รีวิวเครื่องเสียง Opera Audio/Consonance รุ่น Linear220 MK II อินติเกรตแอมป์หลอด

ผมก็ยังคงมีความเชื่อมั่นว่า สุดท้ายแล้ว ในอนาคต ทั้งแอมป์หลอดและแอมป์โซลิดสเตทจะให้เสียงที่ไปในทิศทางเดียวกัน เพราะปลายทางที่อุปกรณ์เครื่องเสียงทั้งหลายมุ่งหน้าพัฒนาไปก็คือ เสียงที่เหมือนกับต้นฉบับที่ป้อนเข้าไปให้มันนั่นเอง เมื่อใดที่แอมป์หลอดและแอมป์โซลิดสเตทพัฒนาไปจนถึงจุดสูงสุด เมื่อป้อนเพลงเดียวกันเข้าไปให้แอมป์ทั้งสองชนิดนี้ทำงาน สิ่งที่เรา ควรจะได้ยินออกมาจากแอมป์ทั้งสองชนิดนี้ก็ควรจะเป็นเพลงเดียวกันที่มีคุณสมบัติของเสียง เหมือนกันทุกประการ

Opera Audio/Consonance : Linear200 MK II
แอมป์หลอดที่ขยับเข้าใกล้อุดมคติมากขึ้น.. ทันยุคสมัยมากขึ้น

Opera Audio/Consonance เป็นหนึ่งในจำนวนไม่กี่แบรนด์ผู้ผลิตสินค้าเครื่องเสียงของจีนที่ทำโปรดักซ์ได้ หลุดทะลุม่านประเพณีของเครื่องเสียงจีนไปได้อย่างหมดจดที่สุด ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน ดีไซน์รูปร่างหน้าตา, หรือแม้แต่ลักษณะและคุณภาพเสียงที่ได้ออกมาก็ไม่มีคราบของเครื่องเสียงจีนเลยแม้แต่น้อย

ดีไซน์หน้าตาของแอมป์ยี่ห้อนี้ออกมาเก๋ไก๋มาก เน้นไปทาง minimalist สไตล์ยุโรป ไม่รุงรัง แต่มีของให้ใช้ครบ อย่างรุ่น Linear200 MK II ที่ผมกำลังจะทดสอบตัวนี้ พื้นฐานของดีไซน์ยึดเอารูปแบบของแอมป์หลอดยุคดึกดำบรรพ์มาใช้ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะรูปทรงของตัวถัง, ลักษณะและตำแหน่งการจัดวางหลอด และลักษณะการจัดวางทรานฟอร์เมอร์ทั้งสามใบ (เพาเวอร์ทรานฟอร์เมอร์หนึ่ง + เอ๊าต์พุตทรานฟอร์เมอร์อีกสอง) เลยไปจนถึงลักษณะการจัดวางปุ่มปรับและขั้วต่อต่างๆ ซึ่งเป็นรูปแบบดีไซน์เก่าแก่ที่คนเล่นหลอดทุกคนคุ้นเคย ทว่า เพื่อเพิ่มเติมความทันสมัยเข้าไป ทางทีมออกแบบของ Opera Audio/Consonance ก็เลือกใช้ สีของตัวถังให้ออกไปทางสีอะลูมิเนียมทั้งตัว ทำให้ได้ look ที่ดูอวกาศขึ้นมานิดนึง ต่างจากรุ่น Reference 5.5 MK II ที่ผมทดสอบไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาให้ look ที่ออกไปทางวินเทจมากกว่า

(ลิ้งค์ | รีวิว Opera Audio/Consonance Reference 5.5 MK II)

ฟังท์ชั่นใช้งาน

1. สวิทช์เปิด/ปิดเครื่อง อยู่ด้านข้างซ้ายของตัวเครื่อง
2. ปุ่มหมุนเลือกอินพุต
3. ไฟ LED แสดงตำแหน่งของอินพุต ซึ่งจะสลับไปตามตำแหน่งการหมุนของสวิทช์
4. ช่องรับคลื่นอินฟราเรดของรีโมทไร้สาย
5. ปุ่มปรับวอลลุ่ม

Linear200 MK II ให้ช่องอินพุตมาทั้งหมด 6 ช่อง ใช้ตัวเลขเป็นสัญลักษณ์กำกับแต่ละอินพุต ไล่จาก 1 ถึง 6 และใช้หลอดไฟแอลอีดีสีฟ้า (ศรชี้) คอยขยับเคลื่อนไปตามลำดับของการหมุนปุ่มอินพุต

แผงหน้าปัดซีกขวามีปุ่มปรับวอลลุ่มหนึ่งปุ่ม ไว้ใช้ปรับเพิ่ม/ลดระดับความดัง กับช่องรับคลื่นอินฟราเรดจากรีโมทไร้สาย (ศรชี้) อีกหนึ่งจุดเท่านั้น

6. ช่องอินพุต AUX1, AUX2 และ AUX3 สำหรับสัญญาณอะนาลอก สเตริโอ
7. ช่องอินพุต OPTICAL, COAXIAL และ USB สำหรับสัญญาณดิจิตัล
8. ขั้วต่อสายลำโพงสำหรับแชนเนลขวา (Right Channel)
9. ขั้วต่อสายลำโพงสำหรับแชนเนลซ้าย (Left Channel)
10. ช่องเสียบปลั๊กไฟเอซี

ขั้วต่ออินพุตสามช่องแรกคือ AUX1, AUX2, AUX3 เป็นอินพุตสำหรับสัญญาณอะนาลอก สเตริโอ 2 ch จากเครื่องเล่นแผ่นประเภทต่างๆ หรือเอาไว้รองรับสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตจาก external DAC หรือจาก Network Streamer ก็ได้ หรือรองรับสัญญาณเสียงจากปรีโฟโนที่ขยายสัญญาณหัวเข็มของเครื่องเล่นแผ่นเสียงก็ได้ ตัวขั้วต่อ RCA เป็นของเกรดดี ชุบทอง

นี่คือความพิเศษของแอมป์หลอดตัวนี้ เป็นกลุ่มของอินพุตสำหรับรองรับสัญญาณดิจิตัลที่มีมาให้ถึง 3 ช่อง ด้วยกัน เริ่มจากซ้ายไปขวาคือช่อง Optical, Coaxial และช่อง USB ที่เอาไว้ใช้รองรับสัญญาณดิจิตัลจากการเล่นไฟล์เพลงด้วยคอมพิวเตอร์ หรือเน็ทเวิร์ค เพลเยอร์

ความพิเศษของช่องอินพุตดิจิตัลของ Linear200 MK II ที่ผมถือว่าเป็นความโดดเด่นอย่างมาก เพราะว่าทั้งสามช่องที่ให้มาสามารถรองรับสัญญาณดิจิตัลได้สูงทัดเทียมกันหมดทั้งสามช่อง คือรับสัญญาณ PCM stereo ที่มีแซมปลิ้งฯ ตั้งแต่ 44.1kHz ขึ้นไปจนถึง 384kHz ที่ความละเอียดตั้งแต่ 16-32bit และรองรับสัญญาณ DSD ได้สูงถึงระดับ 11.2MHz หรือ DSD256 ซึ่งโดยปกติแล้ว ในจำนวน external DAC ตัวอื่นๆ ที่ผมเคยผ่านมือมา ขนาดว่าเป็น DAC แยกชิ้นที่ออกแบบกันสุดโต่ง แต่ก็แทบจะไม่มี external DAC ตัวไหนเลยที่ให้ช่องอินพุต Optical และ Coaxial ที่สามารถรองรับสัญญาณดิจิตัลได้สูงมากแบบนี้! external DAC ทั่วโดยมากจะให้ช่อง Optical กับ Coaxial ที่รองรับสัญญาณได้แค่ 192/24 เท่านั้น และส่วนใหญ่จะไม่รองรับสัญญาณ DSD ทางอินพุตเหล่านี้ด้วย จุดนี้ต้องยกนิ้วให้ Linear200 MK II ไปเลยสองนิ้วโป้ง.!!

ใครที่ไม่เคยใช้แอมป์หลอดมาก่อนอาจจะงงเมื่อเห็นขั้วต่อสายลำโพงของ Linear200 MK II ตัวนี้ที่ให้มาข้างละ 3 ขั้ว เหตุผลที่ทำแบบนั้นก็เพราะว่าตัวเอ๊าต์พุตทรานฟอร์เมอร์ของแอมป์ตัวนี้แยกเอ๊าต์พุตออกมา 2 ชุด โดยที่ทั้งสองชุดมีอิมพีแดนซ์ต่างกันคือ 4 โอห์ม กับ 8 โอห์ม ซึ่งเวลาต่อเชื่อมกับลำโพงคุณ ต้องเลือกเชื่อมต่อให้ตรงกับอิมพีแดนซ์ปกติ (norminal impedance) ของลำโพง อย่างเช่น ถ้าในสเปคฯ ลำโพงของคุณระบุอิมพีแดนซ์ปกติ (หรืออิมพีแดนซ์เฉลี่ย) อยู่ที่ 4 โอห์ม ก็ให้เชื่อมต่อไว้ที่ 4 โอห์ม เป็นต้น กรณีที่ลำโพงบางคู่ระบุอิมพีแดนซ์ไว้ที่ 6 โอห์ม ให้ทดลองฟังเทียบระหว่างการเชื่อมต่อที่เอ๊าต์พุต 4 โอห์มกับ 8 โอห์ม แล้วเลือกเสียงที่คุณพอใจมากที่สุด ถามว่า.. กรณีที่อิมพีแดนซ์ของลำโพงเป็น 4 โอห์มแต่เชื่อมต่อกับแอมป์ที่เอ๊าต์พุต 8 โอห์มจะทำให้แอมป์เสียรึเปล่า.? ไม่เสียนะครับ แต่เสียงจะออกมาไม่เต็มประสิทธิภาพ ตัวขั้วต่อสายลำโพงที่ให้มาคุณภาพดีมาก

เอ๊าต์พุตทรานฟอร์เมอร์ข้างซ้ายและข้างขวา (ศรชี้)

หลอดล้วนๆ !!

A = หลอดภาคปรีฯ ยี่ห้อ Electro-Harmonix เบอร์ 12AX7 (หรือ ECC83)
B + C = หลอดภาคไดร้ ยี่ห้อ Electro-Harmonix เบอร์ 12BH7A
D + E = หลอดเรคติฟาย ยี่ห้อ Sovtek เบอร์ 5AR4
F + G = หลอดเพาเวอร์ฯ ยี่ห้อ Tung-Sol เบอร์ KT120

Linear200 MK II ใช้หลอดทวินไทรโอดเบอร์ 12AX7 ทำในรัสเซียซึ่งให้เกนโวลเตจสูงทำหน้าที่เป็นปรีฯ โดยมีหลอดเบอร์ 12BH7A ของยี่ห้อ Electro-Harmonix ทำในรัสเซียเช่นกันทำหน้าที่จ่ายกระแส ซึ่งหลอดทั้งสามหลอดนี้จะจัดการกับสัญญาณอะนาลอกอินพุตที่เข้ามาทางช่อง AUX 1AUX 3 และสัญญาณอะนาลอกจากเอ๊าต์พุตของภาค DAC ก่อนส่งให้ภาคเพาเวอร์แอมป์ทำการขยายสัญญาณด้วยหลอดเพาเวอร์ฯ เบอร์ KT120 ของ Tung-Sol โดยมีหลอดเบอร์ 5AR4 ของ Sovtek ทำหน้าที่แปลงไฟเอซีเป็นดีซี (rectify) เพื่อเลี้ยงวงจร

หลอด rectify เบอร์ 5AR4

หลอดเพาเวอร์ฯ เบอร์ KT120

วงจรขยายออกแบบเป็น Push-Pull ส่วนหลอดเพาเวอร์ KT120 ของ Tung-Sol ที่ใช้ในภาคขยายของแอมป์ตัวนี้เป็นหลอด Beam Pentode ที่ออกแบบมาเพื่องานขยายสัญญาณเสียงโดยเฉพาะ

รีโมทไร้สายที่แถมมาให้ ทำด้วยโลหะ น้ำหนักกระชับมือ

แม็ทชิ่ง + เซ็ตอัพ

ข้อพึงปฏิบัติข้อหนึ่งสำหรับแอมป์หลอดที่ส่งผลกับคุณภาพเสียงมากและเป็นเรื่องที่ผู้ผลิตแอมป์หลอดมักจะเตือนไว้ในคู่มือเสมอ นั่นคือ ไม่ควรเสียบสายไฟเอซีที่จะใช้จ่ายไฟให้ Linear200 MK II ผ่านวงจรกรองไฟ ที่จ่ายกระแสต่ำๆเพราะการทำงานของแอมป์หลอดต้องการกระแสสูง แม้ว่าการเสียบสายไฟเอซีที่ไปเลี้ยงตัวแอมป์ผ่านวงจรกรองไฟจะให้ผลดีในแง่ของการป้องกันและขจัดคลื่นรบกวนได้จริง แต่ต้องพิจารณาในเรื่องความสามารถในการจ่ายกระแสของตัวกรองไฟตัวนั้นด้วย เพราะโดยปกติแล้ว ช่องกรองไฟของตัวกรองไฟตัวเล็กๆ ราคาถูกๆ มักจะจ่ายกระแสได้ไม่สูง จะทำให้เสียงของแอมป์ออกมาอั้น ตื้อ ควรลองฟังเทียบกับการเสียบตรงเข้าปลั๊กผนังด้วย

ผมทดลองทดสอบประเด็นนี้ด้วยการเสียบสายไฟเอซีที่ต่อไปเข้า Linear200 MK II ผ่านปลั๊กราง PowerBridge 8 ของ Clef Audio ตรงช่องที่มีวงจรกรองไฟ analog พบว่าเสียงสะอาดกว่าต่อตรงเข้าปลั๊กผนัง แต่ไดนามิกมีอาการย้วย ไม่ดีดเต็ม ทำให้เสียงออกไปทางนุ่มมากไป ขาดความสด แต่เมื่อผมทดลองเปลี่ยนไปเสียบผ่านช่อง ‘High Powerของ PowerBridge 8 ซึ่งเป็นช่องที่ไม่มีวงจรกรองไฟแล้วลองฟังเทียบกับเสียบตรงเข้าปลั๊กผนัง พบว่า เสียบผ่านช่อง High Power ของ PowerBridge 8 ที่ผมใช้อยู่ให้เสียงสะอาดกว่านิดหน่อย ทางด้านไดนามิกไม่ต่างกัน ไม่มีอาการอั้น ซึ่งเหตุผลที่ได้เสียงที่สะอาดกว่าน่าจะเป็นเพราะปลั๊กตัวเมียที่ใช้ในตัว PowerBridge 8 มีคุณภาพสูงกว่าปลั๊กตัวเมียที่อยู่บนผนังบ้านผม (เดิมๆ เป็นของ National ผมไม่ได้เปลี่ยนเอาไว้ทดสอบฟังเทียบโดยเฉพาะ) และสายไฟที่เสียบจากปลั๊กผนังมาที่ตัว PowerBridge 8 ก็เป็นสายไฟคุณภาพดีของ Life Audio รุ่น Essence 1 รุ่นเดียวกับที่ผมใช้ต่อจากช่อง High Power ของ PowerBridge 8 มาที่ตัว Linear200 MK II

ในขณะเดียวกัน ผมได้ทดลองทดสอบเพิ่มเติมด้วยการเปรียบเทียบสายไฟเอซีไปด้วย พบว่า Linear200 MK II ให้ผลลัพธ์ของเสียงที่แปรเปลี่ยนไปตามคุณภาพของสายไฟเอซีด้วย เมื่อลองฟังเทียบด้วยการใช้สายไฟเอซีของ Life Audio รุ่น The Essence 1 ฟังเทียบกับสายไฟเอซีธรรมดาที่แถมมา พบว่า สายไฟเอซี The Essence 1 ช่วยทำให้เสียงของ Linear200 MK II ดีขึ้นกว่าสายแถมมาก เสียงโดยรวมมีความสะอาดมากขึ้น (น้อยซ์ต่ำลง) ตัวเสียงมีทรวดทรงชัดเจนมากขึ้น ไดนามิกสวิงได้กว้างขึ้น ที่เด่นขึ้นมาชัดเจนคือน้ำหนักเสียงที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในย่านเสียงทุ้มที่รู้สึกได้ถึงความแน่นและทิ้งตัวลงพื้นมากขึ้น ในการทดสอบฟังเสียงของ Linear200 MK II ครั้งนี้ผมเลือกใช้สายไฟเอซี Life Audio รุ่น Essence 1 (REVIEW) ตลอดการทดสอบทั้งสองช่วงคือจากปลั๊กผนังมาที่ PowerBridge 8 และจากช่อง High Power ของ PowerBridge 8 มาที่ Linear200 MK II

ส่วนลำโพงที่ผมใช้สลับกันทดลองฟังแนวเสียงและคุณภาพเสียงของ Linear200 MK II มีอยู่ 3 คู่หลักๆ คือ Totem Acoustics รุ่น The One ซึ่งมีอิมพีแดนซ์ปกติอยู่ที่ 4 โอห์ม เป็นตัวแทนของลำโพงสองทางวางหิ้งระดับไฮเอ็นด์ฯ (คู่นี้ราคา 120,000 บาท) กับ Wharfedale รุ่น EVO 4.2 ซึ่งมีอิมพีแดนซ์ปกติอยู่ที่ 8 โอห์ม ตัวแทนลำโพงวางหิ้งระดับมิดเอ็นด์ฯ (คู่นี้ราคาสองหมื่นกลางๆ) และอีกคู่คือ JBL รุ่น Studio Monitor 4318 (92dB / 8 โอห์ม) ตัวแทนลำโพงแนววินเทจ ไดเวอร์ใหญ่ (เบส 12 นิ้ว) ความไวสูง ส่วนสายลำโพงที่ใช้ในการแม็ทชิ่งก่อนทดลองฟังเสียงก็มี Kimber Kable รุ่น 12TC (ซิงเกิ้ลไวร์ฯ)(REVIEW) กับ Nordost รุ่น Heimdall (ซิงเกิ้ล > ไบไวร์)

เนื่องจาก Linear200 MK II มีภาค DAC ในตัว และจากสเปคฯ ที่ระบุไว้พบว่ามันมีความสามารถในการรองรับสัญญาณเสียงดิจิตัลได้สูงมาก คือไปได้เท่ากับมาตรฐานสูงสุดของ DAC ในยุคปัจจุบัน ในช่วงแรกผมจึงทำการทดสอบความสามารถของภาค DAC ในตัวของ Linear200 MK II ก่อนเลย โดยใช้ roonlabs รุ่น nucleus+ (อัพเกรดภาคจ่ายไฟด้วย Linear Power Supply ของ Nordost รุ่น QSource) เป็นทรานสปอร์ตในการเล่นไฟล์เพลง และเชื่อมต่อสัญญาณจาก nucleus+ ไปที่อินพุต USB ของ Linear200 MK II ด้วยสาย USB ของ Nordost รุ่น Blue Heaven ยาวหนึ่งเมตร

และเพื่อประเมินคุณภาพของภาค DAC ในตัว Linear200 MK II ให้ชัดเจนมากขึ้น ผมใช้ external DAC ของ Magnet รุ่น Elite S (REVIEW) กับ MyTek รุ่น Brooklyn Bridge (REVIEW) และ Ayre Acoustics รุ่น QB-9 Twenty ในการฟังเทียบ

เสียงของ Linear200 MK II

จากการทดลองฟังภาค DAC ของ Linear200 MK II ประกบกับ external DAC ทั้งสามตัวที่ผมใช้ฟังเทียบ พบว่า ภาค DAC ที่ Opera/Consonance ให้มาใน Linear200 MK II ไม่ใช่ของแถม แต่เป็นความตั้งใจให้มาใช้งานได้จริง ซึ่งคุณภาพโดยรวมๆ ที่ผมฟังเทียบกับ external DAC ทั้งสามตัวนั้นแล้ว คุณภาพมันเป็นรองตัวที่ราคาต่ำที่สุดในกลุ่มนั้นคือ Magnet : Elite S ไม่มากนัก ที่ยังสู้ไม่ได้ก็คือความเนียนละเมียด กับความเข้มของตัวเสียง แต่เป็นรองในระดับคิดออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์เท่านั้นไม่ได้หมายความว่าภาค DAC ในตัว Linear200 MK II จะไม่เนียนและบอดี้ไม่เข้มข้นนะครับ ตอนแรกที่ผมทดลองฟังขณะทำการเบิร์นฯ รอการฟังจับรายละเอียดจริงๆ ผมก็รู้สึกทึ่งกับคุณภาพเสียงของภาค DAC ในตัวมันมากแล้ว คือจากพื้นฐานที่คิดว่าเป็นของแถม แต่เสียงที่ได้ยินมันไม่ใช่ เมื่อพิจารณาจากคุณสมบัติรอบด้านเฉลี่ยเข้าด้วยกันแล้ว ผมสามารถยอมรับคุณภาพเสียงที่ภาค DAC ในตัว Linear200 MK II ให้ออกมาได้เลย มันให้เสียงที่มีลักษณะเปิด กระจ่าง อิ่มเอิบ เป็นเพราะได้ฐานอิ่มๆ แน่นๆ ของภาคขยายแอมป์หลอดมาช่วยหนุนนั่นเอง เสียงโดยรวมที่ออกมาจึงมีลักษณะที่น่าฟัง นวลเนียน ไม่มีอาการแห้งเลย

อัลบั้ม : Always In My Heart (DSD64)
ศิลปิน : Los Indios Tabajaras

ในช่วงแรกผมได้ทำการทดลองฟังเฉพาะภาคขยายของ Linear200 MK II โดยใช้วิธีเชื่อมต่อสัญญาณอะนาลอก เอ๊าตพุตจาก external DAC ตัวที่แพงที่สุดในจำนวนสามตัวข้างต้นคือ Ayre Acoustics รุ่น QB-9 Twenty มาเข้าที่ช่องอินพุต AUX 1 ของ Linear200 MK II เพื่อตรวจเช็คดูว่า ประสิทธิภาพและคุณภาพของภาคขยายของ Linear200 MK II จะทะยานไปได้ไกลแค่ไหน ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็คือได้ความเนียนสะอาด แรงปะทะ และรายละเอียดของเสียงที่ดี ทว่า เมื่อใช้ source กับลำโพงที่ดีขึ้นไปมากๆ จนเกินตัว Linear200 MK II ขึ้นไป ผมก็รู้สึกว่าต้องการบางด้านของเสียงเพิ่มขึ้น นั่นคือ ความกระชับหนักแน่น ซึ่งตอนฟังกับลำโพงโทเท็ม The One ผมได้ยินรายละเอียดของเสียงที่ดีมากเมื่อฟังเพลงที่มีไดนามิกเร้นจ์สวิงอยู่ในระดับที่ไม่กว้างมาก อย่างเช่น อัลบั้มชุด ‘Always In My Heartซึ่งมีอัตราสวิงของไดนามิกเร้นจ์อยู่แค่ +/-5dB เท่านั้นเอง เสียงออกมา ลอย อิ่ม นุ่มนวล และเนียน แต่เมื่อลองฟังเพลงที่มีไดนามิกสวิงเร็วๆ รัวๆ อย่างเพลง Blue Rondo a la Turkจากอัลบั้มชุด Time Out ของ The Dave Brubeck Quartet จะรู้สึกว่าการย้ำเน้นของหัวโน็ตไม่ว่าจะเป็นเสียงเคาะกลอง และเสียงเดินเบส มีอาการเนิบไปหน่อย อิมแพ็คของหัวโน๊ตติดหนานุ่มไปนิด เมื่อลองเปลี่ยนมาขับลำโพง EVO 4.2 ของ Wharfedale พบว่าการขยับเคลื่อนของอิมแพ็คมีความกระฉับกระเฉงมากขึ้น แสดงว่า กำลังขับที่ 35W ของ Linear200 MK II ยังไม่พอขับดันลำโพงโทเท็ม The One ได้เต็มที่ เมื่อต้องเจอกับเพลงที่เน้นความกระชับเร็ว

คุณศักดิ์ แห่งค่าย KTT Audio ผู้นำเข้าแอมป์ตัวนี้แจ้งว่า แอมป์ตัวนี้สามารถอัพเกรดหลอดภาคเพาเวอร์ทั้งสี่หลอดให้เป็นเบอร์ KT150 ได้ทันทีโดยไม่ต้องปรับอะไรเลย ซึ่งจะได้กำลังขับสูงขึ้น

อย่างไรก็ดี เมื่อขับลำโพงที่อยู่ในพิสัยที่กำลังขับของ Linear200 MK II รับมือไหวอย่าง Wharfedale : EVO 4.2 เสียงที่ออกมาก็แทบจะไร้ที่ติ คือทั้งแอมป์ Linear200 MK II กับลำโพง EVO 4.2 มันทำงานเข้าขากันดีมาก ให้เสียงออกมาดีจนน่าพอใจ มันทำให้เข้าใจความหมายที่ว่า ไม่ว่าจะในซิสเต็มที่มีราคาเท่าไร ถ้าแอมป์กับลำโพงในซิสเต็มนั้นมีความแม็ทชิ่งกันทางด้านกำลังขับอย่างลงตัวแล้ว เสียงที่ออกมาจะน่าฟังและดีพอจนไม่รู้สึกว่าขาดอะไรไป ต้องตั้งใจฟังเทียบกับจริงๆ จึงรู้ว่า ตอนขับโทเท็ม The One จะได้รายละเอียดที่เด่นชัดมากกว่า แต่พอไดนามิกไม่เต็ม ฟังไปนานๆ จะรู้สึกขาดความสนุกในการฟัง พอเปลี่ยนมาเป็น EVO 4.2 แม้ว่าทางด้านรายละเอียดยิบย่อยจะด้อยลง แต่ทางด้านไดนามิกดีขึ้นเพราะแอมป์ไหว แบบนี้ฟังเพลงได้เพลินมากกว่า ซึ่งข้อสรุปก็ออกมาในทิศทางเดียวกับกรณีของแอมป์หลอดทั่วไป นั่นคือควรเลือกลำโพงที่กำลังขับของแอมป์รับมือไหวจะได้เสียงออกมาดีที่สุด

อัลบั้ม : Another Time, Another Place (DSD64)
ศิลปิน : Jennifer Warnes

งานของเจนนิเฟอร์ วอร์นชุดล่าสุดนี้ภาคดนตรีไม่ได้ดุเดือดมากเหมือนชุด Hunter โดยรวมๆ จะออกไปทางผ่อนๆ เบาๆ เกือบทั้งอัลบั้ม แต่ที่โดดเด่นเช่นเคยก็คือเสียงร้องของเธอที่บันทึกออกมาได้ดีมาก โดยเฉพาะเพลง Tomorrow Nightแทรคที่สองในอัลบั้มนี้ซึ่งโชว์ความโดดเด่นของเสียงอะคูสติกเบสของ Roscoe Beck กับเสียงร้องของ Jennifer Warnes ที่ชัด ใส และลอยเป็นตัว ซึ่งเข้าทางของ Linear200 MK II ตัวนี้มากเป็นพิเศษ..

อัลบั้ม : Love Me Tender (DSD64)
ศิลปิน : Lisa Dillan & Asbjorn Lerheim

อัลบั้มนี้ก็เป็นอีกอัลบั้มที่เข้าทางของแอมป์หลอดตัวนี้ ลักษณะของเพลงร้องที่มีลีลาผ่อนคลาย ทอดหุ่ยไปเรื่อยๆ เสียงของภาคดนตรีออกแบบมาเพื่อเสริมพยุงให้กับเสียงร้องแบบนี้เมื่อฟังผ่านแอมป์หลอด Linear200 MK II ตัวนี้แล้ว อารมณ์ของเพลงจะทลักทลายมาแบบเต็มๆ สนามเสียงเปิดโล่งอ้าซ่า เหยียดไปสุดทั้งแนวกว้าง, ลึก และสูง ปลายเสียงละเอียด เบสนุ่มมีเนื้อมวล ซึ่งตรงนี้เป็นที่น่าสังเกต เพราะลำโพง EVO 4.2 ของ Whafedale ตัวนี้ใช้วูฟเฟอร์ 6.5 นิ้วแค่ข้างละตัว แถมการระบายเบสก็ใช้วิธียิงผ่านท่อลงฐานล่างที่มีช่องระบายแคบๆ ที่อยู่รอบๆ ส่วนฐานเท่านั้น แต่เสียงเบสที่ออกมากลับได้ทั้งเนื้อมวลที่อิ่มแน่นและได้ทั้งความกระชับเป็นลูก สมดุลกับปริมาณของกลางแหลมอย่างลงตัว แสดงว่าหลอดเพาเวอร์ฯ เบอร์ KT120 ให้เนื้อมวลเสียงที่ดี โดยเฉพาะในย่านกลางต่ำลงมาถึงทุ้ม ออกมาอิ่มเข้มแต่ไม่อืด และไม่มีอาการล้ำขึ้นมากวนเสียงกลางเลย เสียงร้องของ Lisa ในอัลบั้มนี้ยังคงลอยตัวได้อย่างอิสระ และมีความกังวานแผ่ออกไปเป็นรัศมีรอบด้าน ไม่มีอาการอับทึบใดๆ

หลังจากการทดลองฟังมาหลายอัลบั้ม ผมพบว่าแอมป์หลอด Linear200 MK II ตัวนี้มีจุดเด่นอยู่ตรงที่ให้เสียงออกมา เต็มมาก รับรู้ได้ถึงความถี่ในย่านกลางต่ำลงไปถึงทุ้มที่อุดมสมบูรณ์ แต่ในขณะเดียวกัน เสียงทุ้มของมันก็ไม่ได้อวบหนาจนเกินไปเหมือนหลอด 6L6 ผมยังคงสามารถแยกแยะเสียงหัวโน๊ตเบสออกมาได้อย่างชัดเจน ด้วยการถ่ายทอดความถี่ในย่านกลางลงไปถึงกลางต่ำที่มีปริมาณมากพอ ทำให้มันสามารถขยายฐานเสียงให้แผ่กว้างออกมาจนเต็มพื้นที่ได้อย่างง่ายๆ (เมื่อขับลำโพงที่เอาอยู่อย่าง Wharfedale : EVO 4.2) สนามเสียงที่ปรากฏขึ้นมาจะมีลักษณะโอ่โถง เหมือนลูกโป่งที่อัดลมเต็ม คุณจะสามารถรับรู้ถึงอาณาบริเวณของมวลแอมเบี้ยนต์ที่ขยายเปล่งออกไปรอบด้านได้อย่างชัดเจน แม้จะในช่วงที่เพลงกำลังบรรเลงด้วยระดับของเสียงที่แผ่วเบา คุณก็จะยังคงรับรู้ได้ถึงมวลอากาศที่โอบล้อมอยู่โดยรอบ และสัมผัสได้ถึงฐานเสียงที่ยกอุ้มสนามเสียงทั้งหมดเอาไว้ แม้ว่าจะรู้สึกว่าโน๊ตต่ำๆ ของดนตรีจะมีลักษณะอวบหนาอยู่บ้าง แต่เมื่อแลกกับความรู้สึกอบอุ่นฟังสบายแล้วก็ถือว่าคุ้ม

สรุป

ช่วงท้ายๆ ของการทดสอบฟังเสียง ผมหันมาใช้ภาค DAC ในตัวของ Linear200 MK II ตลอดการทดสอบจนจบ และพบว่ามันให้เสียงที่ดีมากน่าพอใจ ดีกว่าที่ผมประเมินไว้ไปเยอะทีเดียว เนื่องจากราคาของแอมป์ตัวนี้ตั้งขายอยู่ที่ 65,000 บาท ผมจึงคิดว่าจะเปรียบเทียบเสียงของภาค DAC ในแอมป์ตัวนี้กับ external DAC ที่มีราคาอยู่ระหว่าง 25,000 – 30,000 บาท เท่านั้น เหลือไว้ให้ภาคแอมป์ครึ่งหนึ่ง แต่จากที่ได้ยินต้องขอบอกว่า เสียงของภาค DAC ในตัว Linear200 MK II สามารถกระโดดขึ้นไปชกกับ external DAC ในราคา 30,000+ ได้สบายๆ เมื่อรวมกับคุณภาพเสียงในส่วนของแอมปลิฟายเข้าไปอีก ก็ต้องขอบอกว่า คุ้มราคามาก.!!

ใครที่ชอบแอมป์หลอด และอยากได้ซิสเต็มที่เรียบง่าย เสียงดี งบไม่สูง ผมแนะนำให้ใช้แอมป์ตัวนี้เป็นตัวหลักในการแม็ทชิ่ง เพราะคุณสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายสำหรับ DAC ดีๆ สำหรับสัญญาณดิจิตัลลงไปได้เยอะ แบบเรียบง่ายที่สุดคือใช้เครื่องเล่นซีดีเล่นแผ่นซีดีและต่อสัญญาณดิจิตัลเข้าที่ช่องอินพุต Coaxial แค่นี้ก็ได้เสียงที่ดีมากแล้วจากแผ่นซีดีในคอลเลคชั่นที่คุณเก็บสะสมอยู่ หรือใครที่เริ่มหันมาฟังเพลงด้วยไฟล์เพลง คุณก็เพิ่มแค่เครื่องเล่นแบบ file transport ที่ใช้เล่นไฟล์เพลงแล้วส่งสัญญาณเข้าที่อินพุต USB ของ Linear200 MK II ตัวนี้คุณก็จะได้คุณภาพเสียงที่กระโดดขึ้นไปอีกขั้น โดยเฉพาะเมื่อเล่นไฟล์เพลงระดับไฮเรซฯ ทั้ง PCM และ DSD /

**********************
ราคา : 65,000 บาท
**********************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
KTT Audio
โทร. 081-921-3131

facebook : @kttaudio

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า