รีวิวเครื่องเสียง : Life Audio รุ่น Essence 1 สายไฟเอซี สำหรับอุปกรณ์เครื่องเสียง จากประเทศไทย

ผมมีความเชื่อว่า การทำอะไรออกมาสักอย่าง มันมี เคล็ดลับของมันเองอยู่ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะซับซ้อนมากแค่ไหน ถ้าคุณฝึกฝนจนจับทางมันได้ คุณจะสามารถทำมันออกมาได้ดีเสมอ ยกตัวอย่างเช่นอาหาร คนที่ทำจนคล่องแล้ว ไม่ว่าจะทำสักกี่ครั้งอาหารก็จะออกมาอร่อย รสชาติไปในทางเดียวกันตลอด แต่ถ้ายังจับจุดไม่ถูก จับทางยังไม่ได้ ต่อให้พยายามแค่ไหนก็ล้มเหลว..

ถ้าถามผมว่า ในโลกนี้ มีเทคนิค หรือวิธีในการออกแบบสายไฟเอซีอยู่ทั้งหมดกี่วิธี.? ต้องตอบว่านับไม่ถ้วนครับ.. เพราะเทคนิคที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคุณภาพและบุคลิกเสียงในการออกแบบสายไฟเอซีขึ้นมาสักเส้น ผมบอกได้เลยว่า คุณมีหนทางเล่นกับการออกแบบได้ไม่มีที่สิ้นสุด ไหนจะเล่นกับวัสดุตัวนำ, ฉนวน, เทคนิคในการประกอบโครงสร้างของสาย, ความยาว, ปลั๊กไฟ, ระบบกราวนด์ ฯลฯ

ประเด็นในการออกแบบสายไฟเอซีให้ออกมาได้เสียงที่ดีจึงไม่ได้อยู่ที่ข้อจำกัดใน วิธีการออกแบบ แต่ประเด็นคือ คุณจะเลือกใช้วิธีไหน และปรับจูนเสียงมันออกมาได้อย่างไรมากกว่า ซึ่งนั่นก็หมายถึงว่า คนทำและปรับจูนเสียงของสายไฟเอซีจะต้องมีคุณสมบัติสำคัญอย่างหนึ่งที่จะสามารถทำให้ได้เสียงที่ดี นั่นคือ ทักษะของหูที่ดีคือสามารถฟังออก วิเคราะห์แยกแยะได้ และเข้าใจถึงความหมายของคำว่า เสียงดีได้อย่างถ่องแท้จริงๆ เท่านั้น!

Life Audio
เป็นใคร.? มาจากไหน.?

พวกเขาเป็นใครผมไม่ได้รู้จักสนิทสนมหรอกครับ รู้แค่ว่า Life Audio เป็นแบรนด์ของคนไทย แต่ผมมีความเชื่อว่า ทีมออกแบบสายไฟเอซีของ Life Audio พวกเขา ฟังเป็นและ ค้นพบเคล็ดวิธีในการออกแบบสายไฟเอซีแล้ว เพราะจากที่ผมมีโอกาสลองฟังสายไฟเอซีของพวกเขามา 2-3 รุ่น เมื่อเทียบกับสายไฟเอซีของผู้ผลิตแบรนด์อื่นๆ ที่เป็น International Brand แล้ว ผมพบว่าสายไฟเอซีของ Life Audio เข้าไปทำให้เสียงของซิสเต็มเปลี่ยนไปในทิศทางที่เป็นบวกในเชิงของ Sound Quality ทุกเส้น ซึ่งเป็นไปในมาตรฐานเดียวกันกับสายไฟเอซีที่เป็น International Brand เหล่านั้น สิ่งที่ต่างกันก็เหลือแค่ Sound Characteristic หรือบุคลิกเสียงเท่านั้น

บางคนอาจจะมองว่า ทำสายไฟเอซีไม่น่ายาก จริงๆ แล้วก็ไม่ยากครับ ผมเคยลองทำมาแล้ว แบบง่ายๆ ก็เพียงแค่เลือกใช้เส้นทองแดงที่มีคุณภาพดีๆ มาเป็นตัวนำ ไปแถวเวิ้งนครเกษม หาซื้อฉนวนมาหุ้ม หาซื้อปลั๊กตัวผู้ตัวเมียที่มีคุณภาพดีมาต่อ แค่นี้ก็ได้เสียงออกมาดีกว่าสายไฟแถมสีดำๆ ที่มากับเครื่องเสียงแล้วครับ แต่กรุณาอย่าถามนะว่า จะปรับปรุงให้ได้เสียงที่ดีขึ้นกว่านั้นได้อย่างไร.?

Essence 1
สายไฟรุ่นใหม่ของ Life Audio

เมื่อสิ่งประดิษฐ์ถูกเรียกว่า สินค้ามันต้องมี ความสมบูรณ์แบบตามมาตรฐานของสินค้าทั่วไป ยิ่งเป็นแบรนด์ไทยก็จะยิ่งโดนเพ่งเล็งมากหน่อย ซึ่งไม่ได้พิจารณากันแค่ตัวสายไฟซึ่งเป็นตัวสินค้าหลัก แต่ต้องดูไปถึงแพ็คเกจ หรือหีบห่อของตัวสินค้าตัวนั้นด้วย ซึ่งผมต้องขอชมเลยว่า กล่องที่บรรจุสายไฟเส้นนี้มันช่วยเสริมคุณค่าให้กับสินค้าตัวนี้ได้มาก เนื้องานมันสะท้อนความตั้งใจและความปราณีตพิถีพิถันของผู้ผลิตออกมาให้สัมผัสได้อย่างชัดเจน.. ประมาณว่า แค่เห็นกล่องก็แทบจะรู้สึกเลยว่า เสียงมันต้องออกมาดีแน่ๆ .!!

Essence 1มาในรูปลักษณ์เคร่งขรึม เปลือกนอกหุ้มด้วยหนังงูสีดำ มีรูพรุนสะท้อนเกล็ดสีทองวับวาวไปตามมุมแสง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดใหญ่วัดได้ 0.8 นิ้ว ตัวสายมีลักษณะแข็งตรึงตัว ความยาวตลอดเส้นวัดได้ 200 ..

ปลั๊กตัวผู้และปลั๊กตัวเมียที่เชื่อมต่ออยู่บนปลายสายทั้งสองด้านใช้ผลิตภัณฑ์เกรดสูงของ Wattgate รุ่น 302Evo กับรุ่น 5266Evo ขาสัมผัสของปลั๊กทั้งตัวผู้และตัวเมียทำด้วยทองเหลือง

แกนสัมผัสและชิ้นส่วนที่มีหน้าสัมผัสโลหะของปลั๊กทั้งสองตัว ผ่านกระบวนการอบเย็นด้วยกรรมวิธี Deep Cryogenic Treatment (DCT) ตามมาตรฐานของ Wattgate ทั้งหมด และบอดี้ของทั้งปลั๊กตัวผู้และตัวเมีย ทำจากโพลีคาร์บอเนต ไม่มีคุณสมบัติเหนี่ยวนำกับสนามแม่เหล็ก จึงมั่นใจได้ในความบริสุทธิ์ของกระแสไฟที่ถ่ายทอดผ่านตัวมันไป

เส้นวัสดุตัวนำที่ใช้ในสายไฟรุ่น Essence 1 ตัวนี้เป็นทองแดง (Copper) ทั้งแกนแข็งและแกนฝอยที่มีเนื้อต่างกันถึง 3 ชนิด คือ ทองแดง OFC, ทองแดง OCC และ ทองแดง OFC เคลือบเงิน แถมแต่ละชนิดยังมีขนาดหน้าตัดที่ต่างกันถึง 5 ขนาดด้วย ซึ่งเส้นตัวนำทั้งหมดถูกผสมและแยกเป็นกลุ่ม ออกเป็น 7 ชุด ใช้สำหรับทางเดินของกระแสไฟเฟสบวก (Line) จำนวน 3 ชุด ขนาดหน้าตัด 6 sq.mm แยกทุ้มกลางแหลมอย่างละชุด, สำหรับทางเดินกระแส Neutral จำนวน 3 ชุด ขนาดหน้าตัด 6 sq.mm แยกทุ้มกลางแหลมอย่างละชุดเช่นกัน และที่เหลืออีก 1 ชุด สำหรับกระแส Ground ขนาดหน้าตัด 2.5 sq.mm

การออกแบบฉนวนพวกเขาก็คิดเยอะเหมือนกัน ซึ่งในรุ่นนี้ใช้ฉนวนถึง ชั้น ชั้นแรก ออกแบบมาเพื่อป้องกันความชื้น, ป้องกันการกดทับ หัก งอ และป้องกันสารเคเมีกัดกร่อน อีกทั้งฉนวนชั้นนี้จะไม่ดูดซับความชื้นไว้ในตัวด้วย

ฉนวนชั้นที่สอง ออกแบบมาเพื่อป้องกันสัญญาณรบกวน ไม่ให้แทรกซึมเข้ามาถึงเส้นตัวนำภายในตัวสาย เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของสัญญาณไฟที่ส่งไปป้อนให้กับเครื่องเสียงเอาไว้ให้ถึงที่สุด ส่วนฉนวนชั้นที่สามนั้นออกแบบมาเพื่อป้องกันไฟฟ้าสถิต นอกจากนั้น การออกแบบและเชื่อมโยงโครงสร้างทั้งหมดเข้าด้วยกันได้รับความใส่ใจในเรื่องไม่ให้เกิดความร้อนสะสมในตัวนำด้วย

อือมม.. ข้อมูลเหล่านี้ผมได้มาจากผู้ผลิตโดยตรง ซึ่งยอมรับว่าทึ่งครับ เพราะบางจุดนั้นผมไม่คิดว่า ผู้ผลิตของไทยเราจะเข้าใจและเอามาเป็นประเด็นสำคัญในการออกแบบด้วย อย่างเช่น ความร้อนในตัวสาย ซึ่งน้อยมากที่จะมีใครคอมเม้นต์ถึงเรื่องนี้ ..!

ลักษณะการใช้งาน

สายไฟเอซีเส้นนี้ไม่ได้กำหนดเจาะจงให้ใช้กับอุปกรณ์ประเภทใดประเภทหนึ่งโดยเฉพาะ มันสามารถใช้งานกับอุปกรณ์เครื่องเสียงได้ทุกชนิดที่รองรับขั้วต่อมาตรฐาน IEC 60320 C13/C14 หรือปลั๊กแบบสามขาแยกกราวนด์ แต่เนื่องจากตัวสายที่มีขนาดใหญ่และมีความแข็ง มันจึงมีแรงบิดตัวค่อนข้างมาก ถ้านำไปใช้กับอุปกรณ์เครื่องเสียงที่มีขนาดเล็ก หรือน้ำหนักเบา อาจจะต้องหาอะไรที่มีน้ำหนักมาทับไว้บนตัวเครื่องด้วย เพราะแรงบิดตัวของสายอาจจะทำให้เครื่องยกลอยจากพื้นขึ้นมาได้

จากการทดลองใช้งาน Essence 1 กับอุปกรณ์เครื่องเสียงและปลั๊กรางของ Nordost และ Clef Audio ปรากฏว่าสามารถใช้งานด้วยกันได้เป็นอย่างดี ขาสัมผัสของตัวปลั๊กทั้งตัวผู้และตัวเมียมีความแนบแน่นตรึงกระชับเข้ากับเต้ารับได้เป็นอย่างดี ไม่มีอาการหลวมหรือคลอนแต่อย่างใด ให้ความมั่นใจดีมาก

จากการทดลองใช้งานสายไฟเอซี Essence 1 มามากกว่าหนึ่งเดือน กับอุปกรณ์เครื่องเสียงแทบทุกชนิดที่รองรับสายไฟเอซีจากภายนอกได้ ทั้งในส่วนของ source อย่างเช่นเครื่องเล่นเน็ทเวิร์ค สตรีมเมอร์/เพลเยอร์, ปรีแอมป์, เพาเวอร์แอมป์ รวมถึงทดลองเสียบต่อระหว่างเต้ารับบนผนังกับปลั๊กลอย (power dritributor) หลายๆ ตัว ผมพอใจเสียงของ Essence 1 ที่ได้จากการใช้งานกับแอมปลิฟายมากที่สุด ซึ่งในตอนท้ายของการทดสอบ ผมใช้อินติเกรตแอมป์ของ Cambridge Audio รุ่น EDGE A กับเครื่องเล่นเน็ทเวิร์ค สตรีมเมอร์/เพลเยอร์ของยี่ห้อเดียวกัน รุ่น 851N เป็นชุดอ้างอิงในการเก็บรายละเอียดเสียงของสายไฟเอซี Essence 1 ตัวนี้

คุณหน่อย แห่งสำนัก Life Audio กรุณาส่งสายไฟเอซี Essence 1 มาให้ผมทดลองฟังสองเส้น ผมจึงใช้กับ 851N และ EDGE A เครื่องละเส้น ส่วนสายไฟเอซีที่เชื่อมต่อจากปลั๊กบนผนังมาที่ปลั๊กลอย Nodost Qb4 ผมใช้สายไฟแถมสีดำเส้นใหญ่ เพื่อให้สามารถวิเคราะห์เสียงของ Essence 1 ได้ชัดเจนมากที่สุด โดยใช้สายแถมอีกเส้นมาสลับกับ Essence 1 ในการฟังเปรียบเทียบความแตกต่างเพื่อวิเคราะห์บุคลิกและคุณภาพเสียงของตัว Essence 1 (จริงๆ แล้วตอนสรุปผลการทดลองฟัง ผมได้ใช้สายไฟเอซีของแบรนด์อื่นที่ผมมีอยู่มาทดลองฟังเทียบกันด้วย)

เสียงของ Essence 1

มีความน่าแปลกใจสำหรับสายไฟเอซีของยี่ห้อนี้อยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งผมพบมาตั้งแต่คราวที่ทดสอบรุ่นแรกไปแล้ว นั่นคือ มันจะฉายแววดีออกมาตั้งแต่นาทีแรกที่เสียบใช้งาน ทั้งๆ ที่ผู้ผลิตแจ้งว่าเป็นสายใหม่แกะกล่อง ไม่แน่ใจว่า คำว่า ใหม่ของเขาจะหมายถึงมือหนึ่งแต่เบิร์นฯ ให้แล้วหรือว่าใหม่ซิงๆ คือยังไม่เคยผ่านการเบิร์นฯ มาเลย ซึ่งพิจารณาจากลักษณะของตัวสาย และวัสดุตัวนำที่ใช้เยอะมากขนาดนั้น ทำให้ผมคาดว่ามันน่าจะต้องใช้เวลาเบิร์นฯ นานมาก ช่วงแรกๆ เสียงไม่น่าจะได้เรื่อง แต่เอาเข้าจริงแล้ว เสียงของมันฟังดีตั้งแต่เริ่มชั่วโมงแรกไปเลย และจะดีขึ้นเรื่อยๆ ในรายละเอียดปลีกย่อยหลังจากใช้งานต่อเนื่องไปจนรู้สึกนิ่งจริงๆ หลังชั่วโมงที่ 70 เป็นต้นไป

All My Tomorrow : Carol Kidd (DSD64)

ตอนจะเริ่มต้นฟังเพื่อเก็บข้อมูลจริงๆ จังๆ ผมเปิดอัลบั้ม All My Tomorrow (Linn Records / ALAC 24/96) ของ Carol Kidd ทิ้งไว้ เลยนั่งฟังไปเรื่อยๆ เป็นการวอร์มหู พอมาถึงแทรคที่ 7 เพลง When I Dreamมันก็มีอะไรบางอย่างสะดุดหูผม คือเสียงกีต้าร์สองตัวที่เล่นโซโล่และพิคกิ้งในแทรคนี้มันแปลกหูไป.. มันแปลกไปยังไง.??

ผมขอสมมุติเสียงโน๊ตกีต้าร์ที่เกิดขึ้นในแต่ละโน๊ตในช่วงต้นของแทรคนี้ เปรียบเทียบเปลวเทียนในภาพสองภาพข้างบนนะครับ คือจากที่เคยฟังเพลงนี้ ในอัลบั้มนี้ มาแล้วหลายครั้งนับไม่ถ้วน ผมพบว่า ทางผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการบันทึกมิกซ์มาสเตอร์งานเพลงแทรคนี้ ได้เลือกให้เสียงของกีต้าร์ในแทรคนี้ให้มีลักษณะคล้ายภาพของเปลวเทียนที่ผมเอามาให้ดูในภาพบน (A) นั่นคือ ตัวเปลวเทียนที่ผมวงด้วยสีเขียวไว้ในภาพล่างเปรียบได้กับ หัวโน๊ตของกีต้าร์แต่ละโน๊ตในแทรคนี้ซึ่งมีขอบขนาดชัดเจน ส่วนแสงสีส้มที่แผ่กระจายรอบด้านออกไปจากเปลวเทียน ที่ผมล้อมด้วยเส้นสีฟ้าไว้ในภาพล่าง (B) นั้น ก็เปรียบได้กับ ฮาร์มอนิกของเสียงโน๊ตกีต้าร์นั้นนั่นเอง

เพื่อวิเคราะห์สิ่งที่ได้ยิน ผมเลยทดลองสลับฟังระหว่างสายไฟแถมสีดำกับ Essence 1 โดยใช้เสียงกีต้าร์ช่วงต้นแทรคนี้เป็นตัววัดผลความแตกต่าง หลังจากสลับฟังสองสามรอบ ผมพบว่า สายไฟแถมสีดำให้เสียงโน๊ตกีต้าร์กับฮาร์มอนิกในแทรคนี้ออกมาคล้ายภาพ C ด้านบน คือส่วนที่เป็นฮาร์มอนิกที่แผ่กระจายออกมาจากอิมแพ็คของตัวโน๊ตแต่ละตัวมันมีอาการ overwhelmming คือล้นท่วมตัวอิมเมจของโน๊ตออกมา เกิดเป็นเสียงหึ่งๆ อื้อๆ ปกคลุมอยู่บนเสียงโน๊ตกีต้าร์แต่ละตัว ส่งผลให้รายละเอียดของเสียงหัวโน๊ตกีต้าร์มีลักษณะที่พร่าเลือน ขอบบอดี้ไม่คมชัด จากนั้น ในขณะที่สายไฟเอซี Essence 1 ให้เสียงกีต้าร์เดียวกันนี้ออกมาคล้ายภาพ A คือผมได้ยินเสียงโน๊ตกีต้าร์กับส่วนที่เป็นฮาร์มอนิกของมันแยกออกไปจากกันได้อย่างชัดเจน และอาการอื้อๆ เสียงหึ่งๆ เบาบางลงไปมาก

ผมได้ยินรายละเอียดของเสียงกีต้าร์มากขึ้น จับความรู้สึกตึงหย่อนของสายได้ชัดขึ้น ยิ่งสลับฟังหลายรอบ ความแตกต่างที่ว่านี้ก็ยิ่งเด่นชัดมากขึ้น และเมื่อเปลี่ยนไปเปรียบเทียบที่จุดอื่น ไม่ว่าจะเป็นเสียงร้อง, เสียงเบส, เปียโน และเสียงกลองในอัลบั้มเดียวกันนี้ ผมก็พบข้อแตกต่างที่มีลักษณะไปในทิศทางเดียวกับที่ Essence 1 ส่งผลกับเสียงกีต้าร์ นั่นคือ มัน (Essence 1) ทำให้ตัวเสียง (อิมเมจ) มีบอดี้ที่เข้มขึ้น มีทรวดทรงและปริมณฑลที่เด่นชัดมากขึ้น ม่านหมอกบางๆ ที่ผมเคยรู้สึกว่าปกคลุมอยู่ในแทบทุกเพลงของอัลบั้มนี้ คล้ายลักษณะของภาพถ่ายที่ใช้ฟิลเตอร์ soft ครอบอยู่หน้าเลนส์ มีปริมาณลดลงไปมาก ทำให้อาการมัวๆ เบลอๆ นุ่มๆ ของอัลบั้มนี้ลดน้อยลง ทุกเสียงดูมีความเคร่งครัดมากขึ้น สดและกระฉับกระเฉงมากขึ้น แสดงว่า Essence 1 ส่งผลกับเสียงตลอดทั้งย่าน

Time Out : The Dave Brubeck Quartet (DSD64)

พฤติกรรมของ Essence 1 ที่ทำให้บอดี้ของตัวเสียง (image) มีลักษณะที่ ลอยตัวขึ้นมาเหนือพื้นแบ็คกราวนด์ ซึ่งแสดงถึงความสามารถในการจัดการกับ noise ที่ดี ทำให้ผมอยากลองฟังอัลบั้มที่บันทึกมาดีมากๆ พื้นเสียงใสๆ (transparent) เลยเลือกอัลบั้มเด่นของวงการมาลอง เป็นงานอัลบั้มชุด “Time Out” (SME Records / DSD Mastering / DSD64) ของวง Dave Brubeck Quartet

แค่ได้ยินเสียงเคาะฉาบของ Joe Morello ที่ลำโพงซ้าย* ของแทรคแรก Blue Rondo a la Turkก็หูผึ่งแล้วครับ.! เสียงเคาะมันหลุดลำโพงออกมาลอยอยู่ในอากาศอย่างชัดเจน ซึ่งความชัดเจนที่ว่านั้นมันทะลุลงไปถึง น้ำหนักข้อมือที่โจวออกแรงเคาะลงไปในแต่ละเม็ดเสียงเลยทีเดียว คือไม่แค่ได้ยินเสียงไม้กลองกระแทกเข้ากับใบฉาบ แต่ รับรู้ได้ถึงน้ำหนัก (touching) ที่นักดนตรีกระทำกับเครื่องดนตรีด้วย ซึ่งถือว่าเป็นรายละเอียดของเสียงที่ล้วงลึกลงไปถึงระดับ inner detail กันเลยทีเดียว

* ผมใช้ลำโพง Audiovector รุ่น SR 1 Avantgarde Arrete ขับด้วยอินติเกรตแอมป์ Cambridge Audio รุ่น EDGE A

ฟังอัลบั้มนี้จบลง ผมต้องกด pause หยุดเล่นเพลง แล้วรีบหันมาเคาะคีย์บอร์ดเขียนสิ่งที่เพิ่งได้ยินทันที ถ้าถามว่า ทำไมสายไฟเอซีซึ่งไม่มีวงจรขยายเสียงใดๆ จึงสามารถทำให้เกิดปรากฏการณ์เช่นนี้กับเสียงขึ้นมาได้.? เท่าที่สติปัญญาของผมพอจะอธิบายกับตัวเองได้ น่าจะเป็นด้วยเหตุสองประการ อย่างแรกต้องเป็นเพราะความสามารถในการขจัด noise หรือสัญญาณรบกวนที่มาจากปัจจัยภายนอก อย่างเช่น EMI และ RFI ไม่ให้เข้ามาปะปนกับไฟเอซีที่ส่งไปป้อนให้กับเครื่อง และปัจจัยภายในที่เป็นต้นเหตุอื่นๆ อย่างเช่น ความร้อน และเรโซแนนซ์ในตัวสาย เป็นต้น ซึ่งส่งผลให้ได้คุณสมบัติทางด้าน S/N ratio ของระบบที่ดีขึ้น ส่วนอย่างที่สอง ต้องมาจากความสามารถในการส่งผ่านกำลังไฟจากต้นทางไปที่ตัวเครื่องที่มีความสูญเสียต่ำ ทำให้การทำงานของวงจรอิเล็กทรอนิค โดยเฉพาะส่วนของภาคขยายที่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ควบคุมการขยับตัวของไดอะแฟรมของตัวไดเวอร์ได้ดี อัดฉีดกำลังให้กับวอยซ์คอยได้อย่างเต็มที่ จึงทำให้ไดนามิกของสัญญาณเสียงสามารถสวิงได้เต็มที่ตามที่ต้นทางส่งมาจากแอมปลิฟาย จนไดอะแฟรมมีพลังมากพอที่จะสามารถ ดีดทรานเชี้ยนต์อิมแพ็คของหัวเสียงให้พุ่งออกมาในอากาศได้

George Bizet – Carmen Ballet : Arthur Fiedler, conducts Boston Pops Orchestra

ได้ยินเสียงกลองของ Joe Morello ในอัลบั้มนี้แล้วรู้สึกมันในอารมณ์ ผมเลยถือโอกาสทดสอบประสิทธิภาพของสายไฟเอซี Essence 1 เส้นนี้ในแง่ของการจัดการกับสัญญาณที่มีไดนามิกรุนแรงดูสักหน่อย ซึ่งอัลบั้มที่ผมมักจะเรียกมาใช้บริการในกรณีนี้ก็คืองานเพลงคลาสสิกวงใหญ่ที่บรรเลงโดย Boston Pops Orchestra เล่นงานดนตรีประกอบบัลเล่ต์แนวโอเวอเจอร์ของ George Bizet ชุด “Carmen Balletกับ “Carnaval Overtureของ Alexander Glazunov และดนตรีสร้างบรรยากาศ (Incidental music) ของ Dmitri Shostakovich ชุด “Hamlet” (Sony Music RCA-HP Series / DSD64) กับอีกอัลบั้มเป็นเพลงร็อคชุด Machine Head ของ Deep Purple (EMI / PCM 24/96)

Machine Head : Deep Purple (PCM 24/96)

กำลังขับของ EDGE A นั้นมากพอสำหรับการผลักดันไดอะแฟรมของ SR 1 AA แน่ๆ ผมเคยทดสอบไปแล้ว ไม่มีข้อสงสัยใดๆ แต่หลังจากผมทดลองสลับฟังเทียบกันระหว่างใช้สายไฟเอซีเส้นสีดำที่แถมมากับเครื่อง กับสายไฟเอซีของ Life Audio รุ่น Essence 1 เส้นนี้ สิ่งที่ผมพบนั้นน่าสนใจมาก คือแค่ผมเปลี่ยนสายไฟแถมเส้นสีดำเข้าไปแทน Essence 1 ของ Life Audio เท่านั้นเอง ไดนามิกเสียงลดฮวบลงไปทันที รู้สึกได้เลยว่า อาการย้ำเน้นที่นักดนตรีกระทำลงไปกับเครื่องดนตรีเจือจางลงไป การรับรู้ในจุดนั้นลดด้อยลง จาก รับรู้เหลือแค่ ได้ยินเท่านั้น!

น่าทึ่งมาก.! นั่นคือความแตกต่างอย่างแรกที่มีความชัดเจนมากที่สุดที่ผมได้ยิน หลังจากนั้น เมื่อนั่งฟังต่อเนื่องไปอีก ผมก็พบว่า อีกคุณสมบัติหนึ่งของเสียงที่ลดด้อยลงเมื่อเปลี่ยนจากสายไฟเอซี Essence 1 มาเป็นสายแถม นั่นคือ มิติ” กับ “เวทีเสียงซึ่งตอนใช้สายแถมผมรับรู้ความกว้างของสนามเสียงได้แค่ตำแหน่งของชิ้นดนตรีที่อยู่ซ้ายกับขวาสุดเท่านั้น ไม่รู้สึกว่าบนพื้นที่อากาศที่เลยตำแหน่งของเสียงดนตรีไปทางด้านข้างทั้งสองด้านนั้นมันมีอะไรอยู่อีกหรือไม่ ส่วนด้านลึกก็ได้แค่ตำแหน่งที่ได้ยินเสียงดนตรีปรากฏอยู่ซึ่งถัดลงไปจากระนาบลำโพงไม่มากนัก แต่เมื่อเปลี่ยนสายไฟเอซี Essence 1 ลงไปแทน ฟังเพลงเดิม อย่างแรกที่ผมรู้สึกก็คือ เวทีเสียงมันแผ่เต็มออกมามากขึ้นกว่าเดิมทุกระนาบ มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายยากนิดนึง แต่ผมเข้าใจดีเพราะเคยประสบมาเยอะแล้ว จริงๆ แล้ว สนามเสียงที่เราได้ยินจากลำโพงสองแชนเนลในระบบเสียง stereo นั้นมันไม่ได้มีลักษณะแค่กว้างไปซ้ายขวากับลึกไปข้างหลังระนาบลำโพง หากแต่ว่ามันมีสนามเสียงส่วนที่เลยล้ำหน้าลำโพงเข้ามาหาตำแหน่งนั่งฟังของเรา รวมถึงขยายขึ้นไปในแนวสูงต่ำอยู่ด้วย ซึ่งซิสเต็มที่แอมปลิฟายสามารถควบคุมไดเวอร์ของลำโพงได้อย่างเบ็ดเสร็จทั้งในแง่แบนด์วิธและกำลังขับ ไม่ว่าสัญญาณจะดังมากหรือเบาแผ่วแค่ไหนก็สามารถผลักดันออกมาได้หมดตรงตามลักษณะของสัญญาณที่ป้อนเข้ามาทุกประการ คุณจะได้สัมผัสกับสนามเสียงที่ เป่งพองแผ่ออกมาจากตัวลำโพงทั้งสอง ครอบคลุมพื้นที่อากาศรอบๆ บริเวณ ตั้งแต่ตำแหน่งวางลำโพงทั้งสองตัว ยืดขยายไปจนถึงตำแหน่งนั่งฟังด้วย ซึ่งคนที่นั่งฟังในตำแหน่ง sweet spot จะรับรู้ถึงความรู้สึกนี้ได้ชัดมาก

Opus3 DSD Showcase No 3 (DSD128)

Jazz At The Pawnshop (DSD128)

เพลงที่บันทึกสดด้วยไมโครโฟน stereo แล้วปล่อยเข้าเทปบันทึกเสียงเป็นมาสเตอร์สองแชนเนลโดยตรง อย่างเช่นงานอัลบั้มแทบทุกชุดของค่าย Opus3, Proprius, Prophone และค่ายไฮเอ็นด์ฯ อีกหลายค่าย ต่างก็เก็บบันทึกรายละเอียดเสียงในส่วนที่เรียกว่า ambient เอาไว้ได้ ซึ่งเป็นสัญญาณเสียงที่ประกอบด้วยความถี่ที่สูงกว่าหูได้ยิน และความถี่ที่ต่ำกว่าหูได้ยิน ผสานรวมอยู่กับความถี่ที่สะท้อนออกมาจากฮอลล์ หรือสถานที่ที่ใช้บรรเลงแห่งนั้น

รายละเอียดของ ambient ที่ว่านี้จะถูกถ่ายทอดออกมาให้ได้ยินจากสัญญาณเสียงเหล่านั้นก็ต่อเมื่อ

(1) ฟอร์แม็ตของสัญญาณเสียงนั้นต้องมีสเปคฯ สูงมากพอที่จะสามารถดึง ambient ที่ว่านั้นออกมาจากมาสเตอร์ได้อย่างหมดจด ซึ่งหากเป็นฟอร์แม็ตดิจิตัลก็ต้องระดับ Hi-Res Audio นั่นแหละ

(2) ระบบดิจิตัล ไฟล์ เพลย์แบ็ค ทั้งซอฟท์แวร์และฮาร์ดแวร์ ต้องสามารถ render ไฟล์เพลงนั้นออกมาเป็นสัญญาณอะนาลอกได้อย่างหมดจดโดยไม่ downsample หรือลดทอนสเปคฯ ของไฟล์ลงไป และ

(3) แอมปลิฟายกับลำโพงที่ใช้ในการขยายสัญญาณอะนาลอกเอ๊าต์พุตที่ได้จากระบบดิจิตัล ไฟล์ เพลย์แบ็คนั้นจะต้องรองรับการส่งผ่านคลื่นเสียงที่มีแบนด์วิธกว้างมากพอ ทางด้านเสียงแหลมต้องขึ้นไปได้มากกว่า 20kHz ขึ้นไปจนถึง 40kHz เป็นอย่างต่ำ

ผมใช้ external DAC ของ MyTek รุ่น Liberty DAC เข้ามารองรับไฟล์เพลง DSD ที่ระดับ DSD128 ของอัลบั้มชุด “Opus3 DSD Showcase No.3กับอัลบั้มชุด “Jazz At The Pawnshopของค่าย Proprius ที่เล่นด้วยโปรแกรม roon บนคอมพิวเตอร์ Mac mini ของผม จากนั้นผมก็ลองฟังเสียงด้วยหูฟัง Sennheiser : HD650 ทางช่องเอ๊าต์พุตบาลานซ์ของ Liberty DAC ด้วยการสลับฟังระหว่างสายไฟเอซีที่แถมมากับตัว Liberty DAC กับสายไฟ Essence 1 ของ Life Audio เส้นนี้

ที่ผมต้องใช้หูฟังตรวจเช็คแอมเบี้ยนต์ของไฟล์ DSD128 ก็เพื่อให้ฟังได้ชัดขึ้นนั่นเอง ซึ่งก็สามารถรับรู้ถึงความแตกต่างจากการเปรียบเทียบได้ค่อนข้างชัด เมื่อเปลี่ยนมาใช้สายไฟเอซี Essence 1 มันทำให้รู้สึกถึง ความเป็นโถงของเสียงได้ชัดขึ้น ฟังแล้วรู้สึกได้ว่าดนตรีที่กำลังฟังนั้นบรรเลงกันอยู่ในโถงฮอลล์ที่มีความกว้างและโอ่อ่า แม้ว่าตำแหน่งของเสียงแต่ละชิ้นในสนามเสียงจะไม่ได้แตกต่างกันมากก็ตาม แต่ตอนใช้สายไฟ Essence 1 ให้ความรู้สึกว่าสนามเสียงมันเปิดกว้างออกไปมากกว่า หางเสียงที่เป็นฮาร์มอนิกของเสียงเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเคาะในแทรคแรกเพลง “House Of The Rising Sunจากอัลบั้มชุด Opus3 DSD Showcase No.3 ทอดขยายออกไปได้ไกลกว่า รับรู้ถึงน้ำหนักเคาะมากกว่าด้วย ฟังแล้วให้ความรู้สึกเหมือนฟังเสียงเคาะจริงๆ มากกว่า

สรุป

หลังจากทดลองฟังมานานแรมเดือน ผมว่าผมชอบเสียงของสายไฟเอซีเส้นนี้นะ คือว่าสายไฟเอซีบางเส้นนั้น พอใส่มันเข้าไปในซิสเต็มแล้ว มันแสดงอาการเบ่งกล้ามให้เห็นทันทีด้วยการ boost ความถี่บางความถี่ขึ้นมาให้โด่งล้ำนำหน้าความถี่อื่นๆ ส่วนใหญ่มักจะเป็นความถี่ในย่านทุ้ม ซึ่งผมคิดว่า น่าจะเป็นเพราะคนทำเขาจูนเสียงมาแบบนั้น อาจจะมีความเข้าใจผิดๆ ที่ว่า สายไฟเอซีที่ดีเสียบเข้าไปแล้วเบสต้องบึ้ม.. แหลมต้องเฟี้ยว อะไรแบบนี้ ซึ่งจริงๆ แล้ว สายไฟที่ดีมีหน้าที่แค่ 2 อย่างที่มันต้องทำให้ดีที่สุด อย่างแรกคือ > ป้องกันสัญญาณรบกวนให้ได้มากที่สุด และสอง > ทำหน้าที่เป็น สะพานไฟที่ดี คือทำหน้าที่นำพาไฟฟ้าจากปลั๊กต้นทางไปส่งให้กับเครื่องเสียงที่ปลายทางได้ตามที่เครื่องเสียงต้องการโดยไม่ตกหล่น แค่นี้ก็พอแล้ว ไม่ควรเข้าไปยุ่งกับบุคลิกเสียง เพราะจะทำให้เกิด คัลเลอร์กับเสียงเพลงที่เราฟัง

และนี่คือเหตุผลที่ผมชอบเสียงของสายไฟเอซี Essence 1 ตัวนี้ คือมันทำให้ผมได้ยินเสียงของเพลงออกมา อย่างที่เพลงนั้นควรจะเป็นไม่ได้พยายามไปปรุงแต่งเสียงของเพลงที่ผมกำลังฟังให้ผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับของมัน /

*******************************
ราคา : 18,800 บาท / เส้น
*******************************
จัดจำหน่ายโดย :
Life Audio
โทร. 084-596-6262
Line ID : lifeaudio
Facebook : @lifeaudioshop

*******************************

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า