รีวิวเครื่องเสียง Meze Audio รุ่น RAI Solo หูฟังอินเอียร์ จากประเทศโรมาเนีย

ผมมีโอกาสได้ไปงานแถลงข่าวเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัท Deco2000 ที่เพิ่งได้รับเป็นตัวแทนในประเทศไทยไปเมื่อเดือนมีนาคม 2563 ที่ผ่านมา (NEWS) ซึ่งในงานนั้น มิสเตอร์ Antonio Meze ผู้ก่อตั้งแบรนด์ชาวโรมาเนียได้ให้เกียรติเดินทางมาพรีเซ็นต์ด้วยตัวเองถึงประเทศไทย เนื่องจากแบรนด์นี้เริ่มดำเนินกิจการมาตั้งแต่ปี 2011 อายุแบรนด์เกือบจะสิบปีเข้าไปแล้ว พวกเขาจึงมีผลิตภัณฑ์ที่ตลาดรู้จักอยู่พอสมควร หูฟังที่แบรนด์นี้ผลิตออกมายุคแรกจะมีเฉพาะแบบฟูลไซร้ 3 รุ่น ไล่จากรุ่นใหญ่ไปรุ่นเล็กคือ Empyrean รุ่นนี้กวาดรางวัลมาเยอะ, 99 Classics และ 99 Neo เป็นรุ่นรองๆ ลงมา เมื่อตอนมาเปิดตัวในประเทศไทยเมื่อต้นปีนั้น คุณ แอนโทนิโอ เมซ แกได้พรีเซ็นต์ถึงหูฟังอินเอียร์ 2 รุ่นแรกที่กำลังจะทำออกมาด้วย ชื่อว่า RAI Penta และ RAI Solo

คุณ Antonio Meze กับหูฟังรุ่น Empyrean

Meze Audio : RAI Solo
มันคือ ปฏิมากรรมที่มีเสียง.!!

จุดขายสำคัญของแบรนด์นี้มีอยู่ 2 ประเด็นใหญ่ๆ ประเด็นแรกคือ ความสวยงามซึ่งจุดขายข้อนี้สะท้อนมาตั้งแต่รุ่น Empyrean แล้ว ทีมออกแบบที่อยู่เบื้องหลังรูปโฉมของหูฟังแบรนด์นี้ไม่ธรรมดา ใครที่มีโอกาสได้เห็นและสัมผัสกับหูฟังรุ่นนั้นคงจะยอมรับโดยดุษฎีว่ามันช่างเลิศล้ำมากในแง่ของดีไซน์ที่ดูปราณีต วิจิตรบรรจง และแฝงไว้ด้วยลวดลายศิลปะที่ดูแปลกตา เป็นการออกแบบที่ผสมผสานความคลาสสิกกับวิศวกรรมเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว

ส่วนจุดขายประการที่สองก็คือ คุณภาพเสียงที่ถูกปรับจูนมาโดยอิงกับความเป็นดนตรีมากกว่าลักษณะเสียงที่ คนหลงเสียงชื่นชอบ เหตุผลก็ไม่มีอะไรซับซ้อน เพราะตัวเจ้าของแบรนด์คือคุณแอนโทนิโอ เมซ แกเป็นคนที่เล่นดนตรีก่อนจะมาทำหูฟังนั่นเอง

รูปร่างหน้าตาของ RAI Solo

A = Nozzle หรือท่อนำเสียงลงสีไว้เพื่อกำกับแชนเนล ซ้าย = ฟ้า, และขวา = แดง
B = ขั้วต่อสายหูฟังแบบ MMCX

รูปร่างภายนอกของ RAI Solo มีความโดดเด่นเป็นพิเศษ บอดี้ของมันทำด้วยโลหะสแตนเลสสองชิ้นประกบกัน ซึ่งทางผู้ผลิตอ้างว่า สแตนเลสเป็นโลหะที่มีความแกร่งสูง เรโซแนนซ์ต่ำ จึงไม่มีอาการ สั่นพ้องไปกับแรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นจากการขยับตัวของแผ่นไดอะแฟรมของตัวไดเวอร์ นั่นคือเหตุผลที่บอดี้ของหูฟังรุ่นนี้มีเรโซแนนซ์ต่ำ จึงส่งผลดีต่อ S/N ratio ของเสียงที่เกิดขึ้น

นอกจากคุณสมบัติของเนื้อโลหะสแตนเลสเองที่ให้เรโซแนนซ์ต่ำ ยังมีการออกแบบลักษณะรูปทรงของตัวบอดี้ที่มีผนังส่วนที่ขนานกันอยู่น้อยมาก พื้นผิวของตัวบอดี้ส่วนใหญ่จะมีลักษณะโค้งมนและมีความหนาของเนื้อโลหะแต่ละจุดที่ต่างกัน จึงมีส่วนช่วยในการลดเรโซแนนซ์ลงไปได้อีกทางหนึ่ง นั่นทำให้พื้นแบ็คกราวนด์เสียงของหูฟังตัวนี้มีความสงัดเงียบ เปิดโอกาสให้รายละเอียดของเสียงแสดงตัวออกมาได้ครบถ้วน ทั้งในส่วนของสัญญาณระดับ High Level และ Low Level ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่มีความจำเป็นและสำคัญมากๆ สำหรับหูฟัง

ผิวนอกของตัวบอดี้แต่งลายในตัวด้วยวิธีปัดเงา ไม่ลงสี ทำให้ไม่มีการหลุดลอก ไม่เป็นสนิท คงความเงางามไปตลอดอายุใช้งาน

ตัวท่อนำเสียง (nuzzle) มีขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลางกับความยาวของท่อเท่ากันคืออยู่ที่ 0.5 .. ปากท่อมีตะแกรงปิดกันสิ่งแปลกปลอมตกลงไปในหูฟัง ทั้งสองข้างจะทำสีเอาไว้ต่างกันให้เป็นที่สังเกต ข้างขวาจะเป็นสีแดง ส่วนข้างซ้ายเป็นสีฟ้า

ดีไซน์

แอนโทนี่ เมซ เลือกให้ RAI Solo ทำงานในโหมด single driver โดยใช้ไดเวอร์ไดนามิกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 9.2 .. เป็นตัวสร้างความถี่เสียงตัวเดียวทั้งแบนด์วิธ ไล่ตั้งแต่ 18Hz ขึ้นไปจนถึง 22kHz ซึ่งไดเวอร์ตัวนี้เป็นไดเวอร์ที่ทาง Meze Audio ออกแบบขึ้นมาเป็นพิเศษด้วยเทคโนโลยีที่ชื่อว่า “Unified Pistonic Motion

คือโดยปกติแล้ว ไดเวอร์แบบไดนามิกทั่วไปจะใช้ไดอะแฟรมที่ไม่มีความเป็นตัวนำไฟฟ้า เมื่อต้องอาศัยแรงดึง/ดันจากการขยับตัวของกระบอกวอยซ์คอย จึงต้องทำการต่อสายตัวนำทองแดงไปแปะไว้ที่ไดอะแฟรมของไดเวอร์ด้านหนึ่ง ทำให้ขณะทำงานจริง แรงดึง/ดันของวอยซ์คอยจะกระทำลงบนตำแหน่งที่ติดเส้นตัวนำทองแดง มากกว่าตำแหน่งอื่นๆ ทำให้การขยับตัวเดินหน้าถอยหลังของไดอะแฟรมไม่เสมอกันไปทั้งแผ่น ทาง Meze Audio แก้ไขปัญหานี้โดยใช้ไดอะแฟรมที่มีคุณสมบัติเป็นตัวนำไฟฟ้าในตัว จึงไม่จำเป็นต้องแปะสายตัวนำทองแดงจากวอยซ์คอยมาที่ตัวไดอะแฟรม มีผลให้แผ่นไดอะแฟรมเคลื่อนตัวเดินหน้าถอยหลังโดยสมมาตรเสมอกันไปทั้งแผ่น ซึ่งแน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อคลื่นเสียงที่ไดอะแฟรมสร้างขึ้นมา คือช่วยลดความผิดเพี้ยนในส่วนของ THD (Total Harmonic Distortion) ลงไปได้มาก, ช่วยทำให้เสียงกลางมีความคมชัดมากขึ้น และทำให้ได้เสียงทุ้มที่ดีขึ้นด้วย

หูฟังตัวนี้ผ่านการพัฒนามานานถึง 4 ปี โดยเริ่มมาตั้งแต่ขั้นตอนค้นหารูปแบบของบอดี้ ไล่มาเรื่อยทีละขั้น ปรับเปลี่ยนและทดสอบไปที่ละจุด จนมาสำเร็จเมื่อปี 2019 ที่ผ่านมานี้เอง นับเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผ่านขั้นตอนการคิดและลมือทำที่เข้มข้นมากตัวหนึ่ง

แม็ทชิ่งกับจุกยาง

ขั้นตอนแรกคือแม็ทชิ่งจุกยางเข้ากับตัวหูฟัง ซึ่งในกล่องมีจุกยางซิลิโคนสีดำแถมมาให้ 3 รูปแบบ มีอยู่ 2 แบบที่ให้มา 3 ขนาด (S, M, L) ส่วนอีกแบบให้มาแค่ M, L รวมเป็น 8 คู่ ซึ่งจุกยางที่ให้มามีความสำคัญกับเสียงของหูฟังคู่นี้มาก

อุปกรณ์ที่ให้มา มีกล่องแข็งสำหรับพกพา, สายสัญญาณ และจุกยาง

เพราะสายสัญญาณที่ให้มาใช้คู่กับหูฟังคู่นี้ใช้ตัวนำทองแดงเคลือบด้วยโลหะเงินจึงถ่ายทอดความถี่เสียงในย่านกลางขึ้นไปทางสูงออกมาในปริมาณที่ค่อนข้างเยอะ หากควบคุมไม่ดี มีโอกาสที่เสียงโดยรวมจะออกไปทางเจิดจ้าจนเลยเถิดไปถึงระดับจัดจ้านได้ง่ายมาก ใครที่เป็นเซียนหูฟังอยู่แล้วจะทราบดีว่า รูปทรงของจุก, วัสดุที่ใช้, ขนาดของจุก และลักษณะหูของผู้ฟังแต่ละคน เหล่านี้ล้วนมีผลต่อเสียงที่ได้จากการใช้หูฟังคู่กับจุกยางที่ให้มา จุกยางแต่ละตัวที่ให้มาจะมีผลกับเสียงทั้งสองลักษณะคือทั้ง คุณภาพเสียงและ บุคลิกเสียงซึ่งบอกไม่ได้เลยว่า หูของคุณจะเหมาะกับจุกอันไหนมากกว่ากัน แนะนำให้ทดลองทุกอันที่ให้มา แล้วคุณจะพบว่า จุกยางมีผลกับเสียงมากอย่างไม่น่าเชื่อ มันสามารถทำให้เสียงของหูฟังผกผันได้ตั้งแต่ดีมากๆ ลงไปจนถึงแย่สุดเลยทีเดียว.!!

ขั้วต่อสายสัญญาณกับตัวหูฟังเชื่อมต่อกันด้วยขั้วต่อแบบ MMCX ชุบทอง ล็อค/ปลดล็อคง่าย สามารถหมุนได้รอบ ช่วยให้สะดวกในการสวมใส่ และด้วยรูปทรงของบอดี้ที่ถูกออกแบบมาให้สอดรับลงตัวกับช่องว่างภายในใบหู บวกกับน้ำหนักของตัวบอดี้เองทำให้เวลาสวมใส่ตัวหูฟังจะฝังตรึงอยู่ในช่องหูได้อย่างแนบแน่น และตรงส่วนปลายของสายสัญญาณด้านที่เชื่อมต่อกับตัวหูฟังมีท่อหดหุ้มไว้และมีเส้นโลหะเล็กๆ ดามไว้ด้านใน ทำให้สามารถดัดให้ล็อคยึดแนบกับหลังหูได้ ไม่หลุดง่าย ถือว่าคิดเยอะพอสมควรและให้ความสำคัญกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ

แม็ทชิ่งกับเครื่องเล่นไฟล์เพลงพกพา

ทดลองฟังกับเพลเยอร์ AR รุ่น M-200, Astell&Kern รุ่น AK Jr., Sony รุ่น ZX100 และรุ่น A100TPS

ทดลองฟังกับเพลเยอร์ Sony รุ่น ZX507

ผมมีเวลาเบิร์นฯ และทดลองใช้งานหูฟังตัวนี้นานนับเดือน มีโอกาสทดลองแม็ทชิ่ง RAI Solo กับเครื่องเล่นไฟล์เพลงพกพา (DAP = Digital Audio Player) ที่มีอยู่หลายตัว ส่วนมากจะเป็นเพลเยอร์ที่มีราคาไม่เกิน 20,000 บาท ผมพบว่า RAI Solo ไปได้กับเพลเยอร์ทุกตัวที่มีอยู่ เนื่องจากมันมีอิมพีแดนซ์ต่ำแค่ 16 โอห์ม เท่านั้น จึงไม่ได้ต้องการกำลังขับมาก แค่กำลังขับจากเพลเยอร์ตัวเล็กๆ ก็ขับได้สบายสำหรับความดังสูงสุดที่ระดับ 105dB (+/-3dB) ของหูฟังตัวนี้ ซึ่งเฉลี่ยวอลลุ่มที่ผมใช้ของเพลเยอร์แต่ละตัวจะอยู่ระหว่าง 40 – 70% เท่านั้นเพื่อความดังที่มากพอในการฟังแบบเน้นรายละเอียดและไดนามิกเต็มๆ

เมื่อ ความสามารถของกำลังขับระหว่าง DAP กับหูฟัง RAI Solo ไม่ได้มีปัญหา ประเด็นพิจารณาในการแม็ทชิ่งจึงไปตกอยู่ในแง่ของโทนเสียง, โทนัลบาลานซ์ และรายละเอียดมากกว่า

ทีแรกที่เห็นสายสัญญาณที่แถมมากับตัวหูฟัง ผมยอมรับว่ามีความกังวลกับเสียงที่จะได้ออกมาเพราะจากประสบการณ์ที่ได้ฟังสายสัญญาณที่ใช้ตัวนำเคลือบเงินแบบนี้มักจะมีปัญหาในแง่ของเสียงที่สว่างโพลน (bright) มากเกินไป บางตัวเลวร้ายถึงขนาดที่เรียกว่าแหลมจัดก็มีเยอะ แต่เมื่อผมทดลองเลือกจุกยางที่ให้มาจนได้ตัวที่เข้ากับช่องหูของผมมากที่สุด สามารถชีลด์เสียงจากภายนอกได้ดีที่สุดแล้ว ผมพบว่า เสียงโดยรวมที่ออกมาก็ไม่ได้จี๊ดจ๊าดมากอย่างที่เกรง

หลังจากนั้นผมก็ทดลองเอาจุกยางที่ผมใช้เป็นประจำมาทดลองใช้กับ RAI Solo เทียบกับจุกยางที่แถมมากับหูฟัง ผมพบว่า หูฟังที่ผมใช้อยู่ประจำให้เสียงของ RAI Solo ออกมาน่าพอใจกว่าจุกยางที่แถมมาพอสมควร *จุกยางที่ผมใช้อยู่ผมค้นมาจากของเก่าๆ ที่แถมมากับหูฟังหลายๆ ตัวที่มผมมีอยู่ แต่ผมจำไม่ได้แล้วว่าเป็นของหูฟังตัวไหน ลักษณะซิลิโคนนิ่มสีขาวขุ่น ทำเป็นทรงกรวยระฆังคว่ำ ส่วนท่อแกนตรงกลางที่ใช้รัดตรึงกับท่อนำเสียงของหูฟังเป็นสีดำ ทำด้วยพีวีซีที่มีลักษณะแข็งกว่าซิลิโคนนิดหน่อย ดูเผินๆ จะคล้ายกับจุกยี่ห้อ Spinfit

ถ้าคุณมีจุกยางที่ใช้ดีกับหูฟังอินเอียร์ตัวอื่นอยู่แล้ว แนะนำให้ใช้จุกยางนั้นกับหูฟัง RAI Solo ตัวนี้ในการทดลองฟัง เพราะมันจะมีผลกับเสียงอย่างมาก

เสียงของ RAI Solo

เป็นเรื่องดีเบตกันมานานแล้ว ระหว่างหูฟังที่ใช้ไดเวอร์ไดนามิกตัวเดียว (single-driver) ในการสร้างความถี่เสียงตลอดทั้งย่านเสียง กับหูฟังที่ใช้ไดเวอร์หลายตัว (multi-driver) ทำงานร่วมกัน แบบไหนให้เสียงดีกว่ากัน.? ซึ่งจริงๆ แล้ว ถ้ามีโอกาสได้ทดลองฟังหูฟังทั้งสองประเภทมาจนมากพอ คุณจะทราบว่า ทั้งสองประเภทต่างก็มีทั้งข้อดีและข้อด้อยซึ่งกันและกัน

แบบดอกเดียว (single-driver) ที่ออกแบบมาดี จะมีข้อดีคือให้ความต่อเนื่องระหว่างความถี่แต่ละย่านที่เชื่อมต่อเป็นผืนเดียวกัน เฟสสัญญาณไม่ผิดแน่ แต่มีข้อด้อย (หรือให้ถูกต้องเรียกว่าข้อจำกัด) ในการให้ความดังที่จำกัด มันค่อนข้างเลือกแอมป์ที่มีกำลังขับ พอดีๆกับความต้านทานของตัวมัน คือแอมป์มากไปไม่ได้ช่วยให้เสียงดี กลับไป push ไดอะแฟรมให้เข้าสู่ขอบเขตของคำว่า overload ได้ง่าย ซึ่งจะมีผลทำให้ไดนามิกอั้น เสียงโดยรวมจะตื้อๆ ด้านๆ สวิงไดนามิกได้ไม่กว้าง และปลายเสียงแหลมจะมีอาการแตกซ่านและเซ็งแซ่ ซึ่งหูฟังแบบ multi-driver จะทนกำลังขับได้สูงกว่า ตอบสนองความถี่ได้กว้างกว่า ถ้าออกแบบดีๆ ไม่มีปัญหาตรงรอยต่อระหว่างไดเวอร์แต่ละตัวอันเนื่องมาจากการจัดเน็ทเวิร์คไม่ดี เสียงจะออกมาขาดความต่อเนื่องในการไล่ความถี่เสียง และอาจจะถึงขั้นทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า เสียงสองบุคลิกโดยเฉพาะเสียงกลาง อย่างเช่น เสียงร้องที่คาบเกี่ยวอยู่ระหว่างไดเวอร์สองตัว กลางกับกลางสูง อาจทำให้เวลานักร้องโหนเสียงขึ้นโน๊ตสูงๆ ลักษณะเสียงจะเปลี่ยนเฉดไปเมื่อเทียบกับตอนร้องโน๊ตต่ำๆ ซึ่งอาจจะฟังยากสำหรับคนที่ยังไม่มีประสบการณ์ฟังมากพอ แต่กับนักฟังแก่พรรษาที่ฟังจับประเด็นนี้ได้มักจะยอมรับปัญหานี้ไม่ได้

ความยากของการทำให้หูฟังแบบไดเวอร์เดี่ยวให้ผลลัพธ์ของเสียงที่น่าพอใจก็คือต้องใช้ความละเอียดในการแม็ทชิ่งสภาพแวดล้อมในซิสเต็มเพลย์แบ็ค ทุกจุดไล่ตั้งแต่เพลเยอร์, สายสัญญาณ ไปจนถึงจุกยาง ซึ่งในขั้นตอนรายงานผลการรับฟังเสียงของ RAI Solo ครั้งนี้ ผมใช้จุกยางของผมเป็นหลักในการทดลองฟัง ส่วนเพลเยอร์ผมใช้ Sony รุ่น A100TPS เป็นหลักเช่นกัน และแน่นอนว่า ตอนฟังผมก็ปรับตั้งโหมดการปรับแต่งเสียงของ A100TPS ไว้ที่ตำแหน่ง “Directโดยไม่มีการปรับแต่งเสียงจากอินพุตแต่อย่างใด

อัลบั้ม : Blow By Blow (DSF64)
ศิลปิน : Jeff Beck
ค่าย : Sony Music (2001)

อัลบั้มนี้เป็นเพลงแนวแจ๊สผสมร็อค อย่างเป็นทางการจะเรียกว่า Jazz Fusion หรือ Instrumental Rock พระเอกอยู่ที่เสียงกีต้าร์ของ Jeff Beck แต่กระนั้น เสียงดนตรีประกอบก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนในแง่ของฝีไม้ลายมือ โดยเฉพาะเสียงคีย์บอร์ดของ Max Middleton กับเสียงกลองของ Richard Bailey นั้นเข้ามาช่วยเพิ่มความเป็นแจ๊สให้กับอัลบั้มนี้ได้เยอะเลย ตอนฟังอัลบั้มนี้กับชุดเครื่องเสียงบ้าน ผมไม่เคยเซ็ตอัพให้ได้เสียงที่มีความแน่นหนาและเข้มข้นเหมือนตอนฟังผ่านหูฟังดีๆ ได้เลย ต้องใช้ซิสเต็มที่มีคุณภาพสูงและการแม็ทชิ่งก็ต้องลงตัวมากๆ และต้องมีห้องฟังด้วย เพราะการที่จะปลดปล่อยไดนามิกของอัลบั้มนี้ออกมาให้สวิงได้เต็มที่ต้องใช้ระดับวอลลุ่มที่ค่อนข้างสูง ห้องฟังจะต้องเก็บเสียงได้ดีและมีสภาพอะคูสติกที่ดีด้วย

บอกตามตรงว่า ช่วงเวลาที่ผมแฮ้ปปี้กับการฟังอัลบั้มนี้มากที่สุดทุกวันนี้คือฟังผ่านหูฟัง และที่ผ่านมาก็ต้องเป็นหูฟังขนาดใหญ่ขับด้วยแอมป์ดีๆ เท่านั้น กับชุดพกพาหาชุดที่แม็ทชิ่งลงตัวยาก มาเที่ยวนี้ผมโชคดีแล้ว A1000TPS + RAI Solo คู่นี้ให้อรรถรสในการฟังอัลบั้มนี้ออกมาสู้กับ HD650 + แอมป์หูฟังดีๆ ได้เลย คือมันไม่ได้สู้ได้ในสเกลเดียวกัน หากแต่สิ่งที่ผมได้ยินผ่าน A100TPS + RAI Solo ครั้งนี้มันได้เสียงที่ ย่อส่วนมาจาก HD650 + แอมป์หูฟังดีๆ ที่เคยฟัง ไดนามิกที่ออกมาไม่มีอาการอั้นหรือตื้อ ผมใช้วอลลุ่มของ A100TPS อยู่ที่ 75 เป็นระดับความดังที่คลี่คลายไดนามิกออกมาได้เต็มสเกลตั้งแต่เบสสุด (softness) ขึ้นไปจนถึงระดับดังสุด (lodudest) โดยไม่มีอาการขลิบ รายละเอียดของทุกเสียงถูกเปิดเผยออกมาให้ได้ยินครบถ้วนหมดทุกเม็ดด้วยระดับการเปิดโปร่ง (openness) ที่พอดีๆ กับความสามารถในการรับฟังของหู ไม่ดังจนเกินไป ไม่ถึงระดับ threshold of pain คือฟังได้มันส์เต็มอรรถรสโดยไม่ปวดหู

อัลบั้ม : Cafe Blue (FLAC 16/44.1)
ศิลปิน : Patricia Barber
ค่าย : FIM

อัลบั้มนี้บันทึกเสียงมาแนว Low-key คือเด่นไปทางกลางลงต่ำมากกว่ากลางขึ้นสูง เสียงเบสของอัลบั้มนี้คือไฮไล้ท์ ถ้าซิสเต็มเพลย์แบ็คไม่ให้ความใสกระจ่าง (transparent) ที่ดีพอ และไม่มีระดับของ noise floor ที่ต่ำพอ คุณค่าและอรรถรสของอัลบั้มนี้จะถูกทำให้หดหายลงไปเยอะมาก ซึ่งผมพบว่าหูฟัง RAI Solo คู่นี้ตอบสนองความถี่ต่ำในอัลบั้มนี้ออกมาได้ดีมาก แม้ว่าปลายเสียงเบสของ Michael Arnopol จะลากหางยาวไปหน่อย ทำให้ติดนุ่มไปนิด แต่ก็มีข้อดีคือทำให้ผมได้ยินรายละเอียดของเสียงเบสได้ชัดและครบถ้วนมากขึ้น คือตั้งแต่หัวเสียงบอดี้หางเสียง รับรู้ได้ว่าโน๊ตเบสแต่ละโน๊ตเกิดขึ้นคงอยู่ และสลายพลังงานลงไปแบบไหน

ขณะกำลังฟังอัลบั้มนี้ ช่วงหนึ่งที่ผมลืมไปเลยว่ากำลังฟังหูฟังที่ใช้ไดเวอร์แค่ตัวเดียว.! นั่นทำให้ผมฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า มันเป็นหูฟังแบบ single-driver ที่เยี่ยมยอดมาก.!! เพราะนอกจากเสียงทุ้มที่ถ่ายทอดออกมาได้ดีแล้ว แม้แต่เสียงแหลม อย่างเช่นเสียงแส้ไล้ไปบนกลองสแนร์ที่แผ่วเบาในเพลง “The Thrill Is Goneหูฟังตัวนี้ก็ยังสามารถถ่ายทอดออกมาให้ได้ยินได้อย่างชัดเจน ซึ่งประเด็นที่กลัวสำหรับหูฟังที่ใช้ไดเวอร์ตัวเดียวก็คือ ความถี่ตอบสนองซึ่งหากตัวไดเวอร์ที่ใช้ไม่มีประสิทธิภาพที่สูงพอ มันอาจจะไม่สามารถถ่ายทอดความถี่ได้กว้างมาก ซึ่งหูฟับางตัวผู่ออกแบบจึงต้องเลือกปรับจูนให้ไปเอาดีทางด้านทุ้มมากกว่าแหลม ในขณะที่บางตัวก็กลับกันไปเอาดีทางแหลมมากกว่าทุ้ม แต่กับ RAI Solo ตัวนี้ผมยังไม่พบว่ามันมีปัญหานี้ ซึ่งหากกลับไปดูที่สเปคฯ ของ RAI Solo ในหัวข้อ Frequency Response จะเห็นว่ามันสามารถตอบสนองความถี่เสียงได้กว้างมาก คือตั้งแต่ 18Hz – 22kHz จึงไม่ควรจะมีปัญหาที่ความถี่ด้านใดหลุดหายไป

ฟังมาถึงเพลง “Yellow Car IIIผมก็สะดุดหูกับเสียงเปียโนในแทรคนี้ ซึ่งแทรคนี้มือเปียโนคือ Patricia Barber รวมหัวกับมือกีต้าร์คือ John McLean แตะมือกันรุมมือกลองคือ Mark Walker อย่างดุเดือด ในขณะที่มาร์ค วอล์คเกอร์เองก็สู้ยิบตา เป็นการดวลที่มันมาก และเป็นแทรคที่ชี้ให้เห็นถึงความสามารถในการรองรับทรานเชี้ยนต์ไดนามิกที่เยี่ยมยอดของ RAI Solo ซึ่งสามารถจับเอาทรานเชี้ยนต์ของหัวโน๊ตกลองและเปียโนออกมาได้ทั้งเร็ว, กระชับ และเคลียร์ โมชั่นของเสียงไม่มีอาการเลอะเลือนหรือพล่าเบลอของอิมเมจเลย นี่แหละคือข้อดีของหูฟังที่ใช้ไดเวอร์ตัวเดียว.!

อัลบั้ม : Anthology of Bread (FLAC 16/44.1)
ศิลปิน : Bread
ค่าย : Elektra (1985)

หลังจากทดลองฟังงานเพลงหลากหลายรูปแบบไปแล้ว อัลบั้มสุดท้ายที่ผมทดลองฟังกับหูฟัง RAI Solo คู่นี้ก็คืออัลบั้มนี้ เพื่อทดสอบคุณภาพการถ่ายทอดเสียงในย่านกลางของหูฟังตัวนี้ โดยเฉพาะแทรคที่มีช่วงร้องประสานอย่าง “It Don’t Matter To Meและ “Truckinซึ่ง RAI Solo สามารถแกะคำร้องของ David Gates ออกมาได้อย่างน่าหลงไหล มัน (หูฟังคูนี้) ชี้ให้เห็นเลยว่า เดวิด เกตส์เป็นนักร้องที่มีแก้วเสียงที่นุ่มหวานเป็นพรสวรรค์ ผสานกับทักษะในการเลี้ยงลมหายใจในการลากเสียงให้ค่อยๆ ผ่อนคลายไปตามโน๊ตดนตรีได้อย่างงดงาม เป็นการสื่อสารทางอารมณ์ที่ทำให้ผู้ฟังบังเกิดความเคลิบเคลิ้ม ล่องลอยอยู่ในภวังค์

เพลง “Ifและ “Aubreyเป็นการตอกฝาโลงผนึกเป็นคำตัดสินสุดท้ายได้เลยว่า RAI Solo เป็นหูฟังที่ให้เสียงกลางออกมาดีมากๆ โดยเฉพาะเสียงร้องที่ให้คอนทราสน์ที่ดีเยี่ยม ความต่อเนื่องเป็นยอด ซึ่งเป็นคุณสมบัติเด่นของหูฟังที่ใช้ไดเวอร์เดี่ยวแบบนี้

สรุป

ผลิตภัณฑ์บางตัวเกิดขึ้นมาในโลกเพื่อที่จะเป็น ทางผ่านที่หลายๆ คนมองข้าม เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะ ราคาของมันที่ไม่ได้สูงมาก ทำให้บางคนมองว่าน่าจะไม่สุด จะไปสู้ตัวที่แพงกว่าได้อย่างไร.? แต่ผลิตภัณฑ์แบบนี้แหละที่ผู้ผ่านโลกมาแล้วจะย้อนกลับมาหาเมื่อปลายทางแห่งการเรียนรู้มาถึง

ผมแปลกใจมากเมื่อทราบว่าราคาขายของ RAI Solo ตัวนี้ที่ผู้ผลิตกำหนดไว้ไม่ถึง 10K บาท เพราะไม่ว่าจะพิจารณามุมไหน จะในแง่งานสร้างหรือเรื่องของเสียง คุณค่าของมันก็ไม่น่าจะน้อยกว่า 10K บาท นะ ถือว่าเป็นระดับราคาที่ตั้งไว้ต่ำกว่าที่ผมคาดพอสมควร และน่าจะไม่เกินเอื้อมสำหรับหลายๆ คนที่ต้องการคำว่า คุณภาพเหลืออย่างเดียวที่ต้องทำคือ ให้ความละเอียดในการแม็ทชิ่งเพลเยอร์+จุกยางให้มากหน่อยเท่านั้น /

********************
ราคา : 7,900 บาท / คู่
********************
สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่
. Deco2000
โทร. 089-870-8987

facebook: @DECO2000Thailand

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า