Bi-Wire เทียบกับ Bi-Amp แบบไหนเจ๋งกว่ากัน.?

หูของมนุษย์เรามีความสามารถในการรับรู้ความถี่เสียงในย่านต่ำลงไปไม่เกิน 20Hz และย่านสูงขึ้นไปไม่เกิน 20kHz จึงเป็นที่มาของสเปคฯ frequency response หรือย่านความถี่ตอบสนองตั้งแต่ 20Hz – 20kHz ที่วงการเครื่องเสียงของเราใช้เป็นมาตรฐานในการออกแบบอุปกรณ์เครื่องเสียงมาโดยตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา

ไดเวอร์
กับ ความถี่ตอบสนอง

ลำโพงเป็นอุปกรณ์เครื่องเสียงที่ กำหนดช่วงของความถี่ตอบสนองของชุดเครื่องเสียง โดยอาศัยอุปกรณ์ที่เรียกว่า ไดเวอร์ทำหน้าที่ในการสร้างความถี่เสียงทั้งหมดออกมา ซึ่งจำนวนของไดเวอร์ที่ใช้ในลำโพงแต่ละรุ่น จะมีความแตกต่างกันไปตามขนาดของตัวตู้และลักษณะการออกแบบ ลำโพงบางรุ่นใช้ไดเวอร์แค่ข้างละตัวเดียว ในขณะที่หลายๆ รุ่นส่วนใหญ่จะใช้ไดเวอร์สอง, สาม, สี่ หรือมากกว่านี้

ไดเวอร์แต่ละตัวมีความสามารถในการสร้างเสียงที่ครอบคลุมความถี่ได้กว้างแคบไม่เท่ากัน แปรผันไปตามขนาดของไดอะแฟรมและเทคโนโลยีพื้นฐานที่ใช้ในการสร้างความถี่ออกมา ถ้าผู้ออกแบบต้องการสร้างลำโพงที่ให้ความถี่ครอบคลุมความสามารถในการรับฟังเสียงของมนุษย์ให้มากที่สุด จำเป็นต้องใช้ไดเวอร์จำนวนมากกว่า 1 ตัวเพื่อให้มันช่วยกันสร้างความถี่เสียงทั้งหมดออกมา

ดังเช่น ไดเวอร์ที่เรียกว่า ทวีตเตอร์” (tweeter) ทำหน้าที่ในการสร้างความถี่ในย่านแหลม ซึ่งมีอยู่หลายรูปแบบ แต่ไม่ว่าจะเป็นไดเวอร์ที่สร้างขึ้นมาด้วยเทคโนโลยีแบบใด จะเป็นโดมผ้า, โดมโลหะ, โดมเซรามิก, ริบบ้อน, AMT ฯลฯ มันก็จะมีความสามารถในการสร้างความถี่เสียงที่จำกัดอยู่ในย่านเสียงแหลม ส่วนใหญ่จะเริ่มตั้งแต่ 2,000Hz – 3,000Hz ขึ้นไปจนถึง 20kHz

ส่วนเสียงในย่านกลางที่รับช่วงต่อลงมาจากทวีตเตอร์ จะเป็นหน้าที่ของไดเวอร์ มิดเร้นจ์” (mid-range) ซึ่งจะให้ความถี่เสียงครอบคลุมเสียงของเครื่องดนตรีและเสียงร้องส่วนใหญ่

และไดเวอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดก็คือ วูฟเฟอร์” (woofer) จะเป็นตัวสร้างเสียงทุ้ม ซึ่งครอบคลุมความถี่ในย่านต่ำ โดยมากตั้งแต่ระดับไม่กี่ร้อยเฮิร์ตลงมา

วงจร ครอสโอเว่อร์ เน็ทเวิร์ค
กับ การจัดสรรความถี่

ในการออกแบบลำโพงที่ใช้ไดเวอร์หลายตัวทำงานร่วมกัน ภายในตัวตู้ลำโพงจะมีวงจรอิเล็กทรอนิคอยู่แผงหนึ่งเรียกว่า วงจรครอสโอเวอร์ เน็ทเวิร์ค” (crossover network) เป็นวงจรพาสซีฟ ทำหน้าที่ในการตัดแบ่งความถี่เสียงทั้งหมดที่รับมาจากเพาเวอร์แอมป์เพื่อส่งไปให้ไดเวอร์แต่ละตัวรับไปแปลงออกไปเป็นคลื่นเสียง ซึ่งวงจรครอสโอเวอร์ เน็ทเวิร์คที่ว่านี้จะถูกออกแบบให้มีจุดตัดแบ่งความถี่ (ในสเปคฯ ของลำโพงจะใช้คำว่า “crossover frequency”) ที่เหมาะสมกับจำนวนไดเวอร์ที่ประกอบอยู่บนลำโพงรุ่นนั้นๆ อย่างเช่น ถ้าเป็นลำโพงสองทางที่ใช้ไดเวอร์ทำงานร่วมกัน 2 ตัว คือ ทวีตเตอร์หนึ่งตัวทำหน้าที่สร้างความถี่ในย่านแหลม ส่วนเสียงกลางกับเสียงทุ้มจะถูกรวบโดยวูฟเฟอร์ วงจรครอสโอเวอร์เน็ทเวิร์คสำหรับลำโพงแบบนี้ก็จะมีจุดตัดแบ่งความถี่แค่จุดเดียว โดยแบ่งสัญญาณเสียงที่รับมาจากเพาเวอร์แอมป์ออกเป็น 2 ส่วน ก่อนส่งให้ไดเวอร์ทั้งสองตัวนำไปแปลงเป็นคลื่นเสียง ถ้าเป็นลำโพงสามทางที่ใช้ไดเวอร์ทำงานร่วมกัน 3 ตัว คือ ทวีตเตอร์ + มิดเร้นจ์ + วูฟเฟอร์ วงจรครอสโอเวอร์เน็ทเวิร์คที่ใช้กับลำโพงสามทางแบบนี้ก็จะต้องมีจุดตัดแบ่งความถี่ 2 จุด เพื่อตัดแบ่งสัญญาณเสียงให้ออกมาเป็น 3 ช่วงความถี่ แล้วจัดส่งให้ไดเวอร์ทั้งสามตัวช่วยกันแปลงเป็นคลื่นเสียงออกไป

เนื่องจากไดเวอร์ทั้งสามรูปแบบ คือ ทวีตเตอร์, มิดเร้นจ์ และวูฟเฟอร์ มี ความไว (sensitivity) ต่างกัน จึงต้องการ กำลังขับจากแอมป์ไม่เท่ากัน ทวีตเตอร์มีความไวสูงที่สุดในสามตัว กินกำลังน้อย ส่วนมิดเร้นจ์กินกำลังมากกว่าทวีตเตอร์ แต่ก็น้อยกว่าวูฟเฟอร์ เมื่อไดเวอร์ทั้งหมดมาทำงานอยู่ในลำโพงตัวเดียวกัน ผู้ออกแบบก็ต้องทำการปรับชดเชยความไวของไดเวอร์ทั้งหมดให้เข้าใกล้ความต้านทานปกติ (norminal impedance) ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยตามมาตรฐานทั่วไปที่ใช้กับลำโพงบ้าน นั่นคือระหว่าง 4 – 8 โอห์ม

สัญญาณเสียง
กับ การจ่ายกำลังขับของแอมป์

ขณะที่ลำโพงทำงาน เพาเวอร์แอมป์จะทำหน้าที่คอยจ่ายกำลังให้กับลำโพงในการผลักดันคลื่นเสียงออกไปจากไดเวอร์ทั้งหมด เนื่องจากสัญญาณเสียงเพลงมีการสวิงเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ระหว่างปริมาณของความถี่ทั้งสามย่านหลักคือทุ้มกลางแหลม บางช่วงของเพลงอาจจะมีเสียงในย่านกลางแหลมมากกว่าทุ้ม ซึ่งเป็นช่วงที่ไดเวอร์ทวีตเตอร์กับมิดเร้นจ์ต้องการกำลังขับมากกว่าวูฟเฟอร์ ในขณะที่บางช่วงเสียงทุ้มอาจจะมีปริมาณมากกว่ากลางแหลมซึ่งเป็นช่วงที่วูฟเฟอร์ต้องการกำลังขับจากแอมป์มากกว่ามิดเร้นจ์และทวีตเตอร์ ซึ่ง ความต้องการกำลังขับของไดเวอร์จะสะท้อนผ่านออกมาทาง ความต้านทาน (impedance) ที่สวิงขึ้นๆ ลงๆ ไดเวอร์ตัวไหนต้องการกำลังขับมาก อิมพีแดนซ์ก็จะสวิงลง ตัวไหนต้องการกำลังขับน้อย อิมพีแดนซ์ก็จะสวิงขึ้น ซึ่งการสวิงของอิมพีแดนซ์ของไดเวอร์แต่ละตัวจะเป็นไปตามลักษณะของสัญญาณเพลงนั่นเอง แต่เนื่องจากอิมพีแดนซ์ของไดเวอร์ทั้งหมดจะถูก เฉลี่ยผ่านวงจรเน็ทเวิร์คฯ ออกมาเป็นผลรวมค่าเดี่ยวๆ ซึ่งเพาเวอร์แอมป์จะจ่ายกำลังขับไปให้ลำโพงผ่านทางสายลำโพงด้วยปริมาณของกำลังขับที่ผันแปรไปตามอิมพีแดนซ์ที่ลำโพงแจ้งมา

ลักษณะการเชื่อมต่อสายลำโพง
กับ ลักษณะการทำงานของเพาเวอร์แอมป์
และ ประสิทธิภาพเสียง

สำหรับลำโพงทั่วๆ ไปที่มีวงจรครอสโอเวอร์ เน็ทเวิร์คอยู่ภายใน เพาเวอร์แอมป์จะส่งกำลังไปให้วงจรครอสโอเวอร์ เน็ทเวิร์คในตัวลำโพงผ่านเข้าไปทางสายลำโพง ซึ่งการเชื่อมต่อสายลำโพงระหว่างเพาเวอร์แอมป์กับขั้วต่อสายของลำโพงจึงส่งผลต่อลักษณะของเสียงและคุณภาพเสียงที่ได้ยินจากลำโพงด้วย

ปัจจุบันนี้ ลำโพงเกือบทั้งหมดที่ใช้ไดเวอร์มากกว่า 1 ตัวทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะถูกหรือแพง มักจะให้ขั้วต่อสายลำโพงมา 2 ชุด ซึ่งในทางเทคนิคเรียกว่าเป็นลำโพง 2 ทาง แม้ว่าบางรุ่นนั้นจะใช้ไดเวอร์มากกว่า 2 ตัวก็ตาม

จากรูปตัวอย่างนี้ เป็นลำโพงสองทางวางขาตั้ง (คู่บน) กับลำโพงสามทางวางขาตั้ง (คู่ล่าง) ซึ่งทั้งสองคู่นี้ให้ขั้วต่อสายลำโพงมาสองชุดเหมือนกัน แต่เมื่อดูจากลักษณะการเชื่อมต่อสัญญาณระหว่างวงจรครอสโอเวอร์ เน็ทเวิร์คกับไดเวอร์แล้ว จะเห็นว่า คู่บนที่เป็นลำโพงสองทาง สัญญาณเสียงจากเพาเวอร์แอมป์ที่ป้อนเข้าทางขั้วต่อสายลำโพงชุดบนจะไปวิ่งผ่าน ฟิลเตอร์ไฮพาส (high-pass filter) บนวงจรครอสโอเวอร์ เน็ทเวิร์คเพื่อตัดความถี่ต่ำออกไปก่อนจะถูกป้อนเข้าทวีตตอร์ ส่วนสัญญาณเสียงจากเพาเวอร์แอมป์ที่ป้อนเข้าทางขั้วต่อสายลำโพงชุดล่างจะไปวิ่งผ่าน ฟิลเตอร์โลว์พาส (low-pass filter) บนวงจรครอสโอเวอร์ เน็ทเวิร์คเพื่อตัดความถี่ย่านสูงออกไปก่อนจะถูกส่งเข้าไปที่วูฟเฟอร์

ซึ่งลักษณะการออกแบบขั้วต่อสายลำโพงกับวงจรครอสโอเวอร์ เน็ทเวิร์คของลำโพงคู่บน ทำให้กำลังขับจากเพาเวอร์แอมป์ที่ป้อนเข้าทางขั้วต่อสายลำโพงชุดบนและชุดล่างพุ่งตรงเข้าไดเวอร์ชุดละตัว เป็นลักษณะการถ่ายทอดกำลังขับจากแอมป์ไปถึงไดเวอร์แบบ หนึ่งต่อหนึ่งซึ่งต่างจากลำโพงคู่ล่างที่เป็นแบบสามทาง ใช้ไดเวอร์ 3 ตัว แต่ให้ขั้วต่อสายลำโพงมาแค่ 2 ชุด กำลังขับจากแอมป์ที่ส่งไปที่ขั้วต่อสายลำโพงชุดบนของลำโพงคู่ล่างจะถูกแชร์ไปที่ทวีตเตอร์และมิดเร้นจ์ ไม่ใช่ลักษณะการถ่ายทอดกำลังขับแบบหนึ่งต่อหนึ่ง ทำให้ไดเวอร์ทวีตเตอร์กับมิดเร้นจ์ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งถ้าจะให้ไดเวอร์ทั้งหมดของลำโพงสามทางทำงานได้เต็มประสิทธิภาพของไดเวอร์ทุกตัว ต้องแยกขั้วต่อสายลำโพงออกเป็น 3 ชุด

ถ้าลำโพงของคุณเป็นลำโพง 2 ทางที่ใช้ไดเวอร์สองตัวคือ ทวีตเตอร์กับวูฟเฟอร์อย่างละตัวทำงานร่วมกัน และให้ขั้วต่อสายมา 2 ชุด กรณีนี้จะสามารถเชื่อมต่อสายลำโพงแบบใดได้บ้าง.? ให้ผลลัพธ์ทางเสียงต่างกันอย่างไร.?


1. ต่อเชื่อมแบบ single-wire

แผนผังการเชื่อมต่อสายลำโพงแบบ single-wire

เป็นการใช้แอมป์ stereo 2 ch หนึ่งตัวกับสายลำโพง (+/-) แค่คู่เดียวในการเชื่อมต่อเพื่อส่งกำลังขับจากเพาเวอร์แอมป์ไปที่ลำโพง ซึ่งโดยทฤษฎีแล้ว วิธีนี้ถือว่าให้ประสิทธิภาพต่ำสุด เนื่องจากว่า กำลังขับของแอมป์ที่ส่งไปให้ลำโพงจะถูกแบ่งแยกจากหนึ่งเป็นสอง ไดเวอร์ทั้งสองตัวจะได้รับกำลังขับที่ต่างกัน เพราะการตอบสนองระหว่างแอมป์กับไดเวอร์ทั้งแต่ละตัวไม่ได้เป็นไปในลักษณะหนึ่งต่อหนึ่ง

การเชื่อมต่อสายลำโพงแบบ single-wire กับลำโพงที่ใช้ขั้วต่อสาย 2 ชุด สามารถสลับการต่อเชื่อมระหว่างสายลำโพงกับขั้วต่อลำโพงได้ 4 รูปแบบ ตามภาพด้านบน ซึ่งการต่อเชื่อมแต่ละรูปแบบจะให้เสียงออกมาต่างกัน สรุปไม่ได้ชัดเจนว่าต่อเชื่อมรูปแบบไหนให้เสียงดีที่สุด ตัวแปรที่เกี่ยวข้องมีอยู่ 4 ตัวแปร ตัวแรกคือ ลักษณะการออกแบบวงจรครอสโอเวอร์ เน็ทเวิร์คของลำโพงนั้นๆ, ตัวแปรที่สองคือ กำลังขับของแอมป์ที่ใช้ในระบบมีอิทธิพลกับการต่อเชื่อมแบบนี้มากเป็นพิเศษ ถัดมาคือ คุณภาพของสายลำโพงและตัวแปรที่สี่ก็คือ คุณภาพของตัวจั๊มเปอร์ที่ใช้เชื่อมโยงระหว่างขั้วต่อสายลำโพงทั้งสองชุดเข้าด้วยกัน

พูดถึง จั๊มเปอร์” (jumper) ที่ใช้เชื่อมโยงระหว่างขั้วต่อสายลำโพงทั้งสองชุด มีประเด็นพิจารณาอยู่ 2 ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเสียง เนื่องจากปัจจุบันได้มีผู้ผลิตสายออดิโอเคเบิ้ลหลายเจ้าทำตัวจั๊มเปอร์ออกมาขาย โดยใช้วัตถุดิบประเภทเดียวกับที่แบรนด์เหล่านั้นใช้ทำสายสัญญาณและสายลำโพง ซึ่งมีผลทำให้เสียงที่ออกมามี คุณภาพเสียงโดยรวมดีขึ้น และทำให้ได้ บุคลิกเสียงที่กลมกลืนไปทางเดียวกันมากกว่าเมื่อใช้ตัวจั๊มเปอร์กับสายลำโพงที่เป็นของผู้ผลิตแบรนด์เดียวกัน

แต่อย่างไรก็ดี การใช้จั๊มเปอร์ที่ทำด้วยวัสดุประเภทเดียวกันกับสายลำโพงจะช่วยแก้ไขเรื่องบุคลิกเสียงทุ้มกลางแหลมที่กลมกลืนไปทางเดียวกันได้และช่วยปรับปรุงคุณภาพเสียงขึ้นมาได้มากกว่าใช้จั๊มเปอร์ที่ติดมากับตัวลำโพง แต่จั๊มเปอร์เหล่านั้นก็ไม่ได้ทำให้การจ่ายกำลังระหว่างแอมป์ไปที่ไดเวอร์เป็นแบบหนึ่งต่อหนึ่ง จั๊มเปอร์บางตัวที่มีอิมพีแดนซ์ต่ำมากๆ อาจจะช่วยทำให้การจ่ายกำลังระหว่างแอมป์ไปที่ไดเวอร์มีประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่ก็ยังไม่ถึงระดับของการเชื่อมต่อระหว่างแอมป์กับไดเวอร์แบบหนึ่งต่อหนึ่งอยู่ดี


2. ต่อเชื่อมแบบ bi-wire

แผนผังการเชื่อมต่อสายลำโพงแบบ bi-wire

เป็นการใช้แอมป์ stereo 2 ch หนึ่งตัวกับสายลำโพง 2 ชุด ในการเชื่อมต่อเพื่อส่งกำลังขับจากเพาเวอร์แอมป์ไปที่ลำโพง ซึ่งเป็นวิธีที่พยายามทำให้แอมป์ มองเห็นลักษณะโหลดของไดเวอร์แต่ละตัวที่ตรงตามความเป็นจริงให้มากที่สุด เรียลไทม์มากที่สุด นั่นคือเป็นความพยายามที่จะทำให้การจ่ายกำลังระหว่างแอมป์ไปที่ไดเวอร์เข้าใกล้แบบหนึ่งต่อหนึ่งนั่นเอง (แต่ใช้เพาเวอร์แอมป์ stereo แค่ตัวเดียว ยังไงก็ไม่ใช่การเชื่อมต่อแบบหนึ่งต่อหนึ่งแน่ๆ)

มีประเด็นพิจารณาในการต่อเชื่อมสายลำโพงแบบไบไวร์ฯ อยู่ 3 ประเด็น ประเด็นแรกคือ ชนิดของสายลำโพงทั้งสองช่วงคือถ้าสายลำโพงทั้งสองชุดที่ใช้ต่อเชื่อมไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะไม่เหมือนกันเพราะใช้ตัวนำคนละชนิด หรือมีลักษณะโครงสร้างของตัวนำที่ต่างกัน อย่างเช่น กรณีที่ชุดหนึ่งใช้ตัวนำทองแดงส่วนอีกชุดใช้ตัวนำโลหะเงิน, หรือกรณีที่ชุดหนึ่งใช้วิธีจัดโครงสร้างตัวนำแบบแกนเดี่ยววางตัวนำแบบเรียงแถวขนานกันไปทั้งเส้น ในขณะที่อีกชุดใช้ตัวนำแบบกลุ่มเส้นฝอยตีเกลียวไปทั้งเส้น ฯลฯ

ตัวนำแบบแกนเดี่ยว

ตัวนำแบบเส้นฝอยตีเกลียว

ความแตกต่างของสายลำโพงทั้งสองชุดที่ใช้ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดข้างต้น จะมีผลทำให้เสียงทุ้มกลางแหลมที่ออกมาไม่ไปในทิศทางเดียวกัน ขาดความกลมกลืนทั้งทางด้านโทนเสียงและไทมิ่งของการตอบสนองไดนามิกของเสียง

ประเด็นที่สองที่ต้องพิจารณาในการต่อสายลำโพงแบบไบไวร์ฯ นั่นคือ ขนาดกับความยาวของสายลำโพงซึ่งมีผลต่อเสียง แม้ว่าสายลำโพงทั้งสองชุดที่ใช้จะมีลักษณะที่เหมือนกันทุกประการ คือเป็นยี่ห้อเดียวกันและรุ่นเดียวกัน แต่ถ้าทั้งสองเส้นมีความยาวต่างกัน ผลของเสียงที่ได้ก็จะต่างกันด้วย ยิ่งความยาวต่างกันมาก ความแตกต่างของเสียงก็จะมากขึ้นตามไปด้วย และแม้ว่าจะเป็นยี่ห้อเดียวกันแต่เป็นรุ่นใหญ่กับรุ่นเล็กก็มีความไม่กลมกลืนกันของเสียงเกิดขึ้นได้เช่นกัน

ประเด็นที่สาม ซึ่งมีความสำคัญมากและส่งผลต่อเสียงมาก นั่นคือ แอมปลิฟายที่ใช้ในระบบ เนื่องจากปลายสายลำโพงทั้งสองชุดต้องถูกรวบเข้ามารวมกันที่ขั้วต่อสายลำโพงของแอมป์ มีผลให้เอ๊าต์พุตของแอมป์มองเห็นโหลดของสายลำโพงเพิ่มขึ้น ถ้าแอมป์มีกำลังสำรองไม่สูงพอ, อิมพีแดนซ์ปกติของลำโพงค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว, เปิดฟังดัง ฯลฯ มีโอกาสที่ตัวแปรเหล่านี้จะทำให้เกิดโอเว่อร์โหลดที่เอ๊าต์พุตของแอมป์ได้ง่าย เกิดความเพี้ยนของเสียงขึ้น


3. ต่อเชื่อมแบบ bi-amp

เป็นวิธีการเชื่อมต่อระหว่างแอมป์กับลำโพงที่ทำให้แอมป์กับลำโพงทำงานร่วมกันแบบ หนึ่งต่อหนึ่ง ซึ่งทำให้ได้ประสิทธิภาพของลำโพงออกมาสูงสุด ถ้าลำโพงของคุณมีขั้วต่อสายลำโพงข้างละ 2 ชุด (4 ขั้ว/บวก = 2/ลบ = 2) คุณสามารถใช้ลำโพงของคุณเชื่อมต่อกับแอมปลิฟายแบบ bi-amp ได้ ทว่า ก่อนจะไปทดลองเชื่อมต่อแบบไบแอมป์ฯ เรามาดูก่อนว่า การเชื่อมต่อแบบไบแอมป์ฯ มีกี่รูปแบบ.? อะไรบ้าง.?

Passive bi-amp
vs. Active bi-amp

แผนผังการเชื่อมต่อแบบ Passive bi-amp

เป็นการใช้เพาเวอร์แอมป์ stereo สองตัว ขับลำโพงที่ใช้ขั้วต่อสายลำโพงแยกเป็น 2 ชุด โดยอาศัยวงจรครอสโอเวอร์ เน็ทเวิร์คที่เป็นวงจรพาสซีฟ (passive = ไม่ใช้ไฟเลี้ยง) ที่อยู่ในตัวลำโพงทำหน้าที่ในการตัดแบ่งความถี่ให้กับไดเวอร์ทั้งสองตัว

สิ่งที่คุณต้องมีสำหรับการเชื่อมต่อระหว่างแอมป์กับลำโพงด้วยวิธี passive bi-amp แบบนี้ก็คือ เอ๊าต์พุตจากปรีแอมป์ที่เหมือนกันจำนวน 2 ชุดซึ่งปรีแอมป์บางตัวมีเอ๊าต์พุต (pre-amp out) มาให้มากกว่าหนึ่งชุดอยู่แล้วก็นำมาใช้ได้เลย แต่ถ้าปรีแอมป์ของคุณไม่มีเอ๊าต์พุตมาให้สองชุด ก็อาจจะใช้แจ๊คอะแด๊ปเตอร์ตัว Y มาแยกสัญญาณจากปรีแอมป์ให้ออกมาเป็นสองชุดก็พอได้ อย่างที่สองที่ต้องใช้ก็คือ สายสัญญาณอะนาลอก 2 คู่เพื่อใช้เชื่อมต่อเอ๊าต์พุตจากปรีแอมป์ไปที่เพาเวอร์แอมป์ทั้งสองตัว ซึ่งควรจะเป็นสายสัญญาณที่เหมือนกันทุกประการ ทั้งยี่ห้อ + รุ่น + ความยาว เพื่อให้สัญญาณจากปรีแอมป์ไปถึงเพาเวอร์แอมป์ทั้งสองมีลักษณะที่เหมือนกันมากที่สุด และประการสุดท้ายคือ เพาเวอร์แอมป์ที่เหมือนกันทุกประการทั้งสองตัว รวมไปถึงสายไฟเอซีที่จะใช้งานกับเพาเวอร์แอมป์ทั้งสองตัวนั้นด้วย ซึ่งก็ควรจะเป็นสายไฟเอซียี่ห้อเดียวกัน รุ่นเดียวกัน และยาวเท่ากัน

สำหรับคนที่ใช้อินติเกรตแอมป์ก็อาจจะสามารถใช้วิธีเชื่อมต่อแอมป์กับลำโพงแบบ passive bi-amp ได้ ถ้าอินติเกรตแอมป์ที่คุณใช้อยู่มีช่อง “PRE-OUTเหมือนในภาพด้านบน และต้องสามารถใช้กำลังขับของเพาเวอร์แอมป์ในตัวร่วมกับสัญญาณปรีเอ๊าต์ฯ ได้ ซึ่งกรณีนี้ คุณต้องหาเพาเวอร์แอมป์ stereo มาเพิ่มอีกหนึ่งตัว ถ้าเป็นยี่ห้อเดียวกับอินติเกรตแอมป์จะดีมาก ส่วนผลลัพธ์ของเสียงที่ออกมาจะดีขึ้นในแง่ของการควบคุมไดนามิกและได้ความโปร่งใสของพื้นเสียง แต่ทางด้านความกลมกลืนก็ขึ้นอยู่กับเพาเวอร์แอมป์กับสายสัญญาณที่คุณเพิ่มเติมเข้ามาในระบบ

สำหรับคนที่เล่นโฮมเธียเตอร์ ก็สามารถใช้เทคนิคการเชื่อมต่อลำโพงด้วยวิธี passive bi-amp เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของลำโพงคู่หน้าได้เช่นกัน และสะดวกมากด้วย เนื่องจากในตัวแอมป์เซอร์ราวนด์ส่วนใหญ่ที่ให้ภาคขยายในตัวมามากกว่า 5 แชนเนลขึ้นไป มักจะมีฟังท์ชั่น Bi-Amp มาให้ใช้ ด้วยการเข้าไปปรับตั้งให้ภาคขยายสำหรับแชนเนลใดแชนเนลหนึ่ง โดยมากจะเป็นแชนเนลที่อาจจะไม่ได้ใช้ อย่างเช่นของตัว Network AV Surround ของ Onkyo รุ่น TX-NR696 ล่าสุด จะระบุเลยว่าภาคขยายที่ใช้กับแชนเนล Height (Surround Back) สามารถปรับเปลี่ยนมาใช้ร่วมกับภาคขยายคู่หน้าเพื่อทำงานในลักษณะของการเชื่อมต่อกับลำโพงคู่หน้าแบบ bi-amp ได้ ซึ่งคุณต้องเข้าไปทำการปรับตั้งในเมนู “speaker configurationแล้วหาสายลำโพงที่เหมือนกันมา 4 เส้น ถอดจั๊มเปอร์ที่ลำโพงคู่หน้าออก แล้วใช้สายลำโพงสองเส้นต่อจากช่อง FRONT ของตัวเอวี รีซีฟเวอร์ไปที่ขั้วต่อคู่ล่าง (Low) ของลำโพง และใช้สายลำโพงอีกสองเส้นเชื่อมต่อระหว่างช่อง HEIGHT ของตัวเอวี รีซีฟเวอร์ไปเข้าที่ขั้วต่อสายลำโพงคู่บน (High) ของลำโพงคู่หน้า

แผนผังการเชื่อมต่อแบบ Active bi-amp

เป็นรูปแบบการเชื่อมต่อที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับการทำงานร่วมกันระหว่างภาคขยายของแอมป์กับไดเวอร์ของลำโพงแต่ละตัว จากภาพประกอบด้านบน จะเห็นว่า Active bi-amp ต่างจาก Passive bi-amp ตรงที่ Active bi-amp ใช้วงจรครอสโอเวอร์ เน็ทเวิร์คแบบที่ใช้ไฟเลี้ยง ซึ่งมักจะเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคแบบแยกชิ้น มีภาคจ่ายไฟเลี้ยงวงจร ในตลาดมีให้เลือกหลายรูปแบบ แต่จะนิยมใช้กันในวงการโปรเฟสชั่นแนลกับวงการเครื่องเสียงรถยนตร์ ส่วนในวงการเครื่องเสียงบ้านเคยได้รับความนิยมในสมัยก่อนนานมาแล้ว ปัจจุบันหาได้ยากแล้ว

2-way active crossover ที่ใช้วงจรฟิลเตอร์ Linkwitz-Riley
(ขอบคุณภาพจาก AliExpress)

การเชื่อมต่อแบบ Active bi-amp ลักษณะนี้ในตัวลำโพงจะไม่มีวงจรครอสโอเวอร์ เน็ทเวิร์คแบบพาสซีฟเหมือนลำโพงทั่วไป ซึ่งคุณภาพเสียงที่ได้ออกมาจะขึ้นอยู่ตัวแปรสำคัญ 2 ส่วน ส่วนแรกคือคุณภาพของตัว Active Crossover ทั้งในแง่ของฟังท์ชั่นที่มีให้ปรับแต่ง อาทิเช่น จุดตัด, แด๊มปิ้ง แพ็คเตอร์, ความดังที่แยกกันระหว่างชุดขับทุ้มกับชุดขับแหลม ฯลฯ กับในแง่ของคุณภาพอุปกรณ์และงานออกแบบ ส่วนตัวแปรอีกตัวที่สำคัญมากๆ ก็คือทักษะในการปรับแต่งเสียงของผู้ใช้เอง

Horizontal bi-amp
vs. Vertical bi-amp

การเชื่อมต่อแบบ Horizontal bi-amp โดยใช้พาสซีฟครอสโอเวอร์ฯ ในตัวลำโพง

การเชื่อมต่อแบบ Vertical bi-amp โดยใช้พาสซีฟครอสโอเวอร์ฯ ในตัวลำโพง

การเชื่อมต่อ bi-amp ตามภาพไดอะแกรมทั้ง 2 ภาพข้างบนนี้เป็นรูปแบบการเชื่อมต่อ bi-amp โดยใช้วงจรครอสโอเวอร์ เน็ทเวิร์คแบบพาสซีฟที่อยู่ในตัวลำโพงทำหน้าที่ในการตัดแบ่งความถี่ ซึ่งวิธีที่ทำได้ง่ายและไม่สิ้นเปลืองมาก ส่วนกำลังขับก็มาจากเพาเวอร์แอมป์ stereo สองตัว ซึ่งความแตกต่างจะอยู่ที่การจัดทางเดินของสัญญาณตั้งแต่เอ๊าต์พุตของปรีแอมป์ที่ไปเข้าเพาเวอร์แอมป์แต่ละตัว ซึ่งวิธีต่อแบบ Vertical bi-amp นั้น เพาเวอร์แอมป์ทั้งสองตัวจะ ต้องเหมือนกันทุกประการ เพราะเพาเวอร์แอมป์แต่ละตัวจะถูกใช้ขับทั้ง ความถี่ต่ำ (Low) และ ความถี่สูง (High) ของแต่ละข้าง ในขณะที่การต่อแบบ Horizontal bi-amp นั้น แอมป์ตัวหนึ่งจะถูกขับเฉพาะย่านต่ำ (Low) ของลำโพงทั้งสองตัว ในขณะที่แอมป์อีกตัวจะถูกขับเฉพาะความถี่สูง (High) ของลำโพงทั้งสองตัว

สำหรับคนที่อยากจะลองเชื่อมต่อโดยผสมเพาเวอร์แอมป์สองตัวที่ต่างกัน อย่างเช่น ยี่ห้อเดียวกัน ซีรี่ย์เดียวกัน แต่เป็นรุ่นใหญ่กับรุ่นเล็ก ก็สามารถใช้วิธีการเชื่อมต่อแบบ Horizontal bi-amp ได้


หลังจากทำความรู้จักกับการเชื่อมต่อระหว่างแอมป์กับลำโพงด้วยวิธีที่เรียกว่า bi-amp แล้ว ทีนี้เรามาดูกันว่า การเชื่อมต่อแบบ bi-amp ให้ผลลัพธ์อย่างไร?

การเชื่อมต่อแบบ bi-amp

เมื่อเอาจั๊มเปอร์ออก แล้วใช้แอมป์ stereo 2 ch จำนวน 2 ตัว กับสายลำโพงซิงเกิ้ลไวร์ 2 ชุด แยกขับ ซึ่งไม่ว่าคุณจะเชื่อมต่อแบบ Horizontal หรือแบบ Vertical bi-amp ก็ถือว่าเป็นการเชื่อมต่อที่ทำให้แอมป์จ่ายกำลังไปที่ไดเวอร์แบบหนึ่งต่อหนึ่งอย่างแท้จริง คือแอมป์แต่ละแชนเนลจะถูกใช้มอนิเตอร์ความต้องการกำลังขับของไดเวอร์แต่ละตัวแยกจากกันเด็ดขาด ตัวที่เชื่อมต่อกับทวีตเตอร์ก็จะคอยป้อนกำลังขับให้กับทวีตเตอร์อย่างเดียว ในขณะที่แอมป์ตัวที่เชื่อมต่อกับวูฟเฟอร์ก็จะคอยป้อนกำลังให้กับวูฟเฟอร์แบบเรียลไทม์ ปรับเปลี่ยนปริมาณกำลังขับที่ป้อนให้กับวูฟเฟอร์ตามสภาพการทำงานจริง ทุกขณะที่สัญญาณเพลงสวิงไปเรื่อยๆ

แม้ว่าการเชื่อมต่อแบบ Active bi-amp จะให้ประสิทธิภาพสูงสุด สูงกว่าการเชื่อมต่อแบบ Passive bi-amp แต่การเชื่อมต่อแบบ Passive bi-amp ก็มีข้อดีกว่าในแง่ของเสียงในกรณีที่คุณยังไม่ชำนาญพอในการปรับจูนเสียง เนื่องจากวงจรพาสซีฟ ครอสโอเวอร์ในตัวลำโพงกับไดเวอร์ถูกปรับจูนมาเรียบร้อยแล้วจากโรงงาน

การเชื่อมต่อแอมป์กับลำโพงแบบ bi-amp ถือว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด มีประสิทธิภาพสูงสุด แต่ก็มีประเด็นให้ต้องพิจารณาอยู่ 2 จุด ประเด็นแรกคือ แอมป์ที่ใช้ซึ่งความเชื่อที่ว่า แอมป์หลอดให้เสียงหวาน กลางแหลมดี เอาไปขับทวีตเตอร์ ส่วนทรานซิสเตอร์เบสดีเอาไปขับทุ้ม อาจจะใช้ไม่ได้จริงในทางปฏิบัติ เพราะทวีตเตอร์ของลำโพงสองทางไม่ได้ให้เฉพาะแหลมอย่างเดียว แต่ให้เสียงกลางบางส่วนออกมาด้วย ในขณะที่วูฟเฟอร์ก็ไม่ได้ให้เสียงทุ้มอย่างเดียวแต่มีเสียงกลางต่ำออกมาด้วย ดังนั้น การใช้แอมป์ที่มีดีไซน์ต่างกัน จะทำให้เกิดปัญหาเฟสเคลื่อนได้ง่าย คือเสียงที่มีความถี่อยู่ในช่วงที่คล่อมอยู่ระหว่างทวีตเตอร์กับวูฟเฟอร์จะต่อกันไม่สนิท โทนเสียงไม่กลืนกัน ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุด เสี่ยงน้อยที่สุด ก็คือใช้แอมป์แบบเดียวกันทั้งสองตัว คือยี่ห้อและรุ่นเดียวกัน

ประเด็นที่สองคือ สายสัญญาณและสายลำโพงที่ใช้ก็ควรจะเป็นสายยี่ห้อและรุ่นเดียวกัน มีความยาวเท่ากันด้วย เพื่อป้องกันปัญหาเฟสของสัญญาณเสียงทั้งสองส่วนไม่กลืนเป็นเนื้อเดียวกัน ซึ่งวิธีการเชื่อมต่อแบบ bi-amp ได้รับการยอมรับในวงการเป็นวิธีทำให้ลำโพงทำงานด้วยประสิทธิภาพเต็มที่มากที่สุด ส่วนว่าคนฟังจะฟังผลลัพธ์ของการต่อเชื่อมด้วยวิธี bi-amp ออกมาได้มากน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับทักษะและประสบการณ์ในการฟังของแต่ละคนเป็นสำคัญ /

********************

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า