รีวิวเครื่องเสียง Kimber Kable รุ่น 12TC สายลำโพงไฮเอ็นด์จากประเทศสหรัฐอเมริกา

สำหรับวงการเครื่องเสียงในประเทศไทย ย้อนกลับไปสัก 20 – 25 ปี มีสายสัญญาณ+สายลำโพงอยู่ 2 แบรนด์ที่เทียบได้กับ Benz vs. BMW ของวงการรถยนตร์ นั่นคือ Cardas Audio กับ Kimber Kable ซึ่งทั้งสองแบรนด์นี้ไม่ได้เป็นแบรนด์ระดับสุดยอดไฮเอ็นด์ในขณะนั้น เพราะตอนนั้นที่แพงๆ กว่าสองแบรนด์นี้มีอยู่เยอะ แต่ถ้าจำกัดอยู่ตั้งแต่ ระดับราคาพอรับไหวขึ้นไปจนถึง ระดับกลางสูงก็ต้องยกให้สองแบรนด์นี้ที่ครองความนิยมของตลาดเครื่องเสียงไว้แทบทั้งหมด

กินกันไม่ขาดเพราะแนวเสียง

เหตุผลสำคัญที่ทำให้ทั้ง Cardas Audio และ Kimber Kable สามารถยืนหยัดอยู่ในตลาดได้อย่างแข็งแรงทั้งคู่ก็คือ แนวเสียงที่มีบุคลิกฉีกกันไปคนละด้านอย่างชัดเจน ซึ่งเหมาะมากสำหรับนักเล่นเครื่องเสียงที่อยู่ในช่วง แสวงหาตัวตน ใครตั้งต้นด้วยความชอบในเนื้อมวลที่อิ่มหนา ก็ไปทางคาร์ดาส ส่วนคนที่เริ่มต้นด้วยพิศมัยความโปร่งใส มิติดี ก็ไปทางคิมเบอร์

Kimber Kable วันก่อนจนถึงวันนี้

Kimber Kable เป็นแบรนด์เครื่องเสียงที่เกิดขึ้นมาในยุคบุกเบิกที่สุดแสนคลาสสิก คือในยุคแรกๆ ของการทำธุรกิจเครื่องเสียง เจ้าของก็มักจะมาจากคนชอบเครื่องเสียงที่มีความรู้พื้นฐานทางด้านอิเล็กทรอนิคส์และทางไฟฟ้ามาพอสมควร ได้นำเอาความรู้พื้นฐานที่ตัวเองมีมาใช้ในการออกแบบอุปกรณ์เครื่องเสียงของตัวเองขึ้นมา ซึ่งคุณ Ray Kimber เจ้าของแบรนด์ Kimber Kable ก็เริ่มต้นด้วยวิธีนั้น คือทดลองออกแบบสายลำโพงที่ใช้เทคนิคถักไขว้ (braid) โดยเอาตัวนำไฟฟ้าหลายๆ เส้นมาถักเปีย แล้วนำติดตัวไปให้ผู้ค้าเครื่องเสียงทดลองฟังกัน จนมั่นใจว่า มันให้เสียงที่ดีกว่าสายลำโพงที่ใช้ตัวนำแบบสายฝอยทบกันหลายเส้นซึ่งนิยมใช้กันอยู่ในสมัยโน้น (ช่วงกลางยุค ’70) เขาก็เลยตัดสินใจทำมันออกมาขาย กลายเป็นแบรนด์ Kimber Kable จนถึงทุกวันนี้

สินค้าเด่นขึ้นหน้าขึ้นตาของ Kimber Kable มาตั้งแต่ยุคแรกคือสายลำโพง ในยุคเริ่มต้นนั้น เรย์ คิมเบอร์ทำสายลำโพงรุ่น 4TC ออกมาและได้รับความนิยมสูงมาก ซึ่งชื่อรุ่นก็เอามาจากลักษณะและจำนวนของตัวนำที่ใช้สำหรับสัญญาณเฟสบวกและเฟสลบ คือเป็นรุ่นที่ใช้เส้นตัวนำทองแดงจำนวนทั้งหมด 8 เส้น แยกสำหรับเฟสบวกกับเฟสลบอย่างละ 4 เส้น เป็นที่มาของเลข 4 ของชื่อรุ่น ในขณะที่แต่ละเส้นบรรจุอยู่ในท่อฉนวน เทฟล่อน (Teflon) ซึ่งเป็นฉนวนที่ช่วยกันคลื่นรบกวนได้ดี ราคาแพงกว่าฉนวนพีวีซีธรรมดา เป็นที่นิยมและยอมรับกันอย่างกว้างขวางในยุคนั้น คุณเรย์ คิมเบอร์แกเลยใช้ตัวย่อของคำว่า “Teflon Coatedนั่นคือ TC มาต่อท้ายจำนวนเส้นตัวนำนั่นเอง

หลังจาก 4TC ประสบความสำเร็จ คุณเรย์ แกเลยทำรุ่นใหญ่กว่าขึ้นมา ชื่อว่ารุ่น 8TC ซึ่งคุณคงเดาได้นะว่ามันคือรุ่นที่เพิ่มจำนวนตัวนำทั้งหมดขึ้นมา 16 เส้น แยกสำหรับเฟสบวกกับเฟสลบ อย่างละ 8 เส้นนั่นเอง ส่วนตัวอักษรต่อท้าย TC ก็บ่งบอกว่ายังคงใช้ฉนวนเทฟล่อนเหมือนเดิม

12TC ท๊อปสุดในซีรี่ย์ “Ascent series”

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ของ Kimber Kable ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเยอะมาก และได้แตกย่อยออกเป็นกลุ่มต่างๆ จำนวนมากถึง 9 กลุ่ม

โดยที่สายลำโพงรุ่น 4TC และ 8TC ได้ถูกจัดเข้าอยู่ในอนุกรมลำดับที่ 4 เรียงจากใหญ่ลงมา ซึ่งตั้งชื่อเรียกว่า “Ascent seriesโดยมีสายสัญญาณรวมอยู่ในซีรี่ย์เดียวกันนี้หนึ่งรุ่นคือรุ่น Hero และมีสายลำโพงรุ่น 12TC ที่ผมกำลังจะทำรีวิวเป็นรุ่นใหญ่สุดในตระกูลนี้

ภาพบนนี้คือลักษณะของสายลำโพงคิมเบอร์รุ่น 12TC ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.3 .. เส้นที่ผมได้รับจากบริษัท iAV หรือ Inventive AV มาทดสอบเส้นนี้มีความยาวข้างละ 2.50 เมตร ประกอบด้วยเส้นตัวนำทองแดง OFE (Oxygen Free Electrolytic) ขนาด 19.5 AWG จำนวนทั้งหมด 24 เส้น ที่บรรจุอยู่ในท่อฉนวนเทฟล่อนสีใส (A) เพื่อนำสัญญาณเฟสบวกจำนวน 12 เส้น และบรรจุในท่อฉนวนสีขาวขุ่น (B) เพื่อใช้นำสัญญาณเฟสลบ จำนวน 12 เส้น

นี่เป็นภาพกราฟฟิกที่โชว์อยู่ในเว็บไซต์ของ Kimber Kable เอง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ภายในเส้นตัวนำแต่ละเส้นในจำนวนทั้งหมด 24 เส้นที่ใช้ในการทำสายลำโพงรุ่น 12TC นี้ ประกอบด้วยเส้นโลหะทองแดงหลายขนาดผสมกันอยู่ ไม่ได้ใช้เส้นโลหะทองแดงแค่เส้นเดียวโดดๆ แต่ข้อมูลในเว็บไซต์เดียวกัน

ลักษณะการถักไขว้ของสายลำโพงรุ่น 12TC สังเกตเส้นตัวนำแต่ละเส้นที่รักษาระยะห่างได้เท่าเทียมกันไปตลอด ส่วนรูปแบบการถักไขว้นั้นเป็นไปตามสูตรที่คุณเรย์ คิดค้นขึ้นมา ซึ่งนอกเหนือจากชนิดของโลหะตัวนำที่ใช้, ขนาดของโลหะตัวนำ, ประเภทของฉนวนที่หุ้มอยู่บนเส้นโลหะตัวนำ ฯลฯ แล้ว รูปแบบการถักไขว้ที่แตกต่างกัน ก็มีผลทำให้ลักษณะเสียงออกมาต่างกันด้วย ซึ่งสายลำโพงที่มีลักษณะโครงสร้างแบบถักไขว้อื่นๆ อาจจะมีลักษณะรูปแบบการถักที่แตกต่างกัน สูตรใครสูตรมัน

ลักษณะการเข้าหัวแจ๊คที่เป็นขั้วต่อสายลำโพง ทั้งสองฝั่งของปลายสายก่อนจะเชื่อมขั้วต่อเข้าไป ตัวนำที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณเฟสบวกทั้งหมด (A) จำนวน 12 เส้น จะถูกขมวดรวมอยู่ในขั้วต่อเดียวกัน (ฉนวนสีใส + ท่อหดสีแดง) เช่นเดียวกับเส้นตัวนำที่ทำหน้าที่นำส่งสัญญาณเฟสลบ (B) อีก 12 เส้นที่ถูกขมวดรวบอยู่ในขั้วต่อเดียวกัน (ฉนวนสีขาวขุ่น + ท่อหดสีดำ)

เสียงของ 12TC

เมื่อย้อนไปถึงอดีตของตัวเอง สมัยเมื่อเริ่มเล่นเครื่องเสียงใหม่ๆ หลังจากได้ทดลองใช้ทั้ง Cardas Audio และ Kimber Kable อยู่สองสามปี ความชอบของผมค่อนข้างจะเอนเอียงไปทาง Kimber Kable มากกว่าหน่อยๆ อาจจะเป็นเพราะคุณสมบัติแรกของเสียงที่ชักชวนให้ผมเข้ามาเล่นเครื่องเสียงก็คือ มิติซาวนด์สเตจเพราะผมหลงไหลในความมหัศจรรย์ของชิ้นดนตรีที่หลุดตู้ ลอยล่องออกไปอยู่ในอากาศ สามารถแยกแยะชิ้นดนตรีแต่ละชิ้นในเพลงที่ฟังออกมาได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยรับรู้ได้มาก่อนที่จะมาเริ่มเล่นเครื่องเสียง เมื่อใช้สายลำโพง Kimber Kable รุ่น 4TC กับชุดเครื่องเสียงเล็กๆ ของผมที่ประกอบด้วยอินติเกรตแอมป์ของ NAD กับลำโพงสองทางวางหิ้งหลายๆ คู่ที่ฮิตๆ ในช่วงนั้น ไม่ว่าจะเป็น Rogers : LS 3/5a, Spica : TC50, AR : 35T และ Celestion : SL6s เทียบกับสายลำโพงตัวอื่นๆ ที่ดังๆ พอๆ กันซึ่งผมมีอยู่ในขณะนั้น อาทิ MIT : Terminator 4, Van Del Hul : Magnum และ Cardas Audio : Crosslink ซึ่งทั้งสามตัวนี้มีบุคลิกต่างกันไม่เยอะ แต่ Kimber Kable ให้เสียงที่มีบุคลิกต่างไปจากสายลำโพงทั้งสามตัวข้างต้นอย่างชัดเจน ครั้งแรกที่ได้ยินมันสะดุดหูผมมาก จำได้ขึ้นใจเลยว่ามันทำให้ผมได้ยินรายละเอียดของเสียงต่างๆ ที่อยู่ในเพลงที่กำลังฟังชัดเจนมากกว่าสายลำโพงทั้งหมดที่ผมมีอยู่

อัลบั้ม : Bad Company (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : Bad Company

นี่คืออัลบั้มแรกที่ผมฟังกับสาย Kimber Kable รุ่น 4TC แล้วรู้สึกว่าได้ยินรายละเอียดของเสียงต่างๆ ในเพลงมากขึ้น วันนี้ เมื่อมาทดสอบรุ่น 12TC ผมลองหยิบอัลบั้มนี้มาลองฟังอีกครั้งหวังจะ recall ความทรงจำเก่าๆ กลับคืนมาอีกที ซึ่งต้องบอกว่า สิ่งที่ได้ยินจาก 12TC วันนี้มันห่างกันไกลลิบจากวันนั้นในอดีตของผม ซึ่งในตอนนั้นผมจำได้ว่า หลังจากใช้สายลำโพง 4TC ตอนขึ้นต้นแทรคแรกเพลง “Can’t Get Enoughนั้นผมได้ยินเสียงเหมือนมีคนนับจังหวะเบาๆ ก่อนที่เสียงหวดสแนร์ของไซม่อน เคิร์กจะเริ่มกระหน่ำออกมา ในขณะที่วันนี้ วันที่ผมลองฟังเพลงเดียวกันบนซิสเต็มที่ใช้ลำโพงของ Audiovector รุ่น SR 3 Avantgarde ขับด้วยปรี+เพาเวอร์แอมป์ Cambridge Audio รุ่น EDGE NQ + EDGE W และป้อนด้วยสัญญาณดิจิตัลที่เล่นจากไฟล์ WAV 16/44.1 ด้วยเครื่องเล่นไฟล์เพลง roonlabs : nucleus+ ผ่านเข้าอินพุต USB ของ EDGE NQ ผมได้ยินชัดเลยว่า ขณะที่มีเสียงคนนับให้จังหวะ One – Two, One – Two – Three .. นั้น ผมเข้าใจว่าน่าจะเป็นเสียงของมือกลองคือไซม่อน เคิร์ก และขณะที่เขานับให้จังหวะนั้น เขาได้ใช้ไม้กลองเคาะไปที่ขอบของกลองสแนร์ไปด้วย หลังจากนั้น นักดนตรีคนอื่นๆ ในวงก็เริ่มบรรเลงในส่วนของตัวเอง ซึ่ง 12TC ก็แยกแยะแต่ละเสียงออกมาได้ชัดแจ้งแดงแจ๋มาก ไม่ว่าจะเป็นเสียงกีต้าร์คอร์ดกับกีต้าร์ลีดที่แยกกันเด็ดขาด และที่ผมรู้สึกว่าเพลง Can’y Get Enough ที่ผมได้ยินวันนี้ดีกว่าในอดีตมากมายมหาศาลมันแทบจะเป็นทุกคุณสมบัติ ไม่ว่าจะเป็นไดนามิกที่จะแจ้ง โดยเฉพาะเสียงกลองที่ให้อิมแพ็คคม เสียงหัวไม้กลองกระแทกลงไปบนหนังกลองมันให้ความรู้สึกถึงน้ำหนักมือที่ไซม่อนประเคนลงไปหนักเบาปรับเปลี่ยนไปตามลีลาอารมณ์ของเพลงตลอดเวลา และที่ยอดเยี่ยมมากคือการแยกแยะระหว่างเสียงกระเดื่องกลองของไซม่อน เคิร์กกับเสียงเบสของ Boz Burrell ที่สมัยก่อนผมไม่เคยได้ยินการแยกตัวที่ชัดเจนขนาดนี้มาก่อน แน่นอนว่าเป็นเพราะซิสเต็มที่ดีกว่า, ฟอร์แม็ตของ source ที่ดีกว่า, ความเข้าใจเรื่องเซ็ตอัพและไฟน์จูนที่ดีกว่า รวมถึงประสบการณ์ในการฟังที่สูงขึ้นของผมเอง มีส่วนช่วยทำให้ได้เสียงจากเพลงเดียวกันที่ออกมาดีกว่าสมัยก่อนมาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมก็ต้องยกเครดิตให้กับสายลำโพง Kimber Kable รุ่น 12TC ตัวนี้

อัลบั้ม : Bizet: Carmen Fantasy, Beethoven : Scherzo, From Symphony No.9 & more (DSF64)
ศิลปิน : Harold Farberman & The All Star Percussion Ensemble

อัลบั้มชุดนี้ผมตั้งใจมากที่จะนำมาฟังเพื่อทดสอบลักษณะของเสียงแหลมที่สายลำโพง 12TC ตัวนี้ให้ออกมา ซึ่งสมัยที่ผมใช้รุ่น 4TC อยู่พักนึงจนได้มีโอกาสฟังเทียบกับรุ่นใหญ่ของมันคือ 8TC ผมฟังออกทันทีว่า เนื้อเสียงของ 8TC ดีกว่า 4TC อย่างชัดเจน และที่โดดเด่นมากๆ ก็คือ เสียงแหลมของ 8TC ไม่ออกมาเฟี๊ยวฟ๊าวเหมือน 4TC ตอนฟังเพลงที่บันทึกไม่ค่อยดีนัก อย่างเช่นเพลงไทยทั่วไป เมื่อลองฟัง 12TC กับอัลบั้มนี้ ผมพบว่า เสียงเครื่องเคาะโลหะสารพัดชิ้นในแทรค “Carmen Fantasyที่ผมได้ยินผ่านสายลำโพง 12TC มันไม่ได้มีลักษณะของความเฟี๊ยวฟ๊าวใดๆ เลย อย่างแรกคืออิมแพ็คมันออกมาดีมาก คมและมีน้ำหนักเด็ดขาด ส่วนฮาร์มอนิกก็ทอดแผ่เป็นประกายห้อมล้อมตัวเสียงหลักออกไปได้สวยงาม แม้ว่าปลายเสียงแหลมจะยังไม่ทอดยาวเท่ากับสายลำโพงของ Nordost รุ่น Tyr 2 ที่ผมใช้อยู่ แต่ก็พูดได้ว่า เสียงแหลมของ Kimber Kable รุ่น 12TC ไม่แห้งอย่างที่ผมคาด เนื่องจากก่อนลองฟัง ผมเห็นว่าตัวนำที่ใช้ในรุ่น 12TC ไม่ได้มีการชุบเคลือบหรือผสมด้วยโลหะเงิน เลยพยายามฟังจับดูว่ามันจะมีอาการแห้งเพราะขาดฮาร์มอนิกที่ระดับความถี่สูงๆ หรือไม่ ปรากฏว่าไม่พบอาการแห้ง ความฉ่ำของเสียงก็มีอยู่พอสมควร แม้จะไม่มากเมื่อเทียบกับสายลำโพงรุ่น Tyr 2 ก็ตาม คงเป็นเพราะว่าลักษณะการทอดปลายหางเสียงแหลมของ 12TC ไม่มีอาการสะบัด ลักษณะการลาดชันของหางเสียงมีความต่อเนื่องและราบเรียบ และที่สำคัญคือ แบนด์วิธของตัวทวีตเตอร์ของลำโพง SR 3 Avantgarde เองก็เปิดกว้างมาก ทำให้ปลายเสียงแหลมของ 12TC สามารถทอดไปได้จนสุดปลายเสียงโดยไม่ถูก compress เสียงแหลมของสายลำโพง 12TC จึงไม่มีอาการแห้งอย่างที่ว่า

อัลบั้ม : ประชาธิปไตย (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : คาราบาว

อัลบั้ม : ครั้งนี้.. ของพี่กับน้อง (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : ดิ อินโนเซ้นต์

เอาให้เคลียร์.. ผมงัดเพลงไทยที่เคยฟังกับสายลำโพงรุ่น 4TC และ 8TC สมัยโน้นมาลองฟังกับ 12TC เพื่อวิเคราะห์พัฒนาการของรุ่น 12TC พบว่า 12TC ให้เสียงกลางที่มีความเข้มข้นอยู่ในเกณฑ์ที่พอเหมาะ ไม่หนามากแต่ก็ไม่ได้บางจนรู้สึกผิดปกติ ในขณะเดียวกัน ผมกลับรู้สึกว่า เสียงแต่ละเสียงมีลักษณะการเคลื่อนไหวที่ไม่เร่งจนเกินไป แน่นอนว่าไม่เฉื่อยแม้แต่น้อย สิ่งที่ขาดๆ เกินๆ เล็กๆ น้อยๆ ที่ผมได้ยินจากทั้งสองอัลบั้มเพลงไทยข้างต้น ผมได้ยินแล้วเชื่อโดยสนิทใจว่าเป็นเพราะการบันทึกเสียงโดยที่ 12TC เป็นคนนำมาตีแผ่ด้วยคุณสมบัติของพื้นเสียงที่โปร่งและใสของมันนั่นเอง ใครที่ชอบฟังเพลงที่เน้นความกระชับ ชอบน้ำหนักย้ำเน้นของกลองที่หัวไม้คม แต่ไม่กระด้าง จะแจ้ง พื้นเสียงใส ตัวเสียงชัดแต่ไม่จัด ผมว่า 12TC ตัวนี้น่าจะเข้าไปอยู่ในรายชื่อของตัวเลือกได้เลย

อัลบั้ม : Ummagumma (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : Pink Floyd

อัลบั้ม : JT (DSF64)
ศิลปิน : James Taylor

ใครชอบฟังเพลงทั่วไป ไม่เน้นแผ่นโอฟายน่าจะแฮ้ปปี้กับสายลำโพงตัวนี้นะ เพราะคุณสมบัติอีกอย่างหนึ่งที่มันให้ออกมาก็คือ ความย้ำเน้นซึ่งเกี่ยวข้องคุณสมบัติทางด้านไดนามิกของเสียง ส่งผลทำให้เสียงโดยรวมมีความดิบและจริงจังผสมอยู่จางๆ นั้นช่วยเพิ่มอรรถรสของซาวนด์ดนตรีประเภทพ๊อพและร็อคให้ฟังแล้วได้อารมณ์มากยิ่งขึ้น ผมทดลองเปิดเพลง “Handy Manของ James Taylor ฟังแล้วอินสุดๆ ส่วนอัลบั้ม Ummagumma ของพิ้งค์ ฟอยด์นั้นผมชอบลักษณะการแยกแยะรายละเอียดของเสียงดนตรีหลายๆ ชิ้นที่ประเดประดังขึ้นมาด้วยความแรงพอๆ กัน ซึ่ง 12TC สามารถประคองไดนามิกที่ให้ความกระชับและหนักหน่วงของแต่ละเสียงเอาไว้ได้ครบ ในขณะเดียวกันก็สามารถตรึงตำแหน่งของแต่ละเสียงที่อลหม่านอยู่ในเวทีเสียงให้คงที่อยู่ได้โดยไม่มีอาการวูบวาบ แม้ว่าจะเร่งเสียงออกมาดังๆ จนสะในอารมณ์ นี่คือคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมของ 12TC ตัวนี้!

อัลบั้ม : Dreaming (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : Amanda McBroom

อัลบั้มนี้ก็เป็นอีกชุดหนึ่งที่ทำให้ผมรู้ซึ้งถึงคุณค่าที่เยี่ยมยอดของสายลำโพงรุ่น 8TC ของคิมเบอร์เมื่อย้อนไปเกือบยี่สิบกว่าปีที่แล้ว มันทำให้เสียงเบสในเพลง “Dreamingแทรคแรกในอัลบั้มนี้สามารถทอดตัวลงไปต่ำกว่าเสียงร้องได้อย่างราบคาบ ซึ่งสายลำโพงตัวอื่นๆ ที่ผมมีอยู่ โดยเฉพาะรุ่น M-1000 ของ Monster Cable สปอนเซอร์หลักในการจัดทำอัลบั้มนี้ยังให้ได้ไม่ดีเท่า คือเสียงเบสมันอวบอ้วนเกินไป แถมเนิบช้าและติดน่วม ทำให้เสียงร้องขุ่นและไม่ลอย เทียบกับ 8TC ที่ผมใช้ซึ่งให้เสียงเบสที่มีปริมาณน้อยลง กลางเลยลอยเด่นขึ้นมาได้ เมื่อลองนำไฟล์เพลง WAV 16/44.1 ของอัลบั้มนี้ที่ผมริปมาจากแผ่นซีดีแผ่นเดียวกันกับที่ผมใช้ฟังด้วยเครื่องเล่นซีดีสมัยนู้น เสียงที่ได้ยินจากอัลบั้มนี้มันช่างชวนฝันซะจริงๆ เสียงเบสกำลังดี เนื้อแน่น กระชับและเกาะกลุ่มเป็นก้อนที่มีปริมณฑลชัดเจน ไม่กระจายฟุ้ง หัวกับหางมีลักษณะที่ควบคุมได้ ส่วนเสียงร้องมีอิสระหลุดพ้นจากทุ้มจนลอยขึ้นมาเด่น จังหวะดนตรีแม่นยำ ทั้งลูกย้ำ, ลูกเน้น และลูกรับลูกส่งลงตัวไปหมด ฟังเพลง “For Nothingแทรคที่ห้าแล้วอึ้ง! ลีลาของเพลงสวยงามมาก ผมยอมรับว่าไม่เคยรู้สึกพิเศษกับแทรคนี้มากเหมือนครั้งนี้มาก่อน เสียงเบสในแทรค “From Time To Timeก็ออกมานุ่มหนากำลังดี ไม่เอ่อจนล้น ฟังเพลินมากเพราะไม่อึดอัดกับเบสขุ่นๆ ล้นๆ ทำไปทำมาผมนั่งฟังจนหมดอัลบั้มแบบเพลินๆ บรรยากาศเก่าๆ กลับมาชัดในมโนภาพ 12TC ทำให้เวลาเกือบสี่สิบนาทีในการฟังอัลบั้มนี้เต็มไปด้วยความละเอียดละมัยและอบอุ่น

สรุป

ถ้าเป้าหมายของการเล่นเครื่องเสียงคือเสียงดนตรีที่ลงลึกไปที่อารมณ์ของเพลงอย่างถึงที่สุด ผมก็มั่นใจว่า สายลำโพง 12TC ของคิมเบอร์ตัวนี้มีคุณสมบัติแบบนั้นผสมอยู่แน่ๆ เสียดายมากที่ผมไม่มีโอกาสทดลองทำสายลำโพง 12TC ตัวนี้ให้เป็นสาย Single > To > Tri-Wire คือออกหนึ่งชุดจากแอมป์ไปเข้าสามชุดที่ลำโพง เนื่องจากลำโพง Audiovector รุ่น SR 3 Avantgarde คู่ที่ผมใช้ทดสอบสายลำโพงตัวนี้ให้ขั้วต่อสายลำโพงแยกมา 3 ชุด (Tri-Wire) ซึ่งสายลำโพงรุ่น 12TC ของคิมเบอร์ตัวนี้มีความเหมาะมากที่จะใช้ทำสายลำโพงแบบที่กล่าวมา เนื่องจากเฟสบวกกับเฟสลบมันใช้สายตัวนำจำนวนเฟสละ 12 เส้น สามารถแยกออกเป็นเฟสละ 4 เส้นได้ 3 ชุดพอดี เสียงน่าจะดีกว่าต่อแบบซิงเกิ้ล + จั๊มเปอร์ที่แถมมากับลำโพง หรือคนที่ใช้ลำโพงไบไวร์ฯ ที่ให้ขั้วต่อสายลำโพงมาสองชุดก็สามารถใช้สายรุ่น 12TC ตัวนี้ทำเป็นสายลำโพง Single > Bi-Wire ได้เช่นกัน คือแยกเฟสละ 6 เส้นพอดี

พิจารณาจากคุณสมบัติที่ได้จากการทดลองฟังมานานเกือบเดือนเต็ม ผมรู้สึกแฮ้ปปี้มากกับเสียงของสาลำโพงตัวนี้ ผมดีใจที่ Ray Kimber ผู้ให้กำเนิดมันไม่ได้พยายามฉีกสนามเสียงให้ออกมากว้างมากไปกว่าที่ควร แต่ได้รักษาความโปร่งใสในวงเอาไว้ให้เป็นจุดเด่นอยู่เหมือนเดิม (น่าจะได้มาจากลักษณะการถัก) นั่นทำให้รายละเอียดในแง่ของเลเยอร์ชั้นของดนตรีถูกแสดงออกมาให้ได้ยิน และสิ่งที่ถูกปรับจูนให้ดีขึ้นกว่ารุ่น 4TC และ 8TC ขึ้นไปอีกขั้นก็คือ ความหนาของมวลเนื้อเสียงที่มีความอวบอิ่มมากขึ้น อาการเนื้อเสียงบางโดยเฉพาะในย่านเสียงแหลมถูกแก้ไขไปได้เยอะจนแทบจะไม่เป็นประเด็นแล้ว

และผมคิดว่าเป็นโชคดีของ Kimber Kable ด้วยที่ทำรุ่น 12TC ออกมาในยุค Hi-Res Audio เยี่ยงนี้ เพราะสัญญาณไฮเรซฯ ที่ออกมาในยุคนี้ มีเนื้อมวลของมันเองที่นุ่มหนาน่าพอใจอยู่แล้ว ไม่ได้ต้องการสายลำโพงมาช่วย แต่อยากได้สายลำโพงเข้ามา เปิดโปงและตีแผ่รายละเอียดทั้งหมดออกมา อย่างที่มันเป็นของมันแบบนั้นมากกว่า

ใครที่ชื่นชอบ มิติเวทีเสียงที่ ผสมผสานกับ มวลเนื้อเสียงที่ไม่แห้งไม่บางและไม่หนาจนเกินไป ผมว่าเข้าทาง Kimber Kable รุ่น 12TC ตัวนี้นะ.. ไปลองฟังดูซิ.! /

****************************
ราคา : 4,700 บาท / เมตร
****************************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
. Inventive AV
facebook :
@inventiveav

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า