รีวิวเครื่องเสียง – ทดสอบตัวกรองไฟ 3 สัญชาติ 4 รุ่น 4 ยี่ห้อ 4 ระดับราคา Shunyata Research, Transparent, Sine และ Clef Audio

การจัดการกับ ระบบพื้นฐานนั่นคือ ระบบไฟฟ้าและ ห้องฟังให้อยู่ในมาตรฐานสากล เป็นภาระกิจที่จำเป็นอย่างมากสำหรับการเล่นเครื่องเสียงที่เน้นคุณภาพเสียงจริงๆ จังๆ เพราะอุปกรณ์เครื่องเสียงทุกชิ้นถูกออกแบบมาภายใต้มาตรฐานที่สูงมาก ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานการตรวจวัดประสิทธิภาพการทำงานของลำโพงที่ต้องกระทำกันในห้องที่มีการจัดระเบียบสภาพอะคูสติกอย่างดี นั่นคือห้องไร้เสียงสะท้อน เมื่อนำลำโพงคู่นั้นมาใช้ ก็ควรจะมีการจัดระเบียบสภาพอะคูสติกภายในห้องที่เหมาะสมกับการใช้ฟังลำโพงคู่นั้นด้วย ส่วนอุปกรณ์เครื่องเสียงประเภทที่ใช้ไฟฟ้าทั้งหลาย ต่างก็ผ่านการตรวจวัดประสิทธิภาพด้วยเครื่องมือวัดภายใต้ระบบไฟที่สะอาด ปราศจากขยะทางไฟฟ้า เมื่อนำอุปกรณ์เครื่องเสียงเหล่านั้นมาใช้ เราก็ควรจะนำมาใช้ภายใต้สภาพของระบบไฟที่สะอาดปราศจากขยะทางไฟฟ้าด้วย จึงจะได้รับรู้ถึงประสิทธิภาพของอุปกรณ์เครื่องเสียงออกมาได้อย่างที่ควรจะเป็น

Power Conditioner
ตัวกรองไฟ

ไม่ใช่ของใหม่ ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลายในกลุ่มของนักเล่นเครื่องเสียงที่เอาจริงเอาจังในการรีดเค้นประสิทธิภาพออกมาจากชุดเครื่องเสียง Power Conditioner คืออุปกรณ์เครื่องเสียงที่จัดอยู่ในกลุ่มของ อุปกรณ์เสริม” (accessories) เป็นเครื่องประกอบที่ไม่ใช่เครื่องหลักของชุดเครื่องเสียง ถึงจะไม่มี ชุดเครื่องเสียงก็ยังสามารถทำงานได้ปกติ หน้าที่หลักของเพาเวอร์ คอนดิชั่นเนอร์ก็คือช่วยขัดขยะทางไฟฟ้าออกไปจากระบบไฟที่ใช้หล่อเลี้ยงชุดเครื่องเสียง ซึ่งจะมีผลทำให้อุปกรณ์เครื่องเสียงทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง

จุดประสงค์ในการนำเอาตัวเพาเวอร์ คอนดิชั่นเนอร์มาใช้ในซิสเต็มก็เพื่อช่วยขจัดขยะที่เข้ามารบกวนระบบไฟของซิสเต็ม ซึ่งผลลัพธ์ของมันจะส่งผลกับเสียง 2-3 ด้านขึ้นอยู่กับการออกแบบ อย่างแรกสุดคือ ความสะอาดของพื้นเสียงเนื่องจากพื้นฐานหลักของอุปกรณ์เพาเวอร์ คอนดิชั่นเนอร์ก็คือ วงจรฟิลเตอร์ที่ช่วยกรองสัญญาณรบกวนและคลื่นรบกวนประเภท EMI, RFI รวมถึง Vibration รูปแบบต่างๆ ซึ่งหากออกแบบวงจรฟิลเตอร์ได้ดี สิ่งที่ถูกกรองทิ้งไปก็จะเป็นคลื่นรบกวนต่างๆ แต่ถ้าออกแบบมาไม่ดีพอ วงจรฟิลเตอร์ที่ใช้กรองจะตัดเอาความถี่เสียงบางความถี่ออกไปด้วย ซึ่งเราสามารถรับรู้ผลลัพธ์ที่ได้จากการใช้ตัวเพาเวอร์ คอนดิชั่นเนอร์ในซิสเต็มได้ 2 ทาง คือจากการฟัง รายละเอียดของเสียงดนตรีด้วยหู และใช้ความรู้สึกสัมผัสกับ แอมเบี้ยนต์ที่อยู่นอกเหนือระดับการได้ยิน

ผลงานอย่างที่สองของเพาเวอร์ คอนดิชั่นเนอร์ที่ออกแบบมาดีก็คือ พลังเสียงซึ่งแสดงออกมาในลักษณะของอัตราสวิงไดนามิกที่เปิดกว้างขึ้น ทำให้การเคลื่อนไหวของเสียงมีการเน้นย้ำน้ำหนักที่ดีขึ้น เนื่องจากวงจรไฟฟ้าในตัวอุปกรณ์เครื่องเสียงทุกตัวทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะไม่ถูกรบกวนโดยคลื่นขยะในกระแสไฟนั่นเอง

ผมเลือก Power Conditioner มาทดสอบประสิทธิภาพพร้อมกัน 4 รุ่น 4 ยี่ห้อ 4 ระดับราคา และมาจาก 3 สัญชาติผู้ผลิต สองตัวแรกมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา นั่นคือยี่ห้อ Shunyata Research รุ่น Denali 6000/s Version 2 (ราคา = 203,000 บาท/เครื่อง) กับยี่ห้อ Transparent รุ่น PowerWave (ราคา = 64,620 บาท/เครื่อง) ตัวที่สามมาจากฮ่องกง ยี่ห้อ Sine รุ่น S20A (ราคา = 31,250 บาท/เครื่อง) และตัวที่สี่เป็นผลิตภัณฑ์ของคนไทย ยี่ห้อ Clef Audio รุ่น PowerBRIDGE-8 (ราคา = 8,400 บาท/เครื่อง)

* คำแนะนำ

สำหรับคนที่ตั้งใจจะซื้อหา Power Conditioner มาใช้ ผมขอแนะนำให้เริ่มต้นด้วยการตรวจเช็คระบบไฟที่บ้านให้อยู่ในสภาพที่ได้มาตรฐานซะก่อน เริ่มด้วยตรวจเช็คดูว่าที่บ้านคุณได้เดินสายดิน (ระบบกราวนด์) ไว้หรือเปล่า.? บางบ้านช่างไฟอาจจะเดินสายกราวนด์หลอกๆ ไว้ คือเอาสายกราวนด์มัดกับหัวน็อตแล้วไปตอกไว้ที่พื้นเฉยๆ ก็มี ถ้าที่บ้านยังไม่ได้เดินสายดิน หรือเดินไว้แบบไม่ได้ตอกแท่งกราวนด์ทองแดงลงดินจริงๆ แนะนำให้ดำเนินการติดตั้งสายดินให้เรียบร้อยซะก่อน มิฉนั้น การซื้อ Power Conditioner มาใช้อาจจะเป็นการลงทุนที่เสียเปล่า

ลักษณะการติดตั้งสายดินที่ถูกต้อง

ซิสเต็มที่ใช้ทดสอบ
และการเชื่อมต่อระบบ

ผมทำการทดสอบทั้งสี่ตัวในเวลาเดียวกัน โดยเซ็ตอัพซิสเต็มสลับกัน 2 ชุด ชุดแรกเป็นอินติเกรตแอมป์ของ Naim Audio รุ่น Supernait 3 (REVIEW) ขับลำโพง Totem Acoustics รุ่น Element ‘Ember’ ส่วนแหล่งต้นทางใช้เครื่องเล่นไฟล์เพลงผ่านเน็ทเวิร์คของ Audiolab รุ่น 6000N Play (REVIEW)

ชุดที่สองใช้ลำโพงของ KTT Audio รุ่น Special Edition (แรงบันดาลใจมาจาก Nola รุ่น Boxer) สลับกับ Quadral รุ่น Aurum SEDAN 9 (REVIEW) และ Wharfedal รุ่น EVO 4.2 (REVIEW) ขับด้วยชุดปรีแอมป์ VTL รุ่น TL 2.5 + เพาเวอร์แอมป์โซลิดสเตท Class-A ของคนไทยแบรนด์ Absolute Audio Labs รุ่น PCF-25 Upgrade Version (แรงบันดาลใจมาจาก Pass Labs รุ่น First Watt M2 และ F5) ส่วนแหล่งต้นทางคงอยู่ที่ Audiolab รุ่น 6000N Play เพื่อควบคุมตัวแปรให้ได้มากที่สุด

สภาพแวดล้อมอื่นๆ ขณะทดสอบ ขาตั้งไม้มะค่าสี่เสาโครงโปร่งของ Mavin ความสูง 22 นิ้วถูกใช้เป็นขาตั้งสำหรับการเซ็ตอัพลำโพงทั้งหมด โดยมี footer ของ Life Audio รุ่น Mellow-E (ตัวละ 7,500 บาท) วางรองใต้ลำโพงข้างละ 3 ตัว หน้าหนึ่งหลังสอง ส่วนสายสัญญาณระหว่างแหล่งต้นทางไปที่แอมป์ทั้งสองชุดใช้ของ Nordost รุ่น Quatro Fil (RCA) ส่วนสายสัญญาณจากปรีแอมป์ไปที่เพาเวอร์แอมป์ในชุดที่สองใช้ของ Nordost รุ่น Frey 2 ส่วนสายลำโพงใช้ของ Furutech รุ่น FS-301 คงที่ทั้งสองเซ็ต

ลักษณะการต่อเชื่อมตัว Power Conditioner แต่ละตัวเข้ากับปลั๊กบนผนัง (ที่มีระบบกราวนด์ และผ่านการตรวจเช็คเฟสถูกต้อง) ซึ่งผมจะใช้สายไฟธรรมดาที่แถมมากับเครื่องทั้งสี่ตัว ของ PowerBRIDGE-8, S20A และ PowerWave เป็นสายไฟ 15Amp ส่วนของ Denali 6000/s V2 เป็นสายไฟที่ใช้หัวปลั๊กแบบ 20Amp แต่ตัวสายก็เป็นสายแถมเช่นกัน

และเพื่อควบคุมตัวแปรให้ได้มากที่สุด ในการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์เครื่องเสียงทุกชิ้นในซิสเต็มที่ใช้ทดสอบ ผมก็ใช้สายไฟแถมมากับตัวเครื่อง ซึ่งเครื่องเสียงทุกชิ้นที่ร่วมอยู่ในซิสเต็มทดสอบครั้งนี้ต่างก็ใช้ปลั๊กแบบสามขา IEC-C13 (male-to-female) เหมือนกันทั้งหมด จึงง่ายต่อการควบคุม

ผมใช้ปลั๊กรางแยกเต้ารับแบบธรรมดา ราคาอันละสามร้อยกว่าบาท ซึ่งไม่ได้ออกแบบมาสำหรับเครื่องเสียงโดยเฉพาะเป็นตัวเปรียบเทียบกับเพาเวอร์ คอนดิชั่นเนอร์ทั้งสี่ตัว

เพลงที่ใช้ทดสอบ

อัลบั้ม : Splendido Hotel (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : Al di Meola

เป็นเพลงแนวที่ผสมผสานระหว่างแจ๊สกับพ๊อพร็อคที่บรรเลงด้วยเครื่องดนตรีจำนวน 5-6 ชิ้นในแต่เพลง โดยมีเสียงกีต้าร์ของ Al di Meola เป็นตัวเด่น แนวการบันทึก/มิกซ์เสียงของอัลบั้มนี้จะเด่นที่พลังงานของแต่ละชิ้นดนตรีที่พุ่งพล่าน หนักแน่น ซึ่งเป็นคุณสมบัติทางด้าน transient dynamic ของเสียง แต่ข้อด้อยคือ ลักษณะของเสียงที่ยังไม่ค่อยเปิดโปร่ง, ช่องไฟระหว่างเสียงดนตรีแต่ละชิ้นไม่ค่อยถ่างกว้าง โดยเฉพาะเสียงกลองกับเบสยังเกาะกันเป็นกระจุก ฟังในบางซิสเต็มจะรู้สึกอึดอัด – ผมเลือกอัลบั้มนี้มาทดสอบเพื่อดูว่าตัวเพาเวอร์ คอนดิชั่นเนอร์จะสามารถช่วยแก้ไขจุดอ่อนของอัลบั้มนี้ได้มากแค่ไหน เพลงในอัลบั้มนี้ที่ผมตั้งใจฟังเป็นพิเศษในการวัดผลคือแทรคแรก เพลง “Alien Chase on Arabian Desert 

อัลบั้ม : Love Scenes (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : Diana Krall

เป็นอัลบั้มระดับมาสเตอร์พีซในแง่ ความต่อเนื่องของเสียง ซึ่งเป็นคุณสมบัติทางด้าน contrast dynamic ของเสียงโดยเฉพาะในย่านเสียงกลาง (เสียงร้องของไดอาน่า ครอล) ซึ่งเป็นฝีมือการบันทึก/มิกซ์ของ Al Schmittผมเลือกอัลบั้มนี้มาทดสอบผลกระทบของเพาเวอร์ คอนดิชั่นเนอร์ที่มีต่อคอนทราสน์ ไดนามิกของเสียงกลางเป็นหลัก เพราะไม่ว่าเราจะทำอะไรกับชุดเครื่องเสียง สิ่งที่ต้องระลึกไว้ก็คือ ต้องรักษาคุณภาพของเสียงกลางที่ดีที่สุดเอาไว้เสมอ เพลงในอัลบั้มนี้ที่ผมตั้งใจฟังเป็นพิเศษในการวัดผลคือแทรคแรก เพลง “All or Nothing at All 

อัลบั้ม : Songs My Mother Taught Me (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : Arturo Delmoni – violin with Meg Bachman Vas – piano

โน๊ตต่ำสุดไปจนถึงโน๊ตตัวสูงสุดของไวโอลินจะครอบคลุมความถี่อยู่ในช่วง 200Hz – 3500Hz ซึ่งเสียงไวโอลินของ Delmoni ในอัลบั้มชุดนี้ได้รับการยอมรับจากนักวิจารณ์เครื่องเสียงและนักวิจารณ์เพลงหลายสำนักว่าบันทึกเก็บรายละเอียดมาได้ดีมาก – ผมใช้อัลบั้มชุดนี้มาตรวจเช็คประสิทธิภาพของตัวเพาเวอร์ คอนดิชั่นเนอร์ในการรักษาความถี่ของตัวโน๊ตไวโอลินทั้งในส่วนที่เป็น fundamental และ harmonic ของแต่ละโน๊ต และมีเสียงเปียโนเสริมอยู่อีกชิ้นด้วย เพลงในอัลบั้มนี้ที่ผมตั้งใจฟังเป็นพิเศษในการวัดผลคือแทรคที่สอง เพลง “Hungarian Dance No.1 

อัลบั้ม : Now The Green Blade Riseth (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : The Stockholm Cathedral Choir

อัลบั้มชุดนี้เป็นตัว น็อคเอ๊าต์ที่ผมใช้ทดลองฟังในขั้นตอนสรุปผลสุดท้ายในการฟังผล ซึ่งโฟกัสสำคัญในการวัดผลการใช้งานตัวเพาเวอร์ คอนดิชั่นเนอร์จากอัลบั้มนี้ก็คือ แอมเบี้ยนต์ซึ่งเป็นคุณสมบัติเด่นของอัลบั้มนี้

ผลการทดสอบ

หลังจากได้รับ Power Conditioner ทั้งสี่ตัวมาถึงมือเรียบร้อย ผมใช้เวลาหนึ่งอาทิตย์เต็มๆ ในการสลับกันเบิร์นฯ ตัวเพาเวอร์ คอนดิชั่นเนอร์ทั้งสี่ตัวด้วยเพลงสารพัดรูปแบบโดยไม่เจาะจง เมื่อทุกอย่างพร้อม หลังจากผมจัดซิสเต็มทดสอบเสร็จ ผมก็ใช้เวลา 2 วันในการสลับฟังเก็บรายละเอียดตัวเพาเวอร์ คอนดิชั่นเนอร์ทั้งสี่ตัวไปๆ มาๆ ด้วยเพลงแค่ 4 อัลบั้มข้างต้นนั้น ซึ่งผมเลือกมาจากช่วงที่เปิดเบิร์นฯ เนื่องจากแต่ละอัลบั้มนั้นได้แสดงผลในแต่ละด้านที่เกิดจากการใช้ตัวเพาเวอร์ คอนดิชั่นเนอร์ออกมาให้สังเกตได้ชัดนั่นเอง

การรายงานผลการทดสอบ ผมจะขอเริ่มที่ตัว Denali 6000/s V2 ก่อน แล้วไล่ลงไปตามระดับราคา เหตุผลก็เพราะว่าผมต้องการมาตรฐานสำหรับ อ้างอิงในการเปรียบเทียบผลของตัวเพาเวอร์ คอนดิชั่นเนอร์ที่มีต่อเสียงเพลง จึงขอยืมตัว Denali 6000/s V2 ตัวนี้มาร่วมทดสอบในครั้งนี้ เพื่อใช้มันเป็นตัวยืนสำหรับอ้างอิงผลของเพาเวอร์ คอนดิชั่นเนอร์ตัวอื่นๆ (ผมเคยลองฟังตัว Denali 6000/T ไปแล้ว แต่ยังไม่ได้เขียนรีวิวก็ถูกเรียกคืนไปก่อน ตอนนั้นเป็นเวอร์ชั่นแแรก แต่ก็เป็นเพาเวอร์ คอนดิชั่นเนอร์ที่ดีที่สุดที่ผมเคยฟังมา ยังจำเสียงของมันได้ติดหู! มาถึงเวอร์ชั่น 2 มีการอัพเกรดไปอีกระดับ)

Shunyata Research
Denali 6000/s Version 2

สินค้าของแบรนด์นี้จะเกี่ยวข้องอยู่กับเรื่องสายเชื่อมต่อและอุปกรณ์ที่ใช้ในการเชื่อมต่อกับไฟฟ้าเป็นหลัก พวกเขาแบ่งผลิตภัณฑ์เอาไว้เป็นกลุ่มแยกตามลักษณะการใช้งาน ตัวเพาเวอร์ คอนดิชั่นเนอร์รุ่น Denali 6000/s V2 ตัวนี้จัดอยู่ในซีรี่ย์สูงสุดคือ Reference Line ถือว่าเป็นรุ่นใหญ่สุดแล้ว (รุ่น Denali 6000/T กับรุ่น Denali 6000/s Version 2 เป็นรุ่นดียวกัน ต่างกันแค่รูปทรงแนวตั้งกับแนวนอนเท่านั้น)

A = ไฟ LED ซึ่งจะสว่างเป็นสีเขียวอมฟ้าเมื่อเปิดเครื่องใช้งาน แสดงสภาวะปกติ
B = ไฟ LED ถ้าสว่างเป็นสีแดง แสดงสภาวะผิดปกติของตัวเครื่อง ให้รีบปิดและหยุดใช้
C = สวิทช์ (เบรคเกอร์) ที่ใช้เปิดไฟเอซีเข้าเครื่อง
D = เต้ารับสายไฟเอซีเข้าเครื่อง
E = จุดเชื่อมต่อกราวนด์
F = เต้ารับสำหรับจ่ายไฟให้เครื่องเสียงจำนวน 6 ช่อง
G = กรอบล็อคหัวปลั๊ก

ผลการลองฟังกับ Shuyata Research Delani D6000/s Version 2

Denali 6000/s V2 เป็นเพาเวอร์ คอนดิชั่นเนอร์ที่ จัดเต็มในทุกด้านจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี และเนื้องานในการผลิตตัวเครื่อง พวกเขาให้ความสำคัญกับทุกจุด เริ่มตั้งแต่เต้ารับที่แน่นกระชับ อย่างมาก!แถมเป็นตัวเดียวในกลุ่มที่สร้างบล็อกทรงกระบอกขึ้นมารอบๆ เต้ารับแต่ละช่องเพื่อช่วยประคองหัวปลั๊กของสายไฟเอซีที่มีขนาดใหญ่ซึ่งบล็อกนี้จะรองรับน้ำหนักของหัวปลั๊กเอาไว้ ไม่ดึงให้ขั้วปลั๊กตัวผู้หลุดออกมาจากช่องเสียบตัวเมียเมื่อใช้งานไปนานๆ ถือว่าเป็นการออกแบบที่แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญในวงการเครื่องเสียงไฮเอ็นด์ฯ จริงๆ

เมื่อพิจารณาผลลัพธ์ในประเด็นของ ความสามารถในการลดปริมาณสัญญาณรบกวนออกไปจากกระแสไฟฟ้าซึ่งเป็นเป้าประสงค์หลักๆ ของอุปกรณ์เสริมประเภทเพาเวอร์ คอนดิชั่นเนอร์ ก็ต้องยอมรับว่า Denali 6000/s V2 ตัวนี้ทำผลงานออกมาได้เป็นที่น่าพอใจมาก เมื่อเทียบกับเสียบอุปกรณ์เครื่องเสียงทั้งซิสเต็มผ่านปลั๊กรางธรรมดาตัวละสามร้อยบาท เสียงที่ออกมาต่างกันราวฟ้ากับเหว ปลั๊กรางธรรมดาทำให้ทุกอย่างแย่ลงไปกว่าที่ซิสเต็มควรจะเป็นมาก เมื่อสลับไปมาระหว่าง Denali 6000/s V2 กับปลั๊กรางตัวละสามร้อย ผมพบว่า ปลั๊กรางตัวละสามร้อยทำให้พลังเสียงหดหายไปหลายเปอร์เซ็นต์ แถมยังเติมความหยาบกระด้างเข้ามาให้อีก พอย้ายสายไฟเอซีของเครื่องเสียงทุกชิ้นมาที่ Denali 6000/s V2 ความหยาบ ความกระด้างหายเกลี้ยง เวทีเสียงเด้งดึ๋งออกมาเหมือนลูกโป่งที่ถูกเป่าลมจนเต็ม แอมเบี้ยนต์ที่เลยขอบด้านข้างของเวทีเสียงหลุดเลยลำโพงออกไปไกล ฟังอัลบั้ม Now The Green Blade Riseth ผ่านลำโพง AurumSEDAN 9 (ตอบสนองความถี่สูงไปถึง 65,000Hz!) จะเห็นชัดเลยว่า ปลั๊กรางธรรมดาทำให้แอมเบี้ยนต์หายไปเกือบหมด

เสียงร้องของ Diana Krall หลังการใช้ Denali 6000/s V2 น่าฟังขึ้นมาก ทุกอักขระที่ปลดปล่อยออกมารู้สึกได้ถึงการควบคุมอวัยวะที่เยี่ยมยอด คุมการทอดผ่อนลมหายใจได้อย่างมีชั้นเชิง จังหวะไทมิ่งกำลังดี ไม่รู้สึกว่ามีอาการหน่วงหรือเร่งแต่อย่างใด เมื่อเปลี่ยนมาฟังเพลง Alien Chase on Arabian Desert จึงได้รู้ว่า Denali 6000/s V2 ไม่ได้เข้าไปทำให้เท็มโป้ของเพลงเพี้ยนไปเลย จังหวะและลีลาของเพลงยังคงตรงตามเพลงที่ฟัง ทั้งช้า, ปานกลาง และเร็ว และที่น่าชื่นใจก็คือ ช่องไฟระหว่างชิ้นดนตรีที่เปิดกว้างมากขึ้น ทำให้รู้สึกถึงความโปร่งภายในวง ความรู้สึกอึดอัดนิดๆ ของเพลงนี้ตอนฟังผ่านปลั๊กรางธรรมดาหายไปเกือบหมด สามารถติดตามลีลาการเคลื่อนตัวของแต่ละเสียงได้ชัดขึ้น รับรู้รายละเอียดลึกๆ ของแต่ละตัวเสียงได้ชัดเจนมากขึ้น หัวเบสมีน้ำหนักย้ำเน้นและทอดหางเสียงไปได้ไกล (ปรีแอมป์เป็นหลอด) ซาวนด์สเตจเยี่ยมมาก! เวทีเสียงที่เปิดกว้างทำให้มีพื้นที่สำหรับจัดเรียงชิ้นดนตรีไม่ให้มีความทับซ้อนกันทั้งในแนวระนาบซ้ายขวา และในแนวเลเยอร์ด้านตื้นลึก เป็นเพาเวอร์ คอนดิชั่นเนอร์ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนที่สุดในกลุ่มนี้ มันพิสูจน์ให้เห็นว่า เทคโนโลยีสารพัดรูปแบบรวมถึงราคาขายของเพาเวอร์ คอนดิชั่นเนอร์ตัวนี้ ไม่ได้เป็นอะไรที่ไร้สาระเลย!
——————–
Shunyata Research Denali 6000/s V2
ราคา : 203,000 บาท / เครื่อง
สนใจสอบถามเพิ่มเติม @DECO2000Thailand
โทร. 089-870-8987

Transparent
PowerWave

เพาเวอร์ คอนดิชั่นเนอร์ของ Transparent ตัวนี้เพิ่งออกมาใหม่ล่าสุด และถูกออกแบบมาให้มีลักษณะการใช้งานที่เปิดกว้าง ครอบคลุมการใช้งานไปถึงอุปกรณ์เน็ทเวิร์ค และสายอากาศดิจิตัลทีวี (coaxial) ด้วย เหมาะมากกับซิสเต็มที่ใช้ source ประเภทดิจิตัล สตรีมมิ่ง ซึ่งผมทดลองเสียบสาย LAN จาก network switch ผ่านเข้ามากรองไฟที่ตัว PowerWave ก่อนจะไปเข้าที่ตัว 6000N Play พบว่า เสียงที่ได้ออกมาดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด! ทางผู้ผลิตแถมสายไฟเอซีรุ่น PowerLink มาให้ด้วย แนะนำให้ใช้สายไฟตัวนี้กับ PowerWave เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการไหลของกระแสถูกจำกัด

A = ปุ่มกด เปิด/ปิดการทำงานของเครื่อง
B = ไฟ LED จะสว่างขึ้นเป็นสีแดง เมื่อเสียบสายไฟเอซีเข้าที่ตัว PowerWave และวงจรป้องกันไฟกระชากเปิดใช้งาน
C = ไฟ LED จะสว่างขึ้นเป็นสีเหลือง ในกรณีที่เครื่องพบว่า ปลั๊กไฟเอซีบนผนังไม่มีการเชื่อมต่อกราวนด์ (สายดิน) หรือ การเชื่อมต่อระหว่าง Line กับ Nuetral สลับกัน
D = ไฟ LED จะสว่างขึ้นเป็นสีแดง เมื่อกดปุ่มเปิดเครื่อง เพื่อแสดงให้รู้ว่า ช่องเสียบทุกช่องพร้อมจ่ายไฟ
E = ช่องเสียบทั้ง 8 ช่อง แยกเป็น 4 กลุ่ม
F = ลูปสำหรับกรองสัญญาณรบกวนให้กับสาย Ethernat (LAN)
G = ลูปสำหรับกรองสัญญาณรบกวนให้กับสายอากาศทีวี, จานดาวเทียม ฯลฯ
H = เบรคเกอร์ 15Amp
I = เต้ารับสายไฟเอซีเข้าเครื่อง

ผลการลองฟังกับ Transparent PowerWave

ตัวกรองไฟของ Transparent ตัวนี้ให้คุณภาพเสียงโดยรวมสูงกว่า PowerBRIDGE-8 และ S20A มาก เป็นตัวที่ให้เสียงกลางที่โดดเด่น เผอิญผมเริ่มต้นด้วยการลองฟังเพลงร้องก่อน หลังจากทดลองเสียบอุปกรณ์ในซิสเต็มทั้งหมดผ่านปลั๊กรางราคาถูกฟังแล้ว สลับมาเสียบผ่าน PowerWave ตัวนี้จะเห็นได้ชัดว่าเสียงร้องของ Diana Krall มีความน่าฟังขึ้นมาก ตัวเสียงมีลักษณะที่ลอยเด่นเหนือเครื่องดนตรีชิ้นอื่นขึ้นมามากขึ้น เนื้อนวลและเนียนมากขึ้น แทบจะไม่พบอาการหยาบกร้านเลย ในแง่ดุลเสียง ผมพบว่า PowerWave ตัวนี้เน้นไปที่แบนด์วิธที่เปิดกว้าง ไปทางเดียวกับ Denali 6000/s V2 แต่เป็นรองในแง่ของน้ำหนักของเสียงในการย้ำเน้นไดนามิกที่หนา หนัก และแน่น แต่ในแง่ความอ่อนช้อยในการเอื้อนและควบคุมคอนทราสน์ ไดนามิกของคำร้องทำได้ไม่แพ้ Denali 6000/s V2  มากนัก ข้ออ่อนด้อยกว่า Denali 6000/s V2  ที่ค่อนข้างชัดเจนก็อยู่ที่ความแน่นหนาของมวลเนื้อเมื่อความถี่ลาดต่ำลงไปถึงทุ้ม ซึ่งในย่านต่ำๆ PowerWave จะให้เสียงออกมาในลักษณะที่ไม่ได้เน้นหัวเสียงหนักๆ แต่เน้นไปทางทอดตัวยาว จึงทำให้ได้ความรู้สึกที่ผ่อนคลาย ปลดปล่อย เหมาะกับเพลงแจ๊สน้อยชิ้น (แบบอัลบั้ม Love Scenes) กับเพลงแนวไล้ท์มิวสิค (แบบอัลบั้ม Songs My Mother Taught Me) จะได้อารมณ์สุดๆ เมื่อฟังเมื่อฟังอัลบั้มของ Al di Meola ความมันในอารมณ์จะเป็นรอง Denali 6000/s V2  พอสมควร ใครที่ชอบเพลงร้องและชอบโทนย่านต่ำที่อิ่มแผ่ซึ่งเป็นแนวทางของ Transparent แต่ใช้ซิสเต็มใหญ่หน่อย อยากได้ตัวที่สมรรถนะสูงกว่า PowerWave ตัวนี้ซึ่งให้น้ำหนักของเสียงมากขึ้น แนะนำให้ข้ามไปที่รุ่น Reference Powerisolator หรือจะไปสุดซอยที่รุ่น Opus Powerisolator คุณจะได้แนวเสียงไปโทนเดียวกับ PowerWave ตัวนี้ในระดับสมรรถนะที่สูงกว่านี้อีกเยอะ โดยเฉพาะในแง่ของน้ำหนักเสียง

* ทดลองย้ายสายไฟเอซีจากเพาเวอร์แอมป์ออกไปเสียบตรงเข้าผนัง พบว่า น้ำเสียงโดยรวมเปลี่ยนไปนิดหน่อย คล้ายๆ หัวเสียงอิมแพ็คจะมีน้ำหนักย้ำเน้นมากขึ้นนิดหน่อย ฐานเบสแผ่ตัวออกไปมากขึ้นอีกนิดหน่อย ถ้าในซิสเต็มใช้แค่อินติเกรตแอมป์ตัวกลางๆ ลงถึงตัวเล็กๆ แนะนำให้เสียบผ่าน PowerWave ไปเลย แต่ถ้าใช้เพาเวอร์แอมป์กำลังสูงๆ แนะนำให้แยกสายไฟที่ป้อนเข้าเพาเวอร์แอมป์ออกไปต่อตรงเข้าผนัง ลดภาระของตัว PowerWave ลงไปให้รับมือกับ source + preamp จะได้ผลลัพธ์โดยรวมที่ดีกว่า
——————–
Transparent PowerWave
ราคา : 64,620 บาท / เครื่อง
สนใจสอบถามเพิ่มเติม @elpashawth
โทร. 02-256-9683

Sine
S20A

แบรนด์นี้เป็นหนึ่งในสองแบรนด์ในกลุ่มตัวอย่างที่เลือกมาทดสอบครั้งนี้ที่มีต้นกำเนิดอยู่ในเอเซีย ผลิตภัณฑ์หลักของแบรนด์นี้ก็มาทางระบบไฟและสายเชื่อมต่อสัญญาณเสียง ตัวเพาเวอร์ คอนดิชั่นเนอร์รุ่น S20A ตัวนี้เป็นรุ่นรองเล็กสุดในจำนวน 5 รุ่น ที่มีอยู่ตอนนี้ ดีไซน์เด่นของแบรนด์นี้อยู่ที่เทคโนโลยีหล่อเย็น (Cryogenic) วัสดุที่ใช้ในการผลิตไว้ที่อุณหภูมิต่ำถึง -196 องศา ซึ่งพวกเขาอ้างว่าการหล่อเย็นที่อุณหภูมิต่ำขนาดนั้นจะช่วยลดความเครียดเกร็งในเนื้อวัสดุ ช่วยให้นำกระแสไฟได้ดีขึ้น นอกจากนั้น ยังมีเทคโนโลยีเฉพาะตัวที่ทางแบรนด์คิดค้นขึ้นมาเองด้วย ให้ชื่อว่า Magnetic Conduit Power Conditioner ซึ่งมีใช้ในรุ่น S20A นี้ด้วย คือออกแบบวงจรที่ขาเข้ากับขาออกที่แยกจากกันเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เกิดการปนเปื้อนของกระแสไฟ นอกจากนั้นก็มีการแยกช่องเสียบที่เด็ดขาดจากกัน และมีการใส่วัสดุพิเศษที่มีคุณสมบัติในการลดเรโซแนนซ์ภายในด้วย

A = ช่องบายพาส ไม่ผ่านวงจรฟิลเตอร์ สำหรับอุปกรณ์เครื่องเสียงที่บริโภคไฟเกิน 600 วัตต์
B = ช่องเสียบที่มีวงจรฟิลเตอร์ดิจิตัล
C = ช่องเสียบที่มีวงจรฟิลเตอร์อะนาลอก
D = เต้ารับสายไฟเอซีเข้าเครื่อง

ผลการลองฟังกับ Sine S20A

ใครที่ไม่เคยเชื่อว่า อุปกรณ์เสริมอย่างพวกเพาเวอร์ คอนดิชั่นเนอร์จะทำให้เสียงของซิสเต็มเปลี่ยนไปได้ ขอให้ไปทดลองฟัง S20A ตัวนี้ดูก็แล้วกัน หลังจากย้ายสายเอซีของอุปกรณ์เครื่องเสียงทั้งเซ็ตที่เสียบอยู่บนปลั๊กรางราคาอันละสามร้อยกว่าบาท มาเสียบลงบน S20A ตัวนี้แล้วเปิดเพลงเดิมๆ ฟัง เสียงที่ได้ยินมันเปลี่ยนไปเยอะมาก! อย่างแรกที่สัมผัสได้คือความคึกคัก กระฉับกระเฉง รู้สึกได้ว่าเสียงที่ได้ยินมีพลังมากขึ้น คล้ายเปลี่ยนแอมป์ที่ใหญ่ขึ้น อิมเมจของชิ้นดนตรีมีความชัดเจนมากขึ้น เข้มขึ้น แต่ส่วนที่ลดน้อยลงคือหางเสียงที่เป็นความกังวานของฮาร์มอนิกจะมีลักษณะที่ลาดชันมากขึ้น คือระยะเวลาของปรากฏการณ์ เกิดขึ้นคงอยู่ดับไป ของแต่ละเสียงหดสั้นลงกว่าตอนเสียบผ่านปลั๊กรางธรรมดานิดหน่อย ซึ่งอาการนี้ส่งผลมากในย่านทุ้ม คือทำให้เสียงทุ้มมีลักษณะที่กระชับมากขึ้น ตึงตัวมากขึ้น หัวเสียงเร็ว เก็บตัว และขมวดรวบหางเสียงไว ใครที่ใช้ลำโพงขนาดใหญ่ที่รู้สึกว่าเบสหลวมๆ ไม่เก็บตัว หัวเสียงเบสไม่คม หางเสียงอื้ออึง ใช้เพาเวอร์ คอนดิชั่นเนอร์ตัวนี้แล้วจะได้เสียงที่เร็วกระชับมากขึ้น แต่คนที่ใช้ลำโพงเล็กๆ อาจจะรู้สึกว่าเบสน้อยลง และอาจจะรู้สึกว่าเสียงมีลักษณะพุ่งและเค้นนิดๆ เมื่อฟังเทียบกับตัวใหญ่กว่าอย่าง PowerWave และ Denali 6000/s V2 ซึ่งให้เสียงที่ผ่อนคลายมากกว่า

* ทดลองย้ายสายไฟเอซีจากเพาเวอร์แอมป์ออกไปเสียบตรงเข้าปลั๊กผนัง เสียงโดยรวมดีขึ้นพอสมควร อาการเค้นๆ ลดน้อยลงมาก และการตอบสนองความถี่ต่ำดีขึ้น ฐานเบสแผ่ตัวมากขึ้น ใครใช้เพาเวอร์แอมป์ หรือแม้แต่อินติเกรตแอมป์ที่มีกำลังขับเยอะๆ แนะนำให้ทดลองแยกแอมป์ไปเสียบตรงเข้าผนังแล้วฟังเทียบดู
——————–
Sine S20A
ราคา = ปกติ 31,250 บาท / เครื่อง
*
โปรโมชั่นพิเศษ = 25,000 บาท / เครื่อง
สนใจสอบถามเพิ่มเติม @HifitowerShop
โทร. 02-881-7273

Clef Audio
PowerBRIDGE-8

ผมเคยทดสอบเพาเวอร์ คอนดิชั่นเนอร์ของ Clef Audio ตัวนี้ไปแล้วเมื่อเดือนตุลาคม 2015 คือตอนที่ผลิตภัณฑ์ตัวนี้ออกมาใหม่ๆ ครั้งนี้จึงเหมือนกับได้อัพเดตกับการทดสอบภายใต้สภาพแวดล้อมที่ต่างออกไป ซึ่งเหตุผลที่ผมเลือก PowerBRIDGE-8 มารวมอยู่ในกลุ่มทดสอบครั้งนี้ก็เพราะว่าผมยังไม่เจอเพาเวอร์ คอนดิชั่นเนอร์ตัวไหนที่ดีกว่าตัวนี้ในงบประมาณไม่เกิน 10,000 บาท

A = ช่องเสียบแบบต่อตรง High Power ไม่ผ่านวงจรฟิลเตอร์
B = ช่องเสียบที่มีวงจรฟิลเตอร์อะนาลอก
C = ช่องเสียบที่มีวงจรฟิลเตอร์ดิจิตัล
D = ช่องเสียบที่มีวงจรฟิลเตอร์ความถี่สูงมากๆ สำหรับเครื่องเสียงที่ใช้กับสัญญาณวิดีโอ
E = สวิทช์เปิด/ปิดไฟเข้าเครื่อง
F = เต้ารับสายไฟเอซีเข้าเครื่อง
G = ขั้วต่อสัญญาณกราวนด์เพื่อแก้ไขปัญหากราวนด์ลูปของระบบ

ผลการลองฟังกับ Clef Audio PowerBRIDGE-8

เมื่อเทียบกับเสียบผ่านปลั๊กรางสามร้อยบาท PowerBRIDGE-8 ก็แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการขจัดกรองสัญญาณรบกวนออกไปได้ดีพอสมควร รู้สึกได้ถึงความสงัดของแบ็คกราวนด์ด้านหลัง ผลักให้ตัวเสียงลอยเด่นขึ้นมามากขึ้น รับรู้รายละเอียดเสียงได้ชัดเจนขึ้น แต่เมื่อเทียบกับเพาเวอร์ คอนดิชั่นเนอร์ที่มีราคาสูงกว่ามากๆ อย่าง PowerWave กับ Denali 6000/s V2 จึงเห็นว่า PowerBRIDGE-8 กรองเอารายละเอียดที่แผ่วเบาของฮาร์มอนิกออกไปบางส่วน มีผลให้คอนทราสน์ของเสียงบริเวณที่อยู่ตรงรอยต่อระหว่างปลายเสียงกับฮาร์มอนิกของเสียงนั้นหดแคบลง เสียงแต่ละเสียงหยุดตัวลงเร็วกว่าเพาเวอร์ คอนดิชั่นเนอร์ทั้งสามตัวในกลุ่ม

เนื้อมวลของเสียงมีความเข้มข้นมากขึ้นเมื่อย้ายจากปลั๊กสามร้อยบาทมาที่ PowerBRIDGE-8 ตัวนี้ รูปทรงของตัวเสียงก็ปรากฏชัดมากขึ้น เทียบกับตอนเสียบปลั๊กรางธรรมดา บอดี้ของตัวเสียงจะออกบาง เนื้อเสียงจะติดแห้งและมีอาการจ้าและหยาบเกิดขึ้นที่ปลายเสียง โดยเฉพาะเสียงแหลมจะมีเสียงซิ๊สสๆ ติดออกมาด้วย เมื่อย้ายมาเสียบผ่าน PowerBRIDGE-8 อาการแห้งและหยาบหายไปจนเกลี้ยง น้ำเสียงโดยรวมมีความนวลเนียนน่าฟังมากขึ้น ความสงัดเงียบของแบ็คกราวนด์ที่ได้ยินจาก PowerBRIDGE-8 สูสีกับ S20A แต่ S20A ให้มวลเนื้อของตัวเสียงที่หนาเข้มกว่า และให้ทรานเชี้ยนต์ ไดนามิกที่หนักแน่นมากกว่า ในแง่พลังของเสียงดูจะไม่ใช่จุดขายของ PowerBRIDGE-8 มันให้ความเข้มของเสียงตั้งแต่ย่านกลางขึ้นไปถึงแหลมเพิ่มขึ้นมานิดหน่อยเมื่อเทียบกับเสียบผ่านปลั๊กรางธรรมดา แต่ทางด้านความสะอาดของเสียงทำได้น่าพอใจมาก

* ทดลองย้ายสายไฟเอซีจากเพาเวอร์แอมป์ออกไปเสียบตรงเข้าปลั๊กผนัง เสียงโดยรวมดีขึ้นเยอะมาก.! อาการพุ่งกระแทกแบบตื้อๆ ลดน้อยลง ไดนามิกโดยรวมสวิงตัวได้กว้างขึ้น อาการหัวโน๊ตด้านๆ ลดน้อยลงมาก เสียงโดยรวมมีลักษณะที่ผ่อนคลายมากขึ้น ฟังไลน์เบสได้ชัดขึ้น แยกแยะรายละเอียดของเสียงดนตรีช่วงอลหม่านของเพลง “Alien Chase on Arabian Desertของ Al di Meola ออกมาได้ดีขึ้น ช่องไฟระหว่างชิ้นดนตรีเปิดกว้างมากขึ้น เนื้อเสียงก็ดีขึ้น
——————–
Clef Audio PowerBRIDGE-8
ราคา : 8,400 บาท / เครื่อง
สนใจสอบถามเพิ่มเติม @ClefAudio
โทร. 02-932-5981

สรุป

ถ้ามองในแง่ Performance Only ต้องยกให้ Shunyata Research Denali 6000/s V2 ไปโดยเอกฉันท์ ถือว่าทำหน้าที่ได้สมกับราคาค่าตัวของมัน ถ้าคุณต้องการคำว่า คุณภาพสูงสุดเท่าที่อุปกรณ์เครื่องเสียงประเภทเพาเวอร์ คอนดิชั่นเนอร์จะสามารถให้ได้ในงบประมาณไม่เกิน 250,000 บาท แนะนำให้มุ่งไปที่ Denali 6000/s V2 เลย ไม่ว่าซิสเต็มของคุณจะมีระดับราคาเท่าไร ตัวเพาเวอร์ คอนดิชั่นเนอร์ของ Shunyata Research ตัวนี้ก็สามารถยกระดับคุณภาพเสียงออกมาให้ได้ยินทั้งสิ้น ตอนทดสอบกับชุด source + integrated + speaker ก็สามารถรับรู้ถึงคุณภาพเสียงที่ถูกยกระดับขึ้นมาได้อย่างชัดเจน และเมื่อปรับซิสเต็มให้ใหญ่ขึ้นไปอีกขั้นเป็น source + preamp + poweramp + speaker ตัวเพาเวอร์ คอนดิชั่นเนอร์ Denali 6000/s V2 ตัวนี้ก็ยังเอาอยู่ สามารถยกระดับเสียงของซิสเต็มให้ดีขึ้นกว่าต่อผ่านปลั๊กรางธรรมดาอย่างเห็นได้ชัด จากสมรรถนะที่สัมผัสได้จากการทดสอบครั้งนี้ เชื่อว่า Denali 6000/s V2 จะยังสามารถไปได้ไกลกว่านี้อีกเยอะ มันน่าจะไปกับซิสเต็มที่ระดับราคาเหยียบล้านบาทได้เลย เป็นเพาเวอร์ คอนดิชั่นเนอร์ตัวเดียวในกลุ่มที่เสียบใช้กับเพาเวอร์แอมป์แล้วไม่มีอาการป้อแป้ให้เห็น แถมเสียบเพาเวอร์แอมป์ผ่านตัวมันจะให้เสียงโดยรวมออกมาดีกว่าแยกเพาเวอร์แอมป์ไปเสียบบนปลั๊กผนังซะอีก

ส่วนตัว Transparent PowerWave เป็นเพาเวอร์ คอนดิชั่นเนอร์ที่ออกแบบมาได้เหมาะสมกับงบประมาณมาก ตอนใช้งานร่วมกับ source (6000N Play) + integrated (Supernait 3) + speaker (Element ‘Ember’) มันให้คุณภาพเสียงออกมาในระดับที่น่าพอใจมาก เป็นระดับของซิสเต็มที่กำลังเหมาะกับ Transparent ตัวนี้พอดีๆ (ทั้งชุดระหว่าง 200,000 – 400,000 บาท) ผมชอบ PowerWave ตรงที่มันมีฟิลเตอร์กรองขยะไฟให้กับตัวสตรีมเมอร์ด้วย เหมาะกับนักเล่นฯ ยุคปัจจุบัน

Sine S20A กับ Clef Audio PowerBRIDGE-8 เป็นเพาเวอร์ คอนดิชั่นเนอร์ที่ช่วยยกระดับเสียงให้กับซิสเต็มขนาดกลางๆ (ทั้งชุดระหว่าง 100,000 – 200,000 บาท) ได้อย่างชัดเจน คนที่รู้สึกว่าซิสเต็มของตัวเองให้เสียงที่ขาดความกระชับ หนักแน่น ไม่มีความย้ำเน้น แนะนำให้เอา S20A ไปทดลองใช้ดู แต่ถ้าชอบโทนเสียงเดิมอยู่แล้ว แต่อยากให้ได้พื้นเสียงที่สะอาดมากขึ้น ลงทุนแค่ PowerBRIDGE-8 ก็คุ้มเงินที่สุดแล้ว

ถ้าคำนวนสัดส่วน Price-performance ratio ของเพาเวอร์ คอนดิชั่นเนอร์ทั้งสี่ตัวออกมาแล้วจับเทียบกัน พบว่าตัว PowerBRIDGE-8 ของ Clef Audio ให้อัตราส่วนระหว่างคุณภาพต่อเงินลงทุนที่มีความคุ้มค่าสูงที่สุด ในขณะที่ Sine, Transparent และ Shunyata Research ให้อัตราส่วนที่ลดหลั่นกันไป ซึ่งก็เป็นปกติธรรมดาของอุปกรณ์เครื่องเสียงอยู่แล้ว ที่จะให้ความพึงพอใจในคุณภาพเสียงที่ดีขึ้นในสัดส่วนที่ไม่สัมพันธ์กับราคาที่ต้องจ่าย เป็นไปตามกฏเกณฑ์ law of diminishing returns นั่นเอง

ไม่ว่าซิสเต็มของคุณจะมีราคาเท่าไร ถ้าคุณยังไม่มีตัวกรองไฟ หรือ Power Conditioner ใช้งานอยู่ในซิสเต็ม ผมแนะนำให้ 1) ตรวจเช็คระบบไฟฟ้าที่บ้านดูก่อนว่า คุณได้เดินสายดินไว้หรือไม่ สายไฟจากตู้ไฟในบ้านเดินมาที่ปลั๊กบนผนังถูกเชื่อมต่อกับปลั๊กตัวเมียถูกเฟสหรือเปล่า.? Line, Neutral และ Ground ต่อเชื่อมไว้ถูกต้องหรือเปล่า.? ถ้าทั้งหมดนั้นอยู่ในสภาพที่ถูกต้อง 2) ผมขอแนะนำให้คุณลองมองหาตัวกรองไฟไปใช้ในระบบสักตัว เลือกเอาตัวที่มีสมรรถนะเหมาะสมกับซิสเต็ม และตามงบประมาณที่สามารถจับจ่ายได้ ซึ่งจะทำให้ซิสเต็มของคุณสามารถเปล่งสมรรถนะออกมาได้เต็มที่มากขึ้น ให้เสียงที่ดีขึ้นทั้งในส่วนของ คุณภาพเสียงและ ความเป็นดนตรี” ในระดับที่คุ้มค่ากับการลงทุนจริงๆ ​!! /

***************

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า