รีวิวเครื่องเสียง Arcam รุ่น SA20 อินติเกรตแอมป์ ที่มาพร้อมภาคขยาย Class G

ในขั้นตอนแปลงสัญญาณจาก Digital ออกมาเป็นสัญญาณ Analog ก่อนส่งเข้าภาคขยายนั้น ระบบการทำงานของภาค DAC ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการทำหน้าที่แปลงสัญญาณ Digital ให้เป็นสัญญาณ Analog เป็นระบบที่ยึดมั่นอยู่กับ “Clockหรือ ไทมิ่งที่แม่นยำและฉับไว ผิดพลาดไม่ได้แม้แต่เสี้ยววินาที ซึ่ง DAC ในปัจจุบันก็สามารถทำงานออกมาได้ใกล้เคียงกับอุดมคตินี้แล้ว ดูได้จากความผิดเพี้ยนทางเวลาที่เรียกว่า Jitter ซึ่งต่ำมากๆ จนอยู่ในระดับ unmeasurable หรือวัดไม่ได้ ซึ่งก็หมายความว่า ไม่มีความผิดเพี้ยนทางด้านไทมิ่ง (ที่ประสาทหูของมนุษย์สามารถตรวจจับได้) เกิดขึ้นแล้ว

เมื่อสัญญาณ Analog ที่ได้ออกมาจาก DAC ไร้ซึ่งความผิดเพี้ยนทางไทมิ่งแล้ว โจทย์ข้อต่อไปก็คือ ทำอย่างไรที่จะสามารถนำพาสัญญาณอะนาลอกที่มีคุณภาพสูงจากเอ๊าต์พุตของ DAC ไปที่ลำโพงได้โดยไม่สูญเสียคุณภาพลงไป.? ปัญหามันอยู่ที่ว่า เราไม่สามารถต่อสัญญาณอะนาลอกจากภาค DAC เข้าไปที่ลำโพงได้โดยตรง ความแรงมันไม่พอขับลำโพง ต้องส่งสัญญาณอะนาลอกนั้นไปผ่านการขยายให้มีกำลังมากขึ้นก่อน นั่นคือช่วงเวลาที่ แอมปลิฟายเข้ามามีบทบาท ซึ่งคุณสมบัติของแอมป์ฯ ที่ทำหน้าที่ในการขยายความแรงของสัญญาณก่อนส่งไปขับลำโพงจึงมีความสำคัญมาก ในอุดมคติคือต้องขยายกำลังของสัญญาณให้แรงขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ต้องไม่ทำให้สัญญาณอะนาลอกที่ผ่านการขยายมีคุณภาพด้อยลงไปด้วย นั่นหมายความว่า ภาคขยายที่เข้ามาทำหน้าที่นี้ต้องมี ความเร็วมากพอในการ ส่งกำลังไปขยายสัญญาณอะนาลอกที่รับมาจากภาค DAC เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา time lag ขึ้น (หน่วงช้า = Jitter ในโดเมนอะนาลอก) ซึ่งส่งผลเสียต่อคุณภาพเสียงอย่างมาก

Arcam
1976 – ปัจจุบัน

Arcam เป็นแบรนด์ผู้ผลิตเครื่องเสียงจากประเทศอังกฤษที่มีประวัติยาวนาน เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 1976 ที่เมืองแคมบริดจ์ ผลิตภัณฑ์ตัวแรกและเป็นตัวสร้างชื่อให้กับ Arcam ก็คืออินติเกรตแอมป์รุ่น A60 หลังจากนั้น Arcam ก็พัฒนาผลิตภัณฑ์ของพวกเขามาอย่างต่อเนื่อง ผ่านจากยุค Analog มาจนถึงยุค Digital และนอกจากผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในระบบ Stereo 2 ch แล้ว Arcam ยังได้มีผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในระบบโฮมซินีม่าด้วย คือทำ AVR, DVD Player และ Blu-ray Player

ในยุคหลังๆ เมื่อเข้าสู่ยุค streaming อาร์แคมก็ได้ผลิตอุปกรณ์ประเภท DAC และสตรีมมิ่ง ดีไวซ์ออกมาด้วย

Arcam HDA series “SA20”

Arcam แยกผลิตภัณฑ์ออกเป็น 3 หมวดหมู่ คือ HDA, FMJ และ Accessories ซึ่ง SA20 เป็นอินติเกรตแอมป์รุ่นกลางในจำนวนสามรุ่นที่ออกมาตอนนี้ เริ่มจากรุ่นเล็กสุด SA10, รุ่นกลาง SA20 และรุ่นใหญ่สุดคือ SA30 ทั้งสามอยู่ในอนุกรม HDA (รุ่น SA10 กับ SA20 ออกมาพร้อมขายแล้ว ในขณะที่รุ่น SA30 ประกาศแล้วแต่ตัวผลิตภัณฑ์ยังไม่ถึงมือตัวแทน)

แม้ว่ารูปร่างหน้าตาของ SA20 จะถูกเสริมแต่งให้ดูหรูและสมัยใหม่มากขึ้น แต่สำหรับแฟนพันธุ์แท้ของ Arcam จะมองเห็นเค้าโครงเดิมซ่อนอยู่ภายใต้หน้าตาที่เรียบหรูและขนาดเครื่องที่สลิมกระทัดรัดนั้น

A = วอลลุ่มคอนโทรล ใช้ปรับความดัง
B = จอแสดงผล
C = รูเสียบแจ๊คหูฟังขนาด 3.5mm
D = ช่องอินพุตสำหรับมินิแจ๊คขนาด 3.5mm
E = ปุ่มกดหยุดเสียงชั่วคราว (mute) และใช้เป็นปุ่ม Enter ตอนปรับตั้งเมนูด้วย
F = ปุ่มกดเลือกอินพุต (แหล่งสัญญาณต้นทาง)
G = ไฟ LED แสดงสภาวะการเปิด/ปิดเครื่อง
H = สวิทช์กดเพื่อเปิด/ปิดเครื่อง

I = ช่องเสียบปลั๊กไฟเอซี
J = สวิทช์โยกเลือกโวลต์ไฟ
K = ช่องต่อเชื่อม Home Network
L = ช่อง RS232 เพื่อเชื่อมต่อกับระบบควบคุมสั่งงานภายนอก
M = ช่อง USB type A มีไว้สำหรับอัพเดตเฟิร์มแวร์เท่านั้น
N = ช่อง Digital Inputs สามช่อง ได้แก่ coaxial x 2, optical x 1
O = ช่องอินพุตสำหรับสัญญาณอะนาลอก
P = ช่องต่อสัญญาณจากหัวเข็ม MM พร้อมจุดเชื่อมต่อกราวนด์
Q = ช่อง Pre-out เพื่อต่อเข้าเพาเวอร์แอมป์ภายนอก
R = ขั้วต่อสายลำโพง

อินพุต

SA20 เป็นอินติเกรตแอมป์รุ่นใหม่สุดของ Arcam แม้ว่ารูปร่างภายนอกจะดูเล็กกระทัดรัด แต่ฟังท์ชั่นใช้งานที่ให้มานั้น บอกเลยว่า จัดเต็มไม่มียั้ง! เริ่มด้วยช่องอินพุตที่มีมาให้มากถึง 8 ช่อง (F) แยกเป็นอินพุตสำหรับสัญญาณ analog จำนวน 5 ช่อง แบ่งเป็นช่องอินพุตสำหรับสัญญาณอินพุตระดับ Line Level อย่างเช่นจากเครื่องเล่นซีดี, จาก external DAC หรือจากโฟโนสเตจ จำนวน 3 ช่อง (O) บวกกับช่อง AUX ด้านหน้า (C) อีกหนึ่งช่องรวมเป็นสี่ช่อง นอกจากนั้น ก็เป็นอินพุตสำหรับสัญญาณอะนาลอก low-voltage จากหัวเข็ม MM (P) อีกหนึ่งช่อง

ความไวของภาคโฟโนในตัว SA20 อ้างอิงที่ 5mV นั่นถือว่าค่อนข้างต่ำ ไม่เหมาะกับหัวเข็ม MC โดยสิ้นเชิง แม้แต่ MC High Output ก็ไม่ไหว ต้องหัวเข็ม MM แบบ High Gain ที่มีเอ๊าต์พุตไม่ต่ำกว่า 5mV ขึ้นไปถึงจะชัวร์ในแง่เกนแม็ทชิ่ง ยกตัวอย่างเช่นยี่ห้อ Grado รุ่น Gold2 (5mV), ยี่ห้อ Goldring รุ่น 1012 GX (6.5mV), ยี่ห้อ Rega รุ่น Bias 2, รุ่น Elys 2 และรุ่น Exact 2 (6.8 – 7.2mV), ยี่ห้อ Ortofon รุ่น 2M Black Verso, รุ่น 2M Bronze Verso (5mV) เป็นต้น หัวเข็ม MM ที่ติดมากับเทิร์นฯ ของ Sony รุ่น PS-HX500 ให้เอ๊าต์พุตแค่ 2.5mV เท่านั้น ลองฟังกับภาคขยายหัวเข็มในตัว SA20 แล้วเกนไม่พอ เสียงบางเบามาก ไร้น้ำหนัก แต่แนวเสียงออกแนวสะอาดดี ถ้าได้หัวเข็มที่มีเกนเอ๊าต์พุตตั้งแต่ 5mV ขึ้นไปน่าจะออกมาดีพอสมควรเลย ใครคิดจะใช้ภาคโฟโนของ SA20 จริงๆ จังๆ แนะนำให้เช็คเกนหัวเข็มของคุณก่อน

นอกจากอินพุตสำหรับแหล่งต้นทางที่ให้สัญญาณเอ๊าต์พุตแบบอะนาลอกแล้ว SA20 ยังให้อินพุตที่รองรับสัญญาณดิจิตัลจากแหล่งต้นทางสมัยใหม่มาด้วย โดยติดตั้งขั้วต่อ Coaxial มาให้สองช่อง กับขั้วต่อ Optical มาให้อีกหนึ่งช่อง รวมเป็น 3 ช่อง (N) โดยที่ภายในตัว SA20 ได้ติดตั้งภาค DAC คุณภาพสูงไว้รองรับการแปลงสัญญาณดิจิตัลจากอินพุตทั้งสามด้วย เป็นภาค DAC ที่ใช้ชิป DAC 32bit ของ ESS Technology เบอร์ Sabre ES9038K2M เป็นหัวใจสำคัญในการทำงาน

ช่อง Digital Inputs ของ SA20 ทั้งสองช่องรองรับเฉพาะสัญญาณ PCM โดยที่อินพุต Optical รองรับแซมปลิ้งฯ ได้ตั้งแต่ 32kHz ขึ้นไปจนถึงสูงสุดที่ 96kHz ในขณะที่ช่อง Coaxial รองรับแซมปลิ้งฯ ได้ตั้งแต่ 32kHz ขึ้นไปจนถึงสูงสุดที่ 192kHz

เอ๊าต์พุต

ทางด้านเอ๊าต์พุตนั้น SA20 ให้กำลังขับข้างละ 90W ที่โหลด 8 โอห์ม และปั๊มเพิ่มได้เป็น 150W ที่โหลด 4 โอห์ม เพื่อขับลำโพง home use ผ่านทางขั้วต่อสายลำโพง ส่วนอีกช่องทางคือกำลังขับที่ป้อนออกทางแจ๊คขับหูฟังขนาด 3.5mm ที่อยู่ด้านหน้า เป็นกำลังขับสูงสุดขนาด 5Vms เมื่อขับหูฟังที่มีอิมพีแดนซ์ 600 โอห์ม ซึ่งนั่นทำให้ SA20 สามารถขับหูฟัง Sennheiser รุ่น HD650 ของผมได้อย่างสบาย เพราะ HD650 มีอิมพีแดนซ์แค่ 300 โอห์มเท่านั้น ซึ่งเมื่อก่อนถือว่าโหดกับแอมป์ทั่วไป แต่กับ SA20 สเปคฯ นี้ต้องเรียกว่าเด็กๆ ครับ!

เมื่อเสียบแจ๊คหูฟังเข้าที่ช่องเสียบหูฟัง วอลลุ่มที่เอ๊าต์พุตขั้วต่อสายลำโพงด้านหลังจะถูกตัดทันที และที่หน้าจอแสดงผลจะมีสัญลักษณ์รูปหูฟังปรากฏขึ้นมา (ศรชี้)

นอกจากนั้น SA20 ยังให้ช่อง Pre-out มาอีกหนึ่งช่อง โดยมีความแรงของสัญญาณอยู่ที่ 630mV ซึ่งคุณสามารถใช้เอ๊าต์พุตช่องนี้เชื่อมต่อกับเพาเวอร์แอมป์ภายนอกทำงานร่วมกับภาคขยายในตัว SA20 เพื่อขับลำโพง Bi-Wired ในลักษณะ Bi-Amp ได้อีกด้วย.!!

การควบคุมสั่งงาน

ในกล่องมีรีโมทไร้สายมาให้ 1 อัน

เป็นรีโมทแบบมัลติฟังท์ชั่น สามารถควบคุมสั่งงานอุปกรณ์ได้ 2 ชิ้น คือนอกจากอินติเกรตแอมป์แล้ว ยังสามารถใช้รีโมทอันนี้ควบคุมสั่งงานเครื่องเล่นแผ่นเพลงของ Arcam ได้ด้วย ที่ออกมาเข้าคู่กับอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ก็คือเครื่องเล่นแผ่น CD/SACD/Stramer รุ่น CDS50

ฟังท์ชั่นบนรีโมทส่วนที่ใช้กับ SA20 จะอยู่ส่วนล่างของตัวรีโมท ภายในกรอบสี่เหลี่ยมสีแดงในภาพข้างบน ซึ่งควบคุมวอลลุ่มได้, ปรับบาลานซ์ซ้ายขวาได้, กดสั่งหยุดเสียงชั่วคราวได้, เปลี่ยนความสว่าง (ได้สองระดับ) หรือปิดหน้าจอแสดงผลได้, กดเลือกอินพุตได้ทั้ง 8 อินพุต และมีปุ่มกดสำหรับเปิด/ปิดเครื่องอยู่บนรีโมทตัวนี้ด้วย ให้ความสะดวกมาก รีโมทอันนี้ใช้พลังงานจากถ่านไฟฉายขนาด AAA สองก้อน ให้ระยะทำการไกลหลายเมตร ตัวเซ็นเซอร์ก็รับสัญญาณรีโมทได้กว้างมาก ถ้าไม่มีวัตถุทึบแสงขวางหน้าเครื่อง ผมไม่พบปัญหาในการควบคุมด้วยรีโมทเลย

นอกจากรีโมทไร้สายแล้ว ถ้าที่บ้านของคุณมีระบบโฮมเน็ทเวิร์ค คุณยังสามารถควบคุมสั่งงาน SA20 ผ่านทางแอพลิเคชั่นที่ชื่อว่า “Arcam Controlที่สามารถดาวน์โหลดมาใช้ได้ฟรี มีทั้ง Android และ iOS แต่ต้องใช้สาย LAN เชื่อมต่อระหว่างช่อง Ethernet (K) ที่ด้านหลังของ SA20 เข้ากับ router ของคุณซะก่อน

หลังจากดาวน์โหลดและติดตั้งแอพฯ Arcam Control บนอุปกรณ์พกพาของคุณแล้ว เมื่อกดเปิดแอพฯ ขึ้นมาครั้งแรกคุณจะถูกบังคับให้ต้องติ๊กตกลงยอมรับเงื่อนไขความเป็นส่วนตัวและยอมรับเงื่อนไขร้องขอสิทธิ์ในการใช้แอพฯ จาก Harman ซะก่อน (ศรชี้ทั้งสอง)

จากนั้นแอพฯ จะค้นหาตัว SA20 ที่อยู่ในวงเดียวกัน เมื่อค้นพบแล้วจะแสดงชื่ออุปกรณ์ที่ค้นพบ พร้อมกับ IP address ของเครื่องตัวนั้นขึ้นมา (ศรชี้) ซึ่งตามตัวอย่างข้างบนแสดงว่าพร้อมสำหรับใช้แอพฯ ควบคุมสั่งงานและปรับตั้งค่า SA20 แล้ว ขั้นตอนต่อไปให้ใช้นิ้วจิ้มลงไปที่ชื่อ “SA20” ..

หลังจากใช้นิ้วจิ้มลงไปที่ชื่อ “SA20แล้ว หน้าจอแอพฯ จะเปลี่ยนมาอยู่ในรูปนี้ ซึ่ง ณ จุดนี้ คุณสามารถเลือกได้ 2 อย่าง คือถ้าต้องการสั่งงานแอมป์ ให้จิ้มไปที่สัญลักษณ์กลมๆ ด้านล่างที่มีตัวอักษรกำกับไว้ว่า “Amp” (ศรชี้ทางซ้าย) ซึ่งคุณจะสามารถปรับวอลลุ่มได้ โดยใช้ปลายนิ้วจิ้มลงไปที่ภาพเสมือนของปุ่มวอลลุ่มแล้ววนปลายนิ้วไปทางขวาเมื่อต้องการเพิ่มความดัง และวนไปทางซ้ายเมื่อต้อการลดความดัง, ปรับบาลานซ์, หยุดเสียงชั่วคราว, เลือกอินพุต หรือปิดเครื่อง แต่ถ้าต้องการเข้าไปทำการปรับตั้งค่าพารามิเตอร์ในตัว SA20 ให้จิ้มลงไปที่สัญลักษณ์ฟันเฟืองด้านล่าง (ศรชี้ทางขวา) ..

หลังจากจิ้มไปที่รูปฟันเฟือง หน้าจอของแอพฯ จะเปลี่ยนมาเป็นแบบนี้ ซึ่งในนั้นมีฟังท์ชั่นให้ปรับตั้งอยู่ 3 กลุ่ม คือ (1) SETTINGS, (2) PROCESSOR MODE และ (3) INFO

ในกลุ่ม Settings คุณสามารถตั้งชื่อ SA20 ใหม่ตามใจชอบได้เลย อาจจะกำหนดเป็นโซนในบ้านก็ได้ นอกจากนั้นก็สามารถปรับความสว่างของหน้าจอได้, กำหนดระยะเวลาให้เครื่องปิดอัตโนมัติหลังจากที่ไม่มีสัญญาณอินพุตได้ หรือจะสั่งปิดฟังท์ชั่นนี้ก็ได้ ที่เจ๋งมากก็คือสามารถปรับเลือกการทำงานของ digital filter ได้ ส่วนฟังท์ชั่นในกลุ่มที่สองคือ Processor Mode มีอยู่ 2 ฟังท์ชั่นคือกำหนดอินพุตใดอินพุตหนึ่งให้เป็น bypass ซึ่งใช้ประโยชน์ในกรณีที่คุณนำ SA20 ไปใช้ร่วมกับ pre-processor ในซิสเต็มโฮมเธียเตอร์ และสามารถกำหนดวอลลุ่มได้ *ต้องระวัง อย่าเผลอปรับตั้งอินพุตใดๆ ให้เป็น Processor Mode ถ้าไม่ได้ใช้งานอินพุตนั้นกับอุปกรณ์ที่มีวอลลุ่มควบคุม

กลุ่มที่สามแสดงข้อมูลแซมปลิ้งฯ ของสัญญาณดิจิตัลอินพุตที่รับเข้ามาทางช่อง coaxial หรือ optical และแสดงเวอร์ชั่นของซอฟท์แวร์ที่ใช้ในตัว SA20

เมื่อคุณใช้อินพุต Coaxial หรือ Optical รับสัญญาณดิจิตัลเข้ามา คุณสามารถเลือกรูปแบบของวงจรดิจิตัล ฟิลเตอร์ได้ ซึ่งมีให้เลือกทดลองฟังมากถึง 7 รูปแบบ แต่ละรูปแบบจะให้เสียงแตกต่างกัน จะถามว่าแบบไหนดีที่สุด ไม่สามารถตอบได้ ต้องขึ้นอยู่กับลักษณะกราฟ frequency response ของซิสเต็มด้วย ความหมายก็คือ ถ้าคุณใช้ SA20 กับ source + ลำโพง + สายไฟ, สายสัญญาณ, สายลำโพงชุดหนึ่ง อาจจะลงตัวกับฟิลเตอร์ตัวใดตัวหนึ่ง แต่พอเปลี่ยนอุปกรณ์ในซิสเต็มไป คุณอาจจะพบว่า ฟิลเตอร์อีกตัวให้เสียงลงตัวกว่า ซึ่งเป็นไปได้ เพราะอุปกรณ์เครื่องเสียงทุกชิ้นรวมถึงแอคเซสซอรี่ทุกชิ้นต่างก็มีกราฟ frequency response (fr) เป็นของตัวเอง เมื่อเอามารวมอยู่ในซิสเต็มเดียวกัน กราฟ fr ของเครื่องทั้งหมดจะถูกหลอมรวมกันกลายเป็น frequency response สุทธิของซิสเต็มออกมาหนึ่งรูปแบบ ซึ่งอาจจะไม่ได้เรียบแฟลตจริงๆ หรืออาจจะเป็นรูปแบบที่คุณไม่ชอบ การเลือกใช้วงจรดิจิตัลฟิลเตอร์ก็เพื่อเปลี่ยน fr ของสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตของ SA20 ก่อนส่งไปที่ภาคขยายในตัวมัน ซึ่ง fr ค่าใหม่นั้นจะเข้าไปเฉลี่ยกับ frequency response ของสายลำโพงและลำโพงของคุณ ทำให้ได้เสียงออกมาต่างออกไปจากเดิม ปรากฏการณ์ที่ว่านี้ก็คล้ายคุณเปลี่ยนสายสัญญาณหรือบางฟิลเตอร์อาจจะให้ผลรุนแรงเหมือนเปลี่ยนอุปกรณ์เครื่องเสียงเลยก็ได้ในบางซิสเต็ม ดังนั้น แนะนำให้ทดลองฟังดูทุกรูปแบบแล้วเลือกรูปแบบที่ให้เสียงที่คุณชอบมากที่สุด กับซิสเต็มของคุณถ้าไม่รู้จะจับหลักอะไร ผมแนะนำให้ฟังจับที่ โฟกัสของเสียงที่คมชัดมากที่สุดก่อน อย่างไรก็ดี การเซ็ตอัพลำโพงเป็นพื้นฐานที่จำเป็นก่อนเลือกใช้ฟิลเตอร์ นั่นคือควรจะเซ็ตอัพตำแหน่งลำโพงให้ได้โฟกัสที่ดีที่สุดก่อน (โดยเลือกใช้ฟิลเตอร์ Minimum Phase Fast ตอนเซ็ตตำแหน่งลำโพง)

SA20 มาพร้อมภาคขยาย Class G
ซึ่งนั่นคือ “ไฮไล้ท์!”

ก่อนจะไปทดลองฟังเสียงของ SA20 ผมอยากจะพาคุณไปทำความรู้จักกับวงจรขยาย Class G ที่ใช้ในอินติเกรตแอมป์ตัวนี้กันก่อน ซึ่งผมว่าเป็นไฮไล้ท์สำคัญสำหรับอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ที่จะมองข้ามไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด

บางส่วนเสี้ยวของเวลากว่าสี่สิบปีที่ผ่านมา วิศวกรของ Arcam ใช้มันไปกับการพัฒนาการทำงานของภาคขยายซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของแอมปลิฟายมาโดยตลอด จนในที่สุด จึงได้สำเร็จออกมาเป็นภาคขยาย Class G ที่บรรจุอยู่ในอินติเกรตแอมป์ SA20 ตัวนี้..

ภาคขยาย Class G ของ Arcam SA20
เทียบกับ Class A และ Class AB

วงจรขยายในแอมปลิฟายมีอยู่หลายรูปแบบ ภาษาทางการเรียกวงจรขยายแต่ละรูปแบบว่า “Class” (มี Class อะไรบ้าง.? แต่ละ Class ทำงานอย่างไร.? หาความรู้ได้จาก ลิ้งค์ นี้) ซึ่งวงจรขยายแต่ละ Class มีลักษณะการทำงานต่างกัน และให้ผลกับเสียงไม่เหมือนกัน

วงจรขยายแบบ Class A (บน) และ Class AB (ล่าง)

ผมมีทำบทความอธิบายเกี่ยวกับ Class รูปแบบต่างๆ ของวงจรขยายเอาไว้ ซึ่งในนั้นอธิบายลักษณะการทำงานของวงจรขยาย Class A, Class B และ Class AB เอาไว้อย่างละเอียดแล้ว ในที่นี้ผมจะขอเปรียบเทียบระหว่าง Class A กับ Class AB แบบคร่าวๆ ขอข้าม Class B ไป เพราะเป็นรูปแบบวงจรขยายที่ไม่มีผู้ผลิตแอมป์เจ้าไหนนิยมใช้ เพราะมันมีปัญหาตรงรอยต่อระหว่างคลื่นเสียงซีกบวกกับซีกลบเยอะมาก หูของมนุษย์รับรู้ได้

วงจรขยาย Class A รูปบนจะเห็นว่า สัญญาณอินพุตถูกทรานซิสเตอร์ชุดเดียว (A) ขยายพร้อมกันแบบต่อเนื่องทั้งเฟสบวกและเฟสลบ ในขณะที่วงจรขยาย Class B ใช้ทรานซิสเตอร์ 2 ชุดแยกกันขยาย (B กับ C รูปล่าง) แล้วค่อยเอาผลการขยายของสัญญาณทั้งสองเฟสกลับมารวมกัน ซึ่งอย่างที่บอกแต่แรกว่า ขั้นตอนที่เอาเฟสสัญญาณทั้งสองซีกกลับมารวมกันนี่แหละคือต้นเหตุปัญหา ทำให้เกิดความเพี้ยน crossover distortion ขึ้นมา

Class A เสียงดีกว่า ไม่มีปัญหา crossover distortion แต่มีข้อด้อยคือกำลังขับต่ำ ทำให้วัตต์สูงๆ ได้มั้ย.? ทำได้ แต่ต้นทุนสูงมาก และยิ่งกำลังเยอะก็จะยิ่งมีความร้อนเยอะมากเป็นทวีคูณ ไม่เหมาะสมกับการใช้งานในสภาวะปกติ ด้วยเหตุนี้ นักออกแบบแอมปลิฟายจึงนิยมเอาวงจรขยาย Class A กับวงจรขยาย Class B มาผสมกัน กลายเป็น Class AB เพื่อผสมข้อดีของทั้งสอง Class มาใช้ ดูจากรูปล่าง ตรงศรชี้สีแดงนั่นคือการจัดไบอัสวงจรขยายที่เป็น Class A ซึ่งจะทำงานขณะที่วงจรขยายต้องการกำลังขยายต่ำๆ (สัญญาณเบาๆ) ซึ่งโดยปกติจะอยู่ราวไม่เกิน 5 วัตต์สำหรับอินตเกรตแอมป์ตัวไม่ใหญ่

วงจรขยายแบบ Class G ที่ใช้ใน SA20

ในแอมปลิฟายยุคก่อนๆ โดยทั่วไปแล้ว ไม่ว่าจะใช้วงจรขยาย Class A หรือ Class AB ในการขยายโวลเตจของสัญญาณ ส่วนกำลังขับที่จะใช้ต่อสู้กับโหลดของลำโพงต้องใช้กระแส (current = กำลังสำรอง) ซึ่งก็มาจากภาคเพาเวอร์ซัพพลายนั่นเอง ในแอมป์ฯ ยุคเก่าจะใช้ภาคเพาเวอร์ซัพพลายแค่ชุดเดียวในการสำรองกระแสที่จะจ่ายสนับสนุนให้กับสัญญาณในการขับดันลำโพง ดังนั้น ถ้าต้องการให้แอมป์ฯ มีกำลังสำรองเยอะๆ ไว้สู้กับลำโพงได้ดี ก็ต้องออกแบบภาคเพาเวอร์ซัพพลายให้มีขนาดใหญ่ๆ ซึ่งจะสิ้นเปลืองมากถ้าไม่ได้ใช้ คือ ผู้ใช้ใช้ลำโพงที่มีความไวสูง หรือเปิดวอลลุ่มเบา หรือเพลงส่วนใหญ่ที่ฟังมีช่วงสัญญาณเบาๆ เยอะ

ในยุคที่สัญญาณอินพุตไม่ได้มีอัตราสวิงของไดนามิกที่กว้างมาก คือช่วงพีคกับช่วงเบาสุดต่างกันไม่กี่ dB แบบนี้กำลังสำรองก็ไม่ค่อยเป็นประเด็น ในแอมป์ตัวเล็กๆ ที่ออกแบบเพาเวอร์ซัพพลายเล็กๆ พีคได้แค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ก็พอรับมือไหว ไม่ค่อยมีปัญหาในการใช้งาน แต่ในยุค Hi-Res Audio อย่างปัจจุบันนี้ สัญญาณดิจิตัล Hi-Res ที่ถูกแปลงผ่าน DAC ออกมาเป็นสัญญาณอะนาลอกจะให้อัตราสวิงของไดนามิกที่กว้างกว่ายุคก่อนมาก คนที่ฟังเพลงคลาสสิกจะรู้ดี ช่วงที่เบาของเพลงคลาสสิกที่บรรเลงโดยวงออเคสตร้าแทบจะออกมาเป็นเสียงกระซิบ ในขณะที่ช่วงโหมทั้งวงจะสนั่นหวั่นไหวยังกะฟ้าถล่ม ซึ่งแอมป์ที่ดีนั้นจะต้องสามารถรับมือได้อย่าง นิ่งๆทั้งช่วงเบาที่รายละเอียดไม่จมหาย และช่วงโหมที่ไม่แสดงอาการแผดจ้าจนทนฟังไม่ได้ ซึ่งแอมป์ที่มีคุณสมบัติแบบนั้นต้องมีภาคเพาเวอร์ซัพพลายที่ใหญ่พอไว้สนับสนุนการขยายสัญญาณช่วงโหมนั่นเอง

เลื่อนกลับขึ้นไปดูภาพด้านบนอีกที จะเห็นว่า Class G ที่ Arcam ออกแบบขึ้นมาใช้กับ SA20 นั้น จะว่าไปแล้ว โดยพื้นฐานมันก็คือภาคขยายแบบ Class AB นั่นเอง เพียงแต่ว่ามีการปรับปรุงในภาคเพาเวอร์ซัพพลาย คือแทนที่จะใช้ภาคเพาเวอร์ซัพพลายแค่ชุดเดียว (ซัพพลาย A ในภาพ) เหมือนวงจรขยาย Class AB ทั่วไป พวกเขาก็ออกแบบภาคเพาเวอร์ซัพพลายเพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งชุด (เพาเวอร์ซัพพลาย B) ซึ่งตอนที่สัญญาณอินพุตเข้ามาเบาๆ ภาคเพาเวอร์ซัพพลายชุด A จะทำงานชุดเดียว (ลูกศรชี้สีแดง) และเมื่อใดที่สัญญาณอินพุตพีคขึ้นไปสูงๆ ภาคเพาเวอร์ซัพพลายชุด B ก็จะถูกชาร์จเข้ามาสนับสนุนช่วยอีกแรง (ลูกศรชี้สีม่วง) และถ้าสัญญาณอินพุตลดอัตราสวิงต่ำลงไปภาคเพาเวอร์ซัพพลายชุด B ก็จะหยุดการทำงานลง ปล่อยให้ภาคเพาเวอร์ซัพพลายชุด A ทำงานตามลำพัง

จะเห็นว่า ลักษณะการจ่ายกำลังขับของวงจรขยายใน SA20 จะทำงานคล้ายระบบเทอร์โบชาร์จของรถยนต์ ซึ่งตัวสัญญาณจะถูกขยายด้วยวงจรขยาย Class A โดยมีภาคเพาเวอร์ซัพพลายทั้งสองชุดค่อยช่วยสนับสนุนให้ขับดันลำโพงได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดเวลา แบบนี้เรียกว่าเพาเวอร์ซัพพลายแบบสวิชชิ่งหรือเปล่า.? จริงแล้วก็ใช่ครับ ถ้ามองที่ลักษณะการทำงานของภาคเพาเวอร์ซัพพลายชุด B ที่ทำบ้างหยุดบ้าง ไม่ต่อเนื่อง.. แล้วแบบนี้จะส่งผลเสียกับความต่อเนื่องในการสวิงไดนามิกของเสียงหรือไม่.? สามารถทำให้ไม่เกิดผลเสียได้ เนื่องจากประสาทหูของมนุษย์มีความจำกัดในการตรวจจับ คือต้องออกแบบสปีดในการเปิด/ปิดการทำงานของภาคเพาเวอร์ซัพพลายชุด B ให้เร็วมากๆ จนทันกับอัตราสวิงของสัญญาณ หูของเราก็จะไม่สามารถรับรู้ถึงช่วงการเปิด/ปิดการทำงานของภาคเพาเวอร์ซัพพลายชุด B เปรียบเทียบคล้ายกับความเร็วของพัดลม 3 ใบพัด เมื่อหมุนเร็วถึงจุดหนึ่ง ตาของเราจะไม่สามารถจับสปีดในการหมุนของใบพัดทั้งสามใบได้ คือจะมองเห็นว่าใบพัดทั้งสามใบหยุดนิ่งอยู่กับที่ ทั้งๆ ที่มันกำลังหมุนอยู่

ทีมวิศวกรของ Arcam ใช้ DSP (Digital Signal Processing) ที่มีสปีดในการประมวลผลเร็วมากๆ ในการจัดการตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของสัญญาณอินพุต เมื่อพบว่าสัญญาณเริ่มเปลี่ยนอัตราสวิงขึ้นไปสูงมากๆ DSP จะส่งคำสั่งไปกระตุ้นให้ภาคเพาเวอร์ซัพพลายชุด B ส่งกระแสเข้ามาสนับสนุน ซึ่งประสิทธิภาพของ DSP ในปัจจุบันมันเร็วมาก เมื่อนำมาใช้งานในส่วนนี้จึงทำงานได้ผลดีกว่าวงจร feedback แบบอะนาลอกแบบเดิมมาก

แม็ทชิ่งเตรียมทดสอบ SA20

ในสเปคฯ ของ SA20 แจ้งว่าให้กำลังขับอยู่ที่ 90W ที่โหลด 8 โอห์ม วัดจาก 20Hz – 20kHz และสามารถปั๊มกำลังขับขึ้นไปได้ถึง 150W ที่โหลด 4 โอห์มเมื่อวัดที่ความถี่ 1kHz ซึ่งประสิทธิภาพของเสียงที่ได้จาก SA20 แปรผันไปตามแหล่งสัญญาณอินพุตด้วย นั่นคือ ถ้าคุณป้อนด้วยสัญญาณอะนาลอกจากหัวเข็มที่มีความแรงเท่ากับ 5mV เข้าไปที่อินพุต Phono ของ SA20 คุณจะได้ความถี่ของเสียงออกมาจาก SA20 ครอบคลุมตั้งแต่ 20Hz – 20kHz โดยมีไดนามิกเร้นจ์ (S/N ratio) อยู่ที่ 80dB แต่ถ้าป้อนด้วยสัญญาณอะนาลอกจากอุปกรณ์เครื่องเล่นต่างๆ ที่มีความแรง 1V เข้าทางช่อง Analog Input ของ SA20 คุณจะได้ความถี่ตอบสนองของสัญญาณอยู่ที่ 20Hz20kHz โดยมีไดนามิกเร้นจ์ (S/N ratio) ที่กว้างกว่าคือ 106dB (วัดที่กำลังขับ 50W)

แต่กรณีที่คุณป้อนสัญญาณ digital เข้าทางช่อง coaxial หรือ optical ของ SA20 คุณจะได้ไดนามิกเร้นจ์ของสัญญาณเสียงออกมากว้างที่สุดคือ 115dB (ความถี่ตอบสนองตั้งแต่ 20Hz – 20kHz) โดยมีความเพี้ยนฮาร์มอนิกรวม (THD) ต่ำเรี่ยดิน คืออยู่ที่ 0.0007% เท่านั้น! นั่นเป็นมรรคผลที่ได้รับมาจากชิป DAC ของ ESS Technology เบอร์ ES9038K2M นั่นเอง..

ส่วนการแม็ทฯ กับลำโพงนั้น ผมทดสอบ SA20 โดยอาศัยสูตรในการแม็ทชิ่งลำโพง+แอมป์ฯ ที่ผมใช้ส่วนตัวอยู่เป็นประจำ นั่นคือ กำลังขับของแอมป์อย่างต่ำที่หวังผลได้ เท่ากับ “กำลังขับสูงสุดที่ลำโพงแนะนำ x 75 แล้วหารด้วย 100ซึ่งลำโพง Wharfedale รุ่น EVO 4.2 ที่ผมเลือกมาจับคู่ทดสอบกับลำโพงคู่นี้แนะนำกำลังขับสูงสุดของแอมป์เอาไว้ที่ 120W ที่ 8 โอห์ม เข้าสูตรคำนวนแล้วเท่ากับว่า กำลังขับที่ SA20 มีอยู่คิดเป็น 75% ของกำลังขับสูงสุดที่ลำโพงแนะนำไว้พอดี นั่นเท่ากับว่า การแม็ทชิ่งจับคู่ระหว่าง SA20 + EVO 4.2 มีโอกาสโป๊ะเช๊ะลงตัวมากนั่นเอง

อีกประเด็น เท่าที่ทราบมาคร่าวๆ ราคาของ EVO 4.2 อยู่ที่ประมาณสองหมื่นกลางๆ ในขณะที่ SA20 มีราคาขายอยู่ที่ 60,000 บาท/ตัว ซึ่งทำให้การแม็ทชิ่งในแง่ของราคาก็ถือว่าลงตัวตามแนวทางของผมอีก เพราะผมนิยมจัดแอมป์ให้มีราคาสูงกว่าลำโพงประมาณสองเท่าตัวขึ้นไปอยู่แล้ว เพื่อให้มั่นใจว่าแอมป์สามารถขับลำโพงได้หมดจริงๆ เมื่อ SA20 กำหนดราคาขายอยู่ที่ 60,000 บาท ดังนั้น ลำโพงที่น่าจะทำให้ SA20 ขับออกมาได้หมดจดก็ไม่ควรจะมีราคาสูงกว่า 30,000 บาท

พูดถึงลำโพงที่มีสเปคฯ คล้ายกับ EVO 4.2 และเหมาะสมกับ SA20 ยังมีอีกตัวนี้ นั่นคือ Focal รุ่น Chora 806 ที่ผมได้ทำรีวิวไปแล้ว (ลิ้งค์นี้) และผมได้ยกให้ Chora 806 เป็นหนึ่งในลำโพงที่คุณต้องลองฟังให้ได้ก่อนตัดสินใจถ้าตั้งงบไว้ไม่เกิน 30,000 บาท! จากตัวเลขกำลังขับสูงสุดที่ Chora 806 แนะนำไว้ก็เท่ากับกำลังขับที่ EVO 4.2 แนะนำไว้ นั่นคือ 120W ที่โหลด 8 โอห์มเหมือนกัน แถมราคาขายก็ไม่เกิน 30,000 เหมือนกันอีก จากการที่ผมใช้ SA20 ลองขับลำโพง Chora 806 ก็ได้เสียงออกมาดีมากเช่นกัน ลักษณะเสียงที่แผ่ออกมาหลุดจากตัวตู้ทำให้รู้ว่ากำลังขับของ SA20 สามารถขับ Chora 806 ได้เต็มที่ (ใช้สายลำโพงของ Kimber Kable รุ่น 12TC)(รีวิว)

ทางด้าน Source หรือแหล่งต้นทางสัญญาณที่ใช้ทดสอบ ผมใช้เครื่องเล่นแผ่นของ Pioneer รุ่น LX500 (รีวิวทำหน้าที่เล่นแผ่นเพลง CD และ DVD-A แล้วส่งสัญญาณดิจิตัล PCM ไปทดสอบช่องดิจิตัล อินพุตของ SA20 และลองเล่นแผ่น SACD แล้วปล่อยสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์ไปทดสอบช่อง Analogue Input ของ SA20 ด้วย นอกจากนั้น ผมยังได้ใช้ Network Streamer ของ Magnet รุ่น Elite S เล่นไฟล์ไฮเรซฯ PCM และ DSD แล้วส่งสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์ไปทดสอบช่องอินพุต Analogue input ของ SA20 อีกทางหน่ึ่งด้วย ซึ่งการลองเล่นกับ source ที่หลากหลายก็เพื่อให้วิเคราะห์แนวเสียงของ SA20 ได้แม่นยำยิ่งขึ้น

สุดท้ายเพื่อให้หายคาใจ ผมได้เปลี่ยนมาใช้ชุด Source ที่ผมกำลังคลั่งไคล้มากๆ ในการทดลองฟังกับ SA20 ด้วย นั่นคือ roon: nucleus + MyTek: Brooklyn Bridge โดยมีลิเนียร์ เพาเวอร์ซัพพลายของ Nordost รุ่น QSource ทำหน้าที่จ่ายไฟเลี้ยงให้กับ nucleus และ Brooklyn Bridge

เสียงของ Arcam: SA20

โดยปกติแล้ว เมื่อคุณทำการเปลี่ยนอุปกรณ์เครื่องเสียงชิ้นใหม่เข้าไปในซิสเต็มเดิมของคุณ อุปกรณ์ชิ้นนั้นจะเข้าไปทำให้เสียงของซิสเต็มของคุณเปลี่ยนไป ทันทีคือถ้าเป็นซิสเต็มที่คุณฟังอยู่ประจำ คุณจะรับรู้ได้ทันทีว่าเสียงของซิสเต็มเปลี่ยนไปหลังจากได้ทำการเปลี่ยนอุปกรณ์ชิ้นใหม่เข้าไปแทนที่ชิ้นเก่า หลังจากนั้น ถ้าคุณใช้เวลาฟังต่อไปอีกสักหน่อยและเริ่มรู้สึกคุ้นชินในเวลาอันสั้น คือบอกไม่ได้ว่า เสียงที่ฟังอยู่ (หลังจากเปลี่ยนอุปกรณ์ชิ้นใหม่เข้าไป) ต่างจากตอนใช้อุปกรณ์ตัวเดิมตรงไหนบ้าง.? แบบนั้นก็พอจะประเมินได้ว่า อุปกรณ์ชิ้นใหม่ที่เปลี่ยนแทนชิ้นเก่าเดิมของคุณให้เสียงที่ ไม่ต่างไปจากเดิมมาก เพราะถ้าเสียงต่างกันมากๆ คุณจะไม่ชินเร็ว และจะค้นพบความแตกต่างระหว่างชิ้นใหม่กับชิ้นเก่ามากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากให้เวลาฟังต่อเนื่องไปนานๆ

สำหรับนักเล่นฯ ที่ยังใหม่กับสนามนักฟัง จะฟังความแตกต่างของคุณสมบัติทางด้าน บุคลิกเสียงได้ง่ายกว่าคุณสมบัติทางด้าน คุณภาพเสียงอย่างเช่น พอเปลี่ยนอุปกรณ์ชิ้นใหม่เข้าไปแล้วทำให้เสียงเบสมากขึ้นกว่าชิ้นเก่า ซึ่งส่งผลให้เสียงมีบุคลิกที่ออกแนว dark มีความหนานุ่มมากขึ้น หรือมีเสียงแหลมมากขึ้นกว่าชิ้นเก่าจึงส่งผลให้บุคลิกเปลี่ยนไปในลักษณะที่สดใสกว่าเดิม ซึ่งทั้งสองกรณีนั้นเป็นผลทางด้านโทนัลบาลานซ์ แบบนี้จะฟังออกง่ายกว่ากรณีที่เปลี่ยนอุปกรณ์ชิ้นใหม่เข้าไปแล้วมีผลกับคุณสมบัติที่เป็นส่วนของ “คุณภาพเสียง” อย่างเช่นทำให้เสียงแหลมดีขึ้น หรือเสียงทุ้มดีขึ้น เพราะในแง่ปริมาณของเสียงทุ้มหรือปริมาณของเสียงแหลมที่มากขึ้นหลังจากเปลี่ยนอุปกรณ์ชิ้นใหม่เข้าไป ไม่ได้เป็นตัวตัดสินว่าเสียงจะมีคุณภาพเสียงดีขึ้นเสมอไป

แต่จากประสบการณ์ของผม ผมพบว่า มีคุณสมบัติของเสียงอยู่ 2 ข้อ ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่ทำการเปลี่ยนอุปกรณ์ชิ้นใหม่เข้าไปแทนที่ชิ้นเก่าแล้วรับรู้ได้ถึงคุณสมบัติสองข้อนี้ ผมจะสรุปได้เลยว่า อุปกรณ์ชิ้นใหม่ที่เปลี่ยนเข้าไปนั้นทำให้คุณภาพเสียงของซิสเต็มดีขึ้นอย่างแน่นอน คุณสมบัติที่ว่านั้นก็คือ น้ำหนักเสียง” กับ “ความใส” ซึ่งในแง่น้ำหนักเสียงนั้น เราจะรับรู้ได้จากลักษณะ ความเข้มของมวลเสียงที่เพิ่มมากขึ้น เมื่อฟังต่อเนื่องนานไปอีกนิด เราก็จะรับรู้เพิ่มเติมถึงน้ำหนักการย้ำเน้นของอิมแพ็ค หรือสัมผัสแรงที่นักดนตรีกระทำกับเครื่องดนตรีของเขา ซึ่งในบางสถานการณ์นั้น มวลของเสียงเครื่องดนตรีเหล่านั้นอาจจะไม่ได้มีมากขึ้น หรือหนาขึ้น แต่ทว่า เราจะรับรู้ได้ถึง น้ำหนักในการขยี้ตัวโน๊ตของนักดนตรีที่ชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม ส่วนความใสนั้นก็เข้ามาช่วยทำให้เรารับรู้ถึงรายละเอียดส่วนยิบย่อยได้ดีขึ้น อย่างเช่น รายละเอียดของฮาร์มอนิก, รายละเอียดของแอมเบี้ยนต์ รวมไปถึงรายละเอียดของ texture หรือผิวของชิ้นดนตรี

อัลบั้ม : Tchaikovsky/Mendelssohn: Violin Concertos (DSD64)
ศิลปิน : Isaac Stern, The Philadelphia Orchestra, Eugene Ormandy; conductor

อัลบั้มชุดนี้เป็นอัลบั้มแรกที่ทำให้ผมเกิดความสนใจอยากฟังเสียงไวโอลินจากเพลงคลาสสิก ซึ่งเสียงของไวโอลินที่ผมชอบก่อนจะมาเริ่มฟังเพลงคลาสสิกก็คือเสียงไวโอลินจากเพลง “Dust In The Wind” ของ Kansas (ลิ้งค์) ครั้งแรกที่ผมได้ฟังเสียงไวโอลินของ Isaac Stern จากอัลบั้มชุดนี้มันอยู่ในรูปของแผ่นเสียงของเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งามัยที่ผมเริ่มเล่นเครื่องเสียง เป็นแผ่นที่เจ้าของรักมาก เขาเอามาเปิดให้ผมฟังหลังจากที่ผมร้องขอให้เขาช่วยแนะนำอัลบั้มที่โชว์เสียงไวโอลินที่ดีมากๆ ให้ผมเอาไว้ลองฟังเพื่อศึกษา (เพื่อนคนนี้เป็นนักฟังเพลงคลาสสิก) หลังจากได้ฟังเสียงของแผ่นเสียงอัลบั้มนี้แล้ว ผมจำเสียงไวโอลินในอัลบั้มนี้ได้ติดหู และพยายามตามหาซื้อแผ่นเสียงอัลบั้มนี้มานาน เคยเจอครั้งหนึ่งที่ร้านคุณประเสริฐ ไฮไฟ คลับ หลายปีมาแล้ว แต่ใจไม่ถึงเพราะราคาสูงมาก ต่อมาตอน Sony โปรโมทฟอร์แม็ต SACD ผมไปพบงานอัลบั้มชุดนี้ถูกทำออกมาเป็นแผ่น SACD โดยค่าย Sony Classics วางขายอยู่ในโชว์รูมที่ห้างเอ็มโพเรี่ยม เป็นแผ่น SACD แบบ Single Layer ที่มีแต่ชั้นสัญญาณ DSD 2 Ch เท่านั้น ไม่มีชั้น CD Layer และไม่มีชั้นมัลติแชนเนลด้วย ผมรีบซื้อมาทันที แต่หลังจากนำไปลองฟังกับเครื่องเล่น SACD หลายต่อหลายเครื่องก็ไม่เคยได้ยินเสียงของอัลบั้มนี้ออกมาใกล้เคียงกับที่ผมเคยฟังจากแผ่นเสียงครั้งนั้นเลย

จนมาถึงวันนี้ ผมริป SACD แผ่นนี้ออกมาเป็นไฟล์ DSD64 และนำมาเล่นกับซิสเต็มฟร้อนต์เอ็นด์ที่ผมกำลังคลั่งไคล้ตอนนี้ คือ roon: nucleus + MyTek: Brooklyn Bridge + Nordost: Blue Heaven (USB cable) + Nordost: QSource แล้วส่งสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์ฯ จาก Brooklyn Bridge ไปที่อินพุต CD: Analogue ของ Arcam: SA20 ด้วยสายสัญญาณของ Atlas: Mavros Ultra (RCA) ขับลำโพงรุ่น EVO 4.2 ของ Wharfedale ผ่านสายลำโพง Kimber Kable รุ่น 12TC ซึ่งเสียงของอัลบั้มนี้ที่ผมได้ยินวันนี้มันมีหลายอย่างที่ เข้าใกล้กับเสียงของอัลบั้มนี้ที่ผมได้ฟังครั้งแรกจากแผ่นเสียงในอดีต อย่างแรกคือความเข้มและหนาแน่นของเนื้อมวลเสียง โดยเฉพาะเสียงไวโอลินที่ห่างจากคำว่าบางไปไกล ซึ่งที่ผ่านๆ มาทุกครั้งที่ผมฟังไฟล์ DSD ชุดนี้ที่ผมริปไว้ ผมมักจะพบว่า เสียงออกมาแย่มาก เสียงไวโอลินไม่เข้มข้น โดยรวมไม่เปิดกระจ่าง รายละเอียดบางส่วนจมอยู่ใต้พื้นแบ็คกราวนด์เสียงที่อับทึบ เหมือนบัวที่โผล่ไม่พ้นน้ำ ไดนามิกก็ไม่เต็ม ไม่ได้โชว์พลังสีที่เกี้ยวกราดของไอแซค สเติร์นออกมาให้ได้ยินเลย แต่วันนี้ผมรู้สึกตื่นเต้นมาก! เพราะเสียงของอัลบั้มนี้ออกมาใกล้เคียงกับที่ผมเคยได้ยินในอดีต วันนี้ผมได้สัมผัสกับลีลาขยับคันชักที่เจนจัดของไอแซค สเติร์นอย่างเต็มที่ รายละเอียดหลายๆ อย่างพรั่งพรูออกมาให้ได้ยินอย่างที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน ฟังแล้วรู้สึกอิ่มเอมมาก รู้สึกได้ถึงความเป็น virtuoso ของ ไอแซค สเติร์น และสัมผัสได้ถึงความดุเดือดที่ไอแซคดวลกับวงฟิลาเดลเฟียฯ ผ่านการควบคุมของฮูจินี นอมังดี

อัลบั้ม : Quality Of Silence (DSD64)
ศิลปิน : The Steve Davis Project

หลังจากฟังเสียงไวโอลินของ Isaac Stern จบลงไปแล้ว ผมรู้สึกได้ถึงคุณสมบัติอะไรบางอย่างขึ้นมาเลาๆ ซึ่งน่าจะเป็นบุคลิกของ SA20 และเพื่อให้แน่ใจ ผมรีบค้นหาเพลงในฮาร์ดดิสของผมที่น่าจะใช้ทดสอบคุณสมบัติของ SA20 ที่ผมได้ยินให้แน่ใจอีกที และแล้วผมก็พบสิ่งที่ต้องการ นั่นคืองานเพลงแนว free jazz ของวงควินเตท The Steve Davis Project ชุดนี้ ซึ่งเป็นงานบันทึกเสียงชุดแรกๆ ของค่าย DMP ของ Tom Jung ที่ใช้เทคนิคการบันทึกเสียงด้วยระบบ DSD ตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งแนวเพลงที่วงนี้เล่นในอัลบั้มชุดนี้ก็ออกแนว mellow คือโทน dark แบบที่ไม่เน้นเข้ม โทนโลว์คีย์ เหมือนมองผ่านเข้าไปในม่านหมอกที่คละคลุ้งแต่เยือกเย็นและบางเบา หลายครั้งที่ความดังของเสียงโน๊ตดนตรีอยู่ในระดับต่ำเรี่ยอยู่กับระดับของ noise floor โดยเฉพาะเสียงเคาะฉาบของ Steve Davis เอง ซึ่งหากว่าซิสเต็มให้ S/N ratio ไม่สูงพอ มีโอกาสมากที่รายละเอียดบางส่วนของเสียงจะต้องจมหายไปใต้สัญญาณรบกวนแน่ๆ

แต่สิ่งที่ผมได้ยินผ่านซิสเต็มทดสอบชุดนี้ ซึ่งมี SA20 เป็นตัวกำกับทางด้านกำลัง ผมสัมผัสได้กับรายละเอียดที่แผ่วๆ เบาๆ เหล่านั้นโดยไม่ต้องเงี่ยหูฟังเลย และไม่ได้เป็นไปในลักษณะที่ ถูกดันหรือ boost ขึ้นมาให้ได้ยินด้วย เนื่องจากผมยังคงรับรู้ได้ถึงลักษณะของสนามเสียงที่มีความลึกและกว้างอยู่ครบ เสียงรัวสแนร์เบาๆ กับเสียงเคาะฉาบแผ่วๆ ในเพลง “Bye Bye Blackbirdแทรคที่สองของอัลบั้มนี้ยังคงวางตำแหน่งลึกเข้าไปในพื้นที่ด้านหลังของเวทีเสียงโดยมีเสียงกีต้าร์ของ John Hart กับเสียงเบสของ Drew Grass ดวลกันอยู่บริเวณด้านหน้า

สิ่งที่ได้ยินจากอัลบั้มชุดนี้ ทำให้ผมมั่นใจว่า SA20 ให้พื้นเสียงที่ใสและสะอาดมากเป็นพิเศษ.. ขอย้ำว่าเป็นพิเศษจริงๆ !! และนั่นเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ตัวเสียงแต่ละชิ้นมีความเข้มข้นและมีน้ำหนักที่แสดงออกไปในลักษณะของการย้ำเน้น ส่งผลให้มองเห็น (ด้วยหู) ตัวเสียงแต่ละชิ้นได้ชัดเจนมากโดยไม่ต้องเพ่งให้เมื่อยลูกกะตา ซึ่งความใสสะอาดของพื้นเสียงที่ SA20 ให้ออกมานี้มันไปกันได้ดีเลยกับไฟล์ DSD และไฟล์ไฮเรซฯ PCM ที่เล่นผ่านฟร้อนต์เอ็นด์สุดโปรดของผมชุดนี้.!!

ระหว่างการทดสอบ SA20 ผมเปลี่ยนสลับลำโพงให้มันทดลองขับ 2 – 3 คู่ คือ Wharfadale: EVO 4.2, Focal: Chora 806 และ Totem Acoustics: The One ซึ่งคู่หลังสุดคือ The One นั้นผมตั้งใจเอามาทดสอบพละกำลังของ SA20 โดยเฉพาะ หลังจากที่ผมพบว่ากำลังขับ 90W ต่อข้างของ SA20 ขับดันทั้ง EVO 4.2 และ Chora 806 จนหลุดตู้กระจุยกระจายไปแล้ว มันทำให้ผมสงสัยกับกำลังสำรองชุดที่สองของ SA20 มาก ผมเลยยก The One ขึ้นขาตั้งให้ SA20 ทดสอบพละกำลังดูหน่อย

อย่างแรกที่ผมตรวจจับได้ นั่นคือ ลักษณะของเสียงที่ถูกฉีกดันออกไปอยู่นอกตู้ ซึ่งก็คือพฤติกรรมของเสียงหลุดตู้ ซึ่ง SA20 ก็ทำให้เกิดขึ้นกับ The One ได้เหมือนกัน ซึ่งก่อนทดลองฟังผมไม่คิดว่ามันจะทำได้ แม้ว่าเทียบกันแล้ว กับเพลงเดียวกัน SA20 ฉีกตำแหน่งของชิ้นดนตรีออกไปจากตัวตู้ของ EVO 4.2 ได้ไกลกว่า ลอยออกไปเต็มตัวมากกว่า และนอกจากจะดันตัวเสียงออกไปแล้ว SA20 ยังดันมวลแอมเบี้ยนต์ที่ห้อมล้อมอยู่รอบๆ ตัวเสียงออกไปด้วย ซึ่งตอนทดลองขับ The One ในส่วนของแอมเบี้ยนต์ที่ห้อมล้อมตัวเสียงทำได้ไม่ดีเท่ากับตอนขับ EVO 4.2 แสดงว่ากำลังสำรองของ SA20 ดันเสียงในย่านทุ้มของตัว The One ออกมายังไม่หมด ทำให้โครงสร้างฮาร์มอนิกที่ล้อมรอบตัวเสียงไม่ถูกดันออกมาด้วย

พอรู้ว่ากำลังทดสอบ SA20 อยู่ มีคนส่ง messenger เข้าไปถามผมว่า ให้ช่วยทดสอบเสียงกลางของ SA20 ให้ด้วย เพราะเขาสงสัยว่า แอมป์ Class G มันให้เสียงกลางหยาบหรือเนียน.? อือมม.. ผมเองก็ยังไม่คุ้นเคยกับภาคขยาย Class G สักเท่าไร.? เคยฟังแอมป์ของ Arcam ซีรี่ย์ก่อนหน้าที่ใช้ Class G มาแล้วเหมือนกัน แต่ตอนนั้นก็ยังไม่รู้สึกชอบ ยังไม่โดนเท่าไร ผมติว่าน้ำหนักเสียงยังไม่ค่อยเข้ม แต่มาถึง SA20 ตัวนี้เสียงมันเปลี่ยนไปเยอะมาก ถ้าจะให้ผมพูดก็คล้ายกับว่าทีมออกแบบปรับจูน Class G ของพวดเขาจนลงตัวแล้วในซีรี่ย์นี้

อัลบั้ม : Red Hot Audiophile 2010 (DSD64)
ศิลปิน : Various Artists

ตามคำขอ ผมเลือกอัลบั้มรวมเพลงชุดนี้มาทดสอบ เนื้อเสียงที่ SA20 ให้ออกมา ซึ่งอัลบั้มนี้นอกจากจะมีเพลงร้องหลายเพลงแล้ว ยังมีเพลงบรรเลงที่โชว์เสียงเครื่องดนตรีชัดๆ อีกด้วย อย่างแทรคแรกเพลง “Silenceซึ่งเป็นการดวลกันระหว่างกีต้าร์โปร่งของ Joel Xavier กับดับเบิ้ลเบสของ Ron Carter ซึ่ง SA20 สามารถจัดวางตำแหน่งของเสียงทั้งสองเสียงในแทรคนี้ออกมาได้เป๊ะมากๆ เสียงกีต้าร์ของโจแอลสถิตย์อยู่ทางด้านขวาของผม เยื้องออกมาด้านหน้าลำโพงข้างขวานิดนึง ในขณะที่เสียงกระตุกเบสของรอน ถอยลงไปอยู่หลังระนาบลำโพงเยื้องไปทางด้านซ้าย ครองตำแหน่งได้อย่างแม่นยำและนิ่งสนิทตลอดการบรรเลง รายละเอียดสุดยอดมาก ทุกองค์ประกอบที่ทำให้เกิดเสียงปรากฏออกมาให้ได้ยินครบหมด เสียงแรงกระตุกสายที่ส่งผ่านปลายนิ้ว เสียงสายเบสที่ถอยกลับไปกระแทกหย่อง ทุกอากัปกิริยาของการกระทำต่อเครื่องดนตรีปรากฏชัดออกมาหมด

พอมาถึงแทรคเพลงร้อง ผมก็ได้ยินเสียงร้องที่ลอยผุดขึ้นมาในอากาศแบบเข้มๆ เต็มไปด้วยมวลเสียงที่สะอาดและนุ่มเนียน ไม่มีส่วนไหนเลยที่ส่อไปทางดิจิตัล จะว่าไปแล้ว ถ้าจะให้ผมบอกตรงๆ ว่าเสียงกลางของ SA20 ที่ได้ยินผ่าน EVO 4.2 เป็นอย่างไร.? ผมบอกเลยว่า เหมือนเอาแอมป์หลอดซิงเกิ้ลเอ็นด์ กับแอมป์โซลิดสเตจที่ใช้ภาคขยาย Class A เข้ามารวมกัน คือเสียงร้องที่ได้ยินจากอัลบั้มนี้ ไม่ว่าจะเป็นเสียงของ Lisa Wahladt, Anita Meyer, Ayako Hosogawa, Etta Cameron, Nicki Parrott, Mona Larsen และ Sigvart Dagsland ทุกคนต่างก็มีบุคลิกที่เป็นของเขาเอง แต่สิ่งที่ออกมาเหมือนกันก็คือเนื้อเสียงที่อิ่มเข้มกำลังดี มวลเนียนสะอาด ไม่มีอาการหยาบให้ได้ยินเลย ยิ่งไปกว่านั้น ตัวเสียงที่ลอยเด่นในอากาศมีทรวดทรงเป็นสามมิติ ก็เป็นจุดเด่นอีกอย่างหนึ่งที่ SA20 ทำได้ดีมาก

ลองใช้งาน SA20 ขับลำโพงแบบ Bi-Amp

SA20 มีช่อง Pre-Out มาให้ ซึ่งถูกออกแบบมาให้ผู้ใช้สามารถเพิ่มเพาเวอร์แอมป์ 2 แชนเนลเข้ามาในระบบอีกหนึ่งตัวเพื่อร่วมกับภาคขยายในตัว SA20 ขับลำโพงในลักษณะที่เรียกว่า Bi-amp ได้

ผมทดลองใช้เพาเวอร์แอมป์ของ Audiolab รุ่น 8300XP (140W ที่ 8 โอห์ม) เข้ามารองรับสัญญาณจากช่อง Pre-Out ของ SA20 แล้วส่งไปขับวูฟเฟอร์ของ EVO 4.2 ส่วนตัวทวีตเตอร์ยังคงใช้ภาคขยายในตัว SA20 ขับ เปลี่ยนสายลำโพงทั้งสองชุดให้เหมือนกัน โดยใช้ของ Furutech รุ่น FS-301 ทั้ง 4 เส้น ส่วนสายสัญญาณระหว่าง Pre-Out ของ SA20 กับอินพุตของ 8300XP ผมใช้สายสัญญาณของ Atlas รุ่น Equator MK III ยาวหนึ่งเมตร

จากการทดลองฟัง ผมพบว่า โทนเสียงที่ออกมามันไม่กลืนกันระหว่างกลางต่ำกับทุ้มต้นๆ เหมือนจะมีหลุมจมลงไปที่ย่านความถี่แถวๆ นั้น แต่ในแง่ของการใช้งานก็ใช้ได้ไม่มีอะไรผิดพลาด เมื่อเร่งวอลลุ่มที่ SA20 ความดังตลอดทั้งย่านเสียงก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ในปริมาณที่เท่ากัน เพียงแต่ว่า ในแง่ของโทนเสียงมันไม่กลืนกัน ผมว่าถ้าต้องการใช้งาน SA20 ในลักษณะของ Bi-Amp อย่างนี้แนะนำให้ใช้เพาเวอร์แอมป์ของ Arcam ซีรี่ย์เดียวกันน่าจะให้เสียงที่กลืนกันมากกว่า

สรุป

SA20 ทำให้ผมรู้สึกผิดคาดไปมาก! กับการประเมินจากขนาดรูปร่างภายนอกของมัน ผมไม่คาดคิดว่ากำลังของมันจะเยอะจนสามารถขับดันลำโพงออกมาได้ดี เสียงหลุดตู้และให้คอนทราสน์ที่ต่อเนื่อง ซึ่งแสดงถึงความสามารถในการควบคุมพลังที่เยี่ยมยอด แม้ขณะที่ดนตรีโหมหนักๆ มันก็ไม่มีอาการวอกแวก แสดงถึงภาคเพาเวอร์ซัพพลายที่แข็งแรงเป็นพิเศษ ต้องยกนิ้วให้กับตัวเลข 90W ของอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ ซึ่งผมขอเตือนเลยว่า อย่าได้ประมาทกับอินติเกรตแอมป์ตัวนี้อย่างเด็ดขาด.!!

ถ้ามีโอกาสแนะนำให้ลองฟัง โดยเฉพาะคนที่วางงบสำหรับอัพเกรดแอมปลิฟายด้วยเม็ดเงิน 60,000 บาท คุณต้องฟังแอมป์ตัวนี้ให้ได้ก่อนตัดสินใจ.!!! /

***********************
ราคา : 60,000 บาท / ตัว
***********************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย:
บ. Deco2000
โทร. 08987-08987
facebook: @DECO2000Thailand

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า