ตัวกรองไฟ (Power Conditioner) ช่วยอัพเกรดคุณภาพเสียงให้กับชุดเครื่องเสียงได้อย่างไร.?

โดยพื้นฐานของอุปกรณ์เครื่องเสียงทุกชิ้น ยกเว้นลำโพงพาสซีฟ ต้องการกระแสไฟฟ้าในการทำงาน และด้วยเหตุที่อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดในบ้านเรา ล้วนดึงกระแสไฟมาจากตู้ไฟในบ้าน (consumer unit) ทั้งสิ้น นั่นทำให้ตู้ไฟในบ้านทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการจ่ายกระแสไฟให้กับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชิ้น และเนื่องจากไฟฟ้าที่ไปหล่อเลี้ยงอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชิ้นเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ (Alternating Current = AC) จึงมีกระแสไฟที่ไหลกลับออกจากอุปกรณ์ไฟฟ้าย้อนไปที่ตู้ไฟเมนของบ้าน ซึ่งอุปกรณ์ไฟฟ้าบางชนิดจะปล่อย สิ่งแปลกปลอมที่อยู่ในรูปแบบของคลื่น สัญญาณรบกวน (noise) ต่างๆ ปะปนไปกับกระแสไฟฟ้า และเล็ดลอดเข้าไปสร้างปัญหาให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าตัวอื่นๆ

ลักษณะการเดินไฟฟ้าภายในบ้าน ที่มีสายดินอยู่ด้วย (ขอบคุณ ภาพตั้งต้นของ SCG)

ก่อนจะไปพูดถึง Power Conditioner ผมจะขออนุญาตเริ่มต้นที่ระบบไฟฟ้าพื้นฐานก่อน เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้อุปกรณ์เสริมประเภท Power Conditioner ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพจริงๆ

ขยะในกระแสไฟฟ้ามาจากไหน.?

จากภาพด้านบน ขยะที่ปะปนมากับกระแสไฟฟ้าซึ่งส่งผลกระทบกับสัญญาณสียงให้เราได้ยินในรูปของ noise หรือ สัญญาณรบกวน นั้นมีมาได้หลายแหล่ง เริ่มจากไฟฟ้าที่มาจากหม้อแปลงไฟที่อยู่บนเสาไฟฟ้าหน้าบ้านเรานั้นเป็นกระแสไฟฟ้าที่ถูกเชื่อมโยงกับบ้านอื่นๆ จำนวนมาก ดังนั้น ไม่ว่าจะมีอะไรแปลกปลอมเกิดขึ้นกับกระแสไฟที่อยู่ในละแวกใกล้ๆ บ้านเรา สิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นก็จะแทรกตัวมากับกระแสไฟฟ้าที่มาถึงบ้านของเราได้ คล้ายการโยนหินลงไปในน้ำ มันจะสร้างคลื่นที่แผ่ขยายตัวไปได้ไกล ถ้าบ้านเราอยู่ใกล้กับแหล่งต้นกำเนิดสัญญาณรบกวนนั้นก็จะรับไปเยอะกว่าบ้านหลังที่อยู่ไกลออกไป ยกตัวอย่างเช่น ถ้าข้างบ้านเราใช้เครื่องตัดไม้ คลื่นไฟฟ้าที่เรียกว่า “spikeที่เกิดจากการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าจากเครื่องตัดไม้ก็จะแทรกตัวเข้ามาในกระแสไฟฟ้า เหมือนคลื่นหัวแตกที่เกาะไปกับยอดคลื่นในทะเล ซึ่ง spike ที่ว่านี้อาจจะแผ่มาถึงบ้านเราด้วย หรือที่รุนแรงมากๆ ก็คือฟ้าผ่าลงไปบนเสาไฟฟ้าที่สามารถแผ่กระจายความเสีบหายไปได้หลายบ้านในละแวกนั้น

เมื่อไฟฟ้าที่เราใช้อยู่ตามบ้านรับกระแสไฟฟ้ามาจากมิเตอร์วัดไฟที่อยู่บนเสาไฟฟ้าหน้าบ้านเข้ามาในบ้าน ผ่านตู้ไฟในบ้านที่เรียกว่า consumer unit ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางจ่ายไฟไปยังปลั๊กไฟทุกตัวที่ติดอยู่บนผนัง รวมถึงปลั๊กไฟที่คุณเสียบเครื่องเสียงด้วย (ดูภาพประกอบด้านบน) เมื่อเป็นเช่นนี้ แน่นอนว่า ถ้าไม่มีอะไรมาคอยขจัดขยะที่มากับกระแสไฟที่เข้ามาในบ้านของเราออกไป ขยะทางไฟฟ้าเหล่านั้นก็จะเข้ามารบกวนการทำงานของอุปกรณ์เครื่องเสียงของเราอย่างแน่นอน

ยิ่งไปกว่านั้น แม้แต่อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านของเราเองก็ยังสามารถสร้างขยะปะปนเข้าไปในกระแสไฟฟ้าได้เหมือนกัน โดยเฉพาะอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีการทำงานของมอเตอร์อยู่ด้วยอย่างเช่น ตู้เย็น, เครื่องซักผ้า, แอร์ และพัดลม เมื่อมอเตอร์ในตัวอุปกรณ์เหล่านี้ทำงาน มันจะส่งสัญญาณรบกวนที่ไม่เป็นระเบียบย้อนกลับเข้าไปในกระแสไฟ้า และสัญญาณรบกวนเหล่านี้สามารถวนกลับไปรบกวนการทำงานของอุปกรณ์เครื่องเสียงของเราได้ในที่สุด

พื้นฐานการทำงานของ Power Conditioner

แม้ว่าโดยภายนอกแล้ว ตัว Power Conditioner จะมีรูปลักษณ์เหมือนกับตัว “Power Distributorหรือที่เราเรียกว่า ปลั๊กรางซึ่งใช้เป็นตัวขยายเต้ารับให้มีจำนวนมากขึ้นนั่นเอง ซึ่ง Power Conditioner ก็สามารถทำหน้าที่แทนปลั๊กรางไปด้วยในตัว แต่ทว่า สิ่งที่ทำให้ Power Conditioner เหนือกว่าปลั๊กรางธรรมดาคือมันมีวงจร ฟิลเตอร์” (filter) ที่ใช้ในการขจัดขยะในกระแสไฟอยู่ด้านใน ซึ่งปลั๊กรางราคาถูกบางตัวก็อาจจะมีวงจรฟิลเตอร์อยู่บ้าง แต่ไม่ได้มีประสิทธิภาพในการกรองขยะออกไปจากกระแสไฟได้มากเท่ากับวงจรฟิลเตอร์ที่อยู่ในตัว Power Conditioner ที่ออกแบบมาสำหรับใช้กับชุดเครื่องเสียงโดยเฉพาะซึ่งกรองได้มากกว่า

นอกจากจะขจัดขยะซึ่งเป็นต้นเหตุของ “noiseหรือ สัญญาณรบกวนออกไปจากกระแสไฟฟ้าแล้ว อุปกรณ์เสริมประเภท Power Conditioner ยังถูกออกแบบให้ทำตัวเป็นสะพานจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์เครื่องเสียงแต่ละชิ้นในระบบอีกด้วย ซึ่ง Power Conditioner ที่ออกแบบมาดีพอ จะต้องไม่ทำตัวเป็น คอขวดขณะที่อุปกรณ์เครื่องเสียงกำลังดึงไฟฟ้าไปใช้ คือ Power Conditioner ที่ดีจะต้องปล่อยให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านระหว่างตัวมันไปที่อุปกรณ์เครื่องเสียงได้อย่างอิสระเต็มที่ จ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ที่ต่อเชื่อมได้ตามความต้องการตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม เนื่องจากภายในตัว Power Conditioner จะต้องมีวงจรอิเล็กทรอนิคที่เรียกว่าวงจร filter เข้ามาขวางคั่นระหว่างกระแสไฟจากปลั๊กบนผนังก่อนจะเข้าไปที่ตัวเครื่องเสียง ซึ่งแน่นอนว่า การทำงานของวงจร filter เหล่านั้นย่อมมีผลทำให้ปริมาณการไหลของกระแสไฟตกลงไปบ้าง หรือทำให้เกิดการจ่ายไฟที่ช้าลงไปบ้าง อาจจะทำให้ไม่สามารถจ่ายกระแสให้กับอุปกรณ์บางตัวได้เพียงพอและทันต่อความต้องการ เพื่อแก้ปัญหานี้ ทางผู้ผลิตอุปกรณ์เสริม Power Conditioner บางเจ้าจะใช้วิธีออกแบบช่องเสียบบางส่วนให้ปล่อยกระแสไฟฟ้าตรงโดยไม่ผ่านวงจรฟิลเตอร์ไว้ให้ใช้ แยกออกมาจากช่องเสียบที่มีวงจรฟิลเตอร์ โดยที่บางยี่ห้อตั้งชื่อเรียกว่าช่อง “High Powerในขณะที่บางช่องใช้ชื่อเรียกว่าช่อง “Directเป็นช่องที่เหมาะกับการใช้เสียบอุปกรณ์เครื่องเสียงที่มีอัตราบริโภคกระแสไฟสูงๆ และมีการสวิงกว้างๆ อย่างต่อเนื่อง นั่นคืออุปกรณ์เครื่องเสียงในกลุ่มของแอมปลิฟายเออร์ อย่างเช่น เพาเวอร์แอมป์ และอินติเกรตแอมป์

ในขณะที่บางยี่ห้อก็พยายามหาวิธีออกแบบให้อุปกรณ์ Power Conditioner ของพวกเขามีประสิทธิภาพในการกรองขยะได้มากที่สุด ในขณะเดียวกันก็ไม่ทำตัวเป็น คอขวดคือไม่อั้นกระแสไปด้วย ซึ่งโดยมาก คุณสมบัติแบบนี้มักจะมีอยู่ใน Power Conditioner ที่มีราคาสูงๆ เนื่องจากต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในการออกแบบ

การออกแบบพิเศษ

นอกจากจะมีวงจรฟิลเตอร์ที่ใช้กรองขยะจากกระแสไฟฟ้าซึ่งเป็นหน้าที่หลักแล้ว อุปกรณ์เสริมประเภท Power Conditioner บางตัวยังมีดีไซน์พิเศษอื่นๆ เสริมเข้ามาอีก ทั้งในส่วนของวัสดุศาสตร์ที่ใช้ในตัวเครื่องแต่ละจุดซึ่งส่งผลต่อคุณภาพเสียง ไปจนถึงเทคนิคแปลกๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะ Power Conditioner ที่มีราคาสูงๆ อาทิเช่น ออกแบบวงจรฟิลเตอร์แยกประเภทให้เหมาะสมกับลักษณะของขยะที่อุปกรณ์เครื่องเสียงแต่ละประเภทสร้างขึ้นมา อย่างเช่น ออกแบบวงจรฟิลเตอร์ digital ขึ้นมาใช้กับเครื่องเล่นไฟล์เพลงดิจิตัล และออกแบบวงจรฟิลเตอร์ analog ขึ้นมาใช้กับเครื่องเล่นแผ่นเสียง อะไรแบบนี้เป็นต้น

บางยี่ห้อมีฟังท์ชั่นพิเศษคือทำการแปลงกระแสไฟสลับ AC ให้ออกมาเป็นกระแสไฟตรง DC ที่เรียกว่า Power Regenerator ในตัว บ้างก็ออกแบบแชมเบอร์แยก (isolate) ระหว่างช่องเสียบแต่ละบล็อกไม่ให้สัญญาณรบกวนสามารถแทรกลอดไปรบกวนช่องเสียบอื่น ไปจนถึงมีการใช้วัสดุพิเศษในการดูดซับคลื่นรบกวนในอากาศก็มี

คุณสมบัติอีกประการหนึ่งที่ Power Conditioner ที่ดีควรจะทำได้ นั่นคือ ป้องกันความเสียหายของอุปกรณ์เครื่องเสียงอันเนื่องจากฟ้าผ่า ซึ่งฟ้าผ่าจะทำให้เกิด electrical surges ที่มีการกระโชก (spike) ของกระแสไฟฟ้าอย่างแรงในเวลาสั้นๆ ซึ่งตัว Power Conditioner จะต้องมีความสามารถในการดูดซับปริมาณของกระแสที่กระโชกขึ้นไปสูงๆ เอาไว้ได้ก่อนที่จะหลุดผ่านไปถึงอุปกรณ์เครื่องเสียง ซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหายกับวงจรอิเล็กทรอนิคในตัวอุปกรณ์เครื่องเสียงได้

ผลกับคุณภาพเสียง

ในปัจจุบัน มีผู้ผลิตอุปกรณ์เสริมประเภท Power Conditioner อยู่จำนวนมาก ที่เจาะจงออกแบบมาให้ใช้งานกับชุดเครื่องเสียงและชุดโฮมเธียเตอร์โดยเฉพาะ ซึ่งแน่นอนว่า เป้าหมายสูงสุดที่ต้องคำนึงถึงก็คือ คุณภาพเสียงซึ่ง Power Conditioner แต่ละยี่ห้อจะส่งผลต่อเสียงมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป นอกจากนั้น Power Conditioner แต่ละยี่ห้อยังมี บุคลิกเสียงเป็นของตัวเองอีกด้วย

ดังนั้น การนำ Power Conditioner มาใช้ในชุดเครื่องเสียงจึงมีผลต่อเสียงทั้งในแง่ของ คุณภาพเสียงและในแง่ของ บุคลิกเสียงไปในคราวเดียวกัน

ลักษณะการใช้งาน Power Conditioner ในชุดเครื่องเสียง

ราคาของ Power Conditioner ในท้องตลาดมีให้เลือกหลากหลายระดับ ตั้งแต่ตัวละไม่กี่พันบาทขึ้นไปจนถึงหลายๆ แสน ซึ่งความแตกต่างของราคาจะขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ 2 ส่วน นั่นคือ เทคโนโลยีที่ใช้ในการออกแบบกับ จำนวนช่องเสียบใช้งาน

บางคนที่มีงบจำกัด ใช้วิธีซื้อ Power Conditioner คุณภาพดีที่มีช่องเสียบน้อยๆ แค่ 2 ช่องมาใช้งานร่วมกับตัว Power Distributor หรือปลั๊กราง โดยใช้ Power Conditioner ต่อเชื่อมไฟฟ้าจากปลั๊กผนังออกมาแล้วเอาตัวปลั๊กรางไปเสียบต่อพ่วงออกมาจากตัว Power Conditioner อีกทอดหนึ่ง เป็นแนวคิดที่ประหยัดแต่ก็ได้ผลดีระดับหนึ่ง คือเอาตัว Power Conditioner เป็นด่านหน้าในการขจัด noise จากไฟเอซีออกไประดับหนึ่งก่อนจะใช้ตัวปลั๊กรางกระจายไฟไปให้อุปกรณ์ในระบบแต่ละตัว ซึ่งได้ผลน่าพอใจกับซิสเต็มขนาดเล็กที่มีอุปกรณ์เครื่องเสียงที่ใช้ไฟฟ้าจำนวนน้อยชิ้น (2-3 ชิ้น) และตัวแอมปลิฟายในระบบต้องมีขนาดไม่ใหญ่มาก อย่างพวกอินติเกรตแอมป์ตัวเล้กๆ ที่กินไฟไม่เยอะ

ซิสเต็มขนาดกลางที่มีอุปกรณ์เครื่องเสียงที่ใช้ไฟฟ้าอยู่ระหว่าง 4-6 ตัว ที่พอมีทุนทรัพย์หน่อย ส่วนใหญ่จะเลือกใช้ เพาเวอร์ คอนดิชั่นเนอร์ แบบที่มีช่องเสียบเพียงพอ คือ 6 หรือ 8 ช่อง ตัวเดียวจบ โดยเสียบอุปกรณ์ทุกตัวลงไปบนเพาเวอร์ คอนดิชั่นเนอร์ตัวนั้น ในขณะที่บางคนที่มีความพิถีพิถันมากหน่อย จะใช้วิธีแยกตัวเพาเวอร์ คอนดิชั่นเนอร์ออกเป็น 2 ตัว คือเลือกตัวที่มีช่องเสียบน้อยๆ แต่สามารถรองรับการจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ไม่อั้น มาใช้กับแอมปลิฟาย และเลือกตัวที่มีช่องเสียบเพียงพอกับจำนวนของอุปกรณ์เครื่องเสียงที่เหลือมาใช้ร่วมกันอีกตัวหนึ่ง และเวลาใช้จะแยกเสียบตัว Power Conditioner ทั้งสองตัวเข้ากับเต้ารับบนผนังคนละเต้ารับที่แยกกันเด็ดขาด วิธีนี้จะได้ผลลัพธ์ที่ดีมากสำหรับคนที่วางแผนมาตั้งแต่ต้น คือทำการเดินสายไฟออกมาจากเซอร์กิตเบรคเกอร์คนละตัวแยกกันไปที่ปลั๊กบนผนังสองชุด วิธีนี้ใช้ได้กับซิสเต็มทุกขนาด ต้นทุนอาจจะสูงหน่อย แต่เป็นวิธีที่ได้ผลลัพธ์น่าพอใจมาก แม้กับซิสเต็มเล็กๆ ก็เห็นผลชัดเจน เป็นวิธีที่แนะนำถ้าสามารถทำได้

เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีในการใช้งาน Power Conditioner ตามมาตรฐานที่ควรจะเป็น แนะนำให้เริ่มต้นด้วยการลงมือทำระบบไฟพื้นฐานก่อน สำคัญที่สุดก็คือ ติดตั้ง สายดิน (ground) ให้กับระบบไฟ (ถ้ายังไม่มี) เพราะระบบกราวนด์จะเป็นช่องทางให้เพาเวอร์ คอนดิชั่นเนอร์ใช้ในการ ทิ้งขยะออกไปจากชุดเครื่องเสียง และควรเดินสายกราวนด์จากตู้เมนมาที่ปลั๊กบนผนังที่ใช้กับเครื่องเสียงแยกออกมาจากเบรคเกอร์ที่ใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆ ในบ้านด้วย เป็นการช่วยป้องกัน noise จากอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆ ที่จะเล็ดลอดเข้ามาที่ชุดไฟของเครื่องเสียงให้เหลือน้อยที่สุด จากนั้นก็ทำการตรวจเช็คขั้วไฟให้ถูกต้องทุกจุด เพื่อให้เฟสไฟถูกต้องมาตั้งแต่ต้นทาง ไม่ให้มีไฟรั่วไปที่สายกราวนด์ ทำให้ช่องทางทิ้งขยะของระบบมีความโล่งสะอาด พร้อมสำหรับการทิ้งขยะออกไปจากระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พื้นฐานของระบบไฟที่ถูกต้องจะทำให้ Power Conditioner ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่ ส่งผลดีต่อเสียงตามที่ผู้ออกแบบตั้งใจจริงๆ /

***************

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า