รีวิวเครื่องเสียง Opera Audio รุ่น Cosonance Reference 5.5 MK II หลอด 300B คลาส เอ อินติเกรตแอมป์

มีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอยู่บางอย่างเมื่อพูดถึง แอมป์หลอดคือหลายคนเข้าใจว่า แอมป์หลอดให้เสียงที่นิ่มนวล ยวบยาบ ทอดเอื่อย ซึ่งเป็นบุคลิกที่โอนเอนไปทางคัลเลอร์ แต่แท้จริงแล้ว แอมป์หลอดให้เสียงที่สด ตรงไปตรงมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเป็นแอมป์หลอดที่ดีไซน์วงจรแบบ single-end class A ยิ่งตอบสนองสัญญาณได้เร็วและฉับไวมาก ดังนั้น ที่ถูกแล้ว แอมป์หลอดควรจะให้เสียงที่สด และสมจริงมากกว่า เพียงแต่ว่า แอมป์หลอดส่วนใหญ่ให้กำลังขับต่ำ โดยเฉพาะที่ดีไซน์ภาคขยายเอ๊าต์พุตด้วยวงจรซิงเกิ้ลเอ็นด์ คลาส เอ ก็จะยิ่งให้กำลังขับออกมาน้อยมาก เมื่อนำไปขับลำโพงที่ขับยาก มีวงจรเน็ทเวิร์คที่ซับซ้อน กำลังขับของแอมป์หลอดไม่สามารถฝ่าฟันความยุ่งเหยิงของอิมพีแดนซ์ของลำโพงความไวต่ำไปได้ ผลลัพธ์จึงมักจะออกมาน่วม หัวเสียงไม่คม ทรานเชี้ยนต์ไม่เร็ว เมื่อแด๊มปิ้งของแอมป์หลอดไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนขยับตัวของไดอะแฟรมได้ชงัด อิมเมจจึงออกมาเบลอมัว ฟังเผินๆ คล้ายนุ่มนวล เหมือนภาพถ่ายที่ใช้ฟิลเตอร์ซอฟท์นั่นเอง ซึ่งวิธีแก้ไขปัญหานี้เพื่อดึงความสดคืนมาก็ไม่ใช่อะไรที่ยากเลย แก้มันที่ต้นเหตุนั่นแหละ เมื่อต้นเหตุมาจากกำลังน้อย ก็ทำให้แอมป์หลอดมีกำลังเยอะขึ้น หรืออีกทางคือ หาลำโพงที่มีความไวสูงๆ มาจับคู่กับมัน

Opera Audio เกิดจากจีนที่มีรสนิยมยุโรป

ตอนแรกผมก็เข้าใจผิด คิดว่า Opera Audio เป็นแบรนด์ที่เกิดขึ้นในอิตาลี แต่จริงๆ แล้ว คนให้กำเนิดแบรนด์นี้เป็นคนจีน แต่ไปทำตลาดในยุโรปด้วยจึงเห็นแบรนด์นี้ไปแพร่หลายในยุโรป คนก่อตั้งชื่อว่า Shi Hui LIU เป็นวิศวกรเครื่องกล แต่มีความหลงไหลในเครื่องเสียงและดนตรีคลาสสิกโดยเฉพาะโอเปร่า เพราะพื้นฐานมีความรู้อยู่บ้าง เขาจึงลงมือทำแอมป์หลอดขึ้นมาใช้ฟังเพลงเอง มีเพื่อนได้ฟังก็ขอให้ช่วยทำให้ด้วย ไปๆ มาๆ จนเป็นธุรกิจจริงจัง

ปัจจุบันสินค้าของแบรนด์นี้มีครบทุกแคตากอรี่ ตั้งแต่แหล่งต้นทางสัญญาณคือเครื่องเล่นซีดีและเครื่องเล่นแผ่นเสียง ไปจนถึงแอมปลิฟาย ซึ่งมีทั้งแอมป์หลอดและโซลิดสเตท

Consonance Reference 5.5 MK II
แอมป์หลอดที่ให้ ความเป็นหลอดอย่างที่ควรจะเป็น!

ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะส่งขายยุโรป หรือเพราะรสนิยมของมิสเตอร์ LIU ที่ทำให้รูปร่างหน้าตาของแอมป์หลอด Consonance Reference 5.5 MK II ตัวนี้กระเดียดไปทางยุโรปมากกว่าที่จะมาทางจีน ซึ่งไม่เฉพาะดีไซน์รูปร่างหน้าตาอย่างเดียวนะ ถ้ามีโอกาส แนะนำให้ทดลองใช้ฝ่ามือลูบไล้ไปตามตัวถังของแอมป์ดูด้วย คุณจะพบว่า ทุกตารางนิ้วมันเนียนมือมาก ไม่มีสากเสี้ยนของความหยาบกร้านให้รู้สึกเลย เป็นสัมผัสของผลิตภัณฑ์ระดับไฮเอ็นด์อย่างแท้จริง!

ผมชอบรูปร่างหน้าตาของแอมป์ตัวนี้มาก คนออกแบบเข้าใจคิดที่จะเปลี่ยนเอาตัวถังด้านที่ติดตั้งทรานฟอรเมอร์ทั้งสามลูกมาทำเป็นแผงหน้าปัด และเอาด้านที่ติดตั้งหลอดไปเป็นแผงหลังแทน ซึ่งเกือบทั้งหมดของแอมป์หลอดที่ผมพบเห็นในท้องตลาดจะทำสลับกัน คือเอาด้านที่ติดตั้งหลอดมาเป็นแผงหน้า ทำให้พื้นที่บนแผงหน้ามีน้อย ดูแล้วไม่อลังการแบบที่ Consonance Reference 5.5 MK II ตัวนี้เป็นอยู่

แผงหน้าทำด้วยแผ่นอะลูมิเนียมอย่างหนา ปาดเหลี่ยมเก็บมุมเรียบร้อย ไม่มีขอบคมบาดมือเหมือนงานแอมป์จีนราคาถูกๆ พื้นผิวปล่อยสีธรรมชาติปาดเสี้ยนให้ดูมี texture พองาม แม้ว่าแผ่นแผงหน้าจะอยู่ในรูปทรงสี่เหลี่ยม แต่ถ้าพิจารณาดีๆ จะเห็นว่า ด้านบนเขาทำให้มีลักษณะโค้งมน และด้านข้างทั้งสองด้านจะถูกตีสอบให้โค้งแคบขึ้นไปด้วย ช่วยลดความแข็งกระด้างของทรวดทรงลงไปได้เยอะเลย

สำหรับเฟอร์นิเจอร์บนแผงหน้ามีอยู่เท่าที่จำเป็น เริ่มจากซ้ายมือสุดเป็นปุ่มทรงกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 นิ้ว ชุบสีโครเมี่ยมวาววับ ปุ่มนี้ถูกกำหนดให้ทำหน้าที่เป็น source selector ไว้หมุนเลือกแหล่งต้นทางสัญญาณ ซึ่งมีให้เลือกใช้งานทั้งหมด 4 อินพุต เชื่อมโยงกับขั้วต่ออินพุตด้านหลัง

ถัดไปทางขวามือ จะเป็นกลุ่มของสวิทช์กดเด้ง (toggle switch) เรียงกันอยู่ 4 ตัว ซึ่งด้านบนของสวิทช์แต่ละตัวจะมีน็อตหัวบากเล็กๆ ฝังตัวอยู่ในเบ้าที่จมลึกลงไปในแผงหน้า ซึ่งสวิทช์กดเด้งและน็อตหัวบากทั้งสี่ชุดนั้นมีไว้ให้ปรับ ไฟเลี้ยง” (bias) สำหรับหลอดเอ๊าต์พุต จากภาพด้านบน ตรงกลางระหว่างสวิทช์ทั้งสี่จะเห็นว่ามีสวิทช์ทรงกลมคั่นอยู่หนึ่งปุ่ม ตัวนี้เป็นปุ่มกดสำหรับเปิด/ปิดการทำงานของตัวเครื่อง ซึ่งผู้ผลิตใช้ชื่อเรียกว่าปุ่ม power ..

เมื่อคุณกดปุ่ม power จะปรากฏแสงเรีองสีส้มขึ้นที่จอมิเตอร์ด้านบนที่ใช้ปรับไบอัส เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้ทราบว่าตัวเครื่องพร้อมสำหรับการทำงาน แต่ขณะที่คุณฟังเพลงมิเตอร์ตัวนี้จะไม่เคลื่อนไหว มันจะขยับตัวก็เฉพาะตอนที่คุณปรับไบอัสหลอดเท่านั้น ซึ่งผมมองว่า มิเตอร์ที่ว่าคือหนึ่งในมนต์เสน่ห์ของแอมป์ตัวนี้โดยแท้ เวลาฟังเพลงในห้องที่ปิดไฟสลัว แสงสีส้มของมันจะให้บรรยากาศที่อบอุ่น

ปุ่มหมุนขนาดใหญ่ชุบสีโครเมี่ยมวาววับอีกอันที่อยู่ทางขวามือสุดของแผงหน้าคือสวิทช์ที่ใช้หมุนปรับวอลลุ่ม

ก่อนหมุนเครื่องดูแผงหลัง เหลือบเห็นด้านบนของตัวเครื่องแล้วสตั๊นต์ไปพักนึงด้วยความงาม ซึ่งจริงๆ แล้วพื้นที่ตรงส่วนนี้เป็นที่ติดตั้งทรานฟอเมอร์ทั้ง 3 ลูกที่ใช้ในแอมป์ตัวนี้ คือหม้อแปลงสำหรับไฟเลี้ยงวงจร 1 ลูก + หม้อแปลงสำหรับเอ๊าต์พุตแชนเนลละลูก โดยที่ผู้ผลิตก็ไม่ได้ปล่อยให้เห็นหม้อแปลงทั้งหมดนั้นแบบเปลือยๆ อยู่แล้ว เขามีกล่องโลหะชุบสีเทาอ่อนๆ คลุมทับไว้แล้วหนึ่งชั้น แต่เพื่อเพิ่มความสวยงามให้มากขึ้น (และอาจมีผลช่วยซับเรโซแนนซ์ของหม้อแปลงไปด้วยในตัว) ทางผู้ผลิตได้ใช้แผ่นไม้แท้.. เน้นว่าไม้แท้ จำนวน 4 ชิ้น สีวอลนัท กว้างสองนิ้ว x ยาวเท่าหน้าปัดเครื่องคือ 17 นิ้ว มีความหนาพอสมควร ปูทับลงไปบนกล่องโลหะอีกชั้นนึง ทำให้ดูดีมีสง่าราศรีมากขึ้นเยอะ

ขั้วต่อเทอร์มินัลทั้งส่วนของอินพุตและเอ๊าต์พุตทั้งหมด อยู่บนแผงด้านหลัง..

ภาพด้านหลังเครื่องขณะใช้งานจริง

เริ่มจากซ้ายไปขวา ในภาพด้านบน เป็นชุดขั้วต่อสายลำโพงของแชนเนลขวา (Right Channel) ซึ่งจะเห็นว่ามีขั้วต่อสายมาให้ 3 ขั้ว โดยมีตัวอักษรพิมพ์กำกับอยู่ที่ด้านบนของขั้วต่อ เรียงลำดับคือ 8 โอห์ม – 4 โอห์ม และ 0 ซึ่งก็คือการแยกขั้วต่อสายลำโพงไปตามลักษณะอิมพีแดนซ์ของลำโพงที่จะนำมาเชื่อมต่อนั่นเอง คนที่ไม่เคยใช้แอมป์หลอดมาก่อนเลยอาจจะรู้สึกเกร็งกับความแตกต่างตรงนี้ เพราะแอมป์โซลิดฯ ไม่มีอ๊อปชั่นนี้ แต่ในการใช้จริงไม่น่ากลัวเลย ถึงแม้ว่าคุณจะต่อเชื่อมผิดขั้วก็ไม่ทำให้แอมป์เสียหาย แค่เสียงที่ได้อาจจะออกมาไม่เต็มสมรรถนะเท่านั้น ทางที่ดีที่สุดแนะนำให้เสียบใช้งานให้ตรงตามอิมพีแดนซ์ของลำโพง แต่ถ้าลำโพงของคุณระบุอิมพีแดนซ์ปกติไว้ที่ 6 โอห์ม ให้ลองเสียบแล้วลองฟังเสียงดูทั้งขั้ว 8 และ 4 โอห์ม (เปลี่ยนเฉพาะสีแดงเท่านั้น ส่วนเส้นสีดำคงที่ไว้ที่ขั้ว 0 ตลอด) เสียงของขั้วไหนออกมาดีกว่าก็เลือกใช้งานขั้วนั้น

ถัดไปทางขวามืออีกนิด เป็นที่ติดตั้งขั้วต่อ RCA สำหรับสัญญาณอะนาลอก inputs และ output โดยเริ่มจากขั้วต่อ “Preoutสำหรับส่งสัญญาณปรีฯ จาก Reference 5.5 MK II ไปจับคู่กับเพาเวอร์แอมป์ภายนอก ถัดไปจากนั้นก็เป็นขั้วต่อสัญญาณอินพุตทั้งหมด 4 ช่อง รองรับสัญญาณอะนาลอกที่มีความแรงมาตรฐานระดับ Line Level แต่ละช่องมีอิมพีแดนซ์อยู่ที่ 100k โอห์ม ความไวอยู่ที่ 160 มิลลิโวลต์ ไม่มีขั้วต่ออินพุตบาลานซ์เพราะดีไซน์ของแอมป์ตัวนี้คือ ซิงเกิ้ลเอ็นด์นั่นเอง

ช่องอินพุตสำหรับต่อไฟเอซีเข้าเครื่องให้มาเป็นแบบสามขาแยกกราวนด์ สามารถอัพเกรดถอดเปลี่ยนสายไฟคุณภาพสูงได้

ภาคเอ๊าต์พุตแบบ Twin 300B

ภาคเอ๊าต์พุตของแอมป์หลอดตัวนี้ใช้หลอด 300B ยี่ห้อ Electron Tube ของจีนเป็นตัวขยายกำลังของสัญญาณเอ๊าต์พุต ที่รับมาจากเอ๊าต์พุตของวงจร single-end Class A ที่พิเศษสำหรับแอมป์ตัวนี้ก็คือใช้หลอด 300B ต่อขนานกัน 2 หลอดต่อแชนเนล เพื่อช่วยกันขยายสัญญาณ ทำให้ได้กำลังขับออกมาสูงถึง 18 วัตต์ ต่อข้าง (ซิงเกิ้ลเอ็นด์ดีไซน์สำหรับหลอด 300B ปกติจะได้ประมาณ 9W ต่อหลอด)

ภาคปรีแอมป์ของ Reference 5.5 MK II ขยายสัญญาณด้วยหลอด 12AT7 ยี่ห้อ Electro Harmonix ของรัสเซีย โดยมีหลอด 12BH7 ยี่ห้อ Electro Harmonix เช่นเดียวกัน ทำหน้าที่เป็นภาคไดร้สำหรับหลอดเอ๊าต์พุต แยกกันแชนเนลละหลอด

แอมป์ตัวนี้ให้รีโมทไร้สายมาด้วย เป็นรีโมทที่ออกแบบมาใช้งานร่วมกับเครื่องเล่นแผ่นซีดีของเขาด้วย ถ้าคุณไม่ได้ใช้เครื่องเล่นแผ่นซีดีของแบรนด์นี้ คุณสามารถใช้งานรีโมทนี้กับ Reference 5.5 MK II เพียงแค่ฟังท์ชั่นปรับวอลลุ่มได้อย่างเดียว แต่ก็ถือว่าช่วยทำให้สะดวกมากขึ้นเยอะในการใช้งานจริง ไม่ต้องลุกขึ้นไปปรับวอลลุ่มทุกครั้งที่ต้องการ

แม็ทชิ่ง

จำสูตรคำนวนหา กำลังขับของแอมป์ที่ใช้แม็ทชิ่งกับลำโพงที่ผมนำเสนอไปได้มั้ยครับ.? ผมเคยแนะนำไว้ว่า แอมป์ที่ไปได้ดีกับลำโพงควรจะมีกำลังขับ อย่างต่ำต้องไม่น้อยกว่า “75% x กำลังขับที่ลำโพงแนะนำ” ซึ่งหากไปพลิกดูสเปคฯ “Recommended Powerที่ลำโพงส่วนใหญ่ระบุไว้ในคู่มือคุณจะพบว่า ลำโพงส่วนใหญ่มักจะกำหนดไว้เป็นช่วง คือ ต่ำสุดขึ้นไปจนถึง สูงสุดอย่างเช่น สเปคฯ ของลำโพง Totem Acoustics รุ่น Element ‘Ember’ ที่ผมใช้อ้างอิงอยู่ ในคู่มือกำหนดกำลังขับของแอมป์ที่แนะนำไว้ตั้งแต่ 30W – 175W ในกรณีนี้ ถ้าแอมปลิฟายที่คุณต้องการนำมาแม็ทชิ่งกับลำโพงคู่นี้ เป็นแอมป์หลอดหรือโซลิดสเตทที่ใช้วงจรขยายแบบ single-end class A ให้ใช้ตัวเลข ต่ำสุดของกำลังขับที่ลำโพงแนะนำมาคำนวนในสูตรที่ผมให้ไป นั่นคือ อย่างต่ำ = 75 x 30 หาร 100 ออกมาเท่ากับ 22.5W แต่ถ้าแอมปลิฟายที่คุณต้องการนำมาแม็ทชิ่งกับลำโพง Element ‘Ember’ คู่นี้ดีไซน์ภาคเอ๊าต์พุตด้วยวงจรแบบ push-pull สำหรับหลอด หรือ class A/B สำหรับแอมป์โซลิดสเตท หรือ class D สำหรับแอมป์ดิจิตัล ให้คุณเอาตัวเลขกำลังขับ สูงสุดของกำลังขับที่ลำโพงแนะนำมาคำนวนในสูตรที่ผมให้ไป จากตัวอย่างของลำโพง Element ‘Ember’ จะได้ออกมาเท่ากับ อย่างต่ำ = 75 x 175 หาร 100 ได้ผลลัพธ์ออกมาเท่ากับ 131.25W ต่อแชนเนล อย่างนี้เป็นต้น

ความไวหรือ sensitivity ก็เป็นสเปคฯ ของลำโพงอีกตัวหนึ่งที่มีส่วนกับการแม็ทชิ่ง ซึ่งลำโพงที่มีความไวสูงๆ จะทำให้แอมป์หลอดที่มีกำลังขับต่ำๆ มีพลังในการขับดันลำโพงมากขึ้นโดยทางอ้อม เพราะจากการคำนวนคร่าวๆ ได้ผลออกมาว่า การที่จะทำให้ลำโพงสองคู่ที่มีความไวต่างกัน 3dB มีความดังออกมาเท่าๆ กัน ลำโพงคู่ที่มีความไวต่ำกว่าต้องใช้แอมป์ฯ ที่มีกำลังขับสูงกว่าถึงหนึ่งเท่าตัวเลยทีเดียว

ตัวเลขความไวของลำโพงที่ถูกใช้เป็นเกณฑ์ระดับกลางๆ อยู่ที่ 88dB/W/m ถ้าลำโพงมีความไวมากกว่า 88dB ก็ถือว่ามีความไวค่อนไปทางสูง ยกตัวอย่างเช่น Audiovector รุ่น SR 3 Avantgarde ระบุความไวไว้ในสเปคฯ เท่ากับ 91.5dB ซึ่งนี่ก็คือเหตุผลที่แอมป์หลอด Opera Audio รุ่น Reference 5.5 MK II สามารถขับ SR 3 Avantgarde ออกมาได้ดีกว่าที่คาดมาก ทั้งๆ ที่กำลังขับของ Reference 5.5 MK II มีอยู่แค่ 18W เท่านั้น แสดงว่า ตัวเลขกำลังขับของแอมป์ ขั้นต่ำสุดที่ลำโพง Audiovector SR 3 Avantgarde แนะนำไว้น่าจะไม่สูงมาก (ในสเปคฯ ของ SR 3 Avantgarde ระบุแค่ระดับสูงสุด คือรับได้ 300W ไม่ได้ระบุต่ำสุดเอาไว้)

กำลังทดลองขับลำโพง Audiovector รุ่น SR 3 Avantgarde

ผมทดลองใช้ Reference 5.5 MK II ขับลำโพง Element ‘Ember’ พบว่า มันขับออกมาได้ดีกว่าที่คาดเช่นกัน ทั้งที่กำลังขับของ Reference 5.5 MK II อยู่ในระดับที่ต่ำกว่ากำลังขับ อย่างน้อยที่ลำโพง Element ‘Ember’ ต้องการ นั่นคือ 22.5W อยู่ถึง 4.5W เสียงที่ออกมาก็ยังอยู่ในเกณฑ์พอฟังได้ โดยรวมไม่ดีเท่ากับตอน Reference 5.5 MK II ขับ SR 3 Avantgarde

กำลังทดลองขับลำโพง JBL รุ่น Model 4318 Control Monitor

ลำโพง JBL รุ่น Model 4318 Control Monitor ก็เป็นอีกคู่หนึ่งที่ในสเปคฯ ของลำโพงคู่นี้ระบุตัวเลขกำลังขับสูงสุดของแอมป์ที่รับได้เอาไว้ที่ 150W โดยไม่ได้ระบุกำลังขับต่ำสุดไว้ด้วย แต่เมื่อผมทดลองจับคู่กับ Reference 5.5 MK II แล้วให้ผลทางเสียงออกมาน่าพอใจ เนื่องจากลำโพง JBL 4318 คู่นี้มีความไวค่อนข้างสูง นั่นคือ 92dB (2.83V ที่ 1 เมตร)

กำลังทดลองขับลำโพง Wharfedale รุ่น LINTON Heritage 85th Anniversary และทดลองฟังภาค Pre-out ของ Reference 5.5 MK II ด้วย

ลำโพง Wharfedale รุ่น LINTON Heritage ที่ผลิตออกมาฉลองครอบรอบ 85 ปีของแบรนด์นี้ก็เป็นลำโพงอีกคู่หนึ่งที่จับคู่กับ Reference 5.5 MK II แล้วได้ผลลัพธ์ทางเสียงออกมาน่าพอใจมาก ดีกว่าที่คาดมากอีกเช่นกัน เมื่อพิจารณาสเปคฯ ของ LINTON Heritage แล้ว พบว่าแนะนำกำลังขับ ต่ำสุดของแอมป์ไว้ที่ 25W ขึ้นไปจนถึงสูงสุดที่ 200W เมื่อนำตัวเลขต่ำสุดมาเข้าสูตรของผม ได้ผลลัพธ์ออกมาเท่ากับ อย่างน้อย = 75 x 25 หาร 100 ออกมาเป็น 18.75W ใกล้เคียงกับกำลังขับของ Reference 5.5 MK II พอดีเลย และตัวเลขความไวของลำโพงคู่นี้ก็อยู่ในระดับค่อนข้างสูงด้วย คือ 90dB มันจึงไปกับ Reference 5.5 MK II ได้ดี

นอกจากเรื่องของแม็ทชิ่งแอมปลิฟายที่ต้องพิจารณากันมากหน่อยสำหรับแอมป์หลอดซิงเกิ้ลเอ็นด์แล้ว ในคู่มือของแอมป์คู่นี้ยังได้ระบุข้อมูลเกี่ยวกับการแนะนำสายลำโพงที่เหมาะสมกับแอมป์ตัวนี้ไว้ด้วย ซึ่งใครที่คุ้นเคยกับการใช้งานแอมป์หลอดมาก่อน จะทราบดีว่า แอมป์หลอดมีความอ่อนไหวกับสายลำโพงมากกว่าแอมป์โซลิดสเตท สาเหตุก็เพราะว่าแอมป์หลอดให้กำลังขับต่ำ สายลำโพงซึ่งเป็นอุปกรณ์พาสซีฟที่เข้ามาคั่นระหว่างเอ๊าต์พุตของแอมป์หลอดกับลำโพงจึงมีผลต่อการ ต้านทานแรงดันของสัญญาณเสียง (ไฟฟ้า) ไปด้วย มีผลให้เกิดความสูญเสียเกนสัญญาณไปในตัวสาย จากประสบการณ์ของผม พบว่า แอมป์หลอดมักจะไม่ชอบสายลำโพงที่มีโครงสร้างซับซ้อน ใช้ฉนวนเยอะ ห่อหุ้มหลายชั้น ในคู่มือของ Reference 5.5 MK II ให้ข้อมูลไว้ว่า สายลำโพงที่เหมาะสมต้องมีความยาว ไม่ต่ำกว่า3.5 เมตร เท่ากันทั้งซ้ายขวา และ ไม่ควรยาวเกิน 20 เมตร

ในการทดสอบ ผมทดลองใช้สายลำโพงที่มีโครงสร้างเรียบง่าย อย่างสายรุ่น FS-301 แบรนด์ Furutech ของญี่ปุ่น เมตรละไม่กี่ร้อยบาทก็ให้เสียงออกมาดีน่าพอใจ แรงไม่ตก ความถี่มาครบ แสดงว่าสายลำโพงตัวนี้ไม่ทำให้กำลังของสัญญาณสูญหายไปมาก อีกตัวที่ผมลองใช้กับแอมป์หลอดตัวนี้แล้วให้ผลลัพธ์ออกมาดีเหมือนกัน นั่นคือสายลำโพงรุ่น Equator MK II แบรนด์ Atlas ของสก๊อตแลนด์ ซึ่งสายลำโพงทั้งสองตัวนี้มีโครงสร้างพื้นๆ ภายในใช้แค่ตัวนำทองแดงขนาดหน้าตัดปานกลางแค่ 2 เส้นเท่านั้น ฉนวนก็ไม่ได้หุ้มอะไรมาก ความยาว 2.5 เมตรซะด้วยซ้ำไป แต่ดุลเสียงก็ยังออกมาดี กลาง/แหลมไม่ล้ำหน้า เบสมาทัน ช่วงที่ใช้ทดสอบลำโพงรุ่นใหญ่ๆ อย่าง Audiovector SR 3 Avantgarde ผมทดลองเปลี่ยนมาใช้สายลำโพงของ Nordost รุ่น Tyre 2 (ซิงเกิ้ล ไวร์) ก็ไปได้ดี เสียงโดยรวมดีกว่าตอนใช้ Furutech กับ Atlas ขึ้นมาอีกมาก ตามระดับราคา ซึ่งเป็นการยืนยันให้เห็นว่าแอมป์หลอด Consonance Reference 5.5 MK II ตัวนี้ชอบสายลำโพงที่ชีลด์ไม่เยอะ

เสียงของ Consonance Reference 5.5 MK II

แอมป์หลอดตัวนี้ตอบสนองความถี่เสียงได้กว้างมาก ในสเปคฯ ระบุไว้ตั้งแต่ 7Hz – 47kHz ทะลุมาตรฐานไฮเรซฯ ไปเลย เป็นการการันตีไปในตัวว่าสามารถใช้งานร่วมกับแหล่งต้นทางสัญญาณ digital hi-res ได้อย่างแน่นอน ซึ่งจากการทดลองเล่นไฟล์ดิจิตัลสารพัดรูปแบบกับแอมป์หลอดตัวนี้ ผมก็ไม่พบปัญหาที่เกิดจากการ compressed ของเสียง เพราะแอมป์ไม่ได้ทำตัวเป็นคอขวด

อัลบั้ม : Dream Dancing (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : Lars Erstrand Quartet

ในขั้นตอนการทดสอบเสียงของอุปกรณ์เครื่องเสียงทุกชิ้น ผมจะใช้วิธีเริ่มต้นด้วยการลองฟังเพลงไปเรื่อยๆ ถือโอกาสเลือกเพลงที่เคยฟังและไม่ได้ฟังมานานเอามาลองฟังไปในตัว อย่างครั้งนี้ก็เช่นกัน เมื่อลองฟังอัลบั้มนี้ ซึ่งเมื่อนานมาแล้วผมเคยฟังอัลบั้มนี้กับซิสเต็มหนึ่งแล้วพบว่ามันออกมาดีมาก ดีจนทำให้ผมต้องรีบหยิบอัลบั้มนี้มารวบรวมไว้ในอัลบั้มที่ใช้อ้างอิงในการทดสอบ เพราะก่อนหน้านี้ผมฟังแล้วไม่เคยรู้สึกสัมผัสถึงความไพเราะของอัลบั้มนี้ได้เลย เมื่อมาได้ฟังผ่านซิสเต็มนั้นแล้วรู้สึกได้ถึงอรรถรสของเพลง ผมจึงมั่นใจได้ว่า อุปกรณ์เครื่องเสียงแต่ละชิ้นในซิสเต็มนั้นต้องเป็นอุปกรณ์ที่มีคุณภาพดีในระดับหนึ่งอย่างแน่นอน

วันนี้ผมก็ได้ยินอะไรคล้ายๆ ตอนนั้นจากอัลบั้มนี้อีกครั้งเมื่อนำมาทดลองฟังผ่านซิสเต็มที่ผมใช้ทดสอบแอมป์หลอด Consonance Reference 5.5 MK II ตัวนี้* สิ่งที่ผมได้ยินจากอัลบั้มนี้คือเสียงดนตรีที่รู้สึกได้ว่าถูก หล่อหลอมขึ้นมาด้วยเสียงของเครื่องดนตรี ทุกชิ้นที่กำลังบรรเลงอยู่ในเพลงนั้น เพลงในอัลบั้มนี้ที่ผมมักจะเปิดฟังบ่อยๆ คือเพลง “Over The Rainbowแทรคที่ 8 ผมชอบฟังเสียงไวบราโฟนที่ Lars Erstrand เล่นในเพลงนี้ โดยเฉพาะช่วงท้ายๆ เพลง ตอนลาร์ เคาะบนแท่งโลหะที่ให้เสียงในย่านทุ้ม จะมีฮาร์มอนิกที่ขยายตัวต่อเนื่องออกมาจากอิมแพ็คเป็นระลอกเหมือนคลื่นน้ำทะเลที่ไล่กันเข้าหาฝั่ง ซึ่งแอมปลิฟาย (ทั้งหลอดและโซลิดสเตท) ที่ดีไซน์วงจรขยายแบบซิงเกิ้ลเอ็นด์ คลาส เอ มักจะมีความสามารถโดดเด่นในการถ่ายทอดฮาร์มอนิกของเสียงจากลูกที่สองไปลูกที่สามลูกที่สี่ .. ที่มีคาบเวลาที่ถูกต้อง เพราะเป็นดีไซน์ที่ไม่ทำให้เกิดปัญหาผิดเพี้ยนทางเฟสสัญญาณ ก่อให้เกิดการเชื่อมต่อของเสียงที่ไม่รก เมื่อฟังแล้วจะให้ความรู้สึกผ่อนคลายมากเป็นพิเศษ

* source = Cambridge Audio : EDGE NQ (ปรับตั้งใช้เป็น network player ปิดการทำงานของภาคปรีแอมป์) + amplifier = Consonance : Reference 5.5 MK II + speaker = Audiovector : SR 3 Avantgarde

อัลบั้ม : The Hammond connection (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : Kjell Ohman

ฟังอัลบั้ม Dream Dancing ของ Lars Erstrand Quartet แล้วติดใจ เพลงมาก ผมเลยเลือกงานของค่าย OPUS 3 มาลองฟังอีกชุด คราวนี้เลือกงานที่มีเลเยอร์ดนตรีซับซ้อนมากขึ้น เพื่อทดสอบคุณสมบัติในการแยกแยะรายละเอียดของแอมป์หลอดตัวนี้ ผมเลือกงานของ Kjell Ohman ชุด The Hammond Connection มาลองฟังกับแอมป์หลอด Consonance ตัวนี้

Kjell Ohman เป็นมือคีย์บอร์ดชาวสวีเดนที่ทำดนตรีประกอบให้กับรายการโทรทัศน์หลายๆ แห่ง และเป็นมือออร์แกนในโบสถ์ด้วย เขามีความถนัดในการเล่นเปียโน, แอคคอเดี้ยน และแฮมมอนด์ ออร์แกนเป็นพิเศษ ในอัลบั้มนี้เขาเล่นแฮมมอนด์ ออร์แกนซึ่งเป็นคีย์บอร์ดไฟฟ้าประเภทที่ให้เสียงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ผู้เล่นสามารถกำหนดลักษณะการแผ่ขยายของหางเสียงได้ ซึ่งในอัลบั้มนี้ผมได้ยินเสียงแฮมมอนด์ ออร์แกนที่ชัดเจน โดยที่ Consonance : Reference 5.5 MK II สามารถแจกแจงรายละเอียดของเสียงออร์แกนของ Kjell Ohman ออกมาได้ครบทุกเม็ด ตั้งแต่หัวเสียงปรากฏไปจนถึงหางเสียงฮาร์มอนิกที่ทอดปลายคลี่คลายไปในอากาศ ซึ่งสิ่งที่ผมพบมากกว่านั้นจากการฟังอัลบั้มชุดนี้ผ่าน Consonance Reference 5.5 MK II ก็คือสิ่งที่เรียกว่า แอมเบี้ยนต์ที่ห่อหุ้มเสียงทั้งหมด ทำให้ฟังแล้วเกิดความรู้สึกเหมือนถูกดึงเข้าไปอยู่ในบรรยากาศเดียวกันกับวงดนตรีที่กำลังบรรเลงอยู่ในขณะนั้น ผมลุกขึ้นไปกดสวิทช์ปิดไฟดวงใหญ่ในห้อง แล้วเปิดแค่โป๊ะไฟสีอำพัน ยิ่งทำให้ได้บรรยากาศเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในแจ๊สคลับมากยิ่งขึ้น และเมื่อปิดไฟดวงใหญ่ลง มันทำให้ผมรับรู้ถึงมิติและเวทีเสียงที่ชัดเจนขึ้นด้วย ทำให้รู้ว่าแอมป์หลอด Consonance ตัวนี้ถ่ายทอดตำแหน่งของชิ้นดนตรีในอัลบั้มนี้ออกมาได้สวยงามมาก ลักษณะของซาวนด์สเตจที่ปรากฏขึ้นมาก็มีความสมดุล ทั้งทางด้านกว้างลึก และสูง จังหวะพอดีกับเพลง “Misty” แทรคที่ 5 ปรากฏขึ้นมา เสียงแซ็กโซโฟนของ Arne Domnerus มีบอดี้ที่อวบอิ่ม ลอยเด่นขึ้นมาเป็นตัว ขึ้นรูปเป็นสามมิติโดยครองตำแหน่งเยื้องจากเซ็นเตอร์ออกไปทางขวาของเวทีเสียงนิดๆ โดยมีเสียงกลองของ Leif Dahlberg วางตำแหน่งกินพื้นที่อยู่บริเวณตรงกลางกับเยื้องไปทางซ้ายของเวทีเสียง ซึ่งเป็นลักษณะการจัดรูปวงที่ Jan-Eric Persson กำหนดเอาไว้

ที่ผมต้องสาธยายเจาะลงไปในรายละเอียดของตำแหน่งเสียงที่ได้ยินก็เพื่อจะบอกให้คุณรู้ว่า แอมป์หลอด Consonance Reference 5.5 MK II ตัวนี้มีความสามารถในการตอบสนองเฟสสัญญาณได้ยอดเยี่ยมมาก.! เมื่อคุณนำมันไปแม็ทชิ่งกับลำโพงที่ให้ความแม่นยำทางด้านเฟสสัญญาณไม่แพ้กัน และป้อนด้วยสัญญาณเสียงที่เล่นมาจากแหล่งต้นทาง (อัลบั้ม + เพลเยอร์) ที่ให้เฟสแม่นๆ และคุณทำการเซ็ตอัพลำโพงได้ถูกตำแหน่งในห้องของคุณ เมื่อนั้น คุณจะได้สนามเสียงที่ปรากฏออกมาในลักษณะที่มีความเป็นสามมิติที่ชัดเจนมากแบบที่ผมกำลังฟังอยู่ตอนนี้..

อัลบั้ม : Jazz At The Pawnshop (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : Arne Domerus, Bengt Hallberg, Georg Riedel, Egil Johansen + Lars Erstrand

อัลบั้ม : Cantate Domino (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : Oscars Motettkor, Torsten Nilsson korledare, Alf Linderorgel, Marianne Mellnas sang

หลังจากฟังงานบันทึกเสียงของค่าย OPUS3 ผ่านไปสองอัลบั้มแบบตั้งใจเต็มที่ ผมพบว่าแอมป์หลอด Consonance Reference 5.5 MK II ตัวนี้มีความโดดเด่นมากเป็นพิเศษในการถ่ายทอด ความกลมกลืนของเสียงเครื่องดนตรีทั้งหมดที่กำลังบรรเลงอยู่ในขณะเดียวกันออกมาได้ดีมากๆ ซึ่งจริงๆ แล้ว ไม่ใช่เป็นเพราะแอมป์มันสร้างความกลมกลืนนั้นขึ้นมา แต่มันแค่ ถ่ายทอดออกไปตามที่อัลบั้มนั้นๆ ถูกบันทึกมามากกว่า เนื่องเพราะทั้งสองอัลบั้มของค่าย OPUS3 ที่ผมฟังไปนั้น เขาใช้วิธีบันทึกเสียงสดจากการบรรเลงของศิลปินที่อยู่ ภายใต้บรรยากาศเดียวกันนั่นเอง ดังนั้น สภาพการจัดเรียงตัวของเสียงดนตรีแต่ละชิ้น รวมถึงฮาร์มอนิกของเสียงดนตรีแต่ละเสียงที่ก้องสะท้อนอยู่ภายในสถานที่บันทึกเสียงได้ถูกบันทึกเก็บมาในมาสเตอร์ด้วย ข้อมูลส่วนที่เป็นระยะห่างระหว่างเสียงดนตรีแต่ละชิ้นในแต่ละเพลงก็คือระยะจริงระหว่างชิ้นดนตรีนั้นๆ กับไมโครโฟนที่ใช้ในการบันทึกเสียง ในแง่รูปวงซาวนด์สเตจจึงถูกถ่ายทอดออกมาตามนั้น ถ้าแอมปลิฟายและลำโพงมีความสามารถในการถ่ายทอดเฟสสัญญาณออกมาได้ตรงตามต้นแบบสัญญาณที่ป้อนให้กับมัน

เพื่อพิสูจน์ชัดในประเด็นนี้ ผมจึงทดลองฟังงานบันทึกเสียงที่ใช้เทคนิคแบบเดียวกันของอีกค่ายคือ Proprius Records นั่นคืออัลบั้มชุด Jazz At The Pawnshop ซึ่งเป็นงานบันทึกเสียงสดในแจ๊สคลับ กับอัลบั้มชุด Cantate Domino ที่บันทึกเสียงสดในโบสถ์

ผลที่ออกไปทางเดียวกัน คือแอมป์หลอดตัวนี้สามารถถ่ายทอดสภาพแอมเบี้ยนต์ของโถงฮอลล์ในโบสถ์ Oscarskyrkan ออกมาให้รับรู้ได้เลาๆ คือรู้สึกได้ว่า วงนักร้องประสานเสียง, เสียงออร์แกนท่อ และเสียงทรัมเป็ตในอัลบั้มชุดนี้ได้ถูกบรรเลงขึ้นมา ภายในสถานที่แห่งหนึ่งที่มีความก้องกังวานอย่างเป็นระเบียบ ในอัตราที่เหมาะสม ซึ่งในอดีตนั้น ผมเคยรับรู้ถึงลักษณะของโถงฮอลล์ที่โอ่อ่ามากกว่านี้ เปิดใหญ่มากกว่านี้ ซึ่งพอเข้าใจได้ว่าเป็นเพราะกำลังขับที่ยังไม่มากพอของแอมป์ตัวนี้นั่นเอง ทว่า ด้วยกำลังขับแค่ 18W ของมันก็ถือว่าทำได้เกินตัวมากๆ แล้วเมื่อเทียบกับสิ่งที่มันถ่ายทอดออกมาให้สัมผัส

อัลบั้ม : Folk Singer (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : Muddy Waters

นี่ก็เป็นอีกอัลบั้มที่บันทึกเสียงสดภายใต้สภาพแวดล้อมเดียวกันทั้งวง ซึ่งสิ่งที่แอมป์หลอด Consonance ตัวนี้ถ่ายทอดออกมาให้ได้ยินนอกจากแอมเบี้ยนต์ที่ก้องสะท้อนอยู่ภายในห้องบันทึกเสียงแล้ว มันยังโชว์ให้เห็นถึงความสามารถในการ คลี่คลายไดนามิกเร้นจ์ของเสียงร้องที่เยี่ยมยอดมาก ผมได้ยินเสียงร้องของ Muddy Waters ที่สวิงหนักเบาได้กว้างมาก มันสะท้อนออกมาเป็นอารมณ์ที่สอดใส่เข้าไปในเนื้อเพลงได้อย่างกลมกลืน ฟังแล้วรับรู้ได้ถึงความขมขื่นที่ซ่อนแอบไว้ใต้จิตสำนึก แอมป์หลอดตัวนี้ช่วยขยี้อารมณ์ของเพลงในอัลบั้มนี้ให้จมลึกลงไปอย่างที่ศิลปินต้องการนำเสนอภายใต้สภาพของเสียงที่เปิดโล่งและโปร่งกังวาน..

อัลบั้ม : Love Is The Thing (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : Nat King Cole

อัลบั้ม : What The Difference A Day Makes (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : Ingram Washington

อัลบั้ม : Ella and Louis (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : Ella Fitzgerald and Louis Armstrong

อัลบั้ม : The Taste Of Song (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : รวมศิลปิน

ความสามารถในการถ่ายทอด เสียงกลางที่เป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะเสียงร้องของนักร้องชายหญิงก็เป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติของแอมป์หลอดซิงเกิ้ลเอ็นด์ คลาส เอ ที่ใครๆ ก็ยอมรับ โดยเฉพาะแอมป์หลอดที่ใช้หลอดขยายสัญญาณเบอร์ 300B จะถูกกล่าวขวัญถึงมากเป็นพิเศษในความสามารถแขนงนี้ และผมก็ทำได้แค่ออกมายืนยันว่าคำกล่าวขวัญเหล่านั้นเป็นจริง เพราะหลังจากลองฟังเสียงร้องจากงานอัลบั้มทั้งสามชุดข้างต้นนี้แล้ว ผมต้องขอบอกว่าไม่มีอะไรกังขากับความสามารถของแอมป์หลอด Consonance Reference 5.5 MK II ตัวนี้ มันสามารถถ่ายทอดเสียงร้องของนักร้องชายหญิง ทั้งเทศและไทย ออกมาได้อย่างดีเยี่ยม โดดเด่นทั้งทางด้านคอนทราสน์ไดนามิกและเนื้อเสียง ให้อารมณ์ที่คล้ายฟังจากคนร้องจริงๆ มาก

อัลบั้ม : La Fille Mal Gardee (DSF64)
ศิลปิน : John Lanchbery conduct The Royal Opera House, Covent Garden

อัลบั้ม : Faust – Ballet Music & Carmen – suite (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : Alexander Gibson, Royal Opera House Orchestra

อัลบั้ม : Wish You Were Here
ศิลปิน : Pink Floyd

ต้องยอมรับว่า เวลาเจอเครื่องเสียงที่ให้ความเป็นดนตรีสูงๆ และแม็ทชิ่ง+เซ็ตอัพลงตัวดีแล้ว มันชวนให้อยากหยิบอัลบั้มเพลงต่างๆ ออกมาฟังอยู่เรื่อยๆ ไม่มีเบื่อ ฟังอัลบั้มโน้นจบก็อยากฟังอัลบั้มนี้อีก ฟังแจ็สจบแล้วก็อยากฟังร็อค จบจากร็อคก็อยากฟังคลาสสิก วนไปแบบนี้เรื่อยๆ ซึ่งในฐานะที่เป็นคนที่ชื่นชอบเพลงร็อคคนหนึ่ง บอกได้ว่า แอมป์หลอดตัวนี้ก็ไปกับร็อคได้ด้วยลักษณะของเสียงที่ ต่างออกไปถ้าเทียบกับฟังจากแอมป์โซลิดสเตทที่มีราคาพอๆ กัน ซึ่งแอมป์โซลิดจะได้ ความดิบของเสียงที่มีความสะใจมากกว่า กระแทกกระทั้นมากกว่า ในขณะที่แอมป์หลอดตัวนี้จะให้ ความตึงตังที่ทนฟังได้มากกว่า ถามว่าโอเคมั้ย.? สำหรับผม ผมรับได้กับลักษณะเสียงแบบที่ว่านี้ แค่อยากได้กำลังขับมากกว่านี้อีกหน่อยเท่านั้นเอง

สรุป

Consonance Reference 5.5 MK II เป็นแอมปลิฟายอีกตัวหนึ่งที่ผมสามารถใช้ชีวิตอยู่กับมันได้ ผมชอบน้ำเสียงที่มันให้ออกมา ผมไม่ติดขัดกับข้อจำกัดทางด้านกำลังขับของมัน เพราะผมเชื่อมั่นว่าสามารถหาลำโพงและอุปกรณ์อื่นๆ มาแม็ทชิ่งกับมันได้ และนอกจากน้ำเสียงของมันแล้ว รูปร่างหน้าตาที่สะสวยของแอมป์หลอดตัวนี้ก็นับวันยิ่งดูยิ่งมีเสน่ห์มากขึ้นเรื่อยๆ อือมม… ยังไม่รู้ว่าผมจะเป็นไงบ้าง ถ้าถึงวันที่ต้องส่งคืนกลับตัวแทนไป..!! /

***************************
ราคา : 62,000 บาท / ตัว
***************************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย :
ร้าน KTT Audio
โทร. 081-921-3131

facebook : KTT Audio

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า