รีวิว > Polk Audio > รุ่น Magnifi MAX SR > โฮมเธียเตอร์ ซาวนด์บาร์ ซิสเต็ม จากประเทศสหรัฐอเมริกา

ถ้าเอ่ยคำว่า โฮม เธียเตอร์ก็หนีคำว่า ระบบเสียงเซอร์ราวนด์ไปไม่ได้เลย เพราะจอภาพขนาดใหญ่กับระบบเสียงรอบตัว 360 องศาที่เรียกว่าระบบเสียงเซอร์ราวนด์ คือประสบการณ์ภาพและเสียงที่เราพบได้และคุ้นเคยจากในโรงภาพยนตร์มาก่อน ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่ได้ยินคำว่า Home Theater หรือการจำลองโรงภาพยนตร์มาไว้ในบ้าน เราก็ต้องนึกถึงสองสิ่งนี้เสมอ นั่นคือ จอภาพขนาดใหญ่กับ ระบบเสียงเซอร์ราวนด์

Magnifi MAX SR
หมายถึง
.. เซอร์ราวนด์เต็มๆ!

Polk Audio ทำลำโพงซาวนด์บาร์ออกมาแล้วหลายรุ่น แต่รุ่นนี้พวกเขากล้าที่จะใช้คำว่า MAXกำกับ ซึ่งเมื่อผสมกับตัวอักษร SR ที่ต่อท้ายมาอีกสองตัว ความหมายที่พวกเขาต้องการสื่อออกมากับซาวนด์บาร์รุ่นนี้ก็น่าจะเป็น ระบบเสียงเซอร์ราวนด์เต็มรูปแบบนั่นเอง

ก่อนจะเจาะเข้าไปในรายละเอียดของ Magnifi MAX SR ตัวนี้ ผมจะขออนุญาตพาคุณย้อนกลับไปทบทวนความหมายของลำโพงประเภทซาวนด์บาร์สักหน่อย..

Soundbar หรือ ซาวนด์บาร์คือระบบลำโพงที่เพิ่งจะได้รับความนิยมไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง แต่จริงแล้ว แนวคิดในการสร้างสรรลำโพงซาวนด์บาร์มีมานานมากแล้ว ด้วยพื้นฐานไอเดีย 3 ประการหลักๆ นั่นคือ

1. ลดความเกะกะของลำโพงรอบทิศแบบเดิมๆ ลงไป แต่ยังคงให้เสียงที่ดี
2. เมื่อเป็นระบบเสียงที่ถูกใช้ในบ้าน จึงต้องง่ายต่อการควบคุมใช้งาน
3. นอกจากใช้ในการชมภาพยนตร์แล้ว ควรจะใช้ประโยชน์ในการฟังเพลงได้ด้วย

ยุคแรกของลำโพงซาวนด์บาร์ทำตามไอเดียข้อ 1 กับข้อ 2 ได้ เกินความคาดหมาย ที่ผมใช้คำว่า เกินความคาดหมายก็เพราะว่า พวกเขาไม่ได้แค่ลดขนาดของตัวลำโพงเซอร์ราวนด์ให้เล็กลงอย่างเดียว แต่ได้ทำการ ลดจำนวนของลำโพงในระบบเซอร์ราวนด์ลงไปด้วย โดยตัดลำโพงเซอร์ราวนด์คู่หลังออกไป แล้วอาศัยการสะท้อนเสียงจากลำโพงด้านหน้าเข้ามาช่วยในการสร้างเสริมความรู้สึกโอบล้อมแทน ในขณะที่ลำโพงหลักๆ สามแชนเนลด้านหน้าในระบบเซอร์ราวนด์เดิม คือ คู่หน้าซ้ายขวา + ลำโพงเซ็นเตอร์ ก็ถูกนำมาผนึกอยู่ใน แท่งเดียวกัน ซึ่งเป็นที่มาของชื่อผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ นั่นคือ Soundbar* นั่นเอง

ทว่า เมื่อกาลเวลาผ่านไป ทุกฝ่ายก็เริ่มตะหนักว่า ความโอบล้อมที่เกิดจากการสะท้อนของลำโพงซาวนด์บาร์ยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของนักดูหนังและชมคอนเสิร์ตได้อย่างเต็มจินตนาการ Magnifi MAX SR ของ Polk Audio จึงได้ถูกรังสรรออกมาเพื่อตอบรับความต้องการระบบเสียงเซอร์ราวนด์ที่ให้บรรยากาศโอบล้อมที่ดีขึ้นกว่าลำโพงซาวนด์บาร์ยุคก่อน

* ยังหาคำเรียกเป็นภาษาไทยสวยๆ ไม่ได้ จะเรียกว่า แท่งเสียงก็ฟังดูทะแม่งๆ หรือจะเรียกว่า ดุ้นเสียงก็ทะแม่งหนักเข้าไปอีก.. 555

ลักษณะ + สเปคฯ

มาดูกันว่า ภายในกล่องรูปทรงประหลาดๆ ของ Magnifi MAX SR มีอะไรมาให้เราบ้าง.?

เปิดกล่องออกมาจะเจออุปกรณ์หลักๆ 4 ชิ้นที่เกี่ยวกับลำโพง ชิ้นยาวๆ ที่เป็นลำโพงซาวนด์บาร์นั้นบรรจุลำโพงเซ็นเตอร์กับลำโพงซ้ายขวาไว้ในนั้น ชิ้นต่อมาที่เป็นตู้ขนาดใหญ่ในภาพนั้นคือลำโพงซับวูฟเฟอร์ ส่วนอีกสองชิ้นเล็กๆ ที่วางข้างซับวูฟเฟอร์ก็คือลำโพงเซอร์ราวนด์ด้านหลัง


ถึงแม้ว่าแท่งซาวนด์บาร์จะมีความสูงแค่ประมาณ 2 นิ้วนิดๆ x ลึกแค่ 3 นิ้วกว่าๆ และยาวประมาณ 43 นิ้ว ดูภายนอกออกแนวผอมบาง แต่ถ้าแกะผ้าโปร่งดำที่ห่อหุ้มตัวมันออกมาได้ผมว่าคุณต้องมีอึ้ง เพราะในตัวมันมีไดเวอร์ผนึกอยู่มากถึง 7 ตัวด้วยกัน! สี่ตัวในนั้นเป็นไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์ทรงรี ขนาด 1 x 3 นิ้ว ขับความถี่ย่านกลางต่ำ ส่วนไดเวอร์ที่ขับความถี่ย่านเสียงกลาง (mid-range) เป็นไดเวอร์ทรงกลมขนาด 1 นิ้ว หนึ่งตัว ที่เหลืออีกสองตัวเป็นทวีตเตอร์ขับแหลม ทรงโดม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.75 นิ้ว

ตัวซาวนด์บาร์ใช้ไฟเลี้ยงขนาด 19.0V/4.73A ที่ได้จากสวิทชิ่งพาวเวอร์ซัพพลายที่แถมมาในกล่อง หน้าตาแบบนี้ ..

หน้าตาของลำโพงเซอร์ราวนด์ด้านหลังข้างหนึ่ง ชื่อรุ่นว่า SR1 วางเทียบขนาดกับแผ่นซีดี ..

ด้านหลังของลำโพงเซอร์ราวนด์ SR1 แสดงตำแหน่งของจุดคล้องหัวน็อตสำหรับยึดติดบนผนัง, จุดติดตั้งอุปกรณ์ยึดผนัง และปุ่มกดเพื่อซิ้งค์เข้ากับตัวซาวนด์บาร์

ช่องเสียบขั้วสายไฟจากอะแด๊ปเตอร์ถูกซ่อนไว้ด้านในเพื่อไม่ให้กีดขวางกรณีที่ต้องติดตั้งตัวลำโพงเข้ากับผนังบ้าน

หน้าตาของลำโพงซับวูฟเฟอร์ ตัวตู้ทำด้วยวัสดุหล่อที่ทำมาจากพีวีซี ทรงตู้โค้งมนไร้เหลี่ยมคม ไม่ใช่เพื่อความนุ่มนวลต่อสายตาอย่างเดียว แต่นัยว่าเพื่อลดเรโซแนนซ์ที่เกิดขึ้นภายในตัวตู้ลงด้วย ซึ่งเรโซแนนซ์เหล่านั้นทำให้เสียงทุ้มออกมาขุ่นมัว ขาดรายละเอียด ตามหลักการอะคูสติกแล้ว ตัวตู้ที่มีลักษณะผนังตู้โค้งมน และส่วนบนกับส่วนล่างของตัวตู้มีขนาดต่างกันช่วยลดโอกาสที่จะทำให้เกิดคลื่นกำธรภายในตัวตู้ลงไปได้มาก

ลำโพงซับวูฟเฟอร์สร้างความถี่ต่ำด้วยไดเวอร์ทรงกรวยขนาด 8 นิ้วหนึ่งตัว ติดตั้งยิงความถี่ลงพื้น (down firing) ขับดันไดอะแฟรมด้วยกำลังขับในตัวขนาด 160 วัตต์ และอาศัยท่อระบายอากาศเป็นตัวลดแรงกดดันของมวลอากาศที่เกิดขึ้นภายในตัวตู้อันเนื่องมาจากการขยับตัวของไดเวอร์เพื่อสลายเรโซแนนซ์ในตัวตู้ลงไป นอกจากนั้น ท่อระบายอากาศนี้ยังช่วยกระจายมวลคลื่นความถี่ต่ำให้แผ่กระจายออกไปได้กว้างขึ้นอีกด้วย

เมื่อซับวูฟเฟอร์ตัวนี้ทำงานร่วมกับไดเวอร์กลางแหลมอีก 7 ตัวที่อยู่ในตัวซาวนด์บาร์ และลำโพงเซอร์ราวนด์ด้านหลังอีก 2 ตัว จะกลายเป็นระบบเสียงที่สามารถจ่ายกำลังขับรวมๆ ออกมาได้มากถึง 400 วัตต์ คือตัวซาวนด์บาร์จ่ายกำลังได้ 180 วัตต์ ในขณะที่ลำโพงเซอร์ราวนด์ทั้งสองตัวจ่ายกำลังออกมาได้ 60 วัตต์ และทั้งระบบ (ซาวนด์บาร์ + ซับวูฟเฟอร์ + ลำโพงเซอร์ราวนด์ด้านหลัง)

ลำโพงซับวูฟเฟอร์ที่ให้มาเป็นแบบ Active โดยความหมายก็คือมีแอมป์ขยายเสียงในตัว ส่วนสัญญาณควบคุมมาจากตัวซาวนด์บาร์ที่เชื่อมต่อกับลำโพงซับวูฟเฟอร์ตัวนี้ด้วยระบบไร้สาย ซึ่งด้านหลังของตัวซับวูฟเฟอร์จะมีปุ่มกดเพื่อซิ้งค์เชื่อมกับตัวซาวนด์บาร์ไว้ให้ เวลาใช้งานต้องเสียบไฟเอซี

พื้นที่ตรงกลางของตัวลำโพงซาวนด์บาร์จะเป็นพื้นที่ติดตั้งลำโพงเซ็นเตอร์ที่มีฟังท์ชั่น Voice Adjust เพื่อปรับจูนเสียงสนทนาให้มีความเด่นชัดขึ้นมาเหนือเสียงเอ็ฟเฟ็กต์ต่างๆ (สั่งจากรีโมทไร้สายก็ได้ จากตัวเครื่องก็ได้) ซึ่งคุณสามารถเลือกใช้ฟังท์ชั่นนี้กับแหล่งอินพุตหลากหลาย ไม่ว่าจะดูหนังจากเครื่องเล่นบลูเรย์ฯ หรือเครื่องเล่นดีวีดี, ดูละคร ดูข่าว กีฬา หรือม้แต่เกมส์โชว์ในทีวี ก็สามารถใช้ฟังท์ชั่นนี้ในการเพิ่มความชัดเจนของเสียงพูดได้

จุดควบคุมสั่งงานบนตัวซาวนด์บาร์โดยตรง

รีโมทไร้สายที่ให้มาในกล่อง

Aปุ่มกดเปิด/ปิดระบบการทำงาน
Bหยุดเสียงชั่วคราว

Cปุ่มเลือกใช้ฟังท์ชั่น “
Night Modeซึ่งมีผลปรับลดเสียงทุ้มและเพิ่มความชัดเจนของเสียงสนทนาโดยไม่ต้องแตะปุ่มวอลลุ่ม ช่วยลดการรบกวนผู้อื่นขณะใช้งานในเวลากลางคืน
Dปุ่มกดเลือกอินพุต

Eปุ่มกดปรับวอลลุ่มของฟังท์ชั่น “
Voice Adjust
Fปุ่มกดปรับวอลลุ่มของตัวซับวูฟเฟอร์
Gปุ่มกดเพิ่ม/ลดวอลลุ่มรวม
Hปุ่มกดเลือกโหมดการรับฟังเสียง ซึ่งมีให้เลือก 3 โหมดคือ ดูหนัง, กีฬา และฟังเพลง
Iส่วนนี้ใช้ควบคุมความดังของเสียง และปรับบาลานซ์ซ้ายขวาของลำโพงเซอร์ราวนด์ด้านหลัง


ส่วนบนของตัวลำโพงซาวนด์บาร์เยื้องไปทางด้านหลังของตำแหน่งติดตั้งลำโพงเซ็นเตอร์เป็นพื้นที่ติดตั้งปุ่มกดควบคุมการทำงานต่างๆ เรียงรายกันอยู่ตรงนั้น เริ่มจากปุ่มกดปรับวอลลุ่ม, ปุ่มกดปิดเสียงชั่วคราว (mute), ปุ่มปรับจูนความดังของฟังท์ชั่น Voice Adjust, ปุ่มกดเพื่อเชื่อมต่อ bluetooth กับอุปกรณ์ภายนอก, ปุ่มกดเลือกแหล่งอินพุต และสุดท้ายคือปุ่มเพาเวอร์ฯ ใช้เปิด/ปิดเครื่อง ซึ่งคุณก็สามารถสั่งงานฟังท์ชั่นทั้งหมดนี้จากรีโมทไร้สายที่แถมมาให้ก็ได้

เพราะตัวซาวนด์บาร์มีลำโพงคู่หน้าซ้ายขวาอยู่ในตัวด้วย เพื่อให้สามารถตอบสนองความถี่ลงได้ต่ำเพียงพอ ที่ด้านข้างของตัวซาวนด์บาร์จึงได้ถูกเจาะรูระบายอากาศไว้ด้วย

ด้านหลังของตัวซาวนด์บาร์


ช่องเสียบต่างๆ ที่จะเชื่อมโยงเข้าสู่ตัวซาวนด์บาร์ถูกแอบซ่อนไว้ด้านหลังที่มีปีกปกปิดไว้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นช่องอินพุต HDMI สำหรับภาพและเสียงที่ให้มามากถึง 4 ช่อง, ช่องอินพุตสำหรับเสียงอย่างเดียวอย่าง optical (ดิจิตัล) และ AUX (อะนาลอก), ช่องเน็ทเวิร์คที่เชื่อมต่อได้ทั้งแบบใช้สาย LAN และทางระบบไร้สาย Wi-Fi และช่องต่ออะแด๊ปเตอร์ไฟเลี้ยง

เชื่อมต่อระบบ + ติดตั้ง

การเชื่อมต่อลำโพงซาวนด์บาร์ Magnifi MAX SR เข้ากับซิสเต็มภาพและเสียงของเรามีอยู่ 2 ส่วนด้วยกัน ส่วนแรกคือการเชื่อมต่อระหว่างตัวซาวนด์บาร์กับทีวี ซึ่งถ้าทีวีของคุณไม่ได้เก่ามาก มีช่องอินพุต HDMI มาให้ใช้ แนะนำให้สำรวจดูว่า ที่ช่องเสียบ HDMI ของตัวทีวีของคุณมีช่องใดที่ระบุว่าเป็น ARC อยู่บ้างหรือเปล่า.? ถ้ามีให้เชื่อมต่อจากช่อง HDMI (ARC) ของตัวซาวนด์บาร์ตัวนี้เข้ากับช่อง HDMI (ARC) ของตัวทีวีของคุณ แบบนี้ทีวีกับลำโพงซาวนด์บาร์ตัวนี้จะทำงานเชื่อมโยงกันได้ดีกว่า และฟังท์ชั่น LipSync จะทำงานโดยอัตโนมัติ แต่ถ้าช่อง HDMI ที่ทีวีของคุณไม่รองรับ ARC ก็ให้เชื่อมต่อสายดิจิตัล optical ระหว่างเอ๊าต์พุตของตัวทีวีเข้ากับอินพุตที่ตัวซาวนด์บาร์ด้วย เพื่อให้เสียงจากทีวีส่งมาที่ตัวซาวนด์บาร์ได้

ส่วนที่สองคือการเชื่อมต่อระหว่างลำโพงซาวนด์บาร์ตัวนี้กับลำโพงซับวูฟเฟอร์และลำโพงเซอร์ราวนด์ด้านหลังอีก 2 ตัวที่ให้มา ซึ่งลำโพงทั้งหมดนี้เชื่อมต่อกันทางระบบไร้สาย จากการที่ผมทดลองเชื่อมต่อปรากฏว่า มันง่ายกว่าที่คิดมาก เริ่มต้นด้วยการเสียบสายไฟเอซีแล้ว ระบบการเชื่อมต่อจะถูกกระทำโดยอัตโนมัติ แต่ถ้าคุณพบว่ามันไม่เชื่อมต่อกัน ให้กดปุ่ม Link ที่ตัวซาวนด์บาร์และที่ตัวลำโพงซับวูฟเฟอร์/ลำโพงเซอร์ราวนด์เพื่อ reset การเชื่อมต่อใหม่ ผมพบว่า ถ้าเราจัดวางลำโพงซับวูฟเฟอร์กับลำโพงเซอร์ราวนด์ไว้ไม่ห่างกันมากเกิน 10 เมตร ก็จะไม่มีปัญหาเรื่องการเชื่อมต่อแต่อย่างใด และเมื่อทำการเชื่อมต่อกันได้ทั้งระบบแล้ว หลังจากปิดการทำงานของตัวเครื่องลง เมื่อเปิดขึ้นมาอีกครั้ง ระบบการเชื่อมต่อก็จะกลับมาเองอัตโนมัติ

แผนผังการติดตั้งลำโพงสำหรับระบบเสียงเซอร์ราวนด์ 5.1 ch ตามมาตรฐานของ Dolby Lab.


เพื่อให้ได้สนามเสียงที่ครอบคลุมพื้นที่นั่งชมได้อย่างทั่วถึงและเชื่อมโยงเสียงด้านหน้ากับเสียงด้านหลังให้กลมกลืนอยู่ในบรรยากาศเดียวกัน ตำแหน่งจัดวางหรือติดตั้งลำโพงเซอร์ราวนด์ (SR1) ทั้งสองตัวมีผลมาก ให้พิจารณาจากพิกัดของตำแหน่งการติดตั้งลำโพงเซอร์ราวนด์จากแผนภูมิที่ Dolby Lab. (ในกรอบสีแดง) ซึ่งจะเห็นว่า ทางโดลบี้ฯ กำหนดให้วางลำโพงเซอร์ราวนด์ทั้งสองตัวให้เยื้องไปทางด้านหลังของตำแหน่งที่เรานั่งชมไปเล็กน้อย (ระวังผิดข้างนะครับ)

ในกรณีที่สภาพห้องมีลักษณะพื้นที่จำกัด อย่างเช่นโซฟาที่นั่งชมอยู่ชิดติดผนังด้านหลัง ไม่มีพื้นที่ด้านหลังโซฟาที่จะให้ติดตั้งลำโพงเซอร์ราวนด์เยื้องลงไป อนุโลมให้ติดตั้งบนผนังด้านข้างซ้ายขวาแล้วหันหน้าลำโพงยิงเสียงเข้าที่ตำแหน่งนั่งฟังได้ แต่ต้องไม่เลยแนวเส้นปะสีฟ้าขึ้นไป ส่วนลำโพงซับวูฟเฟอร์ แนะนำให้วางไว้ใกล้ๆ มุมห้อง ห่างจากลำโพงซาวนด์บาร์อยู่ระหว่าง 3-5 เมตรกำลังดี แต่ถ้าพื้นที่จำกัด จำเป็นต้องวางใกล้กับลำโพงซาวนด์บาร์มากกว่านี้ ก็ไม่เป็นปัญหา หลังจากระบบทำการปรับจูนเสียงให้อัตโนมัติแล้ว หากคุณคิดว่าเสียงทุ้มเยอะไป ก็สามารถปรับลดปริมาณเสียงทุ้มลงได้ (ปรับจากรีโมทไร้สาย) หรือถ้าชอบเสียงทุ้มแน่นๆ หนาๆ แบบนั้น แต่อยากให้เสียงสนทนามีความชัดเคลียร์มากขึ้น ก็สามารถปรับเพิ่มดึงเสียงสนทนาขึ้นมาได้โดยไม่ไปกระทบกับเสียงทุ้ม โดยปรับเพิ่มปริมาณเสียงกลางจากฟังท์ชั่น Voice Adjust บนรีโมทได้เลย ง่ายมาก.!

ขณะทดสอบใช้งานจริง ควรจะวางตำแหน่งไว้สูงกว่าลำโพงซาวนด์บาร์สักเล็กน้อย แยกซ้ายกับขวาข้างละตัว ห่างจากกันประมาณ 2 – 2.5 m กำลังสวย


ในการปรับตั้งเสียงก็ง่ายมากครับ เพราะลำโพงซาวนด์บาร์ชุดนี้มีเทคโนโลยีระบบเสียงเซอร์ราวนด์ที่ Polk Audio คิดค้นขึ้นมาเองอยู่ในตัว ชื่อว่า SDA Surround Technology ซึ่งจะช่วยปรับจูนเสียงของลำโพงทั้งหมดให้ทำงานสัมพันธ์กัน สร้างสนามเสียงเซอร์ราวนด์ที่ให้มิติที่แผ่กว้าง โอบล้อม และให้รายละเอียดเสียงที่เด่นชัดเพราะระบบนี้มีเทคโนโลยีที่ช่วยแก้ปัญหาเรื่อง cross-talk หรือปัญหาที่เสียงของแต่ละไดเวอร์แผ่ออกมากวนกัน ทำให้เสียงมั่วขาดความชัดเจน ซึ่งเป็นปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นกับลำโพงซาวนด์บาร์ตัวอื่นๆ เนื่องจากตำแหน่งของไดเวอร์อยู่ใกล้กัน

เมื่อลำโพงทั้งหมดถูกติดตั้งลงบนตำแหน่งที่ถูกที่ควรแล้ว หลังจากเสียบสาย HDMI และเสียบสายไฟเอซีของลำโพงทั้งหมดเสร็จแล้ว กดปุ่มเปิดเครื่องบนรีโมทฯ ตัวซาวนด์บาร์ก็จะเริ่มต้นทำงานในการเชื่อมต่อกับลำโพงซับวูฟเฟอร์และลำโพงเซอร์ราวนด์ จากนั้นมันก็จะปรับจูนเสียงโดยอัตโนมัติ

ทดลองฟังเสียงดูหนัง

ทุกวันนี้ TV ถูกกำหนดให้ทำหน้าที่เป็น ศูนย์กลางของระบบโฮมเอนเตอร์เทนเม้นต์เต็มรูปแบบจริงๆ เพราะคอนเท็นต์ทุกประเภทได้ถูกลำเลียงเข้าสู่ทีวีหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคอนเท็นต์ที่ออกอากาศมาจากสถานีโทรทัศน์ ภาพยนตร์จากผู้ให้บริการบนอินเตอร์อย่าง Netflix ก็สามารถสตรีมมาชมผ่านทางโฮมเน็ทเวิร์คเข้ามาที่ทีวีได้แล้ว นอกจากนั้น แม้แต่คอนเท็นต์ที่ดูบนอุปกรณ์พกพา ปัจจุบันก็สามารถสตรีมทั้งสัญญาณภาพและเสียงขึ้นไปแสดงผลที่ทีวีได้ด้วย จะดู YouTube หรือดูละครย้อนหลังจากแอพฯ ก็ยิงขึ้นจอทีวีได้หมดผ่าน Chromecast ซึ่งไม่ว่าคุณจะรับชมคอนเท็นต์แแบบไหน ทีวีก็จะทำการแยกส่วนของสัญญาณเสียงส่งมาที่ตัวซาวนด์บาร์จากช่อง HDMI (ARC) เพื่อให้ซาวนด์บาร์เป็นคนนำเสนอระบบเสียงเซอร์ราวนด์ให้กับคอนเท็นต์เหล่านั้นโดยอัตโนมัติ

ขั้นตอนเหล่านี้คุณไม่ต้องทำอะไรเลย แค่กดรีโมทเปิดทีวีขึ้นมาแล้วเลือกอินพุตที่ต้องการเท่านั้น.!

ขณะทดสอบลองฟังเสียงจากโทรทัศน์


แค่ลองฟังเสียงของคอนเท็นต์ที่ส่งมาจากสถานีโทรทัศน์เท่านั้นผมก็สามารถสรุปผลได้เลยโดยไม่ต้องรอนาน เพราะความแตกต่างมันชัดเจนมาก.! เสียงที่ได้ยินจากลำโพงซาวนด์บาร์ Magnifi MAX SR ของ Polk Audio เซ็ตนี้มันออกมาดีกว่าเสียงที่ฟังจากลำโพงของทีวีอย่างชนิดที่ต้องใช้คำว่า มากมายมหาศาล.!!

เรียกว่าไม่ต้องตั้งใจฟังเลย เพราะความแตกต่างมันเยอะมาก ไม่ต้องอาศัยคนที่มีทักษะในการเล่นเครื่องเสียง แค่คนธรรมดาๆ ก็สามารถฟังความแตกต่างได้อย่างชัดเจน เพราะเสียงที่ได้ยินจากซาวนด์บาร์ตัวนี้มันไม่ใช่แค่ความชัดอย่างเดียว แต่เสียงแต่ละเสียงมันมีลักษณะของ ความเป็นตัวตนที่เด่นชัดขึ้นด้วย ยกตัวอย่างเช่น เสียงพูดกับเสียงรถยนต์ในภาพตัวอย่างสองภาพข้างบนนั้นมันแสดงออกมาให้ รู้สึกได้ว่า เสียงของเครื่องยนต์รถมันมีพลังงานแฝงติดออกมากับเสียงเครื่องยนต์ด้วย ในขณะที่เสียงพูดของดาราในละครมันไม่ได้สะท้อนความรู้สึกแบบนั้นออกมา แต่มันให้ความรู้สึกไปอีกแบบ คือรับรู้รายละเอียดในการ ย้ำเน้นน้ำหนักในการสื่อสารออกมาได้ชัดขึ้น ทำให้รับรู้ถึงอารมณ์ของตัวละครที่ต้องการแสดงออกมาในบทบาทมากขึ้น ผลคือทำให้ดูแล้วรู้สึก อินไปกับละครที่กำลังชมมากขึ้นกว่าเดิม (อันหลังนี้แม่บ้านให้การยืนยันมา.!)

เมื่อทดลองรับชมภาพยนตร์จากแผ่นบลูเรย์ที่เข้ารหัสเสียงเซอร์ราวนด์ 5.1 ch ด้วยเครื่องเล่นบลูเรย์ แล้วต่อสัญญาณภาพ+เสียงจากช่อง HDMI จากเครื่องเล่นบลูเรย์ไปเข้าที่ช่องอินพุต HDMI ของซาวนด์บาร์ตัวนี้ ตอนรับชมก็กดเลือกอินพุตบนตัวซาวนด์บาร์ด้วยรีโมทฯ ให้ตรงกับช่องที่เสียบสาย HDMI จากเครื่องเล่นบลูเรย์ฯ เอาไว้ ที่เหลือจะเป็นหน้าที่ของตัวซาวนด์บาร์ในการจัดการส่งภาพไปที่ทีวี (รุ่นนี้รองรับระบบภาพ 4K ด้วย) และดึงเสียงมาจัดการสร้างสนามเสียงเซอร์ราวนด์ 5.1 ch ให้ด้วยเทคโนโลยี Dolby Audio กับ dts surround ที่มีอยู่ในตัว ซึ่งผมขอบอกเลยว่า เสียงมันออกมาดีกว่าฟังเสียงเซอร์ราวนด์เทียมจากลำโพงของทีวีประมาณล้านเท่า.!!!

ทั้งไดนามิกและมิติเสียงเสียงดีขึ้นมหาศาล ดูหนังและดูแผ่นคอนเสิร์ตได้อรรถรสมากขึ้นอย่างชัดเจน ลองสลับกลับไปฟังเสียงจากทีวีแค่แว๊บเดียว ต้องรีบหวนกลับมาฟังผ่านซาวนด์บาร์ตัวนี้ทันที แม้ว่าสนามเสียงที่ได้ยินจะยังไม่แผ่กว้างเท่า และตำแแหน่งเสียงแต่ละเสียงจะยังไม่ถึงกับแม่นคมมากเมื่อเทียบกับฟังผ่านเอวี รีซีฟเวอร์ตัวใหญ่กับลำโพง 5.1 ch เต็มๆ ที่ผมใช้อยู่ แต่เมื่อเทียบกับเสียงจากทีวีก็ดีกว่ามากๆ และมาในทิศทางเดียวกับเอวี แอมป์+ลำโพง 5.1 แบบแยกชิ้นเลย

ทดลองฟังเพลง

ผมพบว่า ลำโพงซาวนด์บาร์ทุกตัวที่ออกมารุ่นใหม่ๆ ได้ถูกบรรจุเอาความสามารถในการฟังเพลงเข้าไปด้วยแล้ว และนับวันก็ยิ่งให้เสียงที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ซะด้วย

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงไม่พลาดที่จะต้องขอทดสอบความสามารถในการฟังเพลงของซาวนด์บาร์ตัวนี้ดูสักหน่อย และจากข้อมูลสเปคฯ ของซาวนด์บาร์ตัวนี้ระบุชัดว่า มันสามารถรองรับการฟังเพลงจากแหล่งต่างๆ ได้หลากหลายมาก ทั้ง source ที่เชื่อมต่อกับซาวนด์บาร์ตัวนี้แบบใช้สายและที่เชื่อมต่อด้วยวิธีไร้สายครบทั้งสองทาง ตอบสนอง lifestyle ของคนยุคนี้จริงๆ

ผมเริ่มต้นด้วยวิธีที่ง่ายที่สุดก่อน นั่นคือ สตรีมเพลงจาก iPhone 7 ของผมผ่าน Bluetooth ไปที่ Magnifi MAX SR โดยใช้แอพฯ Onkyo HF Player เล่นไฟล์เพลง แล้วกดปุ่ม Bluetooth บนรีโมทไร้สายของซาวนด์บาร์ตัวนี้เพื่อให้มันเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนของผม ซึ่งทำได้ง่ายมาก และเชื่อมต่อได้อย่างรวดเร็ว เสียงที่ออกมาก็ดีมาก ดีกว่าเสียงที่ได้จากลำโพงบลูทูธตัวเล็กๆ ที่ผมมีอยู่เยอะเลย ซึ่งผมมองดูแล้ว น่าจะเป็นเพราะว่าลำโพงซาวนด์บาร์ตัวนี้มีซับวูฟเฟอร์ที่แยกออกไปจากตัวซาวนด์บาร์จึงช่วยเพิ่มเสียงทุ้มให้มีความหนาแน่นมากขึ้น และสามารถแผ่เสียงให้กระจายออกไปได้เต็มห้องมากกว่าโดยไม่มีอาการเครียดเหมือนตอนเร่งเสียงของตัวลำโพงบลูทูธตัวเล็ก

ตัวซาวนด์บาร์มีโหมด EQ ที่ปรับมาเพื่อการฟังเพลงในตัว ผมทดลองกดใช้ดูก็ได้เสียงที่น่าพอใจนะ มันช่วยจัดระเบียบและโทนัลบาลานซ์ของเสียงทุ้มกลางแหลมให้ออกมาพอดีๆ ได้โดยไม่ต้องไปยุ่งกับการขยับตำแหน่งลำโพงซับวูฟเฟอร์ ง่ายดีและฟังได้เพลิน

จากสเปคฯ ระบุว่าซาวนด์บาร์รุ่นนี้รองรับการสตรีมเพลงผ่าน Chromecast ด้วยเพราะมันฝัง Chromecast มาในตัว แต่ต้องอาศัยการเชื่อมต่อเน็ทเวิร์คเข้ากับตัวซาวนด์บาร์ก่อนจึงจะสตรีมได้ ซึ่งก็ไม่ยากสำหรับผม เพราะผมมีระบบโฮมเน็ทเวิร์คใช้อยู่ในบ้านอยู่แล้ว แค่ต่อสาย LAN (Ethernet) ที่โยงมาจาก router ไปเข้าที่ช่อง network ของตัวซาวนด์บาร์เท่านั้นเอง จากนั้นตัวซาวนด์บาร์ก็สามารถพาตัวเองเข้าไปอยู่ในระบบเน็ทเวิร์คได้อย่างง่ายดาย (ตั้ง router เป็น DHCP เอาไว้ ง่ายที่สุด)

หลังจากเชื่อมโยง Magnifi MAX SR เข้ากับเน็ทเวิร์คเสร็จแล้ว ผมก็ลงแอพ Google Home บน iPad 2 และบน iPhone 7 ของผมเพื่อใช้ในการสตรีมคอนเท็นต์ไปที่ตัวซาวนด์บาร์ จากนั้นผมก็ทดลองเล่นเพลงจาก TIDAL แล้วสั่งสตรีมไฟล์เพลงที่เล่นไปที่ซาวนด์บาร์ ทุกอย่างลื่นไหลและเรียบร้อยในเวลาแค่ไม่กี่นาที ซึ่งต้องยอมรับว่า เสียงของการสตรีมผ่าน Chromcast มันออกมาดีกว่าเสียงที่ได้จากการสตรีมผ่าน Bluetooth พอสมควรเลย เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่ชอบฟังเพลงแบบเน้นคุณภาพ ซึ่งนอกจากจะสตรีมจาก TIDAL แล้ว ยังสามารถสตรีมจากแอพฯ ได้อีกหลายตัวที่รองรับ Chromecast นับว่าเป็นช่องทางใหม่ที่ทำให้มีคอนเท็นต์ไว้รับชมและรับฟังได้อีกมากมาย

สรุป

บอกตามตรงว่า ผมรู้สึกเป็นกังวลเล็กน้อยก่อนทำการทดสอบซาวนด์บาร์ตัวนี้ เนื่องเพราะว่ามันมีฟังท์ชั่นการใช้งานที่หลากหลายมาก เกรงว่าจะทดสอบได้ไม่หมด ซึ่งก็จริง ยังมีช่องอินพุตอื่นๆ ของซาวนด์บาร์ตัวนี้อีกหลายช่องที่ผมไม่ได้ทดลองใช้งานมัน อย่างเช่นช่อง Optical และช่อง AUX แต่ก็คิดว่าไม่ยากเกินความสามารถถ้าคุณต้องการจะใช้งานช่องอินพุตเหล่านี้

ผมเชื่อว่า เมื่อคุณได้ยินราคาของซาวนด์บาร์ตัวนี้ วินาทีแรกคุณอาจจะรู้สึกว่าราคามันสูงนะ (แต่จริงๆ แล้ว ในตลาดยังมีซาวนด์บาร์ที่มีราคาสูงกว่านี้อีกเยอะ.!) แต่เชื่อเถอะว่า ถ้าคุณได้ทดลองใช้งานมันจริงๆ และได้ฟังเสียงของมันแล้ว คุณจะรู้สึกเหมือนผม คือ คุ้มมาก.!!และเมื่อได้ใช้งานมันมาประมาณเดือนเศษๆ จนเริ่มชิน ผมก็มีความรู้สึกว่า

เฮ้ยย.. นี่ตูข้าทนฟังเสียงจากทีวีมาตั้งนานได้ยังไงกันเนี่ยย…???? /

************************
นำเข้า/จัดจำหน่ายโดย
CMG/Powerbuy
************************
ราคา : 19,900 / ชุด (ไม่รวมลำโพงเซอร์ราวนด์หลังรุ่น SR1)
(ลำโพงเซอร์ราวนด์หลังรุ่น SR1 คู่ละ 6,900 บาท) 

************************
หาซื้อได้ที่ร้าน
Powerbuy
HomePro
PowerMall
ทุกสาขา
– และที่ ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

 

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า