รีวิวเครื่องเสียง Audiovector รุ่น SR-1 Avantgarde Arrete ลำโพงสองทาง วางหิ้งหรือวางขาตั้ง จากประเทศเดนมาร์ก

แม้ว่าลำโพงคู่นี้จะผ่านการใช้งานมาบ้างแล้วที่โชว์รูมของ Elpa Shaw แต่หลังจากยกมาที่บ้านผม ผมก็พบว่ามันต้องการเวลาในการเบิร์นฯ ต่ออีกพอสมควร เพราะชั่วโมงแรกที่ทดลองฟัง เสียงแหลมมันยังมีอาการแข็งกร้าว ซึ่งไม่ควรจะเกิดขึ้นกับลำโพงที่มีราคาค่าตัวระดับนี้ และไม่ควรจะเกิดขึ้นกับลำโพงที่ใช้ทวีตเตอร์ AMT แบบนี้ด้วย

ระหว่างที่รอลำโพงเบิร์นฯ เข้าที่ ผมก็เปิดอินเตอร์เน็ตค้นหาข้อมูลไปเรื่อยๆ รวบรวมสิ่งที่ค้นมาได้ทั้งหมดกองไว้ด้วยกัน ซึ่งตามรูปแบบเดิมนั้น ผมจะศึกษาข้อมูลเหล่านั้นก่อนทดลองฟังเสียงแบบเอาจริง แต่หลังจากค้นไปค้นมา ผมพบว่า ลำโพงคู่นี้กับแบรนด์นี้มีอะไรน่าสนใจเยอะมาก อีกอย่างเพราะเป็นแบรนด์ใหม่ด้วยจึงมีเรื่องให้ต้องพูดถึงเยอะ เบิร์นไปจนลำโพงเริ่มเข้าที่ ผมก็ยังศึกษาข้อมูลไม่หมด จึงต้องสลับมาทดลองแม็ทชิ่งและเซ็ตอัพเพื่อลองฟังเสียงของมันดูก่อน ฟังไปเซ็ตอัพไป ผมก็เริ่มเพลินไปกับมัน เก็บบันทึกรายละเอียดที่ได้ยินออกมาเป็นประเด็นๆ ทำคู่ไปกับการสรุปข้อมูลที่ค้นมาได้..

Audiovector.com

ผมเลยคิดว่าจะขอเปลี่ยนแปลงรูปแบบรายงานการทดสอบลำโพงคู่นี้ให้ต่างไปจากรายงานทดสอบอุปกรณ์ตัวอื่นๆ ที่เคยทำมา นั่นคือจะขอเริ่มที่การทดลองฟังเสียงไปพร้อมกับแจกแจงข้อมูลที่ค้นมาได้ไปพร้อมๆ กันเลย

แต่ก่อนจะลองฟังจริงจัง ผมก็ต้องจับ SR 1 Avantgarde Arrete เข้าขั้นตอน แม็ทชิ่ง+เซ็ตอัพ+ปรับจูนจนอยู่ในจุดที่มีความลงตัวมากที่สุดก่อน ..

เริ่มด้วย แม็ทชิ่ง

ผมใช้แอมป์หลายตัวในการทดลองฟังลำโพง SR 1 Avantgarde Arrete คู่นี้ (ต่อไปจะขอเรียกสั้นๆ ว่า SR 1 AA) โดยเริ่มจากอินติเกรตแอมป์ของ Moon รุ่น 240i (50W x 2ch ที่ 8 โอห์ม) ซึ่งเสียงที่ได้ยินมันสะท้อนออกมาให้เห็นว่าลำโพงคู่นี้มีแววดี แต่รู้สึกได้ว่า 240i ยังดันลำโพงออกมาได้ไม่หมด

แอมป์ตัวที่สองที่ผมใช้ทดลองฟัง SR 1 AA คู่นี้ชื่อรุ่นว่า C 388 ของ NAD (150W x 2ch ที่ 8 หรือ 4 โอห์ม) รู้สึกได้ว่าเสียงโดยรวมออกมาดีขึ้น เวทีเสียงกระจายตัวออกไปได้กว้างขึ้น แยกแยะชิ้นดนตรีภายในวงออกมาได้ชัดเจนมากขึ้น เบสมีปริมาณมากขึ้นและให้น้ำหนักทิ้งตัวมากขึ้น กระชับเก็บตัวดีขึ้น อินติเกรตแอมป์ตัวที่สามที่ผมใช้ทดสอบลำโพงคู่นี้เป็นอินติเกรตแอมป์รุ่นใหม่ในซีรี่ย์ EDGE ของ Cambridge Audio รุ่น EDGE A (100W x 2ch ที่ 8 โอห์ม / 200W x 2ch ที่ 4 โอห์ม) ซึ่งเป็นตัวที่ทำให้ผมต้องลงมือเก็บข้อมูลเสียงของลำโพงคู่นี้จริงๆ จังๆ เพราะเชื่อว่าสิ่งที่ได้ยินตอนขับด้วยแอมป์ตัวนี้น่าจะสะท้อนบุคลิกของ SR 1 AA ออกมาได้ใกล้เคียงกับตัวตนจริงๆ ของมันมากที่สุดเมื่อเทียบกับอินติเกรตแอมป์อีกสองตัวก่อนหน้านี้

EDGE A ทำให้เสียงของ SR 1 AA มีลักษณะสำคัญบางอย่างที่ตอนขับด้วย 240i และ C 388 ให้ออกมาได้ไม่ชัดเท่า นั่นคือ ความรู้สึกว่าเสียงแหลมจาก AMT กับเสียงกลาง/ทุ้มจากมิด/วูฟเฟอร์มันกลมกลืนเป็นโทนสีเดียวกัน และมีความต่อเนื่องลื่นไหลเป็นเนื้อเดียวกันโดยไร้ซึ่งรอยต่ออีกด้วย

ตามด้วย เซ็ตอัพ

ตอนจับคู่กับ 240i ผมรู้สึกว่าเซ็ตหาตำแหน่งของ SR 1 AA ที่ลงตัวจริงๆ ได้ค่อนข้างยาก คือตอนเริ่มต้นจากศูนย์ขึ้นมาจนถึงระดับที่ใกล้เคียงกับตำแแหน่งที่ลงตัว (ประมาณ 70-80% ของคำว่าสมบูรณ์แบบ) ใช้เวลาไม่นาน แต่จากนั้นไปจนถึงจุดที่ผมพอใจจริงๆ มันกลับใช้เวลานานกว่าที่คิด สาเหตุที่ทำให้ผมต้องเปลี่ยนขยับตำแหน่งลำโพงอยู่บ่อยๆ มีอยู่หลายปัจจัย ที่สำคัญมีอยู่ 2 ปัจจัย นั่นคือ เวทีเสียงกับ โทนัลบาลานซ์ซึ่งผมต้องหาจุดไกล่เกลี่ยระหว่างสองคุณสมบัตินี้ก่อน แน่นอนว่า จุดที่ผมเลือกเฉลี่ยนั้น ไม่ใช่จุดที่ผมพอใจมากที่สุดสำหรับคุณสมบัติทั้งสองข้อนั้น

ทวีตเตอร์ AMT (Air Motion Transformers) ที่ใช้ใน SR 1 Avantgarde Arrete

สุดท้ายแล้ว จุดเฉลี่ยของผมก็คือ ผมต้องดันลำโพงทั้งสองข้างให้ถอยเข้าไปชิดผนังด้านหลังลำโพงมากหน่อยเพื่อดึงปริมาณของความถี่ต่ำขึ้นมาให้บาลานซ์กับความถี่ในย่านกลางและแหลม ทำให้รูปวงเวทีเสียงทางด้านหลังไม่ค่อยลึกนัก ส่งผลให้คุณสมบัติอื่นโดนกระทบไปด้วยจากการเฉลี่ยครั้งนี้ นั่นคือ ไดนามิกที่สวิงได้ไม่สุด กับ ฮาร์มอนิกโดยเฉพาะฮาร์มอนิกของเสียงแหลมที่น่าจะแผ่กังวานออกไปได้มากกว่านั้น รวมถึงเสียงทุ้มที่มีเนื้อน้อยไปนิดและน่าจะทอดหางลากยาวออกไปได้อีกหน่อย แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมก็พอจะเข้าใจได้ว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพราะข้อจำกัดทางด้านกำลังขับของ 240i นั่นเอง ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของ SR 1 AA

ลักษณะโครงสร้างและส่วนประกอบภายในตัวทวีตเตอร์แบบ AMT การทำงานของไดอะแฟรมจะคล้ายกับการยืดและหดของหีบเพลงนั่นเอง

เมื่อผมเปลี่ยนมาเป็น C 388 อาการที่ออกมา ยังไม่สุดของ SR 1 AA ก็ทุเลาลงไปเยอะ ผมสามารถเซ็ตอัพตำแหน่งโดยฉีกลำโพงทั้งสองให้มีระยะห่างซ้ายขวาได้มากขึ้นโดยที่ตรงกลางไม่โหว่ และขยับดึงลำโพงทั้งสองข้างหนีห่างออกมาจากผนังด้านหลังได้มากขึ้นด้วย นั่นทำให้เวทีเสียงเปิดถ่างออกไปห่างจากตัวลำโพงมากขึ้น ทั้งในแนวกว้างและลึก เสียงทุ้มมีมวลมากขึ้นและแผ่ทอดหางออกไปได้กว้างขึ้น มีปริมาณความถี่ต่ำแผ่ออกมามากขึ้น ภายในเวทีเสียงมีช่องไฟของระยะห่างระหว่างชิ้นดนตรีมากขึ้น สวิงไดนามิกได้กว้างขึ้น โดยรวมๆ ออกมาน่าพอใจมาก มีข้อเดียวที่แตกต่างจากตอนขับด้วย 240i นั่นคือ โทนเสียงซึ่งตอนขับด้วย C 388 ผมพบว่ามีความนุ่มเพิ่มเข้ามาในน้ำเสียง ทำให้โทนเสียงโดยรวมออกไปทางเย็นๆ ในขณะที่ตอนขับด้วย Moon 240i จะได้เนื้อเสียงออกไปในลักษณะที่แน่นกระชับ เข้มข้น และดีดเด้ง มีความสดในน้ำเสียงมากกว่า

ตัวมิด/วูฟเฟอร์กรวยไดนามิก ขนาด 6 นิ้ว แผ่นไดอะแฟรมทำด้วยแผ่นที่ทอด้วยเส้นใยไฟเบอร์กับกระดาษซ้อนกันเป็นแซนด์วิชถึงสามชั้น ควบคุมการขยับตัวของไดอะแฟรมด้วยดัสแค๊ปทรงหัวลูกปืนที่อยู่ตรงใจกลางของกรวยไดอะแฟรม ไดอะแฟรมยึดติดอยู่กับโครงด้านขอบยางทรงโค้งครึ่งวงกลม


เมื่อเจอกับกำลังขับที่สูงถึง 150W x 2ch ของ C 388 ผมรู้สึกได้ว่า การเซ็ตอัพหาตำแหน่งของ SR 1 AA ทำได้ง่ายขึ้น ผมเห็นโฟกัสของชิ้นดนตรีชัดขึ้น แยกแยะออกจากกันได้ง่ายขึ้นโดยเฉพาะโน้ตดนตรีที่อยู่ในย่านกลางสูงขึ้นไปถึงแหลม นั่นทำให้การเซ็ตอัพปรับตำแหน่งลำโพงซ้ายและขวาเพื่อทำให้สนามเสียงกลืนเข้าเป็นผืนเดียวกัน สามารถทำได้ง่ายขึ้น และทำให้ความพึงพอใจต่อผลลัพธ์ที่ได้จากการเซ็ตอัพในขั้นตอนสุดท้ายเพิ่มสูงขึ้น

ผนังตู้ตีโค้งจากด้านหน้าลู่ลงไปทางด้านหลัง ทำให้ผนังตู้ไม่ขนานกัน จึงไม่เกิดการสะท้อนกลับไปกลับมาของคลื่นเสียงภายในตู้ ช่วยแก้ปัญหาเรโซแนนซ์ภายในตัวตู้


หลังจากยก EDGE A เข้าไปแทนที่ C 388 ผมพบว่า สเกลของเวทีเสียงไม่ต่างกันมาก ผมแค่ขยับตำแหน่งของ SR 1 AA ไปจากเดิมอีกนิดหน่อยเท่านั้น แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปอย่างชัดเจนก็คือ ผมสัมผัสได้กับรายละเอียดที่ลงลึกไปอีกขั้น อย่างเช่น ผมรับรู้ถึงลักษณะตื้นลึกของระนาบเลเยอร์ของชิ้นดนตรีในเวทีเสียงได้ชัดเจนมากขึ้น สามารถบอกได้ง่ายขึ้นว่าชิ้นไหนอยู่หน้าชิ้นไหนอยู่หลัง กับอีกอย่างที่ EDGE A ขับ SR 1AA ออกมาได้ดีกว่า C 388 ก็คือ ไดนามิกทั้งในส่วนที่เป็น ไดนามิกทรานเชี้ยนต์ ที่ให้อิมแพ็คคมและมีน้ำหนักย้ำเน้นมากกว่า รวมทั้งส่วนของ ไดนามิกคอนทราสน์ ที่ให้ความต่อเนื่องมากกว่า มีการไล่อ่อนแก่ของความดังที่ราบลื่นมากกว่าด้วย

ขั้วต่อสายลำโพงใช้ของ WBT คุณภาพสูง

ณ จุดนี้ ผมก็รู้สึกพอใจกับน้ำเสียงที่ได้จากคู่แม็ทชิ่งระหว่าง SR 1 AA + EDGE A คู่นี้ กับตำแหน่งที่ระยะห่างซ้ายขวาอยู่ที่ 163 .. และระยะห่างผนังหลังอยู่ที่ 124 ..

จากนั้นก็ ปรับจูน

ทั้งลักษณะของตัวตู้ที่เป็นรูปทรงหยดน้ำตาที่ไม่มีผนังฝั่งตรงข้ามที่ขนานกัน และไดเวอร์เสียงแหลม AMT ที่ให้รายละเอียดออกมามากมาย ล้วนเป็นเหตุที่ทำให้การเซ็ตอัพและปรับจูนลำโพงคู่นี้เพื่อให้ได้เสียงออกมาดีที่สุดเป็นอะไรที่ต้องใช้ความละเอียดพิถีพิถันแทบทุกจุด ไม่ใช่แค่ระยะห่างระหว่างลำโพงทั้งสองข้างและระหว่างลำโพงกับผนังห้องเท่านั้น แม้แต่การปรับตั้งให้ตัวลำโพงตั้งฉากกับพื้นทั้งสองข้างก็ส่งผลต่อเสียงที่ได้อย่างมาก เห็นได้ชัดถึงลักษณะความเป็นตัวตนของเสียงที่ดีขึ้นโดยเฉพาะในย่านเสียงแหลม

ภายในตัวตู้แบ่งพื้นที่สำหรับมิด/วูฟเฟอร์ กับทวีตเตอร์ออกจากกันเป็นสองส่วน ทั้งสองพื้นที่มีท่อระบายอากาศพื้นที่ละหนึ่งท่อ เท่ากับว่า ไดเวอร์ทั้งสองตัวทำงานในระบบตู้เปิดทั้งคู่


การปรับจูนในจุดต่างๆ ของซิสเต็มจะกระทบออกมาถึงลักษณะเสียงที่รู้สึกได้ชัด โดยเฉพาะกับเสียงในย่านแหลมที่แสดงผลออกมาชัดมาก แม้แต่ตอนที่ผมทดลองเอาก้อนไม้สนเล็กๆ สามก้อนไปรองใต้ลำโพงยกสูงขึ้นมาจากแผ่นไม้ที่ใช้วางลำโพง พบว่าเสียงทั้งหมดลอยตัวโปร่งขึ้นอย่างชัดเจน เสียงแหลมทอดปลายเสียงออกไปได้ไกลมากขึ้น ย่านต่ำก็แยกแยะรายละเอียดได้ดีขึ้น อีกครั้งที่เห็นผลชัดคือตอนที่ผมทดลองเอาตัว GroundZero ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยจัดการระบบกราวนด์ของซิสเต็มยี่ห้อ Clef Audio มาเสียบเข้ากับจุดลงกราวนด์ของตัว power distribution ของ Nordost รุ่น QB4 เพื่อ drain กระแสไฟที่เป็นกราวนด์ส่วนเกินออกไปจากซิสเต็ม ซึ่งหลังจากเสียบเข้าไปแล้ว ที่สังเกตได้ชัดคือโฟกัสของเสียงแหลมดีขึ้นทันที เสียงทั้งหมดลอยตัวมากขึ้น และปลายเสียงมีลักษณะทอดปลายไปได้ไกลมากขึ้น

เพราะความที่ SR 1 AA เป็นลำโพงที่มีแบนด์วิธกว้างมาก โดยเฉพาะตัวทวีตเตอร์ที่รับภาระในการสร้างความถี่ที่กว้างมากเป็นพิเศษ ครอบคลุมส่วนที่เป็นฮาร์มอนิกของเสียงกลางและแหลมทั้งหมดที่อยู่เหนือจุดตัดความถี่ที่ 2800Hz ขึ้นไปจนถึง 52,000Hz มันจึงมีอิทธิพลอย่างมากต่อเสียงทั้งสเปคตรัม จากการปรับจูน ผมพบว่า ลักษณะการเชื่อมต่อสายลำโพงเข้ากับตัว SR 1 AA จะส่งผลต่อคุณภาพเสียงที่ได้มากเป็นพิเศษ ซึ่งคุณสามารถอาศัยเทคนิคในการเชื่อมต่อสายลำโพงรูปแบบต่างๆ เข้ามาช่วยปรับจูนเสียงของซิสเต็มในขั้นตอนแม็ทชิ่งได้เหมือนกัน แนะนำให้ทดลองและฟังด้วยหูเท่านั้นครับ ..

Resolution, Focus
& Relax

หลังผ่านขั้นตอน แม็ทชิ่ง+เซ็ตอัพ+ปรับจูนไปแล้ว ผมก็เปิดฟังอะไรไปเรื่อยเปื่อยตอนกลางวัน สลับกับเปิดไฟล์ Burn-in & System Demagnetizing ของ Atlas Cable ต่อเนื่องกันตอนกลางคืน ทำแบบนี้ต่อเนื่องไปอีก 8-9 วัน นับเวลารวมได้ประมาณ 50 กว่าชั่วโมง

จากนั้น ผมจึงเริ่มฟังแบบเก็บรายละเอียด โดยทดลองฟังด้วยไฟล์เพลงหลากฟอร์แม็ตและหลายระดับความละเอียดของเนื้อไฟล์ผ่านไปอีกหลายวัน มีความโดดเด่นอยู่ 2 คุณสมบัติของลำโพงคู่นี้ที่ผมรู้สึกสัมผัสได้ตลอดการทดสอบยาวนานรวมเวลาตลอดขั้นตอนราวเดือนเศษๆ ที่ผ่านมา

คุณสมบัติแรกคือ เรโซลูชั่น” (resolution) หรือที่เรามักจะใช้คำเรียกกันง่ายๆ ติดปากว่า รายละเอียดนั่นเอง ส่วนความหมายง่ายๆ ตรงตัวของคำว่าเรโซลูชั่นก็คือ เสียงทั้งหมดที่เราได้ยินออกมาจากซิสเต็มนั่นเอง ในประเด็นนี้ SR 1 AA คู่นี้ต้องถูกจัดอยู่ในกลุ่มของลำโพงที่ให้ resolution ออกมาเยอะมากๆ จะเรียกว่าอยู่ในระดับ High Resolution ก็ได้ มันคืออะไร.? ยังไง.? เดี๋ยวผมจะค่อยๆ สาธยายให้ฟังทีละปม

ขณะอยู่ในขั้นตอนเบิร์นฯ ผมใช้ลำโพง Totem Aoustics รุ่น The One ของผมคอยฟังเทียบเพื่อเช็คเสียง จากภาพจะเห็นว่า ตัวตู้ของ SR 1 AA มีขนาดใหญ่กว่า The One ไม่มาก


คุณสมบัติแรกเลยที่จะดูว่า ลำโพงที่เราใช้อยู่ให้เรโซลูชั่นอยู่ในระดับไหน ให้ไปดูที่สเปคฯ “frequency responseของลำโพงคู่นั้นเป็นอันดับแรก เพราะนี่คือหน้าต่างบานสุดท้ายก่อนที่เสียงทั้งหมดในซิสเต็มจะพรั่งพรูออกมาเข้าหูเรา ถ้าหน้าต่างบานนี้เปิดไม่สุด แง้มแคบเอาไว้ (หมายถึง frequency response ไม่กว้าง) รายละเอียดของเสียงที่พุ่งผ่านออกมาก็จะไม่เยอะ มีบางส่วนของเสียงจากต้นฉบับถูกกัก (filter) ไว้ในระบบ ซึ่งกรณีของลำโพงก็พูดได้ว่าเป็นความจงใจของคนออกแบบลำโพงนั้นๆ ที่อาจจะต้องการให้ได้โทนเสียงที่เข้มข้น หรืออาจเป็นเพราะข้อจำกัดของไดเวอร์ที่ใช้ก็เป็นได้

ในคู่มือของ SR 1 AA ระบุตัวเลข frequency response เอาไว้ที่ 39 – 52kHz และมีอัตราลดน้อยถอยลงของความดังตั้งแต่ปลายสุดของความถี่ที่ตอบสนองอยู่ในระดับเร็วปานกลางคือ -6dB ต่ออ๊อกเตรป ซึ่งเป็นระดับเพียงพอที่จะทำให้เราได้ยินฮาร์มอนิกของเสียงที่แผ่กังวานทอดออกไปได้ยาวพอสมควร

จากตัวเลขความถี่ที่ SR 1 AA สามารถถ่ายทอดออกมาได้นั้น จะเห็นว่ามันค่อนข้างกว้างมาก โดยเฉพาะในย่านความถี่สูง ในขณะที่ด้านต่ำนั้น แม้ว่าจะยังตอบสนองลงไปไม่สุดสเปคตรัม แต่ตัวเลขที่ 39Hz ก็นับว่าทอดลงไปได้ลึกพอสมควรแล้ว

SR 1 AA ถูกออกแบบมาให้เป็นลำโพงที่ใช้ได้ทั้งฟังเพลงกับระบบเสียงสเตริโอ 2 แชนเนลและดูหนังในระบบเสียงเซอร์ราวนด์มัลติแชนเนล ความสามารถในการตอบสนองความถี่ของตัว SR 1 AA จึงไม่ได้ถูกดันให้ลงไปด้านทุ้มจนสุด เพราะในระบบมัลติแชนเนลจะมีลำโพงซับวูฟเฟอร์เข้ามาช่วยเสริมทางด้านความถี่ต่ำให้อีกส่วนหนึ่ง

จากชาร์ตความถี่ของตัวโน๊ตที่สร้างจากเครื่องดนตรีประเภทต่างๆ ตามที่แสดงไว้ด้านบนนี้ จะเห็นว่า ความถี่ด้านล่างของ SR 1 AA ลงไปถึงประมาณโน้ตตัว re# ของอ็อกเตรปต่ำสุดของสเปคตรัมเร้นจ์เสียงของโน๊ตดนตรี หลังจากนั้นความถี่เสียงตั้งแต่ 39Hz ลงไปที่ลำโพงคู่นี้ถ่ายทอดออกมาจะลดความดังลงอ็อกเตรปละ -6dB ยังไงเราก็ (ควร) จะได้ยินโน๊ตตัวต่ำสุดของอะคูสติกเบสกับทูบ้าที่ชัดเจนอยู่ ในขณะที่อาจจะไม่ได้ยิน หรือได้ยินเสียงของโน๊ตต่ำสุดของเปียโนกับกีต้าร์เบสที่ค่อนข้างเบา แต่ในการใช้งานจริง ถ้าแอมป์ของคุณมีกำลังเยอะพอ คุณก็ยังมีโอกาสที่จะได้สัมผัสกับเสียงโน๊ตต่ำๆ เหล่านั้นได้ เพราะระบบตู้ที่มีท่อระบายเบสจะช่วยขยายหางเสียงที่เป็นความถี่ต่ำลงไปได้ ต่ำกว่าจุดต่ำสุดที่ระบุไว้ในสเปคฯ อีกนิดหน่อย เนื่องจากสเปคฯ ที่ระบุได้มาจากการวัดในห้องไร้เสียงสะท้อนด้วยการยิงความถี่แบบ spot ที่มีความแรง 2.83v เข้าไปลำโพงแล้วใช้ไมโครโฟนวัดความดังห่างออกมาจากหน้าตู้ 1 เมตร ในขณะที่การฟังจริงนั้น เรานั่งห่างจากหน้าตู้ลำโพงออกมามากกว่า 1 เมตรอยู่แล้ว และมีการก้องสะท้อนของผนังห้องเข้ามาช่วย เราจึงสามารถได้ยินความถี่ที่ทอดตัวลงไป ต่ำกว่าระดับความถี่ต่ำสุดที่ระบุไว้ในสเปคฯ ได้อีกนิดหน่อย

จุดที่น่าสังเกตและควรให้ความสนใจสำหรับ SR 1 AA กลับไปอยู่ทางด้านความถี่สูงมากกว่า ซึ่งจากชาร์ตความถี่ของโน๊ตดนตรีข้างต้น จะเห็นว่า โน๊ตเสียงสูงสุดของเปียโนให้ความถี่อยู่ที่ระดับ 3,951Hz เท่านั้น ในขณะที่ความถี่สูงสุดที่ SR 1 AA สามารถปลดปล่อยออกมาได้นั้น พุ่งขึ้นไปถึง 52,000Hz ซึ่งเกือบจะไปถึงฮาร์มอนิกลำดับที่ 5 ของโน๊ตเสียงสูงสุดของเปียโน (ฮาร์มอนิกลำดับที่ 5 ของความถี่ fundamental ที่ 3,951Hz = 63,216Hz)

แต่มรรคผลจริงๆ ของการที่ทวีตตอร์ AMT ของ SR 1 AA สามารถตอบสนองความถี่สูงไปได้ไกลมากขนาดนั้นก็คือว่ามันจะส่งผลดีต่อความถี่ ทั้งหมดที่ทวีตเตอร์ตัวนี้รับภาระอยู่ เนื่องจากไดอะแฟรมของไดเวอร์ที่สามารถตอบสนองความถี่ไปได้สูงมากๆ จะมีข้อดีคือว่า จะทำให้ความถี่ในย่านที่อยู่ ต่ำกว่าความถี่สูงสุดที่ไดอะแฟรมทำงานได้ทั้งหมด ถูกขับออกมาได้อย่างสบายๆ โดยปราศจากความเครียด เพราะการที่ไดอะแฟรมสั่นเพื่อสร้างความถี่ที่อยู่ต่ำลงมาจากความถี่สูงสุดที่ไดอะแฟรมทำได้มากๆ จะไม่มีผลกระตุ้นให้ไดอะแฟรมเกิดความเครียด เพราะจุดที่จะทำให้ไดอะแฟรมสั่นมากจนเริ่มเกิดความเครียด (เรียกว่า resonant frequency) นั้น อยู่สูงกว่าจุดที่ไดอะแฟรมสั่นเพื่อสร้างความถี่เหล่านั้นขึ้นไปอีกมากนั่นเอง

นี่คือเหตุผลที่ทำให้เสียงแหลม รวมถึงฮาร์มอนิกด้านบนของเสียงกลางและทุ้ม ถูกปลดปล่อยออกมาจากไดอะแฟรมได้อย่างราบลื่น เต็มไปด้วยรายละเอียด ไร้ซึ่งความเครียดเค้น นำส่งให้เกิดมรรคผลต่อเสียงโดยรวมของ SR 1 AA ทางด้านความผ่อนคลาย ทอดพลิ้ว และความละเมียดละไมต่อเสียงตลอดทั้งย่านที่หลุดพ้นลำโพงออกมา

อ่านมาถึงตรงนี้ คุณคงอดสงสัยไม่ได้ว่า ถ้าการขยายความสามารถในการถ่ายทอดความถี่ของลำโพงให้ไปได้กว้างมากๆ มันมีข้อดีแบบนี้ ทำไมผู้ผลิตลำโพงเจ้าอื่นๆ จึงไม่พยายามทำแบบเดียวกับที่ Audiovector ทำอยู่ล่ะ.?

จริงๆ แล้ว มีผู้ผลิตลำโพงหลายเจ้าที่พัฒนาลำโพงของตนไปในทิศทางเดียวกันนี้ เพราะเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่า ลำโพง (รวมถึงอุปกรณ์เครื่องเสียงชนิดอื่นด้วย) ที่มีความสามารถในการตอบสนองความถี่เสียงได้กว้างๆ นั้นถือเป็นคุณสมบัติที่ดี ใครๆ ก็อยากทำ แต่ในการออกแบบให้ได้คุณสมบัติข้อนี้มา มันไม่ง่าย โดยเฉพาะการทำลำโพง ซึ่งต้องเริ่มตั้งแต่ตัว transducer หรือตัวขับเสียงซึ่งเป็นจุดกำเนิด ต้องเป็นไดเวอร์ที่สามารถตอบสนองให้เกิดความถี่ที่กว้างมากๆ มาก่อน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับวัสดุที่นำมาทำเป็นไดอะแฟรมเพื่อใช้ในการสั่นให้เกิดเสียง บางวัสดุนั้นสามารถรีดให้บางมากๆ เพื่อให้สั่นที่ความถี่สูงๆ ได้ดีขึ้น แต่ก็อาจจะมาติดอยู่ที่ spl หรือความดังอีก เพราะการทำให้เกิดความถี่ที่สูงขึ้นไปนั้นเป็นแค่ด่านแรก ซึ่งคงไร้ประโยชน์ถ้าแค่สูงขึ้นไปแต่ไม่ดังพอให้ได้ยิน ซึ่งวัสดุบางชนิด พอรีดให้บางก็จะทำให้ความแกร่งของไดอะแฟรมในการทนรับต่อการขยับตัวเดินหน้าถอยหลังผลักอากาศแรงๆ ลดด้อยลง เมื่อเปิดดังมากๆ อาจทำให้ไดอะแฟรมบิดเบี้ยวเสียรูปได้ง่าย กลายเป็นความผิดเพี้ยนปนเข้าไปกับเสียงอีก นี่คือเหตุผลที่ทำให้ต้องมีการค้นหาวัสดุแบบใหม่ๆ หรือเทคนิคแบบใหม่ๆ ในการสร้างตัวขับเสียงที่สามารถถ่ายทอดความถี่ไปได้กว้างมากๆ และในขณะเดียวกัน ไดอะแฟรมของตัวขับเสียงนั้นก็ต้องทนรับกับการปั๊มอากาศเพื่อสร้างความดังของความถี่สูงเหล่านั้นออกมาให้มากพอต่อการได้ยินโดยไม่มีความเพี้ยนด้วย

ด้วยเหตุที่ว่านั้น นำมาซึ่งผลลัพธ์ที่เห็น คือทวีตเตอร์ AMT หรือ Air Motion Transformers ที่อยู่ใน SR 1 AA นี่เอง..

ใครๆ ก็หาซื้อไดเวอร์ AMT ได้นี่.? นั่นก็จริง แต่การนำเอาทวีตเตอร์ AMT มาทำงานร่วมกับตัวขับเสียงมิด/วูฟเฟอร์ให้สอดรับกันอย่างกลมกลืน ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีก เนื่องเพราะ พฤติกรรมทางไฟฟ้าและพฤติกรรมทางอะคูสติกของไดเวอร์ AMT จะมีลักษณะที่แตกต่างไปจากไดเวอร์ประเภทโดมไดนามิก เมื่อนำมาออกแบบให้ทำงานร่วมกับมิด/วูฟเฟอร์ที่เป็นประเภทกรวยไดนามิก จึงต้องมีการจัดการปรับแต่งให้ความถี่สูงที่เกิดจากไดเวอร์ AMT กับเสียงกลางทุ้มจากไดเวอร์กรวยไดนามิกมีความประสานกลมกลืนกันทั้งในแง่ของ amplitude และ phase

พัฒนาไดเวอร์ขึ้นมาเอง

นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ Audiovector ต้องลงมือออกแบบและทำไดเวอร์เอง ทั้งตัวทวีตเตอร์ที่ทำหน้าที่สร้างความถี่ในย่านสูง และตัวมิด/วูฟเฟอร์ที่ทำหน้าที่สร้างความถี่ส่วนล่างที่ต่อลงไปจากทวีตเตอร์ทั้งหมด

ทวีตเตอร์ตัวแรกที่พวกเขาออกแบบและสร้างมันขึ้นมาเองในปี 1984 เป็นโดมทวีตเตอร์ รุ่น 2406 ด้วยเป้าหมายให้เป็นตัวขับเสียงแหลมที่มีคุณสมบัติ Low Compression คือมีการจำกัดทางด้านไดนามิกน้อยที่สุด หลังจากนั้น พวกเขาก็ออกแบบและผลิตทวีตเตอร์ของตัวเองมาตลอด จากโดมทวีตเตอร์มาจนถึง Air Motion Transformers (AMT)

ตัวไดเวอร์มิด/วูฟเฟอร์ขนาด 6 นิ้วนั้น เป็นผลงานที่ทาง Audiovector ร่วมออกแบบกับ Scan-speak โดยตั้งเป้าหมายให้สามารถตอบสนองไดนามิกที่ดีที่สุดตามปรัชญาที่ Ole Klifoth วางเป็นกฏเหล็กในการออกแบบเอาไว้ ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อยึดเอาทวีตเตอร์ AMT เป็นที่ตั้ง ก็ต้องหาทางปรับปรุงให้เสียงกลางและทุ้มจากตัวมิด/วูฟเฟอร์ไล่ตามความถี่สูงของ AMT ให้ทัน

ตัวมิด/วูฟเฟอร์ที่ใช้ใน SR 1 AA เป็นเวอร์ชั่นที่ผ่านการปรับปรุงมาอย่างโชกโชน ด้วยการร่วมกันระหว่าง Audiovector กับ Scan-Speak จนได้มาซึ่งไดอะแฟรมแบบพิเศษที่ซ้อนทับเป็นแซนวิช ระหว่างแผ่นเยื่อบางๆ ที่ทอด้วยวัสดุประเภทเส้นใยไฟเบอร์ กับแผ่นกระดาษบางและเบาที่ทำมาจากไฟเบอร์เส้นยาวที่มีความเหนียว ทำให้ไดอะแฟรมของตัวมิด/วูฟเฟอร์สามารถเคลื่อนที่ได้เร็ว มีความไวสูง นอกจากนั้น ยังมีเทคโนโลยีพิเศษอื่นๆ อีก 2-3 อย่าง เช่น SD Technology ที่ช่วยลดความเพี้ยนที่เกิดจากการเหนี่ยวนำในตัวไดเวอร์ กับ NES (No Energy Storage) ที่ช่วยลดการสะสมพลังงานบนโครงสร้างของตัวไดเวอร์ ด้วยการออกแบบจุดยึดโครงของไดเวอร์แบบตายตัว 3 จุด เพื่อแยกการถ่ายเทพลังงานสั่นสะเทือนระหว่างตัวตู้กับโครงสร้างของไดเวอร์ออกจากกัน ไม่ให้ส่งผลถึงกัน

สาเหตุที่ทำให้ผมต้องกลับไปค้นหาคำตอบจนพบที่มาของเทคนิคต่างๆ ที่พวกเขานำมาใช้กับตัวมิด/วูฟเฟอร์ก็เพราะลักษณะของเสียงทุ้มที่ผมได้ยินจาก SR 1 AA มันมีทั้งความเร็วและความสะอาดที่สะดุดหูอย่างมากนั่นเอง

Perfect for Hi-Res Audio

สิ่งที่ผมเฝ้ารอมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ก็คือ โอกาสที่จะได้ยินประสิทธิภาพของระบบเสียง Hi-Res Audio ที่แท้จริง.!

เราได้ยินคำว่า Hi-Res Audio มานานหลายปีแล้ว จนวันนี้หลายๆ คนอาจจะชินชาไปแล้ว ร้ายไปกว่านั้น บางคนอาจจะสาปส่งกับคำว่า Hi-Res Audio ไปแล้ว เพราะไปได้ยินเสียงของไฟล์ไฮเรซฯ บนซิสเต็มที่ไม่สามารถ รองรับประสิทธิภาพของไฟล์ไฮเรซฯ ได้ ซึ่งแน่นอนว่า เสียงที่ออกมามันสะท้อนฟ้องให้รู้ว่าซิสเต็มมีข้อจำกัด ไม่สามารถถ่ายทอดประสิทธิภาพของไฟล์ไฮเรซฯ ออกมาได้อย่างที่ควรจะเป็น ไม่ใช่ความผิดของไฟล์ไฮเรซฯ เลย

SR 1 AA ตอบสนองความถี่ไปได้ตั้งแต่ 39Hz ขึ้นไปจนถึง 52,000Hz ในขณะที่อินติเกรตแอมป์ของ Cambridge Audio รุ่น EDGE A ที่ผมเอามาขับลำโพงคู่นี้ สามารถถ่ายทอดแบนด์วิธของเสียงออกมาได้กว้างกว่า คือ ตั้งแต่ <3Hz ขึ้นไปจนถึง 80kHz ซึ่งเป็นไปตามหลักการที่ถูกต้องในการทำ Bandwidth Matching ระหว่างแอมป์กับลำโพง คือแอมป์ต้องมีแบนด์วิธกว้างกว่าลำโพง แอมป์ตัวนั้นถึงจะสามารถผลักดันเสียงของลำโพงออกมาได้เต็มประสิทธิภาพที่ลำโพงตัวนั้นจะสามารถให้ได้

เมื่อปี 2015, Mike Piacentini มาสเตอริ่ง เอนจิเนียร์ของ Battery Studios ที่เมืองนิวยอร์ก เข้ารับหน้าที่ทำการ remaster งานเพลงอัลบั้มอมตะของ Harry Belafonte ชุด Belafonte At Carnegie Hall โดยใช้อะนาลอกเทปที่บันทึกไว้ตั้งแต่ปี 1959 เป็นต้นแบบ เป้าหมายคือทำออกมาเป็นสัญญาณดิจิตัล ไฮเรซฯ ที่มีเรโซลูชั่นอยู่ที่ระดับ 24bit/96kHz

ตอนออกมาใหม่ๆ ผมกดซื้อมาเป็นไฟล์ FLAC 24/96* ซึ่งทางค่าย HDtracks ของเดวิด เชสกี้เอามาวางจำหน่ายให้โหลดในราคา 24.98 เหรียญ (ต้องซิกแซกนิดนึง) อ่านจากข้อมูลที่มาที่ไปแล้ว บอกตามตรงว่า ผมมีความคาดหวังมากว่าไฟล์ตัวนี้จะให้เสียงที่มีอะไรเหนือขึ้นไปกว่าที่เคยฟังมาจากเวอร์ชั่นอื่นๆ แต่หลังจากเอามาลองฟังกับซิสเต็มในขณะนั้น เปรียบเทียบกับเวอร์ชั่นไฮเรซฯ ที่เป็น disc-based อื่นๆ แล้ว กลับไม่พบความพิเศษของไฟล์ FLAC 24/96 ของอัลบั้มนี้แต่อย่างใด คือมันมีบางอย่างที่รู้สึกว่าดี อย่างเช่นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ผุดออกมาให้ได้ยินมากขึ้น แต่เนื้อเสียงไม่อิ่มเข้มเท่ากับเวอร์ชั่น SACD ที่ BMG Special Project ที่ฮ่องกงทำออกมาเมื่อปี 2001

มาวันนี้ ผมได้เอาไฟล์เพลงอัลบั้มนี้มาลองฟังอีกทีกับลำโพง SR 1 AA ตัวนี้** และนั่นทำให้ผมต้องใช้เวลานานถึงหนึ่งชั่วโมงครึ่ง นั่งจมอยู่กับที่ ฟังอัลบั้มนี้ไปจนจบ ไม่ใช่ความจำยอมหรือทนฟัง แต่เป็นชั่วโมงครึ่งที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น เต็มไปด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน ตื่นตัวเหมือนกำลังอยู่ในคอนเสิร์ตนั้นจริงๆ .!!

หูของผมกางผึงออกมาตั้งแต่อินโทรแล้วล่ะ เพราะเสียงรัวกลองกับเสียงแตร fanfare ช่วงเปิดฉากคอนเสิร์ตมันมีความเร้าใจมากกว่าที่เคยได้ยินมา หลังจากนั้นเป็นต้นไป ผมก็ตื่นเต้นไปกับความวิเศษของเสียงจากอัลบั้มนี้ไปเรื่อยๆ มีอะไรโผล่ผุดออกมาให้ต้องทึ่งกับมันอยู่ตลอด ผมยอมรับว่าได้รับประสบการณ์ใหม่หลายอย่างจากการฟังครั้งนี้เมื่อเทียบกับที่เคยฟังอัลบั้มนี้มาแล้วน่าจะนับร้อยนับพันครั้ง!

* เวอร์ชั่นที่ Mike Piacentini รีมาสเตอร์ออกมานี้ เป็นเวอร์ชั่นชุดเต็ม เหมือนเวอร์ชั่นที่ออกมาเมื่อปี 1959 ซึ่งมีเพลงมากกว่าเวอร์ชั่นที่ตัดออกมาตอนหลัง 4 เพลง นั่นคือเพลง “Take My Mother Home”, “Man Piaba”, “All My Trialsและเพลง “Merci Bon Dieu (from TheHaitian Suite)”

** ขับด้วยอินติเกรตแอมป์ Cambridge Audio : EDGE A + สายลำโพงรุ่น Venom ของ Shunyata Research โดยเล่นไฟล์ด้วยโปรแกรม roon บนคอมพิวเตอร์ MacBook Pro 2016 ส่งสัญญาณผ่านสาย USB รุ่น Heimdall 2 ของ Nordost ไปที่อินพุต USB ของ ext.DAC ของ MyTek รุ่น Liberty แล้วต่อสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์จากลิเบอร์ตี้ไปเข้าช่อง Analog Input A1 ของ EDGE A

เสียงที่เฝ้ารอมานาน

คุณคงสงสัยแล้วซิว่า ประสบการณ์ใหม่ที่ผมได้ยินมันคืออะไร.? อือมม.. ผมจะอธิบายอย่างไรให้เห็นภาพได้ชัดอย่างที่ผมได้ยินมากับหูตัวเอง เอาอย่างนี้แล้วกัน ผมขอเปรียบเทียบกับประสบการณ์ตอนที่ได้ดูภาพของทีวี OLED ที่ฉายด้วยภาพ 4K HDR เปรียบเทียบกับภาพ Full HD 1080p ในยุคที่ผ่านมาก็แล้วกัน ซึ่งผมคิดว่าท่านๆ คงจะเคยมีประสบการณ์นี้มาแล้ว คือผมจะขอเปรียบเทียบเสียงทุ้มที่ลำโพงคู่นี้แสดงออกมาเข้ากับ ความมืด” (dark area) ต่ำสุดที่ OLED-TV ให้ออกมาได้ และเปรียบเทียบเสียงแหลมที่ลำโพงคู่นี้แสดงออกมาเข้ากับ ความสว่าง” (bright area) สูงสุดที่ OLED-TV สามารถแสดงออกมาได้ ซึ่งในทางเทคนิคก็คือคุณสมบัติทางด้าน dynamic range นั่นเอง

ด้วยลักษณะของอัลบั้มนี้ที่เป็นอัลบั้มบันทึกงานแสดงสดในฮอลล์ขนาดใหญ่ แน่นอนว่า ถ้าจะฟังให้ได้อารมณ์ตามงานที่บันทึกมาจริงๆ คุณต้องเปิดฟังด้วยระดับวอลลุ่มที่ค่อนข้างดังมากหน่อยเพื่อให้ลำโพงสามารถปลดปล่อย energy ของการแสดงสดออกมาได้อย่างหมดจดจริงๆ ซึ่งนี่แหละคือจุดสำคัญที่จะใช้พิสูจน์ว่า ลำโพงของคุณสามารถปลดปล่อยเสียงที่มี พลังงาน” (energy) ออกมาได้ดีแค่ไหน.?

ผมขอเน้นคำว่า พลังงานหรือ energy ซึ่งหมายถึงเสียงที่มีพลังแฝงที่แสดงถึงความเน้นย้ำที่นักดนตรีกระทำกับเครื่องดนตรีของเขา และลักษณะการใส่พลังเข้าไปกับเสียงร้องในแต่ละคำร้องและวรรคตอนของนักร้องด้วย ไม่ใช่แค่เสียงที่ดังขึ้นเพราะถูกขยายด้วยการเร่งวอลลุ่มของแอมป์ขึ้นมาเฉยๆ ซึ่งผมบอกคุณได้เลยว่า ในอัลบั้มชุด Belafonte At Carnegie Hall ชุดนี้มีคำว่า “energyอยู่ทุกวินาที.! โดยเฉพาะตัวของฮาร์รี่ เบลาฟองเต้เองเขาเป็นคนที่ร้องเพลงด้วยลักษณะที่เน้นพลังลงไปกับทุกคำที่เปล่งออกมา และมันก็ปรากฏออกมาเด่นชัดมากจากลำโพง SR 1 AA คู่นี้

เพลงที่ผมชอบใช้ในการทดสอบมากที่สุดในอัลบั้มชุดนี้คือเพลง “Mama Look A Boo Booซึ่งมีประเด็นให้ทดสอบหลายจุด มันเด่นมากทั้งในแง่ของ dynamic range และ low level resolution อย่างตอนขึ้นต้น แค่ไม่กี่วินาทีแรกๆ ลำโพงคู่นี้ก็แสดงความสามารถในการถ่ายทอดรายละเอียดเสียงที่มีระดับความดังต่ำๆ (low level) ออกมาให้ได้ยินเยอะแยะไปหมด ซึ่งที่ผ่านๆ มาผมไม่เคยได้ยินรายละเอียดยิบย่อยออกมาเยอะและชัดขนาดนี้มาก่อน มันเป็นความชัดเจนที่ไม่ใช่ถูกเน้นหรือดันขึ้นมานะครับ แต่มันเป็นรายละเอียดที่ถอยลงไปอยู่หลังระนาบลำโพงลึกๆ ไม่ได้ถูกดันขึ้นมาข้างหน้า เมื่อก่อนที่ผ่านๆ มารายละเอียดเหล่านี้จะจมหายลงไป ได้ยินแค่เบาๆ เหมือนเห็นแค่เงาตะคุ่มๆ ไม่ได้ชัดเจนมากขนาดนี้ ซึ่งผมเชื่อว่าต้องมีส่วนตัวทวีตเตอร์ AMT เข้ามาเกี่ยวข้องแน่ๆ เพราะแม้ว่ารายละเอียดเหล่านั้นจะมีความดังไม่มาก แต่ผมกลับรู้สึกว่ามันอยู่ในบรรยากาศที่โปร่งใส คล้ายในฮอลล์ที่เปิดไฟไม่จ้า แต่สว่างพอให้มองเห็นรายละเอียดทั้งหมดที่เคลื่อนไหวอยู่ในเวลาไม่กี่วินาทีนั้น

ลักษณะของเพลงนี้เป็นเพลงที่มีจังหวะสนุกสนาน ลีลากระชับและกระแทกกระทั้นเป็นช่วงๆ ซึ่ง SR 1 AA ก็ทำให้ผมรับรู้ได้ชัดมากว่าคำร้องคำไหนที่ฮาร์รี่ตั้งใจกระแทกน้ำหนักคำร้องลงไป และมีช่วงท้ายๆ ที่ลูกคู่ผู้ชายที่ช่วยร้องประสานแกล้งร้องกระแทกเสียงล้อเลียนฮาร์รี่ และตัวเขาก็ร้องไปด้วยกลั้นหัวเราะไปด้วย อากัปกิริยาเหล่านั้นมันปรากฏออกมาได้อย่างธรรมชาติมาก ทุกอย่างเคลียร์ชัด โปร่งใส โดยไม่มีอาการสว่างจ้าออกมาเลย แม้ในขณะที่มีเสียงกลุ่มเครื่องเป่าดังแทรกเข้ามา เสียงเครื่องเป่าโลหะที่แผดแหลมก็พุ่งแทรกเข้ามาอย่างเป็นธรรมชาติ เสียงของทรัมเป็ตและสไลด์ทรอมโบนที่มีความละม้ายคล้ายเสียงเป่าจริงๆ มาก ทั้งแผดแหลมและมีพลังอัดฉีด และตรงจุดของเสียงเครื่องเป่านี่แหละ ได้ยินแล้วทำให้ผมนึกถึง OLED-TV คือเปรียบเทียบเสียงเครื่องเป่าที่ SR 1 AA ให้ออกมาเข้ากับภาพของโลหะที่ถูกแสงแดดส่องสะท้อนวาว ซึ่งจอ OLED ให้ภาพของโลหะที่สะท้อนแสงแดดออกมาได้มีพลังมากกว่าทีวีแบบอื่นๆ มาก แสดงถึงความสามารถในการถ่ายทอด dynamic range ของแสงที่เปิดกว้าง และรักษารายละเอียดในส่วนที่เป็น bright area ของภาพเอาไว้ได้โดยไม่มีอาการ burn เพราะสัญญาณภาพเกิดการ clip จนกลายเป็นสีขาวที่ไร้รายละเอียดปรากฏขึ้นบนจอเหมือนที่เกิดขึ้นกับจอภาพ LCD-TV ส่วนใหญ่ เฉกเช่นเดียวกับลำโพง Audiovector : SR 1 AA คู่นี้ที่สามารถสวิงไดนามิก เร้นจ์ของเสียงออกมาได้กว้างกว่าลำโพงหลายๆ คู่โดยไม่มีอาการอั้น (compress) ของไดนามิกเกิดขึ้น และยังคงรักษารายละเอียดของปลายเสียงแหลมเอาไว้ได้ครบ ไม่มีอาการแตกปลาย (clip) เหมือนทวีตเตอร์แบบอื่น

ลำโพงที่ตอบสนองความถี่ได้กว้างมากๆ เกิน 40kHz ขึ้นไป และรองรับการสวิงไดนามิกได้กว้างเกิน 80dB ขึ้นไปโดยไม่มีอาการแตกพร่าคือลำโพงที่มีคุณสมบัติครบที่จะใช้ฟังไฟล์ Hi-Res Audio ให้ได้คุณภาพเสียงออกมาตามที่ตัวไฟล์ควรจะให้ได้ นอกจากอัลบั้มครูของวงการอย่าง Belefonte At Carnegie Hall แล้ว ผมก็งัดเอาไฟล์เพลงไฮเรซฯ ที่เก็บไว้อีกหลายชุดมาลองฟังกับลำโพงคู่นี้

อย่างชุดนี้ ซึ่งเป็นเพลงคลาสสิกของค่าย Hyperion บรรเลงเดี่ยวเปียโนโดย Danny Driver กับงานอัลบั้มชุด Keyboard Sonatas II ซึ่งเป็นงานประพันธ์ของ Carl Philipp Emanuel ‘Bach’ หลายๆ ชิ้นรวมกัน ตัวเพลงเป็นไฟล์ไฮเรซฯ ฟอร์แม็ต FLAC ความละเอียดของสัญญาณอยู่ที่ระดับ 24bit/96kHz

Danny Driver เป็นนักเปียโนชาวอังกฤษ ในอัลบั้มชุดนี้เข้าเล่นด้วยแกรนด์เปียโนของ Steinway & Sons ซึ่งให้เสียงที่มีเนื้อเข้มข้น ให้ attack ของทัชชิ่งที่หนักแน่น ซึ่งซาวนด์เอนจิเนียร์เจ้าประจำของค่ายไฮเปอเรี่ยนคือ Arne Akselberg บันทึกเก็บเสียงเปียโนหลังนี้มาได้ดีมาก โน้ตทุกเม็ดมีทั้งความคมชัด โทนเสียงตรง และให้มวลเนื้อที่ full body มาก ตัวเสียงมีความเข้มข้น อิมแพ็คแรง ซึ่งจากที่เคยฟังมา ถ้าลำโพงที่มิดเร้นจ์ไม่ดี แด้มป์เสียงกลางถึงกลางสูงไม่อยู่ เสียงเปียโนจะมีลักษณะที่พุ่งดันออกมาโดยมีอาการอั้นๆ ตื้อๆ ที่หัวเสียงอิมแพ็คติดมาด้วย กับบางคู่ที่ใช้ทวีตเตอร์ไม่ดี รับ attack แรงๆ ของความถี่กลางสูงไม่ไหว เกิดอาการริ้งกิ้งจนทำให้มีเสียงแปร่งๆ ตรงปลายเสียงเปียโน ฟังแล้วน่ารำคาญมาก เพราะฮาร์มอนิกของเสียงเปียโนถูกทำลายไป

กับ SR 1 AA คู่นี้มันสอบผ่านสบายเลยกับเสียงเปียโนในอัลบั้มนี้ ทุกเม็ดโน๊ตที่พุ่งผ่านลำโพงออกมามีครบทุกคุณสมบัติ ทั้ง ความเร็ว (สปีด), ความคมของอิมแพ็คหัวโน๊ต (ทรานเชี้ยนต์ไดนามิก) และ ความกังวาน (ฮาร์มอนิก) ที่ทอดปลายไปได้สุดเสียง แถมอีกคุณสมบัติหนึ่งที่น่าทึ่งมาก นั่นคือ โฟกัสที่คมเปี๊ยะ! ซึ่งมีอยู่บางชิ้นงานที่ Bach เขียนโน๊ตเขบ็ดเรียงกันมาเป็นคอนโด ทำให้แดนนี่ต้องรัวนิ้วยังกะปืนกล แต่ SR 1 AA ก็ยังสามารถถ่ายทอดโน๊ตแต่ละตัวให้แยกจากกันแล้วไล่ตามกันออกมาได้อย่างชัดเจน ไม่มีอาการควบกล้ำหรือซ้อนทับกันเลย แสดงให้เห็นว่า ตัวทวีตเตอร์มีความสามารถในการขยับไดอะแฟรมได้เร็วมาก เร็วกว่าปลายนิ้วของแดนนี่มาก..

นี่ก็เป็นอัลบั้มครูอีกชุดนึงที่ผมมักจะหยิบมาทดสอบคุณภาพของทวีตเตอร์เสมอ เป็นสัญญาณ DSD64 ที่ผมริปออกมาจากแผ่น SACD stereo เวอร์ชั่นแรกๆ ที่ค่าย Sony Music ทำออกมาจำหน่าย ซึ่งผมจะลองฟังเสียงเคาะฉาบของ Joe Morello ในแทรคแรกเพลง Blue Rondo a la Turkเมื่อไรก็ตามที่เปิดฟังกับลำโพงที่ใช้ทวีตเตอร์คุณภาพสูง ผมจะได้ยินเสียงเคาะฉาบช่วงต้นเพลงที่หลุดลอยออกมาหน้าลำโพงซ้ายอย่างชัดเจนและเต็มไปด้วยรายละเอียด ซึ่งจุดแรกที่ต้องทดสอบคือ (1) หลุดลอยออกมาได้ชัดเจนแค่ไหน จากนั้นค่อยดูต่อว่า (2) เสียงเคาะฉาบที่หลุดลอยออกมานั้น มันให้รายละเอียดมากแค่ไหน.?

จากที่เคยทดสอบผ่านๆ มา ลำโพงส่วนใหญ่มักจะสอบผ่านข้อแรก คือให้เสียงเคาะฉาบที่หลุดออกมาลอยอยู่หน้าลำโพงข้างซ้ายได้ทุกคู่ แต่ที่ให้ออกมาต่างกันจะเป็นข้อที่สอง คือรายละเอียดที่แสดงออกมานั่นเอง ก่อนจะเปิดฟังกับลำโพง SR 1 AA คู่นี้ ผมเดาไว้ในใจแล้วว่า มันจะต้องให้อะไรออกมาเหนือชั้นกว่าที่ผมเคยฟังมาอย่างชัดเจนอย่างแน่นอน ผมตั้งใจฟังเพื่อจับประเด็นในข้อที่สอง เพราะข้อแรกนั้นผมเชื่อว่ายังไงก็สอบผ่านแน่ๆ

จริงดังคาด เสียงเคาะฉาบหลุดลอยออกมาอยู่ในอากาศธาตุเบื้องหน้าลำโพงข้างซ้ายแบบไม่ต้องเพ่งเลย มันชัดมาก.! ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ทำให้ผมหูผึ่งก็คือรายละเอียดที่มันให้ออกมา ซึ่งเป็นรายละเอียดที่น้อยครั้งจะได้ยินอะไรแบบนี้ คือมันมาครบ ทั้งหัวเสียงอิมแพ็คตอนที่ไม้เคาะกระแทกเข้ากับใบฉาบ ซึ่งจากน้ำเสียงที่ได้ยินมันบ่งบอกให้รู้ว่า ใบฉาบมีความหนา มีเนื้อมวล ไม่ได้บางเป็นสังกะสี ตามมาด้วยอาการสั่นกระพรือของใบฉาบและปลายเสียงฉาบที่แผ่กระจายออกไปในอากาศเหมือนพลุที่แตกตัวกระจายออกไปรอบๆ อิมแพ็คนั้น ไม่ใช่ลักษณะของการโรยตัวเบาลงแบบเปลวเทียนที่ดับวูบลงในความมืด

ความโปร่งเปิด (open-ness) ของเสียงที่สะท้อนถึงบรรยากาศความเปิดโล่งของสนามเสียงก็เป็นอีกคุณสมบัติหนึ่งที่ลำโพงคู่นี้ให้ออกมา มันประกอบอยู่ในทุกอัลบั้มที่ผมทดลองฟังกับมัน ผมไม่พบอาการ roll-off ที่ปลายเสียงเลยตลอดการทดลองฟังลำโพงคู่นี้ ไม่ว่าเพลงนั้นจะเป็นสัญญาณที่มีความละเอียดแค่ไหน ความรู้สึก เปิดโล่งก็ยังปรากฏออกมาให้สัมผัสได้ตลอด

อัลบั้มดังชุด Harvest ของ Neil Young ที่เป็นสัญญาณ PCM 24bit/96kHz ที่ผมริปออกมาจากแผ่น DVD-Audio เป็นหนึ่งในอัลบั้มที่ผมรักมากที่สุด เพราะผมชอบอัลบั้มนี้มาตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือ ฟังมาตั้งแต่เทปคาสเส็ท มาแผ่นเสียง จนถึงไฟล์ไฮเรซฯ ตัวนี้

จุดเด่นของไฟล์เพลง WAV 24/96 อัลบั้มชุดนี้อยู่ที่ลักษณะเสียงที่เข้มข้นของมัน ซึ่งหากจะให้หาลักษณะของเสียงที่หลายๆ คนชอบเรียกว่า เสียงแบบอะนาลอกมายกตัวอย่าง ผมคิดว่าเสียงของอัลบั้มชุด Harvest เวอร์ชั่นนี้นี่แหละ.. ใช่เลย.! ซึ่ง SR 1 AA คู่นี้สามารถถ่ายทอดเสียงของอัลบั้มนี้ออกมาในลักษณะที่ทำให้ผมต้องตั้งใจฟัง เพราะมันได้แจกแจงอะไรบางอย่างออกมาให้ผมได้ยินอีกแล้ว คือเสียงทุ้มของแทรคแรกเพลง “Out On The Weekendที่ผมเคยได้ยินว่าหนัก แน่น และหนา ติดนุ่ม และหน่วงช้านิดๆ จากลำโพงคู่อื่น แต่มาวันนี้ SR 1 AA ทำให้มันแปลกหูออกไปจากเดิม คืออาการหนาและติดนุ่มนิดๆ ยังคงอยู่ แต่สิ่งที่ต่างออกไปนั้นเป็นลักษณะการเก็บตัวรวบปลายเสียงที่มีความกระชับมากขึ้น เมื่อลองฟังแทรคอื่นๆ ในอัลบั้มนี้ไปจนจบ ผมก็พบว่า SR 1 AA ให้จังหวะของเพลงที่แม่นยำกว่าที่เคยฟังๆ มา ที่ผ่านมาคงเป็นเพราะลำโพงส่วนใหญ่ทำให้เสียงเบสมีอาการนุ่มและหน่วงนิดๆ จึงไปดึงให้จังหวะเพลงมันช้าลงนิดนึง ฟังสบายๆ แต่ไม่ได้อารมณ์เหมือนจริง มาตัดสินได้ชัดตรงเพลงเอก “Heart Of Goldนี่แหละถึงได้รู้ว่า SR 1 AA ควบคุมเสียงทุ้มได้แม่นยำมาก

นี่ก็เป็นอีกอัลบั้มที่บันทึกเสียงย่านต่ำออกมาได้ดี สไตล์เสียงแบบอะนาลอกที่ใครๆ ชอบเรียก คือเบสมีมวลเนื้อหนา มีน้ำหนัก ซึ่ง SR 1 AA คู่นี้ก็แสดงลักษณะของเสียงแบบนั้นออกมาให้ได้ยิน และมันก็ได้แสดงลักษณะของการควบคุมเสียงเบสที่กระชับแน่น ขยับเคลื่อนไปตามจังหวะของเพลงได้อย่างทันท่วงที ไม่มีอาการหน่วงช้าใดๆ เลย ส่งผลให้จังหวะของเพลงมีความแม่นยำ ส่งผ่านอารมณ์ของเพลงออกมาให้สัมผัสได้อย่างที่ผู้ประพันธ์เพลงนั้นๆ ต้องการสื่อกับผู้ฟังจริงๆ บทจะช้าและเนิบเพื่อสื่อความรู้สึกอ้อยสร้อย ลำโพงคู่นี้ก็ส่งผ่านเสียงออกมาตามนั้น เมื่อถึงคราวจะต้องเร่งความเร็ว มันก็พุ่งทะยานออกไปได้ทุกสปีดโดยไม่สูญเสียการควบคุมเลยตลอดทั้งย่านเสียง

สรุป

จริงๆ แล้วยังมีอีกหลายอัลบั้มที่ผมได้ฟังผ่านลำโพง Audiovector คู่นี้แล้วได้เห็นอะไรหลายๆ จุดที่มันให้ออกมา ถ้าจะเอามาพูดถึงทั้งหมด คุณคงต้องนั่งอ่านกันข้ามวันอย่างแน่นอน..

สิ่งที่ผมประทับใจลำโพงคู่นี้มากเป็นพิเศษ คือมันเป็นลำโพงที่ทำให้ไฟล์เพลงไฮเรซฯ ที่ผมมีอยู่ ฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ หลังจากที่เคยเข้าใจว่าไฟล์เหล่านี้ไม่ดี หลังจากฟังผ่านลำโพงอื่นๆ มาแล้วมากมาย ใครที่หลงกล่าวโทษไฟล์เพลงเหล่านี้ไปแล้ว ผมขอบอกให้ทราบนะครับว่า คุณเข้าใจผิดไปแล้วล่ะครับ จริงๆ แล้ว ตัวไฟล์เพลงมันมีประสิทธิภาพสูงกว่าซิสเต็มเดิมๆ ของเราจะสามารถส่งผ่านออกมาได้ ต่อเมื่อได้เจอกับซิสเต็มเพลย์แบ็คที่มีสเปคฯ สูงกว่าสเปคฯ ของตัวไฟล์เพลงขึ้นไปแบบนี้นั่นแหละ เราถึงค่อยตะหนักรู้ว่า.. สวรรค์มีจริง.!! /

*****************************

ราคา : 168,000 บาท / คู่

*****************************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย :
Elpa Shaw Co., Ltd.
โทร. 0-2256-9683
facebook : Elpa Shaw

*****************************

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า