด The Girl In The Other Room ซึ่งเป็นอัลบั้มที่ผมชอบเสียงร้องของไดอาน่า ครอลในชุดนี้มากเป็นพิเศษ Al Schmitt บันทึกและมิกซ์เสียงร้องของเธอในอัลบั้มนี้ออกมาได้ดีมาก แม้แต่ตอนฟังโดยใช้สายไฟแถมทั้งที่ DAC (จุด A) และที่แอมป์ (จุด B) ผมพบว่าเสียงร้องของเธอก็ออกมาดีมากแล้ว เสียงลอยชัด เป็นตัว แต่ถ้าตั้งใจฟังจะพบว่ามีอาการขึ้นขอบนิดๆ พอเอาสายไฟเอซี Aqueous (Gen.6 Diamond Revision) เข้าไปแทนที่สายแถมแค่จุดเดียวคือตรง DAC (จุด A) เสียงร้องของ Diana Krall เปลี่ยนไปเลย.. อาการขึ้นขอบหยาบๆ หายไปเกือบหมด เนื้อมวลของเสียงร้องมีความเนียนและอิ่มเอิบ ฟูฟ่องขึ้นมาทันที นอกจากนั้น เสียงเปียโนและเครื่องดนตรีอื่นๆ ก็ฟังดีไปด้วย เนื้อเสียงฟูขึ้น เวทีเสียงเปิดโล่งมากขึ้น ไดนามิกคลายตัวมากขึ้น ให้ความรู้สึกผ่อนคลายออกมาพร้อมกับความรู้สึกนุ่มหู เสียงเป็นผู้ดีมาก ฟังเพลินจริงๆ.!!!
หลังจากนั้น ผมก็ย้ายสายไฟเอซี Aqueous (Gen.6 Diamond Revision) มาทดลองฟังเทียบกับสายแถมตรงจุด B ซึ่งใช้กับอินติเกรตแอมป์ Platina โดยที่จุด A ที่ใช้เชื่อมต่อกับ DAC ผมเอาสายแถมต่อไว้เพื่อไม่ให้โทนเสียงของสายไฟเอซีตัวอื่นๆ เข้ามาผสมปนเป ซึ่งจะทำให้แยกโทนเสียงของสายไฟ Aqueous (Gen.6 Diamond Revision) ออกมาได้ยาก..
ใช้กับแอมป์ฯ เห็นผลมากกว่า..


พอย้ายสายไฟ Aqueous (Gen.6 Diamond Revision) ตัวนี้มาทดลองใช้ป้อนไฟให้กับอินติเกรตแอมป์ Platina ผมพบว่า มันแสดงเปอร์เซ็นต์ความต่างออกมาได้ “มากกว่า” ตอนใช้สายไฟของ PAD เส้นนี้กับ DAC ซึ่งเป็นแหล่งต้นทางอย่างชัดเจน..
เพลง : Carmen Suite (WAV-16/44.1)
อัลบั้ม : Faust & Carmen Suite
ศิลปิน : Alexander Gibson & Royal Opera House Orchestra
สังกัด : RCA Living Stereo / Analogue Productions
จังหวะที่ทดลองย้ายสายไฟเอซี Aqueous (Gen.6 Diamond Revision) จาก DAC มาที่แอมป์ ผมกำลังฟังเพลง Carmen Suite จากอัลบั้มชุด Faust & Carmen Suite เวอร์ชั่นรีมาสเตอร์โดยค่าย Analogue Productions อยู่พอดี ซึ่งความแตกต่างที่ชัดเจนมากก็คือ “พลังอัดฉีด” ของเสียงที่เพิ่มมากขึ้น กับรูปวงของ “เวทีเสียง” ที่เต่งตึง โอ่อ่า และแผ่ใหญ่ ขยายออกไปรอบด้านมากขึ้น นอกจากนั้น รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ก็ปรากฏชัดออกมามากขึ้นด้วย
เคยได้ยินคำพูดที่ว่า สายไฟเอซีบางตัวเหมาะใช้กับแอมป์มากกว่า source (แหล่งต้นทาง) ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผมได้ยินครั้งนี้ก็ยอมรับว่ามันเป็นคำกล่าวที่มีส่วนจริงอยู่มาก เหตุผลก็เพราะว่าสายไฟเอซีที่ดีก็คือใช้โลหะตัวนำที่มีคุณภาพสูง มีความต้านทานต่อกระแสต่ำ ทำให้สามารถถ่ายทอดกระแสไฟได้ดีกว่าสายไฟเอซีที่ใช้โลหะตัวนำคุณภาพต่ำซึ่งส่งผ่านกระแสไฟได้ไม่เต็มที่ เมื่อสายไฟสามารถส่งผ่านกระแสไฟไปถึงเครื่องได้ดี ก็ทำให้วงจรอิเล็กทรอนิคส์ในตัวเครื่องนั้นๆ ทำงานได้อย่างเต็มสมรรถนะ โดยเฉพาะกรณีของแอมปลิฟายที่มีส่วนการทำงานของ “ภาคขยาย” ที่ต้องการกำลังเสริมจากกระแสไฟที่ดีเข้ามาหนุนมากกว่า source การใช้สายไฟเอซีที่ดีกับแอมป์จึงแสดงผลลัพธ์ออกมาได้โดดเด่นชัดเจนกว่าใช้กับ source นั่นเอง

เพลง : Liberty (FLAC-24/48)
อัลบั้ม : Liberty
ศิลปิน : Anette Askvik
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/track/5761228/u)
พิสูจน์ว่าจะเป็นไปอย่างที่คิดหรือเปล่า.? ผมลองเปลี่ยนมาฟังเพลง Liberty ของ Anette Askvik ซึ่งเป็นเพลงที่ต้องการ “พลัง” ของแอมป์ในการหนุนแอมเบี้ยนต์ของเพลงนี้ให้แผ่คลุมไปได้ทั่วทั้งห้อง ซึ่งเพลงนี้เป็นเพลงที่เต็มไปด้วยพลังงานของมวลแอมเบี้ยนต์ที่อยู่ในย่านความถี่ต่ำลึกๆ และความถี่สูงมากๆ ที่คอยหนุนดันให้เสียงอื่นๆ ลอยตัวอยู่ในเวทีเสียงได้อย่างกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน ซึ่งจากเพลงนี้ทำให้ผมรู้ว่า นอกจากพลังที่คอยหนุนฐานของเสียงอย่างเงียบๆ แล้ว สายไฟเอซีของ PAD เส้นนี้มันยังทำให้เสียงแต่ละเสียงมี “ความละมุน” เกาะกุมอยู่โดยรอบตัวเสียงเหล่านั้นด้วย เป็นความรู้สึกที่เกิดจากความสะอาดเนียนของมวลเนื้อเสียง บวกกับความนิ่งของตัวเสียงที่ไม่วูบวาบ และคอนทราสน์ไดนามิกที่มีความต่อเนื่องอย่างมากนั่นเอง น่าจะเป็นเพราะวัสดุ Contego ที่พวกเขาเอามาใช้ในการแด้มปิ้งควบคุม resonance ที่เกิดขึ้นในตัวสายมันทำงานได้ผลตามนั้น รวมถึงระบบชีลด์ป้องกันคลื่นรบกวนจากภายนอกที่ทำให้ได้เสียงที่มีความสะอาดเพราะไม่มี noise ปนกับกระสไฟเข้าไปป่วนการทำงานของภาคจ่ายไฟของตัวเครื่อง
ก่อนปิดจบการทดสอบ ผมทดลองวกกลับไปฟังเสียงร้องของ Diana Krall เพลง The Girl In The Other Room อีกครั้งโดยที่คราวนี้ใช้สายไฟเอซีแถมต่อเข้าที่ DAC ในขณะที่ต่อสายไฟตัว Aqueous (Gen.6 Diamond Revision) ไว้ที่แอมป์ Platina ผมพบว่า เสียงออกมาไม่เหมือนกัน ตอนเสียบสายไฟ PAD เส้นนี้เข้าที่ DAC ผมรู้สึกว่าเวทีเสียงออกมาแคบกว่าตอนเสียบสายไฟเอซีเส้นนี้เข้าที่แอมป์ แต่เสียงร้องดูมีความเข้มข้นสูงกว่าตอนเสียบเข้าแอมป์นิดหน่อย ตอนเสียบเข้าแอมป์ได้เวทีเสียงที่เปิดกว้างกว่า ในขณะที่ความเข้มข้นของเนื้อเสียงของ Diana Krall จะจางลงนิดนึง.. ไม่มาก สรุปแล้ว การเชื่อมต่อสายไฟเอซีของ PAD เส้นนี้เข้ากับแอมป์หรือแหล่งต้นทาง จะทำให้ได้อย่าง–เสียอย่างอยู่เหมือนกัน แต่ถ้าให้ผมเลือก ผมจะเลือกต่อเชื่อมสายไฟเอซีรุ่น Aqueous (Gen.6 Diamond Revision) ตัวนี้ไว้ที่แอมป์ และไปเอาสายไฟเอซีของแบรนด์เดียวกันคือ PAD รุ่นที่ “เล็กกว่า” รุ่น Aqueous (Gen.6 Diamond Revision) มาใช้กับแหล่งต้นทางเพิ่มเติม บางคนอาจจะสงสัยว่า แล้วถ้าใช้ Aqueous (Gen.6 Diamond Revision) สองเส้น ต่อทั้งแหล่งต้นทางและแอมป์ล่ะ..? ถ้าไม่เกี่ยงในแง่งบประมาณ แบบนั้นคือสมบูรณ์แบบ เพราะไม่ต้องพะวงกับปัญหาทางด้าน phase เลย..
สรุป
จะต้องมีคนแย้งแน่ๆ ถ้าจะพูดสรุปว่า สายไฟเอซีสามารถทำให้แอมปลิฟายมีกำลังสูงขึ้นได้ เพราะด้วยหลักการทำงานแล้ว “ทรานซิสเตอร์” ที่อยู่ในเพาเวอร์แอมป์ต่างหากที่ทำหน้าที่ในการขยายสัญญาณโดยตรง แต่ด้วยข้อเท็จจริงที่ว่า การทำงานของทรานซิสเตอร์ก็ต้องอาศัย “กระแสไฟฟ้า” ถ้าไม่มี “กระแสไฟฟ้า” ทรานซิสเตอร์ก็ทำงานไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ คุณภาพความดี–เลวของ “กระแสไฟฟ้า” ก็น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับ “ประสิทธิภาพ” ในการขยายสัญญาณของทรานซิสเตอร์ด้วย ส่วนที่ว่า “กระแสไฟฟ้า” ที่เดินทางไปถึงเครื่องเสียงแต่ละชิ้นจะมี “คุณภาพความดี–เลว” มาก–น้อยประการใดก็ขึ้นอยู่กับว่า ก่อนจะมาถึงเครื่องเสียง กระแสไฟฟ้านั้นมันเดินทางผ่านอะไรมาบ้าง.? ถ้าฝ่า noise และ resonance อย่างโชกโชนมาตลอดเทาง กระแสไฟที่เดินทางมาถึงเครื่องเสียงก็อาจจะอยู่ในสภาพที่ไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้วงจรอิเล็กทรอนิคส์ที่อยู่ในอุปกรณ์เครื่องเสียงทำงานไม่สมบูรณ์ตามไปด้วย
สายไฟเอซีที่ผลิตออกมาจากแบรนด์เครื่องเสียง “เกือบทุกเส้น” จะให้พลังเสียงที่ดีกว่าสายแถมอย่างชัดเจน แต่ถ้าคุณมีโอกาสได้ทดลองฟังเสียงของสายไฟเอซีเหล่านั้น คุณจะพบว่า มีสายไฟเอซีอยู่ไม่กี่แบรนด์ที่ไม่ได้มุ่งเน้นไปทางด้าน “รีด” กำลังอย่างเดียว แต่ได้ปรับจูนเสียงทางด้านอื่นขึ้นมาด้วย ตัวอย่างก็คือสายไฟเอซี Aqueous (Gen.6 Diamond Revision) ของ Purist Audio Design ตัวนี้ ที่ถูกปรับจูนมาให้ได้เสียงที่ไม่ได้ดีแค่กำลัง แต่เน้นคุณภาพรอบด้านไปพร้อมกัน เพื่อทำให้ได้เสียงที่มี “ความละมุน” ออกมาด้วย โดยใช้ความพิถีพิถันในการออกแบบและเลือกใช้โลหะตัวนำ, ระบบแด้มปิ้ง, ระบบชีลด์ ไปจนถึงเลือกใช้หัว/ท้ายของปลั๊กที่ใส่ใจเรื่องคุณภาพเสียงอย่างเข้มงวดอย่าง Wattgate เบอร์ดัง จึงทำให้สายไฟเอซีของ Purist Audio Design รุ่น Aqueous (Gen.6 Diamond Revision) ตัวนี้เป็นสายไฟที่มีคุณสมบัติในการปรับจูนเสียงของอุปกรณ์ที่ใช้สายไฟเอซีเส้นนี้ ให้ออกมาดีงามไปซะทุกด้าน.!
ได้ลองฟังแล้วต้องยอมรับว่า การปรับปรุงสายไฟเอซีรุ่นนี้ขึ้นมาเป็นเจนเนอเรเชั่นที่ 6 ของทางแบรนด์ Purist Audio Design ครั้งนี้มันให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจอย่างมาก เสียงดีกว่าเจนเนอเรชั่นก่อนอย่างชัดเจนในทุกด้าน ถ้าคุณตั้งงบไว้ไม่เกิน 8 หมื่นบาทสำหรับการอัพเกรดซิสเต็มด้วยสายไฟเอซีสักเส้นหนึ่ง ผมขอแนะนำให้อัพเกรดสายไฟเอซีของแอมป์ก่อน โดยหาโอกาสไปทดลองฟังเสียงของสายไฟเอซีรุ่น Aqueous (Gen.6 Diamond Revision) ตัวนี้ให้ได้..
แล้วคุณจะค้นพบศักยภาพที่แท้จริงของแอมป์ที่คุณใช้อยู่..!!!
********************
ราคา : 74,000 บาท / เส้น
(สายต่อสำเร็จ / ความยาว = 2 เมตร)
********************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
บ. Hi-END AUDIO
โทร. 02-101-1988
facebook: @hiendaudiothailand



